ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

ก.เกษตรฯหารือหอการค้าฯผลักดันด้านเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

กระทรวงเกษตรฯ หารือ หอการค้าไทย ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

วันนี้ (1 พ.ค.) นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ร่วมหารือกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมด้วย คณะกรรมการสายงานเกษตรและอาหาร หอการค้าไทย โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วม ที่ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายอิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา แก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 

สำหรับประเด็นข้อเสนอที่ทางคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งออกทุเรียนของไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการตั้งคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพิ่มห้องแลปตรวจสาร Basic Yellow2 (BY2) ให้เร็วขึ้น จนสามารถปลดล็อคส่งออกทุเรียนไทยได้สำเร็จ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ในส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ยึดหลักรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ การนำเข้าสินค้าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยจะพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นที่ประเทศไทยยังมีการขาดแคลน

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งไทย การยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผำ บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอต่างๆ สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้มั่นคง ยั่งยืน

015

‘ก.เกษตรฯ’หารือ’หอการค้าไทย’ ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

'ก.เกษตรฯ'หารือ'หอการค้าไทย' ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

‘ก.เกษตรฯ’หารือ’หอการค้าไทย’ ผลักดันความร่วมมือเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

1 พฤษภาคม 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาพอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมด้วย คณะกรรมการสายงานเกษตรและอาหาร หอการค้าไทย โดยมี คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เข้าร่วม ณ ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยนาย อิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือ คือ ลดตันการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มและอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในวันนี้ นับเป็นโอกาสที่ดี ที่จะสร้างความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาแก้ไข และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สำหรับประเด็นข้อเสนอที่ทางคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอนั้น กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การส่งออกทเรียนของไทยไปสาธาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการตั้งคณะทำงานติดตามแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพิ่มห้องแลปตรวจสาร Basic Yellow2 (BY2) ให้เร็วขึ้น จนสามกรถปลดล็อคส่งออกทเรียนไทยได้สำเร็จ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ในส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขอยืนยันและให้ความมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ยึดหลักรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ การนำเข้าสินค้าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โดยจะพิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นที่ประเทศไทยยังมีการขาดแคลน

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อาทิ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแซ่เยือกแข็งไทย การยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผ้า บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC)  ซึ่งข้อเสนอต่างๆ สอดล้องกับแผนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน 

ขณะที่ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ กล่าวว่าทากได้หารือแนวทางความร่วมมือและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ ยอมรับว่าภาคเกษตรและอาหารมีความสำคัญ  อย่างยิ่งต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร และส่งออกไปยังต่างประเทศ นับว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงานแต่ด้วยสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน อาทิ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ (US Trade Barrier) ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ อีกทั้ง ปัญหาสถานการณ์การส่งออกทุเรียนของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องแนบรายงานผลการทดสอบ (Test Report) ของสาร Basic Yellow 2 โดยหากไม่ได้การแก้ไขเป็นการเร่งด่วนจะทำให้ภาคเกษตรของไทยได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งห่วงโซ่อุปทานของภาคการเกษตรไทย  เป็นต้น

โดยวันนี้ คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ชุดที่ 26 ได้นำเสนอนโยบาย Unlocking New Growth : ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของเราในการขับเคลื่อนประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก พร้อมทั้งได้ให้ความสำคัญกับ 5 Core Value Chain ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และธุรกิจ ได้แก่ 1) ภาคการค้าและการลงทุน  2) ภาคเกษตรและอาหาร  3) ภาคท่องเที่ยวและบริการ 4) AI Robot & Digital Technology และ 5) Sustainability ในการขับเคลื่อนเป้าหมายให้ตรงจุด พร้อมกับยกระดับภาคเกษตรและอาหารของไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นคลังอาหารของโลก
 
ทั้งนี้ หอการค้าไทย ได้เสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะเร่งด่วนของธุรกิจเกษตรและอาหารต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ ดังนี้

1. จัดตั้งคณะกรรมการ Global Trade Task Force เพื่อสร้างความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรภายในประเทศและการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ พร้อมทั้ง พิจารณาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ ที่จะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ และเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับประสิทธิการผลิตและลดต้นทุนสินค้าเกษตร ตลอดจน สนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพจากต่างประเทศมาแปรรูปแล้วส่งออกในรูปแบบสินค้ามูลค่าสูง

