เกษตรฯมุ่งฟื้นฟูแม่ฮ่องสอน แก้ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่า ควบคู่บริหารจัดการน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776744

เกษตรฯมุ่งฟื้นฟูแม่ฮ่องสอน แก้ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่า ควบคู่บริหารจัดการน้ำ

เกษตรฯมุ่งฟื้นฟูแม่ฮ่องสอน แก้ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่า ควบคู่บริหารจัดการน้ำ

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เกษตรฯ มุ่งฟื้นฟูแม่ฮ่องสอน แก้ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่า ควบคู่บริหารจัดการน้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิต หนุนสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้

วันนี้ (22 ธ.ค.66) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดตามงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไขในการพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ ณ ห้องประชุม ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ตลอดจนมอบ สปก. 4-01 ให้กับเกษตรกรอำเภอปางมะผ้า จำนวน 13 ราย และรับฟังปัญหาในพื้นที่ ณ สนามกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

ร้อยเอก ธรรมนัส เปิดเผยว่า จ.แม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าตามกฎหมาย ถึงร้อยละ 84 ของพื้นที่จังหวัด ซึ่งที่ตั้งชุมชนและพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สำหรับจัดทำโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ทำให้ติดขัดไม่สามารถจัดทำโครงการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาหลักของเกษตรกรคือการไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพราะส่วนใหญ่พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและเขตอุทยาน นายกรัฐมนตรีจึงมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกร และมอบหมายให้ตนเร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดี โดยได้ประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้เร่งรัดให้มีการออกหนังสืออนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวนอย่างถูกต้อง โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนเดินหน้าเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้เกษตรกรไทย เป็นการช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสามารถพัฒนาการเกษตรของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ

“การที่เกษตรกรได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สามารถบริหารจัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรไปสู่การปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จ และการดำเนินโครงการต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อดูแลพี่น้องเกษตรกร ให้อยู่ดีมีสุข มีรายได้อย่างมั่นคง ภาคเกษตรไทยจะต้องแข็งแกร่ง มีศักยภาพการแข่งขันที่ทัดเทียมหรือดีกว่าสินค้าเกษตรต่างประเทศ” รมว.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แม่ฮ่องสอน มีแผนงานออกโฉนดเพื่อการเกษตร ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 678 แปลงเนื้อที่ 1,253 ไร่ ยื่นคำขอแล้ว 383 แปลง (ร้อยละ 56.49)

สำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่มีความห่างไกลและยากลำบาก ทำให้เป็นข้อจำกัดหลายด้าน จึงได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) สำรวจชุมชน หมู่บ้านที่ยังไม่ได้เข้าถึงโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนบนพื้นที่สูง ให้ได้รับการพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมองค์ความรู้ โดยจะผลักดันงบประมาณ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้พี่น้องชาวแม่ฮ่องสอนโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ได้มีความมั่นคง และเข้มแข็งในอาชีพเกษตรต่อไป

นอกจากนี้ ด้านการบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องสำคัญ ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 1 รวบรวมแผนบริหารจัดการน้ำทั้ง 7 อำเภอ ตลอดจนสำรวจประตูระบายน้ำ ซ่อมแซมหากเกิดการชำรุด และสำรวจความจำเป็นในการสร้างประตูระบายน้ำ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสามารถเก็บน้ำไว้ในสำหรับอุปโภค บริโภค และเพื่อการเกษตร

จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ประมาณ 7.9 ล้านไร่ พื้นที่ภาคการเกษตร 363,156 ไร่ หรือร้อยละ 4.5 หของพื้นที่จังหวัด มีครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร จำนวน 43,460 ครัวเรือน พื้นที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการชลประทาน 145,576 ไร่ พืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระเทียม ข้าวนาปี ถั่วเหลือง และกาแฟ

– 006

‘กรมฝนหลวง’ร่วมแถลงผลงาน’เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776673

'กรมฝนหลวง'ร่วมแถลงผลงาน'เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง'

‘กรมฝนหลวง’ร่วมแถลงผลงาน’เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง’

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.37 น.

วันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภูกรมชลประทาน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวผลการดำเนินงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง” โดยมี นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ โฆษกกรมฝนหลวงฯ และนายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร เข้าร่วมการแถลงข่าวฯ

โดยในส่วนของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยการปฏิบัติการฝนหลวงในการเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ รวมไปถึงการทำฝนบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5

ทั้งนี้ กรมฝนหลวงหลวงและการบินเกษตร เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์หมอกควันและไฟป่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2567 ซึ่งจะมีการวางแผนการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดต่อไป

– 006

‘ธรรมนัส’แถลงใหญ่ โชว์ผลงานเกษตรฯ 99 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776652

'ธรรมนัส'แถลงใหญ่ โชว์ผลงานเกษตรฯ 99 วัน

‘ธรรมนัส’แถลงใหญ่ โชว์ผลงานเกษตรฯ 99 วัน

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.01 น.

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยา พรหมารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนาย นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังแถลงโชว์ผลงาน “เกษตรฯ 99 วันทำได้จริง” รุกเป้าหมาย พี่น้องเกษตรกรต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายใน 4 ปี ด้วย 6 นโยบายเกษตรสำคัญ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ได้มีการชี้แจงผลงานของกระทรวงไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สปก. 4-01 ที่เป็นโฉนดการปราบปรามสินค้าเถื่อน การช่วยเหลือชาวนา การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย การบริหารจัดการน้ำ ให้ประชาชนสามารถอยู่รอดได้ ซึ่งรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ได้เข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ณ เวลานี้ ปลดล็อคแน่นอน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยอีก 3 ข้อ ที่จะฝากเป็นของขวัญให้กับเกษตรกร โดยมีกฎหมาย 19 ฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายลูกของกรมประมง ซึ่งจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อทยอยออกให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน เช่นการขยายทำการประมงให้ครบ 290 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด 2.เรื่องที่ดินเรื่องอีกทั้งยังมีเรื่องที่ดินที่เปลี่ยนจาก สปก. 4-01 ให้เป็นโฉนด เพื่อการเกษตรกร ซึ่งได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยจะมีการ click off ในวันที่ 15 มกราคม 2567 โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน 3.การปราบปรามสินค้าเถื่อนทุกประเภท

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังเปิดเผยอีกว่า เร็วๆ นี้จะมีข่าวใหญ่เกี่ยวข้องกับการขยายผลหมูเถื่อน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะมีการแถลงข่าว ซึ่งวันนี้ก็มีการขยายผลการจับกุมการสวมสิทธิ์นำเข้าตีนไก่ เพื่อเลี่ยงภาษี ในพื้นที่ จ.นครปฐม ซึ่งจะมีการขยายผลไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้าบริษัทขนส่ง หรือผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตร หากมีความเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำเรื่องของการประกาศพื้นที่เขตชุมชนที่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฏหมายทั่วประเทศด้วย โดยกำชับให้ สปก.ดำเนินการอยู่ ซึ่งวันนี้ ล่าสุดพบว่ามีการประกาศไปแล้ว 4 จังหวัด เช่น ภูเก็ต กาญจนบุรี นครสวรรค์ และ เชียงใหม่ และอีกหลายจังหวัดที่จะมีการทยอยประกาศต่อไป โดยจะมีการเก็บค่าเช่าผู้ประกอบการเพื่อเข้ากองทุนของ สปก.เพื่อนำไปพัฒนาตามโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่

– 006

‘กรมการข้าว’ร่วมงานแถลงผลงาน​’เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง’ โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776649

'กรมการข้าว'ร่วมงานแถลงผลงาน​'เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง' โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ

‘กรมการข้าว’ร่วมงานแถลงผลงาน​’เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง’ โดยรัฐมนตรีเกษตรฯ

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.55 น.

