‘เอกภาพ’ เป็นประธานเปิดโครงการเทิดพระเกียรติ 125 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

‘เอกภาพ’ เป็นประธานเปิดโครงการเทิดพระเกียรติ 125 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

‘เอกภาพ’ เป็นประธานเปิดโครงการเทิดพระเกียรติ 125 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเทิดพระเกียรติ 125 ปีแห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสครบรอบ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปี 2568

 โดยโรงพยาบาลโพนทอง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลพรมสวรรค์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวารีสวัสดิ์ ได้จัดโครงการฯ นี้ขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันพยาบาลแห่งชาติ วันทันตสาธารณสุขแหงชาติ วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ วันต้นไม้แห่งชาติ

และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนางานสาธารณสุขไทย และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ และเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขทั่วประเทศ จากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธาน ให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีและได้รับบริการสุขภาพด้านต่างๆที่มีคุณภาพและครอบคลุม เพื่อการเข้าถึงบริการและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพองค์รวมของคนพิการและครอบครัวนั้น

-(016)

‘เขื่อนป่าสักฯ’ทยอยปรับเพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

‘เขื่อนป่าสักฯ’ทยอยปรับเพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

‘เขื่อนป่าสักฯ’ทยอยปรับเพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.04 น.

‘เขื่อนป่าสักฯ’ทยอยปรับเพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่องเหนือเขื่อน

15 ตุลาคม 2568 กรมชลประทาน ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หลังมีฝนตกในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง  ประกอบกับยังคงมีปริมาณน้ำจากทางตอนบนของลุ่มน้ำไหลลงเขื่อนอย่างต่อเนื่อง  คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จึงมีมติให้กรมชลประทาน ปรับแผนการระบายน้ำผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์  เพื่อควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยจะเริ่มทยอยปรับเพิ่มการระบาย ในอัตราวันละ 50 ลบ.ม./วินาที จากอัตราเดิม 100 ลบ.ม./วินาที เป็นอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที ภายในวันที่ 16 ต.ค.68  ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มจากเดิมอีกประมาณ 0.80 – 1.00 ม. ซึ่งระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว ยังคงอยู่ในระดับตลิ่งและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน 

อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำจากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระยะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง จากอิทธิพลของร่องมรสุม หากปริมาณน้ำทางตอนบนเพิ่มมากขึ้น และมีความจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.22 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายวีระสันติ ประทุมพล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอาหารสัตว์  นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ นางสุดารัตน์ เจือจันทร์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ นายรัชพล หลิมวัฒนา รักษาการผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร โดยมี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นประธานเปิดฯ พร้อมด้วยนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 

ในการนี้ กรมปศุสัตว์ โดยสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ ได้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารสัตว์ TMR เป็นการให้ข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับอาหารผสมครบส่วน  สำหรับโคเนื้อ โคนม แพะและแกะ ซึ่งมีการผสมอาหารหยาบและอาหารข้นในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้สัตว์ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณภาพวัตถุดิบ การคำนวณสัดส่วนที่ถูกต้อง และวิธีการให้อาหารที่เหมาะสม  และการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ นอกจากนี้ได้จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับขั้นตอนการขอรับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะอีกด้วย 

ภาพ : นายฉัตรชัย นวลปลอด ข่าว : คุณจิราภรณ์ เกตุบูรณะ / กลุ่มเผยแพร่ฯ / สลก. / กรมปศุสัตว์

กรมการข้าว เตรียมเดินหน้าข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่ สร้างมูลค่าข้าวไทย ยกระดับสู่การผลิตอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว เตรียมเดินหน้าข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่ สร้างมูลค่าข้าวไทย ยกระดับสู่การผลิตอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว เตรียมเดินหน้าข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่ สร้างมูลค่าข้าวไทย ยกระดับสู่การผลิตอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.28 น.

กรมการข้าวจับมือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เตรียมเดินหน้าข้าวคาร์บอนต่ำล้านไร่ สร้างมูลค่าข้าวไทย ยกระดับสู่การผลิตอย่างยั่งยืน

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ร่วมหารือกับ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พร้อมผู้บริหารจากทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อวางแนวทางความร่วมมือในการ ขับเคลื่อนโครงการ “ข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่”
โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการเกษตรไทยสู่ยุค ข้าวคุณภาพ–ข้าวสีเขียว โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่าน ระบบฉลากรับรองข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice Label) ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

 ▫️นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับข้าวไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้เกิดการพัฒนาสินค้าข้าวที่มีคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อโลก และมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยในระยะต่อไปจะมีการขยายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

‘กรมชลประทาน’บูรณาการทุกหน่วยบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

‘กรมชลประทาน’บูรณาการทุกหน่วยบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

‘กรมชลประทาน’บูรณาการทุกหน่วยบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.02 น.

