ไทยจับมือมาเลเซีย เร่งประชุมติดตาม พัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก หารือส่วนเกี่ยวข้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742588

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานร่วม ไทย-มาเลเซีย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก ครั้งที่ 17 โดยมีดาโต๊ะ ฮาจิรอสลี บิน อีซา (Dato’ Haji Rosli Bin Isa) อธิบดีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หัวหน้าคณะฝ่ายมาเลเซีย รวมทั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก ไทย-มาเลเซีย ฝ่ายไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานในการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก ไทย-มาเลเซีย ภายใต้โครงการฯที่ดำเนินการร่วมกัน โดยการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก (Thailand-Malaysia Joint Technical Working Group on the Golok River Mouth Improvement Project : JTWG) และคณะทำงานประเมินผลการสำรวจร่วมโครงการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก (Joint Evaluation Team on Golok River Mouth Improvement Project : JET) หารือและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ในการสำรวจ ติดตาม และประเมินผลบริเวณปากแม่น้ำโก-ลก เพื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงบริเวณปากแม่น้ำ การทับถมของตะกอน และการกัดเซาะบริเวณปลายคันกันคลื่นของฝั่งไทย โดยฝ่ายมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานร่วมไทย-มาเลเซีย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก ครั้งที่ 18 ที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในเดือนพฤศจิกายน 2568

‘ประภัตร’ปล่อยคาราวานโคเนื้อส่งออกเวียดนามครั้งแรก ตอกย้ำจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742406

'ประภัตร'ปล่อยคาราวานโคเนื้อส่งออกเวียดนามครั้งแรก ตอกย้ำจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์

‘ประภัตร’ปล่อยคาราวานโคเนื้อส่งออกเวียดนามครั้งแรก ตอกย้ำจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์

วันเสาร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.20 น.

“ประภัตร”ปล่อยคาราวานโคเนื้อ ส่งออก เวียดนาม ครั้งแรก หลังเวียดนามส่งหนังสือแจ้งอนุมัติให้ฟาร์มโค – กระบือ ของประเทศไทย จำนวน 14 ฟาร์ม  ส่งออกโคเนื้อได้ถึง 7,000 ตัว

8 ก.ค.66 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีปล่อยคาราวานโคเนื้อไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีผู้บริหารกรมปศุสัตว์ หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมปศุสัตว์เข้าร่วม ณ ลุงเชาวน์ฟาร์ม จังหวัดสุพรรณบุรี

โดยนายประภัตร กล่าวว่า ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีด้านการค้ากับทางสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในการส่งออกสินค้าหลักที่สำคัญ เช่น ชา กาแฟ เครื่องเทศ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าทางการเกษตรอีกหลายรายการ สำหรับในรายสินค้าโคเนื้อ ทางสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยล่าสุดคณะกรมสุขภาพสัตว์ (Department of Animal Health: DAH) กระทรวงการเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม ได้ส่งหนังสือแจ้งความสนใจที่จะนำเข้าโค – กระบือจากประเทศไทย พร้อมทั้งได้เดินทางมาดูงานด้านโคเนื้อในไทย และล่าสุดได้ส่งหนังสือแจ้งข้อกำหนดและระเบียบการส่งออกโค – กระบือของไทยไปยังเวียดนาม รวมถึงแจ้งอนุมัติให้ฟาร์มโค – กระบือ จำนวน 14 ฟาร์มของประเทศไทยส่งออกโคเนื้อไปยังเวียดนามได้ตามจำนวนที่กำหนด จำนวน 7,000 ตัว มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน – 28 กันยายน 2566จึงได้มีการส่งออกดังกล่าว

“ที่ผ่านมาประเทศไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างดียิ่ง และในวันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จะมีการส่งออกโคเนื้อจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยเริ่มต้นการส่งโคเนื้อเป็นจำนวน 180 ตัว ถือเป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์อันดี โดยผลจากความสำเร็จในวันนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง ทั้งเป็นขวัญและกำลังใจอันดีที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรยึดถือในอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อได้อย่างยั่งยืน และสุดท้ายนี้จะขอความร่วมมือจาก    พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อให้หยุดการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการส่งออกโคเนื้อไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามด้วย” รมช.ประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ การส่งออกโคเนื้อไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะต้องทำการส่งจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และจาก สปป.ลาว ไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือ สปป.ลาว ในการควบคุมการขนส่งข้ามพรมแดนแล้ว และทาง สปป.ลาว ยินดีที่จะให้การอำนวยความสะดวกขนส่งโค – กระบือมีชีวิตจากไทย กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์จึงได้เร่งชี้แจงแนวทางการปฏิบัติการส่งโคเนื้อไปจำหน่ายยังเวียดนามให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของเวียดนามแล้ว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