เมื่อวันที่​ 21​ ธ.ค.​ที่ผ่านมา นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว และ​นายอานนท์​ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว​ ในฐานะโฆษกกรมการข้าว​ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง” โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน​ พร้อมด้วย นายไชยา​ พรหมา​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนุชา​ นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจน​ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน​ ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวโชว์ผลงานด้านการเกษตรในรอบ 99 วันว่า จากนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตร โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภาซึ่งกำหนดแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมาย โดยเน้นโครงการพระราชดำริ นโยบายระยะสั้น ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดจนนโยบายระยะกลาง และ ระยะยาว เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิต โดยในส่วนของผลการดำเนินงานในโครงการสำคัญ ระยะเวลา 99 วัน (ตั้งแต่ 1 กันยายน – 8 ธันวาคม 2566) ที่เกี่ยวข้องด้านข้าว​ คือ​ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายสร้างรายได้ สร้างโอกาส และสร้างคุณภาพชีวิต การสร้างรายได้ภาคเกษตร ตามนโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ของรัฐบาล โดยมุ่งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2566/2567 จำนวน 3 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงิน 34,437 ล้านบาท เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ ได้รับประโยชน์ 610,000 ราย  โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2566/2567 วงเงิน 481.25 ล้านบาท สถาบันเกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย/แปรรูป 1 ล้านตันข้าวเปลือก สถาบันเกษตรกรได้รับประโยชน์ 3.033 ล้านครัวเรือน โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพ ผลผลิตข้าว ปีการผลิต 2566/2567 เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร 4.68 ล้านครัวเรือน ได้รับการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท/ครัวเรือน ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยทุกหน่วยงานจะยังคงเดินหน้าและบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรไปสู่ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกร ให้กินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ภาคเกษตรเติบโต เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในระยะเวลา 4 ปีอีกด้วย

เกษตรฯลงนามMOU5ฝ่าย จ้างแรงงานไทยกลับจากอิสราเอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776520

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในรัฐอิสราเอล ส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยจำนวนมาก กระทรวงเกษตรฯ มีความห่วงใยในความเป็นอยู่ของแรงงานดังกล่าว จึงเตรียมรองรับแรงงานให้สามารถประกอบอาชีพในประเทศไทยได้ โดยบูรณาการความร่วมมือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 5 ฝ่าย จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรจากแรงงานอิสราเอลสู่การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยการพัฒนาแรงงานภาคการเกษตรให้พร้อมเข้าสู่การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมเกษตร หรือมีทักษะในการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มีระยะเวลา 2 ปี มีเป้าหมายในการพัฒนาแรงงานภาคเกษตร 7,500 คน ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ 1.กิจกรรม “ปั้น” สู่ครูพี่เลี้ยง โดยคัดกรองแรงงานเกษตรที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย มีความสามารถในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจากอิสราเอล และมีความสามารถเป็นที่ปรึกษาฟาร์มเกษตรได้ โดยภาครัฐจะเติมเต็มด้านเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ และกำหนดหลักสูตรการอบรมเจ้าหน้าที่และเกษตรกร ภายใต้โครงการต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับความรู้ความสามารถของครูพี่เลี้ยง

2.กิจกรรม “ป้อน” สู่การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมเกษตร โดยการรวบรวมข้อมูลความรู้ความสามารถ และทักษะของแรงงานไทยจากอิสราเอลที่ประสงค์จะเข้าสู่การจ้างงานภาคอุตสาหกรรม ส่งต่อให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรตามความสามารถและความถนัดต่อไป ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องเพิ่มเติมทักษะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการจัดทำหลักสูตรพัฒนาทักษะรองรับการจ้างงานภาคอุตสาหกรรมเกษตรต่อไป

3.กิจกรรม “ปู” ทางอาชีพเกษตรกรรมสู่บ้านเกิด ในกลุ่มที่ไม่ประสงค์จะกลับไปรับจ้างแรงงานในอิสราเอล และประสงค์เข้าสู่อาชีพภาคการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำและเป็นพี่เลี้ยง เพื่อร่วมวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ คนและสินค้า ตลอดห่วงโซ่การผลิต ประกอบการตัดสินใจเลือกกิจกรรมผลิตทางการเกษตร รวมถึงการให้ความรู้ในการจัดทำแผนธุรกิจเกษตรประกอบการขอสินเชื่อในการประกอบอาชีพภาคการเกษตรจากสถาบันการเงิน เช่น ธ.ก.ส.โดยคาดหวังว่าแรงงานไทยจากอิสราเอลเมื่อเข้าสู่อาชีพภาคการเกษตรจะสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีแม่นยำสูง ที่ได้รับการฝึกทักษะจากอิสราเอลมาประยุกต์ใช้ในการผลิตทางการเกษตร สามารถเป็นต้นแบบฟาร์มเกษตรอัจฉริยะสู่การพัฒนาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ขยายผลเทคโนโลยีและการบริหารจัดการฟาร์ม

