วัดใจฝ่ายค้าน แพ้เลือกตั้งซ่อม สะเทือนศึกซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406175?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

23 ธันวาคม 2562 – 14:10 น.
รตอเฉลิม อยู่บำรุง,พลังประชารัฐ,ฝ่ายค้าน,เลือกตั้งซ่อม
เปิดอ่าน 3,455 ครั้ง

วัดใจฝ่ายค้าน แพ้เลือกตั้งซ่อม สะเทือนศึกซักฟอก คอลัมน์…  Editor Talk   โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

          ผลการเลือกตั้งซ่อม 2 ครั้งที่ฝ่ายรัฐบาลชนะชี้ให้เห็นว่าประชาชนยังนิยม จะส่งผลต่อการซักฟอกของฝ่ายค้านแน่นอน ความพ่ายแพ้ของเพื่อไทย และชัยชนะของพลังประชารัฐ มีผลต่อการเมืองในหลายมิติ

หากจะเทียบว่าเป็นชัยชนะของรัฐบาลเหนือฝ่ายค้าน ย่อมพูดได้ไม่มีผิด

เพราะการเลือกตั้งซ่อมที่นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา อันเป็นพรรคร่วมรัฐบาล มีชัยเหนือ พรรคอนาคตใหม่

ส่วนที่ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ ก็มีชัยเหนือ พรรคเพื่อไทย เจ้าของพื้นที่

 เรียกว่า ล้มแชมป์ทั้งสองสนาม

ต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งซ่อม นอกจากปัจจัยอย่างอื่นในพื้นที่แล้ว ความเป็นรัฐบาลและความเป็นฝ่ายค้าน มิอาจมองข้ามได้

ฝ่ายค้านตกอยู่ในสภาวะเรือแตก เพราะ 7 พรรคฝ่ายค้าน เริ่มระแวงและไม่มีเอกภาพ อันเนื่องมาจากหลายต่อหลายครั้ง สส.ฝ่ายค้าน ไปโหวตสนับสนุนงานของรัฐบาลในสภา

นอกเหนือจากความไม่ลงรอยกันในพรรคร่วมแล้ว แต่ละพรรคยังมีปัญหาภายในของตนเอง โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเศรษฐกิจใหม่

ที่ไม่อาจควบคุมสมาชิกได้

อนาคตใหม่ ถึงจุดเดือดขนาดลงมติขับสส.ออกจากพรรค

นั่นคือภาพจำของประชาชนว่า ฝ่ายค้านยุคนี้ นอกจากจะค้านไม่เป็นโล้เป็นพายแล้ว ยังไม่ได้ทำประโยชน์ในฐานะตัวแทนของประชาชนในระบบรัฐสภาเลย เอาแต่สร้างปัญหาที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติ

ไม่เว้นแม้พรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส ประธานกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตของสภา ที่เล่นไม่เลิก เอาแต่จะเรียก นายกฯและพล.อ.ประวิตร มาชี้แจงในเรื่องที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ

ประชาชนเลยรู้สึกเบื่อหน่ายกับเกมการเมืองของฝ่ายค้าน

ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็ใช่ว่าจะราบรื่น เพราะเรือเหล็กของลุงตู่ ถูกพรรคร่วมรัฐบาลอย่างน้อยสองพรรคคือประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย เจาะเช้าเจาะเย็น

เสียปริ่มน้ำของรัฐบาลก็เป็นปัญหาที่ทำให้งานในสภาสะดุดหลายต่อหลายครั้ง

แต่ด้วยที่รัฐบาลมีผู้นำอย่างนายกฯลุงตู่ ที่มีความอดทนสูงในการทนกับการบ่อนแซะทั้งคนในพรรคร่วมและคนในฝ่ายค้าน

จึงทำให้ประชาชนยังเชื่อมั่นในรัฐบาลให้บริหารประเทศต่อไป

ผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งซ่อม เป็นตัวสะท้อนว่า ประชาชนยังต้องการให้โอกาสรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ บริการประเทศต่อไป เพราะมองไม่เห็นว่าจะฝากผีฝากไข้กับฝ่ายค้านที่ทำงานกันแบบสะเปะสะปะได้อย่างไร

เพราะแต่ละพรรคมีความขัดแย้งกันเอง

ฉะนั้น ในการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านต้องคิดหนัก โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เพราะหากจะซักฟอกในขณะที่รัฐบาลอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่ง ไม่มีอะไรเพลี่ยงพล้ำ แถมคะแนนนิยมดีกว่าฝ่ายค้าน

เพราะว่าตามปกติ ฝ่ายค้านจะรอให้รัฐบาลอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ จึงจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ครั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลแข็งแกร่งดีกว่าฝ่ายค้าน พอพูดอะไรไป ชาวบ้านเขาจะไม่เชื่อ

เพราะเขาเชื่อรัฐบาลมากกว่า จะทำให้ฝ่ายค้านเสียเปรียบ

ยิ่งการเปิดเผยตัวบุคคลที่จะถูกอภิปรายไม่มีรัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทยเลย ยิ่งจะทำให้มีเสียงครหาว่า ฝ่ายค้านกำลัง”รับงาน”ใครมา

มันเหมือนกับ ที่วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มีโจรสั่งให้ถอดชื่อเขาออกจากการเป็นกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการก่อสร้างสภาล่าช้า

ที่มีผู้รับเหมาชื่อ ซิโนไทยฯ นี่มันจะเกี่ยวโยงกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่

สิ่งเหล่านี้ถ้าทำไม่สุจริตไม่โปร่งใส ก็เหมือนกับการเอาก้อนหินทุ่มขาตัวเอง ฝ่ายค้านก็จะเสื่อมไปในที่สุด และหากมีเลือกตั้งซ่อมที่สมุทรปราการ และกำแพงเพชร

รับรองว่า ฝ่ายรัฐบาลคือพลังประชารัฐก็ชนะอีก.

บุหรี่ไฟฟ้า ภัยไม่เงียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุหรี่ไฟฟ้า ภัยไม่เงียบ

23 ธันวาคม 2562 – 14:10 น.
บุหรี่ไฟฟ้า,ภัยเงียง,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 548 ครั้ง

บุหรี่ไฟฟ้า ภัยไม่เงียบ คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นที่ถกเถียงและจับตามองอย่างต่อเนื่อง รายงานข่าวต้นเดือนธันวาคมพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบรายแรกในไทยจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าชนิดที่มีส่วนผสมของกัญชา

อ่านข่าว…  บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าที่คิด

 รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (ศบช.) และอาจารย์จากคณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่เกิดขึ้นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นนวัตกรรมของบริษัทบุหรี่ที่ต้องการกำไร โดยการสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่แอบอ้างว่าไม่มีควันและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

“บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่ถกเถียงกันมากเลย เขาอ้างว่าไม่มีควัน ดังนั้นอันตรายน้อยกว่า แต่สิ่งที่ปรากฏคือมีคนใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วเกิดอาการปอดอักเสบจากไอระเหยในบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ซึ่งปรากฏกว่าพอหยุดใช้ก็อาการดีขึ้น” อาจารย์จินตนากล่าว

มีรายงานว่าควันไอละอองจากบุหรี่ไฟฟ้า ประกอบด้วยฝุ่นขนาดเล็กกว่า พีเอ็ม 2.5 และมีสารเคมีอันตราย เช่น ฟอร์มาร์ลดีไฮด์ ไดอะซิทิล อโครลิน โลหะหนักที่เป็นพิษ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุอันตรายที่เกิดกับผู้ใช้โดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยทำงานที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงไม่กี่ปี เพราะติดใจในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ใช้งานสะดวก ปรุงแต่งกลิ่นและรสมากกว่า 200 ชนิด และเชื่อว่าสามารถปรับระดับปริมาณสารนิโคตินได้ตามต้องการ

เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาในการสร้างองค์ความรู้เรื่องควันบุหรี่ทั่วไปว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้สูบและผู้ที่อยู่รอบข้าง ต้องใช้เวลานานกว่าสังคมไทยจะมีความเห็นตรงกันเรื่องอันตรายของควันบุหรี่ ดังนั้นการให้คนเข้าใจเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าก็ต้องสร้างการรับรู้ถึงอันตรายแฝงก็ต้องอาศัยเวลาในการรณรงค์เช่นกัน

“ขณะนี้เรายังตกเป็นเหยื่อธุรกิจยาสูบกันอยู่ มีปรากฏการณ์บริษัทซื้อนักวิชาการเพื่อสร้างหลักฐานอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป และถ้าคนเชื่อว่าจริง ก็จะไม่เกิดการหาข้อมูลเชิงลบหรือผลเสียของบุหรี่ไฟฟ้า ความจริงก็จะไม่ปรากฏ” อาจารย์จินตนากล่าว

   ทางออกคือการเลิกสูบแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเป็นความท้าทายสำหรับศูนย์เลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ ซึ่งมีประสบการณ์การให้คำแนะนำและช่วยเหลือแก่ประชาชนคนไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) ตามข้อตกลงร่วมกันของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่ามาตรการการช่วยเลิกบุหรี่ ประเทศภาคีของอนุสัญญา การควบคุมยาสูบ (FCTC) ควรจัดให้มีบริการช่วยเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ และเป็นบริการฟรีโดยโทรเข้าหมายเลข 1600

