เอ๊ะยังไง..ฝ่าย(อ้าง)ประชาธิปไตย จะล้มเลือกตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369494?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอ๊ะยังไง..ฝ่าย(อ้าง)ประชาธิปไตย จะล้มเลือกตั้ง

23 เมษายน 2562 – 09:35 น.
กระดานความคิด,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,722 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

ถ้าเข้าไปส่องเฟซบุ๊กของกองเชียร์พรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อชาติ และพรรคเพื่อไทย ก็จะพบการขยายผลวาทกรรม “คัดค้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.” เกือบทุกสเตตัส

พรรคส้มหวานพยายามปูพรม “ข้อเสนอ” ที่เป็นรูปธรรม 1.ต้องปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องปฏิเสธพรรคพลังประชารัฐด้วย เพราะเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ คสช.ชัดเจน เหมือนกับการตั้งพรรคสามัคคีธรรม เพื่อต้องการสืบอำนาจของ รสช. เมื่อปี 2534

2.ภายใต้กลไกรัฐธรรมนูญของคสช. ที่ต้องการใช้เสียง ส.ว. เพื่อสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร ทุกพรรคที่ยืนยันกับประชาชนว่าจะยุติการสืบทอดอำนาจ ต้องยกมือรับรองรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเสนอของพรรคการเมืองที่สามารถรวมเสียง ส.ส.ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

พวกเขาพยายามปลุกกระแสต้าน “250 ส.ว.” ว่าเป็นผลไม้พิษของคสช. จึงต้องหาทางล้มเลิกไปให้หมดสิ้น ด้วยเสียงของผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกของประชาชน นั่นหมายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560

วิธีคิดข้างต้นของผู้อ้างว่าเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ดูคับแคบและไม่ยอมรับกติกา เนื่องจาก “รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560” นั้น ผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว โดยจัดขึ้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 มีประชาชนคนไทยทั่วประเทศมาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 29,740,677 คน คิดเป็น 59.4% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด 50.07 ล้านเสียง

ถ้าไม่เป็นอัลไซเมอร์ทุกคนคงจำได้ว่าในการออกเสียงประชามติครั้งนี้มีคำถามที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ต้องตอบทั้งสิ้น 2 ข้อ ได้แก่ 1.การรับรองร่างรัฐธรรมนูญว่าจะ “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช … ทั้งฉบับ” 2.การให้ความเห็นชอบคำถามพ่วง ว่าจะให้ ส.ว. มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

          ผลการลงคะแนนเสียงในประเด็นคำถามพ่วงนี้ปรากฏว่า ผู้มาใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ 15,132,050 คน (58.07%) เห็นด้วยกับการให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ขณะที่เสียงส่วนน้อย 10,926,648 คน (41.93%) ไม่เห็นด้วย

เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับประเด็นดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงได้บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 272 ให้การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยมติของสภาร่วม (ส.ส.+ส.ว.)

หลังทราบผลคะแนนเลือกตั้งเบื้องต้นฝ่าย(อ้าง)ประชาธิปไตย พยายามชิงการนำ ด้วยเปิดการแถลงข่าวพันธมิตร 6 พรรค บวก 1 พรรค (พรรคเศรษฐกิจใหม่) เตรียมจัดตั้งรัฐบาล แต่จำนวนตัวเลขก็ไม่ถึง 375 เสียง หากต้องการโหวตเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

          ด้วยเหตุนี้จึงมีขบวนการปล่อยข่าวผ่านสื่อโซเชียลว่าเมื่อการเมืองถึงทางตันจะมีรัฐบาลปรองดอง มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง เพื่อเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เสร็จ ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

แนวคิดรัฐบาลปรองดองของฝ่ายต้านคสช. จะต่างจากรัฐบาลแห่งชาติของเทพไท เสนพงศ์ เพราะรัฐบาลเฉพาะกิจของฝ่าย(อ้าง)ประชาธิปไตย จะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้

ฉะนัั้นหน้าฉากพวกเขาจะเรียกร้องให้จัดตัั้งรัฐบาลตามกรอบกติกา แต่หลังฉากก็แอบหวังลึกๆ ว่าจะเกิดสถานการณ์เดดล็อกทางการเมือง และมีรัฐบาลพิเศษขึ้นมาบริหารประเทศ

          จะว่าไปแล้ววิธีคิดของคนรุ่นใหม่ที่มักง่ายก็อันตรายเสียยิ่งกว่าแนวคิดเผด็จการ 2.0 เพราะมุ่งที่ผลลัพธ์โดยไม่ใส่ใจเรื่อง “วิธีการ” ที่ได้มา 

‘รวงผึ้ง’ ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘รวงผึ้ง’ ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10

23 เมษายน 2562 – 08:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,ต้นรวงผึ้ง,ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10
เปิดอ่าน 2,516 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ‘ดับเครื่องชน’ โดย ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำ “โครงการ 1 จังหวัด 1 ถนนเฉลิมพระเกียรติ” มาแจ้งให้ทราบเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนชาวไทย

นั่นคือจะมีการคัดเลือกถนนสำคัญ 76 จังหวัดและกทม. เพื่อปลูกต้นรวงผึ้ง โดยนายกรัฐมนตรีนำผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ารับ ‘ต้นรวงผึ้งพระราชทาน’ จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต่อมานายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีร่วมปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทาน ณ สนามหน้าอาคารตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลไปแล้ว

โอกาสนี้ขออนุญาตนำรายละเอียดข้อมูลต้นรวงผึ้งมาแจ้ง โดยนำรวบรวมมาเพื่อทราบดังนี้


ต้นรวงผึ้งเป็นไม้หอมและเป็นพันธุ์ไม้เฉพาะถิ่นของประเทศไทย พบมากทางภาคเหนือบริเวณป่าดิบชื้นสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ดอกรวงผึ้งจะมีสีเหลืองทอง เมื่อบานสะพรั่งจะส่งกลิ่นหอมเย้ายวนและดูงดงามอร่ามตา เป็นพรรณไม้ของไทยที่มีคุณค่าทางด้านพฤกษศาสตร์ และเป็นต้นไม้ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องจากต้นรวงผึ้งจะผลิดอกในช่วงวันพระราชสมภพ สีของดอกรวงผึ้งมีสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจตามสถานที่ต่างๆ ก็มักทรงปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้เพื่อเป็นสิริมงคล

ต้นรวงผึ้งดอกมีสีเหลืองเข้ม ออกดอกและติดผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม จัดเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ทนแดด ลำต้นแตกกิ่งต่ำ ดอกรวงผึ้งจะส่งกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นของน้ำผึ้ง ตลอดทั้งวันมีสีเหลืองอร่ามดูโดดเด่นออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ลักษณะดอกมีกลีบเลี้ยง 5 แฉกติดกับโคนกลีบ และเป็นฐานรองกระจุกเกสรบานได้นาน 7-10 วัน ผลของต้นรวงผึ้งมีลักษณะเป็นทรวงกลม ผลแห้งและมีขน สามารถขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