‘อภัย’ถกอนุกรรมการ แก้ปัญหาโรคใบด่าง พบในมันสำปะหลัง ช่วยลดผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742063

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่าง ครั้งที่ 28/2566 เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 123

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และความคืบหน้าในการปรับคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง จากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 และร่วมกันพิจารณาในประเด็นคู่มือบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง/คู่มือการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดและมีคุณภาพ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อลดผลกระทบจากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ด้วย

ปลัดฯเยี่ยมกรมส่งเสริมฯเร่งพัฒนางาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742067

ปลัดฯเยี่ยมกรมส่งเสริมฯเร่งพัฒนางาน

ปลัดฯเยี่ยมกรมส่งเสริมฯเร่งพัฒนางาน

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พัฒนางาน : นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามงานกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมกับมอบแนวทางการปฏิบัติเพื่อพัฒนางานในระยะเร่งด่วนและระยะยาว มุ่งเน้นให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพและความพร้อมในการยกระดับในระยะต่อไป

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมติดตามงานและหารือข้อราชการร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมี นายอภัยสุทธิสังข์ นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการตรวจเยี่ยมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อติดตามการดำเนินงานและมอบแนวทางการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสหกรณ์ ทั้งระยะเร่งด่วนไปจนถึงระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและการพัฒนาภาคเกษตรไทยทั้งระบบ

โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพและมีความพร้อมในการยกระดับในระยะต่อไป ทั้งในด้านการส่งเสริมให้สหกรณ์สามารถปิดบัญชีได้ มีการบริหารธุรกิจไม่ขาดทุน แก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกและสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิก นอกจากนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ นำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีของเกษตรกรไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเกษตรกรเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น

สำหรับกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีการกำหนดทิศทางการพัฒนาสหกรณ์โดยยึดแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2566-2570) เป็นทิศทางในการพัฒนาภายใต้วิสัยทัศน์ในการพัฒนาสหกรณ์ คือ “สหกรณ์เข้มแข็งและเป็นองค์กรสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก”ซึ่งแผนดังกล่าวได้มีการศึกษาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 แผนปฏิบัติราชการกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงแผนระดับ 3 ที่สำคัญอื่นๆ โดยมี 6 ยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาสหกรณ์

เกษตรกรชาวกันตัง ขานรับ นโยบายการเลี้ยงปูหน้าขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742064

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ่อกุ้งร้าง เนื้อที่ 3 ไร่ หมู่ที่ 4 ต.วังวน อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ่อกุ้งของ นายวรุฒม์ ธนากรเจริญ อายุ 52 ปี ได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการตัดสินใจปรับเปลี่ยนบ่อที่เคยเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่ประสบปัญหาขาดทุน หันมาเลี้ยงปูหน้าขาวหรือปูทองหลางเป็นปีแรก ตามโครงการพัฒนาต้นแบบการเลี้ยงปูทะเลในบ่อกุ้งของกรมประมง เนื่องจากปูหน้าขาวเป็นปูทะเลที่โตเร็ว ได้น้ำหนักและราคาดีกว่าปูดำและปูม้า เนื้อปูแน่น ก้ามโต ตัวใหญ่ รสชาติหวานมันกว่าเนื้อปูทะเลชนิดอื่น

ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูง แต่เกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจจึงปล่อยบ่อกุ้งให้เป็นบ่อร้างมานานหลายปีจนกระทั่งสำนักงานประมงจังหวัดได้จัดทำโครงการนำร่อง ชักชวนเกษตรกรใน จ.ตรัง เข้าร่วมโครงการจำนวน 5 ราย บนเนื้อที่บ่อละ 3 ไร่ ซึ่งแต่ละบ่อจะปล่อยลูกปูครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จำนวน 3,000 ตัว ปรากฏว่า 3 เดือนผ่านไป พบว่าปูหน้าขาวตัวผู้มีน้ำหนักตัวละ 5-6 ขีด ส่วนตัวเมียมีน้ำหนักตัวละ 3-4 ขีด มีเนื้อแน่น ก้ามใหญ่ และมีลูกค้าสนใจสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก แต่เกษตรกรยังไม่ขายเพราะต้องการทำน้ำหนักให้ได้ตัวละ 8 ขีดถึง 1 กิโล ซึ่งต้องใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 45 วัน จึงจับขายได้ในราคากิโลกรัมละ 350-500 บาทหรือตัวละ 500 บาท หากเป็นตัวผู้