“งานวิจัยและข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันว่าแนวทางการบำบัดโรคเสพติดบุหรี่มีอยู่ 2 ทาง คือการใช้ยาเลิกบุหรี่ ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยกำลังผลักดันให้ยาเลิกบุหรี่ได้เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เพราะทุกวันนี้คนไทยยังเข้าไม่ถึง นอกจากคนป่วย ผู้เสพติดบุหรี่ที่ยังไม่มีปัญหาสุขภาพต้องมีค่าใช้จ่ายหากต้องการใช้ยาเลิกบุหรี่ ส่วนการบำบัดอีกแนวทางหนึ่งคือการไม่ใช้ยา ครอบคลุม วิธีการทางพฤติกรรมบำบัด คือวิธีการให้คำปรึกษาแบบหลายครั้ง ส่วนวิธีการบำบัดทางเลือกต่างๆ อยู่ในระหว่างการพัฒนา”

การเลิกบุหรี่สามารถเลิกได้สำเร็จ ต้องมี สามใจ คือ ตั้งใจ มั่นใจ และกำลังใจ

“เมื่อมีผู้โทรเข้ามารับบริการจึงเริ่มต้นด้วยคุณต้องการเลิกบุหรี่ใช่ไหม เพื่อตรวจสอบว่าผู้โทรเข้าเป็นผู้ติดบุหรี่ หรือเป็นผู้ใกล้ชิด เพื่อนของผู้สูบบุหรี่ เมื่อยืนยันว่าเป็นผู้สูบบุหรี่จึงให้คำปรึกษาแบบสั้นเพื่อสร้างความตั้งใจเลิกก่อนจะเข้าสู่กระบวนการบำบัดด้วยการให้คำปรึกษาแบบเข้มข้น เพื่อการลงมือหักดิบอย่างมั่นใจ”

การให้คำปรึกษาแบบเข้มข้นจะใช้เวลา 10-20 นาที โดยจะเป็นการสนทนาเพื่อประเมินภาวะติดบุหรี่ ประสบการณ์การติดนิโคติน การติดบุหรี่ทางจิตใจ และทางสังคม รวมถึงการเลิกบุหรี่ในอดีต ที่สำคัญคือการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจ เพิ่มพูนความตั้งใจและการค้นหาวิธีการใหม่ๆ ที่เหมาะสมการการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันของผู้สูบแต่ละคน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถเผชิญกับอาการขาดนิโคตินและความอยากบุหรี่หลังวันที่ลงมือหักดิบ หรือเลิกแบบทิ้งบุหรี่ทันที

“หลังจากนั้นจึงเป็นการโทรกลับให้คำปรึกษา อีก 6 ครั้งในเวลา 1 ปี ตามข้อตกลงร่วมกัน ผู้ให้คำปรึกษาจะโทรติดตามให้กำลังใจโดยจะมีการบันทึกข้อมูลในระบบฐานข้อมูล ครั้งแรกที่จะโทรไปติดตามให้คำปรึกษาเพื่อสร้างกำลังใจ คือภายในสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สองหลังการหยุดบุหรี่ทั้งหมด เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงสำคัญที่สุดผู้ที่เลิกบุหรี่แบบที่ไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆ มักจะล้มเหลวกลับไปสูบบุหรี่ใหม่ในช่วงนี้ หลังจากนั้นการโทรติดตามหลังวันเลิกเป็นระยะ”

นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับภาคีที่เป็นเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อช่วยผู้ที่มีความตั้งใจอยากเลิกบุหรี่ และช่วยให้เข้าถึงการบำบัดการเลิกบุหรี่ผ่านคำปรึกษาทางโทรศัพท์ได้มากขึ้น

“ยาสูบทั้งบุหรี่ซอง บุหรี่มวนเอง และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทุกรูปแบบเป็นธุรกิจที่บริษัทยาสูบลงทุนเพื่อหากำไร และขณะนี้การรับรู้ความจริงเกี่ยวกับอันตรายของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่แพร่หลาย อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในวันนี้จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจว่าการครอบครองอุปกรณ์และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย การร่วมกันหาวิธีช่วยให้ผู้สูบบุหรี่และผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เริ่มคิด/ตั้งใจเลิกบุหรี่ และเข้าถึงกระบวนการบำบัด เพื่อการเลิกบุหรี่ให้สำเร็จจึงเป็นเรื่องสำคัญ” อาจารย์จินตนาสรุป

เกษตรกรตัวปลอม เลี่ยงภาษีที่ดิน… ไม่ง่ายอย่างที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกษตรกรตัวปลอม  เลี่ยงภาษีที่ดิน… ไม่ง่ายอย่างที่คิด

23 ธันวาคม 2562 – 13:00 น.
ภาษีที่ดิน,เกษตรกรตัวปลอม
เปิดอ่าน 13,780 ครั้ง

เกษตรกรตัวปลอม  เลี่ยงภาษีที่ดิน… ไม่ง่ายอย่างที่คิด โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลายคนกำลังวางแผนหลีกเลี่ยงการจ่าย “ภาษีที่ดิน” ซึ่งจะบังคับใช้ปี 2563 โดยเฉพาะการไปแจ้งเป็น “พื้นที่เกษตรกรรม” เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้หลายเท่า โดยหารู้ไม่ว่าขั้นตอนการพิสูจน์นั้นมีหลายชั้นซับซ้อน เพื่อสกัดกลุ่มเจ้าของที่ดินผู้อยากเป็น เกษตรกรตัวปลอม!

   “พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562” มีการแบ่งลักษณะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะใช้ประโยชน์ ได้แก่ 1.เกษตรกรรม 2.ที่อยู่อาศัย 3.พาณิชยกรรม และ 4.ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพื่อให้การคิดคำนวณภาษีแตกต่างกันไป

โดย พื้นที่เกษตรกรรม หรือที่ดินที่ใช้ในการทำไร่ทำนา ทำสวน ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ จ่ายภาษีน้อยที่สุดและมีข้อยกเว้นให้หลายประการ เช่น หากเป็นบุคคลธรรมดาทำแปลงเกษตรแล้วมีที่ดินมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ยกเว้นภาษีให้ 3 ปี ถ้าตั้งแต่ปี 2563-2565 ไปเริ่มเสียภาษีที่ดินในปี 2566 และเสียเริ่มต้นแค่ร้อยละ 0.01 ส่วนเพดานภาษีสูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.15 ขณะที่ประเภทที่ดินสำหรับทำ “พาณิชยกรรม” หรือ “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า” มีเพดานสูงสุดร้อยละ 1.2 หมายถึงเสียแพงกว่าถึง 8 เท่า

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบได้ดังนี้ ที่ดินเกษตรกรรมราคา 1 ล้านบาท เสียภาษี 100 บาท ถ้าเป็นบ้านหรือที่อยู่อาศัย 200 บาท พาณิชยกรรม หรือที่ดินรกร้างว่างเปล่าต้องจ่าย 3,000 บาท ทำให้บรรดาผู้ชอบสะสมที่ดินไว้และไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร รีบวางแผนหาหนทางไปทำการเกษตร เพราะการจ่ายปีละ 100 กับ 3,000 บาทห่างกันถึง 30 เท่า ยิ่งมีหลายแปลงหลายสิบล้านก็ยิ่งทวีคูณ

สาเหตุที่กฎหมายให้พื้นที่เกษตรไม่ต้องจ่ายภาษีสูงก็เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และหวังให้พวกเศรษฐีนักสะสมที่ดินจ่ายเงินบำรุงท้องที่เพราะหวงที่ดินไว้โดยไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรแก่ประเทศชาติบ้านเมือง

หลายคนเริ่มสนใจอยากเอาพืชผักต้นไม้มาลงไว้ในที่ดินว่างเปล่าของตัวเอง เช่น ปลูกกล้วย ปลูกมะพร้าว ปลูกยาง ปลูกผักปลอดสารพิษ ฯลฯ จากนั้นก็เริ่มถ่ายรูปเก็บหลักฐานว่านี่คือ “แปลงเกษตร” ไม่ใช่ “ที่ดินรกร้างว่างเปล่า”

แต่ขั้นตอนไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะก่อนอื่นต้องไปพิสูจน์ต่อเจ้าหน้าที่เกษตรท้องถิ่นให้ได้ว่าที่ดินนั้นมีการทำเกษตรจริงและไปขึ้นทะเบียนยืนยันตัวตนว่าเป็น “เกษตรกร” ที่สำนักงานกลุ่มทะเบียนเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้ชัดเจนว่าเป็น “ตัวจริงไม่ใช่ตัวปลอม”!

