‘ธรรมนัส’ประชุมคณะอนุกก.ส่งเสริมพัฒนาอาชีพฯ สร้างความมั่นคงกลุ่มเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774084

'ธรรมนัส'ประชุมคณะอนุกก.ส่งเสริมพัฒนาอาชีพฯ สร้างความมั่นคงกลุ่มเกษตรกร

‘ธรรมนัส’ประชุมคณะอนุกก.ส่งเสริมพัฒนาอาชีพฯ สร้างความมั่นคงกลุ่มเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.32 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ครั้งที่ 2/2566 เปิดเผยว่าที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่ 1/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ จำนวน 11 คณะ ดังนี้ 1. คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน 2. คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน 3. คณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด 4. คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) 5. คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน 6. คณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน 7. คณะอนุกรรมการกำกับ ติดตาม และประเมินผล 8. คณะอนุกรรมการสารสนเทศที่ดินและทรัพยากรดิน 9. คณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน 1: 4000 (One map) และแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินรัฐ 10. คณะอนุกรรมการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัด (คพร.จังหวัด) และ 11. คณะอนุกรรมการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินงานคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยภาพรวมการดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – 2566 มีพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด 1,582 พื้นที่ 71 จังหวัด เนื้อที่ 5.8 ล้านไร่ พื้นที่เห็นชอบการจัดที่ดินแล้ว 1,372 พื้นที่ เนื้อที่ 4.3 ล้านไร่ พื้นที่ออกหนังสืออนุญาตแล้ว 523 พื้นที่ 2.4 ล้านไร่ ดำเนินการจัดราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์แล้ว 393 พื้นที่ 85,403 ราย เนื้อที่ 587,357 ไร่ ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดแล้ว จำนวน 312 พื้นที่ 66 จังหวัด หน่วยงานในคณะอนุกรรมการฯ บูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ คทช. ดำเนินการตามกรอบภารกิจ 6 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการพัฒนาที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นฐานข้อมูล Zoning โดยกรมพัฒนาที่ดิน จัดทำระบบระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ คทช. ส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพดิน เป้าหมาย 14,000 ไร่ 4,000 ราย ผลการดำเนินงาน 13,696 ไร่ 4,008 ราย กรมป่าไม้ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ลุ่มน้ำ 3, 4 และ 5 ก่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2541 ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย จำนวน 12,470 ไร่ เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ 1,799 ราย

2) ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ กรมทรัพยากรน้ำก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต.โนนสะอาด อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู และปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำ พร้อมระบบกระจายน้ำอ่างเก็บน้ำบ้านช่อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมาย 3) ด้านการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด อาทิ ถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีการผลิตพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่แก่เกษตรกร การส่งเสริมการทำการเกษตรแก่เกษตรกรต้นแบบ กิจกรรมพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ คทช. กิจกรรมยกระดับรายได้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

4) ด้านการส่งเสริมการรวมกลุ่ม กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันเกษตรกรสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ในปี 2566 จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ 1. สหกรณ์การเกษตรบ้านหนองแสง จำกัด จ.มหาสารคาม 2. กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เวียงเก่าเขาเขียว จ.ขอนแก่น มีจำนวนสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ คทช. ทั้งหมด 86 แห่ง แบ่งเป็น ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ 60 แห่ง ที่อยู่ในพื้นที่เดิม 26 แห่ง 5) ด้านสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน กรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนเงินทุนกู้ยืมโดยกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ให้แก่สถาบันเกษตรกรในพื้นที่คทช. เพื่อเป็นทุนให้สมาชิกกู้ในการประกอบอาชีพ รวบรวมผลผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต เพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ รวมจำนวน 17 แห่ง และ 6) ด้านการส่งเสริมและการจัดทำบัญชีครัวเรือน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ อบรมการจัดทำบัญชีรับ จำนวน 1,400 ราย กำกับ แนะนำ การจัดทำ บัญชี จำนวน 983 ราย ติดตามจัดเก็บข้อมูลการจัดทำบัญชี จำนวน 983 ราย

ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นชอบร่างคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ในพื้นที่ คทช. และร่างคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ คทช. เพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันในพื้นที่ คทช. ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ประธานอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด) ลงนามแต่งตั้งต่อไปด้วย