ในช่วง 2 เดือนแรก จะให้เนื้อปลาสดเป็นอาหารวันละ 2 เวลา เช้า-เย็นพอย่างเข้าเดือนที่ 3 ให้อาหารวันละ1 ครั้ง ครั้งละ 30 กิโลกรัม ไม่ต้องตีน้ำให้ออกซิเจน ไม่ต้องวัดค่าความเค็มของน้ำ ซึ่งน้ำกร่อยก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี ต้นทุนต่ำกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากลดความเสี่ยงและการลงทุนลงไปได้มาก นับว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ใน จ.ตรัง ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงชายฝั่งตรัง สามารถเพาะขยายพันธุ์ลูกปูหน้าขาว เพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรได้แล้วในราคาตัวละ 3 บาท โดยหลังประสบความสำเร็จได้มีเกษตรกรจากหลายอำเภอ เดินทางมาศึกษาดูงานกันเป็นจำนวนมาก ส่วนตลาดรับซื้อก็เปิดกว้างรอวันที่เกษตรกรจับขายจนแทบจะแย่งกันมาซื้อถึงบ่อ สามารถทำอาหารได้หลากหลายเมนู

รองปลัดฯเคาะร่างป้องกันฯ รับมือภัยพิบัติด้านเกษตรฤดูฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742065

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ครั้งที่ 1/2566 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) การป้องกันแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรในช่วงฤดูฝน ปี 2566 โดยจะนำเรียน รมว.เกษตรฯ เพื่อทราบ

และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติด้านการเกษตร ในช่วงฤดูฝนประกอบด้วย 3 แผนงาน ดังนี้ 1.การป้องกันและเตรียมความพร้อมในด้านการวางแผนการจัดสรรน้ำฤดูฝนและการเพาะปลูกพืชฤดูฝนในเขตชลประทาน ปี 2566 การเพิ่มและปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำ การปฏิบัติการฝนหลวงในฤดูกาลฝนล่าช้ากว่าปกติ หรือฝนทิ้งช่วงระหว่างฤดูเพาะปลูก และการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน เพื่อสำรองเป็นน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร และให้คำแนะนำการทำเกษตรในพื้นที่ในการลดความเสี่ยงรวมทั้งการเตรียมเครื่องมือเครื่องจักร ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 2,289 เครื่องเครื่องผลักดันน้ำ 617 เครื่อง เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ 2,476 หน่วย เรือตรวจการ195 ลำ รถบรรทุก (สัตว์) 119 คันหญ้าแห้ง 5,140 ตัน ถุงยังชีพสัตว์3,000 ถุง ทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่119 หน่วย สัตวแพทย์ 357 คน จุดอพยพสัตว์ 2,396 จุด เมล็ดพันธุ์พืชผัก 22,125 ซอง (160.45 กิโลกรัม)

2.การเผชิญเหตุและหยุดยั้งความเสียหาย มีการบูรณาการบริหารจัดการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีเร็วขึ้น 1 เดือน ซึ่งมีเป้าหมาย พื้นที่คาดการณ์เพาะปลูก 0.967 ล้านไร่ ใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก 940 ล้านลูกบาศก์เมตรในพื้นที่ลุ่มต่ำ10 ทุ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง การติดตั้งเครื่องจักร-เครื่องมือ เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ประสบภัย รวมถึงการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ เพื่อช่วยเหลือสัตว์ในพื้นที่ประสบภัย และจัดหน่วยเฉพาะกิจลงพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงประเมินความเสียหายและความต้องการความช่วยเหลือเบื้องต้น

3.การฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิม เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 การสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ และเมล็ดพันธุ์ดีให้แก่เกษตรกร การซ่อมแซมโครงสร้างและอุปกรณ์ทางการเกษตร การบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงดิน ตลอดจนการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ และการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจด้านการเกษตร

รองปลัดฯหารือเอกชน แนวทางปลูกมันฝรั่งในปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742066