เจ้าหน้าที่กลุ่มทะเบียนเกษตรกร อธิบายให้ “คมชัดลึก” เข้าใจการพิสูจน์ตัวตนการเป็นเกษตรกรว่า ในอดีตประเทศไทยมีการรับลงทะเบียนเกษตรกรในฐานะ ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ผู้เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ แต่ที่เริ่มจัดทำเป็นฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรอย่างเป็นระบบก็เมื่อปี 2552 โดยกระทรวงเกษตรฯ

ที่สำคัญคือการขึ้นทะเบียนไม่ได้เป็นการบังคับ แต่เป็นไปด้วยความสมัครใจ ใครจะมาขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ได้ สำหรับประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับจากการขึ้นทะเบียน คือ การได้ความช่วยเหลือหากเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง หรือมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอื่นๆ ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งหลังจากขึ้นทะเบียนจะมี “เอกสารยืนยันตัวตน” ว่าเป็นเกษตรกรตัวจริง

“ตอนนี้รายละเอียดการขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร เพื่อลดหย่อนภาษีที่ดินนั้น ยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่หลักการเบื้องต้นคือถ้าใครอยากแจ้งว่าเป็นที่ดินทำเกษตร ต้องไปหาหน่วยงานปกครองท้องถิ่น ขอให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยสำรวจที่ดินว่าทำเกษตรกรรมจริงหรือไม่ ซึ่งมีการแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.กิจกรรมเกษตรปลูกพืช เช่น นาข้าว ผัก ฯลฯ 2.การทำฟาร์มปศุสัตว์ เช่น ไก่ หมู และ 3.การเลี้ยงสัตว์น้ำปลา กุ้ง หอย ฯลฯ แต่ไม่ใช่ว่าปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์นิดๆ หน่อยๆ แล้วจะอ้างว่าเป็นพื้นที่เกษตรไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาประเมินตามหลักเกณฑ์และความเหมาะสม เช่น ถ้ามีพื้นที่ 10 ไร่ หากปลูกกล้วยก็ต้องมีไม่ต่ำกว่า 300 ต้นต่อ 1 ไร่ แต่อาจมีการอนุโลมกับแปลงเกษตรบางแห่งที่ต้องใช้พื้นที่ทำการแปลงผลิตผล เก็บสินค้าหรืออื่นๆ”

เจ้าหน้าที่ข้างต้นแนะนำว่า เจ้าของที่ดินต้องไปติดต่อที่สำนักงานเกษตรอำเภอซึ่งมีแปลงที่ดินตั้งอยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะไปสำรวจและยืนยันหลักฐานก่อนขึ้นทะเบียนให้ ที่สำคัญคือไม่ใช่ขึ้นทะเบียนครั้งเดียวและจะสามารถใช้ได้ตลอดไปเพราะต้องไปต่อทะเบียนหรือ “ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทุกปี”

“พื้นที่เกษตรบางส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เช่น อาจขายที่นาไปแล้ว หรือ เปลี่ยนจากทำสวนผักไปทำอย่างอื่น เคยเลี้ยงสัตว์น้ำแต่เลิกเลี้ยง ทำให้ต้องมายืนยันตัวตนทุกปีว่ายังทำเกษตรกรรมและยังเป็นเกษตรกรอยู่หรือไม่ หรือการปรับปรุงทะเบียนประจำปี สามารถแจ้งผ่านสมุดทะเบียนเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ หรือแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ที่ช่วยให้เกษตรกรทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลาและสะดวกในการติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง” เจ้าหน้าที่ข้างต้นกล่าว

หมายความว่าการจะไปขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรเพื่อพิสูจน์คำอ้างว่าเป็น “พื้นที่เกษตร” ไม่ใช่เรื่องง่าย! ต้องทำหลายขั้นตอนและมีหลักฐานชัดเจน ถ้าเจ้าของที่ดินคนไหนทำได้ง่ายๆ หมายความว่าอาจมีการซูเอี๋ยหรือให้ผลประโยชน์ใต้โต๊ะแก่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง!

ข้อมูลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี 2560 ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ หรือร้อยละ 47 และแบ่งเป็นพื้นที่มีเอกสารสิทธิจำนวน 127 ล้านไร่ ส่วนที่เหลือเป็นที่ดินของรัฐหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ อีก 194 ล้านไร่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ปี 2561 มีทะเบียนเกษตรกรทั้งหมด 4.7 ล้านครัวเรือน แต่ปี 2562 เดือนพฤษภาคมได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 7.9 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 24 ล้านคน สาเหตุที่จำนวนเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากปี 2562 รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือพิเศษต่างๆ

ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเลื่อนการเสียภาษีที่ดินจากภายในเดือนเมษายน 2563 ไปเป็นเดือนสิงหาคม 2563 เนื่องจากการจัดทำกฎหมายลูกยังไม่แล้วเสร็จ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในกฎหมายลูกนั้น รัฐบาลจะคิดหาวิธีปรับปรุงระเบียบและวิธีการต่างๆ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เจ้าของที่ดินรกร้างว่างเปล่าซูเอี๋ยหรือจับมือใต้โต๊ะกับเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วแอบอ้างเป็นเกษตรกรตัวปลอมเพื่อลดภาระการจ่ายภาษี

โดยไม่ได้มีความตั้งใจจะพัฒนาที่ดินทำเกษตรอย่างจริงใจ!

ม็อบธนาธรจะจุดติดหรือไม่ เพื่อใคร..หรือเพื่อตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406113?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม็อบธนาธรจะจุดติดหรือไม่ เพื่อใคร..หรือเพื่อตัวเอง

23 ธันวาคม 2562 – 11:30 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ม็อบ
เปิดอ่าน 3,957 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์ประเด็น ม็อบธนาธรจะจุดติดหรือไม่ เพื่อใคร..หรือเพื่อตัวเอง

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ แต่วันนี้ไม่มี “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ เนื่องจากติดภารกิจ แต่ทั้ง 2 ท่านก็วิเคราะห์ประเด็นร้อนทางการเมืองจากสถานการณ์แฟลชม็อบเมื่อ 14 ธันวาคม อย่างออกรส พร้อมตั้งคำถามถึงธนาธรว่าจะปลุกม็อบติดหรือไม่ ด้วยเหตุผลอะไร มาฟังกันชัดๆ

     สมชาย วิพากษ์การเคลื่อนไหวของ  ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม บริเวณสกายวอล์ก อันนั้นยังไม่ลงถนน เพราะอยู่ข้างบน แต่ธนาธรพูดอย่างชัดเจนว่าเดือนหน้าลงถนน นั่นเป็นการให้สัญญาว่าจะมีการลงถนนในวันที่ 12 มกราคม นี้แน่นอน ถามว่าลงถนนเพื่ออะไร มิใช่เป็นการรรณงค์อะไรต่างๆ ตามที่อ้าง แต่จุดประสงค์ใหญ่คือการล้มรัฐบาลแน่นอน ล้มในสภาไม่ได้แล้วจึงต้องล้มนอกสภา เพราะธนาธรไม่ได้เป็น ส.ส.แล้ว ดังนั้นตอนนี้เขาใช้ประเด็นอะไรยึดถนน

  วีระศักดิ์ เสริมว่า เรื่องยกเลิกเกณฑ์ทหาร งบประมาณทหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากมองถึงกลุ่มคนที่มาชุมนุมเมื่อ 14 ธันวาคม จะเห็นว่าสัดส่วนมี 3 กลุ่ม กลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวร่วมกับคนเสื้อแดง ส่วนใหญ่อายุ 40 ขึ้นไป คนรุ่นใหม่รวมถึงที่ติดการจราจรในพื้นที่เพราะมีกิจกรรมแถวสยามเยอะมาก จึงถูกรวมอยู่ในแฟลชม็อบทอนที่บอกมีเป็นหมื่น ซึ่งก็ไม่น่าจะถูกต้องสักเท่าไร ทางราชการประเมินแค่ 4-5 พันคน

 สมชาย ตั้งคำถามว่า การชุมนุมรูปแบบนี้หากเป็นแฟลชม็อบจริงไม่น่ากลัว เพราะมาเร็วเคลมเร็ว รัฐบาลคงเฉยๆ แต่ที่ต้องใช้คำนี้เพราะทางธนาธรคงเกรงว่าอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย เพราะหากเป็นการชุมนุมต้องมีการขออนุญาตจากตำรวจ เดี๋ยวนี้เรามี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาใช้คุ้มครองพวกที่เขาไม่อยากชุมนุม เจ้าของธุรกิจ นักท่องเที่ยว เป็นต้น เพราะที่ผ่านมาเรามีตัวอย่างเมื่อปี 50 53 57 เมื่อมีการชุมนุมคนล้มตาย เป็นอุปสรรคการจราจร กระทบการใช้ชีวิตของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพวกอยู่แถวราชประสงค์ถึงกับบ่นดังๆ มีม็อบทุกครั้งสร้างความเสียหายอย่างมาก

   วีระศักดิ์ บอกว่า มองแฟลชม็อบ 14 ธันวาคม อนาคตใหม่มากันครบ ทั้ง ธนาธร ปิยบุตร ช่อ (พรรณิการ์) หวังเรียกแขก บอกชัดเจนมาครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้ทุกคนมาเจอกันในวันที่ 12 มกราคม นำม็อบลงถนน ซึ่งสอดรับกับแนวคิด สมชาย เสริมว่า ตรงกับวันจัดกิจกรรมของอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาธรบอกไม่เกี่ยวกัน แต่วันนี้เห็นชัดเจนว่าพวกนี้เกี่ยวข้องกัน อย่ามาบอกว่าไม่เกี่ยวเลย คนไทยไม่โง่รู้ว่าพวกคุณทำอะไรกัน นัดวันเดียวกัน

