เคอร์ฟิวเด็กติดเกม…จัดระเบียบเก็บ ภาษีบาปเกมออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401281?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคอร์ฟิวเด็กติดเกม…จัดระเบียบเก็บ ภาษีบาปเกมออนไลน์

27 พฤศจิกายน 2562 – 13:10 น.
เด็กติดเกม,โรคติดเกม
เปิดอ่าน 967 ครั้ง

เคอร์ฟิวเด็กติดเกม…จัดระเบียบเก็บ ภาษีบาปเกมออนไลน์ โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

 “เด็กติดเกม” กลายเป็นปัญหาวิกฤติ ส่งผลให้ “องค์การอนามัยโลก” ประกาศจัดเป็นโรคชนิดใหม่ด้านจิตเวชคือ “โรคเสพติดเกม” หลายประเทศเริ่มหาวิธีการไม่ให้เยาวชนกลายเป็นเหยื่อของธุรกิจเกมมากไปกว่านี้ ล่าสุดจีนสั่ง “เคอร์ฟิวเด็กเล่นเกมออนไลน์” ไม่เกินวันละ 90 นาที ส่วนประเทศไทยคาดการณ์ว่ามีเด็กติดเกมมากถึง 2 ล้านคน …ถึงเวลาต้องจัดระเบียบเช่นกัน

อ่านข่าว…  เด็กติดเกมก้มกราบเท้าแม่ หลังเกิดอาการคลั่ง

ปัจจุบันธุรกิจเกมออนไลน์สร้างเม็ดเงินมหาศาล ผลสำรวจของบริษัท “Newzoo” ที่ตามเก็บข้อมูลด้านสถิติเกมทั่วโลกระบุว่ากลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกมีเม็ดเงินสูงสุดในโลกคือ ประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท ส่วนอันดับ 2 คือกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ 9.8 แสนล้านบาท หากแยกเป็นประเทศที่ควักกระเป๋าเสียให้ตลาดเกมมากสุดอันดับ 1 คือชาวอเมริกา ปีละ 1.1 ล้านล้านบาท อันดับ 2 คือ ชาวจีน 1 ล้านล้านบาท อันดับ 3 ชาวญี่ปุ่น 5.6 แสนล้านบาท ส่วนชาวไทยติดอันดับ 20 ของตลาดเกมโลก เฉพาะปี 2561 มีมูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขคนใช้จ่ายเงินให้แก่ธุรกิจเกมเริ่มพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนบริษัทผลิตเกมยักษ์ใหญ่ของจีน “เทนเซนต์” (Tencent) รวยแซงหน้าอเมริกา กลายเป็นเบอร์ 1 เจ้าตลาดเกมของโลกไปเรียบร้อยแล้ว ทิ้งระยะห่างจาก “โซนี่” และ “ไมโครซอฟท์” แทบไม่เห็นฝุ่น เฉพาะข้อมูลของ “เทนเซนต์” ครึ่งปี 2562 ทำกำไรไปแล้ว 1 แสนล้านบาท

หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) บัญญัติให้ “โรคติดเกม” เป็นโรคทางจิตเวชที่สร้างผลร้ายต่อการพัฒนาสมอง พัฒนาร่างกาย พฤติกรรมของเด็กมีอาการคล้ายผู้ป่วยติดสุรา ติดพนันหรือติดสารเสพติด รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจประกาศจัดระเบียบและออกกฎหมาย “เคอร์ฟิวเด็กเล่นเกมออนไลน์” เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2562 พร้อมอ้างเหตุผลว่านี่คือ “การปกป้องร่างกายและจิตใจของเยาวชน”
กฎหมายนี้มีเนื้อหาสำคัญ 4 ข้อคือ 1.เด็กอายุไม่ถึง 18 ปี ห้ามเล่นเกมออนไลน์ตั้งแต่ 4 ทุ่มจนถึง 8 โมงเช้า 2.วันธรรมดาห้ามเล่นเกมเกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที 3.วันหยุดเล่นได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง 4.กำหนดให้เติมเงินบัญชีเกมออนไลน์สูงสุดไม่เกิน 900–1700 บาทต่อเดือน

โดยใช้วิธีตรวจสอบจากชื่อและอายุของสาวกเกมออนไลน์ที่มาลงทะเบียนกับบริษัทเกมออนไลน์ต่าง ๆ

การประกาศจัดระเบียบเกมออนไลน์ของรัฐบาลจีนทำให้ประเทศอื่นๆ อยากทำตามบ้าง เพราะตอนนี้หลายประเทศประสบปัญหาประชากรรุ่นใหม่มีอาการทางจิตเวชเพราะเสพติดเกมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอาการใหม่ที่น่ากลัวมากของคนที่นั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืน จนเกิดพฤติกรรมแยกตัวเองออกจากสังคม และมีอาการวิตกกังวลไม่กล้าออกไปเจอผู้คน หรือที่เรียกกันว่า “โรคกลัวชุมชน” (agoraphobia)

ขณะนี้ประชากรจีน 900 ล้านคนเล่นอินเทอร์เน็ตทุกวันและในจำนวนนั้นมีสาวกเกมออนไลน์สูงถึง 650 ล้านคน ทำให้บริษัทเกมในจีนแข่งขันกันดุเดือดเอาเป็นเอาตาย หวังเพิ่มสาวกหน้าใหม่และรักษาฐานหน้าเดิมไม่ให้ย้ายค่ายไปไหน ผู้พัฒนาเกมต้องคิดผลิตเนื้อหาเกมให้รุนแรง หวาดเสียว ลามก ล่อลวง ฯลฯ มากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปีบริษัทจีนผลิตเกมออกใหม่สู่ตลาดเกือบ 1 หมื่นเกมจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม “จีน” ต้องสั่งเคอร์ฟิวเด็กติดเกม ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงไปมากกว่านี้ เพราะเด็กๆ กำลังเสียทั้งสายตา จิตใจ ร่างกายและที่สำคัญคือ “เสียเงิน”

เนื่องจากเกมออนไลน์ที่เด็กนิยมเล่นกันตอนนี้มีหลายรูปแบบทั้งเล่นฟรีและต้องเสียเงินซื้อตัวเกม ซื้อไอเทม ซื้ออัพเกรด ฯลฯ และที่น่าสนใจคือ “กูเกิล” กำลังเปิดตัววิดีโอเกมออนไลน์แบบสตรีมมิ่งที่ชื่อว่า “กูเกิลสเตเดีย” (Google Stadia) ที่เก็บค่าบริการเดือนละ 300 บาท เล่นเกมจากอุปกรณ์อะไรก็ได้ทั้งนั้น ทีวี คอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ต มีเกมเป็นสิบเกมให้เลือกเล่นเต็มที่

          คาดการณ์กันว่าบริการสตรีมมิ่งเกมของกูเกิลจะทำให้คนติดเกมมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะคนไทยที่นิยมจ่ายครั้งเดียวและเล่นเต็มที่แบบบุฟเฟ่ต์ไปเลย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเดือนตุลาคม 2562 คาดการณ์ว่ามีเด็กไทยติดเกมและมีปัญหาเสี่ยงต่อการติดเกมประมาณ 2 ล้านคน โดยเฉลี่ยเด็กและวัยรุ่นจะใช้เวลาเล่นเกมประมาณวันละ 5 ชั่วโมง

เครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครองกลุ้มใจจนอยากให้ “รัฐบาลไทย” ช่วยประกาศเคอร์ฟิวจำกัดเวลาเล่นเกมเหมือนจีน!

ย้อนไปเมื่อปี 2547 ช่วงนั้น “กระทรวงไอซีที” พยามยามจัดระเบียบเกมออนไลน์ในสังคมไทยแต่สุดท้ายล้มเหลวเพราะไม่ได้ไฟเขียวจาก “แก๊งเจ้าสัวบริษัทเกมยักษ์ใหญ่”

อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ว่าช่วงนั้นเด็กวัยรุ่นไทยติดเกม Ragnarok (แร็กนาร็อก) กันมาก หลายคนโกหกขอเงินพ่อแม่มาซื้อไอเทมแลกของในเกมจนกลายเป็นปัญหาครอบครัว คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กระทรวงไอซีทีไปจัดระเบียบเกมออนไลน์และร้านอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ โดยเฉพาะการกำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามเล่นเกินวันละ 3 ชั่วโมง
“ตอนนั้นผมเสนอไปวันละไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ไม่มีการจัดระเบียบ เรื่องเงียบหาย เพราะโดนกลุ่มเจ้าของธุรกิจเกมวิ่งเต้นล็อบบี้ จนคนมีอำนาจในรัฐบาลใส่เกียร์ว่างไม่มีการเคอร์ฟิวอะไรทั้งสิ้น ทำได้แค่ขอความร่วมมือร้านเกม ถ้าเทียบกับสถานการณ์ตอนนี้คนไทยติดเกมออนไลน์หนักกว่าเดิม เพราะไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้น แต่พ่อแม่ก็ติดเกมด้วย ไม่พาลูกออกไปเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมอย่างอื่น”

อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีข้างต้นเสนอไอเดียเพิ่มเติมหากรัฐบาลไทยยุค 4.0 ต้องการแก้ปัญหา “เด็กติดเกมออนไลน์” ว่าควรแบ่งเป็นระดับประถมและระดับมัธยม ให้มีการจำกัดเวลาหรือเคอร์ฟิวให้เด็กเล่นเกมไม่เกิน 2–3 ชั่วโมง และต้องเล่นก่อน 4 ทุ่ม เพื่อไม่ให้เสียเวลานอนหลับพักผ่อน นอกจากนี้ควรมีการ “จำกัดจำนวนเงินของเด็ก” ที่ลงทะเบียนเล่นให้เอาเงินเข้าบัญชีเล่าเกมได้ไม่เกินเดือนละ “300-500 บาท” เพื่อไม่ให้เป็นภาระพ่อแม่ต้องหาเงินมาให้ลูกเล่นเกม หรือถ้าพ่อแม่ไม่ให้พวกเด็กติดเกมก็ต้องดิ้นรนหาเงิน เช่น ขายรูปลามกตัวเอง หรือขายสินค้าบางอย่างเพื่อเอาเงินมาเล่นเกม

“ที่สำคัญคือควรมีการเรียก เก็บภาษีบาป กับบริษัทหรือเจ้าของธุรกิจที่ทำกำไรจากเกมออนไลน์เหล่านี้อย่างจริงจัง เหมือนภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ เพราะสุดท้ายปัญหาการเสพติดเกมจะทำให้คนไทยจำนวนมากกลายเป็นคนป่วย เงินภาษีเกมที่จัดเก็บไว้จะถูกนำมาใช้รักษาหรือป้องกันพวกเขาในอนาคต ไม่เป็นภาระกับงบประมาณของกองทุนสุขภาพอื่นๆ”

ข้อเสนอให้ “จำกัดเวลาเล่น” “จำกัดเงิน” และ “จัดเก็บภาษีบาปเกมออนไลน์” นับเป็นไอเดียทางออกที่น่าสนใจมาก

แต่คงทำได้ยากเพราะที่ผ่านมา ทหารหรือนักการเมือง มักพ่ายแพ้ต่อเล่ห์กลของ “แก๊งเจ้าสัวบริษัทเกมยักษ์ใหญ่”

นักสืบโซเชียลฯ… ระวังทำคุณบูชาโทษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักสืบโซเชียลฯ… ระวังทำคุณบูชาโทษ

27 พฤศจิกายน 2562 – 12:15 น.
นักสืบโซเชียล,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 495 ครั้ง

นักสืบโซเชียลฯ… ระวังทำคุณบูชาโทษ คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสื่อสาร

บทบาทของนักสืบโซเชียลฯ มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมข่าวสารของบ้านเรา ล่าสุดกับกรณีตามล่าหาตัว “แก๊งกระทืบคนแก่” ที่สวนพริกไทย ปทุมธานี

อ่านข่าว…  เปิดใจลุงถูกหนุ่มหัวร้อนประเคนหมัดบาทากุญแจรถแทง

ข้อมูลจากนักสืบโซเชียลฯ เหล่านี้ หลายครั้งก็ส่งผลดีต่อคดี หรือประเด็นที่กำลังตรวจสอบ แต่บางครั้งก็ส่งผลร้าย ผลข้างเคียง ประเภทคุกคาม ล่าแม่มด และละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา

สิ่งที่น่ากังวลของสังคมไทยต่อการใช้สื่อออนไลน์ขุดคุ้ยข้อมูล คงไม่พ้นเรื่องของการละเมิดความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเกิดจากการขุดคุ้ยข้อมูลแล้วนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็น หรือเพื่อช่วยชี้เบาะแสของอาชญากรรมก็ตาม เพราะการสืบค้นข้อมูลเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในข่ายที่มีความเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นทั้งสิ้น

กลไกที่ทำให้การสืบค้นและขุดคุ้ยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต จากข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการนำไปโพสต์ไว้บนโลกออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น ได้แก่ เครื่องมือสืบค้นที่ทรงประสิทธิภาพที่ทำให้การสืบค้นและขุดคุ้ยข้อมูลจากอดีตทำได้สะดวก รวดเร็ว มีรายละเอียด และมีความหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่ข้อมูล รูปภาพ เนื้อหา รสนิยม หรือแม้กระทั่งอารมณ์ของผู้คนก็สามารถถูกขุดคุ้ยหยิบขึ้นมาขยายความต่อได้อย่างไม่ยากเย็น

การสืบค้นข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ สามารถกระทำได้โดยผ่านช่องทางต่างๆ ได้หลายช่องทาง เป็นต้นว่า
– สืบค้นด้วยอินเทอร์เน็ตจากข่าวหรือคดีต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าด้วยเครื่องมือสืบค้นบนอินเทอร์เน็ต
– สืบค้นผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ผ่านกลุ่มเพื่อนบนสื่อโซเชียล
– สืบค้นจากข้อมูลวงในซึ่งเป็นข้อมูลของผู้ประกอบการสื่อโซเชียล ผู้ประกอบการด้านสื่อสาร หรือข้อมูลจากภาครัฐ
– สืบค้นจากนายหน้าขายข้อมูล

นอกเหนือจากการสืบค้นข้างต้นแล้ว ยังมีเครื่องมือสืบค้นและแอพพลิเคชั่นที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อการสืบค้นข้อมูลหรือภาพบนสื่อโซเชียลด้วย เครื่องมือที่นิยมใช้กันทั่วไป ได้แก่
– เครื่องมือค้นภาพของ Google ที่เรียกว่า Google’s Reverse Image Search ซึ่งสามารถช่วยให้ค้นหาภาพบุคคลบนอินเทอร์เน็ตและสื่อโซเชียลเพื่อจับคู่กับภาพที่โพสต์บน Facebook Instagram และสื่อโซเชียลอื่นๆ
– เครื่องมือสืบค้นข้อมูลของ Facebook ที่เรียกว่า Facebook Graph Search เพื่อค้นหาภาพ ข้อความ สถานที่ที่มีการโพสต์ไว้บนโครงข่ายของ Facebook
– เครื่องมือสืบค้นที่เรียกว่า Spokeo ช่วยให้ผู้สืบค้นสามารถหาบุคคลจากที่อยู่อีเมล โดยการสแกนสื่อโซเชียลยอดนิยมต่างๆ และแสดงผลโปรไฟล์ของบุคคลที่ต้องการค้นหา
– เครื่องมือสืบค้นที่เรียกว่า Knowem ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้สืบค้นชื่อบนสื่อโซเชียล ในกรณีที่บุคคลที่ต้องการค้นหาไม่ได้ใช้ชื่อเดียวกันทุกสื่อ หรือใช้ชื่อปลอม แต่ใช้ชื่อเล่นหรือใช้ข้อมูลอื่นเหมือนกัน Knowem สามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลบนสื่อโซเชียลนั้นเป็นใคร และอยู่บนสื่อโซเชียลใดบ้าง
– เครื่องมือสืบค้นของ Instagram ที่เรียกว่า Instagram Search สามารถสืบค้นภาพ หรือข้อความที่เคยโพสต์ไว้บน Instagram เป็นต้น

การใช้ความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์ในการช่วยเหลือสังคมเป็นสิ่งที่น่ายกย่องชมเชย อย่างไรก็ตามการขุดคุ้ย สืบค้นภาพ ข้อมูล แล้วนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยใช้เครื่องมือต่างๆ โดยไม่มีกฎหมายรองรับ มีความล่อแหลมต่อการเกิดปัญหาอย่างน้อยที่สุด 2 ประการคือ
1.อาจเข้าข่ายการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล จากการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
2.ข้อมูลที่ขาดการกลั่นกรองบนสื่อออนไลน์และไม่รู้ถึงที่มาของแหล่งข้อมูล อาจเป็นข้อมูลเท็จ อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายได้ การทำหน้าที่ของนักสืบโซเชียลฯ ในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นดาบสองคมต่อผู้ที่ทำหน้าที่นักสืบโซเชียลฯ ได้เช่นกัน

ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาบางแห่งเปิดการอบรมหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักสืบไซเบอร์ ซึ่งน่าจะมีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกับกิจกรรมของนักสืบโซเชียลฯ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รักการทำหน้าที่เป็นนักสืบโซเชียลฯ ในแง่ของการเรียนรู้ด้านเทคนิค การใช้เครื่องมือสืบค้น รวมถึงกฎ กติกา มารยาท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายต่อการทำหน้าที่นักสืบโซเชียลฯ แก่ตนเอง และป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่นด้วย

ถาม “ชาดา” เจ้าพ่อไร่อ้อย จะทดแทนยังไง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถาม “ชาดา” เจ้าพ่อไร่อ้อย จะทดแทนยังไง

