‘ธรรมนัส’ย้ำแผนจัดการน้ำ เตรียมมาตรการเพาะปลูกฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774543

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความก้าวหน้านโยบายบริหารจัดการน้ำและมาตรการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2566/67 ว่าแม้ว่าประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม 2566 แต่จากข้อมูลพบว่าปริมาณฝนสะสมยังต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 8 และการกระจายตัวของฝนไม่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้ในบางพื้นที่จะประสบกับสภาวะขาดแคลนน้ำและปริมาณน้ำต้นทุนอาจจะมีไม่เพียงพอให้ใช้ในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 มีการประเมินว่าจะมีสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งได้มีการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ 16.51 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่นอกเขตชลประทาน 9.17 ล้านไร่ ในเขตชลประทานบริเวณพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 7.34 ล้านไร่ แต่เนื่องจากมีปริมาณฝนตกมากในช่วงปลายฤดู จึงสั่งการให้กรมชลประทาน เร่งเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด และมอบนโยบายให้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่คาดว่าจะเป็นน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งนี้ 39,457 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปี 2565 มีน้ำต้นทุน 43,740 ล้านลบ.ม. ทำให้สามารถสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศได้ 10.66 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 8.13 ล้านไร่ (ในเขต ชป. 5.80 ล้านไร่นอกเขต ชป. 2.33 ล้านไร่) และพืชไร่พืชผัก 2.53 ล้านไร่ (ในเขต ชป. 0.57 ล้านไร่ นอกเขต ชป. 1.96 ล้านไร่) สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา จากเดิมคาดว่าจะไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูก แต่ในช่วงแล้งนี้สามารถสนับสนุนให้เพาะปลูกข้าวนาปรังได้ 4.20 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 3.03 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 1.17 ล้านไร่

“ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทาน วางแผนบริหารจัดการน้ำต้นทุน และดำเนินการเก็บกักน้ำไว้ให้ได้มากที่สุดสำหรับฤดูแล้งที่จะถึงนี้ สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานส่งเสริมการปลูกพืช ใช้น้ำน้อย พร้อมให้เร่งหาแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง นอกจากนี้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 เพื่อเร่งทำฝนบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร และเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ ในช่วงปลายฤดูฝน ทั้งนี้ นโยบายการบริหารจัดการน้ำที่ดีจะช่วยเก็บรักษาน้ำไว้ให้สามารถใช้ในกิจกรรมต่างๆทั้งการอุปโภค-บริโภค และการเพาะปลูกได้ตลอดจนถึงช่วงสิ้นสุดปรากฏการณ์เอลนีโญ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รองปลัดฯถกสมาคมสัตวแพทย์เอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774544

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมประชุมสภาแห่งสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 45 (The 45th FAVA Council Meeting) ร่วมกับผู้แทนประเทศสมาชิกกว่า 20 ประเทศ โดยมี Dr. Isao Kurauchi ประธานกรรมการสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย (FAVA) เป็นประธาน ที่เมืองกูจิงรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมหารือถึงผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย (FAVA) รวมถึงวางแผนจัดกิจกรรม/ความร่วมมือกับประเทศสมาชิก ตลอดจนปรับปรุงคู่มือ FAVA Constitution and By-Laws ให้เป็นปัจจุบัน โดยนายเศรษฐเกียรติ ร่วมกล่าวรายงานผลการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมาของสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ
กับ FAVA ประกอบด้วย 1.การเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการสัมมนา “FAVA-FAO-TVMA Regional Seminaron Innovations in Good Farming Practices; A Key Success for the Prevention and Control Transboundary Animal Diseases and Antimicrobial Resistance” 2.การเข้าร่วมการประชุม 38th World Veterinary Association Congress และ 3.การเป็นเจ้าภาพร่วมจัดเสวนา “FAVA-FAO-TVMA, Lunch Symposium for veterinary students” และกล่าวถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับภาควิชาชีพสัตวแพทย์ ต้องบูรณาการความร่วมมือหลายภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหา นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทย เตรียมเสนอตัวเข้าร่วมการคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม FAVA Council Meeting ครั้งที่ 47 ในปี 2568 โดยมีสมาคมสัตวแพทย์อินเดีย (Indian Veterinary Association: IVA) เป็นผู้เข้าร่วมการคัดเลือก

‘ธรรมนัส’เปิดงาน’เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774581

'ธรรมนัส'เปิดงาน'เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566'

‘ธรรมนัส’เปิดงาน’เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.51 น.