    วีระศักดิ์ เท้าความให้ฟัง หากมองย้อนกลับไป การเดินเกมไล่ลุง กลุ่มคนพวกนี้มีไทม์ไลน์มาตลอดเพื่อจะให้ม็อบวันที่ 12 มกราคม จุดติด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ไปบางแสน รณรงค์ยกเลิกเกณฑ์ทหาร วันที่ 10 ธันวาคม ไปร้อยเอ็ด ร่วมงานวิ่งปลุกระดมโจมตีรัฐธรรมนูญปี 60 เพื่อให้อยู่ในแคมเปญแก้รัฐธรรมนูญก่อนจะมาที่สกายวอล์ก 14 ธันวาคม พร้อมแคมเปญ “ไม่ถอยไม่ทน” ติดๆ มาด้วย “กลัวที่ไหน” หลังจากนั้น 1 วันไปยโสธร ปักหลักรับฟังปัญหาที่ดินภาคอีสาน ส่วนปิยบุตรก็ไปที่จันทบุรี ร่วมพูดคุยสถานการณ์การเมืองในงานของพรรคอนาคตใหม่กับประชาชนที่นั่น

   สมชาย ช่วงนี้ตามยุทธศาสตร์ของม็อบเขาเรียกว่าช่วง “สะสมกำลัง” เพื่อให้คนมีส่วนร่วมแล้วมาชุมนุม 12 มกราคม นับหนึ่งในการลงถนน จากนั้นมีการวางแคมเปญที่เชียงใหม่ 17-20 มกราคม, 25-26 มกราคม ที่หอศิลป์ กทม. เป็นการวางแผนไว้ แสดงให้เห็นว่าการปลุกม็อบของทอนเป็นความตั้งใจ มิใช่การพลั้งเผลอ ซึ่งพี่ศรีก็ได้มีการร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เอาผิดพรรคอนาคตใหม่และธนาธรว่าจัดแฟลชม็อบโทษถึงยุบพรรค เป็นการตอกฝาโลงยุบพรรคเข้าไปอีก ก่อนหน้า ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ก็ร้องเรื่องถือหุ้นสื่อ และเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องหลักและมีผลกับพรรคทุกเรื่อง โดยครั้งนี้เล่นความผิดข้อหาจัดม็อบผิด ม.7 ม.10 ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ก่อน 24 ชั่วโมง ซึ่งในต่างประเทศเขาก็ทำแบบนี้ เพราะคนไทยกำลังกลัวว่าจะเกิดอะไรรุนแรงขึ้นมาอีก ที่สำคัญครั้งนี้ธนาธรเอาเหตุอะไรมาชุมนุม หากมองไปแล้วก็มีเรื่องเดียวเป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งเรื่องตัวเองถูกตัดสิทธิสมัครส.ส. กับเรื่องกกต.ส่งเรื่องยุบพรรคให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งทำไมธนาธรไม่ไปต่อสู้ในระบบล่ะ

   วีระศักดิ์ ธนาธรเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อให้คนลุกขึ้นมาต่อสู้ พร้อมนำอีกหลายเรื่องทั้งรัฐธรรมนูญ เผด็จการ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร เรื่องทหารไปลงทุนแปลกๆ มาปูเป็นสตอรี่ก่อนที่จะมาถึง 14 ธันวาคม พยายามบอกว่าที่เคลื่อนไหวนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว เพื่อดึงอารมณ์ร่วมของคน ซึ่ง สมชายเสริมว่า เราก็ต้องดูว่าเหตุผลเหล่านั้น มันถึงเวลาที่เราจะออกมาเคลื่อนไหวหรือยัง ตรงนี้เป็นเรื่องที่ธนาธรต้องเคลียร์ให้ชัดว่ากิจกรรมที่จะจัดต่อไปนั้นเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม เพื่อลบความแคลงใจของสังคม แต่ถ้าแก้ไม่ได้คนก็จะทราบจุดประสงค์ที่แท้จริง ซึ่งก็มีบทลงโทษตามกฎหมายทั้งพรรคและผู้ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายความไม่สงบในพื้นที่

    วีระศักดิ์ มีคำถามดังๆ ว่าการเคลื่อนไหวของธนาธรจะจุดติดหรือไม่ ติดแล้วจะล้มรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะจะมีผลต่อเศรษฐกิจการลงทุนและการเมือง โดยการชุมนุม 14 ธันวาคม ส่งผลต่อตลาดหุ้นในวันถัดไปเลย

   สมชาย ขอเปิดประวัติศาสตร์ของม็อบที่จุดติดให้ดูชัดๆ ในรอบ 62 ปีระบอบประชาธิปไตยไทย และเป็นสาเหตุในการล้มรัฐบาลได้ เริ่มจากปี 2500 กลุ่มนักศึกษาเดินขบวนต่อต้านการเลือกตั้งที่สกปรก มีการยัดบัตรลงหีบเพื่อลงคะแนนให้พรรคเสรีมนังคศิลา มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้าพรรค และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นรองหัวหน้า พล.ต.อ.เผ่า  ศรียานนท์ เป็นเลขาฯ พรรค

ปี 2516 เริ่มจาก พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร นักศึกษามาประท้วง จนมีการจับแกนนำนักศึกษา 13 คน นำมาสู่ 14 ตุลามหาวิปโยค นำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร  

ปี 2535 เป็นการต่อต้านรัฐบาลทหารตระบัดสัตย์ เหตุเกิดกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นแกนหลักกลุ่มนายทหารรหัส 0143 ทำรัฐประหารแล้วกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยกลืนคำพูดตัวเอง ทำให้มีการชุมนุมประท้วงของประชาชน นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มีการยิงกันประชาชนล้มตายจำนวนมากในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ จน พล.อ.สุจินดาลาออก แล้ว อานันท์ ปันยารชุน นายกฯ พลเรือนเข้ามา

ปี 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 48 ไม่พอใจระบอบทักษิณ กระทั่งปี 49 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็ก และเลี่ยงจ่ายภาษีราม 2.6 หมื่นล้านบาท หลังประเด็นอ่อนไหวประชาชนรับไม่ได้ พล.ต.จำลองออกมาอีกรอบ โค่นทักษิณที่ตนเองให้กำเนิดทางการเมืองมา สุดท้ายทักษิณก็หนีออกนอกประเทศ

ปี 2557 สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคลื่อนไหวนิรโทษกรรมช่วยพี่ชายและพรรคพวกตัวเอง มีความพยายามในการออกกฎหมายฉบับนี้ทุกรูปแบบ พิจารณากันข้ามวันข้ามคืนหรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ.ลักหลับ หรือ พ.ร.บ.สุดซอย สุดท้ายก็เกิดการชุมนุม

  สมชาย สรุปว่า เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการที่ม็อบจุดติดมาจากผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัยกระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เอาเปรียบส่วนรวม ทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นเหตุเป็นผลให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมกับผู้นำม็อบได้ มีประเด็นที่ทำให้คนส่วนรวมเห็นชอบตรงกันว่าเกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม จึงอยากตั้งคำถามว่าเหตุผลของการชุมนุมเหล่านี้ แตกต่างจากธนาธรที่จุดจากเรื่องส่วนตัวหรือไม่ ว่าจะถูกยุบพรรคหรือเปล่า

“หากเห็นว่าทนไม่ไหวจึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ สภาก็ได้มีการโหวต 445 ต่อ 0 เสียง ตั้งกมธ.ศึกษาแก้ไขมา 49 คนจากทุกพรรค นั่นแสดงว่าไม่มีใครคัดค้านที่จะไม่แก้รัฐธรรมนูญเลย ให้เวลา 120 วัน จึงไม่ใช่ข้ออ้างที่จะนำประชาชนมาลงถนน พรรคอนาคตใหม่มีตัวแทนในนั้นด้วย เมื่อประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดแล้ว ทำไมถึงต้องนำกำลังมาล้มบ้าน นี่คือสิ่งที่คนสงสัย”..!!!

  วีระศักดิ์ กล่าวเสริมว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ตั้งข้อสังเกตการเคลื่อนไหวครั้งนี้ มองการเมืองและม็อบที่เกิดขึ้น คือ พร็อกซี่ ไครซิส สงครามตัวแทน นักข่าวพยายามถามใครอยู่เบื้องหลัง แต่ท่านก็ไม่ชี้ชัดลงไป ท่านรู้อะไรเป็นอะไร มีคนพยายามสร้างวิกฤติเพื่ออะไรและนำไปสู่อะไร

    สมชาย ทิ้งท้ายไว้น่าสนใจ ถ้าดูแบบนี้จากเส้นทางประวัติศาสตร์แล้วเชื่อว่าม็อบจุดไม่ติด แต่หากรัฐบาลสะดุดตัวเอง หรือทำผิดคิดชั่ว หรือหาประโยชน์เข้าตัว ในช่วงนี้ธนาธรรอจังหวะจุดไฟราดไปในน้ำมัน เพราะฉะนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่าเดินพลาด ต้องคุมเข้มครม.อย่าให้มีการเดินนอกแถวอย่างเด็ดขาด พลาดมาเจอขยี้ตรงนั้นแน่…!!!

