ไฟสงคราม “กะเหรี่ยงแดง” เผด็จการเมียนมายึดโมเดลเผาเรียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500417

09 ม.ค. 2565 |21:10 น.

ไฟสงคราม "กะเหรี่ยงแดง" เผด็จการเมียนมายึดโมเดลเผาเรียบ

กองทัพเมียนมาล้อมปราบ “กะเหรี่ยงแดง” ไล่ล่ากองกำลังกะเรนนี ยึดโมเดลรัฐชิน ถล่มบ้านเรือนประชาชนราพณาสูร จับตาคลื่นผู้ลี้ภัยหนีข้ามดอยเข้าแม่ฮ่องสอน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ไฟสงครามล้อมปราบ “กะเหรี่ยงแดง” รัฐกะยา ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเมืองตานทาลาน รัฐชิน กองทัพเมียนมาถล่มหนัก ทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิด ฮ.กันชิพยิงจรวด และปืนใหญ่ถล่ม คลื่นผู้อพยพนับหมื่นมุ่งสู่ชายแดนไทย

กองกำลังประชาชน “กะเหรี่ยงแดง” ประสานกองทัพกะเรนนี ต้านการรุกของทหารเมียนมา ทั้งในเมืองล๋อยก่อ และเมืองดีโมโซ ทำการสู้รบทุกรูปแบบ

ชาวกะเรนนี “กะเหรี่ยงแดง” ถูกทหารเมียนมาใช้อาวุธเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์และทำลายบ้านเรือน ท่ามกลางข่าวสารการพบกันของฮุนเซน-มินอ่องหล่าย เพื่อฟื้นฟูสันติภาพในเมียนมา

ช่วงวันที่ 7-8 ม.ค.2564 สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในฐานะประธานอาเซียน เดินทางไปพบ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ที่กรุงเนปิดอว์ เพื่อหารือกับสภาแห่งรัฐหรือรัฐบาลทหาร เกี่ยวกับดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูสันติภาพในเมียนมา

หลังการพบปะกัน สองฝ่ายได้มีแถลงการณ์ร่วมกัน โดย พล.อ.อาวุโสมินอ่องหล่าย รับปากว่า จะช่วย ปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ในฐานะทูตพิเศษของอาเซียน ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย

นับแต่วันที่ 6 ม.ค.2565 เป็นต้นมา ทหารเมียนมาเปิดการสู้รบกับกองทัพกะเรนนี (KA) ในเขตที่มั่นของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี(KNPP) ตามแนวชายแดนเมียนมา-ไทย ด้าน จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ เครื่องบินขับไล่ของทหารเมียนมาโจมตีเมืองล๋อยก่อ เมืองหลวงของรัฐกะเรนนี ซึ่งเป็นพื้นที่เขตการเคลื่อนไหวของกองกำลังป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงแดง (KNDF)

การเปิดยุทธการกวาดล้างฝ่ายต่อต้านของกองทัพเมียนมา ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยสงครามหนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ควบคุมของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี(KNPP) บริเวณดอยยามู ตรงข้าม อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

‘กองกำลังที่แข็งแกร่ง’

ปัจจุบัน มีกองกำลังประชาชนป้องกันตนเองเกิดขึ้นในทุกรัฐ และทุกภูมิภาคของเมียนมา กองกำลังประชาชน “กะเหรี่ยงแดง” ในนามกองกำลังป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยงแดง (KNDF) ถือว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่ง และสร้างความเสียหายให้แก่กองทัพเมียนมาเป็นอย่างมาก

ในรัฐกะยาหรือรัฐกะเรนนี ยังมีชาวกะเหรี่ยงแดงรวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังประชาชนอีกหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มเมืองดีโมโซ (DMO-PDF) ,กลุ่มเมืองปาย (MB-PDF) และกลุ่มเมืองล๋อยก่อ (LKW-PDF)

กองทัพประชาชนเหล่านี้ ได้รับการฝึกอาวุธจากกองกำลังกะเหรี่ยงแดง (KA) ซึ่งเป็นกองทหารของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (KNPP) หลายครั้ง กองกำลัง KNDF จะร่วมกับกองทัพกะเรนนี (KA) ออกทำการสู้รบกับทหารเมียนมา

‘คลื่นผู้อพยพ’

70 กว่าปีที่แล้ว “กะเหรี่ยงแดง” ในรัฐกะยาหรือรัฐกะเรนนี ได้จัดตั้งกองทัพแห่งชาติกะเรนนี (Karenni National Army: KNA) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน ส.ค.2491 มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการยึดครองรัฐกะยาของรัฐบาลทหารเมียนมา ต่อมา ปี 2518 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (Karenni National Progressive Party: KNPP)

กองกำลังประชาชนกะเหรี่ยงแดง (KNDF)กองกำลังประชาชนกะเหรี่ยงแดง (KNDF)

พรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะเรนนี (KNPP) มีกองบัญชาการส่วนหน้าอยู่ที่ดอยยามู ตรงข้าม อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งยามใดที่กองทัพเมียนมา เปิดยุทธการล้อมปราบกองทัพกะเรนนี(KA) คนไทยแถวแม่ฮ่องสอน ก็จะได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดชัดเจน

สถานการณ์ปัจจุบันในรัฐกะยา ปฏิบัติการทางอากาศ รวมถึงการยิงปืนใหญ่ถล่มเมืองล๋อยก่อ ไม่ต่างจากเหตุการณ์กองทัพเมียนมา เปิดฉากยิงปืนใหญ่เข้าใส่เมืองทานตะลาน รัฐชิน ระหว่างการกวาดล้างกองกำลังป้องกันตนเอง(CDF) ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ในตัวเมือง และกลายเป็นเมืองร้าง เมื่อชาวชินอพยพหนีภัยสู้รบไปอยู่ในประเทศอินเดีย

หากกองทัพเมียนมายึดโมเดลทานตะลาน อาจส่งผลให้ชาวกะเหรี่ยงแดงนับแสนคนหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยในอนาคต

เบื้องหลังรางวัลหมูปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู ทว่าตอนนี้”ปศุสัตว์โดนเท”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500403

ขุนเกษตรพิเรน

09 ม.ค. 2565 |19:09 น.

เบื้องหลังรางวัลหมูปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู ทว่าตอนนี้"ปศุสัตว์โดนเท"

สถานการณ์หมูแพงท่ามกลางข้อสงสัยการลุกลามของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เปรียบได้สำนวน ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน  แต่วงการหมู ตอนรักมอบโลห์มอบรางวัลขอบคุณ แต่สุดท้ายเทกันระหว่างทาง หรือรักเราจะเก่าเก็บและหมดประโยชน์แล้ว เจาะประเด็นร้อน โดย ขุนเกษตรพิเรน

ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน  แต่วงการหมู ตอนรักมอบโลห์มอบรางวัลขอบคุณ แต่สุดท้ายเทกันระหว่างทาง หรือรักเราจะเก่าเก็บและหมดประโยชน์แล้ว

ขุนเกษตรพิเรน เลียบเลาะถนนพญาไท ที่ตั้งของกรมปศุสัตว์ บรรยากาศเงียบสงบ พอๆกับสัญญาณโทรศัพท์ที่ปลายทางไม่มีเสียงตอบรับ

จากหมูแพง หมูไม่มีขาย หมูเริ่มขาดตลาด สุดท้าย เรื่องหมูๆกลายเป็นหมูเขี้ยวตัน 

กลายเป็นประเด็นการเมืองไปแล้วกับการออกมาเปิดโปงรัฐปกปิดข้อมูล ไทยมีโรคระบาด ASF มาแล้ว 3 ปี ของ ส.ส.วิสุทธิ์ ไชยณรุน พรรคเพื่อไทย ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว พร้อมกับข้อมูลเอกสาร รัฐมีการจัดงบประมาณเพื่อใช้ในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ซึ่งเป็นงบที่ส่วนหนึ่งใช้ในการชดเชยสุกรที่ถูกกำจัด

การแถลงข่าวจะไม่มีทางสะเทือนจากรัฐบาลได้เลยหากไม่มีเสียงจากคนในวงการหมูระดับหัวกะทิเรียงหน้าออกมาสะท้อนปัญหาหมูแพงส่วนหนึ่งเกิดจากโรคระบาด และฟันธงตรงกัน คือ หมูเป็นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF 

เอาหละซิ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตและวงกว้างเพิ่มมากขึ้น และเกิดการตอบโต้ไปมาและยืนยันว่าไทยยังปลอดจากโรค ASF จนกระทั่ง สื่อฉบับหนึ่งงัดเอกสารรับรองการตรวจพบ ASF จากห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสนมาโชว์

ไม่ใช่แค่หมัดเด็ดแต่เป็นหมัดที่ตรงเต็มปลายคางรัฐบาล เล่นเอาวงการปศุสัตว์หน้าชากันไปพักใหญ่ๆ

แต่เดี๋ยวก่อน จะโทษปศุสัตว์ฝ่ายเดียวหาใช่เรื่องไม่ วงการค้าหมูหลายคนรู้อยู่เต็มอก หลายคนให้ข่าวพบ ASF มา 3 ปี แล้ว แต่ไฉน 24 ธันวาคม 2563 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จัดงานใหญ่มอบโล่ห์รางวัลเกียรติยศให้กับ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน มอบให้กับนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เชิดชูเกียรติที่ทำให้ไทยรอดพ้นจาก ASF นี่คือหลักฐาน บ่งชี้ว่า 2563 ทั้งปี เราไม่พบ ASF รับรองโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

ถึงตรงนี้…คิดดีๆว่าเกิดอะไรขึ้น มองกันแบบตรงๆ ปี 2563 ถือเป็นปีทองของผู้เลี้ยงสุกรส่งนอก รวมมูลค่า 20,000 ล้านบาท เป็นสุกรมีชีวิต มูลค่า 15,862 ล้านบาท 2,424,064 ตัว 750,061 ตัน และสุกรแช่เย็น แช่แข็ง มูลค่า 3,274 .52 ล้านบาท 26,337.68 ตัน เป็นปีที่ทำเงินสูงสุด เพราะในปี 2562 ไทยส่งออกสุกรขุนเพียง 697,445 ตัวเท่านั้น