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่ ตรวจเขื่อนทดน้ำฯ เร่งรัดแก้ไขปัญหา เกษตรกรอุตรดิตถ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776518

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามความก้าวหน้าโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ต.ผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ โดยมีนายประยูรอินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ครอบคลุมพื้นที่ อ.เมือง อ.ลับแล อ.ตรอน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ อ.พรหมพิราม และ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก และเพื่อเป็นการพัฒนาระบบชลประทาน ประมาณ 481,400 ไร่ (พัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝนที่มีศักยภาพให้เป็นพื้นที่ชลประทานประมาณ 304,000 ไร่ และส่งน้ำสนับสนุนและปรับเปลี่ยนระบบส่งน้ำจากเดิมโดยการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เป็นระบบส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงประมาณ 134,800 ไร่และพื้นที่โครงการชลประทานน้ำริด จังหวัดอุตรดิตถ์ ประมาณ 42,600 ไร่)

สำหรับโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ตั้งอยู่ในแม่น้ำน่าน บริเวณบ้านคลองนาพงหมู่ 7 ต.ผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนล่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันได้สร้างเขื่อนทดน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำ พร้อมอาคารประกอบ หากดำเนินการแล้วเสร็จ โดยจะสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่ อ.เมือง อ.ลับแล อ.ตรอน และ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ อ.พรหมพิราม และ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก รวมพื้นที่กว่า 481,400 ไร่

‘อภัย’ถกหารือแนวทาง ทำโครงการลดต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776526

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนโครงการลดต้นทุน ร่วมกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กรมปศุสัตว์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ห้องประชุมสำนักตรวจราชการ 1403

สรุปสาระสำคัญการประชุม ดังนี้ 1.ติดตามความก้าวหน้าของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง ขออนุมัติขึ้นราคาน้ำนมดิบเพิ่ม 2.25 บาท/กิโลกรัม

2.ติดตามความก้าวหน้าประเด็นการลดต้นทุนอาหารสัตว์ ได้แก่ สูตรอาหารลดต้นทุนด้วยอาหารข้นโปรตีนสูง โดยใช้หญ้าอาหารสัตว์คุณภาพดี ใบมันสำปะหลัง ถั่วเขียว เพื่อทดแทนอาหารข้นสำเร็จรูป และการขยายผลในสหกรณ์โคนม และ 3.หารือการจัดทำโครงการเพื่อช่วยเกษตรกรรายย่อยในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม

รองปลัดฯเคาะแผนรับมือก.ม.EUDR

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776523

วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมเตรียมความพร้อมบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation-free Products Regulation: EUDR) พร้อมด้วยนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) นายณกรณ์ ตรรกวิรพัทผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยนายวิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) น.ส.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศมีผลการประชุม ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบรายละเอียดของกฎหมาย EUDR ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า โดยประเทศผู้ส่งออกสินค้าไปกลุ่มประเทศสมาชิก EU ต้องตรวจสอบความถูกต้องและวิเคราะห์สถานะความเสี่ยง (due diligence) ในห่วงโซ่การผลิตของตนจนถึงแหล่งกำเนิด เพื่อพิสูจน์ว่าการดำเนินธุรกิจของตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายพื้นที่ป่า คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2568 ซึ่งครอบคลุม 7 กลุ่มสินค้า ได้แก่ โกโก้ กาแฟ ถั่วเหลือง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคและเนื้อไม้