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้มีคำสั่งบริหารฉบับใหม่ชื่อ “Restoring American Seafood Competitiveness” Executive Orders April 17, 2025 เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารทะเลของสหรัฐฯ โดยขอให้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยประสานงานกับสหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าทูน่ากระป๋อง (160414) ที่ผลิตจากทูน่าของสหรัฐฯ ให้กับประเทศไทย (US MFN Rate ทูน่ากระป๋อง 12.5%) และลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีทั้งหมด (Non-Tariff Barriers: NTBs) รวมถึงเร่งรัดการเจรจา FTA เพื่อประโยชน์ทางสิทธิภาษีในด้านสินค้าประมง โดยต้องไม่กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศ

หอการค้าไทยยังมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาการส่งออกทุเรียนไปจีน จึงขอให้จัดตั้ง “ทีมประเทศไทยแก้ไขปัญหาส่งออกทุเรียนและผลไม้ไปจีน (Team Thailand)” เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันวางแนวทางการเจรจาและดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนไปยังจีนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งรัดประสานงานทางการจีนพิจารณาผ่อนปรนมาตรการตรวจสอบสารตกค้างในทุเรียนไทยและเพิ่มเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจผ่านด่านเพิ่มเครื่องมือและอุปกรณ์การตรวจ รวมทั้งเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่จะส่งออกไปยังตลาดจีนในช่วงฤดูผลไม้

3. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนดำเนินการควบคุมการใช้ ผลิต นำเข้า ส่งออก และห้ามมีไว้ครอบครองสารคลอร์ไพริฟอส ตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการส่งออกข้าวไทยไปต่างประเทศ

4. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ลดอุปสรรคต่อการส่งออก ทั้งด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ NTB อาทิ การเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ภายใต้ ร่างพรบ.แก้ไขเพิ่มเติม พรก.การประมง พ.ศ.2558 พ.ศ. …. , ปัญหาการเก็บค่าธรรมเนียม ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียม ภายใต้ พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เป็นต้น

5. เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงและกรมปศุสัตว์ เร่งรัดการประสานงานกับ Federal Service for Veterinary and Phytosanitary Surveillances (FSVPS) เพื่อลดอุปสรรคการถูกระงับการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยจากประเทศรัสเซีย

6. เสนอให้บูรณาการความร่วมมือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งไทย โดยการเร่งรัดแก้ไขปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน ทั้งด้านการเลี้ยงและการจับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยส่งเสริมและสรรหาแหล่งวัตถุดิบจากประเทศที่มีศักยภาพ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมจัดทำนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนาไมน์ สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ระบบเทคโนโลยี ในการตรวจสอบย้อนกลับข้อมูลให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างฐานข้อมูลภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมทั้งจัดระเบียบและขึ้นทะเบียนควบคุมผู้ประกอบการผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ

7. เสนอให้ยกระดับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยร่วมมือกับหอการค้าไทยในการสนับสนุน และส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงผำ ตั้งแต่การให้องค์ความรู้ด้านการผลิต การรับรองตามระบบมาตรฐานสินค้าเกษตร              การพัฒนาสายพันธุ์ผำที่ตลาดต้องการ ฯลฯ พร้อมทั้งสนับสนุน Lab ตรวจวิเคราะห์โปรตีนในผำอบแห้ง และร่วมส่งเสริมการตลาดผำอบแห้งของไทยในชื่อ “ผำฉะ” ที่มีคุณประโยชน์และสามารถประกอบอาหารคล้ายชาเขียวมัทฉะ

8. บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) โดยขอให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนและร่วมประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนศูนย์ AFC โดยให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบศูนย์ AFC ประจำจังหวัด เพื่อร่วมกันทำงานต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด-ราคาตกต่ำของเกษตรกร

โดยคณะกรรมการหอการค้าฯ ชุดที่ 26 ได้รวบรวมข้อเสนอจากสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านเกษตรและอาหาร (กรอ.กษ) เพื่อพิจารณานำประเด็นที่เกี่ยวข้องไปร่วมแก้ไขร่วมกันต่อไป

.012

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

เลขาฯ รมว.เกษตรฯ ร่วมถกคกก.อาหารแห่งชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.52 น.