วันที่มอบโลห์ มอบรางวัล ผู้เลี้ยงสุกรได้ประโยชน์เต็มๆจากการตรวจไม่พบ ASF 

เกิดอะไรขึ้นกับปี 2564 เหมือนเป็นปีที่เลวร้ายสุดๆกับวงการเลี้ยงหมู เมื่อราคาหมูพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสอดรับกับการมีข่าวการระบาดของโรคเป็นระยะ พอๆกับการออกมาปฏิเสธและยืนกรานจากภาครัฐว่าไทยยังคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) แต่กระนั้น ปี 2564 ไทยยังส่งออกสุกรขุน 978,720 ตัว

ที่สำคัญ เพจไทยคู่ฟ้า ยังลงข่าว รองโฆษกรัฐบาล ดร.รัชดา ธนาดิเรก ยืนยันไทยยังคงสถานะปลอดจากอหิวาต์แอฟริกาในสุกร นี่คือหนึ่งในผลงานสำคัญของรัฐบาล นี่คือหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงที่อ่านครั้งใดแสลงใจทุกครั้ง

เบื้องหลังรางวัลหมูปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู ทว่าตอนนี้"ปศุสัตว์โดนเท"

โบว์แดงแสลงใจ เป็นโบว์รักสีดำรัดคอจนถึงวันนี้


แน่นอนวันนี้ปศุสัตว์ไม่รับว่ามี ASF ด้วยเรื่องข้อกฎหมาย เรื่องการตรวจสอบข้อมูลวิชาการ ด้วยเรื่องระบาดวิทยา และเพื่อให้เป็นสากลเป็นที่ยอมรับ แต่สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรสะท้อนชัดๆคือ ทุกคนรู้ รู้มานาน เมืองนอกก็รู้ ยกเว้นรัฐไทยที่ไม่รู้

“ขุนเกษตรพิเรน” ไม่อยากจะคิดเรื่องทุนใหญ่ได้ประโยชน์ 
แต่เชื่อเหลือเกินตอนนี้ทุนใหญ่ ทุนกลางเดือดร้อน ไม่เช่นนั้น เราคงเห็นการมอบโลห์รางวัลในปีนี้แล้ว 

แต่ที่ตายจากสารบบคนเลี้ยงหมูคือ ทุนเล็ก เกษตรกรรายย่อยที่ล้มหายตายจากอาชีพคนเลี้ยงหมูนับแสนราย ลองถอดหัวใจเกษตรกรออกมาดู ในวันที่มีการฉีดยาทำลายหมูของตัวเองแล้วนำไปฝัง ท่านจะคิดอย่างไร เกษตรกรน้ำตาตกใน

วันนี้…เพียงแค่เริ่มต้น เพียงแค่มีผลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รับรองพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ภาครัฐยังดิ้นขนาดนี้ หรือคนวงการหมูคงไม่รักปศุสัตว์แล้วหรือเปล่า หรือว่าวงการหมูก็ไปต่อไม่ได้ ถึงต้องทิ้งปศุสัตว์ไว้ระหว่างทาง

ปวดตับ “ประวิตร” เจอแม่ไม้ ปชป. ชูลุงตู่สู้ธรรมนัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500401

09 ม.ค. 2565 |18:04 น.

ปวดตับ "ประวิตร" เจอแม่ไม้ ปชป. ชูลุงตู่สู้ธรรมนัส

ศึกชุมพรล้ำลึกกว่าที่คาด “ประวิตร” เจอแม่ไม้ ปชป. ดึง พล.อ.ประยุทธ์ เข้าสู่เวทีหาเสียง ลดเพดานเลือกตั้งซ่อม ให้เป็นเรื่องของอดีตแกนนำ กปปส. กับธรรมนัส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

แพ้ไม่ได้ “ประวิตร” ลั่นคำต่อหน้าคนใกล้ชิดในบ้านป่ารอยต่อฯ สำหรับศึกเลือกตั้งซ่อมชุมพร หลังรู้ข่าวระแคะระคายตระกูลจุลใสฉีกสัญญา

อดีต กปปส.เปิดเกมรุก “ประวิตร” แยก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากพลังประชารัฐ แถมแฉดีลลับสลับขั้วกลางเวทีปราศรัย

ชนะหรือแพ้ “ประวิตร” กับอดีต กปปส. นับวันจะห่างเหิน และหันมาต่อสู้กันเอง โดยฝ่ายนกหวีดต่างพรรคพวกเดียวกัน ยังชูประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี

วันศุกร์ที่ 7 ม.ค.2564 คนชุมพรตื่นเต้นกันทั้งเมือง เมื่อ 2 พรรคใหญ่ ตั้งเวทีปราศรัยห่างกันแค่ 600 เมตร โดยพรรค ปชป.ปักหลักที่เทศบาลตำบลนาโพธิ์ อ.สวี และพรรคพลังประชารัฐ ตั้งเวทีที่ตลาดสวี แถวสถานีรถไฟสวี

วันดังกล่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยกทัพใหญ่ไปเปิดปราศรัยในเขต 1 ชุมพร เป็นครั้งแรก และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประกาศเสียงดังกลางเวทีว่า ศึกนี้แพ้ไม่ได้

มองตามรูปการณ์แล้ว สันติ พร้อมพัฒน์ เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมโดยตำแหน่งเท่านั้น เพราะแม่ทัพตัวจริงก็คือ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งทำงานประสานกับศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร ที่แปรพักตร์จาก ปชป.มาอยู่ พปชร.

เอาเข้าจริง ชวลิต อาจหาญ ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ และอิสรพงษ์ มากอำไพ ผู้สมัคร ส.ส.ปชป. แทบไม่มีคนสนใจมากนัก เพราะการหาเสียงของ 2 พรรค เกิดมีประเด็นแทรกซ้อนเรื่องความขัดแย้งของอดีต กปปส. กับประวิตร-ธรรมนัส

‘ทหารม้าอีสาน’

เริ่มต้นศักราชใหม่ ทีมงาน “ประวิตร” ก็ถูกโฆษก ปชป.เปิดเกมรุก ด้วยข่าวพบ เสธ.ต. และลูกน้อง 100 คน บุกชุมพร ทำให้สถานการณ์เลือกตั้งชุมพร เขต 1 ร้อนฉ่าขึ้นมาโดยพลัน

หลังโฆษก ปชป.ออกมาแถลงเรื่องนายทหาร พร้อมกำลังพลส่วนหนึ่งเข้าไปในพื้นที่ จ.ชุมพร หวังใช้อิทธิพลกดดันในการเลือกตั้งซ่อม ร้อนถึง พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการให้แม่ทัพภาคที่ 4 ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงรวบรวมข้อมูลและรายงานให้กองทัพบกทราบโดยด่วน

ต่อมา พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมายืนยันว่าไม่มีทหารในกองทัพภาคที่ 4 เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่กลับมีรายงานข่าวผ่านนักข่าวสายทหารว่า มีการตรวจสอบภายในพบ เสธ.ต. เป็นผู้บังคับหน่วยทหารม้าในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 และเป็นคนสนิทอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 คนหนึ่ง ซึ่งยังทำงานให้พรรคใหญ่

หน้าเวทีปราศรัยของ ปชป.ที่เทศบาลนาโพธิ์ อ.สวีหน้าเวทีปราศรัยของ ปชป.ที่เทศบาลนาโพธิ์ อ.สวี

ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงให้ ชวลิต อาจหาญ พรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาบอกว่า ไม่เคยได้ยินข่าว และไม่รู้ว่า เสธ.ต. คือใคร เพราะตอนนี้มีแต่ เสี่ย ต. คือตนเองที่มีชื่อเล่นว่า ตึ๋ง เท่านั้น

แว่วข่าวว่า การเปิดประเด็น เสธ.ต. แถมโยงหาบิ๊กพรรคใหญ่ ทำเอาผู้มากบารมีควันออกหู พร้อมสั่งจัดทัพใหญ่บุกชุมพร แถมประกาศจะเปิดเวทีใหญ่อีก 2 ครั้งคือ 12 ม.ค. และ 15 ม.ค.65

‘แผนล้มประยุทธ์’

ศึกเลือกตั้งซ่อมที่ชุมพรแตกต่างจากที่นครศรีธรรมราช ครั้งนี้ “ประวิตร” ต้องเจอแม่ไม้เลือกตั้งของนักการเมืองภาคใต้ของ ปชป. ตั้งแต่การเปิดประเด็น เสธ.ต. จนถึงการขยายแผลกบฏล้มประยุทธ์กลางสภาฯ

พรรค ปชป. เลือก สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมเขต 1 ชุมพร ย่อมมีเหตุผลมาจากสาทิตย์คือ หนึ่งในแกนนำ กปปส. และเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ กปปส. กับลูกหมี ชุมพล จุลใส

แนวทางการหาเสียงของ ปชป. จึงไม่เน้นเรื่องผลงานของพรรคเหมือนที่นครศรีธรรมราช ตรงกันข้ามกับชูภาพลูกหมี ในฐานะอดีตทหารเสือ กปปส. ที่ต่อสู้กับระบอบทักษิณ จนถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพความเป็น ส.ส.

“ลูกหมี คือคนที่ต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมือง และยังเป็นคนที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี” สาทิตย์ กล่าวย้ำทุกเวทีปราศรัย

หนัาเวทีปราศรัยของ พปชร.ที่ตลาดหน้าสถานีรถไฟสวีหนัาเวทีปราศรัยของ พปชร.ที่ตลาดหน้าสถานีรถไฟสวี

ดูเหมือนแกนนำ ปชป. จะยอมรับในกลยุทธ์หาเสียงของสาทิตย์ ที่ขายความเป็นอดีตทหารเสือ กปปส.ของลูกหมี ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของลูกหมี กับป้อม-ธรรมนัส

มิหนำซ้ำ สาทิตย์ยังปูดแผนล้มประยุทธ์ในสภาฯ และเล่าเรื่องดีลลับของนักการเมืองใหญ่บางคนกับคนดูไบ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้จริงหรือเท็จ

สาทิตย์กำลังจะชี้เป้าว่า ลูกหมีกำลังต่อสู้กับคนบางกลุ่ม ที่ต้องการล้ม พล.อ.ประยุทธ์ หลังการเลือกตั้งสมัยหน้า นี่แหละแม่ไม้การเมืองแบบ ปชป.ของแท้

“หมูแพง” เรื่องหมูๆพูดเบาๆก็เจ็บ มีอะไรไม่บอกประชาชนบ้าง โดย ขุนเกษตรพิเรน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500286

ขุนเกษตรพิเรน

09 ม.ค. 2565 |01:13 น.