– 006

รมช.เกษตรฯจัดวันดินโลก น้อมรำลึกร.9ชูดินดีน้ำสมบูรณ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773908

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดงานวันดินโลก ปี 2566 (World Soil Day 2023) ภายใต้แนวคิด “Soil and Water : a source of life” ดินดีน้ำสมบูรณ์ เกื้อกูลชีวิต ซึ่งที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีนายสมบัติ อำนาคะ ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ นายเศรษฐเกียรติกระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายปราโมทย์ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทย พระราชทานแนวพระราชดำริด้านการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร โดยผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ จนเป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถและยอมรับไปทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences–IUSS) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล และประกาศสดุดีพระเกียรติคุณ“นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) และต่อมาองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศสดุดีพระเกียรติคุณโดยการรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพเป็นวันดินโลก(World Soil Day) ซึ่งมีผลให้วันดินโลกได้รับการบรรจุในปฏิทินปฏิบัติงานขององค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ มีประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติกว่า 200 ประเทศ จัดงานเฉลิมฉลองพร้อมกัน

ทั้งนี้ งานวันดินโลกปี 2566 Global Soil Partnership (GSP) กำหนดหัวข้อหลักการจัดงาน ในชื่อ “Soil and Water : a source of life” เน้นความสำคัญของทรัพยากรดิน และน้ำในภาคการเกษตร ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การปกป้องดูแลดินและน้ำให้มีความยั่งยืน จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์

รมช.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ดินมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรและพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นกำลังซื้อหลัก จึงเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเกษตรกรได้ตระหนักถึงความสำคัญของดินและน้ำ ร่วมกันอนุรักษ์ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้ขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-map) โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจากปลูกข้าวมาปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปศุสัตว์สร้างเงินหมุนเวียนในประเทศ

‘อนุชา’ลุยนำร่อง ธนาคารน้ำใต้ดิน แก้น้ำท่วม-แล้ง ในพื้นที่ชัยนาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773909

‘อนุชา’ลุยนำร่อง  ธนาคารน้ำใต้ดิน  แก้น้ำท่วม-แล้ง  ในพื้นที่ชัยนาท

‘อนุชา’ลุยนำร่อง ธนาคารน้ำใต้ดิน แก้น้ำท่วม-แล้ง ในพื้นที่ชัยนาท

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เยี่ยมชม : นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ชัยนาท ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท และชมการสาธิตใช้เครื่องมือเทคโนโลยีการผลิตพืชอาหารสัตว์หมักด้วยเครื่องห่อก้อนพลาสติก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ได้ส่งเสริมให้เกษตรกร ตั้งแต่ปี 2562

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสประชุมติดตามโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน จ.ชัยนาท พร้อมด้วยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่อาคารศูนย์เรียนรู้และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาทว่าตามนโยบายของรัฐบาล “ไม่ท่วมไม่แล้ง” ที่ได้ผลักดันโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ให้มีการกักเก็บน้ำใต้ดินให้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังภัยแล้ง การเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดิน ลดปริมาณน้ำเสีย ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารน้ำใต้ดิน จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการจัดการทรัพยากรน้ำเพราะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่ช่วยให้ประชากรในสังคมปรับตัวให้อยู่รอดจากภัยแล้งได้ และยังช่วยลดการพึ่งพาการสูบน้ำบาดาลที่ไม่ยั่งยืน

“เชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าว จะสามารถแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตร ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนในพื้นที่ โดยการส่งเสริมการประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ สนองนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และให้มีการกักเก็บน้ำให้มากที่สุด โดยได้ผลักดันให้ จ.ชัยนาท เป็นจังหวัดนำร่องดำเนินโครงการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป” นายอนุชา กล่าว

ครม.สัญจรนัดแรกคึกคัก เกษตรฯจัดการต้อนรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773907

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการวัดสว่างชัยศรี หมู่ 3 ต.ยางหล่อ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู โดยเข้าเยี่ยมชมการทำเกษตรผสมผสานแบบพื้นบ้านและเยี่ยมชมตลาดชุมชน ยลวิถีชาวบ้านกลุ่มแปรรูปปลาบ้านห้วยบง ตรา 1 เดียว ตรวจดูความเรียบร้อย เพื่อเตรียมความพร้อมสถานที่ต้อนรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร

จากนั้นนายไชยา ได้รับมอบหมายจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้รับฟังปัญหาของกลุ่มสมัชชาเกษตรกร ภาคอีสาน (สกอ.) นำโดยนายศักดา กาญจนเสน และกลุ่มสมาพันธ์เกษตรกรภาคอีสาน (สพอ.) นำโดยนางบุรี อาจโยธา พร้อมกับพี่น้องเกษตรกรจาก
จ.อุดรธานี ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองบัวลำภู ต.ลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งกลุ่มเกษตรกรมีข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ เยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนราษีไศล และฝายห้วยหลวง เยียวยาไร่ละ 32,000 บาท 225 แปลง รวมถึงฝายกุมภวาปี ไร่ละ 10,000 บาท 222 แปลง

ทั้งนี้ นายไชยา ในฐานะตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ ได้รับหนังสือจากกลุ่ม สกอ.และ สพอ.โดยจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าวส่งต่อให้ ครม.รับทราบ รวมถึงหาทางช่วยเยียวยาต่อไป

‘ไชยา’เปิดประชุมGASLด้านอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773906

วันศุกร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานกล่าวเปิดงาน Multi-Stakeholder Collaboration to Strengthen Sustainability and Resilience of Livestock Systems in Response to Drivers of Change ภายใต้การประชุม 13th Global Agenda for Sustainable Livestock (GASL) Multi-Stakeholder Partnership (MSP) Meeting and the Regional Conference on Sustainable Livestock

Transformation ที่โรงแรมเซ็นทาราริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ ว่าได้ส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจในการดำเนินการด้านอาหารให้เกิดความยั่งยืนในทุกภาคส่วน ซึ่งปี 2554 ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม GASL ที่ จ.ภูเก็ต และครั้งนี้ได้เป็นเจ้าภาพอีก ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีธรรมชาติที่สวยงาม และทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ผสมผสานกับวัฒนธรรมล้านนา มีความยั่งยืนด้านอาหารและด้านเกษตรเป็นของตนเอง มีระบบการศึกษาที่ช่วยสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ และอุตสาหกรรมภาคการเกษตรให้เติบโต รวมถึงมีการจัดการด้านปศุสัตว์ที่ดีที่จะช่วยให้การเกษตรประเทศไทยแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต และหวังว่าการร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถพัฒนาแนวทางการปฏิบัติที่มีเป้าหมายร่วมกัน และนโยบายเผื่อการจัดการปศุสัตว์ได้อย่างยั่งยืน รวมถึงมุ่งสู่การดูแลทรัพยากรป่าไม้และปศุสัตว์ในปี 2026 ไปด้วยกัน

สำหรับการประชุม 13th Global Agenda for Sustainable Livestock (GASL) ที่โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จ.เชียงใหม่ เป็นการผนึกกำลังระหว่างกรมปศุสัตว์ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการประชุมแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคการปศุสัตว์ในทุกภาคส่วนได้แบ่งปันประสบการณ์ และร่วมหารือถึงปัจจัยการขับเคลื่อนความท้าทายที่มีความเกี่ยวข้องกับด้านปศุสัตว์ สุขภาพสัตว์ โรคระบาดสัตว์ และอื่นๆ เพื่อให้เกิดการผลักดันแผนงานปศุสัตว์ให้เกิดความยั่งยืนในระดับสากล

‘ธรรมนัส’นำทีม‘พญานาคราช’ตรวจด่านนำเข้าพืช-ปศุสัตว์ ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773677

‘ธรรมนัส’นำทีม‘พญานาคราช’ตรวจด่านนำเข้าพืช-ปศุสัตว์ ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้

‘ธรรมนัส’นำทีม‘พญานาคราช’ตรวจด่านนำเข้าพืช-ปศุสัตว์ ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 19.05 น.