ดอกรวงผึ้งจะบานสะพรั่งในเดือนพระราชสมภพกรกฎาคมทุกจังหวัดทั่วประเทศจะมีถนนที่เหลืองอร่ามด้วยดอกรวงผึ้งส่งกลิ่นหอมที่คล้ายกลิ่นน้ำผึ้งอบอวนตลอดทั้งวัน

ถ้ามีสวนสาธารณะปลูกต้นรวงผึ้งทั้งสวน ยามเมื่อดอกรวงผึ้งบานสะพรั่งเหลืองอร่ามเต็มสวนในเดือนกรกฎาคมจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามยิ่งนัก

ต้นรวงผึ้งจะออกดอกครั้งละมากๆ หรือเต็มต้น เป็นต้นไม้ที่ปลูกในกลางแจ้ง เป็นพืชที่ชอบแดดและทนแล้งได้ดี สามารถขึ้นได้ดีทั้งในที่แห้งและค่อนข้างชื้น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมไม่ต้องการดูแลมาก ใบไม่ค่อยร่วง เป็นพันธุ์ที่มีระบบรากดี ไม่มีการหักโค่นของต้นไม้ขนาดใหญ่แม้จะเป็นกิ่งที่ได้รับจากการตอน

ในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดี ขอให้ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้ร่วม “โครงการ 1 จังหวัด 1 ถนนเฉลิมพระเกียรติ” โดยมีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลรักษาและต่อไปต้นรวงผึ้งจะบานสะพรั่งสวยงาม

ขอให้รัฐบาลพิจารณาให้คนไทยทุกคนปลูกต้นรวงผึ้งคนละต้นในปีนี้ซึ่งเป็นปีมหามงคล ต่อไปจะมี ‘ต้นรวงผึ้ง’ ต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10 กว่า 70 ล้านต้น เท่ากับจำนวนพลเมืองประชาชนได้ร่วมกันถวายความจงรักภักดี


จดหมายจากคุณ ‘ทองมา’ อินทร์บุรี ต่อไปนี้มีข้อเสนอแนะที่ดีมากๆ และขอร่วมสนับสนุนให้รัฐบาลพิจารณาโครงการรณรงค์ “7 วันไม่อันตราย” เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนและอีกมากมายหลายสถานที่

โดยการออกกฎหมายพิเศษห้ามดื่มห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มมึนเมาในช่วง 7 วันอันตราย เช่น เทศกาลสงกรานต์-ปีใหม่ ให้เกิดปรากฏการณ์ไม่ “7 วันอันตราย”

เราต้องหาทางป้องกันไว้ก่อน โดยเริ่มที่คน อย่าไปโทษลมฟ้าอากาศหรืออื่นๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 7 วันไม่อันตราย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้วท่ามกลางอากาศร้อนจัดกว่าทุกปี และที่ผ่านมามีผู้คนเดินทางไปทำบุญ ท่องเที่ยวมากขึ้น และมีข่าวว่า 7 วันอันตรายมีผู้เสียชีวิตลดน้อยลงแต่ก็เกือบ 400 คนและบาดเจ็บอีกเกือบ 4,000 คน

ผมว่าเราต้องหาทางรณรงค์ให้วันหยุดยาวไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์หรือปีใหม่เป็น ‘7 วันไม่อันตราย’ จะได้เป็นวันเวลาแห่งความสุข ปลอดภัยโดยแท้จริง

เท่าที่ติดตามข่าวปรากฏว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากเมาแล้วขับมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ ครับ เพราะคนอื่นต้องมารับกรรม รับเคราะห์ เพราะพวกคนเมา-คนขาดสติแท้ๆ

ผมจึงอยากเสนอให้รัฐบาลออกกฎระเบียบพิเศษให้ช่วง 7 วันเป็นวันงดดื่มเหล้า สุรายาเมา โดยห้ามจำหน่าย ห้ามดื่มไปเลย
อย่ามาให้พวกขี้เมาอ้างว่าไม่ดื่มแล้วไม่สนุก แสดงว่าพวกนี้ไม่มีเหตุผล ผมอยากถามว่าไม่ดื่มแล้วจะลงแดงหรือหมดสนุกไปเลยหรืออย่างไร

สงกรานต์ผ่านไปแล้วต่อไปก็จะถึงวันหยุดยาวปีใหม่ขอให้รัฐบาลจัดโครงการ ‘7 วันไม่อันตราย’ โดยเร็ว
ทองมา (อินทร์บุรี)

‘ปค.-ตร.’สมานฉันท์ร่วมกันป้องปราบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369395?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปค.-ตร.’สมานฉันท์ร่วมกันป้องปราบ

22 เมษายน 2562 – 13:05 น.
สายตรวจระวังภัย,พตอศิรภพ อนุศิริ,พตทพฤฒ จำรูญศาสตร์,ปราบปราม
เปิดอ่าน 799 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ

พื้นที่บางบัวทอง จ.นนทบุรี ที่มีมากกว่า 120 ตารางกิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันความเจริญของสังคมเมืองผุดขึ้นราวดอกเห็น เพราะเต็มไปด้วยโครงการที่อยู่อาศัย หมู่บ้านจัดสรร และห้างสรรพสินค้าต่างๆ มากมาย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตรากำลังพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ที่มีขนาดเท่าเดิมไม่เพียงพอต่อการดูแลพื้นที่ในเขตรับผิดชอบได้ทั่วถึง

ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว พ.ต.อ.ศิรภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางบัวทอง จึงมอบหมายให้ พ.ต.ท.พฤฒ จำรูญศาสตร์ รองผกก.ป.สภ.บางบัวทอง จัดการวางแผนแสวงหากำลังสนับสนุนจากฝ่ายปกครองในพื้นที่ กระทั่งมีการเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนันทั้งหมดในเขตอำเภอบางบัวทอง มาลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจ เพื่อออกตรวจดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเฝ้าระวังและระงับเหตุร่วมกัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ท.พฤฒ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดป้องกันและปราบปราม สภ.บางบัวทอง มีกำลังเพียง 70 นาย ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนดูแลประชาชนทั้ง 4 ผลัด แต่กำลังพลไม่พอเพียงกับพื้นที่และจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก ทั้งประชาชนในพื้นที่จริงและประชากรแฝง จึงได้แสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายปกครองของอำเภอบางบัวทองทั้ง 7 ตำบล ก่อนจะเชิญกำนันผู้ใหญบ้านมาร่วมเป็นกำลังเสริมในการลงพื้นที่ตรวจตราดูแลประชาชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ

“เราทำงานในเชิงรุกแบบบูรณาการ คือเมื่อตำรวจที่เป็นฝ่ายนิติศาสตร์ ส่วนฝ่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็จะเป็นรัฐศาสตร์ ที่เข้าถึงปัญหา แก้ไขปัญหา เหตุซึ่งหน้าได้ทันถ่วงที ไม่ให้เกิดเหตุบานปลายจนนำไปสู่วิธีการสุดท้ายด้วยการตัดสินทางหลักนิติศาสตร์ของทางตำรวจ และนั่นเป็นจุดปลายเหตุของปัญหา” รอง ผกก.ป.สภ.บางบัวทอง ระบุ

จากผลของการทำงานร่วมกันมาระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับฝ่ายปกครอง พ.ต.ท.พฤฒ บอกว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก นอกจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะมีศักยภาพเข้าใจปัญหาในพื้นที่แล้ว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังมีสายข่าวในพื้นที่คอยแจ้งเบาะแสปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการทำงานร่วมกันได้อย่างสอดคล้องและลงตัวที่สุด โดยที่ผ่านมาสามารถระงับเหตุทะเลาะวิวาทบาดหมางกันได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุไม่ให้เหตุบานปลายไปสู่อาชญากรรมในขั้นรุนแรง เพราะหากใช้หลักนิติศาสตร์ตามตัวบทกฎหมายบังคับใช้ในกรณีเกิดเหตุเขม่นกัน หรือทะเลาะวิวาทกันระหว่างเพื่อนบ้าน ก็จะทำให้ปัญหาไม่จบ เนื่องจากมีฝ่ายหนึ่งชนะ ส่วนอีกฝ่ายกลายเป็นผู้แพ้ อาจส่งผลทำให้เกิดเป็นการผูกใจเจ็บต่อกันอีก แต่หากได้คนกลางอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นฝ่ายปกครองด้านรัฐศาสตร์ช่วยประสานให้เข้าใจซึ่งกันและกัน จบลงด้วยดี คดีก็ไม่เกิด ทั้งสองฝ่ายก็อาศัยอยู่ร่วมกันได้ตามปกติ ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ไม่เกิดความพยาบาทผูกใจเจ็บต่อกัน

พ.ต.ท.พฤฒ ยังบอกด้วยว่าหลังจากที่โครงการแสวงหาความร่วมมือนี้ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีแล้ว เร็วๆ นี้ จะมีการประชุมวางแผนหารือกันอีกครั้งเพื่อลดเวลาในการลงตรวจตราพื้นที่ร่วมกัน จากวันละ 8 ชั่วโมงลงมาให้เหมาะสม ไม่ไปเบียดเบียนงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจนเกินไป เพราะกำนัน ผู้ใหญบ้านเองก็ยังมีงานในฐานะฝ่ายปกครองที่ต้องปฏิบัติด้วย เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปด้วยประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเห็นผลเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน ให้สอดคล้องซึ่งกันและกันว่า ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนควบคู่กันไป

ไม่ว่าตำรวจหรือฝ่ายปกครองล้วนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีจุดประสงค์ของหน้าที่คือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน ถ้าสมานฉันท์ ร่วมกันป้องปราบ เชื่อว่าผลที่ได้จะมีประสิทธิภาพมากกว่าต่างฝ่ายต่างทำ..!!

เจาะลึกพ.ร.บ.ข่าวกรอง62เปิดทางใช้เทคโนโลยีไฮเทคล้วงข้อมูลลับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึกพ.ร.บ.ข่าวกรอง62เปิดทางใช้เทคโนโลยีไฮเทคล้วงข้อมูลลับ

22 เมษายน 2562 – 13:00 น.
พรบข่าวกรอง,หน่วยสืบราชการลับ
เปิดอ่าน 1,514 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

การต่อสู้เพื่อจารกรรมความลับสุดยอดระดับโลกของ “ซีไอเอ” อเมริกา กับ “เคจีบี” รัซเซีย ถูกดัดแปลงเป็นหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังหลายเรื่อง จนพวกเราคุ้นเคยดีว่า “หน่วยสืบราชการลับ” หรือเจ้าหน้าที่ข่าวกรองมีวิธีการล้วงความลับแบบวิจิตรพิสดาร เพื่อให้ได้ข้อมูลกลับมา ไม่รู้ว่าไทยก็แอบใช้วิธีแบบนี้หรือไม่?

แต่วินาทีนี้กฎหมายข่าวกรองใหม่ล่าสุด “เปิดช่อง” ให้ใช้วิธีนี้อย่างชัดเจนแบบไม่ผิดกฎหมายแล้ว!

ย้อนไปในอดีตการปฏิบัติการ “สืบข้อมูลราชการลับ” กระทำโดย “เจ้าหน้าที่สายลับ” จากหลายหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจกองปราบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด หรือแม้แต่หน่วยปราบปรามคอร์รัปชั่น “ป.ป.ช.” หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่มีหน่วยงานหนึ่งที่เชี่ยวชาญการสืบเสาะหาข้อมูลลับ ชอบทำแบบเงียบๆ ไม่ชอบเป็นข่าว หรือไม่ชอบจัดแถลงข่าวหรือโชว์ผลงาน นั่นคือ “หน่วยข่าวกรองแห่งชาติ”

หรือชื่อเต็มๆ เรียกว่า “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” ถ้าชื่อย่อคนไทยทั่วไปเรียกว่า “จนท.ข่าวกรอง” ส่วนฝรั่งนานาชาติเรียกหน่วยงานนี้ว่า “เอ็นไอเอ” (National Intelligence Agency : NIA) ความเป็นมาของหน่วยข่าวกรองไทยนั้น เริ่มจากความกลัวอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ฝรั่งอเมริกากลัวว่าประเทศไทยจะไปเข้าข้างพวกรัสเซียหรือจีน ก็เลยทุ่มงบอัดฉีดเงินทุนเข้ามาตั้งหน่วยข่าวกรองแบบซีไอเอเมื่อปี 2493 เรียกชื่อว่า “คณะกรรมการลับ” หรือ “คณะกรรมการนเรศวร”

ถือเป็นช่วงสมัยเรืองอำนาจของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ส่งต่อมาถึง จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

“สายลับ” จนท.ข่าวกรองของไทยช่วงนั้น ทำงานแบบไม่ได้มีกฎหมายอะไรรองรับ มีหน้าที่รับคำสั่งโดยตรงจากนายพลท่านผู้นำประเทศอย่างเดียว ปฏิบัติการลับๆ มาเรื่อยๆ จนถึงปี 2502 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “กรมประมวลข่าวกลาง” จนกระทั่งถึงสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จัดทำ “พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ.2528” และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ” (สขช.) มาจนถึงปัจจุบัน

