เจ็บสาหัส “สิระ เจนจาคะ” ปะทะเหลืองไทยภักดี บวกแดงเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499733

04 ม.ค. 2565 |21:02 น.

เจ็บสาหัส "สิระ เจนจาคะ" ปะทะเหลืองไทยภักดี บวกแดงเพื่อไทย

สมรภูมิเลือกตั้งโหด “สิระ เจนจาคะ” อุ้มมาดามหลีลงสนาม เจอศึกหนักกว่าที่คิด เหลืองไทยภักดีเอาจริง แดงเพื่อไทยเอาคืน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เดิมพันสุดท้าย “สิระ เจนจาคะ” กับเลือกตั้งซ่อม เขต 9 หลักสี่-จตุจักร หากมาดามหลีพ่ายแพ้ ก็คงปิดฉากประมุขบ้านทรงไทย

คู่ชีวิตของ “สิระ เจนจาคะ” เจอเกมหนัก ฝ่ายแดงเพื่อไทยหวังทวงคืนเก้าอี้ ส.ส. ส่วนฝ่ายเหลืองไทยภักดีก็เอาจริง ตั้งคนสนิทถาวร เสนเนียม เป็น ผอ.เลือกตั้ง

เลือกตั้งหนที่แล้ว “สิระ เจนจาคะ” ขี่กระแสประยุทธ์เข้าสภาฯ แต่หนนี้ มีรอยร้าวในพลังประชารัฐ แถมกองเชียร์ลุงตู่ก็หนุนไทยภักดี

เปิดศักราชใหม่ สิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.กทม.ที่หายหน้าไป หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้น ส.ส. โผล่หน้าทางทีวีช่องหนึ่ง โดยบอกว่า การเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 ม.ค.2565 สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ จะแพ้ไม่ได้ เพราะหากเกิดแพ้ขึ้นมาก็เตรียมปิดตำนานบ้านทรงไทย

ว่ากันว่า กว่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐจะเคาะชื่อ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ เป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 9 สิระก็ต้องลุ้นจนเหนื่อย

“สิระ เจนจาคะ” รู้ดีว่า เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ต่างจากเลือกตั้งทั่วไป 2562 สถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐเปลี่ยนไป ความขัดแย้งระหว่าง ป.ประยุทธ์ กับผู้กองธรรมนัส อาจส่งผลต่อเกมในสนามหลักสี่

‘เหลืองไทยภักดี’

ในอดีต “สิระ เจนจาคะ” เคยร่วมขบวนการ กปปส. และเป็นหนึ่งในศิษย์เอกของอดีตพุทธอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม แต่หลังจากเป็น ส.ส. สิระก็ห่างเหินจากวัดอ้อน้อยไป แถมตอนหลังมีความขัดแย้งกับ นพ.เหรียญทอง แน่นหนา

ดังนั้น การที่พรรคไทยภักดี ส่งนักธุรกิจหนุ่ม พันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ ลงสนามเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ย่อมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และหลายคนก็มองว่า ฐานเสียง กปปส.ในเขตนี้ที่เคยเลือกสิระ คงเปลี่ยนไป

ช่วงปีใหม่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เพิ่งแต่งตั้ง ทินกร ปลอดภัยเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งในเขตหลักสี่-จตุจักร ยิ่งตอกย้ำว่า ไทยภักดีเอาจริง

ทินกร ปลอดภัย นายกสโมสรกีฬามีนบุรี เป็นมือทำงานการเมืองของถาวร เสนเนียม และเป็นคณะทำงานของ ชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 8 พรรคพลังประชารัฐ

นอกจากพรรคไทยภักดี ก็ยังมีพรรคกล้า ที่ตัดสินใจส่ง อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ลงสนามหลักสี่ โดยมีทีมงานของสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม.ในเขตหลักสี่เป็นกองหนุน ซึ่งหนที่แล้ว ทีมงานสกลธีได้ช่วยสิระหาเสียง

เมื่อ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ เจอคู่แข่งที่เคยเป็นพวกเดียวกัน สิระต้องกุมขมับ เพราะลำพังต้องสู้กับเพื่อไทยและก้าวไกล ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

‘แดงเพื่อไทย’

สมรภูมิหลักสี่ “สิระ เจนจาคะ” สู้กับ สุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย มา 2 รอบแล้ว ซึ่งรอบที่ 3 ภรรยาของสิระต้องแข่งกับสุรชาติอีกครั้ง

ปี 2550 เลือกตั้งแบบพวงใหญ่ สุรชาติ เทียนทอง สมัคร ส.ส.กทม.เขต 4 (บางซื่อ,หลักสี่,จตุจักร และพญาไท) แต่พ่ายแพ้ เพราะตอนนั้น ลงสนามในนามพรรคประชาราช

ปี 2554 สุรชาติ สวมเสื้อเพื่อไทย ลงสนามเขตหลักสี่ เอาชนะสกลธี ภัททิยกุล พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ส่วนสิระ ลงสนามในนามพรรครักษ์สันติ ได้ 2 พันคะแนน

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว กกต.แบ่งเขตใหม่ โดยเอาเขตหลักสี่ ไปรวมเขตจตุจักร(บางแขวง) ตัดเขตดอนเมือง(บางแขวง)ออกไป สิระ เจนจาคะ จึงเฉือนชนะสุรชาติ เทียนทอง แบบหืดจับ

ระหว่างเป็น ส.ส. สิระ เจนจาคะ เปิดศึกการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.เขตดอนเมือง มาหลายระลอก เนื่องจากสิระมีฐานเสียงอยู่ที่เขตหลักสี่ติดกับเขตดอนเมือง

ด้านหนึ่ง การุณ โหสกุล กับสุรชาติ เทียนทอง เป็นคู่หูที่ทำงานการเมืองช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด ซึ่งการเลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ การุณต้องข้ามเขตมาช่วยสุรชาติ หากล้มมาดามหลีได้ ก็เท่ากับสางแค้นสิระไปด้วย

ศึกหลักสี่ปี 2565 สิระ เจนจาคะ จึงเจอศึกกระหนาบทั้งสองข้าง ไม่ว่าจะเป็นเหลืองไทยภักดี และแดงเพื่อไทย หากแพ้เลือกตั้ง ก็อาจปิดบ้านทรงไทยให้เป็นตำนานไปเลย

เชือดเชอรี่ “บอดี้การ์ดซูจี” คุก 3 ปี ดับเน็ตไอดอลเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499695

04 ม.ค. 2565 |16:37 น.

เชือดเชอรี่ "บอดี้การ์ดซูจี" คุก 3 ปี ดับเน็ตไอดอลเมียนมา

เผด็จการมินอ่องหล่ายเชือด “บอดี้การ์ดซูจี” ร.ต.ต.เชอรี่ แท็ต โทษฐานละเมิดวินัยตำรวจ จำคุก 3 ปี แฟนคลับเศร้า หลังองครักษ์เน็ตไอดอลสิ้นอิสรภาพ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศาลเมียนมาลงโทษจำคุก “บอดี้การ์ดซูจี” ร.ต.ต.หญิง เชอรี่ แท็ต เป็นเวลา 3 ปี ข้อหาละเมิดวินัยข้าราชการตำรวจ

หลังรัฐประหารมีข่าวลือ “บอดี้การ์ดซูจี” ถูกทหารเมียนมาฆ่าทิ้ง จริงๆแล้ว เชอรี่ถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านพัก ก่อนจะถูกจับข้อหาสนับสนุนการประท้วงต้านรัฐบาลเผด็จการ

ร.ต.ต.หญิง เชอรี่ แท็ต “บอดี้การ์ดซูจี” มีแฟนคลับทั่วประเทศ ตลอดเวลา 5 ปี เธอมีชื่อเสียงในโซเชียล กลายเป็นบอดี้การ์ดเน็ตไอดอล

สำนักข่าวอาร์เอฟเอเบอร์มา รายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2564 ศาลตำรวจในกรุงเนปิดอว์ ได้มีคำพิพากษาให้จำคุก ร.ต.ต.หญิง เชอรี่ แทต (Cherry Htet) วัย 30 ปี บอดี้การ์ดส่วนตัวของอองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐพม่า เป็นเวลา 3 ปี ในข้อหาละเมิดวินัยข้าราชการตำรวจ โดย ร.ต.ต.เชอรี่ แทต ถูกส่งตัวไปคุมขังไว้ยังเรือนจำจังหวัดยะแมติน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือกรุงเนปิดอว์

ย้อนไปเมื่อวันที่ 21 ก.ย.2564 เจ้าหน้าที่สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ได้เข้าจับกุมตัว ร.ต.ต.เชอรี่ แทต ขณะกำลังถูกกักบริเวณอยู่ในบ้านพักของเธอในกรุงเนปิดอว์ ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจในกรุงเนปิดอว์ ให้ดำเนินคดีกับเชอรี่ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 505 (ก) ข้อหาโพสต์เฟซบุ๊กสนับสนุนให้มีการหยุดงานประท้วงการรัฐประหารของกองทัพพม่า

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่อองซานซูจี อยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ ไม่ว่าซูจีจะเดินทางไปราชการทั้งในและนอกประเทศ ก็จะปรากฏภาพ เชอรี่ แท็ต (Cherry Htet) บอดี้การ์ดหญิง นัยน์ตาคมกริบยืนอยู่ข้างกายทุกหนทุกแห่ง

แทบไม่น่าเชื่อ “บอดี้การ์ดซูจี” คนนี้จะกลายเป็นเน็ตไอดอล ที่มีชาวเมียนมาทั้งในและนอกประเทศติดตามเธอ ผ่านสื่อโซเชียลมากมาย

‘ข่าวลือข่าวร้าย’

หลังรัฐประหาร 1 ก.พ.2564 โซเชียลเมียนมามีการโพสต์ตามหา “บอดี้การ์ดซูจี” เชอรี่ แท็ต ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพราะเวลานั้นทหารเมียนมาได้จับกุมอองซานซูจี ,อูวิน มยิน อดีตประธานาธิบดี และผู้นำคนอื่นๆ ของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)

บรรดาแฟนคลับของเชอรี่ แท็ต ได้เข้าไปโพสต์แสดงความเห็นมากมาย ผ่านเฟซบุ๊ค Cherry Htet รวมถึงในกลุ่มปิด We Love Cherry Htet ส่วนใหญ่ก็จะถามว่า เธอไปอยู่ไหน พวกเรายังรักเธออยู่

