‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในพิธีมี นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการ มกอช. ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการ มกอช.พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'เลขาธิการ ส.ป.ก.'ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘เลขาธิการ ส.ป.ก.’ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.02 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 09.13 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก.พร้อมด้วย นายสุรชัย ยุทธชนะ , นายวัฒนา มังธิสาร , นายปรีชา ลิ้มถวิล รองเลขาธิการ ส.ป.ก.ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ) นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธี ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.35 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้อง 115) อาคาร 1 ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี

– 006

‘อธิบดีฝนหลวง’เป็นประธานในพิธีมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

'อธิบดีฝนหลวง'เป็นประธานในพิธีมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

‘อธิบดีฝนหลวง’เป็นประธานในพิธีมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธีมอบปีกฝนหลวงพิเศษ ประจำปี 2568 โดยมี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ผู้บริหาร และผู้เข้าร่วมพิธีจากหน่วยงานสังกัดต่าง ๆ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กองทัพบก กองทัพอากาศ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และหน่วยงานภาคเอกชน เข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งในพิธีการประกอบด้วย พิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรับปีกฝนหลวงพิเศษพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และการมอบเกียรติบัตร

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเฉพาะด้านในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่การเกษตร พื้นที่ป่าไม้ เขื่อนเก็บกักน้ำ และช่วยบรรเทาภัยพิบัติ ทั้งในด้านปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หมอกควันไฟป่า ตลอดจนการบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการรับสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” ผู้ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริฝนหลวงในการการแก้ไข บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ช่วยเหลือราษฎร ที่ประสบความเดือดร้อน ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา และการดำเนินภารกิจด้านต่าง ๆ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ หากไม่ได้รับการประสานงาน การช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมบูรณาการกัน ทั้งด้านข้อมูล บุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ ตลอดจนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งกรมฯ ได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจากผู้ร่วมกันทำคุณประโยชน์และสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยดีเสมอมา

นายราเชน กล่าวต่อด้วยว่า ในนามกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับปีกฝนหลวงพิเศษทุกท่าน ซึ่งปีกฝนหลวงพิเศษนี้ ถือเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงเกียรติประวัติในการสนองงานโครงการพระราชดำริฝนหลวง การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในด้านต่างๆ อาทิ ด้านข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลความต้องการน้ำ ด้านบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ-ลงนามถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.24 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพุธที่ 29 ตุลาค 2568 เวลา 09.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมในพิธีฯ โดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 115 อาคาร 1 ชั้น 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่แห่งแผ่นดินไทย” อันเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ

กรมการข้าวเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยสู่ยุคดิจิทัล เตรียมจับมือเอกชนและสถาบันการศึกษาวิจัยร่วมในปี 2570

กรมการข้าวเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยสู่ยุคดิจิทัล เตรียมจับมือเอกชนและสถาบันการศึกษาวิจัยร่วมในปี 2570

กรมการข้าวเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยสู่ยุคดิจิทัล เตรียมจับมือเอกชนและสถาบันการศึกษาวิจัยร่วมในปี 2570

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.01 น.

กรมการข้าวเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมข้าวไทยสู่ยุคดิจิทัล เตรียมจับมือเอกชนและสถาบันการศึกษาวิจัยร่วมในปี 2570 

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการข้าว ให้การต้อนรับ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ และผู้แทนศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อหารือแนวทางพัฒนาการผลิตข้าวของเกษตรกรไทยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรยุคดิจิทัล

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้าวไทย ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ประกอบกับต้นทุนการผลิตสูง เป็นผลมาจากราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น และเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมการข้าวจึงเร่งดำเนินการแก้ไข โดยการดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการการทำงานเพื่อหาทางออกร่วม ซึ่งกรมการข้าวมีแนวทางการส่งเสริมงานวิจัย โดยร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพสูงที่ตรงตามความต้องการของตลาดโลก โดยจะเริ่มดำเนินการนำร่องภายในปีงบประมาณ 2569 ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพศูนย์ข้าวชุมชนกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศให้มีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าวมุ่งหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทย ให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตข้าวคุณภาพในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

▫️อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมครั้งนี้ กรมการข้าวมีความเห็นพ้องต้องกันกับนายปีติพงศ์ และคณะ ที่ว่าภาคการเกษตรจะต้องปรับตัวจากระบบดั้งเดิมสู่เกษตรยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก การผลิตข้าวของไทยควรมุ่งเน้นตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวสุขภาพ ข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษ หรือข้าวนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยกรมการข้าวจะจัดทีมคณะทำงานวิจัยในการทำงานร่วมกัน โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเริ่มโครงการในปีงบประมาณ 2570

‘สุชาติ’นั่งหัวโต๊ะถกแนวทาง เจรจานำ’ช้างไทย’ในศรีลังกา กลับประเทศให้เร็วที่สุด

'สุชาติ'นั่งหัวโต๊ะถกแนวทาง เจรจานำ'ช้างไทย'ในศรีลังกา กลับประเทศให้เร็วที่สุด

‘สุชาติ’นั่งหัวโต๊ะถกแนวทาง เจรจานำ’ช้างไทย’ในศรีลังกา กลับประเทศให้เร็วที่สุด

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.48 น.