“ธรรมนัส”เปิดงาน”เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก 2566” หวังเชื่อมตลาดในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าข้าวหอมมะลิ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 13 ธันวาคม 2566 ณ ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรเพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกรด้วยการผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ตามนโยบาย 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ในส่วนของการส่งเสริมศักยภาพข้าวไทยนั้น ได้ให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับเกษตรกรไทย เกิดการสร้างงานเป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางการค้า โดยใช้องค์ความรู้จากการวิจัยด้านนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและได้คุณภาพตามมาตรฐาน

ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิ เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ในทุ่งกุลาร้องไห้ถึงร้อยละ 46 ของพื้นที่ทุ่งกุลาทั้งหมด 2.1 ล้านไร่ ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด 986,807 ไร่ สุรินทร์ 575,993 ไร่ ศรีสะเกษ 287,000 ไร่ มหาสารคาม 193,890 ไร่ และ ยโสธร 64,000 ไร่ เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งมีการปรับปรุงและรับรองพันธุ์ในปี 2502 ในชื่อ “ขาวดอกมะลิ 105” ถือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ คนทั่วไปจะรู้จักจากคำนิยามว่า “หอม-เรียวยาว-ขาวนุ่ม” ด้วยคุณสมบัติพิเศษ คือ ความนุ่มของข้าว และกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก จนได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI

สำหรับงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ สู่การทำเกษตรสร้างมูลค่า เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงตลาด ระหว่าง กลุ่มกษตรกรและผู้รับซื้อข้าวทั้งในและต่างประเทศ ให้มีช่องทางการขายที่หลากหลาย โดยอาศัยความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตรเป็นกำลังสำคัญ ซึ่งจะเป็นอีกพลังที่เข้มแข็งในการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้โดยใช้ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อยกระดับภาคเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรไทย ให้กินดีอยู่ดี โดยได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่าง ๆ องค์กรภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด ชมรมโรงสีข้าวจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนกลุ่มองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ

ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ 1) นิทรรศการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดย กรมส่งเสริมการเกษตร 2) นิทรรศการ การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิในพื้นที่ทุ่งกุลาทั้ง 5 จังหวัด โดยสำนักงานเกษตรจังหวัด 5 จังหวัดในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม) 3) นิทรรศการ การผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพดี โดย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด 4) นิทรรศการ ประกวดค้นหาสุดยอดความหอมของข้าวหอมมะลิโลกของจังหวัดร้อยเอ็ด โดย สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด 5) การเจรจาการค้าข้าวหอมมะลิและจัดทำบันทึกข้อตกลง ระหว่างผู้ขายข้าวในจังหวัดร้อยเอ็ดและผู้รับซื้อจากในและต่างประเทศดำเนินการ โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด 6) นิทรรศการผลงานด้านนวัตกรรมทางด้านการผลิต การแปรรูป สินค้าทางการเกษตร โดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด และ 7) นิทรรศการเรื่อง การพัฒนาข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาด้วยการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดย หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าตรวจเยี่ยม’ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774474

'อธิบดีกรมการข้าว'เข้าตรวจเยี่ยม'ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าตรวจเยี่ยม’ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด’

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.21 น.

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด และรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงาน โดยมี นายศราวุธ ประดับคำ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด พร้อมด้วย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากรภายในศูนย์ ให้การต้อนรับ​อย่างอบอุ่น ​ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

– 006

ชลประทานคุมน้ำเจ้าพระยา ลดผลกระทบ-มีน้ำพอใช้ฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774402

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน รับผิดชอบพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ จ.นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ และบางส่วนของ จ.พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม นครนายก สระบุรี ฉะเชิงเทรา และ กทม.กล่าวว่า ช่วงฤดูฝนได้ใช้ระบบชลประทานในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างดังกล่าว ควบคู่กับการวางแผนจัดจราจรน้ำ ทำให้สามารถควบคุมน้ำหลากจากทางเหนือให้ไม่กระทบพื้นที่ในและนอกคันกั้นน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ใช้ประตูระบายน้ำ (ปตร.) มโนรมย์ ที่อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก ระบายลงที่หน้าเขื่อนพระราม 6 ก่อนจะทำการทดน้ำผ่าน ปตร.พระนารายณ์ลงคลองระพีพัฒน์ ต่อมาถึงคลอง 13 คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองด่านก่อนออกอ่าวไทย ร่วมกับการใช้คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครนายก และคลองแสนแสบ เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง พร้อมทั้งใช้อาคารชลประทานในการบริหารจัดการน้ำ