โดยภารกิจที่ถูกระบุไว้ในกฎหมายคือ การดำเนินการหาข่าวกรองเพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมายและความเคลื่อนไหวของต่างชาติ หรือองค์การก่อการร้ายที่อาจกระทำการอันเป็นการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการต่อต้านการกระทำที่มุ่งหมายจารกรรมความลับของชาติ ทำลายความมั่นคง การก่อวินาศกรรม และการก่อการร้ายต่างๆ

ผ่านไป 34 ปี หน่วยสืบราชการลับของไทยถูกตั้งคำถามมากมาย ว่าทำงานคุ้มเงินภาษีหรือไม่? เพราะไม่ค่อยมีผลงานประจักษ์หรือโดดเด่นให้ชื่นชมมานัก ทั้งผลงานในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุระเบิดสยองบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จนทำให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตไป 20 คนและบาดเจ็บเกือบ 200 คน

จากวันนั้นเป็นต้นมา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ พยายามปรับเปลี่ยนยุทธวิธีและยุทธศาสตร์การทำงานของสายลับรวมถึงพยายามเสนอแก้กฎหมายที่เก่าแก่คร่ำครึของตัวเอง โดยอ้างว่าไม่ทันต่อเทคโนโลยีข่าวสารโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและขออำนาจ “ดาบอาญาสิทธิ์” บางอย่างเพื่อให้การสืบหาข้อมูลเชิงลับทำได้สะดวกมากขึ้น

ในที่สุด “รัฐบาล คสช.” ของบิ๊กตู่ ก็รีบทิ้งทวนออกกฎหมายสายลับฉบับใหม่ให้ก่อนมีรัฐบาลพลเรือนเข้ามารับช่วงบริหารประเทศไทยต่อจากทหาร

“พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ.2562” มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา คำถามสำคัญคือ กฎหมายสายลับฉบับใหม่นี้จะช่วยการสืบหาข่าวกรองได้ผลกว่าเดิมหรือไม่

เริ่มจากคำนิยามความหมาย “การข่าวกรอง” หมายความว่า การดำเนินการเพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมาย กำลังความสามารถและความเคลื่อนไหว รวมทั้งวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่อาจกระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคาม ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคง หรือประโยชน์แห่งรัฐ และให้รัฐบาลนำมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดนโยบายแห่งชาติ

เปรียบเทียบความหมายจากกฎหมายเก่าแล้วไม่ได้มีความแตกต่างมากนัก แต่ที่น่าสนใจคือเพิ่มคำว่า “หรือประโยชน์แห่งรัฐ” ซึ่งคงต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าประโยชน์ด้านไหนบ้างและ “รัฐ” หมายถึง “รัฐบาล” หรือไม่อย่างไร

แต่ที่น่าสนใจคือการเพิ่มเติมนิยามความหมายของคำว่า “การข่าวกรองทางการสื่อสาร” จากเดิมที่ระบุไว้ หมายความว่า การใช้เทคนิคและการดำเนินกรรมวิธีทางเทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสาร เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรอง
ขณะที่กฎหมายใหม่มีคำว่า “ดักรับ” และ “สัญญาณวิทยุ” เข้ามาเพิ่มเติม!

เนื้อหาปรากฏอยู่ในมาตรา 4 ย่อหน้าสุดท้ายว่า “การข่าวกรองทางการสื่อสาร” หมายความว่า การใช้เทคนิคและ การดำเนินกรรมวิธีทางเครื่องมือสื่อสารด้วยการ “ดักรับ” การติดต่อสื่อสารทางสัญญาณวิทยุ เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของต่างชาติหรือองค์การก่อการร้ายอันอาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งชาติ  นอกจากนี้ในมาตรา 6 ยังมีเนื้อหาส่วนสำคัญเพิ่มเติมจากกฎหมายเดิม สรุปได้ดังนี้

สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติภายในระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด หากหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลดังกล่าวไม่ส่งข้อมูลหรือเอกสารภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา สั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารอันเกี่ยวกับการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติ อาจดำเนินการด้วยวิธีการใดๆ รวมทั้งอาจใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าวได้ ทั้งนี้หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการกำหนดโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี ….

หมายความว่ามาตรา 6 เปิดกว้างให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองมีดาบอาญาสิทธิ์อันแหลมคมในการ ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือพวกเทคโนโลยีไฮเทคเพื่อ “จารกรรมข้อมูลหรือเอกสาร” ของใครก็ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ขอแค่ได้รับความเห็นชอบจาก “นายกรัฐมนตรี”!?!

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ” วิเคราะห์ให้ฟังว่า จุดประสงค์ในการทำงานของ “หน่วยข่าวกรอง” เพื่อเสาะหาข้อมูลที่ถูกต้องไม่ใช่แค่อินฟอร์เมชั่นหรือข้อมูลทั่วๆ ไป แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ได้รับการกลั่นกรองหลายชั้น ข้อมูลพวกนี้ต้องใช้วิธีไปขอจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน
“สมัยก่อนแค่แจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักหน่วยข่าวกรองเขาก็อำนวยความสะดวกมอบข้อมูลให้เป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอมาหลังๆ เทคโนโลยีและสื่อต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป พอพวกเราไปขอข้อมูลก็ถามกลับมาว่า เอากฎหมายข้อไหนมาขอ หรือว่าอาจไม่ได้รับความร่วมมือแบบเดิม ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานเอกชน แต่รวมถึงหน่วยงานรัฐด้วยกันเองนี่แหละที่มีปัญหาแบบนี้ อย่าลืมว่า กฎหมายของเราเก่ามากแล้วถ้าไปเปรียบเทียบกับพวก ป.ป.ส. ปปง. ดีเอสไอ ฯลฯ กฎหมายพวกนี้ระบุไว้เลยว่าหน่วยงานต่างๆ มีภาระหน้าที่ต้องให้ข้อมูลที่เขาต้องการ ถ้าไม่ให้ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ปี 2562 ได้ระบุชัดเจนไปเลยว่าสำนักข่าวกรองมีอำนาจในการสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดส่งข้อมูลหรือเอกสารมาให้ภายในเวลาที่กำหนด และถ้าไม่ให้โดยเหตุผลอันสมควรก็ไปบอกนายกรัฐมนตรีให้ช่วยเข้ามาจัดการได้ด้วย”

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจในกฎหมายฉบับใหม่และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคือ การระบุให้มีบทลงโทษเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่นำข้อมูลความลับไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นในมาตรา 8 บอกเลยว่าข้อมูลข่าวสารที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติได้รับมาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายนี้จะเปิดเผยไม่ได้เว้นแต่เปิดเผยต่อนายกรัฐมนตรี หน่วยข่าวกรอง หน่วยงานความมั่นคง หรือตามคำสั่งศาลเท่านั้น หากใครทำผิดเอาความลับไปเปิดเผยมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท

“ถือเป็นเรื่องดีมาก เพราะการเอาข้อมูลข่าวกรองไปเปิดเผยหรือไปขายความลับให้คนอื่นเป็นความผิดร้ายแรง ที่ผ่านมาไม่มีบทลงโทษกำหนดไว้ สิ่งที่ผู้บริหารมักทำคือลงโทษตามระเบียบราชการทั่วไป ส่วนใหญ่หัวหน้ารู้ดีว่าใครทำความลับรั่วไหล ต่อไปนี้การลงโทษจะชัดเจนมากขึ้น”

ไม่ใช่เฉพาะบทลงโทษเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา แต่กฎหมายฉบับนี้ยังให้ “เงินพิเศษ” เพิ่มด้วย เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีไฮเทคขั้นสูงนั้นอาจต้องใช้เหล่าสปายหรือสายลับ 007 ผู้มีความสามารถพิเศษในการเจาะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งราคาค่าตัวหรือค่าจ้างคงไม่เหมือนข้าราชการธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน
มาตารา 10 เปิดทางไว้ว่าเพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองของรัฐให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในงานด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร หรือการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน…ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบ

จากนี้ไปคนไทยจะเริ่มคุ้นเคยกับชื่อย่อของ “ศป.ข.” หรือศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยงานใหม่ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ศป.ข” จะไม่ทำให้ชาวไทยผิดหวัง หลังได่รับดาบอาญาสิทธิ์ตามที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะอำนาจในการ “ดักรับสัญญาณต่างๆ” จากนี้ไป “จนท.ข่าวกรอง” หรือ “สายลับ NIA” ควรมีผลงานเชิงประจักษ์ในการสืบราชการลับหาข่าวกรองการก่อการร้าย หรือการก่อเหตุวินาศกรรมความรุนแรงอื่นๆ

อย่าให้ “ดาบ” กับ “เหรียญเงินพิเศษ” ที่ประชาชนมอบให้ กลายเป็นสิ่งเปล่าประโยชน์แบบหน่วยงานราชการลับอื่นๆ ในประเทศไทย!

 อำนาจหน้าที่ “สำนักข่าวกรองแห่งชาติ”!
1.ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสารและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน
2.ติดตามสถานการณ์ภายในประเทศและต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติและรายงานต่อนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ

3.กระจายข่าวกรองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติให้หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม
4.ศึกษา วิจัย และพัฒนาเกี่ยวกับกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรองและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

5.เป็นศูนย์กลางประสานกิจการการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรองและการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนกับหน่วยข่าวกรองอื่นภายในประเทศ
6.เป็นหน่วยงานหลักในการประสานกิจการการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรองกับหน่วยข่าวกรองของต่างประเทศในเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ

7.เสนอแนะนโยบายและมาตรการ ตลอดจนให้ข้อมูล คำแนะนา และคำปรึกษาด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนต่อนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ

8.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือสภาความมั่นคงแห่งชาติมอบหมาย

‘7 วันอันตราย’..หรือนโยบาย’รูทีน’!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369398?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘7 วันอันตราย’..หรือนโยบาย’รูทีน’!?

22 เมษายน 2562 – 11:05 น.
7วันอันตราย,อุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 532 ครั้ง

รายงาน…

สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับช่วง 7 วันของการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” หรือเป็นที่เข้าใจกันทั่วว่า “7 วันอันตราย” ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน ซึ่งบทสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนเทศกาลสงกรานต์ 2562

ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) โดยการดำเนินงานของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ออกมาแถลงยอดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย ในห้วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 3,338 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 386 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,442 คน
จากบทสรุปของตัวเลขดูเหมือนจะเป็นสัญญาณดีแบบบางๆ เมื่อยอดผู้เสียชีวิตลดลง 32 ราย รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุและยอดผู้บาดเจ็บก็ลดลง หากนำสถิติไปเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 ที่เกิดอุบัติเหตุรวม 3,724 ครั้ง เสียชีวิต 418 ราย บาดเจ็บ 3,897 คน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเอามาเทียบกับสถิติช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ที่ย้อนกลับไปไม่นานราวๆ 3 เดือนครึ่ง ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2561-2 มกราคม 2562 ซึ่งเกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 463 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,892 คน ก็จะเห็นว่ายอดอุบัติเหตุและจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

แม้วันนี้ตัวเลขการสูญเสียจะลดลงตามนโยบายรัฐบาล คสช. ทหาร ตำรวจ และจิตอาสา ซึ่งปัจจัย 3 ด้านที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุยังคงเป็น 1.ขับรถเร็วเกินกำหนด 2.ดื่มแล้วขับ หรือเมาแล้วขับ และ 3.การตัดหน้ากระชั้นชิด โดยเฉพาะ “เมาแล้วขับ” ยังคงเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บและสูญเสียมากที่สุด

โดยสังคมส่วนหนึ่งหรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่สนับสนุนให้ภาครัฐมองนอกกรอบกับแผนเดิมๆ เพราะในเมื่อแอลกอฮอล์คืออีกตัวการสำคัญสู่หายนะอุบัติเหตุทางถนน จึงต้องไม่ปล่อยให้เทศกาลแห่งความสุขให้กลับกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความตายของหลายครอบครัว ดังนั้นจุดอ่อนข้อบกพร่องที่ผ่านมาของแต่ละปีจะถูกมานำวางแผน และกำหนดมาตรการด้านกฎหมายอย่างไร การเมาแล้วขับต้องแก้กฎหมายเพิ่มโทษให้หนักขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าไม่ นโยบายที่เป็นเพียงแค่ “คำขู่” ก็จะทำให้ยอดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย เป็นเพียงตัวเลข “รูทีน” ที่ผ่านมาแล้วจบไปพร้อมกับช่วงเทศกาลสำคัญ

ทั้งนโยบายรัฐบาลและมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นส่งผลให้ตัวเลขอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย ค่อยๆ ลดลง แต่ถ้ามองดูสถิติที่ปรากฏก็ยังถือว่ามีตัวเลขที่สูง ยิ่งตอนนี้สังคมจับจ้องไปที่ “สิงห์นักดื่ม” ถ้าขับแล้วเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสูญเสีย คนที่อยู่ข้างหลังก็ต้องมาทุกข์ด้วย แต่ถ้าขับไปชนทำให้คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องด้วยต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ น่าจะยิ่งทุกข์กว่าเป็นหลายเท่าตัว