27 พฤศจิกายน 2562 – 10:07 น.
เจาะประเด็นร้อน,มนัญญา ไทยเศรษฐ์,พรรคภูมิใจไทย,แบนสามสาร,ไร่อ้อย,อุทัยธานี,แบนสารพิษ,เกษตรกร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,526 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 พ.ย. 62

********************************

มาตามนัด เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง​นำเกษตรกรกว่าพันคน มาอ่านแถลงการณ์ที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหาว่า มนัญญา​ ไทยเศรษฐ์” รมช.​เกษตรฯ​ ตั้งธงยกเลิกสารทั้ง ชนิด​ โดยไม่มีการพิจารณาข้อมูลทางวิชาการข้อเท็จจริงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบและบิดเบือนบัญชานายกรัฐมนตรี​ ไม่ฟังเสียงร้องทุกข์ของเกษตรกรและภาคส่วนอื่น

กลุ่มเกษตรกรชุดดำ ยังทำหนังสือถึง พล..ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี ข้อคือ เกษตรกรขอคัดค้านการแบนสารเคมีการแบนสารเคมีส่งผลกระทบถึงสนธิสัญญาและข้อผูกพันระหว่างประเทศอื่น และขอให้มนัญญา​ ไทย​เศรษฐ์​ รมช.เกษตรฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “มนัญญา” ไปขึ้นเวทีสมาคมไร่อ้อยเมืองอุทัย บอกกับชาวไร่ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะช่วยแก้ปัญหาการแบนสารเคมี โดยส่งรถไถ เครื่องตัดหญ้า และรถแทรคเตอร์ไปช่วยกำจัดวัชพืชในไร่อ้อย

ขุมกำลังชาวไร่อ้อย 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2562 ชาวไร่อ้อยจากอุทัยธานีนครสวรรค์กำแพงเพชร ,ชัยนาท และสุพรรณบุรี ประมาณหมื่นกว่าคน มารวมตัวกันที่บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลบ้านไร่ จำกัด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เพื่อเข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของสมาคมชาวไร่อ้อยอุทัยธานี(ไทยเศรษฐ์)

มนัญญา​ ไทย​เศรษฐ์

ปีนี้มีความคึกคักมาก เมื่อ มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รมช.เกษตรฯ มาเป็นประธานในพิธีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ต่างจากปีที่แล้ว มนัญญาก็มาร่วมงานในฐานะนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี

ที่ขาดไม่ได้คือ ชาดา ไทยเศรษฐ์” นายกสมาคมชาวไร่อ้อยอุทัยธานี(ไทยเศรษฐ์และ ส..อุทัยธานี เขต 2

ชาดา นายกสมาคมไร่อ้อย

หลายปีมาแล้ว ชาดาได้ลงทุนทำไร่อ้อย และเป็นผู้รวบรวมเกษตรกรจัดตั้งสมาคมไร่อ้อยฯ ส่งอ้อยป้อนโรงงานน้ำตาล แห่งของบริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลบ้านไร่ จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัทน้ำตาลไทยรุ่งเรือง

น่าแปลกใจ ชาวสวนปาล์ม ชาวสวนยาง สวนผลไม้ ออกมาโวยวายค้านแบน สาร แต่ชาวไร่อ้อยเงียบกริบ

ไร่อ้อย“ไทยเศรษฐ์”

เมื่อวันที่ สิงหาคม 2562 ราชกิจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศนายทะเบียนสมาคมประจำจังหวัดอุทัยธานี เรื่อง จดทะเบียนการแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม

คณะกรรมการชุดใหม่ก็ยังมี “ชาดา” เป็นนายกสมาคม และ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” ..อุทัยธานี เขต พรรคภูมิใจไทย ลูกชาย ของมนัญญาเป็นปฏิคม 

จริงๆแล้ว หัวเรี่ยวหัวแรงของสมาคมไร่อ้อยฯ นั้น ชื่อ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์” ลูกสาวชาดา และ ส.อบจ.อุทัยธานี เขต ซึ่งเธอเปรียบเสมือนแม่บ้านของสมาคม

ปานัดฌา (ลูกสาวชาดา) และมนัญญา

สมาคมไร่อ้อยฯเป็นเสมือนฐานการเมืองของชาดา และในวันนี้ เขาจึงเป็นแม่ทัพใหญ่ของภูมิใจไทยในพื้นที่อุทัยธานีและนครสวรรค์

ด้วยเหตุนี้ ชาวไร่อ้อยภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง จึงไม่ปริปากเรื่องผลกระทบการแบน สารเคมี

ทดแทนสารพิษแบบราชการ

เมื่อเจอคำถามจากกลุ่มเกษตรกรที่ไม่เห็นด้วยกับการแบน สารว่า รัฐมนตรีหญิงเมืองอุทัยฯ จะหาอะไรมาทดแทน ทั้งสารทางเลือกอะไรต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบและเยียวยาความเสียหายของเกษตรกร

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ จึงเรียกประชุมชี้แจง และรับทราบนโยบายกระทรวงเกษตรฯ หลังการแบน สารเคมี (พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซตได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำรวจความต้องการของสหกรณ์ในการช่วยเหลือด้านการกำจัดวัชพืช เพื่อสนับสนุนเครื่องมือกำจัดวัชพืชและเตรียมดินเพาะปลูกเช่น รถไถ เครื่องตัดหญ้า และรถแทรคเตอร์

ชาวไร่อ้อยเรือนหมื่นกับการชิงโชค

เบื้องต้นมีสหกรณ์ที่สนใจและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ 169 สหกรณ์ สมาชิก 101,400 ราย เป็นสหกรณ์ที่ผลิตข้าวโพด 44 แห่ง อ้อย แห่ง มันสำปะหลัง 11 แห่ง ไม้ผล แห่ง ยางพารา 78 แห่ง และปาล์มน้ำมัน 19 แห่ง

สดับตรับฟังเสียงเกษตรกรเกี่ยวกับแนวทางทดแทนสารเคมี ด้วยการส่งเครื่องตัดหญ้า รถไถไปให้ชาวไร่นั้น เชื่อว่าจะแก้ปัญหาการกำจัดวัชพืชได้เล็กน้อย 

สุดท้ายเกษตรกรก็ต้องให้ไปพึ่งการซื้อขาย “สารเคมีต้องห้าม” แบบใต้ดิน..หรือว่าเกมนี้จะเป็นรายการเตะหมูเข้าปากสุนัข ดังคำเล่าลือในแวดวงพ่อค้าสินค้าเกษตรรายใหญ่

จีนรุกซื้อมหาวิทยาลัยไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401251?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จีนรุกซื้อมหาวิทยาลัยไทย

27 พฤศจิกายน 2562 – 09:30 น.
จีน,มหาวิทยาลัย
เปิดอ่าน 996 ครั้ง

จีนรุกซื้อมหาวิทยาลัยไทย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2562

มีกระแสข่าวตั้งแต่เมื่อช่วงปลายปี 2561 ว่าทุนจากประเทศจีนกำลังรุกคืบเข้าซื้อกิจการ หรือร่วมทุนกับมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งในประเทศไทย หลังจากที่กลุ่มทุนจีนได้เข้ามาซื้อกิจการมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทำให้เป็นที่เฝ้ามองกันมาหลายเดือนติดต่อกันว่าจะมีอีกหลายมหาวิทยาลัยต้องเดินตามแนวนี้ด้วยเหตุที่ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีจำนวนมาก ขณะที่ตามสัดส่วนประชากรแล้วนักเรียนที่จะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษากลับลดลงอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยหลายแห่งขาดสภาพคล่อง ขาดทุน ต้องพลิกกลยุทธ์ต่างๆ นานา เพื่อพยุงสถานะทางการเงินเอาไว้ เช่น หาความร่วมมือจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ให้บริการวิชาการ จัดโปรโมชั่น และงานวิจัยต่างๆ แต่ก็ไม่กระเตื้องขึ้น

อ่านข่าว…. จีน กางปีก ซื้อมหาวิทยาลัยเอกชน

สำหรับสาเหตุที่ทุนจากประเทศจีนสนใจเข้ามาลงทุนซื้อกิจการมหาวิทยาลัยในประเทศไทยนั้น มีข่าวแจ้งว่าเพราะประชากรจีนมีจำนวนมาก แต่มหาวิทยาลัยในประเทศไม่สามารถรองรับได้ ส่งผลให้นักศึกษาจีนเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไทยมากขึ้น อีกทั้งยังพบว่ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกในอนาคต บวกกับสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลจีนได้ประกาศเตือนนักศึกษาจีนที่จะไปเรียนสหรัฐให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น จึงเป็นอีกช่องทางให้นักศึกษาจีนหลั่งไหลเข้ามาเรียนในไทยกันอย่างต่อเนื่อง เท่ากับเป็นการต่อลมหายใจให้มหาวิทยาลัยของไทยที่กำลังเผชิญวิกฤติหายใจรวยริน ด้วยจำนวนนักศึกษาซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของมหาวิทยาลัย ลดลงอย่างฮวบฮาบจนเหลือระดับหลักร้อย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สอดคล้องกับกระแสที่ว่ามหาวิทยาลัยในภาคอีสานมีนักศึกษาจากฝั่งลาวเข้ามาเรียนจำนวนมาก ด้วยเหตุผลเดียวกัน อย่างไรก็ตามการแข่งขันอย่างดุเดือดอันนำมาสู่การดิ้นรนด้วยวิถีทางต่างๆ เพื่อความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยในไทย เป็นที่คาดหมายว่าทั้งมหาวิทยาลัยเอกชนและของรัฐจะต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดวิชาการอย่างรวดเร็ว ทั้งหลักสูตรและในเชิงธุรกิจ เช่นการควบรวม แต่กระนั้นถึงที่สุดแล้วมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่มีอยู่จำนวนมากจนล้นความต้องการซึ่งขัดหลักอุปสงค์อุปทานอยู่แล้ว ก็ถึงคราวจะต้องทยอยปิดตัวลงในเวลาที่เหมาะสมของแต่ละแห่ง