ทุกย่างก้าวของซูจี จะมีเธอตามเป็นเงาทุกย่างก้าวของซูจี จะมีเธอตามเป็นเงา

ระหว่างนั้น มีข่าวลือและคลิปที่อ้างว่า เชอรี่ถูกทหารเมียนมา ซ้อมทารุณจนเสียชีวิต แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจน ตัวเธอก็ไม่ได้แสดงตัวให้สาธารณชนรับรู้ ข่าวลือก็ลือกันต่อไป

กระทั่ง เดือน ก.ย.2564 เชอรี่ แท็ต ตกเป็นข่าวตำรวจจับกุมตัวในบ้านพัก และถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมยุยุงให้เกิดความวุ่นวาย โดยอ้างว่าเธอได้โพสต์เฟซบุ๊คข้อความว่า “เราคิดถึงคุณแม่ซู” และโพสต์ว่า “ถ้าพวกคุณไม่กล้าพูดเรื่องความยุติธรรม ก็หุบปากได้เลย และไม่ต้องบอกว่าเรามีความยุติธรรม”

นี่เป็นข้อมูลจากฝ่ายเจ้าหน้าที่สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) แถลงในการจับกุมเชอรี่ โดยตัวเธอไม่ได้มีโอกาสชี้แจงกรณีโพสต์สนับสนุนขบวนการอารยะขัดขืนต่อต้านทหารเมียนมา

เชอรี่วัยใสๆ ก่อนที่เธอจะมารับหน้าที่บอดี้การ์ดซูจีเชอรี่วัยใสๆ ก่อนที่เธอจะมารับหน้าที่บอดี้การ์ดซูจี

‘เน็ตไอดอล’

สำหรับ เชอรี่ แท็ต “บอดี้การ์ดซูจี” เริ่มปรากฏตัวในโซเชียลเมียนมา ประมาณกลางปี 2559 เมื่ออองซาน ซูจี ขึ้นเป็นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ฝ่ายความมั่นคงเมียนมา ได้จัดทีมอารักขาความปลอดภัยจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (S.W.A.T) ทั้งชายและหญิง ประมาณ 20 คน มาทำหน้าที่องครักษ์ซูจี

หนึ่งในนั้นคือ ร.ต.ต.หญิง เชอรี่ แท็ต ชาวหงสาวดี หรือ พะโค เธอจบการศึกษาจาก Dagon University ย่างกุ้ง สมัครเข้าเป็นตำรวจหน่วยพิเศษ และถูกคัดเลือกมาเป็นหนึ่งในทีมอารักขาซูจี

ด้วยความเป็นสาวนัยน์ตาคม เชอรี่จึงสะดุดตาช่างภาพ ในยามที่ปฏิบัติหน้าที่อารักขาซูจี เชอรี่จะตามประกบผู้นำหญิงดั่งเป็นเงาตามตัว ทุกภาพทุกช็อตของอองซาน ซูจี จึงมีภาพเชอรี่ติดมาด้วย

หลังจากนั้น เชอรี่ บอดี้การ์ดสาว ก็มีเฟซบุ๊ค Cherry Htet ที่มีคนติดตามหลายแสนคน รวมถึงเหล่าเอฟซีของเชอรี่ ได้สร้างแฟนเพจ We Love Cherry Htet , Cherry Lay-Nay Pyi Taw , Forever Love Cherry Htet และ Cherry Cherry & Forever DASSK

นับจากนี้ไป ชะตากรรมของเชอรี่ ก็ไม่ต่างจากแม่ซู หรืออองซาน ซูจี ที่ตกอยู่ในอุ้งมือเผด็จการทหารเมียนมา จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช ส่องการปฏิรูป”วัฒนธรรม กีฬา กำลังคน”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499684

04 ม.ค. 2565 |16:01 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช  ส่องการปฏิรูป"วัฒนธรรม กีฬา กำลังคน"

การปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และทรัพยากรมนุษย์ มีขอบเขตครอบคลุมทั้งในเรื่องการนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการพัฒนาจิตใจ ปัญญาและการพัฒนาประเทศ ติดตามในเจาะประเด็นร้อน โดย พลเดช ปิ่นประทีป

แผนปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และทรัพยากรมนุษย์ เป็นแผนปฏิรูปที่เกิดขึ้นใหม่โดยรวมเอางานสำคัญหลายส่วนเข้ามาไว้ด้วยกัน มีเป้าหมายที่การพัฒนาคนในชาติให้มีความเข้มแข็ง บนพื้นฐานของเศรษฐกิจที่พอเพียง เข้มแข็งมั่นคงโดยมีวัฒนธรรมเป็นพื้นฐานของการสะท้อนความเป็นชาติ


การปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และทรัพยากรมนุษย์ มีขอบเขตครอบคลุมทั้งในเรื่องการนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการพัฒนาจิตใจ ปัญญาและการพัฒนาประเทศ มรดกทางวัฒนธรรม เอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติ การส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาเพื่อสุขภาพ พร้อมนำมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความเป็นเลิศ การส่งเสริมการมีงานทำ การคุ้มครองแรงงานให้มีความปลอดภัย สุขอนามัย รายได้และสวัสดิการที่ดี การประกันสังคม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านความมั่นคง สุขภาพ และปัจจัยในการดำรงชีวิต

ในแผนนี้มีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ 4 ประการ และตัวชี้วัด 7 อย่าง ดังนี้


1. ประชาชนมีคุณธรรมจริยธรรม โดยพัฒนาเครื่องมือประเมินดัชนีคุณธรรมหลักของคนไทย 4 ประการ ประกอบด้วย  ความซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตสาธารณะ การเป็นอยู่อย่างพอเพียง และกตัญญู 


2. เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม ดูจากสัดส่วนรายได้ประเทศที่มาจากเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม


3. ประชาชนออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อพัฒนาสุขภาพให้แข็งแรง เป็นในการพัฒนากีฬาชาติ  โดยดูจากอายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น และมีสัดส่วนนักกีฬาหน้าใหม่เข้าสู่การเป็นนักกีฬาระดับชาติเพิ่มขึ้น

4. กำลังคนของประเทศมีทักษะที่เอื้อต่อการสร้างผลิตภาพแรงงานและคุณภาพชีวิตที่ดี  ดูจากดัชนีผลิตภาพแรงงานต่อชั่วโมง อัตราการจ้างงาน และจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มขึ้น

สำหรับกิจกรรม โครงการที่ส่งผลกระทบสำคัญ(big rock) และตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนควรติดตาม ได้แก่


1. การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในทุกช่วงวัย ผ่านการปฏิรูปอุตสาหกรรมบันเทิงและกลไกร่วมภาครัฐและภาคเอกชน


–  เสริมความเข้มแข็งให้ท้องถิ่นขับเคลื่อนส่งเสริมคุณธรรม


–  ยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล หน่วยงาน องค์กรและสื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม


–  พัฒนาระบบเครดิตสังคม เพื่อขับเคลื่อนคุณธรรมจริยธรรม ระดับพื้นที่และระดับบุคคล


–  ปฏิรูปอุตสาหกรรมเพื่อใช้พลังบวก(soft power)ให้เกิดสื่อเสริมสร้างคุณธรรม


2. การพัฒนาการเรียนรู้และเศรษฐกิจชุมชนบนฐานวัฒนธรรมแบบบูรณาการ


– จำนวนแหล่งเรียนรู้ทางศีลปวัฒนธรรมต้นแบบ


– มูลค่าทางเศรษฐกิจด้านวัฒธรรมของประเทศเติบโต


3. ส่งเสริมประชาชนเป็นศูนย์กลางในการสร้างวิถีชีวิตกีฬาและการออกกำลังกาย


– อัตราประชากรที่มีการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น


– อายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดีเพิ่มขึ้น เกิน 68 ปี


– นักกีฬาหน้าใหม่เข้าสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติมากขึ้น


4. พัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคนของประเทศแบบบูรณาการ


–  คณะกรรมการอิสระเพื่อพัฒนาระบบการพัฒนาและยกระดับ

สมรรถนะกำลังคนของประเทศไทย (Thailand Workforce Agency – TWA)


–  มีระบบ E- Workforce Ecosystem


–  มีกองทุนสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต


5. การบริหารทรัพยากรบุคคลของประเทศ
– หน่วยงานรัฐสามารถพัฒนาประเด็นการพัฒนาใหม่ๆ
– ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากทักษะ อาชีพใหม่ๆ
– จำนวนโรงเรียนต้นแบบมาตรฐานโลก

………………………………………………….

 Key Message


รายงานปฏิรูปประเทศ โดย ส.ว.พลเดช ปิ่นประทีป
“ปฏิรูปวัฒนธรรม กีฬา กำลังคน”
ตัวชี้วัดเป้าหมายที่ควรจับตา


– ยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล หน่วยงาน องค์กรและสื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม


– พัฒนาระบบเครดิตสังคม เพื่อขับเคลื่อนคุณธรรมจริยธรรม ระดับพื้นที่และระดับบุคคล


– ปฏิรูปอุตสาหกรรมเพื่อใช้พลังบวก(soft power)ให้เกิดสื่อเสริมสร้างคุณธรรม


– จำนวนแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมต้นแบบ
– นักกีฬาหน้าใหม่เข้าสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติมากขึ้น
– คณะกรรมการอิสระพัฒนาและยกระดับสมรรถนะกำลังคนของประเทศไทย (TWA)
– มีระบบ E- Workforce Ecosystem

“ทักษิณ”- พัลลภ คนกันเอง สัญญาณเตือนถึง เพื่อไทยกำลังโดน”รุกฆาต”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499622

04 ม.ค. 2565 |11:54 น.

"ทักษิณ"- พัลลภ คนกันเอง สัญญาณเตือนถึง เพื่อไทยกำลังโดน"รุกฆาต"

ทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่วู้ดซัม สร้างความสัมพันธ์กลุ่มนั้นกลุ่มนี้โดยเลือกใช้คนเพื่อให้ตนถึงเป้าหมายทางการเมือง แต่ทว่ายามใดที่คนคนนั้นด้อยค่าหมดราคา คนแดนไกลก็พร้อมเขี่ยทิ้งอย่างไร้เยื่อใยและกำลังส่งผลร้ายมาถึงเพื่อไทย ติดตามเจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

จังหวะของ”โทนี่ วู้ดซั่ม” ในวันนี้คงสภาพเดียวกับลีลาของ”ทักษิณ  ชินวัตร” เมื่อวันวานบนเวทีการเมืองคือ”มีสีสัน/มีผลกระทบ/มีแต้มต่อในบางจังหวะและบางครั้งก็โดนลบเหลี่ยมเสียเชิงไปแบบคาดไม่ถึง….”


