รมช.เกษตรฯเล็ง ใช้พื้นที่แม่สอด ทำตลาดส่งออก สินค้าด้านปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775006

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่สำนักงานเทศบาลแม่สอด จ.ตากโดยมีนายสุรพล วงศ์สุขพิศาล รอง ผวจ.ตาก ให้การต้อนรับ ว่าการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม อ.แม่สอด มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบจุดเชื่อมต่อชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่มีการซื้อ-ขายโคมีชีวิต และได้รับรายงานจากพี่น้องเกษตรกรที่ให้ข้อดีและข้อเสียของการค้าโคมีชีวิต รวมถึงข้อมูลการลักลอบนำเข้าเนื้อเถื่อน

ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนจากการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ตกต่ำ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน เพื่อให้กลไกราคาตลาดมีราคาที่เป็นธรรม และประชาชนมีสุขอนามัยที่ดี พร้อมทั้งมีนโยบายเปิดตลาดโคเนื้อส่งออกไปยังประเทศจีน เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงตลาดใหม่แถบตะวันออกกลางที่นายกรัฐมนตรี ได้เจรจาการค้าเบื้องต้นไว้แล้ว จึงขอให้กรมปศุสัตว์ ควบคุมดูแลคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ให้สามารถส่งออกได้ รวมทั้งมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าว่าสินค้าปศุสัตว์ของไทยมีคุณภาพ ปราศจากโรคระบาดขณะเดียวกัน อ.แม่สอด จ.ตาก มีศักยภาพในการเป็นตลาดหรือสถานประกอบการแบบกลุ่ม (Compartment) ที่สามารถเป็นพื้นที่กักกันโรคระบาดสัตว์ก่อนทำการส่งออกได้เป็นอย่างดี หากดำเนินการส่งออกสินค้าเกษตรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สินค้าไม่ถูกตีกลับ จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย และนำรายได้เข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้น

‘รมว.ธรรมนัส’เปิดประชุมเวทีข้าวไทย พร้อมปาฐกถาพิเศษ‘นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774901

‘รมว.ธรรมนัส’เปิดประชุมเวทีข้าวไทย พร้อมปาฐกถาพิเศษ‘นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย’

‘รมว.ธรรมนัส’เปิดประชุมเวทีข้าวไทย พร้อมปาฐกถาพิเศษ‘นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย’

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.04 น.

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเวทีข้าวไทย ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “อนาคตข้าวไทย : โอกาสและความท้าทาย” โดยมี​ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์​ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว​ ตลอดจน​ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวจากหลากหลายแขนงเข้าร่วม​ ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐกับอนาคตข้าวไทย” ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับข้าวซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถด้านการผลิตและการตลาดตลอดโซ่อุปทาน โดยมีแนวทาง ดังนี้ 1) ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวที่หลากหลายตรงความต้องการของตลาด มีความต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น 2) นำเครื่องจักรกล เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต เพื่อลดต้นทุนด้านการเกษตร 3) ส่งเสริมการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศ ลดการเผาตอซังในไร่นา ส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นามาใช้ประโชน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิตปุ๋ย การนำไปเป็นอาหารสัตว์ และการนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล ช่วยลดมลพิษทางอากาศ PM 2.5 4) สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรองในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าว สามารถพึ่งพาตนเองได้  5) ส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานรองรับตรงตามความต้องการของตลาด 6) ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และ 7) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสต์เพื่อการส่งออกข้าวไทย การส่งเสริมหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อ การเจาะกลุ่มตลาดข้าวเฉพาะ สร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าและคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าข้าวไทย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงกรณีที่มีประเด็นพันธุ์ข้าวไทยไม่ติดอันดับในการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก The World’s Best Rice 2023 ในปีนี้นั้น ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยไม่ได้ส่งพันธุ์ข้าวเข้าประกวด ซึ่งหน่วยงานที่ส่งเข้าประกวดคือ กระทรวงพานิชย์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าว สำหรับกรณีการลักลอบนำเข้าสายพันธุ์ข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาปลูกในไทยนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แม้จะปลูกได้ปริมาณที่มากกว่าหรือเท่ากัน แต่ขอให้คำนึงถึงคุณภาพและเป็นสำคัญ เนื่องจากสายพันธุ์ข้าวไทยมีอัตลักษณ์เฉพาะ ซึ่งกรมการข้าวต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับแก่เกษตรกร อีกทั้งได้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้สำหรับฤดูกาลผลิตหน้าแล้ว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญจะทำอย่างไรให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพดี ผลผลิตต่ำ กรมการข้าวจึงต้องตระหนักและมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทนทานต่อโรค และตรงความต้องการของตลาดโลกเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย

สำหรับการประชุมเวทีข้าวไทย ประจำปี 2566 จัดโดย มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับภาคีองค์กรพันธมิตร ได้แก่ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงโอกาส ปัญหาและความท้าทายของเศรษฐกิจข้าวไทย นำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการกำหนดทิศทางและสร้างยุทธศาสตร์ข้าว นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวและชาวนาไทยให้ปรับตัวก้าวทันกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774839

'มกอช.' เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 09.10 น.

‘มกอช.’ เดินหน้าขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้เล็งเห็น และให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Supply Chain) โดยการดำเนินงานภายใต้ภารกิจหลักว่าด้วย การกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค ตลอดจนการเจรจาระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรฐาน และแก้ปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป ในการขับเคลื่อนดังกล่าว มกอช. แบ่งเป็น 3 ช่วงการดำเนินงานให้ตรอบคลุมวงจรตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Supply Chain) ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และ ปลายน้ำ

ระดับต้นน้ำ มกอช. ได้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร จำนวนทั้งสิน 409 เรื่อง แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป 400 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ 9 เรื่อง มาตรฐานการผลิตยั่งยืน ได้แก่ มาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน มาตรฐานการผลิตกุ้งทะเลยั่งยืน มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มยั่งยืน โครงการ“แมลง”แหล่งอาหารอนาคต และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการใช้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนในอาหาร ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าร่วม จำนวน 50 ราย

ระดับกลางน้ำ มกอช. ได้มีโครงการและภารกิจที่ทาง มกอช. ได้นำมาตรฐานสินค้าเกษตรนำไปเผยแพร่ ประยุกต์ใช้ รวมถึงการอบรมให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิเช่น การดำเนินงานการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ  โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน ที่ มกอช. ร่วมกับ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาระบบบริการภาครัฐ หรือระบบ CAB Service ระบบ TAS-License 

ระดับปลายน้ำ มกอช. ได้จัดทำโครงการและภารกิจที่พัฒนาและส่งเสริมให้เกิดการส่งต่อผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ให้ถึงมือผู้บริโภค ได้แก่ โครงการส่งเสริมการบริโภคและใช้วัตถุดิบสินค้า Q (Q market) โครงการตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินค้า Q (Q Restaurant) และ Q Restaurant Premium  และ เว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน- ออนไลน์ DGT Farm เว็บไซต์รวบรวมสินค้าเกษตรที่ได้รับมาตรฐานกว่า 1,739 รายการ

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มกอช. ได้มีผลงานที่เป็นประจักษ์ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้สินค้าเกษตรไทยน่าเชื่อถือในตลาดโลก ได้แก่ การประสบความสำเร็จในการเจรจาส่งออกผลมังคุดสดไปญี่ปุ่นโดยไม่ต้องอบไอน้ำ ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้จะส่งผลช่วยลดต้นทุนการผลิตและการส่งออกมังคุดของไทย ช่วยคงความสดใหม่และไม่สร้างความเสียหายให้กับผลมังคุดสด อีกทั้งช่วยเพิ่มอายุการเก็บรักษาของมังคุด นอกจากนี้ มกอช. ยังได้ทำการเปิดตลาดเนื้อเป็ดปรุงสุกจากไทยไปออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเด็นการหารือภายใต้กรอบการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญ ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (SPS Expert Group) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย – ออสเตรเลีย ในการเปิดตลาดในครั้งนี้จะส่งผลช่วยผู้ประกอบการไทย สามารถที่จะส่งออกสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกไปออสเตรเลียได้ โดยการส่งออกมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคออสเตรเลีย ก็จะมีทางเลือกในการเลือกซื้อและบริโภคสินค้าประเภทเนื้อเป็ดปรุงสุกจากเพิ่มมากขึ้นด้วยด้วยเช่นกัน