‘กรมชลประทาน’บูรณาการทุกหน่วยบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝน ปรับแผนระบายน้ำ 2 เขื่อนใหญ่

14 ตุลาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายธวัชชัย ไตรวารี ผู้อำนวยการส่วนประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ โดยมี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ VDO Conference ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาปรับแผนบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลัก เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างสมดุลกับปริมาณฝนและน้ำท่าในพื้นที่ โดยเห็นชอบให้ปรับลดการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ แบบขั้นบันได จากเดิม 30 ล้าน ลบ.ม./วัน เหลือ 25 และ 20 ล้าน ลบ.ม./วัน  ตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านท้ายน้ำ

พร้อมกันนี้ให้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก จากเดิม 5 ล้าน ลบ.ม./วัน เป็น 10 ล้าน ลบ.ม./วัน เพื่อเสริมการใช้น้ำในการเพาะปลูกพืชด้านท้ายน้ำ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการบริหารจัดการน้ำช่วงท้ายฤดูฝนอย่างประณีต ดูแลรักษาความมั่นและคงปลอดภัยของเขื่อน รวมไปถึงอาคารชลประทานต่างๆ ควบคู่ไปกับการกักเก็บน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้งที่จะเริ่มในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้  ที่สำคัญ ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประเทศไทยลงนามเข้าร่วม ‘งานพืชสวนโลก International Horticultural Expo 2027, Yokohama’

ประเทศไทยลงนามเข้าร่วม ‘งานพืชสวนโลก International Horticultural Expo 2027, Yokohama’

ประเทศไทยลงนามเข้าร่วม ‘งานพืชสวนโลก International Horticultural Expo 2027, Yokohama’

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะ Commissioner General of Section (CG) ผู้แทนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทยที่ได้รับการแต่งตั้งให้รับผิดชอบในการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงาน Expo ระดับโลก โดยเฉพาะงานที่อยู่ภายใต้การรับรองของสมาคม AIPH หรือ BIE ได้ลงนามเอกสารการเข้าร่วมจัดงาน International Horticultural Expo 2027, Yokohama ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ

พิธีลงนามในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยมี  Mr. KOMURA Masato, Secretary-General & Representative Trustee Japan Association for the International Horticultural Expo 2027, Yokohama, Mr. KOSHIKAWA Kazuhiko (Commissioner of GREEN×EXPO 2027) และนายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรประจำกรุงโตเกียว ประเทศไทยจะร่วมจัดแสดงบนพื้นที่รวมกว่า 600 ตารางเมตร ซึ่งจะถ่ายทอดเรื่องราวของพืชสวนไทยอย่างร่วมสมัยผ่านรูปแบบ “นิทรรศการมีชีวิต” (Living Exhibition) ที่ผสานนวัตกรรม ความยั่งยืน และความงามของธรรมชาติไทยไว้ด้วยกัน ภายใน Pavilion จะจัดแสดงทั้งโซนในร่ม และกลางแจ้ง นำเสนอผ่านการสร้างสรรค์งานจัดการพื้นที่เกษตรกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต และสอดคล้องกับธีมงาน Scenery of the Future for Happiness

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการยืนยันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก แต่ยังสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และสร้างชื่อเสียงของสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย อาทิ พืชสวน สมุนไพร ผลไม้พรีเมี่ยม ผลิตภัณฑ์แปรรูป และบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับนานาชาติ Thailand Pavilion ในงาน  International Horticultural Expo 2027, Yokohama จะเป็นมากกว่าการจัดแสดงพืชสวน แต่คือประตูสู่อนาคตของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการเกษตรที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบอาหาร ที่ทั้งสวยงาม ยั่งยืน และสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับผู้คนทั่วโลก.

-(016)

เอาจริงเอาจัง!!! ‘ธรรมนัส’ประกาศสงคราม’ปลาหมอคางดำ’

เอาจริงเอาจัง!!! 'ธรรมนัส'ประกาศสงคราม'ปลาหมอคางดำ'

เอาจริงเอาจัง!!! ‘ธรรมนัส’ประกาศสงคราม’ปลาหมอคางดำ’

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

“ธรรมนัส”ประกาศสงคราม”ปลาหมอคางดำ”อีกครั้ง สั่งฟันไม่เลี้ยงพวกของเถื่อน เดินหน้าปลดล็อกกฎหมาย IUU ช่วยชาวประมงทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมทั้งติดตามโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรและชาวประมงในพื้นที่ โดยมี นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม และ น.ส.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง ซึ่งตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว และก็เป็นรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรมในขณะนั้นที่ของบประมาณกลางจากรัฐบาลประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยพวกเราให้สามารถออกนอกระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม สําหรับพี่น้องชาวประมงที่ยังมีปัญหาติดข้อระเบียบ ตนกําลังจะแก้ให้