"หมูแพง" เรื่องหมูๆพูดเบาๆก็เจ็บ มีอะไรไม่บอกประชาชนบ้าง โดย ขุนเกษตรพิเรน

น่าแปลกใจไหมปี63 มูลค่าส่งออกหมู 15,000 ล้าน 2.4 ล้านตัวแต่พอปี 64 จาก ม.ค.-พ.ย. ส่งออกได้เพียง 7,100 ล้าน ตัวเลขนี้ชัดๆคือไม่มีหมูส่ง หมูเริ่มน้อยลง เกิดอะไรขึ้น ทำไมหมูแพง หมูหายไปไหน ยังมีเงื่อนงำอะไรอีกที่ยังไม่บอกประชาชน ในเจาะประเด็นร้อน โดย ขุนเกษตรพิเรน

ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป ต่อสถานการณ์ หมูแพง -หมูหายไปไหน ทำไมถึงแพง โรคระบาดหมู โรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู

รัฐบาลมีอะไรที่ยังไม่บอกประชาชน

“ขุนเกษตรพิเรน” จำเป็นต้องเจียรไนต้นตอประเด็นร้อนที่กำลังเป็นปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู หากปล่อยไว้ไม่ตีแผ่กันบ้างบอกได้เลย จะเป็นปัญหาระดับชาติลามถึงรัฐบาลที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ 

ดีไม่ดี “รัฐบาลลุงตู่” อาจจะเป็นไป เพราะปัญหาหมูที่ไม่หมูนี่หล่ะ 

ขอเริ่มกางตัวเลขการส่งออกหมูในรอบสองสามปี มาเป็นหัวนำในการวิเคราะห์กันก่อน ดูตามข้อมูลข้างล่างครับ 

 ปี 2563 มูลค่าการส่งออก


สุกรมีชีวิต มูลค่า 15,862 ล้านบาท 2,424,064 ตัว 750,061 ตัน  ตลาดส่งออกสำคัญ (เชิงมูลค่า) กัมพูชา 61.49 % เวียดนาม 25.8 % ลาว 9.9 % เมียนมา 3.0 % 

สุกรแช่เย็น แช่แข็ง มูลค่า 3,274 .52 ล้านบาท 26,337.68 ตัน  ตลาดส่งออกสำคัญ (เชิงมูลค่า) ได้แก่ ฮ่องกง 97.3 % กัมพูชา 1.1 % เมียนมา 0.5 % 

ปี 2564 มูลค่าการส่งออก


สุกรมีชีวิต ม.ค.-พ.ย 64   มูลค่า 7,186.63 ล้านบาท

ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่  กัมพูชา  43.97 % เวียดนาม 41.24 % เมียนม่า ลาว และฮ่องกง

เนื้อสุกรสด แช่เย็น แช่แข็ง ม.ค.-พ.ย.64  มูลค่า 1,656.94  ล้านบาท ตลาดส่งออกสำคัญได้แก่  ฮ่องกง (สัดส่วน 96.82 % ) เมียนม่า ลาว และกัมพูชา 

ที่มา : กระทรวงพาณิชย์ 

มองชัดๆ ปี 2563 ส่งออก 15,000 ล้าน 2.4 ล้านตัว สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้จัดงานขอบคุณกระทรวงเกษตรฯมอบโล่ให้ รมว.เฉลิมชัย มาแล้ว(24 ธันวาคม 2563) เพื่อแสดงความขอบคุณที่ไทยปลอดโรค ASF เป็นปีที่วงการเลี้ยงหมูส่งออกคึกคัก

ภาพข่าวของกรมปศุสัตว์ พร้อมพาดหัวว่า เฉลิมชัย” สั่งกรมปศุสัตว์ดันไทยรักษาสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) หนึ่งเดียวในอาเซียนภาพข่าวของกรมปศุสัตว์ พร้อมพาดหัวว่า เฉลิมชัย” สั่งกรมปศุสัตว์ดันไทยรักษาสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) หนึ่งเดียวในอาเซียน

แต่พอปี 2564 เกิดอะไรขึ้น…จาก ม.ค.-พ.ย. ส่งออกได้เพียง 7,100 ล้าน ตัวเลขนี้ชัดๆคือไม่มีหมูส่ง หมูเริ่มน้อยลง ในประเทศราคาขยับขึ้น  การส่งออก ทั้งหมูมีชีวิตและเนื้อหมูลดลงจากปีที่แล้วครึ่งหนึ่ง

สุดท้ายวิธีการแก้ปัญหาของรัฐเหมือนเด็กเล่นขายของ ต้องสื่อสารแบบตรงไปตรงมาแบบนี้หละ

ถึงไม่ห้ามส่งออกก็ไม่มีหมูในระบบอยู่แล้ว หมูเลี้ยงกันเกือบปีถึงจะจับขาย(จุดที่ได้กำไรสูงสุด)

อ่านแนวทางแก้ปัญหาของรัฐแล้วถามคนเลี้ยงหมู ส่ายหัวกันทั้งนั้นจะฟาร์มเล็ก ฟาร์มกลาง ฟาร์มใหญ่ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า...รัฐแก้ไม่ตรงจุด

ที่สำคัญ ปัญหานี้จะยาวนานอย่างต่ำอีก 2 ปี “ขุนเกษตรพิเรน” คุยกับเจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีฟาร์มที่ลาว เวียดนามและไทย ที่ลาวโดน ASF เจ็บหนัก โชคดีที่ไทยกับเวียดนามรอด 

เมื่อถามว่า ฟาร์มที่เมืองไทยรอดได้อย่างไร

“ฟาร์มที่ยังคงอยู่มีระบบตรวจสอบภายในอย่างเคร่งครัด ที่ฟาร์มผมต้องซื้อเครื่องตรวจเชื้อ ASF ประจำที่แลปส่วนตัวของเราเอง เมื่อมีหมูป่วยหรือแสดงอาการเบื่ออาหาร ต้องสวอปน้ำลายเขามาตรวจ ค่าใช้จ่ายตรงนี้เดือนนึง 6-7 แสนบาท ส่วนตัวเครื่องก็ร่วมล้าน เราต้องมีประจำอยู่ 2 เครื่องเผื่อเวลามีเคสต้องตรวจเยอะ น้องๆที่ทำตรงนี้เบิกโอทีเพลินเลยครับ บางครั้งต้องตรวจถึงเที่ยงคืน”

"หมูแพง" เรื่องหมูๆพูดเบาๆก็เจ็บ มีอะไรไม่บอกประชาชนบ้าง โดย ขุนเกษตรพิเรน

เมื่อถามว่า…แล้วเรื่องที่ไทยเราเจอ ASF นี่จริงหรือเปล่าครับ

“จริงยิ่งกว่าจริงครับ แต่เขาปิดใว้เพราะเกี่ยวกับเรื่องส่งออก เรามีส่งหมูแช่เย็นไปฮ่องกง แต่คนทั้งโลกเขารู้ว่าเรามีการระบาดของ ASF ครับ”

นโยบายภาครัฐตอนนี้ที่ออกมาถือว่า แก้ปัญหาได้ตรงจุดไหม

ตอบยังไงดีน่ะ ที่พาณิชย์ประกาศห้ามส่งออกเพื่อหมูในประเทศจะอ่อนตัวลง คือตอนนี้ไม่มีการส่งออกแล้วครับ 
1.ราคาของเราสูงกว่าเพื่อนบ้าน 2.เรามีปัญหาเรื่องโรคระบาดก็ไม่มีใครซื้ออยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า  2 ปี หมูจะกลับมาปกติหรือเปล่าครับ

ตอนนี้รมช.ประภัตรบอก 3 – 4 เดือน กรมการค้าภายใน บอก 6-8 เดือน แต่เฮียประสิทธิ์ อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคอีสาน เขาบอกว่า 2 ปีไม่รู้จะกลับคือมาปกติไหม ฟาร์มหมูเจอกันหนักมากเพราะรัฐปกปิดเรื่อง ASF 

"หมูแพง" เรื่องหมูๆพูดเบาๆก็เจ็บ มีอะไรไม่บอกประชาชนบ้าง โดย ขุนเกษตรพิเรน

“..สองปีผมว่ายังยาก ผมอยากเปรียบเทียบกับเวียดนามเพื่อจะได้เห็นภาพที่ชัดขึ้น เวียดนามเกิดก่อนเรา 3 ปี เขาไม่มีประสบการณ์มาก่อน ทำให้ภาครัฐประกาศว่าเกิด ASF ในประเทศ รัฐต้องเข้าไปควบคุมและทำลายชดเชยให้ผู้เลี้ยง 70% แต่การเสียหายก็ขยายตัวต่อไป จนหมดเงินเป็นหมื่นๆล้าน 

สุดท้ายรัฐแบกรับไม่ใหวต้องยอมถอย ไม่เข้าไปแทรกแซงอีก(นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่พี่ไทยเราปิดข่าว) ราคาเนื้อหมูพุ่งทยานไปถึง 300 กว่า นายกเวียดนามออกทีวีขู่แล้วขู่อีกแต่ไม่มีใครสนใจ สุดท้ายก็ต้องประกาศนำสุกรมีชีวิตจากไทยเข้าเวียดนาม ช่วงนั้นผู้เลี้ยงชาวไทยมีความสุขอย่างมากเพราะต้นทุนต่ำ ไทยส่งหมูพันธุ์เข้าเวียดนามหลายหมื่นตัว(อาจถึงแสนตัว)

ถ้าไม่รุนแรงจริงๆ กรมการค้าภายในคงมาขอร้องให้ตรึงราคาเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาแล้วครับ

ผู้เลี้ยงรายย่อยเหมือนโดนสึนามิกวาดออกจากระบบเกลี้ยงเลย รายใหญ่หลายจังหวัดที่เคยเป็นยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ ต้องปิดกิจการประกาศขายฟาร์มใช้หนี้

เมื่อเกิดในฟาร์มไหนปศุสัตว์จะเข้าไปล๊อคไม่ให้เคลื่อนย้าย ต้องขุดหลุมฝังทั้งเป็นครับ