“มกอช. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกโดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรฐานผลิตภัณฑ์จิ้งหรีด มาตรฐานบังคับโรงรวบรวมและคัดบรรจุทุเรียน อีกทั้ง มกอช.ยังเล็งเห็นถึงการพัฒนาระบบดิจิทัล รวมถึงไปการขยายผลพัฒนาระบบ QR Trace on Cloud และ DGT Farm ทั้งนี้ มกอช. ยังมุ่งมั่นในการส่งเสริม และพัฒนาบุคลากรด้านมาตรฐาน ทั้ง Q อาสา และบุคลากรในสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาระบบ e-learning ด้านมาตรฐาน โดยขยายวิชา เพิ่มเติมจากมาตรฐาน GAP พืชอาหาร และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไปยังมาตรฐานที่สำคัญอื่นๆ ภารกิจทางด้านการเจรจา มกอช. ยังคงมุ่งหน้าผลักดันในด้านการเจรจาให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตร และแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ในระดับสากล รวมไปถึง การพัฒนาระบบการอนุญาต การกำกับดูแลการนำเข้าส่งออกตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มกอช. มุ่งมั่นดำเนินการตามภารกิจหลักขององค์ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ว่า ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยที่ดีขึ้น” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

รมว.เกษตรฯจี้มาตรการ เร่งมือช่วยเหลือชาวนาเกลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774781

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 2/2566 โดยมีผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลจาก 7 จังหวัด คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เกลือเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของคนไทย จึงต้องส่งเสริมและรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการทำนาเกลือให้อยู่คู่กับประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกลือ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หารือมาตรการแทรกแซงราคาเกลือทะเล เพื่อให้กลไกราคาปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานกับกระทรวงวัฒนธรรม ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวงานอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเกลือทะเลไทย สร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเล และเป็นหนึ่งในแนวทางการส่งเสริม Soft power พร้อมทั้งเร่งผลักดันการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่นาเกลือทะเลไทยเป็นมรดกทางการเกษตรโลก (GIAHS)

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องสามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนได้อย่างรวดเร็ว จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงให้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 2411/2562 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 และมีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 881/2566 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2566 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้นใหม่ มีอำนาจหน้าที่ 1.ศึกษา และกำหนด แนวทาง มาตรการการพัฒนาเกลือทะเลไทยทั้งระบบ 2.กำหนด และจัดทำแผนงานโครงการและงบประมาณ และบูรณาการการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเกลือทะเลไทย ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด 3.กำกับ ดูแล และติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด และรายงานผู้บริหาร 4.เชิญหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลความเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งจัดส่งเอกสารและข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร 5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม และ 6.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้ ฤดูกาลผลิต 2565/66 มีเกษตรกรผู้ทำนาเกลือขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร 628 ครัวเรือน 2,495 แปลงพื้นที่ 23,307.21 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวม 521,054.51 ตัน (รวม 7 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร เพชรบุรี สมุทรสงคราม ปัตตานี ชลบุรีฉะเชิงเทรา และจันทบุรี) โดยคาดการณ์ปริมาณผลผลิตเกลือทะเล ปีการผลิต 2566/67 รวม 692,470.23 ตัน

‘ธรรมนัส’สั่งเร่งแก้ปัญหาชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774779

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจราชการในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อรับฟังสถานการณ์ด้านประมงและหารือแนวทางแก้ปัญหา โดยมีนายผล ดำธรรม ผวจ.สมุทรสาคร นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมตลาดทะเลไทย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ว่ามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมารับฟังและหารือแนวทางแก้ปัญหาจากกลุ่มชาวประมงผู้ประกอบการประมง และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย 1.เรือประมงในน่านน้ำไทยที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายด้านประมง