สำหรับการดำเนินการกับคนเมาแล้วขับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า ยอดสะสมสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน มีจำนวนทั้งสิ้น 12,597 คดี จำแนกเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 12,192 คดี คิดเป็นร้อยละ 96.7 คดีขับเสพ จำนวน 386 คดี คิดเป็นร้อยละ 3.06 คดีขับรถประมาท จำนวน 19 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.15 ส่วนยอดสะสมกรณีที่ศาลสั่งใช้อุปกรณ์อีเอ็ม มีจำนวนทั้งสิ้น 480 ราย แบ่งเป็น คดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 478 ราย คดีขับเสพ จำนวน 2 ราย โดยส่วนใหญ่กำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากที่พักอาศัยตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. เป็นเวลา 7-15 วัน คุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวจำนวน 4 ครั้ง พร้อมทั้งทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกันเทศกาลสงกรานต์ปีนี้รัฐบาลจะมีมาตรการใหม่เกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนโยบายที่ออกมาจากปาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม โดยเฉพาะการให้ “ยาแรง” ปรามจำพวกคน “เมาแล้วขับ” ถ้าไปชนคนอื่นตายให้ตำรวจตั้งข้อหา “เจตนาฆ่า” แต่ถ้าบาดเจ็บสาหัสก็ตั้งข้อหา “พยายามฆ่า” โดยใช้ช่องทางตามประมวลกฎหมายอาญา ในส่วนของ “เจตนาเล็งเห็นผล” ซึ่งจุดประสงค์ก็เพื่อเพิ่มโทษให้ผู้กระทำความผิด ไม่ติดเงื่อนไขลดโทษจนศาลให้ “รอลงอาญา” และไม่ต้องติดคุกจริง ทั้งๆ ที่ทำคนตาย

คล้อยหลังจากให้นโยบายได้เพียงสองวันก็เกิดเหตุตัวอย่าง เมื่อ “รองตี๋” พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รองผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ป. เเละ นางนุชนาฎ งามสุวิชชากุล ผู้เป็นภรรยา ต้องเสียชีวิตพร้อมกันทั้งคู่ ส่วนลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มี นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เสี่ยใหญ่เจ้าของธุรกิจอะไหล่ยนต์เป็นคนชน โดยควบรถเบนซ์มาด้วยความเร็วจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ 260 มิลิกรัมเปอร์เซ็นต์

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ด้านกฎหมาย จึงไม่รีรอเข้าไปควบคุมการทำสำนวนสอบสวนด้วยตัวเองในเช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนจะมีการแจ้ง 6 ข้อหาหนักกับ นายสมชาย ผู้ก่อเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นเป็นข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล” กับ “พยายามฆ่า” ทว่าปัญหาคำว่า “เจตนาเล็งเห็นผล” ต้องมีเจตนาทำให้ผู้อื่นตายเสียก่อน ส่วนการขับรถขณะเมาเพื่อกลับบ้านหรือจะไปที่แห่งหนไหนต่อ จะพิสูจน์เจตนาผู้กระทำได้อย่างไรว่าเขาเจตนาฆ่า เพราะจริงๆ แล้วอาจไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเรื่องความประมาท และนี่คงเป็นเหตุผลของศาลจังหวัดตลิ่งชันที่ไม่รับฝากขังผู้ต้องหาเมาซิ่งเบนซ์ในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล” กับ “พยายามฆ่า” ที่เขาเป็น “มัจจุราช” พรากชีวิตครอบครัว “รองตี๋”

เกี่ยวกับประเด็นนี้มือกฎหมายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายว่า การที่เราเเจ้งทั้งข้อกล่าวหาฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลเเละเมาเเล้วขับไปด้วยกัน เนื่องจากการที่เราเเจ้งข้อกล่าวหาทั้งสองไปแล้ว เมื่อสำนวนถูกส่งไปให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งคดี หรือถูกส่งไปในชั้นศาลเเล้ว ศาลย่อมสามารถที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาได้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ต้องหาจะทำให้ศาลสามารถลงโทษในสถานใดได้บ้าง ถ้าศาลพิจารณาเเล้วพบว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหาเข้าข่ายที่จะเป็นเจตนาฆ่าเล็งเห็นผลได้ ศาลก็จะลงโทษจำคุกในความผิดนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึงประหารชีวิต ส่วนถ้าศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ต้องหานั้นเป็นการกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงเเก่ความตาย ก็สามารถลงโทษจำคุกได้ถึง 10 ปี

“เเต่ถ้าเราไม่เเจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผลไป ถ้าศาลเห็นว่าพฤติกรรมเป็นเจตนาฆ่าเล็งเห็นผลก็จะไม่สามารถลงโทษได้ หลังจากนี้พนักงานสอบสวนก็จะรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆรวมถึงพยานเเวดล้อมเพื่อสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการฟ้องต่อศาล ส่วนพนักงานอัยการหรือศาลจะมีความเห็นอย่างไรเป็นดุลพินิจ ซึ่งระยะเวลาว่าจะสรุปสำนวนเมื่อไหร่นั้นขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ พนักงานสอบสวนยังต้องสอบปากคำพยานซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุอีก เเต่เราจะทำโดยเร็วที่สุด เเละไม่ให้เกิน 3 เดือน ภายในเวลาฝากขัง 84 วัน ที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาตามกฎหมาย” พล.ต.อ.วิระชัย ระบุ

พล.ต.อ.วิระชัย อธิบายเพิ่มเติมถึงการแจ้งข้อหาชนิดใช้ยาแรงตามนโยบายของรัฐบาล ว่าคดีนี้ผู้ต้องหาดื่มสุรามีปริมาณเเอลกฮอล์สูงถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งขับรถออกจากจุดที่ดื่มเพียง 400 เมตรก็เกิดอุบัติเหตุ วิเคราะห์จากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาก็จะต้องทราบอยู่เเล้วว่าจะต้องเมา เเละเมื่อเมาก็จะไม่สามารถควบคุมร่างกายตนเองได้เเละไม่ได้อยู่ในสภาวะที่พร้อมขับรถ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการขับรถขณะเมาสุราโดยไม่มีสติไปตามถนนที่เเคบ ย่อมเล็งเห็นผลอยู่เเล้วว่าจะต้องเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงเเจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล และเรื่องนี้ทางพนักงานสอบสวนมีการปรึกษากับพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะมีการสรุปสำนวนเพื่อส่งอัยการพิจารณาฟ้องต่อศาลอยู่ตลอด อย่างไรก็ตามหลังจากนี้เราก็ยังมีเเนวทางที่จะปรึกษากับทางสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อจะเสนอเเก้ไขอัตราโทษเมาเเล้วขับเเล้วทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเเละถึงเเก่ความตายต่อไป

ต้องจับตาดูว่าหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะถอดบทเรียนและผลการปฏิบัติงานนำไปบูรณาการ จัดทำแผนการป้องกันอุบัติเหตุ มาตรการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและลดสูญเสียจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลได้ขนาดไหน ที่จะไม่ถูกมองว่านี่เป็นแค่งานรูทีนช่วง 7 วันอันตราย..!!

อันธพาลบุกโรงพยาบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369393?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อันธพาลบุกโรงพยาบาล

22 เมษายน 2562 – 10:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,อันธพาล,โรงพยบาล,พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า
เปิดอ่าน 852 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ต้องจัดการเด็ดขาด
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมรีบเขียนจดหมายส่งเป็นการด่วนเพราะรับไม่ได้กับข่าวที่แก๊งอันธพาลหรือโจ๋ทะเลาะวิวาทก่อเหตุกันในโรงพยาบาลที่ประจวบคีรีขันธ์ที่ รพ.ห้วยแถลง โคราช รวมถึง รพ.แก้งคร้อ รพ.กบินทร์บุรี

ขอเรียกร้องให้ตำรวจจัดการตามกฎหมายให้เด็ดขาดครับ เพราะเป็นการทำผิดชั่วร้าย ทำลายความสงบสุข ไม่ละเว้นแม้กระทั่งในโรงพยาบาล
ทางแพทยสภาเรียกร้องว่า

1.ให้สังคมร่วมกันปกป้องบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้คนเหล่านี้มีความปลอดภัยไปรักษาคนไข้ให้ได้รับความปลอดภัยต่อไปได้

2.ขอให้ชุมชนทั้งกลุ่มอาสาตำรวจช่วยกันดูแลปกป้องห้องฉุกเฉิน เพราะขนาดร้านทองยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแล ดังนั้น จึงอยากให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือกลุ่มอาสาร่วมกันดูแลปกป้องโรงพยาบาลด้วย

3.ที่ผ่านมาพบว่าการทะเลาะวิวาทส่วนใหญ่มักเกิดจากกลุ่มคนที่มีอาการมึนเมา แพทยสภาจึงเห็นว่าไม่ควรให้คนเมาเข้ามาในเขตห้องฉุกเฉิน ยกเว้นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการช่วยเหลือหรือญาติผู้ป่วยเท่านั้น

4.กำหนดให้ห้องฉุกเฉินเป็นเขตปลอดคนเมาสุราเนื่องจากปกติพื้นที่ของโรงพยาบาลจะห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ผมจึงขอให้ตำรวจและทุกหน่วยงานร่วมมือกันและจัดการเดนสังคมเหล่านี้ และหาทางป้องกันโดยเร็วที่สุด

หมอปรีชา (ชัยภูมิ)

ตอบ ‘หมอปรีชา’ ชัยภูมิ
พวกอันธพาลวัยรุ่นที่บุกทะเลาะวิวาทในเขตโรงพยาบาลนี่ปล่อยไว้ไม่ได้ครับ ผมขอร่วมสนับสนุนให้ใช้กฎหมายจัดการเด็ดขาด อย่าให้เป็นเยี่ยงอย่าง

เขตโรงพยาบาลนี่ต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย การที่พวกอันธพาลไปก่อเหตุแบบไม่เกรงกลัวกฎหมายเหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อนนี่เลวร้ายมากๆ

ทางกระทรวงสาธารณสุขต้องร่วมมือกับตำรวจ ออกกฎเหล็กห้ามคนเมาเข้าโรงพยาบาลหรือห้ามขายเครื่องดื่มมึนเมาอย่างเด็ดขาด
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า’ เปิดมิ.ย.นี้
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังพ่อแม่ ครู-นักเรียน)

ผมมีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบ ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะไม่ทราบ แต่นี่คือเรื่องที่เราชาวไทยจะมี ‘พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า’ ที่ได้รับการยกย่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์โลกว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จึงขอนำเรื่องเหล่านี้มาถ่ายทอดให้ช่วยกันเผยแพร่ข่าว เพราะต้นเดือนมิถุนายนนี้จะเปิดให้เข้าชมแล้ว

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่และมีความสมบูรณ์ในการนำเสนอเนื้อหาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยเฉพาะนิทรรศการวิวัฒนาการของมนุษย์ ถือว่ามีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในโลก

การสร้างหุ่นจำลองของมนุษย์ในสายพันธุ์ต่างๆ มากที่สุดในโลกถึง 6 สายพันธุ์ เนื้อหาจัดแสดงสายพันธุ์มนุษย์กว่า 90 สายพันธุ์

มีการจัดแสดงหุ่นยนต์จำลองมนุษย์สายพันธุ์ที่เพิ่งค้นพบใหม่ที่ประเทศอินโดนีเซีย คือมนุษย์ในสกุลโฮโมฟลอเรเซียนซิส หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่ามนุษย์ฮอบบิท นำเสนอผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เหมือนย้อนเข้าไปอยู่ในยุควิวัฒนาการของมนุษย์

ที่โดดเด่นที่สุดคือการน้อมนำพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะเรื่องการอยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติมาเป็นแกนหลักของพิพิธภัณฑ์ทำให้พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่น

การจัดแสดงระบบชีวนิเวศของโลกที่หลากหลายและระบบนิเวศป่าเขตร้อนที่ให้บรรยากาศและประสบการณ์เหมือนจริงของประเทศไทยผ่านนิทรรศการยอดเขาถึงท้องทะเล ถือเป็นพิพิธภัณฑ์แรกๆ ของโลกที่มีทั้งพิพิธภัณฑ์และสวนพฤกษศาสตร์อยู่รวมกัน ทำให้ผู้เข้าชมไม่เฉพาะชาวไทยจะได้พบความตื่นตาตื่นใจและได้รับประสบการณ์ที่จะประทับใจ แต่ผู้ชมต่างชาติก็จะทึ่งและเป็นความทรงจำที่ดีด้วย

มีโรงภาพยนตร์ที่เล่าถึงการกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาลรวมถึงโลกของเรา หุ่นยนต์ไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย อีกนิทรรศการหนึ่งที่นำเสนอได้ดีมากคือการนำเสนองานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในด้านต่างๆ จากทั่วโลก ที่ทำให้ผู้ชมเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานด้านวิทยาศาสตร์

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าเน้นการนำเสนอเรื่องราวสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแต่ละชีวนิเวศรวมถึงมอบประสบการณ์จากธรรมชาติรอบโลก ไม่ใช่แค่เรื่องของพืชหรือสัตว์ที่อาศัยในแต่ละชีวนิเวศ

แต่เป็นการที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอาศัยอย่างเท่าเทียมกับมนุษย์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ในฐานะที่ต่างก็เป็นสมาชิกหนึ่งของระบบนิเวศ คิดว่าผู้เข้าชมจะได้พบความตื่นตาตื่นใจและประสบการณ์ที่จะประทับใจ

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้าเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียนและติด 1 ใน 3 ของโลกเนื้อที่กว่า 4 หมื่นตารางเมตร

อย่าลืมจัดโปรแกรมพาลูกหลานไปชมนะครับ โดยเฉพาะครูต้องพานักเรียนไปทัศนศึกษาให้ได้
สมปอง (ปทุมธานี)

กรงกรรมสระแก้ว “ป๋าเหนาะ” วันที่ไร้บารมี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369386?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรงกรรมสระแก้ว “ป๋าเหนาะ” วันที่ไร้บารมี