เลขานุการ รมว.เกษตรฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568

วันนี้ (1 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ให้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรองนายกฯ เน้นย้ำถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในการยกระดับภาคเกษตรกรรม ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและฟื้นฟูนโยบาย  “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2570) ซึ่งในปี พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของมูลค่าการค้าอาหารในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.2567 ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.27 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพอาหารไทยในระดับดีมาก

นอกจากนี้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนฯ ระดับจังหวัด โดยให้จังหวัดไปจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด และให้หน่วยงานกลางกำหนดตัวชี้วัดระดับกระทรวง เพื่อติดตามผล รวมทั้งมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนขับเคลื่อนการลดการสูญเสียอาหารในห่วงโซ่การผลิต พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน รวมถึงเห็นชอบการทบทวนและปรับค่าเป้าหมายของตัวชี้วัดภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2570) ใน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ด้านความมั่นคงอาหาร ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ด้านอาหารศึกษา และด้านการบริหารจัดการ ตลอดจนเห็นชอบการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินงานของฝ่ายเลขานุการ และคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ทั้ง 4 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมอนามัย

015

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

กรมชลฯ เดินหน้าจ้างแรงงานทะลุ 5 หมื่น หวังสร้างรายได้เสริมเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าจ้างแรงงานชลประทาน ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันยอดทะลุกว่า 50,000 คน หวังสร้างรายได้ทดแทนและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรและประชาชน

นายสุริยพล นุชองนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมด้วยการจ้างแรงงานในระบบชลประทาน ในปีงบประมาณ 2568 โดยในปีนี้มีเป้าหมายการจ้างแรงงานกว่า 84,000 คน ระยะเวลา 12 เดือน (ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้วกว่า 52,394 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 61 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี 3,889 คน จังหวัดสกลนคร 3,186 คน และจังหวัดเชียงใหม่ 2,663 คน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้ารับสมัครจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่องให้ได้ตามเป้า 84,716 คน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460

ส.ป.ก. ร่วมซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 1)

ส.ป.ก. ร่วมซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 1)

ส.ป.ก. ร่วมซ้อมใหญ่พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 (ครั้งที่ 1)

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.51 น.

30 เมษายน 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นางสาวอมรรัตน์ แขวงโสภา ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมซ้อมใหญ่ ครั้งที่ 1 พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2568 ในการนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก. ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. ปฏิบัติหน้าที่เป็นคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา ประจำปีพุทธศักราช 2568 พร้อมด้วย เทพีคู่หาบทอง เทพีคู่หาบเงิน ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ และคู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการซ้อมใหญ่ พระราชพิธีพืชมงคลฯ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต 

งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2568 จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2568 งานพระราชพิธีฯ นี้เป็นพระราชพิธีที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ มีความงดงาม และมีความหมายต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพการทำนา และผู้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม

-(016)

สหกรณ์ตราดส่ง’เงาะสีทอง’ลุยดูไบ เพิ่มโอกาสขยายตลาดผลไม้

สหกรณ์ตราดส่ง'เงาะสีทอง'ลุยดูไบ เพิ่มโอกาสขยายตลาดผลไม้

สหกรณ์ตราดส่ง’เงาะสีทอง’ลุยดูไบ เพิ่มโอกาสขยายตลาดผลไม้

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

30 เมษายน 2568 นายธนภัทร จาวินัจ ผู้จัดการสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคการเกษตรจังหวัดตราด (บ้านเงาะตราด) นางสาววรรณพร บัณทิตภูวนนท์ สหกรณ์จังหวัดตราด นางชนัญกาญจน์ บัญญวัตวิวัฒน์ เกษตรอำเภอเขาสมิง พร้อมเจ้าหน้าที่ เดินทางไปยังสวนเงาะของ นางอุไร ละม่อน ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด เพื่อติดตามการเก็บเกี่ยวผลผลิตเงาะพันธุ์ตราดสีทอง รุ่นแรก ปีฤดูกาล 2568 เพื่อตรวจสอบคุณภาพผลผลิต ก่อนที่จะส่งเงาะพันธุ์สีทองไปยังนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรและผลไม้จากประเทศไทย เพื่อเปิดตลาดประเทศในแถบเอเชียตะวันออกกลาง