นอกจากความวิตกกังวลเรื่องมาตรฐานทางวิชาการ คุณภาพการเรียนการสอนในระบบการศึกษา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีแผนรับมือที่ทันการณ์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งต้องคำถึงถึงก็คือ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หรือหอพักนักศึกษาที่เกิดขึ้นตามมามากมายในอัตราส่วนพอๆ กับมหาวิทยาลัยเกิดใหม่ ล้วนแต่ยืนอยู่ได้ด้วยทุนจากจีนแทบทั้งสิ้น ซึ่งถ้าหากต่างชาติจะเร่งต่อยอดธุรกิจด้านนี้ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นผู้ประกอบการชาวไทยก็จะได้รับผลกระทบอย่างยากจะหลีกเลี่ยง กรณีทุนจีนรุกคืบมหาวิทยาลัยของไทยนับเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อสังคมในวงกว้างและหลายมิติ

รัฐบาล เรือเหล็ก ยังอยู่อีกนาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาล เรือเหล็ก ยังอยู่อีกนาน

27 พฤศจิกายน 2562 – 09:05 น.
รัฐบาล,เรือเหล็ก,งูเห่า
เปิดอ่าน 1,625 ครั้ง

รัฐบาล เรือเหล็ก ยังอยู่อีกนาน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

  คำถามที่เจออยู่ทุกวันได้แก่เรื่องรัฐบาลนี้จะอยู่ไปอีกนานไหมและจะมีการปรับ ครม.หรือไม่?

วันก่อน ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี เปิดปากออกมาแล้วว่าจะยังอยู่อีกนานซึ่งมองดูสถานการณ์การเมืองแล้วน่าจะจริง ยิ่งมีงูเห่าคอยเสริมทัพเหมือนมีผนังทองแดง-กำแพงเหล็ก ยิ่งไปกว่านั้นนายกรัฐมนตรียังบอกว่าจะยังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี ปล่อยให้ทำงานก่อนทำให้ทุกอย่างดูดีสบายใจทำอะไรได้หมด

อ่านข่าว… รัฐบาลไม่มีหน้าที่ดูฤกษ์ยาม อภิปรายไม่ไว้วางใจ
สรุปว่ารัฐบาลเรือเหล็กชุดนี้ยังจะฝ่าคลื่นลมต่อไปแม้ว่าสังคมภายนอกมองว่าน่าจะมีการปรับครม.บางคนก็ตาม และพอมีเรื่องราวอะไรขึ้นมาก็ช่วยกันอุ้มช่วยกันเคลียร์แบบไข่ในหิน

          เวลานี้ทุกคนยอมรับว่านายกรัฐมนตรีเล่นการเมืองเก่ง รู้จักเข้าหามวลชนมากขึ้น ไม่แข็งกร้าวแบบทหารในรัฐบาลคสช. ซึ่งดุดันและไม่ฟังใคร ใครๆ ก็อยากเป็นรัฐบาลเพราะเป็นผู้คุมเงินคุมอำนาจรัฐบาล ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน

แต่การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ โปรดจับตามอง
อ๊อด เทอร์โบ


หลักประกันสุขภาพแห่งชาติผู้สูงอายุ
สอบถามสายด่วน 1330

ผู้สูงอายุ ยิ่งอายุมากขึ้นโรคภัยไข้เจ็บก็มากตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายในการรักษาบางโรคสูงมากทำให้ไม่กล้าไปหาหมอหรือโรงพยาบาล ดิฉันทราบว่าสามารถรับการรักษาพยาบาลได้ตามที่รัฐจัดให้ แต่ก่อนก็นึกว่าการใช้สิทธิ์แบบนี้คงจะไม่ได้รับการบริการที่ดี คงไม่ได้ยาดี คงต้องรอนาน

แต่หลังจากได้ฟังเพื่อนฝูงวัยเดียวกันที่เคยใช้สิทธิ์แล้วเขาก็พูดเหมือนๆ กันว่าไปรับบริการแล้วก็ใช้ได้ดีทีเดียว ยาที่ได้รับก็ดีไม่มีปัญหาอะไร และหลังจากสามีดิฉันได้ลองไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ก็พบว่าดี โรคก็หาย ดิฉันอยากชักชวนให้คนสูงอายุทำความเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องเจ็บป่วยทั่วไป เจ็บป่วยฉุกเฉิน กรณีอุบัติเหตุ การส่งต่อเพื่อรักษาต่อเนื่อง

การบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค นโยบายฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่ สิทธิประโยชน์การบำบัดทดแทนไต สิทธิประโยชน์ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี

รายละเอียดมีมาก ขอแนะนำให้ศึกษาจากเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีหลายเรื่องที่เราไม่ทราบว่าเรามีสิทธิ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก สงสัยอะไรก็โทรสายด่วน สปสช. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 1330 ตัวเองรู้ไว้ก่อนดีกว่า บางครั้งเจอเรื่องฉุกเฉินขึ้นมาจะได้จัดการได้เร็วขึ้น
มุก (ผู้สูงอายุ)


เรียนคุณ ‘มุก’ ผู้สูงอายุ
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณจดหมายที่มีคุณค่าแนะนำเรื่องสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุมากซึ่งเวลานี้คนไทยของเราหันมาใส่ใจสุขภาพทำให้อายุยืนขึ้น

เป็นที่ทราบดีว่าค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแพงมากและวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายแบบมีคุณภาพก็ต้องพึ่งพาระบบหลักประกันสุขภาพอย่างที่แจ้งมานั่นแหละ

โปรดจดจำเบอร์สายด่วน สนง.หลักประกันสุขภาพ 1330 ไว้ด้วยนะครับ เพราะถึงเวลาเราต้องใช้ด่วนหรือจะสอบถามรายละเอียดไว้ก่อนก็ได้
อ๊อด เทอร์โบ


ผู้ต้องการตาเทียมติดต่อด่วน
คุณ ‘พบชัย’ พรานนก ได้แจ้งข่าวดีนี้มาและเป็นบริการใส่ตาเทียมฟรีจาก รพ.ศิริราช จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบ

ขอย้ำเรื่องโทรติดต่อหมายเลข 09-8984-7714 ไว้ให้ทราบจะได้ขอรายละเอียดหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ด้วยตัวท่านเอง
อ๊อด เทอร์โบ


รพ.ศิริราชบริการ
ใส่ตาเทียมฟรี!

ผมมีเรื่องด่วนจะแจ้งให้ทราบและขอให้ ‘ดับเครื่องชน’ ช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวดีว่า รพ.ศิริราช มีบริการใส่ตาเทียมฟรี โดยสอบถามได้ที่ 09-8984-7714 ในวัน เวลาราชการหรือจะร่วมบริจาคช่วยเหลือก็ได้

ขอแจ้งข่าวนี้จาก ‘พญ.พิมพ์ขวัญ จารุอำพรพรรณ’ หัวหน้าศูนย์บริการตาเทียม รพ.ศิริราช ดังต่อไปนี้ครับ

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้จัดตั้งศูนย์บริการตาเทียมขึ้นใน รพ.ศิริราช เพื่อผลิตตาเทียมที่มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงตาปกติมากที่สุด โดยปีนี้ได้ร่วมมือกับมูลนิธิไลอ้อนส์แห่งประเทศไทย จัดโครงการ “300 ดวงตา 300 ดวงใจ”

เปิดโอกาสให้ผู้ที่สูญเสียดวงตาจากการผ่าตัดนำลูกตาออกหรือตาฝ่อที่ยังไม่เคยใส่ตาเทียมเฉพาะบุคคลมาก่อน และมีความต้องการใส่ตาเทียมเฉพาะบุคคล สามารถรับบริการทำตาเทียมเฉพาะบุคคลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงขณะนี้สามารถให้บริการได้อีก 200 ดวง

โครงการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยใส่ตาเทียมเฉพาะบุคคลมาก่อน และผู้ที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือประกันสังคม เนื่องจากยังไม่สามารถใช้สิทธิในการเบิกจ่ายเหมือนสิทธิข้าราชการ