2.เรือประมงนอกน่านน้ำไทยที่ประสบปัญหาขาดแหล่งทำการประมงในน่านน้ำของรัฐชายฝั่งอื่นที่มีอยู่จำกัด และ 3.เรือประมงพื้นบ้านจับสัตว์น้ำได้น้อยลงเนื่องจากเรือมีขนาดเล็กไม่สามารถออกทำการประมงได้ไกล นอกจากนี้ ยังมีปัญหาน้ำเสียจากภาคเกษตรกรรม/อุตสาหกรรม/ครัวเรือน ปัญหาน้ำทะเลเน่าเสียจากปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) และปัญหาราคาสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงตกต่ำ โดยระยะสั้นได้เน้นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับแรงงานซึ่งให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One stop service) การแก้ไขกฎหมายลำดับรองและการควบรวมกฎหมายฉบับต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคในการทำประมง/การนำเรือประมงออกนอกระบบ โดยเฉพาะการปรับปรุงอำนาจหน้าที่คณะกรรมการประมงจังหวัด ให้สามารถแก้ปัญหาประมงในพื้นที่ได้อย่างคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสั่งการให้มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนและเขตชายฝั่ง เพื่อเป็นแหล่งอาหารและฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยที่กรมประมง ได้จัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาภาคการประมง ซึ่งมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน

‘อนุชา’มอบรถเข็น สามล้อโยกผู้พิการ รุดจัดส่งที่ชัยนาท ให้เข้าถึงสวัสดิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774784

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีส่งมอบรถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยก โครงการจัดหารถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อเข้าถึงสิทธิสวัสดิการใน จ.ชัยนาท โดยมีนายชไมพร อำไพจิตรรอง ผวจ.ชัยนาท นายกันตพงศ์ รังษีสว่างรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม ที่โรงเรียนศึกษาพิเศษชัยนาท จ.ชัยนาท

นายอนุชา กล่าวว่า ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นคณะกรรมการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ผลักดันและสนับสนุนให้ จ.ชัยนาท เสนอโครงการจัดหารถเข็นแบบนั่งและรถสามล้อโยกสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการใน จ.ชัยนาท จนได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากฯ และดำเนินโครงการจนสำเร็จลุล่วง

จากข้อมูลรายงานว่า ปัจจุบัน จ.ชัยนาท ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีผู้สูงอายุ 79,831 คน (ร้อยละ 25.08) และคนพิการ 14,470 คน(ร้อยละ 4.55) และมีผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถเข็นสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการหรือรถวีลแชร์ เพื่อการดำรงชีวิตประจำวันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ชัยนาท จึงได้จัดทำและขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว เพื่อเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ 262 คัน ซึ่งนับเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม ที่มีประโยชน์และสอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการในปัจจุบันมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และคนพิการ

เกษตรฯจับมือพาณิชย์ จัดการข้าวเปลือกนาปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774780

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมนโยบายคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้พิจารณามาตรการบริหารจัดการข้าวเปลือกนาปี 2566/67 ได้แก่ 1.สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และ 2.การชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต๊อก โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมการข้าว และกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

คกก.สร้างอาชีพฯชู’โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774865

คกก.สร้างอาชีพฯชู'โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้'

คกก.สร้างอาชีพฯชู’โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.05 น.

คกก.สร้างอาชีพ สร้างรายได้เกษตรกรที่ได้รับการพักหนี้ ชู“โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ ครั้งที่1/2566 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมบูรณาการกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำ “โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้กับเกษตรกรจำนวน 300,000 ราย หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อย และพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการเชื่อมโยงและพัฒนาด้านการตลาด ยกระดับสู่ตลาด Modern Trade ตลาดออนไลน์ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินด้วยการเพิ่มทักษะทางการเงินและดิจิทัล

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1) กิจกรรมระยะที่ 1 : การปรับแนวคิด/ความรู้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และ Kick off โครงการ 2) กิจกรรมระยะที่ 2 : การฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้แก่เกษตรกรรม (On the job training) 3) กิจกรรมระยะที่ 3 : การตรวจเยี่ยม แนะนำ ติดตามและประเมินผลเบื้องต้น และ 4) กิจกรรมระยะที่ 4 : การรวบรวมช่องทางการตลาด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดรายการอาชีพกว่า 100 โครงการครอบคลุม ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกกิจกรรมที่ต้องการพัฒนาได้ตามความเหมาะสมอีกด้วย

