‘ไชยา’มุ่งผลักดัน ผ้าไหมฯบ้านโพน ชูเป็นSoft Power สร้างรายได้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777252

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวาบ้านโพน หรือศูนย์วิจิตรแพรวาบ้านโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี นายธวัชชัย รอดงาม รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ ต้อนรับ ทั้งนี้ นายไชยา ได้มอบนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลให้กรมหม่อนไหม นำไปผลักดัน ส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตผ้าไหมแพรวาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อยกระดับผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เป็น Soft Power ที่เกิดจากภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงคิดค้นลายผ้าเพิ่มเติมให้เป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภค ในราคาที่เข้าถึงและจับต้องได้ ซึ่งปี 2565 อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ได้ออกแบบลายผ้าไหมแพรวา ชื่อว่าลายพันมหาพัน ให้เป็นลายประจำ อ.คำม่วง มีมูลค่าเบื้องต้น 5 แสนบาท

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหม สนับสนุนการดึงศักยภาพผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ผ้าไหมแพรวา ออกสู่ตลาดโลก และเพิ่มช่องทางจำหน่าย โดยการร่วมมือกับจังหวัดต่างๆ คัดเลือกลายผ้าที่มีความโดดเด่นมาส่งเสริมการขาย และผลักดันให้ผ้าไทยเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนม หรือออกสู่เวทีโลก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม รวมถึงสร้างรายได้เข้าประเทศ

ในการนี้ นายไชยา ได้ร่วมสาธิตการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้าการสางไหม การย้อมสีไหมด้วยวัสดุธรรมชาติในพื้นที่ และเยี่ยมชมคูหาจัดแสดงสินค้า GI อาทิ ผ้าไหมแพรวาของกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหมแพรวาบ้านหนองแก่นทราย เยี่ยมชมโครงการสร้างทายาทหม่อนไหม ด้วย

รมว.เกษตรฯจี้แก้ปัญหาปลากะพงขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777248

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ฉะเชิงเทรา และเป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา 70 ราย พร้อมทั้งรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว นำโดย นายสุทธิ มะหะเลา นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทยที่ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า มีนโยบายขับเคลื่อนปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเอาจริง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคต่อการบริโภคสินค้าเกษตรที่ต้องมีความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นต่อพี่น้องเกษตรกรให้มีความมั่นคงทางอาชีพ ซึ่งขณะนี้ได้รับข้อร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว
ถึงปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งสาเหตุจากมีการนำสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลากะพงขาวจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมีการนำเข้าทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ทำให้สัตว์น้ำของเกษตรกรที่เลี้ยงมีราคาตกต่ำ ประกอบกับมีต้นทุนการผลิตสูง ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาวได้รับความเดือดร้อน จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณการทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา 70 ราย สำหรับเขตปฏิรูปที่ดิน จ.ฉะเชิงเทรา ได้ประกาศเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 1,023,775 ไร่ ในพื้นที่ 10 อำเภอ 50 ตำบล เนื้อที่ดำเนินการหลังกันพื้นที่สาธารณูปโภคและหนังสือสำคัญออกแล้ว 919,603 ไร่ แยกเป็น ที่ดินรัฐ 865,104 ไร่ พื้นที่ 4 อำเภอ 11 ตำบล ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร 32,871 ราย 45,146 แปลง เนื้อที่ประมาณ 647,350 ไร่ และที่ดินเอกชน ประกอบด้วย ที่พระราชทานที่ราชพัสดุ ที่บริจาค และที่ดินจัดซื้อ 54,499 ไร่ ในพื้นที่ 7 อำเภอ 41 ตำบล ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร 3,429 ราย 4,920 แปลง เนื้อที่ประมาณ 52,114 ไร่

‘ธรรมนัส’สัมมนาเชิงปฏิบัติ ป้องปรามทุจริต-ยกระดับสหกรณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777251

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องยกระดับผู้บริหารสหกรณ์ในยุคดิจิทัล ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กทม.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหารกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์จากทั่วประเทศ และบุคลากรกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตระหนักถึงสถานการณ์การทุจริตของสหกรณ์ การป้องกันการทุจริตและแนวทางการบริหารสหกรณ์ยุคดิจิทัล เล็งเห็นความสำคัญของระบบการควบคุมภายในที่ดีของสหกรณ์ พร้อมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจประโยชน์จากการใช้งานแอปพลิเคชั่น Smart4M เพื่อการบริหารจัดการสหกรณ์