สอบถามรายละเอียดได้นะครับ ซึ่งผมเองเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีน่าสนับสนุนอย่างมากและขณะนี้ผมคิดว่าผู้ต้องการตาเทียมมีเยอะมาก จึงรีบแจ้งข่าวนี้มา
พบชัย (พรานนก)


ปัญหา ฮ่องกง : สองระบบ ระบบไหนดีกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหา ฮ่องกง : สองระบบ ระบบไหนดีกว่ากัน

26 พฤศจิกายน 2562 – 16:40 น.
หนึ่งประเทศสองระบบ,เสิ่นเจิ้น,ซิลิคอน แวลลีย์
เปิดอ่าน 1,341 ครั้ง

ปัญหา ฮ่องกง : สองระบบ ระบบไหนดีกว่ากัน … โดย..เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ดูผิวเผินฮ่องกงยี่สิบสองปีที่ผ่านมานั้น ประสบความสำเร็จมาก หลังจากคืนสู่อ้อมกอดจีนแล้ว เสถียรภาพทางการเมืองในช่วง 15-16 ปี แรก แทบไม่มีปัญหา ทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการเงินที่เป็นจุดเด่น หรือ อุตสาหกรรมส่งออก ยังเติบโตไม่หยุดยั้ง จากที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หลายปีมานี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารายได้ต่อหัวของฮ่องกงนั้นสูงกว่าของอังกฤษไปแล้ว ปฏิเสธยาก ครับ ว่าสูตร “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่จีนใช้กับฮ่องกงนั้นไม่สำเร็จ

อ่านข่าว :   จับสัญญาณปักกิ่ง หลังเลือกตั้งท้องถิ่นฮ่องกง

ทว่า การประท้วงด้วยการ ”กางร่ม” เมื่อปี 2014 และ การประท้วงด้วยความรุนแรงในรอบหลายเดือนของปี 2019 ที่ผ่านมา ทำให้ต้องพิจารณาว่า “สองระบบนั้น” ดีจริงหรือเปล่า ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือเปล่า

เป็นที่น่าแปลกใจ ในขณะที่ผู้คนชาวจีนทั้งประเทศรู้สึกว่าการยกฮ่องกงให้อังกฤษเมื่อปี 1852 หลัง “สงครามฝิ่น” นั้น เป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวด เป็นหนึ่งศตวรรษแห่ง “ความอัปยศ” ของชาติ แต่บรรดา นักเรียน-นักศึกษาที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ บางส่วนกลับเรียกร้องให้คืนฮ่องกงให้อังกฤษ หรือ ให้กลับไปโคจรอยู่กับโลกตะวันตก คนเหล่านี้ล้วนเกิดมาหลังจากฮ่องกงกลับสู่จีนแล้วทั้งสิ้น

   ปัญหาก็คือ หรือ “สองระบบ” ทางการศึกษานั้น ไร้ประสิทธิภาพในการกล่อมเกลาคนรุ่นใหม่หรือไม่ ?

อนึ่ง บ่อยครั้ง ขบวนประท้วงทั้งหลายจะโอดครวญบ้าง แค้นเคืองบ้าง กับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในฮ่องกง ช่องว่างระหว่างคนรวย-จน นั้นช่างห่างกันมาก และมีแต่จะห่างขึ้นๆด้วย คนชั้นกลางและคนจนไร้ที่อยู่ หรือต้องเช่าที่อยู่ในราคาแพงมาก ในขณะที่มหาเศรษฐีมีที่อยู่กว้างขวางโอ่โถงในที่ที่สวยงาม ใครที่ไปเที่ยวฮ่องกงคงมองเห็นกันทั้งสิ้น

ปัญหาก็คือ หรือว่า “สองระบบ” ในทางเศรษฐกิจนั้น แทบไม่แตะต้อง ไม่ปฏิรูป “ทุนนิยม” เอาเสียเลย อนุญาตให้ที่ดินเป็นของเอกชน ปล่อยราคาที่ดิน ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัย ให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากเกินไปหรือไม่ ? รัฐทุ่มทุนสร้างที่อยู่อาศัยให้คนชั้นกลางและคนชั้นล่างในราคาย่อมเยาหรือสมเหตุสมผลมากพอไหม ? หรือแทบไม่ได้ทำ เคยทำอย่างไรสมัยอยู่ใต้อังกฤษก็ทำอย่างนั้นต่อมา อย่าลืมว่าในจีนแผ่นดินใหญ่นั้น ไม่ได้มีแต่ทุนนิยม หากแต่มีรัฐสังคมนิยมกำกับชี้นำอยู่ด้วย

สุดท้าย แม้ฮ่องกงโดยภาพรวมจะเติบโตทางเศรษฐกิจไม่หยุดยั้ง แต่หากเทียบกับ ”เสิ่นเจิ้น” ที่อยู่ติดกัน อันบริหารโดยจีนเองนั้น บัดนี้ล้าหลังกว่าแล้ว เสิ่นเจิ้นนั้น เพิ่งเกิดมาสี่สิบปีเท่านั้นเอง มาจากท้องนา เริ่มเติบโตจากอุตสาหกรรม แล้วต่อยอดไปเป็นธุรกิจการเงินที่ไม่แพ้ฮ่องกง และในหลายปีมานี้เสิ่นเจิ้นยังเป็น “ซิลิคอน แวลลีย์” ของจีนด้วย เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี 5 จี และอยู่แถวหน้าแห่งอุตสาหกรรม หรือ บรรดาธุรกิจ แห่งยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ของโลกไปแล้ว

ปัญหา: “สองระบบ” ในการวางแผนพัฒนา ทำให้ฮ่องกง “อิสระ” เกินไป จนไม่อาจใช้พลังจากเมืองใหญ่อื่นๆ หรือภูมิภาคที่ล้อมรอบอยู่ได้เต็มที่หรือเปล่า ? เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาที่เร่งเปลี่ยนประเทศเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ได้ไม่เต็มที่หรือเปล่า ? จะว่าไปแล้วเสิ่นเจิ้นก็อยู่แบบหนึ่งประเทศ “สองระบบ” เหมือนกัน แต่ไม่ได้พยายามอยู่ต่างหาก หรืออยู่อย่างแยกตัวมากนัก

เมื่อรวมฮ่องกงเข้ามาใหม่ๆ นั้น ผู้นำจีนเน้นเรื่อง “สองระบบ” มาก ซึ่งก็ได้ผล มีความสำเร็จ แต่ในความสำเร็จก็ย่อมมีปัญหา มิตรสหายหลายท่านในจีนเวลานี้เห็นว่าจากนี้ไปน่าจะต้องให้น้ำหนักกับการเป็น “หนึ่งประเทศ” ร่วมกันมากขึ้น

ผมเห็นว่าหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” นั้น ควรรักษาไว้ อย่างมั่นคงครับ จนกว่าจะครบห้าสิบปี เป็นอย่างน้อย แต่ “สองระบบ” นั้น น่าจะต้องปรับปรุง ในแง่นี้คนฮ่องกงนั้นต้องไม่คิดเป็นสูตรตายตัวว่าตน”เหนือ” กว่าคนจีนทั่วไป ควรถ่อมตน เรียนรู้อะไรที่ดีจากอีกระบบหนึ่งได้ด้วย

ในฐานะผมเป็น “แฟนคลับ” ฮ่องกง ร่วมสี่สิบกว่าปีที่ไปเยือนเสมอ และในขณะเดียวกัน เป็นมิตรของจีน ผมเห็นว่า ฮ่องกง นั้น จะต้องอยู่กับจีนต่อไป อย่างแน่นอน ปรารถนาจะเห็น “สองระบบ” นี้ ปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้จากกันและกัน และวิงวอนให้สถานการณ์ความขัดแย้งในฮ่องกงจบลงด้วยดีโดยสันติเป็นหลัก ไปสู่อะไรที่ต้องดีขึ้นสำหรับทุกฝ่าย !!