วิ่งไล่สามัญสำนึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406115?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งไล่สามัญสำนึก

23 ธันวาคม 2562 – 10:25 น.
เพื่อไทยพลัส,วิ่งไล่ลุง,บอลแอนด์เดอะแก๊ง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ช่อ พรรณิการ์ วานิช,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 3,920 ครั้ง

วิ่งไล่สามัญสำนึก คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

ติดตามพัฒนาการของน้องๆ ผู้ริ่เริ่มจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ทำให้เห็นความเชื่อมโยงในทางการเมืองมากขึ้นทุกขณะ เป็นความเชื่อมโยงที่มาจากการได้รับการปลูกฝังสร้างลัทธิแห่งความเชื่อผิดๆ

อ่านข่าว…   แฉ วิ่งไล่ลุงมีผู้อยู่เบื้องหลัง สร้างวิกฤตการณ์ ต่อสู้รัฐ

ไอเดียอันบรรเจิดเกิดขึ้นจาก “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย ซึ่งเขาเคยเป็นอดีตแกนนำนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสมาชิกสภานิสิตจุฬาฯ ที่ลงคะแนนเลือก เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ขึ้นเป็นประธานสภานิสิตฯ สารพัดที่จะเป็นตั้งแต่ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งต่อต้านคสช. ร่วมกลุ่มจ่านิว ร่วมมือกับ “พริษฐ์ ชีวารักษ์” หรือ “เพนกวิน” นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อตั้งสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมและเคลื่อนไหวของนักเรียนนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ
วันดีคืนดีโผล่ร่วมกิจกรรม “เพื่อไทยพลัส” อันเป็นการสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย พรรคที่มีนายใหญ่แห่งดูไบเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างไม่เป็นทางการเพราะถ้าเป็นทางการเดี๋ยวจะโดนคดียุบพรรคอีก (อันนี้จะซวยหนักมาก ฮา….)
ระยะหลังเดินสายเข้าออกอาคารรัฐสภา ย่านเกียกกาย ประหนึ่งเป็นการเคลื่อนไหวสอดประสานกับส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ผ่านการยื่นหนังสือร้องเรียนกรณีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคุกคามแทรกแซงสิทธิเสรีภาพโดยอ้างว่าไม่ได้รับอนุญาตให้จัดงานแถลงข่าว กิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” นั่นเอง

เป็นอะไรที่ทำให้ “บอลแอนด์เดอะแก๊ง” ปรากฏภาพตามหน้าสื่อบ่อยขึ้น ทั้งการยื่นหนังสือผ่าน “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ว่าถูกเจ้าหน้าที่รัฐแทรกแซงการจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ตามมาด้วย “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.จากพรรคเดียวกัน ทำหนังสือเชิญ ธนวัฒน์ ไปให้ข้อมูลข้อเท็จจริง พร้อมจะเชิญนายตำรวจตั้งแต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.มาชี้แจงด้วย

การใช้สื่อโซเชียลมีเดียประชาสัมพันธ์การจัดงาน “วิ่งไล่ลุง” ขยายสู่วงกว้างรวดเร็ว มีหรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะไม่ทราบข่าวสาร ทำให้ต้องออกมาให้สัมภาษณ์สองครั้งสองคราด้วยท่วงทำนองว่า “วิ่งตามความคิดผมให้ทันบ้าง” “ให้เอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่นเสียเถอะ”
เช่นเดียวกับ “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ผบ.ทบ. ยังกล่าวถึงกิจกรรมวิ่งไล่ลุง มีเบื้องหลัง พร้อมเตือนว่าระวังจะตกเป็นเหยื่อทางการเมือง โดยเฉพาะประโยคหลังไม่ต้องรอนานเมื่อ วัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น รับลูกกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ทันทีว่า “ไม่มีหรอกเบื้องหน้าเบื้งหลัง แถมประกาศเลยว่าจะประสานกับพรรคเพื่อไทยตั้งโต๊ะรับบริจาคให้กิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” 
มาถึงตรงนี้จะบอกว่ากิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ไม่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการจัดกิจกรรมในเชิงแสดงสัญลักษณ์ก็คงไม่มีใครเชื่อแล้ว ในเมื่อฝ่ายการเมืองออกมาประกาศตัวยืนเคียงข้างชัดเจนซะขนาดนี้ แม้แต่การเปิดเพจของบรรดาแกนนำมวลชนในต่างจังหวัดออกมาประกาศสนับสนุนกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ยังมีการประกาศถึงเส้นทางการวิ่งออกมาให้สาธารณชนรับทราบอย่างชัดแจ้งแดงแจ๋ ว่าจะเป็นการออกจากจุดสตาร์ทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านเส้นทางถนนราชดำเนิน วนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและกลับไปจบลงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกำหนดวันวิ่งในวันที่ 12 มกราคม ปีหน้า หรือตรงกับวันเด็กแห่งชาตินั่นเอง
ถึงขนาดระบุว่ามีผู้ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมแล้วถึง 8 พันคน และยังมีผู้แจ้งความประสงค์อยากวิ่งแต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนอีกจำนวนมาก ซึ่งถ้ารวมแล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นคน ดูจะเป็นอะไรที่มีจำนวนมากพอในการแสดงพลังกดดันรัฐบาลสื่อไปถึง “ลุงตู่” ไม่สมควรอยู่ในตำแหน่งนายกฯ อีกต่อไป
หากการออกมาแสดงพลังครั้งนี้ยังเป็นความพยายามสร้างกระแสต่อเนื่องจากการที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อดีต ส.ส.ข้างถนน ประกาศ “ประชาธิปไตยจงเจริญ เผด็จการออกไป” ในวันชุมนุมที่ลานสกายวอล์ก ปทุมวัน โดยนัดหมายจะมาพบกันอีกครั้งในเดือนมกราคม
เป็นความต่อเนื่องที่ถูกกำหนดขึ้นตามปฏิทินทางการเมืองโดยจะมีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลให้เสร็จสิ้นก่อนถึงวันที่ 12 มกราคม ซึ่งเป็นวัน “วิ่งไล่ลุง”

ความพยายามสะสมพลังงานความโกรธ เกลียดรัฐบาล ผ่านการเคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภาเพื่อให้ผู้คนกล้าออกมาระบายบนท้องถนนเรื่อยๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบความเดือดร้อนวุ่นวายจะตามมา

แดงอาฆาต ฟาด’ศรีนวล’ ป่วน’บุญเลิศ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406119?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงอาฆาต ฟาด’ศรีนวล’ ป่วน’บุญเลิศ’

23 ธันวาคม 2562 – 09:45 น.
ศรีนวล บุญลือ,พรรคอนาคตใหม่,งูเห่า,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ,บุญเลิศ บูรณุปกรณ์
เปิดอ่าน 7,801 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 ธ.ค. 2562

***********************

ปฏิกิริยาการประท้วงขับไล่ “ศรีนวล บุญลือ” ส..เชียงใหม่ ที่ประกาศว่าเป็นคนในพื้นที่เขต .จอมทอง อ.แม่วาง อ.ดอยหล่อ และ อ.สันป่าตอง ดูไปดูมา กลายเป็น “คนเสื้อแดงเชียงใหม่” ที่ขยับหมากเกมนี้แบบมีเงื่อนงำ

ส่วน ธนเชษฐ นามวงค์ หรือนักร้องเพลงคำเมืองสุดฮาในนาม “เหินฟ้า ล้านนาไทย” ที่อาสาลงสมัคร ส..แข่งกับศรีนวล ก็ไม่ใช่อื่นไกล นักร้องดังเคยเป็น ส..เขต เชียงใหม่ ในนามพรรคเสรีรวมไทย มาแล้ว แต่ได้คะแนนไม่กี่พัน

แม่หญิงแห่งแม่วิน

ตระกูลของ “ศรีนวล บุญลือ” เป็นคนเก่าแก่ของ ต.แม่วิน ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งที่เคยอยู่กับ อ.สันป่าตอง ขณะนั้น ต.แม่วิน ห่างไกลความเจริญ ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนภายนอก มีป่าเขาที่สมบูรณ์ ปัจจุบัน ต.แม่วิน ขึ้นกับ อ.แม่วาง ประชาชนส่วนใหญ่กลุ่มชาติพันธุ์ มี 19 หมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) 12 หมู่บ้าน หมู่บ้านชาวม้ง หมู่บ้าน และที่เหลือเป็นหมู่บ้านคนพื้นราบ

ชีวิตติดดินแบบศรีนวล คุยกับพี่น้องปกาเกอะญอ

ศรีนวล บุญลือ ทำงานเป็น อสมและผู้นำสตรีของชุมชน จึงได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบต.แม่วิน ก่อนจะขยับมาเล่นการเมืองสนามระดับจังหวัด เป็น ส.อบจ.เชียงใหม่ เขต อ.แม่วาง 

บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ต้องการให้ศรีนวลจัดตั้งฐานมวลชนกลุ่มชาติพันธุ์ จึงตั้งเธอเป็นที่ปรึกษาพิเศษนายก อบจ.เชียงใหม่

สมัยศรีนวลเป็นหัวคะแนนเพื่อไทย ปี 2554

เลือกตั้งปี 2554 ศรีนวล ก็เป็นหัวคะแนนให้ “สุรพล เกียรติไชยากร” อดีต ส..เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ศรีนวลได้เคลื่อนไหวร่วมกับ ส..สุรพล อยู่เป็นประจำ

วันนี้บุญเลิศแยกตัวออกมาจากเพื่อไทย ศรีนวลก็ต้องตามมาด้วยเพราะสนิทชิดใกล้กันมากกว่ากลุ่มเพื่อไทยสายเจ๊แดง 