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม และนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานร่วมในการประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ ร่วมกับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า(ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม

นายสุรเดชกล่าวว่า มีนโยบายขับเคลื่อนตลาดนำการผลิตสินค้าเกษตรรายสินค้า โดยส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ (ข้าวสาลี มันฝรั่ง กาแฟยูคาลิปตัส) ที่ประชุมจึงหารือร่วมกับภาคเอกชนถึงแนวทางการส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายการขยายพื้นที่ปลูกมันฝรั่งปีละ 10,000 ไร่ในพื้นที่ 9 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ตาก ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา สกลนคร และนครพนมเบื้องต้นจากการสำรวจความต้องการเพื่อเตรียมความพร้อมขยายพื้นที่ปลูกมันฝรั่งได้พื้นที่ 3,990 ไร่ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรประเมินศักยภาพพื้นที่

นอกจากนี้ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันในแนวทางการเพิ่มผลผลิตมันฝรั่งต่อไร่ จากเดิม 3.5 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 5 ตันต่อไร่ โดยมอบหมายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ความรู้ด้านวิชาการกับเกษตรกร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การไถกลบตอซังรักษาคุณภาพดิน ตลอดจนการเพาะปลูกที่เหมาะสม

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบกำหนดราคาซื้อขายมันฝรั่งขั้นต่ำฤดูฝนอยู่ที่ 14 บาทต่อกิโลกรัม และฤดูหนาวอยู่ที่ 11 บาทต่อกิโลกรัม (ฤดูกาลปกติ) รวมทั้งพิจารณาการทำเกษตรพันธสัญญาและ (ร่าง) เกษตรพันธสัญญาที่เกษตรกรดำเนินการกับบริษัทฯ ด้วย

กรมตรวจบัญชีฯ พัฒนางานรับยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741792

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ได้กำหนดแผนขับเคลื่อนงานระยะ 5 ปี (2566-2570) ในการพัฒนาระบบกำกับดูแลและควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้เป็นไปตามระบบมาตรฐานการควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี (TSQC1) และเตรียมความพร้อมพัฒนาสู่มาตรฐานทางการบริหารคุณภาพ (TSQM)

โดยตั้งคณะทำงานการจัดทำร่างกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม ยกร่างระเบียบกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ พ.ศ. …. พร้อมทั้งจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำข้อเสนอแนะไปพิจารณาจัดทำร่างระเบียบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาระบบงานต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้สอบบัญชีสหกรณ์ภาคเอกชน

นอกจากนี้ได้เตรียมเปิดให้บริการออนไลน์ ทั้งระบบทะเบียนผู้สอบบัญชีสหกรณ์ และระบบการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2567 เพื่อเพิ่มช่องทางการให้บริการแก่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือบุคคลอื่น ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ รองรับยุคดิจิทัล

น.ส.อัญมณี กล่าวอีกว่า ได้กำหนดแผนขับเคลื่อนการกำกับดูแลด้านการเงินการบัญชีและการควบคุมภายในสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์มีการจัดทำบัญชีเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและระเบียบที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด รวมทั้งการให้คำแนะนำการวางระบบการควบคุมภายในเชิงป้องกัน เฝ้าระวังและเตือนภัยที่อาจมีผลกระทบให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์และสมาชิก สามารถพบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ โดยกำหนดแนวทางครอบคลุมรอบด้านตั้งแต่การเตรียมการก่อนดำเนินการ กำกับด้านการเงินการบัญชีและประเมินการควบคุมภายในของสหกรณ์ การรายงานผลจนถึงการติดตามรายงานการแก้ไขข้อสังเกตที่ตรวจพบ เพื่อใช้เป็นแนวทางในกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปแนวทางเดียวกัน

‘เฉลิมชัย’ร่วมพิธี ทำลายเนื้อกระบือ ยึดได้นับแสนกิโลฯ ลดเสี่ยงโรคระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741793

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีฝังทำลายเนื้อกระบือของกลางลักลอบนำเข้า ที่ศูนย์กักกันสัตว์เพชรบุรี ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งในปี 2565 ถึงปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย สืบสวนจับกุม ดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าทั้งทางด่านท่าเรือ ด่านสนามบิน และด่านทางบก ตามแนวชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถจับกุมดำเนินคดีและยึดของกลางจำนวนมาก