เจาะลึก กองทัพโดรน..อาวุธไฮเทคฝีมือคนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401026?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึก  กองทัพโดรน..อาวุธไฮเทคฝีมือคนไทย

26 พฤศจิกายน 2562 – 13:40 น.
กองทัพโดรน,อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ
เปิดอ่าน 9,753 ครั้ง

เจาะลึก  กองทัพโดรน..อาวุธไฮเทคฝีมือคนไทย โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

กองทัพทั่วโลกกำลังแข่งขันกันพัฒนาอาวุธ ก้าวเข้าสู่ยุค “สงครามไฮเทค” โดยเฉพาะการใช้ “กองทัพโดรน” เพื่อลดความเสี่ยงสูญเสียชีวิตของกำลังพล และลดงบประมาณจัดซื้ออาวุธขนาดใหญ่ หลายประเทศแอบพัฒนา “อาวุธโดรน” ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น บินได้เร็ว บินได้สูง บินได้ไกล และติดตั้งจรวดโจมตีขนาดใหญ่ให้ได้มากสุด…กองทัพไทยก็มีการทุ่มเทพัฒนาโดรนสายพันธุ์ไทยแท้เช่นกัน

อ่านข่าว… โดรน-มิสไซล์อิหร่าน เขย่าตะวันออกกลาง

คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ “โดรน” (Dynamic Remotely Operated Navigation Equipment) อุปกรณ์ที่ใช้รีโมทในการบังคับให้เคลื่อนที่ ถ้าเป็นจำพวกเครื่องบินขนาดจิ๋วหรืออุปกรณ์ที่บินได้ด้วย จะใช้คำ “ยูเอวี” (Unmanned Aerial Vehicle) แต่สำหรับโดรนที่นำมาพัฒนาให้เป็นอาวุธหรือเครื่องมือต่างๆ ในกองทัพทหารนั้น ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า “อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ” หรือ “ยูซีเอวี” (Unmanned Combat Air Vehicle) ซึ่งอาวุธโดรนประเภทนี้ จะสามารถบรรทุกกล้องสอดแนม ปืน ระเบิด จรวดขนาดต่างๆ ได้ด้วย

ปัจจุบัน อาวุธโดรน หรือ ยูซีเอวี กลายเป็นพระเอกตัวสำคัญที่บริษัทผลิตอาวุธพยายามพัฒนาออกมาเพื่อเชิญชวนกองทัพทั่วโลกให้ซื้อไปใช้ป้องกันประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทผู้ค้าอาวุธยักษ์ใหญ่ เช่น จีน มักจัดงานโรดโชว์อาวุธโดรนไปทั่วโลก ล่าสุดจีนได้ติดตั้งปืนไรเฟิลเข้ากับยูซีเอวี หวังให้เป็นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ไร้คนขับแทนที่ฝูงบินรบแบบเก่า ขณะนี้มีหลายบริษัทแอบพัฒนาให้โดรนมีขนาดใหญ่ขึ้น บางลำยาวเท่าสนามเทนนิส บินได้เร็วกว่า 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไต่ระดับความสูงได้ถึง 13,000 เมตร เรียกว่ามีขนาดไม่ต่างจากเครื่องบินรบทั่วไป

ตัวอย่างการทำสงครามด้วย “กองทัพโดรน” เข้มข้นขึ้นหลังจากโดรนลาดตระเวนราคากว่า 5 พันล้านบาท ของกองทัพสหรัฐ ถูกทหารอิหร่านยิงตกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2562 ขณะบินอยู่เหนือช่องแคบเฮอร์มุซ โดยอ้างว่าไปละเมิดน่านฟ้าของอิหร่าน มีกระแสข่าวออกมาว่าโดรนสอดแนมลำนี้เป็นรุ่น RQ-4 Global Hawk ขนาดใหญ่เท่าเครื่องบินรบทั่วไป ติดอาวุธครบครันและบินสำรวจได้ถึงวันละ 1 แสนตารางกิโลเมตร

เมื่อถูก “สอยตก” ทำให้กองทัพอเมริกันแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง !

ผ่านไปแค่เดือนเดียว ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 อเมริกาประกาศว่าสอย “โดรนอิหร่าน” ร่วงแล้วที่ช่องแคบเฮอร์มุซเช่นกัน เพราะบินเข้ามาสอดแนมใกล้เรือรบของสหรัฐในระยะไม่ถึง 1 กิโลเมตร ถือว่าเป็นภัยคุกคาม เพราะเรือรบลำนี้แล่นอยู่ในน่านน้ำสากล

เหตุการณ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า “โดรนติดอาวุธ” คือหัวใจของกองทัพทั่วโลกในอนาคต เพราะขีดความสามารถทำลายล้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่ต้องเสี่ยงต่อความสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ลดการถูกโจมตีจากครอบครัวพลทหาร

ล่าสุด ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน “ดีเฟนส์ แอนด์ ซีเคียวริตี้ 2019” (Defense and Security Expo 2019) ถือเป็นนิทรรศการอาวุธไฮเทคระดับภูมิภาคอาเซียน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 18-21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีบูธแสดงโชว์จาก 28 ประเทศ เช่น อเมริกา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น รัสเชีย ยูเครน ฯลฯ

มีการแสดงของจริงทั้ง รถถังรถหุ้มเกราะ ดาวเทียม ปืนใหญ่ จรวด เครื่องยิงลูกระเบิด ฯลฯ และที่น่าสนใจคือการโชว์ “อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ” หรือโดรนติดอาวุธจากบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะของประเทศไทย

  “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” (สทป.) นำโดรนหลายรุ่นของกองทัพไทยออกมาแสดงโชว์ด้วย เช่น “รุ่นD-Eyes01” เป็นเครื่องขนาดเล็กแบบขึ้นลงทางดิ่ง (Multi-Rotor UAV) หมายถึงสามารถใช้บินขึ้นลงในทางดิ่ง หรือที่คับแคบได้อย่างสะดวก มีการติดกล้อง 360 องศา นอกจากใช้งานในกองทัพแล้ว ยังใช้สำรวจพื้นที่น้ำท่วมหรือภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้ด้วย บังคับด้วยระบบควบคุมการบินแบบอัตโนมัติ บินได้นานถึง 40 นาที ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร สามารถถ่ายทอดสัญญาณภาพจากกล้องที่สร้างภาพจากการตรวจจับความร้อนได้ด้วย จากรุ่น 1 ก็มีการพัฒนาไปเป็นรุ่น D-Eyes02 ที่เพิ่มสมรรถนะในเรื่องระยะเวลาปฏิบัติการ เพิ่มเป็น 80 นาที และรัศมีการบินตรวจการณ์เพิ่มเป็น 10 กิโลเมตร

ทั้งนี้ รุ่นที่น่าสนใจที่สุดคือ “D-Eyes03” เป็นรุ่นที่ สทป.วิจัยและพัฒนาสร้างต้นแบบ ให้สามารถบินได้นาน 4 ชม. ระยะทาง 40 กิโลเมตร มีการติดตั้งกล้องคุณภาพสูงและสามารถติดตั้งอาวุธบางชนิดได้ด้วย ซึ่งน่าจะนำมาใช้ได้จริงประมาณเดือนกันยายน 2563

 พ.อ.ชัชพงษ์ พันธุ์พยัคฆ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม ให้ข้อมูลว่าทั้ง 3 รุ่นนั้น เป็นฝีมือคนไทยที่ต้องการพัฒนาให้ทหารไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง เพราะยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในกองทัพบางอย่างนั้น ควรเป็นข้อมูลลับเฉพาะ ประเทศอื่นไม่ควรรู้ทั้งหมด

“เราต้องเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาต่อยอด แล้วสร้างผลงานใหม่ของไทยเอง เช่น อาจสั่งซื้อแค่ตัวโครงสร้างภายนอก หรือจัดซื้ออุปกรณ์บางอย่างจากต่างประเทศ จากนั้นก็มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมของไทย ที่สำคัญคือโดรนทหารส่วนใหญ่จะมีราคาแพงมาก ถ้าผลิตได้เองจะช่วยลดงบประมาณส่วนนี้ไปได้เยอะ เช่นราคาที่รวมทั้งระบบและรวมอุปกรณ์บังคับทุกอย่าง ถ้ารุ่นเล็กหรือ 01 บินได้ไกล 2.5 กม. ประมาณ 8 แสนบาท รุ่น 02 บินได้ไกล 10 กม. ประมาณ 12 ล้าน ส่วนตัวล่าสุดรุ่น 3 ขนาดใหญ่หน่อยราคา 20 ล้าน ปีกกว้างข้างละ 2 เมตร รวมเป็น 4 เมตร ตอนนี้เราพัฒนาจนพร้อมจะขายให้กองทัพประเทศอื่นๆ” พ.อ.ชัชพงษ์ กล่าวให้ข้อมูล

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา “ยานเกราะล้อยาง” หรือรถสะเทินน้ำสะเทินบกสำหรับกองทัพไทย ชื่อรุ่น BTR3CS รูปร่างเหมือนรถถังขนาดใหญ่ ข้างในบรรจุทหารได้ 8 คน ทั้งพลขับ ผู้บังคับยานเกราะ ทหารคุมปืน ฯลฯ ราคาประมาณ 100 ล้านบาท จุดเด่นคือ การติดตั้งระบบอาวุธที่ทำงานแบบอัตโนมัติ และระบบควบคุมบังคับบัญชาการรบที่ติดต่อสื่อสารได้หลายๆ คันพร้อมกัน มีหน้าจอคอมพิวเตอร์โชว์ให้เห็นเลยว่ารอบข้างของแต่ละคันเห็นอะไรบ้าง ซึ่งแต่ก่อนต้องใช้วิทยุสื่อสารระหว่างรถแต่ละคัน แต่รุ่นนี้สามารถเห็นจากหน้าจอของคันอื่นได้เลย พร้อมด้วยการสร้างห้องจำลอง “เครื่องช่วยฝึกรถถัง” มีเก้าอี้ 3 ตัวและหน้าจอคอมพิวเตอร์จำลองภาพและอุปกรณ์เสมือนจริงในรถถังหรือยานเกราะรุ่นใดก็ได้ เพื่อให้พลทหารสามารถฝึกซ้อมควบคุมบังคับเครื่องมือต่างๆ จนชำนาญ แล้วค่อยไปฝึกกับของจริง

