ศึกนี้แพ้ไม่ได้”เลือกตั้งซ่อมหลักสี่”กทม. ชี้วัดสถานการณ์คุมเมืองหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499995

06 ม.ค. 2565 |18:43 น.

ศึกนี้แพ้ไม่ได้"เลือกตั้งซ่อมหลักสี่"กทม. ชี้วัดสถานการณ์คุมเมืองหลวง

เเพ้ไม่ได้ ….คือนิยามการเมืองของผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ กทม. เพราะการเลือกตั้งซ่อมหนนี้จะเป็นปัจจัยชี้วัดว่าพรรคใดจะคุมเมืองหลวง เเละใครคือคู่ประชันอย่างเป็นทางการ กันเเน่ที่จะมีโอกาสปักธงในพื้นที่นี้ ติดตามในเจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

การรับสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 9 (หลักสี่ -จตุจักร)แทน”สิระ  เจนจาคะ “อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐในเขตนี้ โดยจะมีขึ้นในวันที่30ม.ค.นั้น ตอนนี้ทราบกันแล้วในชั้นต้นว่า เจ็ดพรรคส่งเจ็ดชีวิตลงประชัน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 170,764 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2564) จะเป็นคนชี้ชะตาว่าใคร-พรรคใดควรจะไปทำหน้าที่ส.ส.ในห้วงเวลาหนึ่งปีเศษ

บรรยากาศกองเชียร์  "สรัลรัศมิ์  เจนจาคะ" ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ กทม. พรรคพลังประชารัฐบรรยากาศกองเชียร์ “สรัลรัศมิ์  เจนจาคะ” ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ กทม. พรรคพลังประชารัฐ

สนามนี้นั้น แกนนำบางพรรคมองว่าเป็นจุดตัดวัดกระแสนิยมสองสนามคือ”เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และเลือกตั้งส.ส.คราวหน้า (พื้นที่กทม.)” โดยจะเป็นการหยั่งกระแสเบื้องต้นที่จะถอดรหัสการเมืองวันหน้าได้คร่าวๆว่า ชาวบ้านจะไว้วางใจพรรครัฐบาล/พรรคฝ่ายค้าน/พรรคหน้าใหม่กันแน่

เพราะสนามกทม.ตอนนี้มีสามสิบส.ส.และงวดหน้าน่าจะเพิ่มเป็น 33 คน( ตามการคาดการณ์ขั้นต้น ) และเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางการเมืองสูงที่นำผลคะแนนมาตรวจสอบ-ถอดรหัสทางการเมืองได้ในระดับหนึ่ง และเป็นการวางแผนสำหรับการเมืองสนามใหญ่ในวันข้างหน้า  และบางคนมองว่าสนามเมืองหลวงนั้นเป็นจุดตัดในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ด้วย(แม้ว่าบางครั้งผลเลือกตั้งจะบอกว่า ชาวกทม.จะเลือกส.ส.ฝ่ายค้านมากกว่าฝ่ายรัฐบาล แต่บางครั้งสัดส่วนส.ส.พรรคฝ่ายค้าน/รัฐบาลก็ใกล้เคียงกัน)

ศึกนี้แพ้ไม่ได้"เลือกตั้งซ่อมหลักสี่"กทม. ชี้วัดสถานการณ์คุมเมืองหลวง

ย้อนไปชมผลการเลือกตั้ง 22มี.ค.2562 นั้น สามอันดับแรกพบว่า 1. สิระ เจนจาคะ (พปชร.) คว้าไป 33,175คะแนน 2.สุรชาติ เทียนทอง (พท.) เก็บได้ 30,422 คะแนน3. กฤษณุชา สรรเจริญ (อนค.)  ได้ 23,527 คะแนน      

แปลว่า”กว่าสามพันแต้ม”ที่ส่งผลชนะ-แพ้ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คือหนึ่งในปัจจัยชี้ผล  และคราวนี้ในขั้นต้นนั้นคะแนนชี้ขาดน่าจะมากกว่าสามพันแต้ม แต่ในตอนนี้มีเจ็ดพรรคหวังที่จะมีคะแนนติดตัว รวมทั้งหวังที่จะปักธงหนึ่งส.ส.ให้จงได้

หากจะวัดกันจริงๆแล้ว สนามนี้น่าจะประชันกันอย่างเป็นทางการเพียงสองพรรคเท่านั้นคือ “พรรคพลังประชารัฐ”ที่ส่ง”สรัลรัศมิ์  เจนจาคะ” (ลงแข่งแทนสิระ)ไปชนกับ “สุรชาติ เทียนทอง” แห่งพรรคเพื่อไทย(อดีตส.ส.เขตนี้หนึ่งสมัย)

บรรยากาศกองเชียร์ สุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ กทม.พรรคเพื่อไทย บรรยากาศกองเชียร์ สุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ กทม.พรรคเพื่อไทย

ส่วนพรรคอื่นๆนั้น แม้บางคนจะมีดีกรีติดตัว เช่น “อรรถวิชญ์ สุวรรณภักดี” จากพรรคกล้า เคยเป็นส.ส.เมืองหลวงมาแล้วสองสมัย

พรรคก้าวไกลส่ง “กรุณพล   เทียนสุวรรณ” นักแสดงที่มีมุมมองการเมืองตรงข้ามรัฐบาล

พรรคไทยภักดีที่ตอนนี้หลายคนเริ่มจับตาก็ส่ง “พันธุ์เทพ  ฉัตรนะรัชต์” แต่เอาจริงๆแล้ว บางพรรคน่าจะหวังหยั่งเชิง วัดกระแสมากกว่าที่จะปักธง  

เพราะแกนนำพรรคเหล่านั้นน่าจะรู้ยุทธศาสตร์ จับจุดอ่อน-จุดแข็งกระแสการเมืองดีว่า พรรคของตนนั้นมีจุดยืน สะสมแต้มทางการเมืองไว้อย่างไร  และบางพรรคที่มีบทบาทการเมืองในตอนนี้รวมทั้งพรรคเกิดใหม่บางพรรคที่ไม่ส่งผู้สมัครในพื้นที่นี้น่าจะมีคำตอบในใจว่าทำไมยอมเลี่ยงไม่ส่งคนลงแข่งขันในพื้นที่นี้

ศึกนี้แพ้ไม่ได้"เลือกตั้งซ่อมหลักสี่"กทม. ชี้วัดสถานการณ์คุมเมืองหลวง
แปลว่าสงครามหาแต้มคราวนี้คือ”ศึกป้องกันตำแหน่ง” เพราะสิระส่งคู่ชีวิตลงป้องกันเก้าอี้ และยังเป็นหนึ่งเดียวจากพรรครัฐบาล(พรรคร่วมรัฐบาล เช่นประชาธิปัตย์/ภูมิใจไทยไม่ส่งผู้สมัคร )  ส่วนสุรชาตินั้นหวังทวงบัลลังก์คืนหลังพ่ายสิระในงวดที่แล้ว(แต่ต้องตัดแต้มกับพรรคร่วมฝ่ายค้านคือพรรคก้าวไกล/ไทยศรีวิไลย์)

ในเมื่อ”เจ๊หลี”แข่งขันกับ”อ๊อบ ลูกชายนักเลงวังน้ำเย็น”   ดังนั้นคำว่า”แพ้ไม่ได้….”จึงบังเกิดขึ้นกับสองชีวิตและสองพรรคต้นสังกัดในข้างต้น


เวลาที่เหลืออยู่ก่อนเปิดคูหาหย่อนบัตร ติดตามว่าการหาแต้มของผู้สมัครแต่ละรายจะมีสีสันอย่างไร  เพื่อรอลุ้นว่าชาวกรุงเขต 9 จะชี้ชะตาให้ใครสมหวัง-ผิดหวัง…


และรอคะแนนจากเขตนี้เพื่อประเมินการเมืองขั้นต้นในสนามผู้ว่าฯกทม.-สนามส.ส.งวดหน้าไปด้วยว่า   พรรคใดจะเป็นว่าที่พรรครัฐบาล – พรรคฝ่ายค้าน

ทิ้งชวน “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” พึ่งใบบุญป้อม ซื้ออนาคตลูกชาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500006

06 ม.ค. 2565 |16:06 น.

ทิ้งชวน "ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย" พึ่งใบบุญป้อม ซื้ออนาคตลูกชาย

พลังประชารัฐแพ้ไม่ได้ “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” ทิ้งค่าย ปชป. วัดใจบิ๊กป้อม ทุ่มหาเสียงช่วยทนายแดง หากล้มตระกูลจุลใสสำเร็จ อาจได้เป็นแม่ทัพใหญ่ชุมพรให้ผู้กองธรรมนัส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

แค้นนี้รอมาสิบปี “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” อดีต ส.ส.ชุมพร 6 สมัย ทิ้งชวน หลีกภัย ซบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขอโอกาสล้างแค้นตระกูลจุลใส

การเมืองภาคใต้เปลี่ยน “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” ห่วงลูกชายจะไร้ที่ยืนในชุมพร จึงต้องออกแรงหนุนทนายแดง คว้าเก้าอี้ ส.ส.ให้พลังประชารัฐ เติมเครดิตให้ตัวเอง

“ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” พ่ายตระกูลจุลใส 3 ครั้งในสนามท้องถิ่น เที่ยวนี้จึงขอพึ่งบารมีป้อม-ธรรมนัส สางแค้นที่ค้างคาใจ

วันที่ 7 ม.ค.2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีคิวไปราชการที่ จ.ชุมพร ดูเรื่องการบริหารจัดการน้ำและที่ดิน โดยล็อกเป้าไว้ที่ อ.เมืองชุมพร และ อ.สวี อันเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้ง 1 ที่กำลังมีการหาเสียงกันอย่างดุเดือด