แต่เหตุบ้านการเมืองช่วงนี้ชี้ชัดแล้วว่า “คนแดนไกล” พร้อมที่จะบัญชาการเกมการเมืองทั้งบนดินและใต้ดินเกี่ยวกับพรรคที่ตัวเองหนุนตั้งแต่ “ไทยรักไทย -พลังประชาชน -เพื่อไทย หรือจะนับรวมไทยรักษาชาติและเพื่อธรรมไปด้วยก็ได้”

ชายคนนี้ตราบจนสิ้นลมนั้น เชื่อเลยว่า”ไม่วางมือทางการเมือง”เป็นแน่แท้ แม้เจ้าตัวเคยลั่นวาจา”เลิกเล่นการเมือง”ไว้แล้วก็ตามในหลายปีก่อน แต่สุดท้ายใครๆก็รู้กันทั่วเมืองว่า “คนแดนไกลยังหลงในมนต์การเมืองและห่วงโซ่อำนาจ” เพราะแม้ตัวเองจะคุมเกมไม่ได้ แต่สายเลือดโดยตรงคือ “พานทองแท้ และแพรทองธาร ชินวัตร” ก็ถูกส่งมาเป็นตราประทับด้วยการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย  ส่วน”ทายาททางอ้อม”นั้นก็ถูกส่งมาร่วมเวทีการเมืองหลากรุ่น อาทิ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์และครอบครัว/พายัพ ชินวัตรและครอบครัว/ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร/ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ “
 

ส่วนกลไกในพรรคนั้น “บริวารแวดล้อมของคนแดนไกลมีหลากชีวิต-หลายมุ้ง” หากใครฝ่าฝืนก็จะโดน”ลงทัณฑ์”หรือบางคนที่รับแนวนโยบายไม่ได้ก็ต้อง”ย้ายบ้านไปเสี่ยงชีวิตเอาเอง”  เพราะตอนนี้แม้แต่คนเก่าแก่หลายคนที่เคยร่วมงานกับคนแดนไกลและคณะ แม้บางคราวไปด้วยกันไม่ได้ก็แยกตัว แต่สุดท้ายก็คัมแบ็กรังเก่าในยามนี้และมีอีกหลายชีวิตที่จ่อจะกลับมาร่วมวงไพบูลย์กับเพื่อไทย

แต่ตอนนี้บางคำตอบที่เคยอำพรางไว้ก็โดนเผยให้สังคมค้นพบแล้วว่า “ใครหลายคน”ที่เคยโดนมารยาร้อยเล่มเกวียนของโทนี่ วู้ดซัมหลอกใช้ และเมื่อคราวสิ้นราคาก็โดนสลัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย  

 กรณี”พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี” คือ ตัวอย่างล่าสุด  โดยอดีตแกนนำ จปร.7คนนี้ ประกาศลาออกจากพรรคเพื่อไทยเป็นคนล่าสุด  ซึ่งพล.อ.พัลลภ ระบุว่า” ไม่ทราบสาเหตุและไม่แจ้งล่วงหน้า  ทราบตอนที่พรรคเพื่อไทยจัดประชุมใหญ่ประจำปีที่จ.ขอนแก่น  ผมตั้งใจไปร่วมงาน แต่ลูกน้องโทรศัพท์แจ้งว่าถูกลบชื่อออก   และได้โทรศัพท์สอบถาม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทราบว่า ทักษิณให้ปลด ซึ่งงงมาก เพราะไม่ได้ทำอะไรให้…”

“ไม่ต่อสายคุย เพราะทราบว่าเขา(ทักษิณ)เป็นคนสั่งปลด พูดไปไม่มีประโยชน์  เมื่อปลดแล้วคือเขาไม่อยากได้เราก็แค่นั้น เขาเป็นเจ้าของพรรค แต่ก็ยังสงสัยว่าผมไปทำอะไร หากปรับทัพใหม่ เอาเด็กเข้ามา ผมไม่ว่าอะไร แต่นี่เอาผมออกคนเดียว ส่วนเหตุผลคงเป็นเรื่องในอดีต ที่เขาทำชั่วไว้เรื่องหนึ่งตอนเป็นนายกฯ และผมต้องรับผิดชอบ ผมจึงได้รับคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ตั้งแต่นั้นจึงขัดใจ แต่งงว่า ทำไมมาปลดตอนนี้”   วรรคทองของ พล.อ.พัลลภ 


การเปิดเกมนี้ของพล.อ.พัลลภ  มองแล้วน่าจะเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองอีกระลอกที่ใครบางคนหวังยืมไปใช้ปิดกล่อง   แต่หากไล่เรียงดีๆแล้วการที่จะล้มคนแดนไกลและพรรคเพื่อไทยให้ได้แบบหมัดเดียวน็อคนั้นต้องขยายผลให้ชัดเจนกว่านี้ ชนิดที่เรียกว่า“ปฏิเสธไม่ได้+ของกลางคามือ”

อย่าลืมว่าเกมสุ่มเสี่ยงในห้วงก่อนหน้านี้ที่ “โทนี่ วู้ดซั่ม” โดนลากว่ามีส่วนบงการพรรคเพื่อไทยนั้น “วิฑูรย์ งามบุตร” อดีตผู้แทนฯเมืองอุบลราชธานี จากพรรคประชาธิปัตย์ก็บอกชัดว่า ได้หารือกับ”เกรียง กัลป์ตินันท์” แกนนำพรรคเพื่อไทยภาคอีสาน โดยมีการหารือการมาร่วมงานกับเพื่อไทย และต่อสายตรงคุยกับคนแดนไกล เพื่อรับประกันว่า หากอดีตผู้แทนฯคนอุบลฯคนนี้พร้อมคณะย้ายมาร่วมงานกับเพื่อไทยด้วยนั้น  ตำแหน่งส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับไม่ต่ำกว่าลำดับที่30 แต่สุดท้ายดีลนี้ก็ล้มไป 

หรือแม้แต่งานเลี้ยงฉลองวันเกิด”เกรียง”ที่ย่านเหม่งจ๋ายเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คนแดนไกลได้ออนไลน์มาหยอกเย้าและให้กำลังใจคนร่วมงาน โดยคำถามหนึ่งที่”เกรียง”หยอดคนแดนไกลไปว่า“ขอให้คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ไหมเพราะจะเป็นแม่เหล็กดูดคนเก่าแก่กลับมา?” โดยคนแดนไกลตอบมาทำนองว่า ” คุณหญิงพจมานไม่ชอบการเมืองที่สุด มีอายุมากเกินไป ปัจจุบันถึงเวลาและโอกาสของคนรุ่นใหม่แล้ว แต่อาจเป็นประธานที่ประชุมได้”

สามเรื่องข้างต้นที่คนแดนไกลเกี่ยวพันนั้น แน่นอนว่าบรรดานักร้องการเมืองขยับทันควัน (แม้บางเรื่องก็อาจเข้าเค้า บางเรื่องก็ไม่เข้าประเด็น แต่ที่แน่ๆต้องมีพยานหลักฐานแน่นพอที่จะบ่งชี้ได้ว่าคนแดนไกลมีส่วนบงการพรรคอย่างแท้จริง) เพราะการใช้ชื่อของคนแดนไกลมาเป็นหมากหนึ่งบนกระดานการเมืองมีสองนัยยะคือ

1.เพื่อไทยได้ประโยชน์ เพราะ”ตัวจริง-เสียงจริง”ในเพื่อไทยดีลเองกับคนการเมือง

 2.เพื่อเคลื่อนเกม “ยุบเพื่อไทย” เพื่อมิให้ภาวะ”แลนด์สไลด์”ตามคำฟุ้งของคนแดนไกลนั้นขยับ  แต่จะเล็งเห็นผลแล้วบรรลุวัตถุประสงค์ได้หรือไม่นั้นก็ต้องตามกันต่อไป  

แน่นอนว่าเลือกตั้งครั้งหน้า ส.ส.เขต400คน ปาร์ตี้ลิสต์ 100คนกับบัตรเลือกตั้งสองใบนั้น คนแดนไกลอ่านหมากแล้วว่า  ฐานคะแนนของเพื่อไทยนั้น ภาคอีสาน-ภาคเหนือตอนบนคือขุมกำลังหลัก บนโอกาสลุ้นเข้าวินคือ 70-80 เปอร์เซ็นต์  ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางบางส่วนคือพื้นที่60:40 (แปลว่ามีลุ้นชนะมากกว่าแพ้) ภาคตะวันออก+ภาคตะวันตก+ภาคกทม.นั้นตั้งราคาไว้ที่50:50  ส่วนพื้นที่แทบลุ้นไม่ขึ้นคือภาคใต้  แม้ใครบางคนจะโต้แย้งว่าการชนะ/แพ้ในระบบเขตนั้น ขึ้นอยู่กับผู้สมัคร-นโยบายพรรค-ฐานเสียงเดิมที่สะสมไว้-กระแสการเมืองในตอนนั้นก็ตาม

แต่คนแดนไกลและทีมงานที่คลุกคลีตัวเลข-สถิติเกี่ยวกับโพลราวยี่สิบปีจะไม่รู้เลยหรือว่า 400 เขตนั้น เพื่อไทยเข้าวิน-ได้ลุ้น-หวังเบียด-หมดสิทธิในเขตใดบ้าง   ส่วนระบบปาร์ตี้ลิสต์นั้น  คนแดนไกลมีชั่วโมงบินที่น่าจะอ่านออกแล้วว่า บางเขตนั้นชาวบ้านอาจหย่อนบัตรให้ส.ส.พรรคอื่นๆได้อันดับหนึ่ง  แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์น่าจะเทให้เพื่อไทย  และตัวเลขส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของเพื่อไทยน่าจะแตะ1ใน3 หรือ 1ใน 4 จาก 100 ชีวิต แต่ต้องอยู่ที่สูตรผสมเพื่อให้คนการเมืองที่ต้องมีหน้าใหม่-หน้าเก่ามาคละเคล้ากันไปให้ลงตัว

ยิ่งมีกระแสข่าวลอยลมมาหลากทิศว่า ในวันข้างหน้า บางพรรคบนเรือเหล็กยามนี้อาจจะแตะมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาล รวมทั้งบางขั้วในพลังประชารัฐก็พร้อมฝืนมติพรรค-ขัดคำสั่ง3ป.สวิงมายังขั้วเพื่อไทยโดยอ้างเป็นไปตามเสียงข้างมากและเป็นความต้องการของประชาชน

ทำนายการเมืองไว้กับสิ่งที่คนแดนไกลประเมินและวางแผนไว้บ้างแล้วกับหมากการเมืองว่า”จะสำเร็จ”  แต่ปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้และอาจจะส่งผลกับความฝันของคนแดนไกลให้ปลิวหายและทำให้คนการเมืองขั้วเพื่อไทยถึงฆาตก่อนเวลาอันควรทั้งที่ฝ่ายตัวเองเปิดเกมรุกบนกระดานการเมืองหรือไม่นั้น

คำตอบเดียวคือ ความคิด -จิตใจ-การกระทำ- วาจารวมทั้งบริวารแวดล้อมของคนแดนไกลนั่นเอง

1 เดือน “รถไฟลาว” คนล้นเข้าคิวซื้อตั๋วตี 4 สินค้าจีนทะลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499567

03 ม.ค. 2565 |19:56 น.