ส่วนการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า คนที่จุดประเด็นเรื่องนี้ก็คือตัวผมเอง เพราะมันทำให้พี่น้องชาวประมงเดือดร้อนมันขยายพันธุ์ไว และตายยาก เราก็หามาตรการจัดการอย่างต่อเนื่อง แม้จะจัดการได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราจะไม่ยอมแพ้ ต้องปราบให้ได้ ต้องทำให้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะใช้เวลากี่วันกี่ปี จากนี้เราจะนำปลาหมอคางดำมาหมักเป็นปุ๋ย เพราะให้ธาตุอาหารแก่พืช ทั้งไนโตรเจน แคลเซียม และโพแทสเซียม ช่วยให้ต้นไม้เติบโตดีขึ้น โดยพรุ่งนี้ตนจะมีการประชุมประธานสหกรณ์ทั่วประเทศไทยที่เมืองทองธานี เพื่อวางแนวทางลดต้นทุนการผลิต ทั้งพืชไร่ พืชสวน และสหกรณ์จะต้องเป็นแหล่งจําหน่าย ปัจจัยการผลิต และจัดหาช่องทางจำหน่าย รวมถึงส่งเสริมการเป็นตลาดและสถาบันรองรับสินค้าการเกษตรที่ผลิตจากชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาหมอคางดำ โดยในช่วงที่ตนหายไปหนึ่งปีการปราบปรามอาจจะไม่เข้มข้น อย่างที่เคยทํา แต่วันนี้กลับมาประกาศสงครามกับปลาหมอคางดำอย่างเอาจริงเอาจังอีกรอบหนึ่ง

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงการปราบปรามสินค้าภาคการเกษตรผิดกฎหมายที่ลักลอบเข้ามาในประเทศสิ่งว่า เป็นนโยบายหลัก หากมีการลักลอบเข้ามา เราจับกุมทันที และเรามีเรือลาดตระเวนตลอดเวลา ดังนั้น อะไรที่มันผิดกฎหมาย อย่าทํา อย่าลักลอบเข้ามา มันเป็นการเอาเปรียบกัน

สำหรับ จังหวัดสมุทรสงครามมีผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอย่าง ลิ้นจี่ ส้มโอ และมะพร้าวอ่อน ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยจะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนสินค้าการเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อผลักดันการวิจัย ปรับปรุงคุณภาพ และขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสนใจสินค้าไทย เช่น ลิ้นจี่ ส้มโอ และเครื่องปรุงอาหารจากไทย ตนในฐานะที่กำกับดูแลหลายกระทรวง จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งเปิดตลาดใหม่ให้เกษตรกร โดยเราต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่แค่พูด แต่ต้องเห็นผลในปีนี้

“ขอยืนยันกับพี่น้องชาวสมุทรสงครามว่า สิ่งที่ผมเคยให้นโยบายไว้จะเดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด ตลอดช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของ ไอยูยู (IUU Fishing) ซึ่งสร้างผลกระทบต่อชาวประมงไทย แลพดำเนินการแก้กฎหมายไปแล้ว 29 ฉบับ และตอนนี้ พ.ร.บ.หลัก ก็ผ่านกระบวนการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว และระหว่างรอประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ ผมได้มอบหมายให้เร่งจัดทำกฎหมายลูกรองรับ ให้พร้อมบังคับใช้โดยเร็ว” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’เปิดงาน’1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล’

'อธิบดีกรมการข้าว'เปิดงาน'1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เปิดงาน’1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล’

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.04 น.

อธิบดีกรมการข้าว เปิดงาน “1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล” เตรียมจับมือสมาคม/ภาคเอกชน ร่วมกันขยายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องชาวนา

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน “1 ทศวรรษใต้ร่มพระบารมี รำลึก 9 ปี มหาจักรีภูมิพล” โดยมี นายนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นาเฮียใช้ จํากัด เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน พร้อมทั้งผู้บริหารจากกรมการข้าว ประธานสมาคมต่างๆด้านข้าว รวมถึงตัวแทนจากภาคเอกชน ตลอดจนเกษตรกรในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีเปิด ณ หอประชุมร่มโพธิ์ ร่มไทร ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายในพิธีเปิดว่า สถานการณ์ข้าวในปัจจุบันเป็นที่น่ากังวลและสร้างปัญหาให้แก่ชาวนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาราคาข้าวนาปรังที่ตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง จนทำให้ชาวนาได้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีพันธุ์ข้าวที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านการส่งออกข้าว โดยเฉพาะการให้ผลผลิตที่สูงและมีคุณภาพ ซึ่งทางกรมการข้าวไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รับรองข้าวพันธุ์ใหม่ จำนวน 4 พันธุ์ไปเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา และมีจำนวน 2 พันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ชลประทาน คือ พันธุ์ กข113 ข้าวนุ่มที่ให้ผลผลิตสูง  และ กข119 ข้าวหอมไทย นุ่มและมีกลิ่นหอม