การไปชุมพรของบิ๊กป้อมเที่ยวนี้ ย่อมต่างจาก 2 ครั้งก่อนหน้านั้น ที่เดินทางมาชุมพร เมื่อปลายปี 2564 วันที่ 17 พ.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่ อ.สวี ซึ่งมี ชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร ยกทีมมาต้อนรับอบอุ่น

วันที่ 13 ธ.ค.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไปที่ อ.หลังสวน และ อ.ท่าตะโก โดยมี สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร พรรครวมพลังประชาชาติไทย ให้การต้อนรับ พร้อมทีม อบจ.ชุมพร

แน่นอน ผู้ที่จะรอต้อนรับบิ๊กป้อมในสุดสัปดาห์นี้คือ ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ในฐานะพี่เลี้ยงทนายแดง ชวลิต อาจหาญ ผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร พรรคพลังประชารัฐ

ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย หรือพรมาลัย เป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พลิกเกมใหม่ไม่เอาตระกูลจุลใส และเดินหน้าหวังคว้าเก้าอี้ ส.ส.ชุมพร ให้ได้

เนื่องจากสราวุธ อ่อนละมัย ยังเป็น ส.ส.ชุมพร เขต 2 ศิริศักดิ์ จึงขอลาออกจาก ปชป. เพื่อไม่มีข้อครหา ซึ่งจริงๆแล้ว สภาพของค่าย ปชป.เมืองชุมพร ก็แยกเป็น 2 ขั้ว มานับสิบปีแล้ว นับแต่ลูกหมี ชุมพล จุลใส ลงสนามการเมือง โดยการสนับสนุนของสุเทพ เทือกสุบรรณ

‘ขอโอกาสล้างแค้น’

หลังพ่ายแพ้จากสนาม อบจ.ชุมพร “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” ก็ซุ่มรอเวลาการกลับมาสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งโดยส่วนตัวก็สนิทสนมกับทนายแดง ชวลิต อาจหาญ อยู่แล้ว

เมื่อมีข่าวพลังประชารัฐ ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 ศิริศักดิ์ก็อยู่นิ่งไม่ได้ หากหลานชายชุมพล จุลใส ได้เป็น ส.ส. และสุพล จุลใส ย้ายมาพลังประชารัฐ พร้อมจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.ชุมพรสมัยหน้า ย่อมส่งผลสะเทือนถึงสราวุธ อ่อนละมัย ลูกชายของเขาที่เขต 2

วันที่ 23 ธ.ค.2564 ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร จึงพา ชวลิต อาจหาญ เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่บ้านป่ารอยต่อฯ คุยกัน 4 คน จนได้ข้อสรุปว่า พลังประชารัฐจะส่งทนายแดงลงสนาม

ดังนั้น การหาเสียงในชุมพรวันนี้ ศิริศักดิ์ก็เปรียบเสมือน ผอ.เลือกตั้งตัวจริง เนื่องจากสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ที่ถูกวางตัวเป็น ผอ.เลือกตั้ง ยังไม่โผล่หน้ามาชุมพรเลย

‘แพ้สามครั้งซ้อน’

จะว่าไปแล้ว “ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย” ก็เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของพลังประชารัฐ มองในแง่หนึ่งก็มีประสบการณ์ มีลูกเก๋า แต่อีกแง่หนึ่ง ศิริศักดิ์ก็แพ้ทางตระกูลจุลใส

ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ควงคู่ทนายแดงหาเสียงหนักศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ควงคู่ทนายแดงหาเสียงหนัก

ย้อนไปดูสถิติเก่าๆ ศิริศักดิ์ลงสนามนายก อบจ.ชุมพร มา 3 ครั้ง ปรากฏว่าพ่ายหมด ไล่มาตั้งแต่ปี 2551 ศิริศักดิ์แพ้อำนวย บัวเขียว อดีตนายก อบจ.ชุมพร ที่มีสุวโรช พะลัง และชุมพล จุลใส สนับสนุน

ปี 2555 ศิริศักดิ์ แพ้ลูกช้าง สุพล จุลใส ที่ทิ้งเก้าอี้นายก อบต.นาสัก มาเล่นสนาม อบจ. โดยลูกหมี ชุมพล จุลใส ออกแรงช่วยพี่ชายเต็มที่

ปี 2563 ศิริศักดิ์แพ้นพพร อุสิทธิ์ สามีของ สุจิตรา อุสิทธิ์ น้องสาวของลูกช้าง ซึ่งครั้งนี้ ศิริศักดิ์ ได้แค่ 5 หมื่นคะแนน

จะว่าไปแล้ว ลำพังศิริศักดิ์ อ่อนละมัย คนเดียวคงอุ้มทนายแดงเข้าสภาฯไม่ได้ ต้องอาศัยบารมีบิ๊กป้อม และใช้กลยุทธ์ธรรมนัสโมเดล จึงจะสูสีกับผู้สมัครจากค่ายจุลใสแฟมิลี่

อย่าเพิ่งชะล่าใจโอไมครอนเป็นตัวปิดเกม เผยหลังปีใหม่ผู้ป่วยโควิด-19 พุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499883

06 ม.ค. 2565 |09:10 น.

อย่าเพิ่งชะล่าใจโอไมครอนเป็นตัวปิดเกม เผยหลังปีใหม่ผู้ป่วยโควิด-19 พุ่ง

นักกฎหมายผู้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย  เผยสถานการณ์ แพร่ระบาดโควิด-19 หลังปีใหม่มีผู้ป่วยโทรเข้ามาขอความช่วยเหลือจำนวนมาก หมอเผยอย่าเพิ่งชะล่าใจโอมิครอนเป็นตัวปิดเกม

สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 รวมถึงการกลายพันธุ์ของโอไมครอน ช่วงหลังปีใหม่ พบว่า มีสถิติการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น ล่าสุด ศบค.รายงานเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 65 พบผู้ติดเชื้อสะสมถึง 5,000 ราย    

อย่าเพิ่งชะล่าใจโอไมครอนเป็นตัวปิดเกม เผยหลังปีใหม่ผู้ป่วยโควิด-19 พุ่ง

รายการคมชัดลึก  โดย คุณวราวิทย์ ฉิมมณี ผู้ดำเนินรายการ ได้เชิญ  คุณคริส  โปตระนันทน์   นักกฎหมายผู้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย และ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล มาร่วมพูดคุย ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และการกลายพันธุ์โอไมครอน ล่าสุด 

คุณคริส  โปตระนันทน์   นักกฎหมายผู้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย  กล่าวว่า ปัจจุบันหลังปีใหม่มีการโทรเข้ามาขอความช่วยเหลือจากกลุ่มเส้นด้ายจำนวนหลายร้อยสาย จนสายไหม้ ต่างจากเดือนธันวาคมที่เข้ามา 5-10 สายในแต่ละวัน  แต่หลังจากเทศกาลปีใหม่ วันละ 300 สายและได้มีการหาเตียงสนับสนุน 200 เตียง ซึ่งเน้นภาระกิจการส่งผู้ป่วยไปให้กับโรงพยาบาลที่รองรับ โดยธันวาคมอัตราการตรวจเจอผู้ป่วย 0.3 เปอร์เซ็นต์ โดยเมื่อลงไปตรวจในพื้นที่ก็พบจำนวนน้อยมาก  
       

เส้นด้าย ประเมินว่าตัวเลขของผู้ที่ติดเชื้อหลังปีใหม่ จำนวนตัวเลขน่าจะมากกว่า  3,700 ราย และจะมีตัวเลขสูงถึงกว่า  3-5 เท่าตัว และพบว่ามีคนที่ติดเชื้อเดลต้า มาติดโควิดซ้ำ และหากการบริหารจัดการยังไม่ดีอาจดี อาการของผู้ติดเชื้อจะมีการพัฒนาอาการจากสีเขียว และกลายเป็นสีเหลืองและสีแดงได้  

ขณะนี้พบว่าการติดเชื้ออยู่ในชุมชนจำนวนมากในเมืองหลวง  แต่ปัจจุบันที่น่ากังวลคือมีการปิดตัวของ hospitel และโรงพยาบาลสนาม ก็ถอนตัวไปจำนวนมาก จึงอยากให้ภาครัฐต้องหามาตรการรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่จะตามมาจำนวนมาก

อย่าเพิ่งชะล่าใจโอไมครอนเป็นตัวปิดเกม เผยหลังปีใหม่ผู้ป่วยโควิด-19 พุ่ง

ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล


ฟันธงอันตรายมาก สำหรับการแปลข้อมูลของโอมิครอนว่าเป็นวัคซีนธรรมชาติ ถึงแม้โอมิครอน ข้อมูลเบื้องต้น ทั้งในเขตแอฟริกาใต้ ยุโรป หรือแม้กระทั่งอเมริกาเอง มีผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเร็วมาก แต่ว่าผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตไม่ได้สูงขึ้นตามนั้น เหตุผลหลักคือภูมิคุ้มกันที่มีอยู่เดิม จากการฉีดวัคซีน ตัวโอมิครอนเองความรุนแรงอาจจะไม่ได้ด้อยกว่า สายพันธุ์อื่น แต่เราโชคดีคือมีการฉีดวัคซีนกันมาแล้ว แต่ถ้าเราไปเชื่อว่าการติดโอมิครอนจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน เป็นเหมือนวัคซีนธรรมชาติเป็นเรื่องอันตราย

โดยหลักการของวัคซีนคือการกระตุ้นภูมิทำให้เราไม่ป่วย แต่การติดโอมิครอนจะทำให้เราล้มป่วย หลายคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง จะป่วย บางรายก็จะเสียชีวิตแบบนี้ไม่ใช่หลักการของวัคซีน 

อย่าเพิ่งชะล่าใจโอไมครอนเป็นตัวปิดเกม เผยหลังปีใหม่ผู้ป่วยโควิด-19 พุ่ง

ส่วนโอมิครอนจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้โควิดจบลงหรือไม่ คุณหมอมานพกล่าวว่า “เราไม่สามารถบอกอะไรได้ เมื่อก่อนเราคิดว่าเดลต้าคือจุดสูงสุดของความสามารถของโควิด จนเมื่อมีโอมิครอนเกิดขึ้น ของที่เราคิดไม่ถึงมันเกิดขึ้นได้เพราะฉนั้นอย่าพึ่งสรุปว่าโอมิครอนจะเปลี่ยนทุกอย่าง แต่ลึกๆผมยังเชื่อว่าโอมิครอนจะทำให้การระบาดจุดสูงสุดหยุดได้เร็วขึ้น แต่จะเป็นจุดสิ้นสุดหรือเปล่า ยังตอบไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆทำให้กระบวนการระดมฉีดวัคซีน เกิดเร็วขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น ตรงนี้ต่างหาก คือเป็นตัวกำหนด เป็นจุดสิ้นสุด”

ลาวผลิตเอง “โมลาโคเวียร์” ยารักษาโควิด กระปุกละ 4 แสนกีบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499888

05 ม.ค. 2565 |20:35 น.