1 เดือน “รถไฟลาว” คนล้นเข้าคิวซื้อตั๋วตี 4 สินค้าจีนทะลัก

ครบรอบ 1 เดือน “รถไฟลาว” ผู้โดยสารใช้บริการ 6 แสนคน มีขบวนรถขนส่งสินค้าเกือบ 400 เที่ยว บรรทุกนับแสนตัน ลาวคือศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ครบรอบ 1 เดือน “รถไฟลาว” ผู้โดยสารล้นทั้งในจีน-ลาว และสินค้านับแสนตัน เดินทางถึงนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนกระจายไปในประเทศอาเซียน

จากประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล “รถไฟลาว” ช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าไปเมืองจีนจาก 1 เดือนเหลือเพียง 1 วัน

ปี 2565 “รถไฟลาว” พร้อมแล้วจะพานักท่องเที่ยวต่างชาติไปเยือนหลวงพระบาง และข้ามพรมแดนไปเที่ยวเมืองจีน

เส้นทางรถไฟลาว-จีน จากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน เปิดใช้งานเมื่อ 3 ธ.ค.2564 จนมาถึง 3 ม.ค.2565 ครบรอบ 1 เดือนพอดี สำนักข่าวจีนได้ประมวลผลสำเร็จของโครงการนี้เบื้องต้น ทั้งขบวนการรถไฟโดยสาร และขนส่งสินค้า

สำหรับในประเทศไทย มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการรถไฟลาว-จีน ทั้งด้านบวกและลบ กระทั่งสื่อของรัฐเอง มีพิธีกรบางคนได้แสดงความเห็นเกินเลยไปจนกลายเป็นเรื่องบาดหมางของคนสองฝั่งโขง ถึงขั้นพิธีกรคนดังต้องถือมาลัยไปไหว้ขอโทษทูตลาว

‘เส้นทางสายไหม’

“รถไฟลาว” เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้ สปป.ลาว ได้เพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจ จากประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเล กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน

วันที่ 3 ม.ค.2565 สำนักข่าว CRI ของจีน รายงานว่า นับแต่เปิดการใช้เส้นทางรถไฟลาว-จีน ครบรอบ 1 เดือน บริษัทรถไฟลาว-จีน ประเมินผลความสำเร็จทั้งด้านการขนส่งผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้าสากล

สำหรับจำนวนผู้โดยสารรถไฟขบวนฟูซิ่ง ในจีน และขบวนล้านช้าง ใน สปป.ลาว รวมแล้ว 670,000 คน แยกเป็นผู้โดยสารจากนครคุนหมิง-บ่อหาน 620,000 คน และผู้โดยสารจากนครหลวงเวียงจันทน์-บ่อเต็น 50,000 คน

ส่วนรถไฟขบวนสินค้าสากลจาก 10 มณฑลของจีนมุ่งหน้าสู่ สปป.ลาว ในรอบ 1 เดือน มีการขนส่ง 380 เที่ยว และสินค้ามีน้ำหนัก 170,000 ตัน ซึ่งนักธุรกิจลาวบอกว่า เส้นทางรถไฟช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าไปขายจีน จากเดิมต้องขนสินค้าทางเรือ ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ใช้เวลา 1 เดือน แต่ทางรถไฟย่นระยะเวลาให้เหลือแค่ 1 วัน

เส้นทางรถไฟลาว-จีน เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมของจีน ที่จะเชื่อมทางรถไฟจากยุโรป ผ่านจีนมาถึงอาเซียน โดยเบื้องต้นมีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งสินค้าจะถูกกระจายไปยังประเทศต่างๆ ผ่านไทย และเวียดนาม

ดังที่ทราบกัน เส้นทางรถไฟลาว-จีน จากคุนหมิง ถึงนครหลวงเวียงจันทน์ ยาวกว่า 1,000 ก.ม. จะมีรถไฟโดยสารบริการ 2 ขบวน คือรถไฟฟูซิ่ง วิ่งจากคุนหมิง ถึงบ่อหาน และรถไฟขบวนล้านช้าง วิ่งนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงบ่อเต็น ชายแดนลาว-จีน

การเดินรถระยะแรกนั้น ผู้โดยสารจากลาว ยังไม่สามารถเข้าไปในจีนได้ เนื่องจากสถานการณ์โควิด ยกเว้นรถขบวนสินค้าที่วิ่งไปถึงคุนหมิงได้

คนลาวเข้าคิวซื้อตั๋วรถไฟตั้งแต่ตี 4 ของทุกวันคนลาวเข้าคิวซื้อตั๋วรถไฟตั้งแต่ตี 4 ของทุกวัน

‘ดราม่าตั๋วผี’

ระยะเริ่มต้นของ “รถไฟลาว” ในส่วนของ สปป.ลาว มีขบวนรถโดยสารวันละ 2 เที่ยว ปรากฏว่า มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จึงเกิดขบวนการจ้างคนไปเข้าคิวซื้อตั๋วเอามาขายต่อในราคาที่แพงกว่า

ก่อนวันสิ้นปี ในโซเชียลลาวมีการแฉขบวนการตั๋วผีคือ จ้างคนไปเข้าคิวซื้อตั๋วรถไฟตั้งแต่ตี 4 ก่อนการเปิดขายตั๋วเวลา 8.00 น. โดยบริษัทรถไฟลาว-จีน ขายตั๋วให้คนหนึ่ง 3 ใบ ก็จะมีการว่าจ้างคนไปเข้าคิวนับสิบคน เพื่อนำตั๋วมาขายต่อให้ผู้ที่เดินทางทีหลัง แล้วซื้อตั๋วไม่ได้

ยกตัวอย่างราคาตั๋วรถไฟไปหลวงพระบาง ราคา 198,000 กีบ หรือ 593 บาท ก็ขายต่อในราคา 270,000 กีบ หรือ 808 บาท โดยคนพวกนี้จะบอกว่า ส่วนต่างนั้นเป็นค่าเสียเวลาที่ตื่นมาแต่ตี 4 มาจองคิวซื้อตั๋ว

ล่าสุด สำนักงานนายกรัฐมนตรีลาว ได้ออกคำสั่งด่วนให้บริษัทรถไฟลาว-จีน แก้ปัญหาการจองซื้อตั๋วรถไฟไปอัพราคาใหม่ และจัดระบบการขายตั๋วออนไลน์แทนการเข้าคิวซื้อที่หน้าสถานีทุกวัน

เหตุที่บริษัทรถไฟลาว-จีน ยังไม่มีความพร้อม 100% จึงไม่สามารถเปิดให้มีการซื้อตั๋วผ่านระบบออนไลน์ได้ ดังนั้นผู้ประสงค์จะเดินทางไปกับรถไฟ จะต้องกำเงินสดมาเข้าคิวซื้อตั๋วแต่รุ่งสาง

ชนลูกหมี “ธรรมนัส” เอาจริงสนามชุมพร ระแวง กปปส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499553

03 ม.ค. 2565 |17:00 น.

ชนลูกหมี “ธรรมนัส” เอาจริงสนามชุมพร ระแวง กปปส.

ปูดข่าวทหารบุกชุมพร “ธรรมนัส” โดนเต็มๆ ศึกนี้สู้เดือด ไม่มีฮั้ว เป้าหมายบิ๊กป้อม ต้องล้มทีมลูกหมี ชุมพล จุลใส อดีตแกนนำ กปปส.ให้ได้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศึกชุมพรกลายเป็นสงครามเงา “ธรรมนัส” กับชุมพล จุลใส ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ดูเหมือนจะเกี้ยเซี้ยกันได้ แต่ปมขัดแย้งภายในเครือข่าย 3 ป. ก่อให้เกิดความหวาดระแวง

มากกว่าเลือกตั้งซ่อม เกม “ธรรมนัส” ปะทะลูกหมีที่ชุมพร อาจโยงสนามหลักสี่ การทดสอบกำลังของฝ่ายหนุนลุงตู่กับหนุนลุงป้อม

“ธรรมนัส” คงเห็นสัญญาณบางอย่าง อดีตแกนนำ กปปส.เมืองหลวงที่สนิทกับชุมพล จุลใส เริ่มขยับจัดตั้งพรรคใหม่ จึงไม่ไว้ใจตระกูลจุลใส แห่งเมืองชุมพร

วันที่ 1 ม.ค.2564 เปิดศักราชใหม่ ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ก็จุดพลุประเด็นทหาร 100 กว่าคน เข้าพื้นที่เขต 1 ชุมพร พร้อมร้องเรียนให้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจสอบโดยเร็ว

ที่น่าสนใจ มีการเปิดชื่อตัวละครนายทหารคนหนึ่งอักษรย่อ ต.เต่า เป็นผู้นำกำลังทหารเข้าพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาชี้แจงว่า ตรวจสอบในพื้นที่แล้วไม่มีอะไร ตนสั่งเด็ดขาด ห้ามทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมือง ให้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง

การที่โฆษก ปชป.เอ่ยชื่อ เสธ.ต. ขึ้นมานั้น ย่อมทำให้สปอตไลต์การเมืองสาดจับไปที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งแวดวงยุทธจักรการเมืองต่างรู้มือรู้ไม้กันดี

แม้ “ธรรมนัส” จะไม่ใช่ผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมชุมพร เขต 1 (อ.เมือง และอำเภอสวี) แต่ก่อนหน้านั้น ผู้กองเมืองพะเยาได้ลงมาวางเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นทั่วภาคใต้ ตั้งแต่ อบจ.ยัน อบต. โดยมีเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกันคอยช่วยเหลือ

ดังนั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงเปรียบเสมือนแม่ทัพหลังม่าน คอยเดินเกมสนับสนุน สันติ พร้อมพัฒน์ ผอ.เลือกตั้งซ่อมชุมพร อย่างเป็นทางการ

‘ผู้กองเปลี่ยนเกม’

ดังที่รู้กัน สนามเลือกตั้งซ่อมชุมพร “ธรรมนัส” ตัดสินใจพลิกเกมพาชวลิต อาจหาญ ผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 และศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร 6 สมัย พรรค ปชป. เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่บ้านป่ารอยต่อฯ เพราะได้กลิ่นข่าวไม่สู้ดีว่า ลูกหมี ชุมพล จุลใส สมัยหน้าจะอยู่กับ ปชป.

คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ จะพลิกมติส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ชุมพร สำทับคำประกาศของ พล.อ.ประวิตรว่า สนามนี้แพ้ไม่ได้ แถมยังฝากเพื่อนรุ่นเดียวที่เป็น ส.ว.ไปคุยโวในสภาฯว่า ทนายแดงชนะแน่

สาเหตุที่ทำให้ “ธรรมนัส” เปลี่ยนแผน คงสืบเนื่องมาจาก สกลธี ภัททิยกุล และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เดินทางไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาล ตามมาด้วยถ้อยแถลงของสกลธี ที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. และเตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่

มิหนำซ้ำ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กระโจนลงสนามเลือกตั้งซ่อม กทม.เขต 9 โดยสกลธี ยอมรับว่า ทีมงานของเขาในเขตหลักสี่ จะถอนตัวจากทีมสิระ เจนจาคะ มาช่วยอรรถวิชช์

บังเอิญว่า ชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร เป็น 1 ใน 4 ทหารเสือ กปปส.ร่วมกับสกลธี ภัททิยกุล, ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จึงทำให้ฝ่ายลุงป้อมเกิดความระแวงแคลงใจ

ถึง “ธรรมนัส” จะหอบหิ้วลุงป้อมไปชุมพร 2 รอบ เที่ยวแรกไปเจอลูกหมี เที่ยวหลังไปเจอลูกช้าง ก็ยังไม่มีความมั่นใจว่า ตระกูลจุลใส จะยกทัพมาร่วมงานพลังประชารัฐ

‘ศิษย์เก่า กปปส.’

ปีที่แล้ว “ธรรมนัส” ตกเป็นจำเลยศึกกบฏพลังประชารัฐ กลุ่ม 6 รัฐมนตรี พยายามดึง ส.ส.กทม.บางคน มาเป็นฐานกำลัง เนื่องจากเดิมที สนามเมืองหลวง อยู่ในการดูแลของ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

หลังอดีตแกนนำ กปปส. ติดบ่วงคดีเก่า ต้องหลุด ส.ส. ฝ่าย ร.อ.ธรรมนัส จึงสยายปีกเข้ามาดูแล ส.ส.กทม. และพยายามดึงคนเด่นดังมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรค แต่ก็ยังไม่ได้ตามสเปค

สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. และ 1 ใน 4 ทหาร กปปส. เป็นคนเดียวที่ศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้องในคดีกบฏ 112 ส่วนคนอื่น ต่างได้รับโทษแตกต่างกันคือ ชุมพล จุลใส จำคุก 9 ปี 24 เดือน พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ จำคุก 7 ปี และณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จำคุก 6 ปี 16 เดือน

ด้วยเหตุนี้ สกลธีจึงเป็นคนเดียวที่เคลื่อนไหวทางการเมืองได้เต็มที่ และผลการเลือกตั้งสนามหลักสี่ จะเป็นบททดสอบฐานเสียงตัวเขาเอง ก่อนจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ต่อไป

เช่นเดียวกับชุมพล จุลใส การรักษาที่มั่นเขต 1 ชุมพรไว้ได้ ก็หมายถึงชัยชนะของตระกูลจุลใส บวกกับเขต 3 สุพล จุลใส พรรครวมพลังประชาชาติไทย รวมเป็น 2 ที่นั่ง

ฉะนั้น การขยับตัวแรงของโฆษก ปชป. ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ตีจุดแข็งของผู้กองคนพะเยา ทำให้การเลือกตั้งซ่อมมาอยู่ในสังเวียนเปิดโล่ง ไม่มีเกมใต้ดิน

3 พรรคใหญ่ คอพาดเขียง เสี่ยงถูก “ยุบพรรค”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499531

03 ม.ค. 2565 |12:43 น.

ปีเสือดุ 3 พรรคการเมืองใหญ่ ขึ้นแท่นเสี่ยงถูก “ยุบพรรค” อาจทำให้นักการเมืองหลายคน อาจต้องอันตรธานไปชั่วคราว

มิใช่เพียงพรรคเพื่อไทยที่ตกเป็นเป้าหมายของการยุบพรรคในปี2565แต่ทว่ายังมีพรรคก้าวไกลและพรรคพลังประชารัฐร่วมอยู่ในสถานะเดียวกัน หากมีคนต้องการล้างกระดานการเมือง

3 พรรคใหญ่ คอพาดเขียง เสี่ยงถูก "ยุบพรรค"

พรรคเพื่อไทยในเครือข่ายทักษิณมีบทเรียนถูกยุบมาแล้วสามครั้งทั้งไทยรักไทย พลังประชาชน และ ไทยรักษาชาติทำให้กรรมการบริหารพรรคหลายคนยังไม่สามารถกลับมามีอำนาจทางการเมืองได้  พรรคก้าวไกลแม้มีบทเรียนจากพรรคอนาคตใหม่มาหมาดๆแต่ก็ไม่พลาดถูกจองกฐิน ขณะที่พรรคพลังประชารัฐบรรดาผู้มีประสบการณ์จากการถูกยุบพรรคไทยรักไทยหลายรายก็เข้าไปทำมาหากินกันอย่างคึกคัก

3 พรรคใหญ่ คอพาดเขียง เสี่ยงถูก "ยุบพรรค"

มูลเหตุแห่งการยุบพรรคเพื่อไทยที่สำคัญมาจากเกรียง กัลป์ตินันท์  รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ยกขบวนไปฉลองวันเกิดหัวหน้ากลุ่ม ที่บ้าน เฮียเพ้ง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564ศรีสุวรรณ จรรยาเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไปยื่นร้องกับ กกต.เพราะวีดีโอคอลคนแดนไกลถูกกล่าวหาว่าเข้าข่ายครอบงำพรรค แต่ที่หนักคือกรณีที่นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธ์ หรือแอมมี่ บอตทอมบลูส์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนการเงินในการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ยื่นคำร้องโดย สนธิญา สวัสดี ไม้เบื่อไม้เมากับพรรคเพื่อไทย

พรรคก้าวไกลถูกณัฐพร โตประยูร ร้องว่าการเข้าร่วมชุมนุมของ ส.ส. และกรรมการบริหาร พรรคก้าวไกล การใช้ตำแหน่งประกันตัวผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขถือเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 และมาตรา 92 (2) (3)  กกต.อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ แสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะเสนอความเห็นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง จากนั้น กกต. ก็จะพิจารณาและสรุปสำนวน

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ถูกเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ยื่นยุบพรรคจากกรณีแกนนำพลังประชารัฐแถลงข่าวเลือกตั้งซ่อมเขตสามนครศรีธรรมราชเมื่อเดือนกุมภาพันธ์64 มีเจตนาจงใจใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์นอกจากนี้ยังมีกรณีพ้นสภาพส.ส.ของสิระ เจนจาคะ ส่งผลสะเทือนถึงขั้นยุบพรรคเพราะศรีสุวรรณ จรรยา ร้องให้ยุบพรรคตามมาตรา 120 ของพรป.พรรคการเมืองและสะเทือนไปถึงอดีตหัวหน้าพรรคอุตตม สาวนายน ถูกร่างแห จนอาจมีปัญหากับพรรคเพื่ออนาคตไทยที่กำลังก่อร่างสร้างรูปอยู่ในขณะนี้ด้วย
3 พรรคใหญ่ คอพาดเขียง เสี่ยงถูก "ยุบพรรค"


ทั้งหมดนี้เป็นวาระที่ถูกกำหนดไว้ในปี2565 ไม่ได้มีแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะต้องถูกชี้ชะตากรณีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมเกิน 8 ปีในเดือนสิงหาคมนี้ได้หรือไม่  แน่นอนว่าหากสำรวจรายชื่อกรรมการบริหารของแต่ละพรรคที่อาจจะต้องถูกตัดสิทธิ์เพราะพิษของการยุบพรรคจะทำให้นักการเมืองจำนวนมากอันตรธานไปชั่วคราว ราวกับถูกล้างบางทางการเมือง

ดุลกำลังทางทหารใน “ตะวันออกกลาง” เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานแล้ว โดยรามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499518

03 ม.ค. 2565 |11:59 น.

ดุลกำลังทางทหารใน "ตะวันออกกลาง" เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานแล้ว โดยรามจักร

ดุลกำลังทางทหารใน “ตะวันออกกลาง” เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานแล้ว การถอนทหารสหรัฐฯออกจากอิรัก ทำให้ดุลกำลังทางทหารเริ่มเปลี่ยนแปลง เมื่อใดต้องถอนทหารออกจากซีเรียอีก เท่ากับสูญเสียพื้นที่ภูมิยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลางสิ้นเชิง ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดยรามจักร

1.สหรัฐและอังกฤษคือแกนนำสำคัญของฝรั่งที่มีอำนาจ อิทธิพลทางทหารใน “ตะวันออกกลาง”มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทั่วทั้ง”ตะวันออกกลาง” และเตรียมการที่จะตั้งสาธารณรัฐอิสลามแห่งไอซิสในพื้นที่รอยต่อของอิรัก และซีเรีย ซึ่งมีพลังงานน้ำมันมากที่สุดในภูมิภาคนั้น แต่แผนการดังกล่าวถูกทำลายลงในสมัยประชุมสามัญครั้งที่ 72 ของสหประชาชาติโดยรัสเซียไม่ยอมรับแผนดังกล่าวและจัดส่งทหารเข้าช่วยอิรัก และซีเรียทำลายกองกำลังในพื้นที่ที่จะจัดตั้งประเทศใหม่นั้นจนแตกสลายไป 