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การนำเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการสหกรณ์ มีความสำคัญ เพื่อใช้วิเคราะห์ปัญหาจุดอ่อนจากการควบคุมภายในและให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของตนเองและข้อมูลการดำเนินงานของสหกรณ์ สร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้ ป้องกันการทุจริต ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น Smart4M ช่วยในการบริหารข้อมูลทางการเงินได้สะดวกรวดเร็ว สมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และตรวจสอบฐานะทางการเงินของสหกรณ์และของตนเอง ช่วยป้องปรามการทุจริตและลดข้อผิดพลาด

ด้าน น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า มีความมุ่งมั่นในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนด้านการเงินการบัญชีแก่เกษตรกรและระบบสหกรณ์ โดยเสริมสร้างระบบการเงินการบัญชีที่มีเกณฑ์การตรวจสอบบัญชีตามมาตรฐานสากล ให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนำไปใช้ปฏิบัติ สามารถใช้ข้อมูลทางการเงิน วางแผนบริหารจัดการ มีการกำหนดเกณฑ์การควบคุมภายในที่ดี ควบคุมดูแลการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส โดยมีแผนงานขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการป้องกันป้องปรามการทุจริตและยกระดับสหกรณ์ ผ่าน Quick win 4 โครงการเร่งด่วน

นอกจากนี้ยังมีแผนดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายพักชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์ผ่านการจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรด้วยระบบสหกรณ์เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับการพัฒนาความรู้และความสามารถในการบันทึกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการพักชำระหนี้และบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีและสินเชื่อ 1,700 แห่ง รวมทั้งขยายผลการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในโครงการต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตรด้านการเงินและบัญชีให้สอดคล้องกับโครงการแต่ละโครงการและพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดความรู้ผ่านการสร้างครูบัญชีอาสาการสอนบัญชีรับ-จ่าย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในถิ่นทุรกันดารและการสอนบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนเพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ดีให้แก่ผู้รับบริการ

เกษตรฯรับฟัง-แก้ปัญหา ผู้ค้าสะพานปลาอ่างศิลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777250

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ เข้ารับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากตัวแทน
ผู้ประกอบการสินค้าทะเลตลาดสะพานปลา (อ่างศิลา) จ.ชลบุรี กรณีผู้ค้าได้รับหนังสือจากองค์การสะพานปลาบอกเลิกสัญญาเช่าทรัพย์สินองค์การสะพานปลาและขอให้ชำระหนี้ ซึ่งทำให้ผู้ค้าได้รับความเดือดร้อน นำโดยนายชุมพล ลีลานนท์ ประธานเครือข่ายสภาพประชาชนแห่งชาติ 77 จังหวัด โดยมีคณะที่ปรึกษารมช.เกษตรฯ (นายอนุชา นาคาศัย) นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผอ.องค์การสะพานปลา ตัวแทนพ่อค้าแม่ค้าสะพานปลา (อ่างศิลา) เข้าร่วมหารือ และเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและให้เกิดการสร้างรายได้ พัฒนาแหล่งทำกินให้เกิดความยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมจะนำข้อร้องเรียนดังกล่าวและแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น เสนอต่อนายอนุชา เพื่อรับทราบและเร่งหาแนวทางแก้ไขให้ชัดเจนอย่างเร่งด่วนต่อไป

สวพส.แก้ปัญหาบนพื้นที่สูง ทำเกษตรอินทรีย์โครงการหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777031

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.เพชรดา อยู่สุข รอง ผอ.สถาบันด้านการพัฒนา สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ได้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง และการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จของโครงการหลวงไปปรับใช้ในพื้นที่สูงอื่นๆ ของประเทศ โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั่นคือ การปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำการเกษตรบนพื้นที่สูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดปัญหาความยากจนโดยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่าการทำการเกษตรแบบเดิม ตลอดจนสร้างโอกาสทางการตลาดทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