ลาวผลิตเอง "โมลาโคเวียร์" ยารักษาโควิด กระปุกละ 4 แสนกีบ

ลาวผลิตเองใช้เอง “โมลาโคเวียร์” ยารักษาโควิดชนิดเม็ด บริษัทยายักษ์ใหญ่มอบสูตรยาต้านไวรัสให้ โดยไม่คิดมูลค่า โรงงานยาลาวขายกระปุกละ 4 แสนกีบ ชาวบ้านบ่นแพงไปหน่อย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ลาวผลิตเอง “โมลาโคเวียร์” ยารักษาโควิดชนิดเม็ด ภายใต้การสนับสนุนของบริษัทยายักษ์ใหญ่ เพื่อให้ประเทศเล็กๆ เข้าถึงยารักษาผู้ป่วยโควิด

รัฐวิสาหกิจยาลาวขาย “โมลาโคเวียร์” กระปุกละ 400,000 กีบ หรือพันกว่าบาท มีปฏิกิริยาจากชาวลาวพอควร บ้างบ่นว่าแพงไป บ้างก็ว่าหาซื้อยาก

รัฐบาลลาวนำร่องใช้ยาเม็ด “โมลาโคเวียร์” กับผู้ป่วยโควิดอาการเบาบาง ระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ อายุระหว่าง 18-65 ปี

สปป.ลาว ประเทศที่มีประชากร 7 ล้านกว่าคน ต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ไม่ต่างประเทศอื่น

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขลาว ในวันที่ 5 ม.ค.2565 พบมีผู้ติดเชื้อโควิดสะสม 114,787 คน และเสียชีวิตสะสม 409 คน ช่วงปลายปีที่แล้ว มีผู้ติดเชื้อโควิดในลาวสูงขึ้น เฉลี่ยวันละพันคน และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 5-6 คน

ด้านการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด สาธารณสุขลาวได้ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนได้ครบ 50% ของประชากรทั้งประเทศแล้ว หรือประมาณ 3 ล้าน 6 แสนคน โดย สปป.ลาว ได้วัคซีนบริจาคจากจีน ,สหรัฐ, ญี่ปุ่น, อังกฤษ และกัมพูชา นอกจากนี้ ลาวยังเข้าร่วมโครงการ COVAX

ปลายปีที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขลาว อนุญาตให้รัฐวิสาหกิจโรงงานผลิตยา หมายเลข 3ดำเนินการผลิตยาต้านไวรัส เพื่อใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือเป็นโครงการนำร่อง ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การอนามัยโลก(WHO)

ช่วงปีใหม่ ชาวลาวได้รับข่าวดี เมื่อรัฐวิสาหกิจโรงงานผลิตยาหมายเลข 3 นำยา “โมลาโคเวียร์” (Molacovir) ออกวางจำหน่ายทั้งในนครหลวงเวียงจันทน์ และต่างแขวง

‘นำร่องรักษาโควิด’

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การผลิตยา “โมลาโคเวียร์” ใน สปป.ลาว เป็นโครงการนำร่อง ภาย ใต้การกำกับดูแลขององค์การอนามัยโลก (WHO) สำหรับใช้รักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1,000 คน

องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา(FDA)ได้อนุมัติให้ใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) สำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสในการเสียชีวิต โดยสาธารณสุขลาว ได้ผลิตยาชนิดดังกล่าว ภายใต้ชื่อ โมลาโคเวียร์

ยาโมลาโคเวียร์ รักษาโควิด ขายกระปุกละ 4 แสนกีบยาโมลาโคเวียร์ รักษาโควิด ขายกระปุกละ 4 แสนกีบ

ยาโมลาโคเวียร์ เป็นยาเม็ดชนิดรับประทาน โดยผู้ป่วย 1 คน จะต้องกินยาประมาณ 40 เม็ดต่อการรักษา 1 ครั้ง ซึ่งผู้ป่วยที่สามารถใช้ยานี้ได้ จะต้องไม่มีอาการปอดอักเสบ และเริ่มใช้กับผู้ติดเชื้อโควิดอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีอาการน้อย หรืออยู่ในระยะเริ่มต้นการติดเชื้อโควิด

สำหรับการจำหน่าย ยาโมลาโคเวียร์ ในเบื้องต้นขายกระปุกละ 400,000 กีบ หรือ 1,192 บาท ซึ่งได้กระจายยาไปยังร้านขายยาในนครหลวงเวียงจันทน์ และบางแขวงที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่ปรากฏว่า มีการขายยาตัวนี้ผ่านออนไลน์ และมีเสียงสะท้อนว่า ราคาแพงเกินไป ทำให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงยา

‘เพื่อมนุษยชาติ’

หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใด สปป.ลาว จึงได้ผลิตยา “โมลาโคเวียร์” รักษาโควิด ซึ่งตามรายงานข่าวเมื่อ 28 ต.ค.2564 บริษัท Merck ประเทศเยอรมัน ได้ลงนามข้อตกลงด้านสิทธิบัตรกับองค์การบริหารสิทธิบัตรยาร่วม ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ เปิดทางให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำ ได้เข้าถึงสูตร และสามารถผลิตยาต้านไวรัส โมลนูพิราเวียร์เอง

ข้อตกลงดังกล่าว ควบคุมประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้ต่ำ 105 ประเทศ ในแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งประเทศในอาเซียน ประกอบด้วยลาว,เมียนมา,กัมพูชา,เวียดนาม,ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

องค์การบริหารสิทธิบัตรยาร่วม จะให้สูตรการผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ แก่บริษัทที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดย Merck จะไม่เก็บเงินค่าสูตรยาดังกล่าว ตราบใดที่โควิด-19 ยังเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

กระทรวงสาธารณสุขลาว ได้มอบให้รัฐวิสาหกิจโรงงานผลิตยาเลข 3 เป็นผู้ผลิตยาต้านไวรัสโควิด-19 ในชื่อ “โมลาโคเวียร์” หรือตัวยาโมลนูพิราเวียร์นั่นเอง

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “ทักษิณ ชินวัตร” มีนาคมปี65 พ้นเดือนเข้าเคราะห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499882

05 ม.ค. 2565 |19:30 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "ทักษิณ ชินวัตร" มีนาคมปี65 พ้นเดือนเข้าเคราะห์

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ “ทักษิณ ชินวัตร” มีนาคมปี65 พ้นเดือนเข้าเคราะห์ ตกดวงเบียดเบียนให้อึดอัดใจ แก้กรรมด้วยการไม่สร้างความแตกแยก ร่ำรวยในกำลังธาตุ ธุรกิจถูกโฉลก แก่ต้วไม่มีจน เตือนระวังบริวาร “อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” มีดวงเป็นผู้นำ เป็นคนไม่ยอมคน

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำสวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย ผ่าดวงวิกฤติ ปี 2565 ปีขาลธาตุน้ำ ชีวิตคนต่างแดนต้อนรับปีใหม่ โทนี่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 สัญญา 4 ข้อ อวยพรให้คนไทยให้ได้กลับบ้าน อายุพ้นเคราะห์ เดือนมีนาคม แต่ตกยามขัดแย้งและเบียดเบียน ให้เดือดเนื้อร้อนใจ กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะดาวเสาร์เข้ากุมต้องแก้ที่พฤติกรรมของตน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "ทักษิณ ชินวัตร" มีนาคมปี65 พ้นเดือนเข้าเคราะห์

ทั้งที่กำลังธาตุความสุขล้นหลาม ด้วยเงินทองมั่งคั่ง แต่ยามเกิดในดวงชะตา ที่เหมือนถูกจองจำด้วยการกระทำของตนเอง ก่อให้เกิดความแตกแยก วุ่นวาย สาดซัด ไม่ปรองดอง ทำลาย พลัดพราก  ฯลฯ กลับมาได้แต่ควรหลีกเลี่ยงและระมัดระวัง

ดวงชะตามีความคิดที่กว้างไกลวิสัยทัศน์ดี แต่ใช้ไม่ถูกทาง ด้วยอารมณ์ที่อ่อนไหว ชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่แฝงด้วยความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ดื้อรั้น ฯลฯ อีกทั้งบริวารให้ระวัง หากไม่แก้ไขที่พฤติกรรมของตนเองก่อน อย่าหวังไปคิดแก้ไขบ้านเมือง

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "ทักษิณ ชินวัตร" มีนาคมปี65 พ้นเดือนเข้าเคราะห์

ซินแสเข่ง กล่าวสรุปเพิ่มเติม ถึงคุณโทนี่ มีดวงชะตา ไม่ต่างจากบุตรสาว อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย  มีดวงต่างเส้นทางกับคุณทักษิณ งานราชการมีโอกาสรุ่ง ประสพความสำเร็จ มีความเป็นผู้นำ แต่ต้องไม่ทำร้ายตนเองเหมือนบิดา เป็นคนไม่ยอมคน รักครอบครัว ระวังบริวารไม่ดีจะสร้างความแตกแยกเกิดขึ้นในชีวิต

ครั้งที่ล้าน “ทักษิณ” อยากกลับบ้าน กลัวดีลลับล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499857

05 ม.ค. 2565 |16:41 น.