2.สหรัฐฯยังคงมีกองทหารอยู่ในอิรักและซีเรียโดยเฉพาะพื้นที่แหล่งพลังงานน้ำมันและถูกต่อต้านโดยพันธมิตรรัสเซีย อิหร่าน ซีเรีย และอิรัก โดยได้รับการสนับสนุนจากจีนด้วย กลุ่มพันธมิตรดังกล่าวทำสงครามต่อต้าน และต้องการขับไล่ทหารสหรัฐออกจากอิรักและซีเรียโดยสิ้นเชิงโดยกำหนดกลยุทธ์การสงครามในซีเรียคือ ตีโดยไม่ต้องล้อมและกลยุทธ์การสงครามในอิรักคือ ล้อมแต่ไม่ต้องตี ซึ่งทั้ง 2 กลยุทธ์นี้ คือกลยุทธ์หลักที่เหมาเจ๋อตุงเคยใช้ในการปลดแอกภาคอิสานของจีนนั่นคือยุทธการ เหลียวเสิ่น โดยใช้กำลังทหารแสนห้าหมื่นคนของกองทัพตงเป่ย รบเอาชนะกองทัพ 5 แสนคนของก๊กมินตั๋งอย่างงดงาม

หลังการลอบสังหารนายพล กอซิม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพกุสแห่งอิหร่านพร้อมกับผู้นำฝ่ายทหารของอิรักในอิรักแล้ว ทั้งผู้นำศาสนาสูงสุดของมุสลิมโลก และผู้นำสูงสุดทางศาสนาของอิรัก ได้ออกคำฟัตวาให้มุสลิมทั่วโลกทำสงครามศาสนากับสหรัฐ เพื่อขับไล่ออกจากดินแดนอิสลามแห่งนี้ มีมุสลิมลงชื่อเข้าสงครามเกือบ 4 ล้านคน และเกิดสงครามจลยุทธ์ทั่วอิรัก จนในที่สุดสหรัฐจำเป็นต้องถอนทหารออกจากอิรักจนหมดสิ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2565 

3.สหรัฐฯสูญเสียยุทธภูมิในอิรักไปแล้ว ทำให้ยุทธภูมิในซีเรียยิ่งโดดเดี่ยว ขบวนการปฏิวัติอิสลามสารพัดขบวนการได้ลอบโจมตีกองทหารของสหรัฐอย่างถี่ยิบ ในขณะที่การใช้กำลังทางอากาศเพื่อสนับสนุนกองกำลังทหารของสหรัฐในซีเรียไม่สามารถกระทำได้ เพราะถูกขัดขวางจากฐานทัพอากาศ และฐานทัพเรือของรัสเซียในซีเรีย คาดว่าอีกไม่นานจากนี้ไปกลยุทธ์การตีโดยไม่ต้องล้อมในซีเรียจะเกิดผลมากขึ้น และคาดว่าสหรัฐจะต้องถอนทหารออกจากซีเรียตามอิรักไปด้วย

4.ถอนทหารสหรัฐฯออกจากอิรักทำให้ดุลกำลังทางทหารในตะวันออกกลางเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว และถ้าเมื่อใดต้องถอนทหารออกจากซีเรียอีก ก็เท่ากับการสูญเสียพื้นที่ภูมิยุทธศาสตร์สำคัญใน “ตะวันออกกลาง” อย่างสิ้นเชิงสถานการณ์ทางทหารจะยกระดับจากการเปลี่ยนแปลงดุลขั้นพื้นฐานไปสู่การล่าถอย

เพราะผลจากการนี้ทำให้ประเทศอาหรับริมอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับอิหร่าน ไม่ว่าบาห์เรนซึ่งเป็นฐานทัพของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ กาตาร์ ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศของสหรัฐรวมทั้ง UAE โอมาน และคูเวต ซึ่งเป็นฐานทางการทูต และการต่างประเทศในตะวันออกกลาง ก็ต้องเปลี่ยนสีแปรธาตุ

ซึ่งขณะนี้ก็เห็นปรากฏการณ์ชัดเจนจากการที่ประเทศเหล่านี้วิ่งไปจับมือกับประเทศอิหร่านกันจ้าระหวั่น ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียก็ไม่มั่นใจในความคุ้มครองของสหรัฐอีกต่อไปได้พลิกตัวเจรจากับอิหร่าน และร่วมมือกับรัสเซีย และจีนมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในตะวันออกกลางทั้งสิ้น และแน่นอนว่าย่อมเป็นผลดีต่อ เยเมนในการปลดแอกประเทศจากการยึดครองของซาอุฯอย่างสิ้นเชิง

5.ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมสร้างความตระหนกแก่อิสราเอลอย่างชัดเจน และทำให้สถานการณ์ปัจจุบันของอิสราเอลอยู่ในความเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง เพราะขบวนการฮะมาส และฮิซบุลลอฮ์ ของเลบานอน และปาเลสไตน์ รุกเข้าประชิดที่ราบสูงโกรันแน่นหนามากขึ้น และยังมีกำลังสนับสนุนจากขบวนการอันซอลุนเลาะ และกองทัพกุส ชนิดเต็มอัตราศึก ซึ่งแม้ว่าอิสราเอลแสดงท่าทีชิงโจมตีอิหร่านก่อนแต่คงทำไม่ได้แล้ว เพราะจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง ถึงขนาดลบอิสราเอลออกจากแผนที่ในพริบตาเดียวเท่านั้น

6.การเปลี่ยนแปลงดุลภาพการทหารในตะวันออกกลางย่อมกระทบต่อระบบการเงิน คือ เปโตรดอลลาร์ของสหรัฐอย่างรุนแรง ถึงขนาดอาจเป็นดอลลาร์กงเต๊ก ยิ่งรัสเซีย จีน เทดอลลาร์ชนิดไม่ไว้หน้า และเป็นระบบการซื้อขายด้วยเงินตราสกุลท้องถิ่นแทนดอลลาร์ด้วยแล้ว ยิ่งเร่งวันล่มสลายของเปโตรดอลลาร์ให้เร็วขึ้นและส่งผลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ยูเครนและทะเลจีนใต้ด้วยซึ่งแม้ว่ามีอาการรุนแรงมาก

แต่แท้จริงทั้งรัสเซีย และจีนเพียงตั้งมั่นรอวันล่มสลายไปเองก็ได้ หรือจะเปิดศึกรุกยูเครน และยึดไต้หวันพร้อมกันก็ยังได้

เหล่านี้ คือความเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการทหารของโลกที่มีนัยยะสำคัญที่สุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

เจาะสนาม “เลือกตั้งซ่อมหลักสี่” ใครเข้าวิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499517

03 ม.ค. 2565 |11:45 น.

เจาะสนาม "เลือกตั้งซ่อมหลักสี่" ใครเข้าวิน

“เลือกตั้งซ่อม กทม.หลักสี่-จตุจักร” สุดสูสีจริง ๆ เมื่อเห็นชื่อหน้าตาว่าที่ผู้สมัครฯ ที่เปิดตัวออกมา เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีแพ้ไม่ได้ เพราะเป็นการซ้อมใหญ่วัดคะแนนนิยมคนกรุงต่อพรรคการเมือง ก่อนเลือกตั้งทั่วไปและเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่จะมาถึง

พระราชกฤษฎีกาให้มีการ “เลือกตั้งซ่อม” กทม.เขตเลือกตั้งที่ 9 ประกอบด้วย เขตหลักสี่ และเขตจตุจักรเฉพาะแขวงลาดยาว เสนานิคม จันทรเกษม (ยกเว้นแขวงจตุจักรและแขวงจอมพล)ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่  30 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกประกาศ กกต. กำหนดวันเลือกตั้ง และวันรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 9 กทม.แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยกำหนดวันและเวลาในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งคือวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม 2565 เวลา 08.00-17.00 น.วันรับสมัครรับเลือกตั้งวันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม -วันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2565 เวลา 08.30-16.30 น.โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ  ณ  สำนักงานเขตหลักสี่

ต่อจากนี้ก็จะได้เห็นบรรยากาศของการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเมืองหลวงซึ่งห่างหายไปตั้งแต่ปี 2562 ที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป

ตอนนี้ที่เปิดตัวไปแล้วมี 5 คน ที่จะลงสมัครรับ “เลือกตั้งซ่อม” ในครั้งนี้ 

เจาะสนาม "เลือกตั้งซ่อมหลักสี่" ใครเข้าวิน

                                                                สุรชาติ เทียนทอง

– สุรชาติ เทียนทอง  จากพรรคเพื่อไทย  ที่ยกให้เป็นเต็งหนึ่ง  


สุรชาติ ชื่อเล่นว่า อ๊อบ  อดีต ส.ส. กทม.เขตเลือกตั้งที่ 11  ซึ่งประกอบด้วยเขตหลักสี่และเขตดอนเมือง(เฉพาะแขวงสนามบิน )จากพรรคเพื่อไทย การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 เขาได้คะแนนเสียง 28,376  คะแนน คว้าเก้าอี้ ส.ส. ชนะคู่แข่งคนสำคัญ สกลธี ภัททิยกุล  จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ 25,704 คะแนน 


แต่ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2562 ครั้งล่าสุด สุรชาติ ลงสมัคร ส.ส.เขตเลือกตั้งที่ 9 ประกอบด้วยเขตหลักสี่ และเขตจตุจักร (ยกเว้นแขวงจตุจักร และแขวงจอมพล) ในสังกัดพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ได้ 32,115 คะแนน  แพ้ให้กับ สิระ เจนจาคะ จากพรรคพลังประชารัฐที่ได้ 34,907 คะแนน เพียง  2,792 คะแนน

เพราะตอนนั้นนายสิระ ได้อานิสงส์จากกระแสลุ่งตู่มาแรง กับสโลแกน เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่ และได้คะแนนจาก กปปส.ที่เทให้เนื่องจากเขาเป็นแนวร่วมกปปส. สมัยที่ กปปส.ชุมนุม สิระ อนุญาตให้ กปปส.ใช้ บ้านทรงไทยของเขาซึ่งอยู่ตรงข้ามศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เป็นที่พัก

อีกทั้งมีพรรคการเมืองฟากเดียวกันอย่างผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ ไปตัดคะแนนนายสุรชาติ 

แต่ “เลือกตั้งซ่อม” ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงพรรคพลังประชารัฐและพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในช่วงขาลง  ขณะที่กระแสพรรคเพื่อไทย โทนี่ วู้ดซัม  อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร อยู่ในช่วงขาขึ้น

สำหรับกลยุทธ์หาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการ “เลือกตั้งซ่อม”ครั้งนี้ เน้นการพบปะประชาชนในพื้นที่แบบเคาะประตูทุกบ้าน เนื่องจากการ “เลือกตั้งซ่อม” ไม่เหมือนการเลือกตั้งทั่วไป 

และเนื่องจากพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน การหาเสียงครั้งนี้จะชูประเด็นตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในสภา เสนอการทำงานของฝ่ายค้าน เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน และพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าเวลา”เลือกตั้งซ่อม”คนมักจะเลือกพรคฝ่ายค้านเพื่อไปตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