ทีนี้เราดูที่ไทย ในย่านนี้มองดูแล้วไม่มีประเทศใหนที่มีศักยภาพที่สามารถส่งหมูมาให้ไทยได้ ซึ่งต่างจากที่เวียดนามประสพ ได้นำเข้าจากไทยไปแก้วิกฤติของเขาได้

และถ้านำเข้าหมูพันธ์จากยุโรป อเมริกา หรือแคนาดา ตัวละแสนกว่าบาท ถามว่าฟาร์มที่เกิดการเสียหายแล้วจะมีความสามารถนำเข้าได้อย่างไร ความเห็นผมคงอีกนานอย่างน้อยก็นานกว่าเวียดนามครับ

ส่วนเรื่องยักษ์ใหญ่ได้ประโยชน์ จริงๆเขาก็เจ็บหนักเหมือนกันนะครับ


ผมเป็นผู้เลี้ยงตัวจริง มีฟาร์มอยู่ 3 ประเทศ ไทย,ลาว,และเวียดนาม


ที่ลาวฟาร์มผมโดน เสียหายร่วมร้อยล้าน แต่เวียดนามและไทยยังโชคดีที่ยังรอด ไม่รู้จะโชคดีได้ยาวนานอีกเท่าใหร่ ปัญหาใหญ่คือต้นทุนในการป้องกันโรคที่สูงมาก พนักงานต้องถูกกักตัวในฟาร์ม ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อจูงใจเขารวมทั้งอาหาร 3 มื้อ  

ผมขึ้นฟาร์มใหม่ที่นครพนม เป็นฟาร์มใหญ่ลำดับต้นๆของไทยลงทุนไปแล้วหลายร้อยล้าน แต่หาหมูแม่พันธุ์เข้ายังไม่ได้เพราะยักษ์ใหญ่โดนไปหนักมาก ทุกคนเดือดร้อนนะครับไม่ใช่ไม่เดือดร้อน…”

"หมูแพง" เรื่องหมูๆพูดเบาๆก็เจ็บ มีอะไรไม่บอกประชาชนบ้าง โดย ขุนเกษตรพิเรน

นี่เป็นแค่บางห้วงบางตอน ที่ต้องย้อนถามไปถึงรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์  กระทรวงพาณิชย์ ไปถึงคนบนตึกไทยคู่ฟ้า ความเสียหายมหาศาลขนาดนี้ จะหาทางแก้ไขอย่างไร 

ติดขัดตรงจุดไหนหรือ ถึงไม่กล้าบอกความจริงประชาชน  

“ดูท่าเรื่องนี้จะไม่หมูซะแล้วครับ”  

ตีความตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ทางสามแพร่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500231

08 ม.ค. 2565 |12:39 น.

ตีความตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ทางสามแพร่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ทางสามแพร่งบนตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” เรืองไกร ชิงยื่นตีความสถานะพลเอกประยุทธ์ ก่อนเส้นตายห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินแปดปี

ตีความตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ทางสามแพร่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สาระสำคัญรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ที่ระบุ เรื่องความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เพราะเหตุ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้  นี่เป็นเหตุผลที่ นาย เรืองไกร
ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ใช้ในการทำสำนวนให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในวันที่ 10 มกราคมนี้ โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดแปดปี

ตีความตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ทางสามแพร่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เรืองไกร ยื่นให้ กกต.ตรวจสอบสถานภาพของพลเอกประยุทธ์เพราะก่อนการเลือกตั้งปี 62 เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติขณะนั้น เข้ายื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นำหลักฐานที่ชี้ถึงสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ   ขอให้ กกต. พิจารณาส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า เป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (15)  มาแล้ว     ครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  เนื่องจากตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไม่ถือว่าเป็น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

มาคราวนี้อ้างรัฐธรรมนูญ  มาตรา 158 วรรคสี่ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้  ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่งมาเคลื่อนไหวไล่พลเอกประยุทธ์ จุดเริ่มต้นการเป็นนายกฯของพล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นเมื่อไหร่ และสิ้นสุดวันไหน จำแนกได้ 3 แนวทางดังนี้

ตีความตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ทางสามแพร่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

-24 สิงหาคม 2557 ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯครั้งแรก หลังการรัฐประหาร จะครบ 8 ปีในวันที่ 23 สิงหาคม 2565
– 6 เมษายน 2560 เป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 จะครบ 8 ปีในวันที่ 5 เมษายน 2568
– 9 มิถุนายน 2562 ได้รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯครั้งสอง หลังการเลือกตั้ง จะครบ 8 ปีในวันที่  8 มิถุนายน 2570

ตีความตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ทางสามแพร่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เจตนารมณ์ มาตรา 158 ตอนหนึ่งระบุว่า การกำหนดระยะเวลาแปดปีไว้ ก็เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไป อันจะเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤตทางการเมืองวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  เป็นเรื่องระยะเวลาทำงานมิใช่การลงโทษ ประเด็นห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษจึงขาดน้ำหนัก   รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับสมญานามว่าเป็นฉบับปราบโกงที่กำหนดเวลาห้ามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะไม่ต้องการให้ติดยึดผูกขาดอำนาจ อยู่สืบทอดสร้างอาณาจักร  หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติปัญหานี้ แต่รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ระบุว่ายังไม่ถึงเวลาต้องตีความตามกฎหมาย  เร่งรีบยื่นไปก็จะไม่เข้าเงื่อนไขให้ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย   เพราะยังไม่ถึงเวลา

ฝันสะดุด “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ชนตอหมอวรงค์-หมอเหรียญทอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500181

07 ม.ค. 2565 |19:39 น.

ฝันสะดุด "อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" ชนตอหมอวรงค์-หมอเหรียญทอง

ปชป.ไม่ลงสนาม “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” พรรคกล้าน่าจะเก็บ 1.6 หมื่นแต้มไปตุนได้ หากไม่เจอพรรคไทยภักดี และหมอเหรียญทอง มาแชร์คะแนนพลังฝ่ายขวา คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พลันที่ ปชป.ไม่ลงสนาม “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ก็โดดเด่นในสังเวียนหลักสี่ เนื่องจากเป็นอดีตลูกหม้อพรรคเก่าแก่ และเคยเป็น ส.ส.โซนนี้มาก่อน

คู่แข่งอย่างพรรคไทยภักดี “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ไม่ควรมองข้าม เพราะ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ก็เป็นคนเก่า ปชป. แถมมีกองหนุนอย่าง นพ.เหรียญทอง แน่นหนา

พรรคกล้าหวังแจ้งเกิด “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ชูปกป้องสถาบันฯ เหมือนพรรคไทยภักดี แต่เจอพลังขวาจัดจุดพลุไม่เลือก ทำเอาสะดุดไปเหมือนกัน

เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2565 อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรื่องพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9 กทม.หลักสี่-จตุจักร เนื่องจากทางพรรคเคารพในมารยาททางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดถือมาโดยตลอด

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตผู้สมัครส.ส.เขตหลักสี่ พรรค ปชป. กล่าวว่า ตนไม่มีปัญหาถ้าพรรคจะไม่ส่งลง เพราะต้องเคารพมติของพรรค ซึ่งครั้งที่แล้ว ผู้การแต้มได้ 16,255 คะแนน พ่ายกระแสความสงบจบที่ลุงตู่

นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองว่า คะแนนของผู้การแต้มคงไหลไปที่พรรคกล้า เนื่องจาก อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ก็คือคนเก่าของ ปชป. แต่ก็มองข้ามพรรคไทยภักดีไปไม่ได้เช่นกัน

‘ตุนคะแนน ปชป.’

นอกจากการมีมวลชน ปชป.ที่รู้จักมักคุ้น “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ยังจะได้ทีมงานของเพื่อนรัก สกลธี ภัททิยกุล มาช่วยอีกแรงหนึ่ง ฉะนั้น เลขาธิการพรรคกล้าจึงมีแต้มตุนอยู่ในมือพอสมควร

การเลือกตั้งสมัยที่แล้ว เขต 9 เขตหลักสี่ และเขตจตุจักร (ยกเว้นแขวงจตุจักร และแขวงจอมพล) สกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม.เขตนี้ ปี 2554 ไม่ได้ลงสนาม เพราะลาออกจาก ปชป.ไปเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. จึงยกทีมงานเขตหลักสี่ให้มาช่วยสิระ เจนจาคะ

วันนี้ สกลธี ภัททิยกุล ได้ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ จึงอนุญาตให้ทีมงานหลักสี่ไปช่วยเพื่อนอรรถวิชช์ได้ ประกอบกับทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และได้เป็น ส.ส.สมัยแรกพร้อมกัน

ย้อนไปเมื่อเลือกตั้งปี 2550 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สวมเสื้อ ปชป. ได้เป็น ส.ส.กทม.เขต 4 (จตุจักร,ราชเทวี,หลักสี่) พร้อมบุญยอด สุขถิ่นไทย และสกลธี ภัททิยกุล

เลือกตั้งปี 2554 อรรถวิชช์ได้รับเลือกเป็น ส.ส.กทม.เขต 9 (จตุจักร) ได้ 42,352 คะแนน แต่เลือกตั้งปี 2562 ลงสมัคร ส.ส.เขต 6 (ราชเทวี ,พญาไท และจตุจักร(เฉพาะแขวงจตุจักร และแขวงจอมพล) ปรากฏว่า สอบตก

อรรถวิชช์ ศิษย์เก่า ปชป. จึงต้องออกแรงเคลียร์ใจพ่อยกแม่ยกถึงเหตุผลที่ลาออกจาก ปชป.ไปสร้างพรรคกล้า ถ้าเคลียร์แล้วเข้าใจกันได้ ก็ถือว่าเป็นบุญของเลขาธิการพรรคกล้า

‘หมอเหรียญทองกองหนุน’

เนื่องจากพรรคไทยภักดีลงสนามด้วย “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ก็เหนื่อยพอควร เนื่องจากมีฐานเสียงกลุ่มเดียวกัน มิหนำซ้ำ พรรคกล้าและพรรคไทยภักดี ต่างชูคำขวัญปกป้องสถาบันฯ

การที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ตัดสินใจส่ง พันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมเขต 9 กทม. เพราะมั่นใจในฐานเสียงคนปกป้องสถาบันฯ และมีพ่อยกใหญ่ชื่อ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎ

วันที่ 7 ม.ค.2564 หมอเหรียญทอง โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวถึงเหตุผล 7 ข้อที่เลือกพรรคไทยภักดี และสนับสนุนพันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ สรุปสั้นๆ พรรคไทยภักดีคือ พรรคเดียวที่มีความชัดเจนในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

หมอเหรียญทอง เลือกพรรคไทยภักดีหมอเหรียญทอง เลือกพรรคไทยภักดี

สำหรับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี โดยส่วนตัวหมอเหรียญทองก็ชื่นชอบ แต่นโยบายพรรคกล้า ในการปกป้องสถาบันฯนั้น “ผมยังถือว่าไม่กล้าจริง และยังหน่อมแน้มสำหรับผม ผมจึงไม่เลือกพรรคกล้า”

ประเมินจากท่าทีของกลุ่มคนรักสถาบันฯ พรรคไทยภักดีน่าจะเก็บเกี่ยวคะแนนจากผู้ที่นิยมลุงตู่ ซึ่งหนที่แล้วเลือก พปชร.มาได้ไม่น้อยทีเดียว

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้สมัคร ส.ส.พรรคกล้า คงไม่ได้สู้กับคู่แข่งขั้วตรงข้ามเท่านั้น หากแต่ยังต้องสู้กับขั้วเดียวกันด้วย

พึ่งป๋าไม่ได้ “สุรชาติ เทียนทอง” รู้ซึ้งหลักสี่ ไม่ใช่สระแก้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500138

07 ม.ค. 2565 |16:00 น.