ครั้งที่ล้าน "ทักษิณ" อยากกลับบ้าน กลัวดีลลับล่ม

นิยายเรื่องเก่า “ทักษิณ” ชิงประกาศกลับบ้าน ปลุกเร้าแดงให้เชื่อมั่น แต่ตัวแปรในสนามเยอะ ทั้งก้าวไกล ทั้งอดีต กปปส. ขวางแลนด์สไลด์ ทำให้ดีลลับล่ม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ครั้งที่ล้าน “ทักษิณ” ประกาศจะกลับบ้าน ตั้งแต่ปลุกแดงห้าวจนแดงเหี่ยว ฝันก็ไม่เป็นจริง ยิ่งนานวัน ยิ่งห่างไกลไปเรื่อยๆ

อาการอยากกลับบ้านต้นปี 2565 ของ “ทักษิณ” สะท้อนความไม่แน่นอน เพื่อไทยจะไม่แลนด์สไลด์ คุมลูกพรรคไม่อยู่ รวมถึงกระแสยุบพรรค

“ทักษิณ” รู้ดีว่าภูมิทัศน์การเมืองไทยเปลี่ยน มีตัวแปรใหม่ ไม่ง่ายเหมือนสมัยไทยรักไทย จึงต้องออกแรงหนัก และเปลืองเนื้อเปลืองตัวมากเป็นพิเศษ

ค่ำวันที่ 4 ม.ค.2565 โทนี่หรือทักษิณ ชินวัตร โผล่มาพูดคุยกับ CARE Talk x CARE Club House ตอนถอดบทเรียนสึนามิเพื่อกู้วิกฤติโควิด ประเทศจะรอดผู้นำต้องฉลาดจริงไหม แต่คนไทยก็ไม่ได้สนใจเรื่องโควิดที่ทักษิณพูดหรอก

“ทักษิณ” เปิดประเด็นกลับบ้าน ภายใน 2565 ท่ามกลางกระแสข่าวยุบพรรคเพื่อไทยรุมเร้าเขย่าขวัญ ส.ส. และโพลภายในสำรวจพบเพื่อไทยไม่แลนด์สไลด์

ถ้อยวลีที่ว่า “จะกลับบ้านเมื่อไหร่ จะกระซิบอุ๊งอิ๊ง..” บอกชัดว่า คนดูไบวางตัวลูกสาวคนเล็กเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ในอนาคตของเพื่อไทย

‘การเมืองดีลลับ’

แม้จะเปิดตัวอุ๊งอิ๊งที่เมืองหลวงภาคอีสานด้วยเฉดสีแดง ตามด้วยแคมเปญเพื่อไทยแลนด์สไลด์ แต่ “ทักษิณ” ก็รู้ถึงความจริง เมื่อโพลภายในสำรวจพบเพื่อไทยไม่แลนด์สไลด์

คนเพื่อไทยรู้ดีว่า คนดูไบทั้งทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมีบทบาทผ่านตัวละคร 2-3 คน หนึ่งในนั้นคือ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล

แนวทางของยิ่งลักษณ์ จะมีลักษณะชูธงแดง เหมือนต้องการชิงฐานคนรุ่นใหม่จากก้าวไกล แต่ทักษิณยังมีลักษณะประนีประนอมสูง ซึ่งการไม่เดินเกมแรงของทักษิณ จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องเกี้ยเซี้ยกับชนชั้นนำ

พูดถึงสนามเลือกตั้ง จุดอ่อนที่แก้ได้ยากคือ ภาคใต้ และภาคกลาง พรรคเพื่อไทยแทรกเข้าไปได้ยากในภาคใต้ ส่วนภาคกลาง ก็ถูกพรรคพลังประชารัฐแย่งบ้านใหญ่ไปในบ้านป่ารอยต่อฯ ดังนั้น เพื่อไทยจึงมีสภาพไม่ต่างจากพรรคของคนอีสานและคนเหนือ

กรุงเทพฯ และตัวเมืองใหญ่ พรรคเพื่อไทยเจอแรงเบียดของพรรคก้าวไกล ส่งผลให้ติ่งแดงและติ่งส้ม เปิดศึกวิวาทะกันในโซเชียล

ด้านพรรคพลังประชารัฐ โดยการนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็มีจุดแข็งที่ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และเจาะฐานภาคใต้ได้

ข่าวลือเรื่องประมุขบ้านป่ารอยต่อฯ ใช้ธรรมนัสเปิดบิ๊กดีลกับพรรคใหญ่ของคนแดนไกล เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล จึงมีคนพูดกันหนาหู แม้แต่ติ่งส้มก็ปูดเรื่องนี้ จนกลายเป็นเรื่องบาดหมางในฝ่ายประชาธิปไตย

ดีลลับจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเพื่อไทยจะกวาดเก้าอี้ ส.ส.มาได้เท่าไหร่ และพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.ตามที่คาดหวังหรือไม่

‘กปปส.ภาคใหม่’

เหมือนดาบสองคม “ทักษิณ” ประกาศกลับบ้าน ด้านหนึ่งสร้างมั่นใจให้ลูกพรรค และกองเชียร์สีแดง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายต่อต้านนำเรื่องนี้ไปขยายผล

ในชั่วโมงนี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ลาออกจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย มาก่อตั้งพรรคไทยภักดี ก็มีถาวร เสนเนียม ให้การสนับสนุน ตามมาด้วยพรรคไทยสร้างสรรค์ ที่รอวันเปิดตัวก็มีอดีตแกนนำ กปปส. 2 คนเป็นแกนนำหลัก

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เพิ่งให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย เมื่อเร็วๆนี้เกี่ยวกับอดีตแกนนำ กปปส.ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ 5 อดีตแกนนำ กปปส. พ้นสมาชิกภาพของ ส.ส. พวกเขาก็กลายเป็นอิสรชน สามารถตัดสินใจเลือกแนวทางตัวเองได้

พรรคไทยภักดี กำลังกลายศูนย์รวมมวลชน กปปส.แทนที่พรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งช่วงหลังมีสภาพไม่ต่างจากพรรคของตระกูลเหล่าธรรมทัศน์

ส่วนพรรคไทยสร้างสรรค์ ที่จะมีการเปิดตัวภายในเดือน ม.ค.2565 โดยมีรายงานข่าวว่า ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และสกลธี ภัททิยกุล เป็นตัวละครลับหลังม่านพรรคนี้ ก็มีข่าวว่าจะเป็นพรรคสำรองของฝ่ายประยุทธ์

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ พ้นสมาชิกภาพ ส.ส.เหมือนถาวร เสนเนียม แต่ทำหน้าที่กองเชียร์ได้ เหลือแต่สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ที่ยังสามารถเล่นการเมืองได้ โดยสกลธี จะลงสนามชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.

การชิงประกาศกลับบ้านอีกครั้งของทักษิณตั้งแต่ต้นปี 2565 จะกลายเป็นวาทกรรมปลุกเร้าในฝ่าย กปปส.เก่า ที่กำลังจะลงสนามเลือกตั้งซ่อมหลักสี่อย่างพรรคไทยภักดี

ย้อนรอยคดีทุจริต “เงินทอนวัด” ปมอาบัติปาราชิกพระเถระ 5 รูป 3 วัดดัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499772

05 ม.ค. 2565 |10:08 น.

ย้อนรอยคดีทุจริต "เงินทอนวัด" ปมอาบัติปาราชิกพระเถระ 5 รูป 3 วัดดัง

ย้อนรอยคดีทุจริต “เงินทอนวัด” ปมปาราชิกพระเถระ 5 รูป 3 วัดดัง ก่อนเป็นที่มากระทู้จี้นายกฯ สะสางอีกกว่า 30 วัด เอี่ยวเงินทอนวัดสูญเงินล้าน

จากกรณีที่ “ราชกิจจากิจจานุเบกษา” เผยแพร่ การตอบกระทู้ขอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อกรณีที่นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อชาติ ตั้งกระทู้ถาม จากมติมหาเถรสมาคม ให้พระภิกษุ 5 รูป เข้าข่ายอาบัติปาราชิก จากกรณีทุจริต “เงินทอนวัด” ว่าเป็นการพิจารณาแบบเลือกปฏิบัติหรือไม่ เนื่องจากพบว่า มีกรณีแบบนี้ในหลายวัดทั่วประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตอบกระทู้ยืนยันว่า ไม่ได้เป็น
การเลือกปฏิบัติ แต่เป็นการทำหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ได้มีการตรวจสอบแล้ว

ย้อนไปเมื่อปี 2561 คดีทุจริต “เงินทอนวัด” นับเป็นคดีใหญ่ ที่สะเทือนวงการพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ของประเทศไทย จากการที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิด เกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ นำกำลังเข้าตรวจค้นผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งอดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เชื่อมโยงพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูป กลายเป็นข่าวที่กระทบต่อความรู้สึก และความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