อีกทั้งนายสุรชาติก็ไม่เคยทิ้งพื้นที่ อยู่กับพื้นที่มาตลอด แม้ว่าเลือกตั้งครั้งนี้ทางพรรคฝ่ายค้านด้วยกัน คือพรรคก้าวไกล  ส่งคนลงแข่งและคงตัดคะแนนนายสุรชาติ ไปบ้างบางส่วน เนื่องจากมีฐานเสียงเดียวกันจากคนที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลประยุทธ์  แต่โดยภาพรวมนายสุรชาติ ยังถือว่าเหนือกว่า ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนอื่น  

เจาะสนาม "เลือกตั้งซ่อมหลักสี่" ใครเข้าวิน

                                                                 สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ

คนต่อมา สรัลรัศมิ์ เจนจาคะหรือเตชะจิรสิน ประธานกรรมการ หจก.ไทยสงวนอีควิปเมนต์ ผู้นำเข้าเครื่องยนต์มือสอง อะไหล่รถยนต์รายใหญ่ จึงมีฉายาว่า เจ๊หลี เซียงกง 


หรือในอีกบทบาทหนึ่งเธอเป็นประธาน กต.ตร.สน.ทุ่งสองห้อง และประธานอนุ กต.ตร. บก.น. 2 จึงออกงานช่วยเหลือสังคมในนาม มาดามหลี

เป็นภรรยาของนายสิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐในเขตนี้ที่เพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจาก ส.ส.เนื่องจากเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกคดีฉ้อโกงเมื่อปี 2538 จนนำมาซึ่งการ”เลือกตั้งซ่อม”ครั้งนี้ 

การ “เลือกตั้งซ่อม” ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ สรัลรัศมิ์ ที่จะรักษาพื้นที่เดิมของสามีไว้ได้ แม้ว่าเธอดูมั่นอกมั่นใจกับสิ่งที่เธอและสามีเคยทำให้กับพื้นที่ 

เพราะว่าหากดูจากคะแนนที่ สิระ ชนะ  สุรชาติ เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วปี 2562  ก็เพียง 2 พันกว่าคะแนนเท่านั้น ทั้งที่ปัจจัยหลายอย่างเกื้อหนุนให้กับนายสิระ ไม่ว่ากระแสนิยม ลุงตู่ , จากสกลธี ภัททิยกุล ช่วงเลือกตั้งสมัยที่แล้วได้ยกทีมงานมาช่วย สิระ ซึ่งสกลธีมีคะแนนเสียงเดิมในเขตหลักสี่ 25,704 คะแนน เมื่อครั้งสกลธี ลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2554 แต่เลือกตั้งครั้งนี้สกลธี คงหันไปเทคะแนนให้กับเพื่อนรัก อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ลงสมัครในนามพรรคกล้าแทน 

และหากยังจำกันได้เมื่อครั้งที่ นายสิระ เป็นประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร  ได้กระทบกระทั่งอย่างหนักกับ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ แกนนำ กปปส. ที่สร้างโรงพยาบาลสนามช่วงโควิดระบาด โดยนายสิระ จะขอเข้าไปตรวจสอบ ดังนั้นคะแนนของ กปปส.ที่เคยหนุนนายสิระก็จะหายไป อีกทั้งพรรคไทยภักดีของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส่งคนลงแข่งเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ด้วย คะแนนของ กปปส. ก็จะหันไปเทให้ทางผู้สมัครของพรรรคไทยภักดี แทน เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อ สรัลรัศมิ์ ทั้งสิ้น


อีกทั้งนายสิระ ก็มีแผลจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งชี้ให้พ้นจาก ส.ส. อันเนื่องจากเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกคดีฉ้อโกงซึ่งไม่เป็นผลดีต่อ สรัลรัศมิ์  ซึ่งเป็นตัวแทนนายสิระในการลงสมัครแข่งขันเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้

และหากมองไปที่คะแนนนิยมเฉพาะตัวนายสิระ ก็ไม่มากการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2554 เขต 11 หลักสี่ ดอนเมือง (แขวงสนามบิน) ในนามพรรครักษ์สันติของ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  สิระ สอบตก ตอนนั้นเขาได้รับคะแนนมาเพียง 2,437 คะแนนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งนี้ สรัลรัศมิ์  มีคนของพรรคพลังประชารัฐคอยหนุนช่วย และการที่พรรคพลังประชารัฐตั้งชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ซึ่งมีความสนิทกับ กปปส. เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ก็พอดึงคะแนน กปปส. ส่วนหนึ่งไว้ได้บ้าง รวมทั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คอยช่วยอีกแรง

อีกทั้ง “การเลือกตั้งซ่อม” ใน กทม.ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการวัดคะแนนนิยมของคนกรุงต่อพรรคการเมืองโดยเฉพาะต่อพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐก่อนที่การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นดังนั้นพรรคพลังประชารัฐคงไม่ยอมเสียเก้าอี้ ส.ส. ในเขตนี้ไปง่าย ๆ โดยพยายามทำทุกวิถีทาง สรัลรัศมิ์  จึงถือว่ายังเป็นเต็งสอง    

เจาะสนาม "เลือกตั้งซ่อมหลักสี่" ใครเข้าวิน

                                                               เพชร-กรุณพล เทียนสุวรรณ

ส่วนอีกคน  เพชร-กรุณพล เทียนสุวรรณ จากพรรคก้าวไกล  นักแสดง คนในวงการบันเทิงที่กระโดดเข้าสู่สนามการเมือง แม้จะเป็นหน้าใหม่ แต่ก็ประมาทไม่ได้ 

ก่อนที่เขาจะเบนเข็มเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง ในปี 2563 เขาประกาศจุดยืนสนับสนุนผู้ชุมนุมประท้วง เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 19 กันยายน 63 เขาได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีทำให้ถูกคนในวงการบันเทิงบางกลุ่มแบน 

เพชร-กรุณพล  น่าจะได้คะแนนเสียงไม่น้อยจากคนรุ่นใหม่ คนไม่เอารัฐบาล และกลุ่มม็อบต่าง ๆ รวมทั้งผู้สนับสนุนม็อบที่เคยชุมนุมต้านรัฐบาล และคะแนนเสียงจากคนกรุงที่นิยมพรรคก้าวไกล อีกทั้งเขาก็เป็นคนในพื้นที่คนหนึ่ง อยู่ลาดยาว เขตจตุจักร ตั้งแต่อายุ 17 ปี จบ ม.เกษตรฯ ทำสปา และร้านอาหารอยู่แถวลาดยาวมาจนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 20 ปีในพื้นที่ ก็คงเป็นจุดขายเรียกคะแนนจากคนในพื้นที่ได้บ้าง  จึงยกให้เขาเป็นเต็งสาม 

เจาะสนาม "เลือกตั้งซ่อมหลักสี่" ใครเข้าวิน

                                                           อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

-อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี จากพรรคกล้า  คนนี้ยกให้เป็นเต็งสี่ 

 ปี 2551 อรรถวิชช์ สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 4 คือ เขตจตุจักร บางซื่อ หลักสี่ ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์โดยร่วมทีมกับนายบุญยอด สุขถิ่นไทยและนายสกลธี ภัททิยกุล สามารถชนะเลือกตั้งแบบยกทีม

ปี 2554 เขาได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 9 จตุจักร

แต่การเลือกตั้งปี 2562 ลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 6 (ราชเทวี ,พญาไท และจตุจักร(เฉพาะแขวงจตุจักร และแขวงจอมพล)สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏว่า สอบตก

ต้นปี 63 อรรถวิชช์ ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ซึ่งก็คือพรรคกล้า กับกรณ์ จาติกวณิช

เหตุใด อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า กระโจนลงสนามเลือกตั้งซ่อมเขต 9 น่าจะมีอยู่ 2 ปัจจัยคือ รู้ข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครฯและมีเพื่อนรัก คือ สกลธี ภัททิยกุล คอยหนุน 


เขตหลักสี่ เป็นพื้นที่ที่อรรถวิชช์ คุ้นเคย เขาบอกว่าเขารู้จักทุกตรอกซอกซอย  


เลือกตั้งครั้งนี้ อรรถวิชช์ มีความพร้อมพอสมควร ซึ่งเขาจะได้คะแนนเสียงจากคนพรรคประชาธิปัตย์ คะแนนเสียงที่ ผู้การแต้ม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในเขตนี้เลือกตั้งนี้จำนวน 16,255 คะแนน จะไหลไปที่ อรรถวิชช์ แทน  นอกจากนี้ก็จะได้คะแนนเสียงจากสกลธี และจาก กปปส. บางส่วน  

เจาะสนาม "เลือกตั้งซ่อมหลักสี่" ใครเข้าวิน

                                                            พันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์

ส่วนคนสุดท้าย  พันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์  จากพรรคไทยภักดี  


พันธุ์เทพ  เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เคยดำรงตำแหน่งซีอีโอบริษัทหลายบริษัท ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ 

แต่พรรคไทยภักดี ยังใหม่สำหรับสนามเลือกตั้ง เพิ่งส่งผู้สมัครครั้งแรก  จึงเป็นการชิมลางเสียมากกว่า คะแนนของพันธุ์เทพ คงได้จาก กปปส. เป็นด้านหลัก เนื่องจาก นพ.วรงค์ หัวหน้าพรรคฯ มีความสนิทสนมกับแกนนำ กปปส. หลายคน   

เปิด “สายสัมพันธ์” ปม พิจิตต หนุน ชัชชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499426

02 ม.ค. 2565 |12:15 น.

เปิด "สายสัมพันธ์" ปม พิจิตต หนุน ชัชชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

เปิดที่มา “สายสัมสัมพันธ์” ดร.โจ พิจิตต รัตตกุล ช่วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หาเสียงสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และหวังผลได้แค่ไหน สุดท้ายขึ้นอยู่กับใครเป็นคนชี้ขาดแพ้-ชนะ

ย้อนไปเมื่อ 19 ธ.ค. 64  ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในนามอิสระ ลงพื้นที่บางขุนเทียน เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

ในวันเดียวกัน  ดร.ชัชชาติ ได้สร้างเซอร์ไพรส์ เรียกเสียงฮือฮา จากการเปิดตัว ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม.(ซึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2539 ในชื่อกลุ่มมดงานและได้รับชัยชนะ ) ที่ลงพื้นที่ด้วยกันในวันนั้นมาร่วมเสริมทัพสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่า กทม. คนมองว่า ทำให้ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม. รายอื่น เหนื่อยขึ้นไปอีก เพราะขณะนี้คะแนนนิยมจากโพล  ดร.ชัชชาติ ก็นำอยู่แล้ว  

ไม่เพียงแค่นั้นในวันนั้น ชัชชาติ ยังได้พกเอานายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร New Dem หรือ กลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคประชาธิปัตย์ บุตรชาย นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นหนึ่งในทีมงานช่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมด้วย 

จนมีคนตีความว่า เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการหาเสียงของ ชัชชาติ โชว์ภาพคน 3 เจนเนอเรชั่น  รุ่นใหญ่สุด ดร.พิจิตต รุ่นกลาง ดร.ชัชชาติ  และรุ่นเล็ก พรพรหม   ประสานงานกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อขับเคลื่อนงาน กทม.