ทั้งนี้ ได้เน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกรบนพื้นที่สูง นักวิจัย นักพัฒนาและส่งเสริม และหน่วยงานร่วมบูรณาการทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรเพื่อจัดการปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ปุ๋ยหมักอินทรีย์ ปัจจัยการผลิตชีวภาพ เช่นชีวภัณฑ์ น้ำหมักชีวภาพ ฯลฯ และวางแผนการผลิตผักอินทรีย์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด รวมถึงทีมนักวิจัยของ สวพส.และมูลนิธิโครงการหลวงร่วมกันศึกษาวิจัยเทคโนโลยี อาทิ การคัดเลือก/ทดสอบพันธุ์พืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การวิจัยและพัฒนาชีวภัณฑ์สำหรับป้องกันกำจัดโรคแมลงทดแทนสารเคมีเกษตร

รวมทั้งมีการวางแผนการขนส่งร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า สำหรับการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ อาทิ บริษัทเอกชนบางแห่งยังช่วยสนับสนุนปัจจัยการผลิต คิดเป็นมูลค่า 300,000 บาท ให้กับกลุ่มเกษตรกรในการจัดทำโรงเรือนเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณการปลูกให้เพียงพอต่อความต้องการของบริษัทด้วย โดยเจ้าหน้าที่ของ สวพส.จะเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งอาศัยกลไกของแผนแม่บทหรือแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) และแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ระยะ 5 ปี(พ.ศ.2566-2570) ซึ่งจะมีหน่วยงานร่วมบูรณาการประมาณ 33 หน่วยงาน

ปัจจุบันในพื้นที่ซึ่ง สวพส.ดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 19 แห่ง และโครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน 2 แห่ง ใน 8 จังหวัด มีเกษตรกร 452 คน พื้นที่รวม 1,441.702 ไร่ ได้รับการรับรองแหล่งผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย (Organic Thailand) แบ่งเป็น เกษตรกรที่ปลูกกาแฟอินทรีย์ 339 ราย พื้นที่ 1,245.72 ไร่ และเกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ 113 ราย พื้นที่ 195.982 ไร่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562-2565 รวมเป็นเงิน 44,264,549 บาท

กรมตรวจบัญชีฯมุ่งควบคุมความเสี่ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777032

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ได้นำเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการสหกรณ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริหารสหกรณ์มีสารสนเทศประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ ลดความเสี่ยง ป้องปรามการทุจริต เพิ่มโอกาสการพัฒนาสหกรณ์ ซึ่งส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน เกษตรกรกินดี อยู่ดี มีรายได้ มีอาชีพที่มั่นคง

ทั้งนี้ มีแผนงานขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกัน ป้องปรามการทุจริต และยกระดับสหกรณ์ ผ่าน Quick Win 4 โครงการเร่งด่วน อาทิ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการเงินและการบัญชี ผ่านโครงการ THINK & DO TOGETHER และโครงการสำคัญที่จะเร่งขับเคลื่อนในปี 2566 คือการตรวจประเมินการควบคุมภายในเพื่อป้องกันความเสี่ยงการทุจริตด้านดิจิทัลในสหกรณ์ เร่งรัดตรวจประเมินสหกรณ์การเกษตรที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ 1,500 แห่ง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2566 ซึ่งเป็นการป้องปรามปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ด้านดิจิทัลโดยขับเคลื่อนผ่านสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด เข้าตรวจประเมินประสิทธิภาพการควบคุมภายในด้านคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ดี มีการดำเนินการภายใต้มาตรการการควบคุมภายในที่ดีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 5 ด้าน อาทิ การควบคุมทางด้านกายภาพ การควบคุมการเข้าถึงระบบงาน การควบคุมข้อมูลและฐานข้อมูล การควบคุมข้อมูลและฐานข้อมูล การควบคุม กำกับและติดตามการปฏิบัติตามระเบียบและนโยบาย การควบคุมและติดตามการเปลี่ยนรหัสผ่าน และการผลักดันสมาชิกให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของตนเองกับสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นยกระดับให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดี

กรมพัฒนาฯผลิตพด.6 บำบัดน้ำเสีย-ฟื้นฟูสภาพดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777036

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้เร่งผลิตสารบำบัดน้ำเสีย และขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน และส่งเสริมการนำวัสดุอินทรีย์ที่มีอยู่ในชุมชน มาใช้ประโยชน์ทำปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับปรับปรุงบำรุงดิน และรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชน ที่ผ่านมาได้สนับสนุนสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น มาโดยตลอด