ย้อนรอยคดีทุจริต "เงินทอนวัด" ปมอาบัติปาราชิกพระเถระ 5 รูป 3 วัดดัง

เหตุการณ์นี้ เริ่มต้นเมื่อกลางปี 2560 จากการเข้าร้องเรียนของเจ้าอาวาสวัดห้วยตะแกละ จ.เพชรบุรี แจ้งความกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ “ปปป.” เปิดโปงข้าราชการ ที่มีการโอนเงินให้กับวัดเพื่อสร้างอุโบสถ จำนวน 10 ล้านบาท แต่ต้องโอนกลับคืนให้กับข้าราชการ จำนวน 9 ล้านบาท ส่อพฤติกรรมมีพิรุธ ทาง “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” หรือ พศ. จึงเดินหน้าตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด ร่วมกับ ปปป. แบ่งการทำงานเป็นระลอก โดยระลอกแรกลงพื้นที่ตรวจค้น 10 จุด เป็นบ้านพักข้าราชการระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งช่าติ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด พบเอกสารการทุจริตงบบูรณะ และปฏิสังขรวัดของตั้งแต่ปี 2555- 2559 เป็นการเบิกจ่ายไป 33 วัด พบมีการทุจริต 12 วัด มีข้าราชการระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนา และ พลเรือน เกี่ยวข้อง 10 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท

ส่วนลอต 2 เป็นการตรวจสอบ 3 เรื่อง ประกอบด้วยการตรวจสอบงบปฏิสังขรและพัฒนาวัด งบอุดหนุนเพื่อเผยแผ่ศาสนา และงบการศึกษาพระปริยัติธรรม 
พบทุจริต “เงินทอนวัด” 23 วัด โดยการตรวจสอบในครั้งที่ 2 นี้ พบการทุจริต 141 ล้านบาท พบผู้เกี่ยวข้อง 19 คน เป็นข้าราชการ 3 คน พลเรือน 2 คน และพบพระสงฆ์เกี่ยวข้องจำนวน 4 รูป

ย้อนรอยคดีทุจริต "เงินทอนวัด" ปมอาบัติปาราชิกพระเถระ 5 รูป 3 วัดดัง

จนนำไปสู่การตรวจสอบในลอตที่ 3 ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นลอตที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคม และพุทธศาสนิกชนอย่างยิ่ง เนื่องจากการตรวจสอบพบทุจริต “เงินทอนวัด” ดังใน กทม. 3 วัด คือ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดสัมพันธวงศาราม และวัดสามพระยา ส่วนข้าราชการ พศ.ที่ร่วมทุจริต ก็ยังเป็นกลุ่มเดียวกับลอตที่ 1 ถึง 2 และลอตที่ 3 นับเป็นการตรวจสอบพระเถระชั้นผู้ใหญ่ถึง 5 รูป คือ

  1. พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
  2. พระพรหมเมธี (จํานงค์ เอี่ยมอินทรา) วัดสัมพันธวงศาราม
  3. พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา
  4. พระราชอุปเสณาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระเมธีสุทธิกร) (สังคม สังฆะพัฒน์) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
  5. พระราชกิจจาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระวิจิตรธรรมาภรณ์) (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
  6. พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา
  7. พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คํามา) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ย้อนรอยคดีทุจริต "เงินทอนวัด" ปมอาบัติปาราชิกพระเถระ 5 รูป 3 วัดดัง

ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการเขียนโครงการเบิกงบประมานแต่นำไปใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ หลังจากนั้น จึงมี “ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 7 รูป และที่โด่งดังที่สุด คงหนีไม่พ้นกรณี “พระพรหมสิทธิ” อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และ “พระพรหมเมธี” อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ซึ่งรายหลัง หลบหนีไปขอลี้ภัยที่ประเทศเยอรมนี ถึงขนาดที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ณ ขณะนั้น ต้องบินไปประสานทางการเยอรมนี เพื่อพยายามรับตัวกลับมา 

แต่ในที่สุด ผลคำพิพากษาของศาล ระบุว่า พระเถระ 5 รูป ของวัดสระเกศฯ ไม่พบการทุจริต และไม่ได้มีความผิดเข้าข่ายอาบัติปาราชิก จนต้องทำให้พ้นจากความเป็นสงฆ์ ทำให้เมื่อเดือน เม.ย.2564 อดีตพระเถระทั้ง 5 รูป ได้ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา ในโอกาสพระภิกษุอธิษฐานครองผ้าไตรจีวรรับเข้าหมู่สงฆ์ และ ได้กลับมาห่มจีวร อีกครั้ง

การเดินหน้าตรวจสอบคดีทุจริต “เงินทอนวัด” แม้เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าทำงานมาถึงลอตที่ 4 โดยเป็นการเดินหน้าตรวจสอบวัดทั่วประเทศ ที่ได้รับงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมากกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี 2555-2560 แต่ทุกอย่างยังดูเงียบ และกลับมามีกระแสอีกครั้ง จากกระทู้ครั้งนี้ วัดที่ถูกกล่าวถึงอีก 30 กว่าวัด จะถูกปัดกวาดเช็ดถูให้ “วงการสงฆ์” กลับมาสะอาดหมดจดอีกครั้งหรือไม่

ย้อนรอยคดีทุจริต "เงินทอนวัด" ปมอาบัติปาราชิกพระเถระ 5 รูป 3 วัดดัง

รูัจัก บิ๊กหยม “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” เลขาธิการพรรคไทยภักดีคนแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499764

05 ม.ค. 2565 |08:14 น.

รูัจัก  บิ๊กหยม "พล.ต.ท.ชาญเทพ  เสสะเวช" เลขาธิการพรรคไทยภักดีคนแรก

สร้างเซอร์ไพรส์ เรียกเสียงฮือฮา คอการเมือง เมื่อ หมอวรงค์ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เปิดตัว บิ๊กหยม “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นเลขาธิการพรรคฯ.. มาทำความรู้จัก บิ๊กหยม พล.ต.ท.ชาญเทพ และที่ไปที่มาของการมานั่งเก้าอี้ใหญ่ทำงานให้กับพรรคไทยภักดี

ย้อนไปเมื่อ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2565 พรรคไทยภักดี มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่1/2565 ที่ประชุมมีมติเลือก บิ๊กหยม “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” เป็นเลขาธิการพรรคฯ ซึ่งสร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้กับคนทั่วไปว่า “พล.ต.ท.ชาญเทพ” อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คนในแวดวงสีกากี มาเป็นหัวเรือใหญ่นั่งตำแหน่งเลขาธิการฯ ให้กับพรรคไทยภักดีได้อย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครส่งมา

ที่จริงแล้ว บิ๊กหยม “พล.ต.ท.ชาญเทพ” ได้คุยกับ นพ.วรงค์ มาประมาณ 3-4 เดือนแล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจมานั่งเป็นเลขาธิการพรรคไทยภักดี ที่มาก็คือ หมอวรงค์ สนใจ บิ๊กหยม เพราะทราบว่า บิ๊กหยม เคยได้รับการแต่งตั้งจากนายถาวร เสนเนียม เมื่อครั้งเป็น รมช.คมนาคม ให้เป็นประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง การทุจริตในบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) สายการบินแห่งชาติ ย่อมไม่ธรรมดา

ขณะที่ นพ.วรงค์ กับนายถาวร  สนิทสนมกันมาก ตั้งแต่อยู่พรรคประชาธิปัตย์และเป็น กปปส. ด้วยกัน ทีมงานนายถาวรจึงช่วยประสานให้ทำให้ นพ.วรงค์ และ”พล.ต.ท. ชาญเทพ” เจอกัน ซึ่ง นพ.วรงค์ ได้ชักชวนให้ “พล.ต.ท.ชาญเทพ” มาช่วยทำงานทางการเมืองให้กับพรรคไทยภักดี  “พล.ต.ท.ชาญเทพ” ขอเวลาตัดสินใจ และต่อมา นพ.วรงค์ กับ พล.ต.ท. ชาญเทพ ก็ได้นัดเจอกันอีกหลายครั้ง

ครั้งหลัง ๆ นายถาวร ก็มาด้วย และเมื่อ “พล.ต.ท.ชาญเทพ” ตกลงว่าจะมาทำงานทางการเมืองให้กับพรรคไทยภักดี ก็ได้ทำเรื่องกราบบังคมทูลลาออกจากตำรวจราชองครักษ์พิเศษ   ส่วนนายถาวร จะมาทำงานให้กับพรรคไทยภักดี ด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอดูกันต่อไปซึ่ง นพ.วรงค์ ก็ได้ชักชวนให้มาร่วมงานทางกับพรรคไทยภักดีเช่นกันแต่นายถาวร ยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ หมอวรงค์ เคยบอกว่า พรรคไทยภักดี ยังมีไพ่อีกหลายใบที่เขาจะเปิดหน้าไพ่ออกมาให้ผู้คนได้ฮือฮา โดยจะเปิดหน้าไพ่ทีละใบ และจะเปิดทีมงานชุดใหญ่ทั้งหมดในปลายเดือนมกราคมนี้ และเชื่อมั่นว่าด้วยคนที่มีคุณภาพของพรรคไทยภักดี จะทำให้พรรคไทยภักดีไปได้ แม้ว่ากติกาในปัจจุบัน ระบบเลือกตั้งใช้บัตร 2 ใบ จะเอื้อให้กับพรรคการเมืองใหญ่ก็ตาม  

สำหรับประวัติของ “พล.ต.ท.ชาญเทพ” ในแวดวงตำรวจเรียกเขาว่า บิ๊กหยม เป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล-อดีตนายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ 

เขาจบโรงเรียนนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 36 (นรต.36) เป็นเพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  

ชีวิตราชการ-เส้นทางในวงการสีกากี บิ๊กหยม เป็นนายตำรวจได้ทั้งสายบู๊-สายบุ๋น และค่อนข้างโลดโผนโจนทะยาน ไต่เต้าจากรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช  รองสารวัตรแผนก 3 กองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาลพระนครเหนือสืบสวนคดีสำคัญ เช่น คดีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  คดีจับตายลูกน้องตี๋ใหญ่คนสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ชีวิตนายตำรวจสัญญาบัตร-ยศร้อยตำรวจโท ต้องถูกโยกมาเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ก่อนจะขอย้ายมาเป็นรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรตำบลทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และได้ขึ้นเป็นสารวัตรสถานีตำรวจภูธรตำบลฉลุง อำเภอเมืองพัทลุง ก่อนจะย้ายกลับมาเป็นสารวัตรแผนกประวัติและจัดกำลัง กองกำกับการกำลังพล กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นสารวัตรแผนก 2 กองกำกับการ 1 กองปราบปราม และสารวัตรแผนก
5 กองกำกับการ 1 กองปราบปราม

ไปเป็นรองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจรถไฟ  รองผู้กำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจป่าไม้  เป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ  โยกมาเป็น ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจป่าไม้  ผู้กำกับการกลุ่มงานสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดนย้ายไปเป็นผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการตำรวจน้ำ-รองหัวหน้าชุดปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติด

ชีวิตตำรวจของ “พล.ต.ท.ชาญเทพ” ขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นรองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ ย้ายเป็นรองผู้บังคับการหัวหน้าศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 รองผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ

ติดยศนายพลในตำแหน่งผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จากนั้นไปเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี และผู้บังคับการตำรวจน้ำ

ต่อมาปี 2553 รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล จากนั้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มือทำงานเบื้องหลังปิดคดีระเบิดศาลพระพรหม แยกราชประสงค์   ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตามลำดับ ก่อนจะขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดบนเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560

เข้าสู่วงโคจรอำนาจทางการเมืองจากตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุค คสช. เมื่อ 13 ตุลาคม 2559

เขาเคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินฯต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง สนช.  ว่ามีทรัพย์สินจำนวน 128,284,977 บาท 

ชีวิตหลังเกษียณไปทำสวนทำไร่ที่เขาใหญ่ และเป็นทีมงานช่วยงานนายถาร เสนเนียม และล่าสุดมานั่งเป็นเลขาธิการพรรคไทยภักดี คนแรก  

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499745

05 ม.ค. 2565 |02:02 น.

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

จับตาสถานการณ์การเมืองไทยปีเสือ 2565.. ปีแห่งการชี้อนาคตของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง หรือสั่นคลอนจนต้องยุบสภา ลาออก หรือนำไปสู่การเกิดการรัฐประหารอีกครั้ง

ปี 2565 หรือปีเสือ.. มีการประเมินกันว่าสถานการณ์การเมืองปีนี้ น่าจะร้อนแรงมากกว่าทุกปีเพราะมีหลายปัจจัยและหลายปัญหาที่อาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้

ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา การลาออก หรือแม้แต่การรัฐประหาร ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด “คมชัดลึก” ได้ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อวิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2565 ซึ่งมีหลายประเด็นให้ชวนคิด วิเคราะห์และติดตามอย่างยิ่ง 

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

รศ.ดร.ยุทธพร เปิดประเด็นถึงสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2565 ว่า ปัญหาใหญ่ ๆ ทางการเมืองของไทยในปี 2565 นี้ยังคงรุมเร้ามากไม่ต่างจากปี 2564 แต่มี 3 ปัจจัยหลักที่จะทำให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือเรียกว่าเป็นการชี้อนาคตของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ นั่นคือ 1.เสถียรภาพของรัฐบาล 2.ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานของรัฐบาล และ 3.ความชอบธรรมทางการเมือง 
 

ดังนั้น หากเจาะลึกลงไปในแต่ละปัจจัยที่กล่าวถึง ประการแรก เสถียรภาพของรัฐบาลก็จะมีทั้งในส่วนของเสถียรภาพในสภาและเสถียรภาพนอกสภา ซึ่งเสถียรภาพในสภานั้น ในปี 2565 นี้จะยิ่งมีอำนาจการต่อรองในพรรคร่วมรัฐบาลสูงมาก ขณะที่ในพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ด้วยกันเองยังมีปัญหาหลายก๊ก หลายก๊วนการเมือง ซึ่งในปี 64 เกิดเหตุการณ์สำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อล้มนายกฯ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนนำไปสู่การปลดรัฐมนตรีออกจากรัฐบาล 2 คน รวมไปถึงกระแสรอยร้าวใน 3 ป. คงเป็นปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ 

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ก็มีปัญหา ยิ่งใกล้ถึงฤดูการเลือกตั้ง การเกิดเหตุการณ์สภาล่มก็จะยิ่งเห็นได้บ่อยครั้ง เพราะเป็นการต่อรองทางเกมการเมืองกับรัฐบาล ยิ่งถ้าการเลือกตั้งมีความชัดเจนมากขึ้นเท่าไร การเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาลจะยิ่งเห็นชัดเจนมากขึ้น เพราะการเข้าร่วมกับรัฐบาลนั้น เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า และการจะเรียกร้องให้ฝ่ายค้านมาประชุมให้ครบองค์ประชุมนั้น คงไม่ใช่เพราะฝ่ายที่ต้องรักษาสภาพการณ์คือรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก ฉะนั้น การจะเกิดเสถียรภาพในสภายังไม่มี 

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

ส่วนเสถียรภาพนอกระบบ ในปี 2565 นี้จะยังคงมีการเคลื่อนไหวชุมนุมอย่างต่อเนื่อง การชุมนุมของมวลชนจะกลับมาอีกครั้ง จากการจับกุมคุมขังแกนนำเหล่านี้ รวมไปถึงมิติปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาโควิด ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาเหล่านี้จะนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องของประชาชนให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา หรือแม้แต่การใช้อำนาจรัฐต่อการดำเนินโครงการต่าง ๆ ในท้องถิ่น จะทำให้เกิดการชุมนุมขึ้น เช่น กรณีจะนะรักษ์ถิ่น การชุมนุมของมวลชนจากหลายภาคส่วนและจากหลาย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะส่งผลเสียต่อรัฐบาลได้

ประการที่สอง ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศ  เช่น ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาโควิด และ “โอไมครอน” ที่มีการระบาดรอบใหม่และยืดเยื้อ ปัญหาเหล่านี้ที่กระทบต่อเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชน จะเกิดผลต่อทางการเมือง แม้รัฐบาลจะกู้เงินจำนวนมากมาแก้ปัญหาและเยียวยา หรือแม้แต่ขยายเพดานหนี้สาธารณะไปที่ร้อยละ 70 จะไม่สามารถแก้ปัญหาให้หมดไปได้ และจะโยงไปสู่ปัจจัยที่สามคือความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งจะพบว่าในปี 2564 นั้นมีเสียงเรียกร้องอย่างมากว่านายกฯ จะลาออกเมื่อไร จะยุบสภาไหม แต่นายกฯออกมายืนยันว่าจะอยู่ครบวาระและอยู่อีก 4 ปี ในปี 2565 นี้หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ เสียงเรียกร้องต่อความชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาลต่อไปจะยังคงมีอยู่ และเป็น 3 ปัจจัยปัญหาสำคัญของรัฐบาลที่ต้องรีบแก้ไข 

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

รศ.ดร.ยุทธพร ชี้ด้วยว่าปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในปี 2565 นี้มี 2 เรื่องด้วยกันคือ 1.การแก้ไขรธน. ถ้าจะแก้ทั้งฉบับต้องทำประชามติ คือการทำประชามติทั้งก่อนแก้ไขรธน.และหลังแก้ไขรธน. 2.คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองที่จะส่งผลต่อภาคประชาชน ที่จะต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไป 

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะเกิดอุบัติทางการเมืองในปี 2565 นั้นมีหรือไม่ รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า มีสูงมาก ทั้งในแง่ของการยุบสภาที่อาจเกิดจากปัญหาที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศได้จนทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ว่าจะจบเมื่อไร จนพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันอาจจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล หรือรัฐบาลเลือกที่จะยุบสภาเองเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการทำรัฐประหาร ทุกปัจจัยล้วนเกิดขึ้นได้หมด ถึงเรียกว่าเป็น “ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล”

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

ส่วนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในส่วนของกฎหมายเลือกตั้งส.ส.กับกฎหมายพรรคการเมืองนั้น ถ้าสภาพิจารณาผ่านวาระ 3 จะทำให้เกิดการยุบสภาและเลือกตั้งเร็วขึ้นไหม รศ.ดร.ยุทธพร ให้ข้อสังเกตว่าถ้าจะยุบสภา จะไม่เกี่ยวกับกฎหมายประกอบรธน.ว่าด้วยการเลือกตั้งเลย แต่จะขึ้นกับปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า 

“การเมืองไทยจะยุบสภาคือฝ่ายบริหารได้เปรียบ หรือเกิดการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล และความสัมพันธ์ทางการเมืองกับเศรษฐกิจด้วย ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็อาจจะยุบสภา หรือลาออก การแก้ไขกฎหมายลูกเลือกตั้ง 2 ฉบับนี้ เป็นเพียงเงื่อนไขเล็ก ๆ เท่านั้น แต่โอกาสเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองมีทุกรูปแบบ ทั้งยุบสภา นายกฯ ลาออก นายกฯ ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี และอาจจะเกิดการรัฐประหารได้ กฎหมายลูกเลือกตั้ง 2 ฉบับ จึงเป็นเพียงการชิงดำทางการเมืองเท่านั้น” 

กรณีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ ครบ 8 ปี นั้น รศ.ดร.ยุทธพร ย้ำว่าประเด็นนี้สำคัญมากเพราะเกี่ยวข้องกับ 3 กรณีด้วยกันคือ 1.การวางบรรทัดฐานทางการเมืองของประเทศไทย เพราะยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 2.ชี้อนาคตรัฐบาลชุดนี้ เพราะถ้าเกิด พล.อ.ประยุทธ์ต้องพ้นจากตำแหน่งจริง ๆ รัฐบาลขาดหัวเรือไปต่อไม่ได้ และ 3.ชี้อนาคตทางการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ เอง  ซึ่งจะต้องมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ว่าควรจะสิ้นสุดลงนับจากวันใด 

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

สำหรับแนวทางการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีการ ประเมินไว้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ 1. นับจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกฯ ในปี 2557 จากรัฐบาล คสช. 2.นับจากปี 2560 ตามมาตรา 264 ที่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ที่รัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ และ 3.เริ่มนับวันที่ 9 มิ.ย. 2562 ที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯ แต่นับตั้งแต่วันแรกที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ คือวันที่ 24 ส.ค. 2557 และจะครบ 8 ปีวันที่ 24 ส.ค. 2565 ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า มีโอกาสที่จะเริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์ จากปี 2562 

การเมืองไทยปีเสือ.. ปีแห่งการชี้อนาคตรัฐบาล

ในตอนท้าย รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่าในเรื่องของการยุบพรรคการเมืองนั้น  มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จากกรณีของนายสิระ เจนจาคะ ถูกศาลรัฐธรรมนูยวินิจฉัยสิ้นสุดสมาชิกภาพส.ส. ในฐานะที่นายสิระ เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ พรรคต้องรับผิดชอบต่อกรณนี้เช่นกัน หรือกรณีพรรคเพื่อไทย ที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้วิดีโอคอลเข้ามาร่วมพูดคุยกับสมาชิกพรรค จะขัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองในแง่ของการห้ามบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำพรรค หรือชี้นำพรรค ส่วนพรรคก้าวไกล มีกรณีที่ นายณฐพร โตประยูร ยื่นคำร้องให้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคฐานเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กรณีเข้าร่วมชุมนุมและใช้ตำแหน่ง ส.ส.ประกันตัวนักศึกษา ที่มีสมาชิกพรรคเข้าร่วมการชุมนุมและประกันตัวแกนนำกลุ่มราษฎร 

“จุดที่ต้องจับตามองคือทั้ง 3 พรรค มีโอกาสถูกยุบพรรคได้เช่นกัน และห้วงจังหวะเวลาการยุบพรรคอาจจะเกิดขึ้นในช่วงของการลงสู่สนามเลือกตั้งของพรรคการเมือง เช่น กรณีที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งพรรคก้าวไกลมีโอกาสสูงมากที่จะถูกยุบพรรคในลักษณะเดียวกันนี้” 

เปิดตัวประชันวิสัยทัศน์ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมกทม. หลักสี่ งานนี้มีเดือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/499726

05 ม.ค. 2565 |00:34 น.

เปิดตัวประชันวิสัยทัศน์ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมกทม. หลักสี่ งานนี้มีเดือด

เลือกตั้งซ่อมกทม.หลักสี่ ศึกแห่งศักดิ์ศรี ชี้ชะตามเมืองกรุง สามผู้สมัครพรรคการเมืองสำคัญ เปิดตัวประชันวิสัยทัศน์ ผ่านรายการคมชัดลึก โดย วราวิทย์ ฉิมมณี

การเลือกตั้งซ่อมกทม. เขตหลักสี่-จตุจักร กำหนดขึ้นในวันที่ 30 ม.ค.65 บรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้ง เปิดตัวลงพื้นที่พบปะประชาชนกันแล้ว  เช่นเดียวกัน  รายการคมชัดลึก ได้มีโอกาสต้อนรับ สามผู้สมัคร จากพรรคการเมืองสำคัญ มาร่วมประชันวิสัยทัศน์ ในตอน เลือกตั้งหลักสี่ ศึกแห่งศักดิ์ศรี ชี้ชะตาเมืองกรุง   คุณวราวิทย์ ฉิมมณี ผู้ดำเนินรายการ   โดยผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม กทม.เขตหลักสี่ แต่ละคนให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อประชาชนได้ร่วมพิจารณา 

เปิดตัวประชันวิสัยทัศน์ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมกทม. หลักสี่ งานนี้มีเดือด

เริ่มจาก  มาดามหลี  สรัลรัศมิ์  เจนจาคะ  พลังประชารัฐ 


ยอมรับมาทวงเก้าอี้ให้กับสามี สิระ เจนจาคะ อดีตเจ้าของเก้าอี้  
ด้วยคอนเซ็ปต์ เลือก “มาดามหลีได้สิระคืนมา”   ที่สำคัญคนหลักสี่เสียดายคุณสิระ เพราะเป็นคนที่ทำงานเพื่อคนในพื้นที่ จึงอยากให้มาดามหลีเป็นตัวแทน เพราะกลัวว่าทิ้งพื้นที่ ไม่ได้กลัวว่าจะมีการมองว่าสิระไปส่งภรรยามาแทน 

“มาดามหลี”  กล่าวว่า การทำพื้นที่เป็นเรื่องที่ คนหลังบ้านดูแลอยู่แล้ว ชาวบ้านคุ้นเคยเพราะทำงานให้ชุมชนทุกวัน ซึ่งปกติคุณสิระ เป็น ส.ส.ที่ทำงานในสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานกรรมาธิการกฎหมาย   เพราะฉะนั้นเรื่องในพื้นที่จึงเป็นหน้าที่ ของมาดามหลีที่ทำงานปกติ 
ซึ่งเข้าใจพื้นที่ไม่แพ้คุณสิระแน่นอน และชาวบ้านก็คิดถึงการทำงานตลอด 3 ปีของคุณสิระมาตลอด เป็นกำลังใจให้กับพวกเรา

มาดามหลี  สรัลรัศมิ์  เจนจาคะ  ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมกทม.เขตหลักสี่ พรรคพลังประชารัฐ มาดามหลี  สรัลรัศมิ์  เจนจาคะ  ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมกทม.เขตหลักสี่ พรรคพลังประชารัฐ 

มองบทบาทส.ส.อย่างไร ระหว่างดูแลประชาชน กับบทบาทในสภา  

มาดามหลี : ที่ผ่านมาคุณสิระ ก็ทำงานในสภาฯเยอะมาก และโดดเด่นจากการเป็นประธานกรรมาธิการกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ที่ต้องการให้แก้ปัญหา  ซึ่งหากมาดามหลีได้เป็น ส.ส. ก็ต้องกลับบทบาทกัน คุณสิระมาดูแลพื้นที่ ส่วนมาดามหลีจะไปทำงานในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นการเชื่อมต่อกัน ไม่ใช่ นอมินี แต่เป็นการทำงานคู่กันเคียงบ่าเคียงไหลกันอยู่แล้ว ส.ส.อยากผลักดันเรื่อง ปากท้อง เรื่องค่าครองชีพให้ประชาชนอยู่ได้ และส.ส.ที่ประชาชนเลือกต้องทำงานใกล้ชิดประชาชน

ส่วนการผลักดันกฎหมายถือเป็นนโยบายพรรคที่ส.ส.ในพื้นที่ต้องสนับสนุน ซึ่งสำคัญส.ส.ต้องไม่ทิ้งพื้นที่และประชาชนต้องเข้าถึงได้ง่าย และต้องทำควบคู่ทั้งสองด้าน และต้องเป็นตัวกลางที่ช่วยเหลือชาวบ้านเมื่อเกิดปัญหาแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ถูกทอดทิ้ง  

คู่แข่ง พรรคเพื่อไทย คะแนนห่างกัน สองพันคะแนน กังวลการมาเป็นคู่แข่งจาก สุรชาติ เทียนทอง เพื่อไทย อดีตแชมป์เก่า คิดว่ากระแสนิยมลุงตู่ จะช่วยผลักดันชัยชนะได้หรือไม่ 


มาดามหลี : ยอมรับว่าโครงการรัฐบาล หลายโครงการประชาชนชื่นชม ทั้งโครงการคนละครึ่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ พอใจกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก และเชื่อว่ากระแสพรรค และนโยบายจะผลักดันได้คะแนน รวมถึงช่วงสถานการณ์การโควิด ก็ทำงานดูแล เคียงบ่าไหลประชาชน


การเลือกตั้งหลักสี่ วัดใจคนกรุงเทพฯหรือไม่ 

มาดามหลี : ยอมรับมีส่วนบ้าง แต่อยากให้โฟกัสที่ เขตหลักสี่ ว่าคิดอย่างไรกับ ส.ส.คนนี้  ต้องรอผลที่จะเกิดขึ้นก่อน เร็วไปจะบอกว่าผลเลือกตั้งเขตหลักสี่ชี้วัดความนิยมพรรคพลังประชารัฐ 

ถามย้ำถึง สู้ศึกครั้งนี้ มีคู่แข่ง สุรชาติ เทียนทอง  แพ้เพียง สองพันคะแนน  และคุณสิระ ได้ สามหมื่นสี่พันคะแนน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 170,000 คน