ส่วนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เช่นกันได้เร่งระบายน้ำจากทุ่งรับน้ำเจ้าเจ็ด ผ่านระบบชลประทานเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่ คลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ที่เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำน้อย คลองพระยาบรรลือ เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองพระพิมล ร่วมกับสถานีสูบน้ำบางส่วนลงแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา และควบคุมอัตราการระบายเมื่อน้ำทะเลหนุนผ่าน ปตร.พลเทพ และปตร.บรมธาตุ

นอกจากนี้ สำนักงานชลประทานที่ 11 ร่วมกับสำนักเครื่องจักรกล ได้กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ได้รวมกว่า 62,000 ตัน ช่วยการระบายน้ำเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกับใช้ระบบชลประทานในพื้นที่เก็บน้ำในช่วงปลายฤดูฝนเป็นน้ำต้นทุนไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง นอกจากนั้น ในทุ่งรับน้ำเจ้าเจ็ดยังมีปริมาณน้ำสำรอง ซึ่งเกษตรกรสมัครใจรับเข้าไปเก็บในพื้นที่ช่วงฤดูฝนไว้สำหรับเตรียมแปลงทำนาปรัง

สำหรับแผนการใช้น้ำในฤดูแล้งปี 2566/67 ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 11 รับผิดชอบ ได้วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร 900 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) การอุปโภค-บริโภค 950 ล้าน ลบ.ม.รักษาระบบนิเวศ 1,620 ล้าน ลบ.ม.และอุตสาหกรรม 15 ล้าน ลบ.ม.โดยจัดสรรน้ำให้ทำนาปรังได้ประมาณ 1.18 ล้านไร่ ซึ่งจะมีน้ำต้นทุนมีเพียงพอกับความต้องการตลอดฤดูแล้ง อย่างไรก็ดีได้สั่งการให้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อไม่กระทบการผลิตน้ำประปา ใน จ.ฉะเชิงเทรา

“การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2566/67 ได้ยึด 9 มาตรการ รองรับฤดูแล้งตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เห็นชอบ ได้นำ 4 แนวทางมาใช้ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างดังกล่าว ได้แก่ บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำด้วยการประหยัดและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์การจัดการน้ำให้ประชาชนรับทราบ” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 11 กล่าว

‘อภัย’ติดตามนโยบาย สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774408

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ร่วมกับเกษตรและสหกรณ์หัวหน้ากลุ่มจังหวัด 18 กลุ่มทั่วประเทศ ผ่านระบบ Zoom Meeting มีเรื่องสำคัญในการประชุม ดังนี้

1.ความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ภาพรวมสินค้า 513 ชนิดสินค้า/กลุ่ม จาก 510 ตำบล 469 อำเภอ 75 จังหวัด

2.การจัดกลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงตามศักยภาพของสินค้า โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสินค้า คือ กลุ่มที่ 1 สินค้าส่งออก กลุ่มที่ 2 สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มที่ 3 ยกระดับสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ และ 3.การจัดทำข้อมูลศักยภาพของสินค้า (ด้านการผลิตและด้านการตลาด)

กรมพัฒนาฯเพิ่ม ศักยภาพของดิน พื้นที่ใช้ทำเกษตร บูรณาการทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774400

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า โครงการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพพื้นที่ทุ่งรังสิต ดำเนินการระหว่างปี 2563-2572 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมแบบบูรณาการทุกภาคส่วน สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดทุ่งรังสิต พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดทุ่งรังสิต เน้นระบบการควบคุมน้ำและกระจายน้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของพื้นที่ทุ่งรังสิตให้เป็นต้นแบบการจัดการดินเปรี้ยวจัดและให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่โดยศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสภาพพื้นที่และสภาวะเศรษฐกิจและสังคม การจัดทำกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน กำหนดพื้นที่เป้าหมายตามความสำคัญ สำรวจพื้นที่อย่างละเอียด จัดทำระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบส่งน้ำ กระจายน้ำควบคุมระดับน้ำในแปลงเกษตรกร ปรับระดับพื้นที่ผิวดินให้มีความสม่ำเสมอ และปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นพื้นที่ยกร่องเพื่อปลูกพืช นอกจากนี้มีการสนับสนุนการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดโดยวัสดุปรับปรุงดิน ส่งเสริมการใช้พืชปุ๋ยสด และส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยมีเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งโครงการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพพื้นที่ทุ่งรังสิต จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตพืชในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