“รองนายกฯสุชาติ”นั่งหัวโต๊ะหารือแนวทาง เจรจานำช้างไทยในศรีลังกากลับสู่ประเทศไทยให้ดีที่สุดและเร็วที่สุด

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อเจรจาขอนำช้างไทยทูตสันถวไมตรีจากสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา กลับประเทศไทย ร่วมกับผู้แทนกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กลุ่มทวงคืนช้างไทย มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา สถานเอกอัครทูต ณ กรุงโคลัมโบ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ณ ห้องประชุมชั้น 20 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยที่ประชุมได้รับฟังข้อมูลความเป็นอยู่ของช้างไทยทูตสันถวไมตรีทั้ง 2 เชือก ได้แก่ “พลายประตูผา” และ “พลายศรีณรงค์” จากกลุ่มทวงคืนช้างไทย พร้อมหารือแนวทางการเจรจาในการนำช้างไทยทั้ง 2 เชือก กลับคืนสู่ประเทศไทยด้วยแนวทางที่ละมุนละม่อมเป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการร่วมกัน โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน และมีอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นรองประธาน เพื่อให้ได้ข้อสรุปแนวทางในการเจรจาที่ดีที่สุด และนำช้างไทยทั้ง 2 เชือก กลับสู่ประเทศไทยได้เร็วที่สุด

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

28 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนัก/กอง ปศุสัตว์เขต ปศุสัตว์จังหวัด ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท และผ่านระบบประชุมทางไกล (Zoom Meeting)

การประชุมในครั้งนี้เพื่อรับทราบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานราชการรวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ อันเกี่ยวเนื่องกับงานพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต”

มาตรการการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญ

ชี้แจงแนวทางการจัดทำงบประมาณ ปี 2570

ซักซ้อมแนวทางการดำเนินงานโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เน้นย้ำให้เร่งดำเนินการสร้างการรับรู้และขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาตร์สำคัญที่จะแก้ปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและยกระดับห่วงโซ่การเลี้ยงโคไทยทั้งระบบ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ โดยสร้างการรับรู้ให้กับหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมการดำเนินการตามโครงการฯ ซึ่งกรมปศุสัตว์จะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจัดการโครงการ คนไทยกินเนื้อโคไทย เพื่อบริหารจัดการโครงการฯให้มีประสิทธิภาพและสำเร็จตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อน โดย“เริ่มดำเนินการได้ทันที” หลังได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

-(016)

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.32 น.

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่การประกอบการภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC)” ณ ห้องประชุมดอยตุง โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบไทยในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 100 รายเข้าร่วมการสัมมนา 

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบเกี่ยวกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและสามารถปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาฯ ข้อกำหนดอื่น รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่อาจมีขึ้นในอนาคต ตลอดจนสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตภายใต้หลักความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการจัดการดิน น้ำ รวมถึงการใช้สารเคมี    เพื่อยกระดับมาตรฐานและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานความร่วมมือกันในด้านต่างๆ อีกด้วย

นายอัจฉริยะ วัฒนาพร ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ยาสูบจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การปลูกใบยาสูบในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนั้นเป็นอาชีพที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ยาสูบทำให้ครอบครัวนับหมื่นแสนมีรายได้ที่มั่นคงและเป็นพืชที่ช่วยสร้างรายได้ภาษีให้กับประเทศมหาศาล แต่ปัจจุบันชาวไร่ยาสูบกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสูบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราภาษียาสูบที่ซับซ้อนและสูงเกินไปซึ่งส่งผลให้บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าเติบโตขึ้นมาก สวนทางกับบุหรี่ของการยาสูบแห่งประเทศไทยที่มียอดขายลดลง ปริมาณและราคารับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรจึงลดลงตาม ทั้งนี้รวมถึงผู้ประกอบการและแรงงานในระดับชุมชนตลอดห่วงโซ่การเพาะปลูกและจัดจำหน่ายใบยา เช่น โรงบ่มใบยา และแรงงานตามฤดูกาล เป็นต้น เมื่อการผลิตลดลงก็ส่งผลต่อรายได้ของแรงงานในชุมชนด้วย ส่วนรัฐก็เก็บภาษีบุหรี่ได้น้อยลง ในขณะที่การปราบปรามบุหรี่เถื่อนซึ่งเป็นปัญหาหลักของอุตสาหกรรมไม่เคยสาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้  