สายตรง“บุญเลิศ”

จะว่าไปแล้วการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 กลุ่มนายกบุญเลิศ ส่งผู้สมัคร ส.. 2 คนลงสนาม ทั้ง นเรศ ธำรงทิพยคุณ คนสนิท พล..อินทรัตน์ ยอดบางเตย และคนใกล้ชิดบุญเลิศ สวมเสื้อพลังประชารัฐ และศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่

สำหรับเขต เชียงใหม่ ยากที่ใครที่จะโค่น “สุรพล เกียรติไชยากร” ค่ายเพื่อไทย เพราะมีฐานเสียงหนาแน่นที่ อ.จอมทอง นายกบุญเลิศ จึงหวังแค่ได้คะแนนประมาณ 2-3 หมื่นไปทำยอด ส..บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ

ศรีนวล สมัยเป็น ส.อบจ. และ นายกฯ บุญเลิศ

สถานการณ์พลิกผัน สุรพล เจอใบเหลือง ต้องเลือกตั้งใหม่ หวยเลยไปออกที่พรรคอนาคตใหม่ ทำให้ ศรีนวล บุญลือ ได้เป็น ส..หน้าใหม่ จากคะแนนเดิมของศรีนวล เกือบ หมื่น บวกกับคะแนนของสุรพลอีก หมื่น จึงได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ 75,891 คะแนน เมื่อเลือกตั้งซ่อม 26 พฤษภาคม 2562

คอการเมืองในท้องถิ่นแม่วางรู้ลึกรู้แจ้ง แม้ศรีนวลจะสังกัดค่ายอนาคตใหม่ แต่เนื้อแท้ก็เป็นนักการเมืองสาย “บูรณุปกรณ์” 

ประดาบก็เลือดเดือด

พูดถึงการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ ที่จะมีขึ้นในกลางปีหน้า ก็ยอมรับว่า เป็นศึกล้างแค้นของคนในตระกูลชินวัตร 

เมื่อ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ประกาศสนับสนุน “ทนายก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ และพรรคเพื่อไทย มีการเปิดตัวกันไปแล้ว

ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร 

อย่างที่ทราบกัน “ทนายก๊อง” ใช้แผนฟุตบอลนำการเมืองเหมือนนักการเมืองหลายคนทำกันมา โดยสร้างทีมเจแอล เชียงใหม่ สร้างผลงานดีมากจนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 2

ฝ่ายแชมป์เก่า “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ได้ขอเสนอตัวเข้ามารับใช้พี่น้องชาวเชียงใหม่อีกครั้งในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนามกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม

บุญเลิศ บูรณุปกรณ์

บนถนนการเมืองตระกูล “บูรณุปกรณ์” เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยแรงหนุนจาก “เจ๊แดง” มาตั้งแต่ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น

ตอนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 แม้บุญเลิศจะไม่ประกาศชัดว่าสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็บอกให้ ส..ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ดำเนินการทางการเมืองโดยอิสระ

ส่วนการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ บุญเลิศได้จัดทัพเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมทีมบริหารและผู้สมัคร ส.อบจ. 25 อำเภอ จำนวน 42 เขตแล้ว แต่บุญเลิศก็โดนแรงต้านใต้ดินด้วยข้อหา “ทรยศนายใหญ่ฝักใฝ่เผด็จการ”

การที่คนเสื้อแดงรุมถล่มศรีนวลว่าทรยศต่อประชาชน ก็หมายถึงการพุ่งเป้าโจมตีไปยังบุญเลิศนั่นเอง 

กลับบ้านอย่างปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลับบ้านอย่างปลอดภัย

23 ธันวาคม 2562 – 08:55 น.
กลับบ้านอย่างปลอดภัย,อุบัติเหตุทางถนน,เทศกาลปีใหม่,2563
เปิดอ่าน 335 ครั้ง

กลับบ้านอย่างปลอดภัย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2562

 ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ห้วงเวลาแห่งความสุขที่คนไทยและคนทั่วโลกมอบสิ่งดีๆ ให้แก่กัน การเดินทางโดยสวัสดิภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ แต่ทุกเทศกาลเรากลับพบข่าวเศร้าและความสูญเสียคู่ขนานกันไปตลอด โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ทุกหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแบบองค์รวม เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน จึงได้กำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อลดหรือเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

รัฐบาลได้ใช้กลไกระดับพื้นที่ลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนครอบคลุมทุกมิติ ทั้งคน รถ ถนน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสังคมไทย อีกทั้งขับเคลื่อนเป้าหมายในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้น้อยกว่า 21 คนต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2563 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างการสัญจรปลอดภัยอย่างยั่งยืนในทุกเส้นทาง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ(วีทีซี) กับฝ่ายความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัด  กำชับผู้ว่าราชการทุกจังหวัดให้เปรียบเทียบตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียในปี 2563 ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพื่อวางแผนรับมือ รวมถึงการดูแลความปลอดภัยและทรัพย์สินของประชาชนในทุกๆ เรื่อง รวมทั้งโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เน้นย้ำ 5 แนวทางของการลดอุบัติเหตุที่ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่ระดับนโยบาย มีแผนและตัวชี้วัดรองรับ จัดตั้งศูนย์อำนวยการการทำงานอย่างบูรณาการ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของคน รถ ถนน และสภาพแวดล้อม และต้องสร้างวัฒนธรรมใส่ใจความปลอดภัยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงเทศกาล โดยยึดปฏิญญาไทยแลนด์ 3 ร. คือ รักตนเอง รักครอบครัว รักคนอื่น ทั้งนี้จากสถิติของโลกที่ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องอุบัติเหตุทางท้องถนนติดอันดับ 9 ของโลก จึงต้องสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนตระหนักถึงการทำสิ่งใดโดยไม่กระทบกับคนอื่น ซึ่งหมายรวมถึงการใช้รถใช้ถนนด้วย “ผมไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุ อยากเห็นรอยยิ้มของคนไทยทั้งปี โดยไม่อยากบังคับใช้กฎหมายให้มากไป เพราะจะส่งผลกระทบต่อทุกคน”

จากข้อมูลของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558-2562) พบว่า เมาแล้วขับเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นการบังคับใช้กฏหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญซึ่งต้องมีความเข้มข้นใน 10 ข้อหาหลัก เช่น เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ ขับขี่ความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น ที่สำคัญในช่วงเทศกาลนั้นการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน  ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเริ่มจากจุดหรือพื้นที่ในระดับเล็กๆ เช่นตำบล เป็นพื้นที่นำร่อง เพราะหากเราสามารถลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงได้อย่างน้อย 1 ราย จะทำให้ภาพรวมของประเทศมีสถิติการเสียชีวิตจากการใช้รถใช้ถนนลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมชาติด้วย

ทางเลียบเจ้าพระยา กทม.เจอค้านหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางเลียบเจ้าพระยา กทม.เจอค้านหนัก

23 ธันวาคม 2562 – 08:24 น.
ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ค้านหนัก
เปิดอ่าน 1,582 ครั้ง

ทางเลียบเจ้าพระยา กทม.เจอค้านหนัก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

         โครงการยักษ์ของ กทม. “ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” เห็นท่าจะต้องทบทวนใหม่เสียแล้วเพราะเจอคนค้านมากกว่าที่ปรากฏ ขนาด ‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ผู้ว่าฯกทม. ยังใส่เกียร์ถอยหลังไม่อยากดันทุรัง

อ่านข่าว.. ทางเลียบเจ้าพระยาต้องทำได้แล้ว
‘ดับเครื่องชน’ เคยสนับสนุนโครงการนี้แต่ต้องทบทวนดู แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการสำรวจประชามติของชาวกรุง ปรากฏว่าเห็นด้วย 78% และไม่เห็นด้วย 22% ซึ่งเป็นธรรมดานานาจิตตัง

ค่ำคืนก่อนได้ล่องเรือในเจ้าพระยายามปรากฏว่าสวยงามเหลือเกินและมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูกเห็นมีเรือสำราญพาท่องเที่ยวหลายหลากสนุกสนานบานใจ

ขอเจาะเวลาหาอดีตแจ้งสรุปโครงการนี้ว่าใช้งบประมาณ 8,300 ล้านบาท เป็นถนนคอนกรีตและเลนจักรยานตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงสะพานปิ่นเกล้า ระยะทาง 14 กม.