รองปลัดฯ สัมมนาพลิกโฉมการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774406

วันจันทร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน อิ่ม.และ.ดี.2030 และงานเสวนาเนื่องในวันอาหารโลก ประจำปี 2566 (World Food Day 2023) โดยมีนายยุคล ลิ้มแหลมทอง ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กทม.มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการวิจัยและการขับเคลื่อนด้านระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนของไทยและเพื่อรายงานผลการประชุม UN Food Systems 2 Stocktaking Moment

นายเศรษฐเกียรติกล่าวว่า นับตั้งแต่การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลกเมื่อปี 2564 ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงาน สร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม รวมถึงสถาบันการศึกษาและสถาบันการวิจัย และอื่นๆ นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนประเด็น “อิ่ม.และ.ดี” สร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง ร่วมกันออกแบบนวัตกรรมเพื่อเป็นกรอบการขับเคลื่อนประเด็นนี้ร่วมกัน และนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ภายใต้โครงการ Technical assistance for national pathway for food and agriculture systems transformation และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้นำนโยบายและกรอบการดำเนินงาน ด้านระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนของประเทศไทยที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนและพลิกโฉมภาคเกษตรและอาหารอย่างยั่งยืน โดย “เกษตรกรต้องอยู่ดีสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” มีนโยบายการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือ Go Green Policy ด้วย BCG Model และ Carbon Creditเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างภาคเกษตรและอาหารให้เข้มแข็ง

พาณิชย์จัดงานธงฟ้าราคาประหยัด ช่วยลดค่าครองชีพพี่น้องประชาชน จ.บึงกาฬ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774198

พาณิชย์จัดงานธงฟ้าราคาประหยัด ช่วยลดค่าครองชีพพี่น้องประชาชน จ.บึงกาฬ

พาณิชย์จัดงานธงฟ้าราคาประหยัด ช่วยลดค่าครองชีพพี่น้องประชาชน จ.บึงกาฬ

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.46 น.

“พาณิชย์” จัดงานธงฟ้าราคาประหยัด จ.บึงกาฬ นำสินค้าจากผู้ประกอบการ เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน รวม 10 หมวดสินค้า กว่า 500 รายการ ลดสูงสุด 60% มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เผยมีสินค้าไฮไลต์ ราคาพิเศษ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาล น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ หมูเนื้อแดง ไก่ และส้ม จำหน่ายทุกวันด้วย

นางสาวณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงานธงฟ้าราคาประหยัด จังหวัดบึงกาฬ ระหว่างวันที่ 9–11 ธันวาคม 2566 ณ โรงเรียนพรเจริญวิทยา อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ผนึกกำลังกับผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตรายกลางและรายย่อย (SMEs) วิสาหชุมชน รวมทั้งผู้ประกอบการจังหวัดบึงกาฬและจังหวัดใกล้เคียง นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 500 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสาเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ายาซักผ้า ของใช้ประจาวัน เครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าชุมชน เป็นต้น

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจาหน่ายสินค้าไฮไลต์ และสินค้าผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ 3 แผงละ 95 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 23 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 40 บาท ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ (5 กก.) ถุงละ 150 บาท หมูเนื้อแดง กิโลกรัมละ 100 บาท ไก่น่องสะโพก กิโลกรัมละ 60 บาท และส้ม กิโลกรัมละ 35 บาท

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการลด รายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการจัดงานธงฟ้าราคาประหยัด เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจาหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตรายกลางและรายย่อย (SMEs) กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า และยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
 

กรมปศุสัตว์แจงข้อกล่าวหากลั่นแกล้งไม่ออกใบอนุญาตนำผ่านซากสุกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774196