นายธนภัทร กล่าวว่า “แม้การส่งออกผลไม้ไทยไปยังดูไบจะไม่ใช่เรื่องใหม่ มีหลายเอกชนหลายเจ้าส่งออกไปบ้างแล้ว แต่ในปี 2568 นี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ “ระบบสหกรณ์” จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในกลุ่มผลไม้ “เงาะไทย” ที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นตัวแทนสินค้าคุณภาพของเกษตรกรภาคตะวันออก”

ผู้จัดการสหกรณ์ฯ ยังกล่าวอีกว่า “สหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคการเกษตรจังหวัดตราด (บ้านเงาะตราด) ได้รับโอกาสจากกรมการค้าภายใน ให้มีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดดูไบ ซึ่งอาจเป็นโอกาสใหม่ในการขยายช่องทางจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกผ่านระบบสหกรณ์โดยตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ ตลาดหลักของสหกรณ์ฯ อยู่ที่เวียดนาม แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่สูง ทำให้สหกรณ์ต้องเร่งหาตลาดทางเลือกใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาราคาผลผลิต

ขณะที่ นางสาววรรณพร มองว่า ตลาดดูไบ ที่มีศักยภาพสูงในการนำเข้าผลไม้ไทย เพราะผลไม้ไทยมีคุณภาพดี ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ การนำสินค้าไปทดลองจำหน่ายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เงาะและมังคุดเท่านั้น แต่ยังมีผลไม้ชนิดอื่น ๆ ร่วมด้วย นอกจากนี้แล้ว กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแผนร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์ นำผลไม้คุณภาพดีจำหน่ายภายในประเทศด้วย โดยจะเริ่มจากการทำแพ็กเกจขนาดเล็ก เพื่อให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ที่นิยมบริโภคในปริมาณไม่มากในแต่ละครั้ง โดยในหนึ่งแพ็กเกจจะรวมผลไม้หลายชนิดไว้ด้วยกัน และจะเป็นปีแรกที่เริ่มโครงการ โดยตั้งใจให้ผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครได้เป็นกลุ่มต้นแบบในการทดลองชิมผลไม้คุณภาพเทียบเท่าสินค้าส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าสหกรณ์ไทย

ขณะเดียวกันในปี้มีผลผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออก ต้องยอมรับว่า ราคาผลผลิตอาจปรับลดลงตามกลไกตลาด แต่ทางสหกรณ์ยังคงเดินหน้าส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเงาะที่มีคุณภาพ พร้อมขายผ่านระบบที่ช่วยให้เข้าถึงราคาดีและตลาดที่เหมาะสม รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป สหกรณ์เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่าย จาก “หีบใหญ่” มาสู่ “แพ็กเล็ก” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในเมือง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ต้องการซื้อเงาะเป็นกิโลกรัม แต่เน้นปริมาณเล็ก ๆ เช่น 5–10 ลูกต่อแพ็ก พร้อมคัดคุณภาพทุกลูก

.025

‘นฤมล’ติดตามความสำเร็จ แปลงใหญ่ลิ้นจี่ นพ.1 จ.นครพนม ที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้เกษตรกร

'นฤมล'ติดตามความสำเร็จ แปลงใหญ่ลิ้นจี่ นพ.1 จ.นครพนม ที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้เกษตรกร

‘นฤมล’ติดตามความสำเร็จ แปลงใหญ่ลิ้นจี่ นพ.1 จ.นครพนม ที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้เกษตรกร

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.59 น.

“รมว.นฤมล”ติดตามความสำเร็จ แปลงใหญ่ลิ้นจี่ นพ.1” จ.นครพนม ที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้เกษตรกร ลั่น มั่นใจราคายางจะต้องกลับไปสูงเหมือนเดิม และจะสูงขึ้นในอนาคต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลงานดำเนินงานตามนโยบายยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ลิ้นจี่นครพนม 1 และพบปะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีนางสาวอนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงพื้นที่ ณ แปลงใหญ่ลิ้นจี่นครพนม 1 อุทัยรัศมี ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดนครพนม เป็นอีกพืชหนึ่งที่มีศักยภาพเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตรงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายให้ “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 2,969 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 2,500 ตันต่อปี โดยให้ผลผลิต 50 – 180 กิโลกรัมต่อต้น เมื่อต้นอายุ8 – 10 ปีมีการรวมกลุ่มขึ้นทะเบียนแปลงใหญ่ 1 แปลง และขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ของจังหวัดนครพนม อีกทั้ง มีเกษตรกรและผู้สนใจจากนอกพื้นที่นำไปปลูกสร้างรายได้ เช่น จังหวัดสกลนคร มุกดาหาร หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี เป็นต้น
          
โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้ไทย สามารถส่งออกและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งลิ้นจี่ก็เป็นหนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงมีความภาคภูมิใจในสินค้าเกษตรไทยที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพี่น้องเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก และพร้อมเดินหน้าสนับสนุน และบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรอย่างครอบคลุมทุกมิติ 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า วันนี้ได้มาให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ผู้ปลูกลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 เป็นพันธุ์พิเศษที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GI ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และในจังหวัดนครพนมยังมีผลไม้อื่น ๆ ที่มีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเยอะมาก โดยกระทรวงเกษตรฯ มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรได้รับการดูแลเพิ่มเติมตามขอเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งได้มีการมอบโฉนดเพิ่มการเกษตรเพิ่มเติมเพื่อจัดสรรที่ดินให้พี่น้องเกษตรกรหรือเรื่องน้ำ ที่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเพาะปลูกและดูแลไม้ผล โดยตนได้มอบให้กรมชลประทานศึกษาทบทวนแนวทางการก่อสร้างสถานีสูบน้ำในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม 

ส่วนเรื่องการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างดิน กระทรวงเกษตรฯ โดย กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการจัดเตรียมปุ๋ย น้ำหมัก และอื่น ๆ เพื่อให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกพี่น้องเกษตรกรให้สามารถใช้ทรัพยากรทางการเกษตรได้อย่างเต็มที่ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตอบโจทย์ตามนโยบายและ สร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้เกษตรกร

”สำหรับพี่น้องชาวสวนยางขอให้สบายใจได้ในเรื่องของราคายาง เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อหาแนวทางการรับซื้อและขายยางให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นธรรมต่อทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถทำให้ราคายางกลับไปจุดเดิมและจะสูงกว่าเดิมในอนาคต ทั้งนี้ ในส่วนของพืชบางชนิดที่อยู่นอกเหนืออำนาจการกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ นั้น จะมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อลดกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรให้มากที่สุดต่อไป“ศ.ดร.นฤมล กล่าว
 

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ติดตามคณะ’นายกฯ-รมว.เกษตรฯ’ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของด่านศุลกากรนครพนม

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ติดตามคณะ'นายกฯ-รมว.เกษตรฯ' ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของด่านศุลกากรนครพนม

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ติดตามคณะ’นายกฯ-รมว.เกษตรฯ’ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของด่านศุลกากรนครพนม

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.06 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามคณะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของด่านศุลกากรนครพนม

วันอังคารที่ 29 เมษายน 2568 เวลา 13.30 น.นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ติดตามคณะนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนในพื้นที่ ณ ด่านศุลกากรนครพนม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

– 006

‘กรมชลฯ’ร่วมคณะ ครม.ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน จ.นครพนม

'กรมชลฯ'ร่วมคณะ ครม.ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน จ.นครพนม

‘กรมชลฯ’ร่วมคณะ ครม.ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน จ.นครพนม

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.16 น.

วันนี้ (29 เม.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน ณ ด่านศุลกากรนครพนม โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมติดตามการขับเคลื่อนงานดังกล่าว

ที่ประชุมได้รับฟังรายงานสถานการณ์การค้าชายแดนในพื้นที่ และความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม รวมทั้งความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนสายเชื่อมศูนย์ซ่อมอากาศยาน – ศูนย์การค้าส่งชายแดนบริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 – ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

– 006

‘อธิบดีกรมชลประทาน’ร่วมประชุม ครม.สัญจรนครพนม หนุนพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานตอนบน

'อธิบดีกรมชลประทาน'ร่วมประชุม ครม.สัญจรนครพนม หนุนพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานตอนบน

‘อธิบดีกรมชลประทาน’ร่วมประชุม ครม.สัญจรนครพนม หนุนพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานตอนบน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.06 น.

วันนี้ (29 เมษายน 2568) ที่หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยนครพนม ตำบลนาราชควาย อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 2/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 และผู้แทนภาครัฐ เข้าร่วมประชุม ในส่วนของกรมชลประทาน นำทีมโดย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีการนำเสนอแผนพัฒนาจังหวัดต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ทั้งด้านการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มขีดความสามารถด้านการค้า การลงทุน การบริการและโลจิสติกส์