เมื่อมีคนค้านหนักโครงการนี้อาจจะต้องทบทวนกันใหม่เพราะมีผลกระทบถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เต็มแรงและส่งถึงรัฐบาลด้วย

ระยะนี้รัฐบาลของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เจอของแข็งหลายเรื่องดังเป็นที่ทราบกันอยู่จึงต้องคัดอีกหลายรอบ แม้ ครม.จะไฟเขียวแล้วก็ตาม

โครงการนี้จึงเป็นของร้อนและอนาคตจะเป็นอย่างไรก็คงพอเดาได้
อ๊อด เทอร์โบ


กระเช้าของขวัญปีใหม่
ต้องอย่าเอาเปรียบ

ดิฉันขอแจ้งให้ทราบว่าการซื้อกระเช้าของขวัญปีใหม่โปรดละเอียดรอบคอบและขอแนะนำหลายๆ อย่างมา ณ โอกาสนี้ ซึ่งคิดว่าทันต่อเวลาพอดีเพราะเป็นธรรมเนียมอวยพรปีใหม่อยู่แล้ว

อย่างแรกขอเตือนร้านค้าว่าอย่าเอาเปรียบคดโกงผู้ซื้อ เช่น เอาของหมดอายุใส่ตะกร้าหรือฝ่าฝืนด้วยการลด แลก แจก แถมเกินความเป็นจริง ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับคือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่ง สคบ.หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้แจ้งเตือนมาแล้ว

อีกอย่างที่ขอมาก็คืออยากให้ช่วยอุดหนุนสินค้าไทยจำพวกผลไม้ไทยหรือสินค้าโอท็อป ฯลฯ ใส่ตะกร้ากระเช้าของขวัญปีใหม่จะได้ช่วยอุดหนุนกันและอย่าลืมว่าของไทยๆ เดี๋ยวนี้คุณภาพไม่แพ้ของนอก

เราต้องช่วยกันเพราะของดี-ราคาประหยัดก็ของเราของไทยนี่เอง
วิมาดา (บางรัก)


 เรียนคุณ ‘วิมาดา’ บางรัก
จดหมายของคุณทันต่อเหตุการณ์ถูกเวลามากเลยครับเพราะเข้าเทศกาลส่งของขวัญปีใหม่พอดี และอยากให้ทุกคนพิจารณาว่าจะซื้ออะไรเป็นการอวยพรปีใหม่

เรื่องกระเช้าของขวัญปีใหม่นั้นเห็นมีการจัดจำหน่ายตามห้างร้านมากมาย มีขนาดใหญ่-เล็กตามราคา และเวลานี้การมอบกระเช้าก็เปลี่ยนแปลงไป เช่น ไม่ค่อยมีเหล้าเพราะเห็นได้ทั่วไปว่าการให้เหล้าเท่ากับแช่ง

จึงขอสนับสนุนให้เลือกของขวัญปีใหม่เป็นสินค้าไทย-ผลไม้ไทย และหวังว่าจะไม่มีการหลอกลวง ยัดไส้ผู้ซื้อเหมือนทุกปีที่ผ่านมาที่มีผู้ร้องเรียนกันมากมาย
อ๊อด เทอร์โบ


 ฤดูแล้งยังมีน้ำพอ
 ปลอบใจหรือของจริง
(เรียนผ่านไปยังกรมชลประทาน)

ผมขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางไปยัง ‘ดร.ทองเปลว กองจันทร์’ อธิบดีกรมชลประทานว่า ตลอดฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้จะมีน้ำพอใช้เหมือนที่แจ้งในหลายๆ สื่อหรือไม่?

อยากให้มีคำยืนยันอีกทีว่าเป็นความจริง ไม่ใช่การปลอบใจ-ปลอบขวัญ ให้คลายความวิตกกังวลเพราะที่เห็นมาแม่น้ำลำคลองหลายแห่งหลายพื้นที่มีน้ำน้อยหรือไม่ก็แห้งขอดจนคนเดินข้ามได้แล้ว อย่างนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร

ขอร้องให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างดีที่สุดและมีรายงานว่าน้ำเหนือเขื่อนหลายแห่งเก็บกักน้ำได้น้อยมาก

จึงอยากช่วยให้ดูแลเรื่องน้ำให้ดีที่สุดเพราะประเทศไทยของเราพอหมดน้ำท่วมก็ถึงภัยแล้งไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย
บุญล้วน (สุโขทัย)


จากแรมโบ้ถึงยิ่งลักษณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405889?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากแรมโบ้ถึงยิ่งลักษณ์

21 ธันวาคม 2562 – 14:55 น.
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,แรมโบ้,สุภรณ์ อัตถาวงศ์
เปิดอ่าน 8,100 ครั้ง

จากแรมโบ้ถึงยิ่งลักษณ์ คอลัมน์…  Editor Talk   โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

ไม่บ่อยที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเขียนเฟซบุ๊กตัดพ้อต่อว่าเรื่องการเมือง

แต่แทนที่ข้อเขียนของ ยิ่งลักษณ์ จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ ก็กลายเป็นว่า สิ่งที่เธอเรียกร้อง สิ่งที่เธอคร่ำครวญ มันเกิดจากตัวเธอและรัฐบาลของเธอเองทั้งสิ้น

โครงการรับจำนำข้าว ถูกเตือนมาตั้งแต่ยังไม่หาเสียงเลือกตั้งว่า ระวังจะมีการโกงทุกเมล็ดเพราะเล่นจำนำกันทุกเมล็ด

แต่ว่าก็ว่าเถอะ โครงการจำนำพืชผลทางการเกษตร ไม่ใช่ว่าจะไม่มีรัฐบาลใดเคยทำมาก่อน ขอเพียงให้ระมัดระวังอย่าให้มีการทุจริตหรือรั่วไหล

เงินทองก็จะตกถึงมือชาวนาชาวไร่แน่นอน

แต่โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นอกจากจะเป็นนโยบายที่ใช้เพื่อหาคะแนนจากชาวบ้านแล้ว ยังมีเจตนาไม่โปร่งใส ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ตัดสินไปแล้ว

ตัวเลขความเสียหายยังไม่แน่นอน แต่ที่แน่ๆ คือเสียหายจริงหลายแสนล้าน และการที่รัฐบาล คสช.ของนายกฯ ลุงตู่ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้นไม่ได้ยึดทรัพย์ยิ่งลักษณ์ขายทอดตลาดทีละชิ้นๆ ดังที่ยิ่งลักษณ์โอดครวญ แต่เป็นการออกมาตรา 44 มาคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ให้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสืบทรัพย์และนำทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชดใช้ที่ทำให้รัฐและประเทศชาติเสียหาย

เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายและความยุติธรรมทุกประการ

เรื่องนี้มันจะดราม่ามากเกินไปจนทำให้ แรมโบ้อีสาน สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำตัวนายกฯลุงตู่ ทนไม่ไหว ในฐานะที่เคยอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน

จึงเขียนจดหมายน้อยถึงยิ่งลักษณ์ เล่าความหลังให้ฟังแบบสั้นๆ พอเข้าใจได้ว่า ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทุกข์จริง ไม่ได้หน้าชื่นอกตรมหรอก

ความจริงมีคนที่ทุกข์จริงๆ ก็คือ บุญทรง เตริยาภิรมย์, ภูมิ สาระผล และคนอื่นๆ ที่สู้เพื่อยิ่งลักษณ์ นอกจากจะอยู่ในคุก ยังมีอีกหลายคนที่กำลังเดินเข้าคุก

บางคนก็หนีไปต่างประเทศ

คนเหล่านี้เคยเตือนยิ่งลักษณ์ แต่ไม่ฟัง ไปฟังแต่พี่สาวและคนรอบข้าง จนทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ทหารจึงออกมายึดอำนาจ

อย่าไปโทษ พล.อ.ประยุทธ์ อย่าไปโทษ คสช. อย่าไปโทษมาตรา 44 เลย เพราะที่ยิ่งลักษณ์ทำนั้นไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน แต่ทำเพื่อครอบครัวตนเอง

ขณะที่คนอื่นตกระกำลำบากขนาดไหน

การออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย แรมโบ้บอกว่า ทั้งแรมโบ้ และ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ได้ห้ามแล้วว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง ยิ่งลักษณ์ก็ไม่ฟัง

เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย มีเป้าหมายเพื่อ “พาทักษิณกลับบ้าน” โดยไม่มีความผิด มันเป็นสิ่งที่สวนทางกับกระบวนการยุติธรรม จึงไม่มีใครที่จะรับแผนการนี้ได้

สุดท้าย แรมโบ้ ได้ขอร้องยิ่งลักษณ์ให้หยุดใช้วาทกรรมปลุกปั่น ยุยง ให้คนในชาติเกิดความแตกแยก เพราะการใช้วาทกรรมเพื่อให้เกิดความขัดแย้งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน

แต่สิ่งที่แรมโบ้ไม่ได้พูดถึงคือ ความลับ ที่ไม่อยากเอ่ยถึง แต่อย่างน้อย จดหมายฉบับนี้ก็น่าจะทำให้ ยิ่งลักษณ์และทักษิณ ได้คิดว่า นับจากนี้จะไม่มีใครสู้เพื่อสองพี่น้องนี้อีกแล้ว.