พึ่งป๋าไม่ได้ "สุรชาติ เทียนทอง" รู้ซึ้งหลักสี่ ไม่ใช่สระแก้ว

ส่องตัวเต็ง “สุรชาติ เทียนทอง” พึ่งลำแข้งตัวเองมา 17 ปี สร้างฐานเสียงหลักสี่ ไม่คิดโตแบบเรียนลัด ไปสมัคร ส.ส.สระแก้ว โหนเจ้าพ่อวังน้ำเย็นเข้าสภาฯ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศึกหลักสี่ 2565 “สุรชาติ เทียนทอง” ถูกจับตามองว่าเป็นตัวเต็ง มีโอกาสเบียดมาดามหลี ภรรยาสิระ เจนจาคะ เข้าป้าย เนื่องจากทำงานพื้นที่ต่อเนื่องยาวนานถึง 17 ปี

เส้นทางการเมือง “สุรชาติ เทียนทอง” เป็นลูกไม้ไกลบ้าน ไม่ได้โตจากสระแก้ว ไม่พึ่งยี่ห้อเสนาะ เทียนทอง สร้างฐานเสียงด้วยลำแข้งตัวเอง

สนามเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ “สุรชาติ เทียนทอง” แพ้หรือชนะ จะสะท้อนความนิยมของคนกรุงเทพฯ ต่อแบรนด์เพื่อไทย

ทุกสภากาแฟฟันธงคู่ชิงสังเวียนหลักสี่-จตุจักร คือ สรัลรัศมิ์ เจนจาคะ ตัวแทนสิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กับสุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

สุรชาติ เทียนทอง ในฐานะอดีต ส.ส.กทม. เขตหลักสี่ ปี 2554 และครั้งที่แล้ว ก็พ่ายสิระแค่หลักพัน ย่อมถูกจัดวางเป็นเต็งหนึ่ง ประกอบกับธรรมชาติการเลือกตั้งซ่อมในกรุงเทพฯ พรรคฝ่ายค้านได้เปรียบพรรครัฐบาล

‘ลูกไม้ไกลบ้าน’

ทุกครั้งให้สัมภาษณ์สื่อ “สุรชาติ เทียนทอง” จะบอกว่า เป็นคนบ้าการเมือง แต่ตัวเขาก็พยายามก้าวข้ามความเป็นลูกนักการเมือง แม้จะเป็นลูกชาย เสนาะ เทียนทอง แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปลงสมัคร ส.ส.ที่ จ.สระแก้ว

สุรชาติ เทียนทอง เป็นลูกชายคนเล็กของ จิตรา โตศักดิ์สิทธิ์ ภรรยาคนแรกของเสนาะ เทียนทอง ซึ่งเติบโตในบ้านหลังเก่าที่ซอยวิภาวดี 20 เขตจตุจักร และเมื่อคิดจะเล่นการเมือง สุรชาติ จึงเลือกพื้นที่เขตจตุจักร โดยลงไปพบปะชาวบ้านตั้งแต่ปี 2548

ตอนนั้น ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือก็จะบอกว่า ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ไม่ได้หรอก ต้องไปเล่นที่สระแก้ว แต่สุรชาติก็ไม่ปริปากขอพ่อ(เสนาะ)ให้ส่งเขาลงสมัคร ส.ส.สระแก้ว

เลือกตั้งปี 2550 สุรชาติ เทียนทอง จึงลงสมัคร ส.ส.กทม. เขตหลักสี่,จตุจักรและบางซื่อ (เลือกตั้งพวงใหญ่) ในนามพรรคประชาราช ได้คะแนนหลักพัน ขณะที่พรรค ปชป.ผู้ชนะ ได้คะแนนหลักแสน

หลังความพ่ายแพ้ สุรชาติถูกปรามาสเยอะ บ้างก็ว่าเป็นลูกที่พ่อไม่รัก เลยส่งสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ แต่เขาไม่ท้อ ยังเดินหน้าทำงานพื้นที่ จนได้มาพบกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จึงชวนให้มาอยู่พรรคเพื่อไทย

สุรชาติใช้ลูกขยันทำงานในพื้นที่เขตหลักสี่ เดินไหว้คนเป็นพันเป็นหมื่น ไปงานศพ งานแต่ง งานบวช ไม่มีใครเชิญก็ไป ไปด้วยความจริงใจก็เลยได้แนะนำตัวให้ชาวบ้านรู้จัก “ผม สุรชาติ เทียนทอง..”

เลือกตั้งปี 2554 สุรชาติสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ลงสนามเขตหลักสี่ และเขตดอนเมือง(1 แขวง)เอาชนะสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม. เป็น ส.ส.สมัยแรก

ชัยชนะครั้งนั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องใช้นามสกุลเทียนทอง ไม่ต้องลงสมัคร ส.ส.สระแก้ว เขาก็เป็น ส.ส.ได้ และสร้างแบรนด์สุรชาติให้คนหลักสี่จดจำ

คนรักหมารักแมวคนรักหมารักแมว

‘คนรักหมารักแมว’

หลังจากแพ้เลือกตั้งหนที่แล้ว “สุรชาติ เทียนทอง” ก็ไม่เคยท้อ ยังเดินหน้าทำงานพื้นที่เหมือนเมื่อครั้งพ่ายเลือกตั้งปี 2550 เขาบอกว่า กลยุทธ์ในการหาเสียงคือไม่มีกลยุทธ์ ใช้ความจริงใจ และการทุ่มเทให้คนในพื้นที่เขตหลักสี่ตลอด 17 ปี

สุรชาติ เทียนทอง ฉีดวัคซีนสุนัข และแมว แถวหลักสี่มานานนับสิบปีสุรชาติ เทียนทอง ฉีดวัคซีนสุนัข และแมว แถวหลักสี่มานานนับสิบปี

ภาพที่คนแถวหลักสี่ได้พบเห็นคือ สุรชาติ เทียนทอง กับกิจกรรมบริการฉีดยุง ฉีดวัคซีนสุนัขและแมว ยกตัวอย่างแมวในตลาดแห่งหนึ่ง สุรชาติจะจดจำชื่อแมวได้ทุกตัว เพราะฉีดวัคซีนมากับมือ

“การเลือกตั้งครั้งนี้มากกว่าผลแพ้ชนะ มากกว่าการใส่สูทเข้าสภา แต่เป็นการพิสูจน์ชีวิตและสิ่งที่ทำมาทั้งหมดที่ทุ่มเทให้กับประชาชนและเป็นการพิสูจน์อุดมการณ์คำว่า ผู้แทนราษฎร และเป็นก้าวสำคัญที่สุดในขีวิต” สุรชาติให้สัมภาษณ์สื่อก่อนเปิดตัวลงสนามเลือกตั้งซ่อม ครั้งล่าสุด

บนถนนการเมืองของสุรชาติ หากได้ไปลงสมัคร ส.ส.ที่ จ.สระแก้ว ก็คงไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้ เพียงแค่แปะยี่ห้อลูกชายเจ้าพ่อวังน้ำเย็น ก็ได้เป็น ส.ส.แล้ว

เมื่อสุรชาติ เทียนทอง เลือกที่จะเป็นลูกไม้ไกลบ้าน ก็ต้องพานพบทั้งความผิดหวังและสมหวัง สังเวียนเมืองหลวง บ้านใหญ่ไม่ขลัง แบรนด์เทียนทองขายไม่ได้

“เลือกตั้งซ่อมชุมพร” ปชป.เก็บทรงไม่อยู่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500091

07 ม.ค. 2565 |10:40 น.