ด้วยความสามารถของนักวิจัยไทยนั้น หากกองทัพยุคใหม่เอาจริงกับเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านอาวุธไฮเทค จากการ “สั่งซื้อ” เป็นส่งเสริม “ส่งขาย” เชื่อว่าจะสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้ไทยแลนด์ในอนาคต…

ปฏิรูปการศึกษาหรือต้องรอปาฏิหาริย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401021?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปฏิรูปการศึกษาหรือต้องรอปาฏิหาริย์

26 พฤศจิกายน 2562 – 10:25 น.
ปฏิรูปการศึกษา,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,รมวการศึกษา
เปิดอ่าน 744 ครั้ง

ปฏิรูปการศึกษาหรือต้องรอปาฏิหาริย์ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

        ในฐานะประชาชนคนไทย อยากให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นทางการเสียทีเพราะหลายยุคหลายสมัยแล้วที่ต้องรอกันแบบมีแต่ความฝันโครงการสวยหรู

อ่านข่าว…  เสวนาปฏิรูปการศึกษา ชี้ ศึกษาไทยรับใช้ทุนฯ-อำนาจนิยม

ได้ยินข่าวจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงจะทำให้การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จได้ ซึ่งอยากจะบอกว่าเป็นปาฏิหาริย์กว่าจะสำเร็จได้ เพราะคนไทยหน่วยงานต่างๆ มักทำงานขัดกัน

รมว.ศึกษาธิการ บอกว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ประสบปัญหาด้านการศึกษา เพราะหลายประเทศก็ต้องปรับตัวในการเข้าไปสู่โลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งผู้บริหารและครูทุกคนก็ต้องปรับตัวให้มีทักษะด้านดิจิทัล มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ โดยตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี ครูทุกคนจะต้องพูดและสื่อสารภาษาอังกฤษให้ได้

จะมีการปรับเรื่องตัวชี้วัดของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการนำโครงการต่างๆ ของโรงเรียน เช่น โครงการโรงเรียนสีขาวปลอดยาเสพติด โครงการโรงเรียนสีเขียวรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น มาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผู้อำนวยการ

ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องมีวิธีบริหารจัดการโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนปลอดยาเสพติดและโรงเรียนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เอง โดยที่ไม่ต้องติดป้ายประกาศและประกวด ขณะเดียวกันไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยว่าไม่ต้องมาทำความร่วมมือกับโรงเรียน เพื่อทำโครงการต่างๆ

เวลานี้มองว่าการปฏิรูปการศึกษาของไทยต้องใช้เวลาอีกมาก และที่สำคัญคือครูอาจารย์ต้องเข้าสู่ยุคใหม่ก้าวทันวิทยาการสมัยใหม่ อย่าทำตัวล้าหลังไม่ทันโลก

         อย่าไปรอปาฏิหาริย์ เพราะการปฏิรูปการศึกษาเป็นความจริงที่ต้องทำทันที และด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ซึ่งเป็นการลงทุนมาก แต่ผลกำไรต้องใช้เวลานานและคุณภาพของคนไทยจะวัดได้ในอนาคตด้วยการปฏิรูปการศึกษานี่เอง
อ๊อด เทอร์โบ


 กฎเหล็กแก้รถติด
 แนวก่อสร้างรถไฟฟ้า

ผมได้ติดตามข่าวเรื่องผู้ว่าฯ กทม. “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” เชิญทุกหน่วยงานมาแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดจากผลกระทบการก่อสร้างรถไฟฟ้าซึ่งมีมากถึง 6 สาย และได้สรุป 12 รายการให้ปรับปรุงแก้ไขในเขต กทม. คือ

1.ปัญหาการวางแนวแบริเออร์ ให้จัดวางให้ตรงตามแนวเส้นทางจราจร 2.ปัญหาช่องทางกลับรถคับแคบ ให้เปิดช่องยูเทิร์นให้กว้าง เพื่อให้รถยนต์กลับรถได้สะดวกขึ้น 3.เสนอให้ขนย้าย กองดิน เศษหิน เศษปูน ทรายออกจากพื้นที่ก่อสร้างในทันที

4. เสนอเร่งแก้ไขผิวจราจรให้เรียบร้อย 5.แนวก่อสร้างที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง แต่ได้วางแผงแบริเออร์ เสนอให้เปิดช่องทางชั่วคราว 6.เสนอให้เร่งก่อสร้างงานฐานราก เพื่อแก้ปัญหาคอขวดที่สะพาน

7.เสนอให้จัดระเบียบรถบรรทุกในพื้นที่ 8.เสนอปรับผิวจราจรให้เป็นช่องจราจรชั่วคราวเพิ่มขึ้น 9.ปัญหาพื้นที่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่ปิดช่องทางจราจร เสนอเปิดช่องจราจรเป็นครั้งคราวในพื้นที่ 10.ปัญหาการเปิดแนวแบริเออร์แล้วไม่ปิดให้เรียบร้อย เสนอให้ปิดกั้นให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัย 11.เสนอติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราวตามแนวการก่อสร้าง 12.เสนอปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างและจัดทำทางสัญจรอย่างปลอดภัย

ผมสรุปมาให้ทราบและเชื่อว่าหากทำกันอย่างมีมาตรฐานเช่นนี้แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น และขอฝากเรื่องต้องเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยเป็นประการสำคัญ เพราะมีเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่ โปรดอย่ามองข้ามเป็นอันขาด

นอกจากนี้แล้วต้องมีไฟส่องสว่างและเครื่องหมายการจราจรในบริเวณก่อสร้างอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุโดยเฉพาะเวลาค่ำคืน
สุเทพ (ลาดพร้าว)

 เรียนคุณ ‘สุเทพ’ ลาดพร้าว
          ผมอยากจะบอกว่ากฎเหล็ก 12 ประการที่แจ้งมาในจดหมายของคุณควรสนับสนุนมากครับ เพราะครอบคลุมทุกอย่างไว้แล้ว และอยากเพิ่มเติมเรื่อง กทม. ในฐานะเจ้าของพื้นที่ต้องดูแล ควบคุม เรื่องมลภาวะทุกอย่างด้วย

บริษัทต่างๆ จะร่วมมือทำงานให้สำเร็จตามกำหนดเวลาก็ต้องคำนึงถึงคนอื่นด้วย อย่าให้เดือดร้อนมีอันตรายส่งผลกระทบไปทั่ว

          ผมจึงขอให้ กทม.ช่วยบรรเทารถติดในแนวทางก่อสร้างและระวังดูเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อนด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ยกเครื่องใหม่ครั้งใหญ่
 สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
(ผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้อง)

ผมติดตามข่าวเรื่องการจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ตลอดมา และขอสนับสนุนทุกฝ่ายที่มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้

ที่ผ่านมามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และบางทีก็มีการเก็บส่วยหรือขู่กรรโชกทรัพย์และเกี่ยวข้องกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยกลางและผู้เชี่ยวชาญ

จึงขอให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกับปฏิบัติอย่างเข้มแข็งตามกฎหมาย อย่าให้มีการแอบอ้างหรือเรียกร้อง หรือการยักยอกของกลางอีกต่อไป
อัมพร (กทม.)


‘หนู’ซิ่ง จีบ’ส้ม’ หวาน’เพื่อไทย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘หนู’ซิ่ง จีบ’ส้ม’ หวาน’เพื่อไทย’

26 พฤศจิกายน 2562 – 10:00 น.
พรรคส้มหวาน,เสี่ยหนู อนุทิน,พรรคภูมิใจไทย,พรรคเพื่อไทย,Ringside การเมือง,สุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,625 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 26 พ.ย. 62

*****************************

มีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว สำหรับศึกซักฟอก “รัฐบาลประยุทธ์” วันก่อน โฆษกพรรคเพื่อไทยได้แบ่งกลุ่มผู้ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็น กลุ่มคือ 1.กลุ่ม ที่เป็นแกนหลักตั้งแต่รัฐบาลรัฐประหาร จนถึงรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 2.กลุ่มใกล้ชิด หรือตัวแทนของ และ 3.กลุ่มที่เข้ามาใหม่ พบพิรุธในโครงการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง

ที่น่าสนใจ กลุ่มที่ อันหมายถึงพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ยามนี้มีข่าวลือหนาหูว่า ค่ายสีน้ำเงินอาจรอดพ้นคมดาบฝ่ายค้าน เพราะลีลาเฉพาะตัวของหัวหน้าพรรคนั้น สมกับฉายา “หนูซิ่ง” 

หลายปีก่อน เสี่ยหนูจัดพิมพ์ประวัติตัวเองชื่อ “มีรู..มีหนู” โดยผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ บอกความหมายของชื่อหนังสือว่าหมายถึง “ที่ไหนมีโอกาส ที่นั่นมีอนุทิน”

แนวร่วม“สีส้ม”