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ทางกรมการข้าวกำลังเร่งขยายการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องชาวนาโดยเร็วที่สุด โดยจะร่วมมือกับภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ โดยเฉพาะสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย โดยกรมการข้าวยินดีที่จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ตั้งต้นที่มีคุณภาพให้สมาคมนำไปขยายพันธุ์และกระจายให้ถึงชาวนาในทั่วทุกภูมิภาค

“ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะช่วยผลักดันให้สมาคมฯ มีความเข้มแข็งด้วยการให้ความรู้และร่วมมือในงานของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมระบบการผลิต และแก้ปัญหาในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพร้อมควบคุมคุณภาพในภาคเอกชนให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ พ.ร.บ.พันธุ์พืชกำหนด” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว ได้นั่งรถเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) พร้อมทั้งได้ร่วมหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวระหว่างกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมศูนย์วิจัยข้าวนาเฮียไช้อีกด้วย

สำหรับศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย (นาเฮียใช้) ถือเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ในด้านข้าวและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษไทยให้กับนักเรียน นักศึกษา ชาวนา รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งยังเป็นผู้สร้างระบบผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน เป็นแหล่งเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพให้แก่ชาวนา โดยในปี 2568 นี้ ถือเป็นปีครบ 10 ปีการเปิดศูนย์เรียนรู้แห่งนี้อีกด้วย

– 006

‘รองนายกฯธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำ‘ลุ่มน้ำกก’เขื่อนเชียงราย ผลักดันเพิ่มอ่างฯแก้‘น้ำท่วม-แล้ง’

‘รองนายกฯธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำ‘ลุ่มน้ำกก’เขื่อนเชียงราย ผลักดันเพิ่มอ่างฯแก้‘น้ำท่วม-แล้ง’

‘รองนายกฯธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำ‘ลุ่มน้ำกก’เขื่อนเชียงราย ผลักดันเพิ่มอ่างฯแก้‘น้ำท่วม-แล้ง’

วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.45 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’ติดตามการบริหารจัดการน้ำ‘ลุ่มน้ำกก’เขื่อนเชียงราย ผลักดันแผนเพิ่มโครงการอ่างเก็บน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง

11 ตุลาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำกก จังหวัดเชียงราย โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ เขื่อนเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

สำหรับเขื่อนเชียงราย เดิมชื่อ ฝายเชียงราย ทำหน้าที่ยกระดับน้ำในแม่น้ำกกให้สูงขึ้น ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2536 โดยมีแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำสายสําคัญในภาคเหนือของประเทศไทย มีความยาว 285 กิโลเมตร และมีลําน้ำสาขาที่สําคัญ ได้แก่ นํ้าฝาง น้ำแม่กรณ์ น้ำแม่ลาว และน้ำสรวย ปัจจุบันโครงการเขื่อนเชียงราย อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการชลประทานเชียงราย สำนักงานชลประทานที่ 2 กรมชลประทาน มีปริมาณเก็บกักน้ำ 2.95 ล้านลูกบาศก์เมตร และให้ประโยชน์พื้นที่ชลประทานรวมกว่า 58,723 ไร่

รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กรมชลประทาน เร่งจัดทำแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักน้ำ รองรับการใช้น้ำในฤดูแล้ง และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาขาในจังหวัดเชียงราย เพื่อให้คุณภาพน้ำกลับมาสู่เกณฑ์มาตรฐาน และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย

‘นายกฯอนุทิน’กำชับ‘กรมชลฯ’เร่งบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบปชช.

‘นายกฯอนุทิน’กำชับ‘กรมชลฯ’เร่งบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบปชช.

‘นายกฯอนุทิน’กำชับ‘กรมชลฯ’เร่งบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดผลกระทบปชช.

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.18 น.

‘นายกฯอนุทิน’นำทีมติดตามพื้นที่ประสบอุทกภัย‘ลุ่มเจ้าพระยา’ สั่งปรับลดอัตราการระบายน้ำ ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

10 ตุลาคม 2568 ณ เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมี นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน  นายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 และผู้ที่แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย 

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ขณะนี้จะเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝน แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน ควบคู่ไปกับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งที่จะมาถึง รัฐบาลได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการอย่างเต็มที่ในการทำงานเชิงรุก และรายงานผลให้รัฐบาลทราบอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ ได้มอบข้อสั่งการสำคัญเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในช่วงเวลานี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม

พร้อมกำชับให้ กรมชลประทาน เร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยลดการระบายน้ำให้น้อยที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน และจัดสรรน้ำเข้าคลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อกระจายและชะลอมวลน้ำ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งให้ประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลการคาดการณ์ฝนและการวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ และรายงานผลการดำเนินงานให้รัฐบาลทราบอย่างใกล้ชิด