"เลือกตั้งซ่อมชุมพร" ปชป.เก็บทรงไม่อยู่

ปชป.เก็บทรงไม่อยู่ “เลือกตั้งซ่อมชุมพร” ไม่ง่ายอย่างที่คิดหลังพลเอกประวิตร ลงพื้นที่ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง

"เลือกตั้งซ่อมชุมพร" ปชป.เก็บทรงไม่อยู่

กำหนดการตรวจโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ ช่างบังเอิญสอดรับกับการให้สัมภาษณ์ของ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดชุมพรพรรคประชาธิปัตย์ที่ระบุว่า กปปส.กับรัฐบาล มีระยะห่างจากกันเพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยก่อนหน้านี้ สาทิตย์และพรรคประชาธิปัตย์  ก็ปูดข่าวออกมาเป็นระยะว่า มีทหารเข้าไปยุ่มย่ามในพื้นที่เลือกตั้ง จังหวัดชุมพร  ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเคลื่อนไหวของ กปปส.และซีกรัฐบาลปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ระบอบทักษิณ กับคนที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกันมา
สาทิตย์ตั้งคำถามว่าโดยแนวคิดโดยทิศทาง โดยยุทธศาสตร์  ควรจะเป็นพันธมิตรหรือไม่ แต่การเลือกตั้งซ่อมคราวนี้เห็นได้ชัดเจนว่า เป้าหมายการเลือกตั้งกำลังเปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู ความต้องการดำรงอยู่ในสถานะแห่งอำนาจ จึงมีแต่จะต้องเดินหน้าไปสู่ชัยชนะ  

เป็นที่รู้กันว่า เลือกตั้งซ่อมเขต1 ชุมพร พรรคพลังประชารัฐ เสียรังวัด จากอาการยึกยักเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่เมื่อพิสูจน์ทราบว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มีคนมาตามนัดย้ายมาสังกัดตามสัญญา เพราะเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ลูกหมีชุมพล  จะอย่างไรก็ไม่มีวัน ทิ้งสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาฯ กปปส.  ยิ่งทำให้ พปชร.ต้องปักหมุดวางหมาย ยึดพื้นที่เลือกตั้งเขต1 ชุมพร มาให้ได้ ในขณะที่มีอำนาจอยู่เต็มมือ เป็นธรรมดาเจ้าของพื้นที่อย่างประชาธิปัตย์ จะต้องเดือดเนื้อร้อนใจ  เพราะยังมีศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไป เป็นเรี่ยวแรงให้ทนายแดงอีกด้วย 

หากยังจำกันได้การเลือกตั้งซ่อมวันที่ 16 มกราคม หรืออีกไม่ถึงสองสัปดาห์นี้ ไม่ได้เฉพาะที่จังหวัดชุมพร แต่ที่ออกมาเคลื่อนไหวก่อน และดูเหมือนเงียบไปในระยะหลังคือการเลือกตั้งที่เขต 6 จังหวัด สงขลา ที่เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใหม่ๆหมาดในการประชุมที่ผ่านมา ส่ง ภรรยา สุภาพร กำเนิดผล ชนกับ อนุกุล พฤกษานุศักดิ์ ว่ากันว่าเขตนี้ ก็หนักไม่แพ้ชุมพร  แต่ผู้อำนวยเลือกตั้งซ่อมสงขลา ยอมกลืนเลือดไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ว่าเจอสหบาทาอย่างไรบ้าง  

ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติการลงพื้นที่เลือกตั้งซ่อมช่วงโค้งสุดท้าย พลเอกประวิตร ย่อมกระทำได้ และในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็ไม่แปลกอะไรที่จะลงไปช่วยลูกพรรคหาเสียง   การออกมาตีโพยตีพาย รำลึกความหลังของผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์  จึงเป็นเหมือนดัชนีชี้วัดว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังเพลี่ยงพล้ำ 

ปัญหา”หมูแพง” เริ่มจะไม่หมูซะแล้ว เผยต้นเหตุ รัฐบาลปกปิดโรคระบาดหมูมา 3 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500044

06 ม.ค. 2565 |22:06 น.

ปัญหา"หมูแพง" เริ่มจะไม่หมูซะแล้ว เผยต้นเหตุ รัฐบาลปกปิดโรคระบาดหมูมา 3 ปี

คลี่ปมปัญหา “หมูแพง” เปิดเอกสารราชการผ่านรายการคมชัดลึก ซึ่งมี วราวิทย์ ฉิมมณี เป็นผู้ดำเนินรายการ ถึงกับอึ้ง ที่แท้สาเหตุที่ทำให้หมูแพงมาจากสิ่งนี้นี่เอง แต่รัฐบาลกลับปกปิดความจริง

“รัฐบาลเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาเนื้อหมูสูงขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ด้วยการไม่ยอมรับว่าเกิดการระบาดของโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร (แอฟริกัน สไวน์ ฟีเวอร์) ที่ระบาดในหลายทวีป ทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย แต่กลับอ้างว่าเป็นโรคเพิร์ส ที่มีวัคซีนป้องกันแทน” 

นี่เป็นคำกล่าวของ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.พะเยา พรรคเพื่อไทย ที่ได้ออกมาเปิดเผยพร้อมกับนำเอกสารของทางราชการมาตีแผ่ผ่าน”รายการคมชัดลึก” โดยมี วราวิทย์  ฉิมมณี เป็นผู้ดำเนินรายการ  ในตอน ทำไมหมูแพง? ผู้บริโภคเจ็บ คนเลี้ยงเจ๊ง 

ปัญหา"หมูแพง" เริ่มจะไม่หมูซะแล้ว เผยต้นเหตุ รัฐบาลปกปิดโรคระบาดหมูมา 3 ปี

การจัดรายการครั้งนี้ ได้เชิญ ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หมูแพง มาร่วมกันขุดคุ้ยหาต้นเหตุที่แท้จริงมาจากอะไรกันแน่  ซึ่งจากการแลกเปลี่ยนความเห็น เราพบประเด็นสำคัญ!!! 

ชี้เปรี้ยงรัฐบาลปกปิดความจริงมา 3 ปี

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.พะเยา พรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า  รัฐบาลเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาเนื้อหมูสูงขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ด้วยการไม่ยอมรับว่าเกิดการระบาดของโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร (แอฟริกัน สไวน์ ฟีเวอร์) ที่ระบาดในหลายทวีป ทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย แต่กลับอ้างว่าเป็นโรคเพิร์ส ที่มีวัคซีนป้องกันแทน 

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.พะเยา พรรคเพื่อไทยนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.พะเยา พรรคเพื่อไทย

ทั้งที่โรคนี้เริ่มเข้ามาระบาดในภาคเหนือของไทยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่หน่วยงานภาครัฐไม่ยอมรับว่ามีการระบาด ไม่ได้รายงานให้องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศรับทราบ และละเลยจนแพร่ไปในพื้นที่อื่น รวมถึง จ.ราชบุรี ที่เป็นพื้นที่ที่เลี้ยงสุกรมากที่สุด 

“สิ่งนี้ทำให้จำนวนสุกรหายไปจากระบบ 10 ล้านตัว เหลืออยู่เพียง 12 ล้านตัว จากก่อนการระบาดที่ 22 ล้านตัว”

ปูดเอกสารกรมปศุสัตว์ของบประมาณชดใช้สุกรที่ถูกทำลาย

ปัญหา"หมูแพง" เริ่มจะไม่หมูซะแล้ว เผยต้นเหตุ รัฐบาลปกปิดโรคระบาดหมูมา 3 ปีทั้งนี้ ส.ส.วิสุทธิ์ ได้โชว์เอกสารของสำนักงบประมาณ ที่กรมปศุสัตว์ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๕๗๔,๑๑๑,๒๖๓ บาท (ห้าร้อยเจ็ดสิบสี่ล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันสองร้อยหกสิบสามบาทถ้วน) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า โดยเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย ตั้งแต่วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๔ – ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๔ ตามมาตรา ๑๓ (๔) แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นค่าชดใช้ราคาสัตว์ที่ถูกทำลายอันเนื่องจากเป็นโรคระบาดหรือมีเหตุอันควรสงสัย 

ซึ่งเอกสารฉบับนี้บ่งบอกว่าไทยกำลังเผชิญกับโรค ASF จริง ถึงต้องของบ ถ้าไม่มีแล้วจะของบทำลายทำไม 

“เราไม่รายงาน เราปกปิด เพื่ออะไรครับ เพราะก่อนหน้านี้ประเทศนี้ส่งออกหมูปีละประมาณ 20,000 ล้าน 20,000 ล้านนี้มีบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์”

เพราะฉะนั้นผมจึงสงสัย ได้รับฟังจากเกษตรกรทั้งประเทศเขาพูดว่ารัฐบาลนี้ทำเพื่อใคร เพื่อบริษัทใหญ่บางบริษัทใช่ไหม ถึงปกปิดข้อมูลกลัวว่าจะขายหมูไม่ได้ แต่วันนี้หลังจากปกปิดมา 3 ปี วันนี้หมูไทยไม่สามารถส่งออกได้แล้ว

ปัญหา"หมูแพง" เริ่มจะไม่หมูซะแล้ว เผยต้นเหตุ รัฐบาลปกปิดโรคระบาดหมูมา 3 ปี

ASF คนรู้ทั่วโลกแต่รัฐบาลไทยไม่รู้

ขณะที่ นายประสิทธิ์ หลวงมณี อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า  เรื่อง ASF เขารู้ทั่วโลกแล้วมีอยู่ประเทศเดียวที่ว่าไม่รู้ก็คือรัฐบาลไทย ที่ไม่รู้ว่า ASF ระบาดแล้วในประเทศไทย เพราะว่าคนไหนออกมาพูดก็ประกาศว่าประเทศไทยปลอด ASF ชาวบ้านเขาก็รู้ โกหกกันแบบตาใสๆแบบนี้หรอ


นายประสิทธิ์ หลวงมณี อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือนายประสิทธิ์ หลวงมณี อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เท่าที่ผ่านมานี่รัฐบาลไม่พูดความจริงเลย เพราะรัฐบาลปกปิด จริงๆแล้ว ASF เกิดขึ้นในประเทศไทยเกือบ 3 ปีได้แล้ว ที่เข้าสู่ประเทศไทย เริ่มแรกก็อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ระดมทุนกันไปสกัดนะครับ ตั้งแต่อยู่ประเทศลาวแล้วก็เข้ามาในไทยก็จะสกัด แต่รัฐบาลยังไม่ได้มาช่วยเหลืออะไรเลย ที่ว่าจะชดเชยให้ประมาณ 70-75 %   แต่จริงๆแล้วก็ทำลายแต่คนไม่รู้เขาก็ปล่อยให้มันตายๆไป มีคนมาซื้อก็ขายราคาถูกๆไป เขาก็ขาย ฉะนั้นโรคก็กระจายไปมาก 

รัฐบาลตอนแรกก็ดูว่าจะทำดีนะครับว่าจะมีการเฝ้าระวังอะไรต่างๆ  มีการสัมมนาต่างๆอีกมากมายด้วยว่าในรัศมีที่ 3 กิโลไปแล้วว่าต้องทำลายแต่พอเข้าจริงๆแล้ว เราติดกันมายังไม่ทำลาย ก็ชดเชยให้เกษตรกร เนี่ยยังไม่ได้เงินเลยเกือบปีแล้ว ลักษณะคล้ายๆกับเพิร์ส หรืออหิวาต์ทั่วไป แต่ว่าตัวนี้พอมันตายสีมันจะเปลี่ยนเร็วมาก เนื้อมันก็จะเสียหายด้วย ถ้าแค่ตรวจพบเชื้อเขาก็สามารถขายได้แล้วเพราะว่ารัฐบาลไม่ชดเชยให้กับผู้เลี้ยงรายกลางหรือรายใหญ่ๆเลย ไม่เลยนะ พอเขาตรวจพบเขาก็จะขายทิ้งทันทีเลยครับ เพราะราคาหมูที่มันตกต่ำมา 2-3 ปี 