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า เรื่องสำคัญซึ่งมีผลต่อการกำหนดชีวิตของชาวไร่ยาสูบและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็คือ กฎระเบียบและนโยบายต่างๆ ของไทยที่อนุวัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมส่วนประกอบ การตลาด บรรจุภัณฑ์ และภาษี ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาไม่ถูกพูดถึงเท่ากับผลกระทบต่อตลาดปลายน้ำ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจากอนุสัญญาฯ วันนี้ชาวไร่ยาสูบกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น กลายเป็นผู้รับภาระของนโยบายควบคุมยาสูบโดยตรง 

“มาตรา 17 และ 18 ของอนุสัญญาฯ ระบุว่า ประเทศภาคีควรส่งเสริมการหาทางเลือกที่ยั่งยืนแทนการปลูกยาสูบ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการที่มุ่งให้ชาวไร่ยาสูบเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกเพื่อทดแทนนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานใบยาสูบอย่างมีนัยยะสำคัญ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นก็ยังขาดการส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือกและอาชีพทดแทน แต่ชาวไร่ยาสูบก็ยังสู้ เพราะการทำไร่ยาสูบเป็นอาชีพสุจริตที่เลี้ยงชีพเรามาหลายชั่วอายุ วันนี้เราพยายามปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง งานสัมมนาในวันนี้ก็คือรูปธรรมหนึ่งของความพยายาม” นายอัจฉริยะ กล่าว

ด้าน ดร.ทัตพร คุณประดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยากรในการสัมมนาครั้งนี้ อธิบายว่า วันนี้เกษตรกรผู้ปลูกใบยาในภาพเหนือได้มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้เรื่อง “การจัดการน้ำ ดิน และการติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การลดความเสื่อมโทรมของดิน การจัดการและใช้พื้นที่การเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ” และ “ผลกระทบจากมลพิษทางสารเคมีต่อวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมด้านดินและน้ำ” รวมทั้ง “การจัดการน้ำชุมชนเพื่อความยั่งยืนในการใช้น้ำในภาคการเกษตร และการอุปโภคและบริโภค” นับว่าเป็นความพยายามตอบโจทย์มาตรา 18 อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ในด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร 

 ดร.ทัตพร ยังกล่าวด้วยว่า เกษตรกรผู้ปลูกใบยานั้นมีองค์ความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันโลกมีความท้าทายใหม่ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และมีคุณค่าที่มนุษย์ให้ความสำคัญมากขึ้น อาทิ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เพื่อปรับตัวของเกษตรกรจึงสำคัญอย่างยิ่ง งานสัมมนาในวันนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากสถาบันการศึกษาไปสู่เกษตรกร ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอีกด้วย นี่จะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่นำไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไปในอนาคต.

‘กรมการข้าว’จัดพิธีถวายความอาลัย’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

'กรมการข้าว'จัดพิธีถวายความอาลัย'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

‘กรมการข้าว’จัดพิธีถวายความอาลัย’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 09.09 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยได้กล่าวบทอาเศียรวาท ไว้อาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมนำผู้เข้าร่วมพิธียืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 93 วินาที และร่วมลงนามในสมุดถวายความอาลัย โดยมีนายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการข้าว ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมพิธีฯ ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

กรมการข้าว เกิดขึ้นด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทั้งสองพระองค์มีสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงทราบและห่วงใยพสกนิกร ชาวนาไทยที่อยู่ห่างไกลและทุรกันดาร บางพื้นที่ปลูกข้าวไม่พอเพียงต่อการบริโภค บางพื้นที่มีข้าวบริโภคไม่ครบรอบปี รวมทั้งยังไม่มีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ปลูก จึงมีพระราชดำริสมควรให้มีหน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบ กรมการข้าวจึงได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2549

อนึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการกรมการข้าว และวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2554 เวลาประมาณ 17.00 น.พระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังเกษตรกลางบางเขน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อทรงเปิดอาคารที่ทำการกรมการข้าว ภายในเกษตรกลางบางเขน ทรงปลูกต้นพะยูง จำนวน 1 ต้น และทรงโยนต้นกล้าข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ลงในแปลงนา บริเวณพื้นที่จำลองวิถีชีวิตชาวนาตามแนวพระราชดำริ ฯ เศรษฐกิจพอเพียง

กรมการข้าวขอน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการ เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์ทั่วทุกหมู่เหล่า ในโอกาสนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศล และลงนามถวายอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์จะทรงสถิตกลางใจประชาราษฎร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

– 006