กรมปศุสัตว์แจงข้อกล่าวหากลั่นแกล้งไม่ออกใบอนุญาตนำผ่านซากสุกร

กรมปศุสัตว์แจงข้อกล่าวหากลั่นแกล้งไม่ออกใบอนุญาตนำผ่านซากสุกร

วันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.32 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ แจงกรณี “บริบูรณ์-ไทกร” กล่าวหาถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง ไม่ออกใบอนุญาตนำผ่านซากเนื้อและชิ้นส่วนสุกรไปประเทศที่สาม ยืนยันปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พร้อมนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนการทำลายซากสินค้าของกลางเป็นไปตามระเบียบ

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายบริบูรณ์ ลออปักษิณ กรรมการผู้จัดการบริษัท ศิขันทิน จำกัด และบริษัทสมายล์ ท็อปเค จำกัด ซึ่งเป็น 2 บริษัทล่าสุดในคดีพิเศษที่ 59/2566 ได้เข้าพบคณะพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา และได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกล่าวหาเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์กลั่นแกล้งไม่ออกใบอนุญาตนำผ่านซากชิ้นส่วนสุกรไปประเทศที่สาม รวมทั้งได้ทำหนังสือร้องเรียนและยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง นอกจากนี้แล้ว นายไทกร พลสุวรรณ ได้สื่อสารผ่านทาง Social Media หลายครั้ง กล่าวหาเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์กลั่นแกล้งไม่ยอมออกใบอนุญาตนำผ่านให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง นั้น 

กรมปศุสัตว์ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอน ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งให้บริษัทดังกล่าวได้รับความเสียหายตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ซึ่งในเบื้องต้นกรมปศุสัตว์ขอสรุปลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

1. ในปี 2565 ระหว่างเดือนสิงหาคม – ตุลาคม สินค้าซากสุกร ของบริษัท ศิขัณทิน จำกัด และบริษัท สมายด์ ท็อปเค เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ได้ขนส่งทางเรือเข้ามาในราชอาณาจักรที่ท่าเรือแหลมฉบัง สินค้าซากสุกรทั้ง 2 บริษัท ไม่ได้ขออนุญาตนำเข้า/นำผ่านสินค้ากับกรมปศุสัตว์ และไม่มีเอกสารที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้า มาแสดงต่อกรมศุลกากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ส่งผลให้สินค้าดังกล่าวถูกยึดตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 (หรือที่เรียกว่า บัญชี List F)

2. ต่อมาปี 2566 เดือนเมษายน – พฤษภาคม นายบริบูรณ์ ลออปักษิณ เจ้าของทั้ง 2 บริษัท ได้มายื่นคำขออนุญาตนำเข้า/นำผ่านซากเนื้อและชิ้นส่วนสุกร ต่อด่านกักกันสัตว์ชลบุรี กรมปศุสัตว์  โดยยื่นคำขอมาที่ระบบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Movement) กองสารวัตรและกักกันได้ตรวจสอบคำขอแล้ว พบว่าเอกสารและการกระทำดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบของกรมปศุสัตว์ ในการอนุญาตนำเข้า/นำผ่าน ซากสัตว์ เนื่องจากสินค้าตกเป็นของแผ่นดินแล้ว รวมถึงเอกสารและขั้นตอนการดำเนินการ ไม่ถูกต้องตามกฎ ระเบียบ ของกรมปศุสัตว์ กองสารวัตรและกักกันจึงไม่อนุญาตให้นำเข้า/นำผ่าน สินค้าซากสุกร

3. เดือนมกราคม 2566 นายบริบูรณ์ ลออปักษิณได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ต่อศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จังหวัดระยอง โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติในหน้าที่ โดยไม่อนุญาตให้นำเข้านำผ่านสินค้าซากสุกร ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตน และต่อมาศาล ฯ มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง

4. เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 บริษัท ศิขัณทิน จำกัดได้ยื่นฟ้องกรมปศุสัตว์ต่อศาลปกครองกลาง เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 243.9 ล้านบาท และขอทุเลาการบังคับมิให้ทำลายสินค้าซากสุกร ซึ่งศาลปกครองพิจารณาแล้ว จึงมีคำสั่งไม่ทุเลาการทำลายซากสินค้าสุกรตามที่บริษัทฯ ร้องขอ โดยกรมปศุสัตว์ได้ทำลายซากสุกรทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์พร้อมจะนำพยานหลักฐานและเอกสารต่างๆ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตามระเบียบและกฎหมาย และสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ได้