2.ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการดำเนินการของ กยท.เพื่อเตรียมพร้อมบังคับใช้กฎหมาย EUDR 3.ที่ประชุมเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการในระดับประเทศเพื่อขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมการบังคับใช้กฎหมาย EUDR ให้ครอบคลุมในทุกกลุ่มสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการรายชนิดสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การขับเคลื่อนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ 4.ที่ประชุมหเห็นชอบให้ กยท.จัดทำข้อมูลรายละเอียดวิเคราะห์ผลกระทบการบังคับใช้กฎหมาย EUDR ในส่วนชนิดสินค้ายางพารา เพื่อใช้เป็นข้อมูลต้นแบบในการนำเสนอ รมว.เกษตรฯ และปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อโปรดทราบและพิจารณาต่อไป

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 5 ร่างมาตรฐาน ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776447

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 5 ร่างมาตรฐาน ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 5 ร่างมาตรฐาน ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.19 น.

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ไฟเขียว 5 ร่างมาตรฐาน “ลำไย-ปาล์มน้ำมัน-ข้าวโพดหมัก-กุ้งทะเล” ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถการส่งออก   

21 ธ.ค.2566 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2566 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานการออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ 9 เรื่อง ภายใต้ พ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 (ข้อมูล ณ วันที่1 พฤศจิกายน 2566) รวมทั้งสิ้น 4,532 ราย และความคืบหน้าของการดำเนินการเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement; AFSRF Agreement) ปัจจุบันมี 8 ประเทศได้ลงนามแล้วเมื่อเดือน ส.ค. 2566 และจะเร่งให้ครบทั้ง 10 ประเทศโดยเร็ว ทั้งนี้ AFSRF Agreement จะมีผลบังคับใช้เมื่อได้รับสัตยาบันสารจากประเทศสมาชิกครบทั้ง 10 ประเทศ จากนั้นจะมีการจัดตั้งคณะ AFSCC เพื่อดำเนินงานต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร จำนวน 5 เรื่อง ได้แก่  1.ลำไย (ทบทวน) 2.หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (ทบทวน) 3.หลักการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยอิสระ 4.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดหมัก และ 5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (ทบทวน) ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป 

ด้านนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ( มกอช.)กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ลำไย (ทบทวน) ปี 2546 มกอช. ได้ประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ลำไย เป็นมาตรฐานของประเทศ แต่ด้วยสถานการณ์การผลิตและการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงมาตรฐานให้สอดคล้องกับการปฏิบัติและเกณฑ์กำหนดทางการค้าในปัจจุบันของประเทศผู้นำเข้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับผู้ที่จะนำมาตรฐานไปใช้ส่งเสริมการผลิตลำไยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกให้สูงขึ้น

2.หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (ทบทวน) เนื่องจากองค์กร Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) ประกาศใช้มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน เพื่อใช้รับรองระบบการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งมาตรฐานสินค้ำเกษตร เรื่อง หลักกำรผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (มกษ. 5909-2563) ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2563 เมื่อมาตรฐาน RSPO ได้มีกำรปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับใหม่ มกอช. จึงเห็นควรให้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน และเพิ่มเติมการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยอิสระ ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO เพื่อยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

3.หลักการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยอิสระ เป็นการดำเนินการให้ครอบคลุมหลักการ เกณฑ์กำหนด และตัวชี้วัด สำหรับการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรรายย่อยอิสระที่มีพื้นที่ปลูกน้อยกว่า 312.5 ไร่ เพื่อให้การจัดการของกลุ่มและเกษตรกรมีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

4.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวโพดหมัก มาตรฐานนี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าวโพดเพื่อหมักเป็นอาหารสัตว์ ตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงการวางแผนการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพปลอดภัยและเหมาะสมต่อการนำไปผลิตข้าวโพดหมักเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ ในการใช้ทดแทนหญ้าสดและอาหารหยาบในบางฤดูที่ขาดแคลน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน แต่ไม่ครอบคลุม ข้าวโพดที่เป็นผลพลอยได้จากข้าวโพดหวานหลังเก็บฝัก ข้าวโพดฝักอ่อนหลังเก็บฝักอ่อน และข้าวโพดอื่นๆ ที่ไม่ได้ปลูกเพื่อผลิตเป็นข้าวโพดหมัก