รมช.เกษตรฯหารือ หอการค้า-สภาหอฯ หนุนอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774541

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมรับฟังนโยบายและทิศทางการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมประมง ปศุสัตว์ และแปรรูปต่อเนื่อง ร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่าได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอกับหอการค้าฯ และสภาหอการค้าฯรวมถึงทิศทางในการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมประมง ปศุสัตว์ และการแปรรูป เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด อาทิ การลดต้นทุนอาหารสัตว์ การทดแทนการนำเข้าหัวอาหารสัตว์ โดยใช้โปรตีนชนิดอื่นในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งสภาหอการค้าฯ ถือเป็นองค์กรเอกชนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้เติบโตไปในทิศทางที่ดีขึ้น

สำหรับการหารือครั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ มีประเด็นหารือและข้อเสนอ ดังนี้ 1.การแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการค้ามนุษย์ด้านแรงงานของประเทศไทย 2. ส่งเสริมสินค้าเกษตร อาหาร ประมง และการอำนวยความสะดวกในการส่งออก-นำเข้า 3.ขั้นตอนการนำกลับสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง 4.การตรวจรับรองระบบแหล่งผลิตเพื่อนำเข้าวัตถุดิบปศุสัตว์ เกรดไม่เหมาะสำหรับมนุษย์บริโภค ภายใต้พิกัด 0511.99.90 จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพื่อผลิตสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง 5.กฎระเบียบการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปสาธารณรัฐประชาชนจีน 6.ยกระดับมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ไทย (กลุ่มเนื้อโคและแพะ) และ 7.ส่งเสริมและเพิ่มจำนวนโรงฆ่าสัตว์ โรงตัดแต่งเนื้อสัตว์โรงคัดบรรจุที่มีมาตรฐานให้เพียงพอความต้องการ เป็นต้น

‘ไชยา’ดันผ้าขิดสลับหมี่ ชูSoft Powerหนองบัวลำภู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/774547

วันอังคาร ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมผลักดันผ้าขิดสลับหมี่ ลายบัวลุ่มภู ผ้าฝ้ายแกมไหมทอมือลายอัตลักษณ์ประจำจังหวัด เป็น Soft Power จ.หนองบัวลำภู ซึ่งมีการพัฒนาลวดลายโดยระดมความคิดของนักทอผ้า เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมหม่อนไหม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ตลอดกระบวนการผลิต ประกอบด้วย 1.ช่วงต้นน้ำ ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อให้ได้เส้นไหมสำหรับการทอผ้าที่มีคุณภาพ 2.ช่วงกลางน้ำส่งเสริมพัฒนาระบบการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกันวิธีการพื้นบ้าน และ 3.ช่วงปลายน้ำ ส่งเสริมการขาย พัฒนาบรรจุภัณฑ์ รวมถึงจัดหาตลาดในการจำหน่ายสินค้า เพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาดของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ได้มอบหมายกรมหม่อนไหม มอบผ้าขิดสลับหมี่ต้อนรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เพื่อกระจายความรับรู้ผลิตภัณฑ์สู่ระดับประเทศและสามารถต่อยอดไปยังระดับโลก

สำหรับ จ.หนองบัวลำภู มีกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง 533 กลุ่ม ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องการทอผ้าพื้นเมืองลวดลายเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะ “ผ้าขิดสลับหมี่”ลายบัวลุ่มภู ที่มีการผสมผสานทั้งผ้าขิดและผ้ามัดหมี่ไว้ในผืนผ้าเดียวกัน ทำให้เกิดลวดลายที่สวยงาม สื่อถึงวิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของหนองบัวลำภู ซึ่งมีโทนสีชมพูจากการย้อมสีธรรมชาติ จัดเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้า เครื่องแต่งกายที่สำคัญของ จ.หนองบัวลำภู รวมถึงได้รับการประกาศให้เป็นผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดหนองบัวลำภูเมื่อปี 2565 และเผยแพร่ไปยังกลุ่มทอผ้าพื้นเมือง เพื่อการกระจายรายได้ในชุมชนอย่างกว้างขวาง