สำหรับปีนี้มีนโยบายให้สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่แจกจ่ายสารบำบัดน้ำเสีย และขจัดกลิ่นเหม็นจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.6พร้อมให้คำแนะนำ ให้ความรู้ในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งในกรณีเร่งด่วนสามารถใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ขยายเชื้อในกากน้ำตาล น้ำสะอาด โดยหมักเป็นเวลา 4 วัน นอกจากนี้ ยังสามารถกำจัดลูกน้ำยุงได้ด้วย แต่ควรใช้ในสภาพน้ำนิ่งเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น

นายปราโมทย์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการปรับปรุงดิน ได้ให้ความรู้และการจัดการดิน โดยแนะนำให้ฟื้นฟูดินตามชนิดพืช โดยทั่วไปให้ทำการระบายน้ำออก ถ้าในพืชผักให้ยกร่อง ส่วนนาข้าวให้ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้นและทำการไถกลบ เนื่องจากสภาพน้ำท่วมทำให้เกิดการพัดพาธาตุอาหารออกไปจากพื้นที่และดินมีความแน่นทึบ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ในแปลงปลูกเพื่อเพิ่มความร่วนซุยของดิน และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ร่วมด้วยเพื่อกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าในไม้ผล ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนสามารถขอรับบริการผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด.เพื่อนำไปปรับปรุงดิน ได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1–12 และสถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัดทั่วประเทศ

‘ไชยา’เปิดสัมมนา อนาคตเกษตรไทย มุ่งพัฒนาฐานข้อมูล ให้เกษตรกรยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777029

วันจันทร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานสัมมนาอนาคตเกษตรไทยในยุคดิจิทัล ว่าวัตถุประสงค์ของงานก็เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกษตรกรไทยในยุคดิจิทัล เปิดมุมมองเกษตรกรไทยให้ใช้เทคโนโลยีทำการตลาดเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค สร้างรายได้มากขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งรัฐบาลพยายามสนับสนุนอาชีพเกษตรกร ภายใต้นโยบายตลาดนำนวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ จากนี้ภาคการเกษตรต้องวิเคราะห์ตลาดก่อนผลิตสินค้า เพื่อให้มีตลาดรองรับ ลดภาวะสินค้าล้นตลาด และเกษตรกรต้องใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตให้มีคุณภาพสำหรับจำหน่ายในตลาด และแม้ว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์การเกษตรจะมีเพียงร้อยละ 8 ของประเทศ แต่มีความสำคัญและเป็นต้นน้ำของภาคอุตสาหกรรมอื่น เช่น ข้าว พืช สัตว์ ประมง

นายไชยากล่าวอีกว่า ได้เร่งพัฒนาฐานข้อมูลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือแอปพลิเคชั่น ให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้งานวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด รวมถึงวางแผนการผลิตสินค้า มุ่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรเถื่อน เริ่มจากป้องกันการนำเข้า เพื่อไม่ให้กลไกตลาดเสียหาย แก้ปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์ สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ การนำเข้าหัวอาหารสัตว์ (ข้าวโพดและถั่วเหลือง) ที่มีอัตราภาษีนำเข้าสูง โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงมอบหมายกรมปศุสัตว์ เตรียมมาตรการรองรับการส่งออกปศุสัตว์ที่มีชีวิต (วัว และแพะ) ไปยังตลาดที่ความต้องการสูง จัดทำวัคซีนที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการป้องกันโรคสัตว์

‘ธรรมนัส’ร่วมหาทางออกปัญหาประมงพื้นบ้าน ส่งเสริมต่อยอดอาชีพอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777041

'ธรรมนัส'ร่วมหาทางออกปัญหาประมงพื้นบ้าน ส่งเสริมต่อยอดอาชีพอย่างยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ร่วมหาทางออกปัญหาประมงพื้นบ้าน ส่งเสริมต่อยอดอาชีพอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.51 น.