มาดามหลี : ประกาศว่า ครั้งนี้คะแนนมากกว่าเดิมแน่นอน มั่นใจ เพราะเรามีประชาชนที่สนับสนุน จากการเข้าถึงพื้นที่ที่ทำงานมาตลอด เดิมทำพื้นที่บริเวณริมคลอง แต่ตลอด 3 ปีช่วงโควิดทำพื้นที่มาตลอดดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง และคนรุ่นใหม่ก็มีแนวคิดที่หลากหลายความเห็นที่เชื่อว่าจะมีคะแนนนิยมจำนวนนี้มาให้ด้วย

เพชร กรุณพล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล


ยืนยันในจุดยืน เราโอบรัดทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ประเทศเราติดหล่มทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ทั้งคนคิดต่าง เราต้องการให้คนทุกคนมาร่วมมือกัน ทำความเข้าใจกันในปัญหา เพราะประเทศเราติดหล่มความคิดต่าง เพราะฉนั้นเราต้องหาจุดลงตรงกลางให้ได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะเป็นตัวแทนของนักการเมืองที่จะมาทำให้คนไทยทุกคนได้หันหน้ามาคุยกัน  ได้สร้างสรรค์ประเทศ ผมเองก็เป็นหนึ่งเสียง แม้จะเป็น เสียงเล็กๆ และการเป็นนักแสดงสามารถทำได้ตรงนี้ทั้งการตรวจสอบและการช่วยเหลือ 

เพชร กรุณพล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกลเพชร กรุณพล ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล

บทบาทส.ส.อย่างที่ควรจะเป็นสำหรับเพชร กรุณพล


“เพชร” มองว่าส.ส.ต้องมองพื้นที่ ลงพื้นที่ด้วยและนโยบายของพรรคด้วย งานส.ส.ทุกคนรู้อยู่แล้วคืองานนิติบัญญัติเป็นเรื่องของการทำกฎหมายแก้กฎหมาย แต่ว่า ส.ส.คือตัวแทนของชุมชนในท้องถิ่นที่ ถูกเลือกมาทำงานนิติบัญญัติ แต่การดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องในท้องถิ่นด้วย ตัว ส.ส.เองเป็นคนที่ต้องเข้าไปดูแลพี่น้องในพื้นที่ นั่นคือนโยบายที่พรรคเราให้ประชาชนได้รับรู้ในช่องทางประชาชนในการแก้ปัญหา อย่าลืมว่าส.ส.หนึ่งคนต้องดูแลประชากรในพื้นที่ประมาณ 200,000 คน ถ้าคนในพื้นที่ 1,000 คนมีปัญหาโทรหา ส.ส.ทุกคน ส.ส.จะทำงานได้ไหม ไม่มีใครทำงานได้แน่นอนต่อให้มีทีมงานใหญ่แค่ไหนก็ตาม 

สิ่งที่เราต้องทำคือประชาชนสามารถติดต่อส.ส.ได้ และรู้ช่องทางในการแก้ปัญหาว่าช่องทางไหนทั้งกทม.ทั้งประธานชุมชนแม้แต่ช่องทางในการยื่นกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งตัวส.ส.เองจะเป็นผู้ประสานงาน เราไม่ได้ทอดทิ้งหรือเราไม่ได้สนใจแต่เราจะสร้างการเรียนรู้ว่าจริงๆแล้วชาวบ้านมีช่องทางในการแก้ปัญหาโยการให้ส.ส.ในการเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสาน

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือ ส.ส.ไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวคนเดียว รับเรื่องหรือแก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียว แต่เราสามารถทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่าตัวส.ส.มีทีมงานมีช่องทางช่วยเหลือประชาชนได้แม้ตอนนี้เราจะเป็นฝ่ายค้านแต่เราจะเป็นฝ่ายค้ายที่เข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณทุกบาททุกสตางค์เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

“เพชร กรุณพล” ย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าฝ่ายค้านได้รับเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจะทำให้การทำงานตรวจสอบรัฐบาลในการใช้จ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“หลายคนมองว่า แค่อีกหนึ่งปี เราจะไปทำอะไรได้ อย่าลืมว่า หนึ่งปีรัฐใช้งบประมาณ 3.5 ล้านล้าน ซึ่งมหาศาลมาก ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ส.ส.จากฝ่ายค้านเพิ่มเข้าไปก็จะทำให้การทำงานตรวจสอบมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น”

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้าว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคกล้า


อรรถวิชช์ เคยเป็นส.ส.ในพื้นที่ตั้งแต่ปื 2550 อรรถวิชช์ยืนยันไม่ใช่อภิสิทธิ์และมีแนวคิดคนละอย่างกับอภิสิทธิ์

 
“ผมเข้าใจพื้นที่ตั้งแต่หลักสี่ถึงจัตุจักรดีทั้งเรื่องกายภาพและเรื่องของบุคคล ผมว่าผมเข้าใจดีมากเพราะเป็นผู้แทนหลักสี่ในปี 2550 และ หรือแบ่งเขตการเลือกตั้งทีไร ผมจะ มาเป็นผู้แทนจตุจักรในปี 2554 แต่เลือกตั้งคราวที่แล้วปี 2562 ผมไม่ได้ลงในเขตเลือกตั้งนี้ เวลาในการเลือกตั้งทั้ง 3 ครั้ง เวลาที่พรรคเขาเกลี่ยกันทีไร เพื่อนจะเลือกเขตก่อนทุกที ผมเองจะต้องสลับเขตเลือกตั้ง  รวมไปถึงวิธีการเปลี่ยนการนับคะแนน ผมโดนมาหมด ทั้ง 3 ครั้ง “

นักการเมืองเหมือนบุรุษไปรษณีย์

“เราเคยเป็นประธานกรรมาธิการมาเวลาใครเขามาชี้แจงเรา เราก็เอาทุกข์ร้อนของชาวบ้านส่งฝากไปได้ในขณะที่ การงานสภาออกกฎหมายก็ทำไป มันไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะการโจมตีฝั่งตรงข้าม อย่างเดียว มันต้องมีเรื่องอื่นด้วย และต้องเข้าใจเรื่องพื้นที่ด้วย ผมถนัดเรื่องงานทางลัด งานระบายน้ำที่เป็นรายย่อย ตอนที่เป็นที่ปรึกษาผู้ว่ากรุงเทพมหานครทำไปเยอะนะครับ”

“ผมจะบอกว่า งานส.ส.มันมีงานหนึ่งยังงัยก็ต้องมาที่เราคือ ส.ส.จะต้องเป็นสะพานบุญให้ได้ในกรณีที่เชื่อมกันหรือกรณีที่เราเป็นบุรุษไปรษณีย์ให้ได้ทุกร้อนส่งมาเราต้องส่งต่อให้ได้ ถ้าเราจัดการเรื่องนี้ได้มันจะไปได้ไม่ใช่งานยาก”

อรรถวิชช์  สุวรรณภักดี ผู้สมัครเลือกตั้งส.ส.กทม.เขตหลักสี่ พรรคกล้า อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้สมัครเลือกตั้งส.ส.กทม.เขตหลักสี่ พรรคกล้า

มุมมองต่อพื้นที่เลือกตั้งเขตหลักสี่


“อรรถวิชช์”  มองว่า เป็นสถานีที่ชี้วัดครั้งต่อไป ประเด็นคือ การเสนอการเมืองคุณภาพ การเมืองสร้างสรรค์ไปยังทั้งสองฝั่งจะสำเร็จหรือเปล่า เรายังอยู่บนการเลือกตั้งบนความเกลียดและความกลัวหรือไม่ เช่น รักสงบต้องจบที่ลุง ประโยคนี้ยังใช้อยู่ไหม จบแล้วสงบจริงไหม หรือว่าจับปากกาฆ่าเผด็จการ อารมณ์แบบนี้ยังมีอยู่ไหม ถ้ายังมีอยู่ ผมคิดว่าพรรคกล้าโอกาสน้อย แต่ผมก็เลยตัดสินใจว่าเที่ยวนี้ต้องทดสอบ คือ ถ้าเราดูว่าเราอยากจะเห็นประเทศไปข้างหน้าเป็นประเทศที่ทันสมัยสู้กับระบบราชการล้าหลังได้เป็นการเมืองคุณภาพ เอาคนคุณภาพมาลงเลือกตั้ง เพราะคนที่เราคัดมาลงเลือกตั้งคือคุณภาพทั้งนั้นแต่ว่าเรามาถูกทางไหม มันใช่ไหม ต้องวัดกันสนามนี้”

“ที่สำคัญคือผมพยายามให้มันเกิดคือเป้าหมายของชาติให้ได้ถ้าไปเส้นทางนี้ได้ มีโอกาสชนะ ที่สำคัญของการเลือกตั้งคราวนี้ ผมวัดเลยครับว่าการตั้งพรรคการเมืองอย่างพรรคกล้าที่เรานำเสนอการเมืองคุณภาพ ที่เรานำเสนอการเมืองสร้างสรรค์และที่เราเชื่อมั่นว่าการที่จะทำให้บ้านเมืองหลุดพ้นไปได้เนี่ยต้องสู้กับระบบราชการล้าหลัง ไม่ว่าจะเป็นรัฐที่มาจากการทำรัฐประหาร หรือมาจากระบอบประชาธิปไตยก็แล้วแต่มันชนกับระบบราชการล้าหลังไม่ได้สักที เที่ยวนี้ผมรวมคนมือดีเอาไว้ในพรรคจำนวนมาก แต่ผมไม่รู้ว่าแนวทางการเมืองแบบนี้ท่ามกลางการแบ่งซ้ายแบ่งขวามันจะไปได้หรือเปล่า ผมอยากจะให้เวทีที่จตุจักรหลักสี่เป็นตัวชี้วัด พรรคกล้าเราพร้อมและกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นไม่ตั้งชื่อนี้”