มันก็เริ่มจากตรงนี้ล่ะครับ ก็เลิกโกหกตัวเองเลิกโกหกชาวบ้านได้แล้วครับมันถึงเวลาแล้ว ถ้าคุณยังโกหกแบบนี้ความเสียหายจะเกิดขึ้นมามาก ชาวบ้านหลงประเด็นนะครับคิดว่าเป็นเพิร์ส หรือ PRRS ก็เข้าใจแบบนี้เอาวัคซีนมาฉีด พอมาฉีดเขา เกิดความประมาทว่าเขาทำวัคซีนแล้ว 

รายย่อยนะครับอันนี้ผมอยู่กับรายย่อยมาตลอด อันนี้เขาก็หลงประเด็น มันไม่ยอมรับความจริงกันสักที ต้องฝากท่านส.ส.ด้วยนะ ถึงแม้ว่าท่านส.ส.เพิ่งจะตื่นนะครับ เพราะโรคมา 3 ปีแล้ว แต่ยังดีกว่าที่ไม่ตื่นเลยนะครับ”

คุณวิสุทธิ์ ไชยณรุน ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  “ยอมรับความจริงก่อนครับ แล้วเราจะช่วยกันแก้ปัญหา แล้วบอกชาวบ้านว่าเรื่องราวเป็นยังไง ไม่ใช่ว่าต่อหน้าสื่อก็บอกว่าไม่มีๆแต่ลับหลังเอาไปเบิกงบประมาณราชการไม่ถูกต้องนะครับ เรื่องนี้ถ้าเบิกไปจริงๆเดี๋ยวก็เป็นเรื่องเป็นราวนะ เพราะไม่มีโรคระบาดคุณเบิกไปทำไมอันนี้มันจะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ มีโอกาสสูงในเร็ววันนี้ครับ “

ถ้าหากว่าเรายังแก้ปัญหาไม่ตรงจุดไม่ถูกวิธี ที่น่ากลัวคือ กฎเกณฑ์ ราคาน่าจะขยับขึ้นเพราะความต้องการหมูที่มีสูงขึ้น ความต้องการหมูต้องการมากขึ้น คนบริโภคก็ยังเหมือนเดิม แต่ปัญหาคือจะหาหมูที่ไหนมาขายให้

จากที่หมูตายลงทุกวันนี้ยังไม่หยุด การระบาดโลกยังไม่สิ้นสุดก็ยังเกิดขึ้นอยู่ เพราะฉะนั้นในอนาคตหมูจะต้องแพงกว่านี้แน่นอน 

ได้ยินคนเลี้ยงหมูรายเล็กรายกลางเล่าวันทั่วไป ที่ผมได้ฟังมาผมตกใจมาก ผมนอนไม่หลับเลยเมื่อคืนนี้มันจะเป็นเรื่องใหญ่ถ้าทำอย่างนี้มันไม่ถูกต้อง คือปกปิดนี่เป็นคำเล่าของคนเลี้ยงหมู ก็บอกว่าถ้าหากว่าประกาศว่าเป็น ASF เงินสมาคมหมดแล้วต่อไปก็เป็นเงินรัฐบาลที่ต้องมาจ่ายชดเชย รายกลางรายเล็กรายที่ต้องได้รับเงินชดเชย 75%-70% เนี่ย ก็จะได้ตังค์ 

เขาเล่าว่ามีบางรายที่เป็นยักษ์ใหญ่พยายามไม่ให้ประกาศ ถ้าไม่ได้ประกาศก็ไม่ได้ชดเชยรายเล็กรายน้อยรายกลาง ตายหมดครับเจ๊งหมดครับไปต่อไม่ได้แล้ว 

ช่วงนี้ก็จะเห็นฟาร์มใหญ่ๆยักษ์ๆออกตะเวนซื้อที่ดินเพื่อจะลงทุน 500 ไร่ เพื่อจะเลี้ยงหมูจุดละแสนตัว ที่เขาเล่าเนี่ยมันจริงหรือเปล่า สวนทางกันก็เป้าหมายคืออะไร  ทำให้คิดนะว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ภาวนาอย่าให้เป็นอย่างนั้นจริง เท่ากับท่านฆ่าผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยรายกลางเนี่ยตายหมดนะครับ 

วันนี้มันต้องเริ่มต้นกลับมาพูดความจริงว่าเป็น ASF จะได้เงินก้อนที่จะของบประมาณในการที่เอาไปแก้ไขชดเชยให้เกษตรกรที่เขารออยู่ทั้งประเทศ เริ่มต้นเอาความจริงมาเผยแพร่ว่าจะต้องป้องกันอย่างไร 

คนที่เลี้ยงหมูที่จะรอดอยู่ตอนนี้เหมือนที่คุณประสิทธิ์ว่า เราจะให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการอย่างไรในการป้องกันโรค นักวิชาการเรามีเยอะแยะมหาลัยต่างๆมากมาย ผมว่าต้องทำนะครับ เป็นเรื่องใหญ่เพราะไม่ได้กระทบแต่คนเลี้ยงหมู ผมถึงบอกว่าคนขายอาหารหมูคนขายอุปกรณ์เดือดร้อนหมด หนี้สินตามกันไปหมดแล้ว คนซื้อหมูก็เดือดร้อนแม่บ้านพ่อบ้านเดือดร้อนหมด 

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เงินหายากอยู่แล้ว ผมว่าเป็นปัญหาใหญ่เรื่องปากท้องเรื่องใหญ่ การเมืองเล็กๆแต่ปากท้องชาวบ้านมันทนไม่ไหวก็ยากนะ ถ้าทำงานทั้งวันแล้วผมได้หมูกิโล 1 กิโลกรัม 300 บาทแย่นะครับ เพราะงั้นไม่ได้มาดิสเครดิตอะไรกับรัฐบาล แต่อยากให้รัฐบาลสนใจจริงจัง เอาจริงเอาจังสักทีนะครับว่า 3 ปีแล้วนะ ท่านก็เรียกถ้าไม่ยอมรับสักที..”

ด้าน นายปริญญ์ พานิชภักดิ์  รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ (คณะทำงานของรองนายกรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนธุรกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

 นายปริญญ์ พานิชภักดิ์  รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์นายปริญญ์ พานิชภักดิ์  รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์

“..จริงๆแล้วต้องยอมรับความจริงนะครับ ว่ามาตรการออกมาเนี่ยอาจจะดูเหมือนว่าเป็นในเชิงจิตวิทยาและในเชิงการลงมือปฏิบัติจริงอาจจะช่วยบรรเทาได้บ้างระยะสั้น จริงๆเมื่อวานนี้ก็ได้มีการถกกันยาวว่าความเป็นจริงก็คือว่า 3-4 โรคที่เราพูดคุยกันนะครับ โดยเฉพาะโรค ASF ซึ่งมีมานานแล้ว 

กระทรวงเกษตร กรมปศุสัตว์พยายามจะแก้ปัญหานะครับ พยายามจะหาวัคซีนพยายามจะวิจัยและพัฒนา พยายามจะของบประมาณ พยายามจะทำหลายเรื่องครับ 

ผมคิดว่าความที่เราจะแก้ปัญหาระยะยาวได้จริงมันต้องเริ่มจากการที่มองให้ตรงจุดก่อนว่าปัญหาคืออะไร บ้างเรื่องข้อจำกัดและมีความละเอียดอ่อนในการขับเคลื่อนงานที่กรมปศุสัตว์ 

ซึ่งต้องยอมรับว่าราชการกรมปศุสัตว์ทำงานหนักมากนะครับหลายท่านตั้งแต่ทราบถึงปัญหา ASF มา 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ แล้วมาเจอซ้ำเติมโดยวิกฤตโควิด-19 ซึ่งทำให้การบริโภคเนื้อหมูตกลงไปอีกที 

ผมคิดว่าทางออกที่แท้จริงมี 2-3 เรื่องที่พยายามจะทำอยู่ 

เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องที่เราทราบดีว่าห้างที่เป็นค้าส่งค้าปลีกให้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระยะสั้นได้ ซึ่งเขาก็พยายามช่วยนะครับที่ตรึงราคาไว้ ตอนนี้ราคามันจะทะลุไป 200 กว่าบาทต่อกิโลกรัม เขาจะช่วยตรึงที่ 150 บาทไปได้อีก 1 เดือน อันนี้พยายามพูดคุยกันอยู่หรือขยายเวลาได้

เรื่องที่ 2 ที่สำคัญมากที่สุดระยะกลางระยะยาวคือว่ากระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ทราบดีถึงปัญหาโรค ASF ต้องทำงานเชิงรุก เร่งพยายามจัดหาวัคซีนที่พัฒนาตรงนี้มาแก้ได้ อันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องยอมรับเพราะเขาพยายามมาตลอด 

กรมปศุสัตว์เคยมีการออกมาพูดเรื่อง ASF แล้วเมื่อปีที่แล้ว มีการพูดคุยเรื่องนี้มีการที่สั่งการอย่างเร่งด่วนโดยท่านรัฐมนตรีสั่งการเร่งด่วน พยายามหาวัคซีนพยายามดูแลจะป้องกันยังไงได้ แต่เท่าที่ผมทราบนะครับ ปัจจุบันนี้ในเรื่องโรคระบาดในหมู ผมคิดว่าทางกรมปศุสัตว์เองต้องมาตอบคำถามนี้ แล้วสร้างความเข้าใจสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องที่กระจ่างชัดให้กับพี่น้องประชาชน 

ผมเห็นด้วยว่าเขาควรทำ แต่ผมไม่ทราบจริงๆว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณ เรื่องเลยที่เขาจะต้องจ่ายเงินชดเชยหรือเปล่า แต่จริงๆแล้วเป็นเงินชดเชยทางรัฐบาลเอง ผมเชื่อว่ามีการพูดคุยกันเพราะว่าการที่คุณจะให้พี่น้องประชาชนหรือเกษตรกรสุกรกล้ากลับมาเลี้ยงหมูได้เนี่ย ส่วนหนึ่งถ้าเกิดมีเงินชดเชยมากพอที่จะดึงดูดให้เขากลับมาช่วยเลี้ยงได้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง 