ถ้ายังจำได้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ได้โพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก ที่ถ่ายคู่กับ “อนาวิล รัตนสถาพร” ..ปทุมธานี เขต พรรคอนาคตใหม่ พร้อมระบุแคปชั่น “ไม่มีกัญชา มีแต่กุนเชียง การเมืองไม่ได้คุย คุยแต่เรื่องทั่วไปครับ”

อนุทิน กับอนาวิล

ตอนนั้น “อนาวิล” ต้องชิงออกมาชี้แจงว่า ไม่ใช่งูเห่าสีส้ม ตามที่มีข่าวในสื่อบางสำนัก 

ผู้แทนหนุ่มเมืองปทุมคนนี้น่าสนใจ นับแต่เข้าสภา ก็มีข่าวอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะวันที่พรรคอนาคตใหม่ โหวตค้าน พ...โอนกำลังพลฯ ปรากฏว่า อนาวิล รัตนสถาพร ส..ปทุมธานี กับ จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ..บัญชีรายชื่อ มาไม่ทันโหวต

จารุวรรณ กับพ่อ-ศรัณย์วุฒิ เพื่อไทย

เหตุการณ์นี้ ทำเอากองเชียร์สีส้มแอบเมาท์ลั่นโซเชียล เพราะอนาวิลกับจารุวรรณนั้น เป็นคนรู้ใจกัน โดยจารุวรรณ เป็นลูกสาวของ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส..อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย

จากเรื่องงูเห่าสีส้ม ก็เลยมาถึงเรื่องเสี่ยหนูเชียร์ “ช่อ” ออกนอกหน้า ตอนที่พรรคอนาคตใหม่ฟ้องสื่อ

สายตรงบ้านชินวัตร

ถ้ายังจำกันได้ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ได้บังเกิด “แก๊งออฟโฟร์” ทางการเมือง ประกอบด้วยสมัคร สุนทรเวชธีรพล  นพรัมภา เลขาธิการส่วนตัวสมัครเนวิน ชิดชอบ และ “หมอเลี้ยบ” สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน สมัยนั้น (ตัวแทนของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)

หลังเนวินผละออกจากอ้อมอก “ชินวัตร” ทั้งเนวินกับหมอเลี้ยบก็ไม่เจอกัน ต่างมีเส้นทางเดินของตัวเอง ระยะหลัง หมอเลี้ยบไปจัดรายการทีวีทางช่องพีซทีวี รายการ “50 คำถาม กับสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” และช่วงหลัง ย้ายไปจัดรายการ “สุมหัวคิด” ทางช่องวอยซ์ ทีวี

หมอเลี้ยบ ที่ปรึกษาเสี่ยหนู

วันนี้ หมอเลี้ยบกลับมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อร่วมกันผลักดันระบบสาธารณสุขไทย สู่มิติใหม่ 30 บาทรักษาทุกโรค 

ถัดจากนั้น ยูทูบช่อง “Ringside การเมือง” ในเครือข่ายเสี่ยหนู ยังได้สัมภาษณ์หมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ชำแหละปัญหาสุขภาพคนไทย และพูดถึงความหวังทางการเมืองของหมอเลี้ยบ

ไม่แปลกที่ฝ่ายกองเชียร์เพื่อไทย ยังตามลุ้นให้เสี่ยหนูกระโจนหนีรัฐนาวาเรือเหล็ก

เครือข่าย“คุณหญิงหน่อย”

นับแต่ปี 2560 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ใช้เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul สื่อสารความคิดความอ่านทางการเมือง โดยระหว่างนั้น เสี่ยหนูยังไม่ชัดเจนว่า มีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ?

สายสัมพันธ์เสี่ยหนู กับคุณหญิงหน่อยยังเหนียวแน่น

ปี 2561 เสี่ยหนู ได้ให้คนใกล้ชิดทำสื่อออนไลน์ ทั้งช่องยูทูบ “Ringside การเมือง” ที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กด้วย พร้อมกับเว็บไซต์ http://www.newsringside.com อันเป็นช่องทางการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ว่ากันว่า นี่เป็นกลยุทธ์สร้างแบรนด์ภูมิใจไทย ลบภาพแบรนด์เดิมคือยืนเคียงข้าง ปชปและกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ โดยสร้างแบรนด์ใหม่ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหน พร้อมจะเป็นมิตรต่อทุกพรรค

ผู้อยู่เบื้องหลังการตลาดการเมืองของเสี่ยหนูคือ “จุลภาส ทอม เครือโสภณ” ดีลเมกเกอร์ธุรกิจการเมือง เป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจของทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ทอมกับทักษิณ

ลำพังส่วนตัวเสี่ยหนูนั้นสนิทสนมกับคุณหญิงสุดารัตน์มายาวนาน และคุณหญิงหน่อยก็ได้หนุนเสี่ยหนู จนได้เป็น รมช.สาธารณสุข ในรัฐบาลทักษิณด้วย

การสร้างแบรนด์ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของเสี่ยหนู ในช่วงหาเสียง ก็ทำเอากองเชียร์ฝ่ายประชาธิปไตยแอบลุ้นแอบเชียร์ และหลังเลือกตั้ง ก็อยากให้เสี่ยหนูแยกตัวออกจาก “ขั้วลุงตู่”

สุดท้ายกองเชียร์ก็ผิดหวัง เมื่อเสี่ยหนูออกลีลาเล่นละครอยู่พักใหญ่ ก็ประกาศหนุนลุงตู่ หลังได้เก้าอี้เสนาบดีสมใจปรารถนา

อยู่ที่ความจริงใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401027?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยู่ที่ความจริงใจ

26 พฤศจิกายน 2562 – 09:28 น.
พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,กลโฟเซต,แบน 3 สารพิษ
เปิดอ่าน 545 ครั้ง

อยู่ที่ความจริงใจ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2560

เป็นอีกหนึ่งข่าวแห่งปี สำหรับนโยบายการแบน 3 สารเคมีเกษตร พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หลังจากที่ต้องต่อสู้กันมานานหลายปี ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนให้ยกเลิกการใช้ กับฝ่ายที่เห็นว่า ยังมีความจำเป็น จนกลายเป็นมหากาพย์ แม้ล่าสุด คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติไปแล้วว่า จะยกระดับ 3 สารเคมีเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก ห้ามใช้ และห้ามมีไว้ครอบครอง ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 แต่ก็ใช่ว่าเรื่องจะจบลงเพียงเท่านั้น เพราะนอกจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับมตินี้จะเคลื่อนไหวต่อเนื่องแล้ว ในส่วนของภาครัฐเองก็ดูเหมือนว่า จะมีแนวทางที่ไม่เป็นเอกภาพกันนัก ทั้งฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำ

อ่านข่าว…  ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน

คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน จะประชุมกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (27 พ.ย.) โดยมีวาระร้อนที่จะต้องพิจารณาตามที่กรมวิชาการเกษตรเสนอผ่านคณะกรรมการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีทางการเกษตร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยขอให้ยืดระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการแบน 3 สารเคมีออกไปอีก 6 เดือน หรือ 180 วัน โดยกรมวิชาการเกษตรให้เหตุผลว่า ระยะเวลา 30 วันก่อนถึงวันเริ่มบังคับใช้ 1 ธันวาคมนั้น จัดเก็บสารเคมีส่งคืนบริษัทไม่ทัน

อันที่จริง เรื่องข้อเสนอให้แบน 3 สารคมีเกษตร ไม่ใช่นโยบายหรือเรื่องใหม่ที่เพิ่งมาเป็นนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ในยุครัฐบาลนี้ เป็นเวลาอย่างน้อยๆ 2 ปีที่มีมติให้แบน 3 สารเคมี เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ภายในเดือนธันวาคม 2561 และยุติการใช้ทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2562 และจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซตอย่างเข้มงวด แต่จนแล้วจนรอด มติเช่นว่านี้ก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติ กลับมีแต่ข้อถกเถียงของสองฝ่ายไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ทุกปัญหาย่อมจะมีทางออก หากไม่มีเบื้องหลังหรือวาระซ่อนเร้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แทบไม่ได้มีการขับเคลื่อนแผนงานรองรับจากหน่วยงานที่มีหน้าที่เท่าที่ควร จนถูกมองไปว่า เป็นการเล่นเกมเพื่อยื้อเวลาให้ใช้สารเคมีเกษตรต่อไปให้นานที่สุด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากทุกฝ่ายได้เตรียมแผนงานไว้อย่างดี มีมาตรการเยียวยาระยะยาว จนถึงวันนี้ก็น่าจะทำให้เกษตรกรที่เคยใช้สารเคมีไม่ได้รับความเสียหาย และยอมรับมติได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงานในภาคเกษตร การสนับสนุนเครื่องจักร การจัดหาสารทดแทนหรือแม้แต่เกษตรอินทรีย์ที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะรายย่อย ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลกระทบในวงกว้างด้วย หาใช่เพียงผลดี-ผลเสียที่จะเกิดกับคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น