‘ธรรมนัส’นำทีม‘พญานาคราช’ตรวจด่านนำเข้าพืช-ปศุสัตว์ ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้

6 ธันวาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมพญานาคราชลงพื้นที่ติดตามการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้า ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ โดยมีนายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายอำเภอแหลมฉบัง และกรมศุลกากร บูรณาการเข้าสุ่มตรวจตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเกษตรที่คงค้าง ณ หน้าด่านเกินกว่า 45 วัน หลังจากที่กรมศุลกากรได้แจ้งผู้ประกอบการให้เข้ามายื่นเอกสารการเสียภาษีและสำแดงรายการสินค้าภายในตู้ จำนวน 25 ตู้ จากทั้งหมด 95 ตู้ ซึ่งก่อนหน้านี้ดำเนินการตรวจไปแล้ว 70 ตู้ โดยได้รับรายงานจากกรมศุลกากรว่าเป็นตู้ตกค้างและสำแดงรายการไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งเบื้องต้นสามารถเข้าตรวจสอบได้ 5 ตู้ มีสินค้าเกษตรอยู่ภายในทั้งสิ้น และจากนี้กรมศุลกากรจะดำเนินการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องตามประเภทสินค้าที่ตรวจพบเพื่อรับมอบตู้ดังกล่าวไปทำลาย

สำหรับ 20 ตู้ที่ไม่สามารถเปิดตรวจได้ในวันนี้เนื่องจากต้องขนย้ายลงมาจากที่สูง ได้มอบหมายให้อธิบดีทั้ง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเปิดตู้ตรวจสอบ และรายงานความคืบหน้ามายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรต่อไป สำหรับ 161 ตู้คอนเทนเนอร์ที่ตรวจพบว่าเป็นหมูเถื่อนก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินการทำลายตามกระบวนการจนหมดสิ้นแล้ว พร้อมทั้งมีหลักฐานการทำลายทุกตู้ สามารถตรวจสอบได้ และเตรียมแถลงผลการดำเนินงานในเร็ว ๆ นี้

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการต่อจากนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งหมด จะร่วมกันบูรณาการการดำเนินงานร่วมกัน โดยจะมีการลงนาม MOU เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ปิดช่องโหว่และขจัดขบวนการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายให้สิ้นซาก ขณะเดียวกัน ได้ประสานความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการขยายผลไปจนถึงต้นตอของขบวนการ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งหวังจะแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เกษตรกรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง //////////-005

ชาวไร่อ้อยเฮ! รัฐจ่ายเงินหนุนตัดอ้อยสด 120 บาท/ตัน มอบเป็นของขวัญปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773551

ชาวไร่อ้อยเฮ! รัฐจ่ายเงินหนุนตัดอ้อยสด 120 บาท/ตัน มอบเป็นของขวัญปีใหม่

ชาวไร่อ้อยเฮ! รัฐจ่ายเงินหนุนตัดอ้อยสด 120 บาท/ตัน มอบเป็นของขวัญปีใหม่

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.44 น.

ครม. อนุมัติ 8,000 ล้าน ให้ กระทรวงอุตสาหกรรม มอบเป็นของขวัญปีใหม่ ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยไทยกว่า 140,000 คน

​จากการคาดการณ์ใน ปี 2567-2568 ถึงแม้อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มที่มีการใช้น้ำตาลในการเป็นวัตถุดิบในการผลิตจะขยายตัวเพิ่มขึ้น  หากแต่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาล กลับต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงขึ้นทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะอ้อยสด ซึ่งส่งผลต่อรายได้สุทธิและการตัดสินใจเพาะปลูกของเกษตรกร

​ทั้งนี้ในวันที่ 4 ธันวาคม 2566  นางสาว พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เล็งเห็นปัญหาต่างๆและได้เร่งดำเนินการแก้ไขโดยเริ่มจากการเสนอโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่น pm 2.5 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  หลังประชุมได้ มีการอนุมัติโครงการดังกล่าว ทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภูที่ทราบข่าวร่วมตัวกันเดินทางมาที่ รอพบคณะรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีกำหนดการณ์มาดูงานที่โรงงานน้ำตาลเอราวัณ เมื่อ นางสาว พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ได้เดินทางมาถึง นาย สมพร สังข์ศิริ ตัวแทนสมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภู ได้ขอบคุณเป็นภาษาอีสาน ดังนี้ “ผมขอเป็นตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยหนองบัวลำภู และชาวไร่อ้อยไทย ที่ได้รับของขวัญปีใหม่ได้รับเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดตันละ 120 บาท รวมๆแล้วได้เงินเป็นหมื่นรที่สร้างรายได้เป็นเงินหลักหมื่น ต่อครอบครับ และหวังว่าจะมีของขวัญแบบนี้ให้ทุกๆปี แล้วชาวเกษตรกรชาวไร่อ้อยก็มีของขวัญปีใหม่คือสัญญาที่จะทำการเก็บเกี่ยวเฉพาะอ้อยสด เท่านั้นมอบให้ ครม. ด้วยเช่นกัน”

จากการอนุมัติโครงการดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 140,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 ล้านบาท อีกทั้งการที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสด นั้นมีผลดีหลายอย่าง เช่น จะทำให้อ้อยที่เก็บเกี่ยวมีปริมาณมากขึ้นเพราะไม่สูญเสียจากความร้อนของไฟที่เผาไหม้ หรือสารอาหารแร่ธาตุต่างๆในดินก็ไม่เสียหาย และที่สำคัญ ยังลดมลพิษ pm 2.5 ในอากาศ เมื่อไม่มีการเผาไหม้ก็เกิดผลดีทั้งเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
 

เกษตรฯพร้อมโชว์ผลงาน ครม.สัญจรอีสานตอนบน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773463

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2566 โดยมีนายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ว่าได้กำชับทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีการนำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ที่สำคัญหลายโครงการ ในจังหวัดภาคอีสานตอนบน อาทิ จ.บึงกาฬ หนองบัวลำภู และจ.อุดรธานี ซึ่งล้วนเป็นโครงการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยเฉพาะ จ.หนองบัวลำภู ได้เตรียมโครงการนำร่อง “หนองบัวลำภูโมเดล” เพื่อเป็นการพัฒนาเกษตรกรให้มีรายได้อย่างยั่งยืน

สำหรับของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯ เตรียมมอบให้แก่เกษตรกรและประชาชนในปี 2567 ได้เตรียม “โครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกรกระทรวงเกษตรฯ ประจำปี 2567” อาทิ การมอบโฉนดเพื่อการเกษตรทั่วประเทศ นอกจากนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสรุปข้อมูลผลการดำเนินงาน เพื่อแถลงข่าวผลงานกระทรวงเกษตรฯ ในรอบ 3 เดือน วันที่ 22 ธันวาคม 2566 ที่กรมชลประทาน สามเสน อาทิ ผลการปราบปรามการนำเข้าสินค้าเกษตรเถื่อนทุกชนิด ที่ส่งผลให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ซึ่งเชื่อมั่นว่าหลังจากดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ อย่างเข้มข้น จะช่วยให้ GDP ภาคเกษตรขยับขึ้นตามลำดับ

กรมส่งเสริมฯเดินหน้างาน มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773461

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงแผนงานที่จะดำเนินการขับเคลื่อนในปี 2567 ว่ามีแผนงานสำคัญที่จะพัฒนาสหกรณ์และดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการการพักหนี้เกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล นำมาขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งได้สำรวจหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ตามนโยบายของรัฐบาล และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ระหว่างการพักหนี้ เพื่อให้เกษตรกรเหล่านี้มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถที่จะแก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในปี 2566 ได้นำร่องทดลองทำไปแล้ว จากยอดหนี้ประมาณ 5,800 ล้านบาท สามารถลดหนี้ให้กับเกษตรกร ปลดหนี้ไปได้กว่า 4,700 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาขับเคลื่อนต่อไปในปี 2567 โดยที่ขมวดเข้าไปกับนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ เรื่องการจัดที่ดินทำกินให้แก่สมาชิกนิคมสหกรณ์ ในพื้นที่นิคมสหกรณ์การเช่า 13 นิคม 14 ป่า เพื่อออกเอกสารสิทธิกสน.3 และ กสน.5 ให้แก่เกษตรกรสมาชิกนิคมสหกรณ์ และการสิ้นสภาพนิคมสหกรณ์ซึ่งในเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้พี่น้องประชาชนมีโฉนด ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มั่นคงในการประกอบอาชีพ รวมถึงการนำไปเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขอสินเชื่อจากสหกรณ์เพื่อมาใช้ประกอบอาชีพ สามารถใช้หลักทรัพย์ตัวนี้เป็นหลักประกันในการเอาสินเชื่อมาเพื่อสร้างรายได้ในที่ดินที่ได้รับจัดสรรไป เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,500,000 ไร่ มีพี่น้องประชาชนที่เกี่ยวข้องที่เป็นสมาชิกสหกรณ์อยู่เดิมแล้วประมาณ 160,000 ราย ซึ่งเรื่องนี้จะขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว อีกทั้ง นโยบายการสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตรและการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ส่งเสริมให้สหกรณ์ที่ได้รับสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ และสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็น พร้อมทั้งสนับสนุนกลุ่มอาชีพ สมาชิกสหกรณ์มีการแปรรูปสินค้าเกษตร เกิดการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนระหว่างเครือข่ายสหกรณ์เป็นห่วงโซ่อย่างครบวงจร ทั้งการผลิต การรวบรวม การแปรรูป และการตลาดเพื่อกระจายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ มากกว่า 100 ล้านบาท/จังหวัด โดยทำต่อเนื่องตลอดทั้งปี