และ 5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (ทบทวน) ได้มีการเพิ่มเติมข้อกำหนดการจัดทำและดำเนินการตามแผนการจัดการสุขภาพกุ้ง การห้ามใช้ยาต้านจุลชีพในการป้องกันโรคและเร่งการเจริญเติบโต รวมถึงเพิ่มเติมแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสำหรับข้อกำหนดในแต่ละข้อให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถนำมาตรฐานไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เพิ่มเติมรายการยาสัตว์และสารเคมีที่ห้ามใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล รายชื่อกฎหมายของประเทศเกี่ยวกับสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ วิธีการป้องกันสัตว์พาหะนำโรคและสัตว์อื่นเข้ามาในฟาร์ม วิธีป้องกันการหลุดรอดของกุ้งที่เลี้ยง

กรมชลฯ เตรียมยกเครื่องเขื่อนลำปาวแก้ปัญหาการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776440

กรมชลฯ เตรียมยกเครื่องเขื่อนลำปาวแก้ปัญหาการเกษตร

กรมชลฯ เตรียมยกเครื่องเขื่อนลำปาวแก้ปัญหาการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.43 น.

กรมชลประทานประชุมปัจฉิมนิเทศ ศึกษาความเหมาะสม เพื่อปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ แก้ปัญหาการใช้น้ำด้านการเกษตร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นชลประทานกว่า 306,963 ไร่

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กล่าวว่า กรมชลประทานได้เริ่มโครงการศึกษาความเหมาะสม “การปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์” รวมระยะเวลากว่า 540 วัน เริ่มตั้งแต่ 13 พฤษภาคม 2565 หลังจากคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) มีมติเห็นชอบให้พิจารณาแนวทางในการปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยคํานึงถึงความเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและความต้องการใช้น้ำในอนาคต เพราะปัจจุบันเกษตรกรประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงต้นฤดูทํานาปีและในช่วงฤดูแล้ง ส่วนฤดูฝนมีปัญหาน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมที่ราบลุ่มริมลำน้ำ หากไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง

โดยอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวมีความจุกักเก็บ 1,980.00 ล้าน ลบ.ม. ที่ตั้งโครงการอยู่ที่หมู่ 11 บ้านสะอาดนาทม ต.ลำปาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ และมีพื้นที่ชลประทาน 306,963 ไร่ ครอบคลุมบางส่วนของ อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ และ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ฉะนั้นการศึกษาโครงการต้องประเมินสถานภาพและแนวทางการปรับปรุงเพื่อบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างประชาชน อย่างจริงจัง และในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อสรุปผลการศึกษา รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ มาปรับปรุงรายงานฉบับสุดท้ายให้ครบถ้วน

สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการประกอบด้วย การปรับปรุงพื้นที่โครงการชลประทาน 4 ส่วน ได้แก่ 1) พื้นที่หัวงานเขื่อนลำปาว 2) ระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งซ้าย (LMC) 3) ระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา (RMC) และ 4) พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ รวม ราคาการก่อสร้างโครงการเบื้องต้น 2,644.718 ล้านบาท แบ่งเป็น ปรับปรุงระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งซ้าย (LMC) 757.571 ล้านบาท ปรับปรุงระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา (RMC) 1,865.803 ล้านบาท ปรับปรุงคลองรับน้ำหลากจากป่าดงระแนง 13.115 ล้านบาท และก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 8.229 ล้านบาท

โดยกรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการการใช้น้ำ คือ ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยและมีมูลค่าสูง บริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ในแต่ละปี กําหนดพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน และในอนาคตได้เสนอติดตั้งระบบโทรมาตรและระบบควบคุมทางไกล (SCADA) มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพน้ำ และอุปกรณ์ควบคุมระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยําในการตรวจวัดปริมาณน้ำและควบคุมการเปิด-ปิด ประตูระบายน้ำ

นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า การปรับปรุงระบบชลประทานจะทำให้การส่งน้ำเพื่อการชลประทานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นส่งน้ำได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ ลดการสูญเสียน้ำ มีปริมาณน้ำเพียงพอสําหรับบริหารจัดการน้ำให้กับพื้นที่ 306,963 ไร่ ในฤดูฝน และ 207,100 ไร่ ในฤดูแล้ง รวมทั้งพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 8,350 ไร่ ขณะเดียวกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานให้สามารถใช้น้ำได้คุ้มค่า ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ สามารถกักเก็บน้ำและระบายน้ำบรรเทาอุทกภัยได้ ตั้งแต่พื้นที่ในเขตโครงการไปจนถึงบริเวณลำปาวที่บรรจบกับแม่น้ำชี ส่วนอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนก็ใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้เพื่อใช้อุปโภคบริโภค และใช้ในการประปาส่วนภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ได้

นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่ายังมีโครงการที่มีศักยภาพพัฒนาในอนาคตอีก หากมีปริมาณน้ำจากภายนอกลุ่มน้ำผันมาเติมให้กับอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว เบื้องต้นได้แก่ โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ พื้นที่ อ.เมืองกาฬสินธุ์, โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำในพื้นที่ อ.ยางตลาด และ อ.ห้วยเม็ก, โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำบึงเลิงเปือย พื้นที่ อ.กมลาไสย และ อ.ร่องคํา ซึ่งเป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำทำการเกษตร ตามที่ได้มีการร้องขอพระราชทานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ

นายสำเริง ม่วงสังข์ รองผวจ. กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่าจังหวัดกาฬสินธุ์มีพื้นที่กว่า 4.3 ล้านไร่ และประชากรถึง 980,000 คนโดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และบางส่วนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องยอมรับว่าในการทำเกษตรกรรมมีความจำเป็นต้องอาศัยน้ำเป็นอย่างมาก ปัจจุบันเรามีการจัดสรรน้ำยังไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ด้วยเราสามารถจัดสรรการใช้น้ำได้แต่เพียงพื้นที่ใต้เขื่อนลำปาว ในส่วนพื้นที่เหนือเขื่อนยังไม่สามารถนำน้ำไปใช้ได้ ทำให้เมื่อเวลาเกิดภัยแล้งเราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้เลย

ในขณะเดียวกันเมื่อถึงฤดูน้ำหลากกับต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยเป็นอย่างมากเพราะเราไม่สามารถทำการผันน้ำในเขื่อนได้ เมื่อมีน้ำมากจนเกินไปจึงต้องปล่อยลงมาสู่ด้านล่าง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรมใต้เขื่อน ในขณะเดียวกันพื้นที่ทางตะวันออกของจังหวัดกาฬสินธุ์ก็ประสบปัญหาอุทกภัยจากเทือกเขาภูพาน โดยเฉลี่ยแล้วขณะนี้เราสามารถใช้น้ำได้เพียง 10% ของเขื่อนลำปาว เราเชื่อว่าในการบริหารปรับปรุง รวมถึงการจัดสรรน้ำในเขื่อนลำปาวจะช่วยให้ จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นพื้นที่มีรายได้น้อยเป็นอันดับต้นๆของประเทศ จะมีการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมได้อย่างดีขึ้นและทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป

นายเดช โขลา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านโนนภักดี ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม มีความเห็นว่า พื้นที่ ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชรพเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันมานานมีประสบการณ์พอสมควร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือเรามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้คุณภาพของกุ้งไม่ได้มาตรฐานตามสมควร ดังนั้นเมื่อสามารถแก้ปัญหาในการจัดสวนน้ำได้การเลี้ยงกุ้งก็จะได้มาตรฐาน ซึ่งกุ้งก้ามกรามถือเป็นสินค้าการเกษตรที่โดดเด่นอันหนึ่งของจังหวัดกาฬสินธุ์เพราะมีรสชาติดีเนื้อนุ่ม และคงสภาพของเนื้อได้เป็นเวลานาน เนื่องจากภูมิภาคในบริเวณเขื่อนลำปาวมีความเหมาะสมในการเลี้ยงกุ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหรือดินในบ่อที่ใช้เพาะเลี้ยง จึงอยากจะฝากผู้หลักผู้ใหญ่ให้ดูแลในเรื่องนี้ต่อไป