สำหรับกรณีการตรวจค้นจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าเนื้อกระบือตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ร่วมกับตำรวจ ทหาร ศุลกากร เข้าตรวจสอบผู้ประกอบการรวมทั้งสิ้น 88 ครั้ง สามารถจับกุมเนื้อกระบือ ซึ่งมีแหล่งผลิตต้นทางจากประเทศอินเดียลักลอบนำเข้า ปริมาณน้ำหนักรวม 354,147 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 53.2 ล้านบาทโดยมีการดำเนินการกับเนื้อกระบือของกลาง แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งทำลายไปแล้ว 244,068 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 38.7 ล้านบาท และส่วนที่สอง รวบรวมเพื่อทำลายครั้งนี้ 110,079 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 14.5 ล้านบาท ซึ่งเนื้อกระบือลักลอบนำเข้า จะถูกนำไปหลอกจำหน่ายเป็นเนื้อโคราคาที่ถูกกว่าเนื้อโคจริง โดยที่ผู้บริโภคอาจไม่ทราบว่าเป็นเนื้อกระบือลักลอบนำเข้า ทำให้เกิดการแทรกแซงราคาและกลไกการตลาดของเนื้อโคในประเทศอย่างไม่เป็นธรรมผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่จะไม่ปลอดภัย รวมถึงมีความเสี่ยงที่เชื้อโรคระบาดสัตว์จะแพร่กระจายสู่ฟาร์มเลี้ยงโค กระบือของเกษตรกรได้

กรมชลฯปรับแผนบริหาร จัดการน้ำพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741795

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวรพจน์ เพชรนรชาติ ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างประกอบด้วย จ.อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ว่า ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางไม่มากนัก โดยเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่งในพื้นที่ คือเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ 956 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 14 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ 133 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 15 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ ส่วนเขื่อนขนาดกลางในพื้นที่มี 8 แห่ง น้ำต้นทุนใช้การได้รวม 51 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำใช้การ ซึ่งถืออยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย มีการปรับแผนบริหารจัดการน้ำตามกฎกำหนดระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผู้ใช้น้ำกับความมั่นคงด้านน้ำ มั่นใจว่าจะมีน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันสามารถลดความเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตรให้เหลือน้อยที่สุด

อย่างไรก็ดี คาดว่าหลังจากเดือนกรกฎาคม 2566 ปริมาณน้ำจะไหลเข้าเขื่อนมากขึ้นและมีพายุโซนร้อนพาดผ่านประเทศไทยช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2566 ซึ่งได้เตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน โดยกำหนดจุดเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำ 82 จุด พร้อมแนวทางป้องกันและบรรเทาภัยและจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ 106 เครื่อง รถสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ รถขุด รถแทรกเตอร์รถบรรทุกน้ำ และเครื่องมืออื่นๆ รวมกว่า 270 รายการ ประจำการโครงการชลประทานทั้ง 4 จังหวัด และส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 2 (พิษณุโลก) สามารถขนย้ายเพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เกิดเหตุได้ภายใน 24 ชั่วโมง

สำหรับการทำการเกษตรฤดูฝน คาดว่าจะสามารถทำได้เต็มพื้นที่ประมาณ 1.8 ล้านไร่ โดยเฉพาะการทำนาปี ขณะนี้ปลูกแล้วประมาณ 1.1 ล้านไร่ โดยให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนน้ำชลประทานจะช่วยเสริมในช่วงที่ฝนตกน้อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบสถานการณ์น้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง การจัดรอบเวรส่งน้ำให้พืชผลทางการเกษตร และอาจจะลดพื้นที่เพาะปลูกในบางพื้นที่

นายชลเทพ ทาตรี ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 3 กรมชลประทาน กล่าวถึงแผนการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี 2566 ในพื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าว ว่าได้วางแผนจัดสรรน้ำไว้ทั้งสิ้นประมาณ 1,000 ล้านลบ.ม.โดยจัดสรรให้พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานทั้ง 1.8 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปี พืชไร่ พืชผัก อ้อย ไม้ผล ไม้ยืนต้น บ่อปลา และอื่นๆ

“ที่ผ่านมาพื้นที่สำนักชลประทานที่ 3 รับผิดชอบ เคยประสบปัญหาจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่ก็สามารถรอดพ้นภัยมาได้
เนื่องจากประชาชนให้ความร่วมมือยอมรับกฎกติกาการใช้น้ำ ประกอบกับได้มีการบูรณาการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน” ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา กล่าว