รวมทั้งเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายว่าจะไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นในสหกรณ์ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โปรแกรมบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งมีการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงาน และเรื่องของการสนับสนุนให้สหกรณ์ทุกแห่งมีแอปพลิเคชั่นเพื่อที่จะตรวจสอบสถานะทางการเงินของสหกรณ์ และสมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะสหกรณ์ทุกประเภทที่มีทุนการดำเนินงาน 100 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องมีแอปพลิเคชั่นให้บริการสมาชิก 90% ใช้ตรวจสอบสถานะทางบัญชีของตนเอง ตรวจสอบสถานะของสหกรณ์ รวมถึงสหกรณ์ที่ขาดทุนสะสม ต้องตั้งผู้ตรวจการสหกรณ์เข้าไปกำกับดูแล ไม่ให้เกิดการทุจริต มีการจัดตั้งสหกรณ์อย่างมีคุณภาพ การควบรวมสหกรณ์ขนาดเล็กให้เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพมีความเข้มแข็ง ส่งเสริมสหกรณ์ที่มีอยู่ให้เติบโตไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร

รมว.เกษตรฯรับฟัง ปัญหาที่สมุทรสาคร เดินหน้ามาตรการ ให้เร่งมือช่วยเหลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773460

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจราชการในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร รับฟังสถานการณ์ด้านประมงและหารือแนวทางแก้ปัญหา โดยมี นายผล ดำธรรม ผวจ.สมุทรสาคร นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่บ่อปลากะพง นายเฉลิมพล เกิดปั้นหมู่ 5 ต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ว่าเรื่องเร่งด่วนที่สามารถสั่งการทันที ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1.มอบหมายกรมวิชาการเกษตร เร่งรัดการออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phyto Certificate) สำหรับกล้วยไม้ที่จำหน่ายในท่าอากาศยานนานาชาติในประเทศไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะสามารถซื้อกล้วยไม้ไทย และถือเข้าประเทศปลายทาง โดยมีใบรับรองสุขอนามัยแนบ

2.มอบหมายกรมประมง แก้ปัญหาราคาปลากะพงขาวตกต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าปลากะพงขาวจากต่างประเทศ จนกระทบต่อกลไกราคาในประเทศ รวมทั้งขอให้มีการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างอย่างเข้มงวดก่อนการอนุญาตนำเข้า หามาตรการปราบปรามปลาหมอสีคางดำ ที่ทำลายระบบนิเวศ 3.การแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง จากสาเหตุปุ๋ยแพง ราคาอาหารปลาสูงและค่าแรงงานสูงและ 4.กลุ่มเกษตรกรนาเกลือ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย โดยปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งใหม่ ซึ่ง รมว.เกษตรฯ จะเป็นประธานกรรมการชุดนี้ ทั้งนี้ ได้เตรียมให้จัดประชุมนัดแรก มีประเด็นการหารือที่สำคัญหลายเรื่อง เช่น การสนับสนุนการแปรรูปสู่ภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี เป็นต้น