แต่ก็มีหลายคนมองต่างว่า การดึงเอา ดร.พิจิตต และนายพรพรหม ซึ่งอดีตเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมงาน เพราะ ดร. ชัชชาติ พยายามทำให้เห็นว่า เขาเข้าได้กับทุกคน ทุกฝ่าย เพื่อสลัดภาพติดตัวเขาที่ว่าเป็นคนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ผ่านมาคน กทม. ไม่ขานรับพรรคการเมืองนี้สักเท่าไหร่ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
 

เปิด "สายสัมพันธ์" ปม พิจิตต หนุน ชัชชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

                       ชัชชาติ เปิดตัว  ดร.พิจิตต วันที่ลงพื้นที่บางขุนเทียน

และมีประเด็นที่คนสนใจกันมากก็คือ ทำไมจู่ ๆ ดร.โจ พิจิตต รัตตกุล  ซึ่งเคยเป็นถึงระดับ ผู้ว่าฯ กทม. จึงโผล่มาช่วยงานหาเสียงให้กับ ดร. ชัชชาติ ได้ มีที่มาที่ไปอย่างไร มี “สายสัมพันธ์” ลึกซึ้งกันแค่ไหน เพราะดูจากอายุของคนทั้งสองก็ห่างไกลกันถึง 20 ปี ดร.ชัชชาติ อายุ 55 ปี ส่วน ดร.พิจิตต อายุ 75 ปี คนละรุ่นกันเลย 


เรื่องนี้ฟังจากปากของ ดร.พิจิตต ที่ให้สัมภาษณ์รายการหนึ่งทางทีวี ก็จะพบว่ามี 2 สาเหตุหลัก 


1.ครอบครัวคนทั้งสองมีความสนิทกัน รู้จักกันมานาน 40-50 ปี ปู่และย่า ดร.พิจิตต ถือเอา พ่อแม่ของ ดร.ชัชชาติ เหมือนกับลูกหลาน


2. ทั้งสองคนเคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ ปี 2554  โดยขณะนั้น ดร.ชัชชาติ เป็นผู้ช่วยอธิการบดี  จุฬาฯ  ส่วน ดร.พิจิตต เป็นผู้อำนวยการบริหารแห่งมูลนิธิศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย ซึ่งตอนนั้นมูลนิธิฯมีแนวคิดจะย้ายมาอยู่ที่จุฬาฯ จึงมีปัญหาหารือกัน จากนั้นทั้งสองคนก็ติดต่อกันมาโดยตลอด และในปี 2554  ก็ร่วมกันทำงานในเรื่องของ Big Bag  ป้องกันน้ำท่วม


จากการทำงานร่วมกันมา ดร.พิจิตต จึงคุ้นเคยกับวิธีคิด วิธีทำงานของ ดร. ชัชชาติ  ที่เร็ว ตัดสินใจได้แม่นยำ ให้เกียรติกับคนอื่นในการรับฟังความคิดเห็น แนวคิดต่าง ๆ ก็ตรงกัน  ดร.พิจิตต จึงได้อาสาสมัครเข้ามาช่วยหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ให้กับ ดร.ชัชชาติ แต่เป็นแค่อาสาสมัครช่วยงาน และถ้า ดร.ชัชชาติ ชนะเลือกตั้ง  ดร.พิจิตต ก็ไม่มีตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น เหมือนกับสมัยก่อนที่มีการเปิดให้มีอาสาสมัครช่วยหาเสียงจากคนทุกวัย 
 

โดย ดร. พิจิตต มีเงื่อนไขเดียวกับ ดร.ชัชชาติ ในการมาช่วยงานครั้งนี้ว่า ขอให้มีความอิสระจริง ไม่กลับไปทำงานให้กับพรรคการเมืองอีกเพราะถ้ามีความอิสระ ไม่ผูกพันโยงใยกับพรรคการเมือง ก็จะทำงานบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็ว ซึ่งคนกรุงเทพจะได้ประโยชน์มาก  

อย่างไรก็ตามการที่ ดร.พิจิตต มาช่วยงาน ดร.ชัชชาติ ไม่ใช่ว่าจะมีผลดีเสมอไป เพราะเพียงแค่ ดร.ชัชชาติ  เปิดตัว ดร.พิจิตต  ก็มีการขุดคุ้ยเรื่องเก่าของ ดร. พิจิตต คือ คดี กทม.จัดซื้อที่ดินตาบอดบริเวณบางซื่อเพื่อทำเป็นที่จอดรถทิ้งขยะอันอื้อฉาวซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542 มาเล่นงานเพื่อด้อยค่า ดร.ชัชชาติ ทันที ทั้งที่เป็นคดีเก่าจบไปนานแล้ว และศาลฎีกา ยกฟ้อง ดร.พิจิตต ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยไปแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ดร.พิจิตต คงช่วย ดร.ชัชชาติ ในด้านคะแนนเสียงได้ไม่มาก ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ครั้งนี้ เพราะ ดร.พิจิตต อายุมากแล้วและระยะหลัง  ดร.พิจิตต ไม่ได้รับความนิยมจากคน กทม.เหมือนเมื่อก่อน เห็นได้จากหลัง ดร.พิจิตต ครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่า กทม. ดร.พิจิตต ได้ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งในปี 2547แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งและลงสมัครชิง ส.ว.กรุงเทพฯ ในปี 2550 ก็ไม่ได้รับเลือกตั้งเช่นกัน อีกทั้งเครือข่ายมดงานที่เขาเคยตั้งขึ้น ก็ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนเมื่อก่อน

ภาพสมัยที่ ดร.พิจิตต เป็นผู้ว่าฯ กทม. เวลาฝนตกน้ำท่วม จะปรากฏตัวในชุดทะมัดทะแมง ลงไปขุดลอกคูคลอง หรือลงมาช่วยระบายน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง ถูกลืมเลือน  ยิ่งคนรุ่นใหม่ คนรุ่นหลังที่เป็นคะแนนเสียงตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ ไม่เคยได้รับรู้ในสิ่งเหล่านี้ด้วย

สุดท้ายจึงขึ้นอยู่ที่ตัว ดร.ชัชชาติ มากกว่า  การสลัดภาพออกจากพรรคเพื่อไทยและทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง  ซึ่ง ดร.ชัชชาติ ก็พยายามทำอยู่ เห็นได้จากการพยายามเข้าหาหรือดึงคนจากทุกฝ่ายเข้ามาร่วมงาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเข้าได้กับทุกคน ทุกฝ่าย อิสระไม่ขึ้นกับพรรคการเมืองใด

แต่การสลัดภาพในอดีต ก็ไม่ง่ายนัก เพราะแม้ว่าตัวเองจะพยายามสลัดออก แต่ทางพรรคเพื่อไทย กลับพยายามขยับเข้าหา  เมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แถลงข่าวว่าพรรคเพื่อไทย จะไม่ส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.เพราะขณะนี้เสมือนมีตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยที่อาสาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อยู่แล้ว ตรงกับเจตนารมณ์ของพรรคเพื่อไทยในการส่งเสริมฝ่ายประชาธิปไตย ถ้าพรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครในนามของพรรค อาจมีปัญหาในการตัดคะแนนกันเอง

จึงมีข้อสรุปชัดเจนว่า จะไม่ส่งตัวแทนของพรรคเพื่อไทยเนื่องจากต้องการส่งเสริมคนที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและพรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุนนายชัชชาติแต่การจะประกาศสนับสนุนอย่างเป็นทางการต้องรอจังหวะ โอกาส และเวลาที่เหมาะสมเพราะว่ามีผลกระทบหลายด้านโดยเฉพาะตัวผู้สมัครเองและยินดีใช้กลไกของพรรคสนับสนุน  

แม้ว่าตอนนี้คะแนนนิยมจากหลายสำนักโพล  ดร.ชัชชาติ ยังนำว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.รายอื่น ๆ แต่ก็อาจเป็นแค่ความรู้สึกชื่นชอบในระยะนี้เท่านั้น เพราะคน กทม. มักจะตัดสินใจเลือกเอาตอนสุดท้ายใกล้วันเลือกตั้ง ถ้าผู้สมัครฯคนไหนเกิดทำอะไรขึ้นมาเป็นที่ถูกใจในช่วงนั้น ก็จะเลือกคนนั้นเลย

หรือบางทีเกิดการพลิกผันเอาช่วงโค้งสุดท้ายได้ง่าย ๆ เมื่อถูกอีกฝ่ายหนึ่งงัดกลุยทธ์ไม้เด็ดขึ้นมา อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.เมื่อปี 2556  ตอนนั้นแข่งกันระหว่าง ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครสมัยที่สอง ซึ่ง ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ ต้องแข่งขันกับ พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ คู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล

การสำรวจโดยสำนักโพลต่าง ๆ ก่อนการเลือกตั้ง พบว่า พล.ต.อ.พงศพัศ มีคะแนนนำ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ในการสำรวจทุกครั้ง  จนพรรคประชาธิปัตย์ต้องงัดไม้เด็ดมาใช้ในช่วงโค้งสุดท้าย 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง กับวาทกรรม  ไม่เลือกเรา เขามาแน่ และกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง การหาเสียงด้วยวาทกรรมนี้ช่วยให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พลิกชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.อีกสมัย ด้วยคะแนนเสียง 1,256,349 เสียง สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร 

การสลัดภาพของ ดร.ชัชชาติ ออกจากพรรคเพื่อไทยอย่างสะเด็ดน้ำ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้น ดร.ชัชชาติ อาจจะโดนวาทกรรม ไม่เลือกเรา เขามาแน่  ทำให้คน กทม. เกิดความหวาดกลัว เล่นงานเข้าใส่ในช่วงโค้งสุดท้าย ก็อาจเป็นได้ และถ้าขืนประมาทว่าวาทกรรมนี้สิ้นมนต์ขลังใช้ไม่ได้แล้ว อาจต้องน้ำตาตกใน ในที่สุด