ค้านไม่เป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/405886?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ค้านไม่เป็น

21 ธันวาคม 2562 – 14:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ค้านไม่เป็น,วิ่งไล่ลุง,รตอเฉลิม อยู่บำรุง
เปิดอ่าน 3,225 ครั้ง

ค้านไม่เป็น คอลัมน์…  Cover Story เนชั่นสุดสัปดาห์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คงจะสบายใจไม่น้อย เพราะในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คว้าไมค์ครวญไปหลายเพลง ทั้งในงานเลี้ยงนักข่าวทำเนียบ และงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลครั้งที่สอง

ที่บอกว่าสบายใจเป็นเพราะว่า ฝ่ายค้าน โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกิจการพิเศษเพื่อการอภิปรายของพรรคเพื่อไทย เพิ่งออกมาประกาศว่าจะยื่นไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นรายบุคคล

         คือ พล.อ.ประยุทธ์, รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ

พร้อมข้อหาต่างๆ อีกมากมาย

นี่น่าจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ และครม.ขวัญผวา แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นี่แสดงว่า รัฐบาลเขารู้ทันว่าฝ่ายค้านชุดนี้ไม่น่าจะมี “น้ำยา”

ยิ่งมาได้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหน้าทีมในการวางแผนและหาข้อมูลเพื่อซักฟอกรัฐมนตรี ยิ่งไม่ทำให้คนในรัฐบาลหวาดวิตกแต่อย่างใด

เพราะว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้เป็น ส.ส. เพราะว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้มีตำแหน่งแห่งหนใหญ่โตในพรรค เพราะว่าต่อให้ ร.ต.อ.เฉลิม หาข้อมูลมามากขนาดไหน คิดหรือว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย จะนำข้อมูลของ ร.ต.อ.เฉลิม ไปอภิปราย

  เว้นแต่ลูกชาย วัน อยู่บำรุง เพียงคนเดียว

ยิ่งตำแหน่งของ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตำแหน่งที่ฟังชื่อก็แปลกๆ และไม่ได้มาเพราะว่าพรรคเป็นคนตั้งให้ แต่ได้มาหลังจากบินไปจิบไวน์กับ ทักษิณ ชินวัตร ที่ฮ่องกง

ก่อนหน้านี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย บินไปสกัด ส.ส.อีสานร่วมร้อยที่บินไปฟ้องทักษิณ ว่า คุณหญิงสุดารัตน์แทรกแซงการทำงานของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค

ความจริงปัญหาความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทยมีมานานนับแต่หลังการเลือกตั้ง ที่แกนนำระดับสูง ไม่มีใครได้เป็น ส.ส.เลย แต่แกนนำอยากจะเข้ามามีบทบาทการนำในพรรค

โดยเฉพาะ คุณหญิงสุดารัตน์ ที่ไม่ยอมทิ้งตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค ทั้งๆ ที่เป็นตำแหน่งลอยๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น

แต่เมื่อมีข่าวว่า ส.ส.อีสานของเพื่อไทย มีความประสงค์อยากจะให้ ร.ต.อ.เฉลิม เข้ามามีบทบาทในพรรคและต้องการให้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นประธานยุทธศาสตร์แทนคุณหญิงหน่อย

ภาพความขัดแย้งของทั้งสองจึงปรากฏขึ้น

แม้ในเบื้องแรก ร.ต.อ.เฉลิม และแกนนำ ส.ส.อีสานบางคนจะออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่จากนั้นไม่นาน ร.ต.อ.เฉลิม ได้บินไปพบทักษิณ แล้วกลับมาได้เก้าอี้ประธานคณะกรรมการพิเศษ ไปเป็นของรางวัล

จะได้ไม่ไปแย่งตำแหน่งจากคุณหญิงสุดารัตน์

และการที่ ร.ต.อ.เฉลิม เข้ามามีบทบาทในพรรคในตำแหน่งดังกล่าว ส.ส.สายคุณหญิงหน่อยย่อมไม่พอใจ เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม จะก้าวเข้ามามีบทบาทในพรรคแข่งบารมีกับคุณหญิงหน่อย

ขณะที่พรรคเพื่อไทย มีความขัดแย้งภายใน จะทำให้ดีกรีการอภิปรายรัฐบาลลดลงอย่างแน่นอน

ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ก็มีปัญหาไม่แพ้เพื่อไทย ซึ่งอนาคตใหม่ ยังไม่ทราบว่าจะเอาตัวรอดจากคดียุบพรรคได้หรือไม่ เนื่องจากวันเวลาหากมีการยุบพรรคน่าจะไม่เกินเดือนมกราคมปีหน้า

ก่อนจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

หากเป็นไปตามนั้นและพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ จะทำให้อนาคตใหม่เกิดความระส่ำระสาย เนื่องจาก ส.ส.จะต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน

และยังไม่ทราบว่า ส.ส.จะถูกซื้อหรือถูกดูดเข้าพรรคการเมืองไหนบ้าง ไม่ว่าพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน

ลำพังหากพรรคไม่ถูกยุบ อนาคตใหม่ก็ถือว่าเป็นพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มีประสบการณ์กับการเก็บข้อมูลเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจเลย

อนาคตใหม่ถนัดแค่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อสกัดการสืบทอดอำนาจของคสช.เท่านั้น อย่างอื่นทำไม่เป็น

เหล่านี้จึงไม่มีอะไรที่จะทำให้รัฐบาลต้องกลัวศึกไม่ไว้วางใจ

และหากอนาคตใหม่ถูกยุบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค เปลี่ยนเกมการเล่นใหม่ จากในสภาไปเล่นกันข้างถนน ยิ่งจะทำให้รัฐบาลได้เปรียบ

เพราะพลังของพรรคฝ่ายค้านจะลดน้อยลง

ประกอบกับการลงถนนของ ธนาธร จะเป็นการจุดไฟการเมืองขึ้นมา และหากม็อบธนาธรจุดติด ไม่ว่าจะเป็น แฟลชม็อบ หรืออะไรก็ตามแต่ มันจะทำให้การเมืองในสภาของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับความสนใจ

จะเรียกว่าฝ่ายค้านแตกคอเดินกันคนละเกม ภาพของฝ่ายค้านจะด้อยค่าลงทันที

โดยพรรคเพื่อไทย คงไม่เอาด้วยกับ ธนาธร เนื่องจากพรรคเพื่อไทย เคยให้การสนับสนุนกลุ่มนปช.เสื้อแดงมาแล้ว ทั้งในยุค ทักษิณ ชินวัตร และยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่า จึงไม่อยากให้ภาพเก่าแบบนั้นกลับมาอีก

แตกต่างจากอนาคตใหม่ ของธนาธร ที่มองว่าการเมืองในสภาไม่น่าจะตอบสนองความต้องการของธนาธรได้ เพราะเกมในสภา เป็นรองรัฐบาลที่เป็นฝ่ายกุมอำนาจเยอะมาก และหากมองดีๆ จะเห็นว่า ส.ส. 80 คนของอนาคตใหม่ ยังอ่อนหัดต่อการเมืองในระบบรัฐสภา

ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า หากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ธนาธร จะเปลี่ยนมาเล่นเกมนอกสภา ซึ่งได้ชิมลางจากการจัดแฟลชม็อบไปแล้ว

รอดูวันที่ 12 มกราคมปีหน้า ว่าการ วิ่งไล่ลุง กิจกรรมที่แอบแฝงนี้จะมีคนมาวิ่งไล่ลุงมากน้อยขนาดไหน เป็นการวัดพลัง วัดบารมี และวัดคะแนนนิยมว่า บรรดาวัยรุ่นและพวกนักเลงคีย์บอร์ดแห่งโลกโซเชียล จะยังภักดีต่อธนาธร อยู่หรือไม่

เช่นนี้เมื่อต่างพรรคต่างมีจุดมุ่งหมายต่างกัน ทั้งเพื่อไทย อนาคตใหม่ มันจึงทำให้เกมในระบบรัฐสภา ไม่น่าเกรงขาม

ประกอบกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้ทำอะไรให้ฝ่ายค้านได้มีข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

ข้อมูลที่ ร.ต.อ.เฉลิม เปิดออกมา น่าจะเป็นข้อมูลเก่าและเรื่องเก่าในอดีตตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว ฉะนี้จึงมีคำถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรอบของการพิจารณาเนื้อหา จะย้อนหลังไป 5 ปีได้หรือไม่

รัฐบาลอาจจะบอกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องอภิปรายนับแต่วันที่รัฐบาลได้ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วเป็นต้นไป ไม่ใช่ไปเอาเรื่องในอดีต 5 ปี ยุคคสช. มาอภิปราย มันจะกลายเป็นเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่

แม้ว่าตัวนายกฯ และรัฐมนตรีหลายคนจะมาจากรัฐบาลคสช.ก็ตาม แต่ก็ไม่ควรไปหยิบเรื่องในอดีตมาอภิปราย

นี่จึงจะทำให้ฝ่ายค้านตกที่นั่งลำบาก เพราะหากข้อมูลของฝ่ายค้านไม่เพียงพอ ญัตติไม่ไว้วางใจจะด้อยค่าลงเป็นเพียงญัตติธรรมดา หรือแค่กระทู้ถามสดเท่านั้น

น่าเห็นใจฝ่ายค้านยุคนี้ที่นอกจากจะไม่มีความเป็นเอกภาพในกลุ่ม 7 พรรคฝ่ายค้านแล้ว ซึ่งดูได้จากการมีงูเห่า ไปช่วยรัฐบาลโหวต

ฝ่ายค้านยุคนี้ยังทำหน้าที่ “ค้านไม่เป็น” จึงเป็นผลดีกับรัฐบาล ที่แม้จะไม่เป็นเอกภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้อานิสงส์ที่ฝ่ายค้านเองก็ค้านไม่เป็น

เสร็จศึกอภิปรายหากผลโหวตออกมาพบว่าประชาชนโหวตให้รัฐบาล เมื่อนั้นการอภิปรายของฝ่ายค้านเท่ากับไปสร้างเครดิตและภูมิคุ้มกันให้รัฐบาล

ต่อไปหากมีการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจอีก จะไม่ได้รับความสนใจจากประชาชน.