แต่แน่นอนสำคัญกว่านั้นคือการที่เราทำยังไงที่จะหยุดหรือแก้ปัญหาตัวโรคระบาดนี้ให้จบจริงๆก่อน เพราะว่าต่อให้มีเงินชดเชยมากแค่ไหนเนี่ยจะให้พี่น้องเกษตรกรมาเลี้ยงแล้วหมูตายอีก ก็ไม่คุ้มเขานะครับ ถึงไม่ใช่เงินชดเชยถึง 75% เหมือนที่เคยทำกันมาในอดีตเนี่ย หรืออย่างประเทศจีนเขาก็ทำนะครับมีเงินชดเชยเข้ามาเรียนรู้ตัวอย่างจากประเทศจีนได้ แต่ว่าสเกลของงบประมาณหรือเงินของรัฐคงมีไม่ใหญ่เท่ากับประเทศจีน ราคาจะเข้าสู่สมดุลได้อย่างเร็วคือ 6 เดือนขึ้นไป 

เราต้องยอมรับความจริงตรงนี้ก่อนนะครับ เพราะว่าในช่วงตรุษจีนนี้ราคาก็มีโอกาสที่จะขึ้นไปสูงกว่านี้ และอย่าลืมวัฎจักรของการเลี้ยงหมูอย่างน้อยก็ต้อง 6 เดือนเพราะฉะนั้นกว่าที่เราจะให้ เรียกว่าการอุปสงค์อุปทานที่เลี้ยงหมูและมีมากพอเข้ามาสู่ตลาดความต้องการ การปรับตัวเนี่ยผมคิดว่าอย่างน้อยต้องมี 6 เดือนนะครับ 

จริงๆแล้วมาตรการบางอย่างที่เราพยายามทำในระยะสั้นมันคงจะเป็นเรื่องที่พยายามจะพูดคุยเจรจาขอความร่วมมือจากค้าปลีกค้าส่งเจ้าใหญ่ที่ช่วยตรึงราคา  หรือแม้กระทั่งการจะดูการตรวจสอบว่าพ่อค้าคนกลางหรือคนที่ขายในตลาดการติดป้ายราคาไม่เอาจนเกินควร สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นอำนาจสุดท้ายที่พยายามทำได้จากกระทรวงพาณิชย์ อำนาจจากกระทรวงเกษตร ผมเชื่อว่ากรมปศุสัตว์เองต้องเร่งครับ และต้องพยายามเร่งพัฒนาและวิจัยวัคซีนที่จะมาแก้ปัญหาทั้งตัว ASF หรือโรคอื่นๆด้วย รวมถึงหาแรงจูงใจที่เป็บงบประมาณที่จูงใจให้เกษตรกรได้กลับมาเลี้ยงสุกร..”

รุมกินโต๊ะ “เดชอิศม์ ขาวทอง” เพื่อน ส.ส.ต่างพรรค ฉีกปฏิญญาสงขลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500039

06 ม.ค. 2565 |20:03 น.

รุมกินโต๊ะ "เดชอิศม์ ขาวทอง" เพื่อน ส.ส.ต่างพรรค ฉีกปฏิญญาสงขลา

สงขลาสู้เดือด “เดชอิศม์ ขาวทอง” เจอศึกใหญ่กว่าที่คาด คำว่าเพื่อนต่างพรรคไม่มี แถมปฏิญญาสงขลาถูกฉีกทิ้ง ตั้งแต่ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

จากปฏิญญาสงขลา “เดชอิศม์ ขาวทอง” เผชิญศึกหนักพรรคร่วมรุมกินโต๊ะ ประลองกำลังแม่ทัพใต้คนใหม่ ค่าย ปชป.

โตเร็วและมาแรง “เดชอิศม์ ขาวทอง” ตกเป็นเป้าโจมตีจากคู่แข่ง ศึกเลือกตั้งซ่อมสงขลา ดูเหมือนไม่ยาก กลับไม่ง่ายเสียแล้ว

ศึกนี้มีเดิมพันสูง “เดชอิศม์ ขาวทอง” ต้องอุ้ม สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาเข้าสภาฯให้ได้ หากพลาดท่าปราชัย ก็เจอกระแสตีกลับแน่

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ไปช่วยปราศรัยหาเสียงที่ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักว่า การเลือกตั้งซ่อม เขต 6 สงขลา ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เจอศึกหนัก ทั้งพรรคร่วมรุมกินโต๊ะ แถมมีกลไกอำนาจรัฐเข้าแทรกแซง

ฟังสาทิตย์พูด ก็ไม่น่าเชื่อว่า เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เขต 5 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่มีคำขวัญประจำตัวว่า ไม่มีพรรค มีแต่พวก และเพื่อน ยังเจอเกมรุมกินโต๊ะ

สำหรับสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา เขต 6 ประกอบด้วย อ.คลองหอยโข่ง, อ.หาดใหญ่ (เฉพาะ ต.บ้านพรุ และ ต.พะตง) และ อ.สะเดา (ยกเว้น ต.สำนักแต้วและ ต.สำนักขาม) ก็มีผู้สมัครตัวเต็งอยู่ 2 คนคือ หมายเลข 1 สุภาพร กำเนิดผล ค่าย ปชป. และหมายเลข 3 อนุกุล พฤกษานุศักดิ์ ค่าย พปชร.

ต้นสัปดาห์หน้า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะยกทัพหลวงไปช่วยอนุกูล ทายาทนักการเมืองดังเมืองสะเดา ซึ่งฝ่ายนายกชาย หรือ เดชอิศม์ ขาวทอง คงต้องจัดทัพรับมือเต็มที่

‘ผู้แทนหญิงคนแรก’

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว “เดชอิศม์ ขาวทอง” ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก และเป็น 1 ใน 3 ส.ส.สงขลา ค่าย ปชป. ที่รอดจากพายุลุงตู่มาได้ เพราะสงขลา มี ส.ส. 8 คน ปรากฏว่า พลังประชารัฐได้ 4 คน และภูมิใจไทย 1 คน รวมเป็น 5 คน

ที่สำคัญ ส.ส.สงขลา 5 คนดังกล่าว ล้วนเป็นคนหน้าใหม่ เข้าสภาฯสมัยแรก ซึ่งภาพสะท้อนจากการเลือกตั้งที่สงขลา ทำให้มีกระแสคนใต้ทิ้ง ปชป.แล้ว

ดังนั้น ภารกิจแรกของเดชอิศม์ ในฐานะแม่ทัพศึกสงขลา จะแพ้ไม่ได้ หากต้องการเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธาต่อพรรค ปชป.กลับคืนมา

เนื่องจากบุคลิกใจถึงพึ่งได้ เดชอิศม์ ขาวทอง จึงโดดเด่นขึ้นมา จนได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรค ที่ดูแลภาคใต้ ฉะนั้น เมื่อมีศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 จ.สงขลา แทนที่ของถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา หลายสมัย เดชอิศม์ จึงส่งภรรยา น้ำหอม หรือ สุภาพร กำเนิดผล ลงสนาม

เดชอิศม์ มองว่าจุดแข็งของสุภาพร คือความเป็นผู้หญิงแกร่งที่คนสงขลาพร้อมให้โอกาสทำงาน อีกทั้งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสงขลา ไม่เคยมี ส.ส.หญิงมาก่อน เขาจึงชูแคมเปญเลือกผู้แทนหญิงคนแรก

‘ฉีกปฏิญญาสงขลา’

หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 “เดชอิศม์ ขาวทอง” กับนักการเมืองรุ่นพี่ ถาวร เสนเนียม ได้นัดส.ส.สงขลา 8 เขต จาก 3 พรรคการเมืองมานั่งคุยกัน ประกอบด้วย เขต 1 วันชัย ปริญญาศิริ (พปชร.) เขต 2 ศาสตรา ศรีปาน (พปชร.) เขต 3 พยม พรหมเพชร (พปชร.) เขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี (พปชร.) เขต 5 เดชอิศม์ ขาวทอง (ปชป.) เขต 6 ถาวร เสนเนียม (ปชป.) เขต 7 ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ (ภท.) เขต 8 สุรินทร์ ปาลาเร่ (ปชป.) โดยทุกคนพร้อมจับมือกันเพื่อพัฒนาสงขลา

นัยว่า นี่เป็นปฏิญญาสงขลา ที่ ส.ส.ลูกสงขลาทั้ง 8 คน เห็นตรงกันว่าหมดเวลาทะเลาะกัน ลดความขัดแย้ง เป็นต้นแบบในการทำการเมืองยุคใหม่เพื่อประชาชน

การพบกันในวันนั้น มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นผู้แทนฯ คือผู้การชาติ หรือ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะแม่ทัพใต้ของพลังประชารัฐเวลานั้น

ผ่านไปเพียงปีเศษ มีเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา ค่าย ปชป. กับค่าย พปชร. ต้องห้ำหั่นกัน คำว่าปฏิญญาสงขลา ก็ปิดฉากลงตั้งแต่วันนั้น

เมื่อถึงคราวเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ลาออกจากพลังประชารัฐ ไปเป็นแม่ทัพพรรคกล้า และเที่ยวนี้ ก็ส่งคนลงสนามเลือกตั้งซ่อมด้วย

สุภาพร กำเนิดผล เจอศึกใหญ่กว่าที่คาดสุภาพร กำเนิดผล เจอศึกใหญ่กว่าที่คาด

ส่วน 4 ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย อนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว. สายตรงบ้านป่ารอยต่อ ก็เดินหาเสียงช่วยอนุกุล พฤกษานุศักดิ์ เต็มที่

ไม่นับพรรคภูมิใจไทย พิพัฒน์-นาที รัชกิจประการ แม่ทัพใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน ก็ซุ่มฟอร์มตัวผู้สมัคร ส.ส.สงขลา สมัยหน้า โดยต้องการเพิ่มเก้าอี้ ส.ส.จาก 1 ที่นั่ง เป็น 2 หรือ 3 ที่นั่ง แม้ครั้งนี้ ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงเลือกตั้งซ่อม แต่ก็ไม่ช่วยค่าย ปชป.อยู่แล้ว

คำพูดของ ส.ส.สาทิตย์ ที่ว่า เดชอิศม์ ขาวทอง เจอรุมกินโต๊ะจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็เห็นจะไม่ผิดไปจากสภาพความเป็นจริงมากนัก