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาชาวประมงพื้นบ้านประเทศไทย ครั้งที่ 9/2566 พร้อมทั้งรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากตัวแทนสมาชิกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดระนอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หาดประพาส ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับการประชุมสมัชชาชาวประมงพื้นบ้านประเทศไทยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และหาแนวทางการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืนระหว่างสมาชิกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านกว่า 67 กลุ่มซึ่งอาชีพประมงพื้นบ้าน เป็นกลุ่มอาชีพที่กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญและมุ่งพัฒนาแนวทางการประกอบอาชีพอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ด้านเครื่องมือประมง และด้านเรือที่ใช้ในการทำประมง ตลอดจนแหล่งเงินทุนและการต่อยอดผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อเพิ่มมูลค่าของสัตว์น้ำ สร้างความมั่นคงในอาชีพประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน โดยได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาข้อเสนอนโยบายการประมงและพัฒนาคุณภาพชีวิตประมงพื้นบ้านเพื่อหาทิศทางในการช่วยเหลือพี่น้องประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อส่งเสริมและต่อยอดการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านให้แก่ชาวประมงในพื้นที่จังหวัดระนอง และจังหวัดใกล้เคียงตามแนวทางนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ประกอบด้วย 1) การสร้างกลไกความร่วมมือเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเล และอุตสาหกรรมการประมง 2) การผลักดันให้ประมงพื้นบ้านมีการขึ้นทะเบียนผู้ทำการประมงอย่างถูกกฎหมาย 3) การจัดทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน 4) การฟื้นฟูทรัพยากรและแหล่งประมง อาทิ การผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อปล่อยสู่ธรรมชาติปีละ 100 – 150 ล้านตัว และการจัดสร้างปะการังเทียมมากกว่า 500 แห่ง ใน 20 จังหวัดชายฝั่งทะเล เป็นต้น 5) การส่งเสริมและการสร้างมูลค่าแก่สินค้าประมงพื้นบ้าน เป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปประมงอย่างมีมาตรฐาน สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค อาทิ การออกตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียวสำหรับสินค้าประมง และ 6) การส่งเสริมองค์ความรู้สำหรับการต่อยอดอาชีพ ตลอดจนแนวทางการเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าให้แก่พี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อโอกาสในการเพิ่มรายได้อย่างทั่วถึง

“สำหรับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมง กระทรวงเกษตรฯ ไม่เคยนิ่งนอนใจ ในขณะนี้ได้เร่งจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคประมง จำนวน 19 ฉบับ พร้อมเร่งหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้การประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

– 006

กรมข้าว ร่วมKick off ‘ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม’ ลดปัญหา PM 2.5 เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776862

กรมข้าว ร่วมKick off 'ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม' ลดปัญหา PM 2.5 เชียงใหม่

กรมข้าว ร่วมKick off ‘ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม’ ลดปัญหา PM 2.5 เชียงใหม่

วันเสาร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.18 น.

กรมข้าว ร่วมKick off “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ลดปัญหา PM 2.5 ณ จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 23 ธันวาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยนางสาวบุษกร มงคลพิทยาธร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ นายเอกชัย ภักดีรัตน์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ นางสาวจินตนา ไชยวงค์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง และคณะ ร่วมในพิธีเปิดงาน Kick off “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” โดยมีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ข้าราชการ และเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมพิธีในครั้งนี้ ณ บ้านแม่กุ้งบก ตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

กิจกรรม “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในครั้งนี้จัดขึ้นโดยกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักให้เกษตรกรทำการเกษตรที่ไม่เผาฟางและตอซังพืช ช่วยให้ดินดีคงความอุดมสมบูรณ์ไม่ถูกทำลาย เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน และสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน รวมทั้งช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 หมอกควัน และลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย และสาธิตการไถกลบตอซังพืชที่ถูกวิธีให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้ชมภายในงานในครั้งนี้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวมีแนวทางการดำเนินการลดการเผาตอซังข้าว เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนในดิน ส่งเสริมให้พี่น้องชาวนาหันมาช่วยกันลดการเผาตอซังข้าว และเปลี่ยนไปเป็นการไถกลบตอซังข้าวแทน ที่จะช่วยทำให้ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพ ทางเคมี และทางชีวภาพดีขึ้น มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อดิน ทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงามให้ผลผลิตดี นอกจากนั้นทางกรมการข้าวยังส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ที่จะช่วยลดก๊าซมีเทนในดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

โดยภายในงานในครั้งนี้กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่มีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว รวมไปถึงตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ข้าวอีกมากมายให้ได้ชมกันภายในงานในครั้งนี้