22 เมษายน 2562 – 09:54 น.
เสนาะ เทียนทอง,ป๋าเหนาะ,ผู้เฒ่าเหนาะ,พรรคเพื่อไทย,สนามสระแก้ว,จสระแก้ว,เลือกตั้ง 2562,ว่าที่ สส,สรวงศ์ เทียนทอง,ฐานิสร์ เทียนทอง,ตรีนุช เทียนทอง,สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์,บ้านใหญ่วัฒนานคร,บ้านเขาฉกรรจ์
เปิดอ่าน 37,458 ครั้ง

ลึกๆ แล้ว “เสนาะ เทียนทอง” ยังแค้นในหัวอก อันเนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งทีมผู้สมัครส.ส.ของป๋าเหนาะ พ่ายเรียบ และพ่ายยกจังหวัดในรอบ 40 ปี

********************

ควันหลงงานประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 “ป๋าเหนาะ” จุดประเด็น “งูเห่า” เหมือนดักคอเพื่อนร่วมพรรค “ขอเตือนคนที่คิดจะเป็นงูเห่า ถ้าไปจะถูกประชาชนลงโทษ เขาจะไม่เอา และผมรังเกียจงูเห่า”

คำพูดของป๋าเหนาะ อาจสะใจกองเชียร์เสื้อแดงและคงมีการนำถ้อยวลีนี้ไปปั้นในโซเชียล ตอกย้ำข่าวปล่อยงูเห่าตัวละร้อยล้าน

ลึกๆ แล้ว เสนาะ เทียนทอง” ยังแค้นในหัวอก อันเนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งทีมผู้สมัคร ส.ส.ของป๋าเหนาะ พ่ายเรียบ และพ่ายยกจังหวัดในรอบ 40 ปี

เกิดได้ก็ดับได้

จะว่าไปแล้ว “ป๋าเหนาะ” ทำใจล่วงหน้าว่า เขต 1 และเขต 2 สระแก้ว คงสู้ทีมหลานรัก “ฐานิสร์-ตรีนุช” ไม่ได้ แต่เขต 3 (อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง อ.ตาพระยา และอ.วัฒนานคร) ยังไง ลูกชาย บอย” สรวงศ์ เทียนทอง ต้องชนะ

เสนาะ และ สรวงศ์ เทียนทอง

บังเอิญว่าผู้ท้าชิงค่ายพลังประชารัฐชื่อ สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์” ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนวรรณ์ จำกัด รับเหมาก่อสร้าง และผู้จัดการตลาดเดชไทย (โรงเกลือ) และเคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลอรัญประเทศ

แถมสุรศักดิ์ยังมีน้องชายชื่อ พ.ต.อ.สุรจิต ชิงนวรรณ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วและมีกองหนุนชั้นดีที่ป๋าเหนาะก็รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นใคร?

การจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.สระแก้ว ค่ายพลังประชารัฐ แยกเป็นสองทีมคือ ทีมหลานรักของป๋าเหนาะขึ้นต่อบ้านริมน้ำของสุชาติ ตันเจริญ แต่กรณีของ “สุรศักดิ์” ต่อสายตรง “บ้านพี่ใหญ่”

สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์

วันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร ถ้อยวลี “เกิดได้ก็ดับได้” คนแถวโรงเกลือพูดกันให้แซด หัวคะแนนป๋าเหนาะก็รับสภาพว่าแพ้ เมื่อเห็นตำรวจ-ทหาร ตั้งด่านตรวจคุมเข้มแถวชายแดน

           สภากาแฟสระแก้วบอกกฎแห่งกรรมมีจริง กรรมไม่เคยละเว้นใคร ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นบุญหรือบาป

โตมากับทหาร

43 ปีที่แล้วผู้รับเหมาบ้านนอกชื่อ “เสี่ยแหนม” ได้รับการติดต่อจาก พล.ท.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” แม่ทัพภาคที่ 1 (ยศและตำแหน่งเวลานั้น) ให้ลงสมัคร ส.ส.ปราจีนบุรี ในสังกัดพรรคชาติไทย เวลานั้นสระแก้วยังไม่ได้แยกออกจากปราจีนบุรี

สมัยโน้น “พล.อ.ยศ” เคยรับราชการอยู่ชายแดนแถวอรัญประเทศ และตาพระยา ซึ่งทหารมักใช้บริการของเสี่ยแหนม ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารบ้านพัก ถนนเลียบชายแดน และบังเกอร์ชายแดน

เสี่ยแหนมตกปากรับคำ พล.อ.ยศ ด้วยต้นทุนทางสังคมที่ช่วยเหลือภาคส่วนราชการ ผลการเลือกตั้งปี 2519 เสนาะ เทียนทอง จึงได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก

ทหารกับเจ้าพ่อวังน้ำเย็นเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แต่มาวันนี้ความสัมพันธ์เหมือนเส้นขนาน เพราะเหตุใดเสี่ยแหนมรู้ดีที่สุด

          ปลายปีที่แล้วป๋าเหนาะไปพบผู้ใหญ่คนไหน ถ้าจำไม่ได้ให้ไปถามคนชื่อไพศาล

ทิ้งเพื่อไทย..ไม่สอบตก

การที่สองพี่น้อง “หนึ่ง-ฐานิสร์” และ เหน่ง-ตรีนุช” สร้างแฟนเพจ ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” เป็นเครื่องมือสื่อสารช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา และสังเกตจากการตั้งชื่อเพจ ก็บอกความนัยได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงแยกทางจากป๋าเหนาะ

ขวัญเรือน เทียนทอง

20 ปีมานี้ ตระกูลเทียนทอง แบ่งพื้นที่ธุรกิจการเมืองกันชัดเจน โดย “เสนาะ” มอบหมายให้น้องชาย “พิเชษฐ์ เทียนทอง” ดูแลธุรกิจและการเมือง โดยใช้ อ.วัฒนานคร เป็นฐานบัญชาการ

หลังพิเชษฐ์เสียชีวิต ภรรยา-กำนันขวัญเรือนได้เข้ามาดูแลกิจการต่อ โดยมอบให้ลูกชายคนเล็ก “หนุ่ย-อนุรักษ์” บริหารธุรกิจแทนบิดา ส่วนฐานิสร์กับตรีนุช เล่นการเมือง

สงกรานต์ปีนี้  บ้านเขาฉกรรจ์ มีแต่ขวัญเรือนกับลูกๆ

“เทียนทอง” อีกสายหนึ่งคือครอบครัวของ “วิทยา เทียนทอง” ปัจจุบันทายาทของวิทยาดำเนินธุรกิจโรงแรมอยู่ใน อ.อรัญประเทศ และลูกชาย-ทรงยศ เทียนทอง เป็นนายก อบจ.สระแก้ว

ช่วงหาเสียงป๋าเหนาะลำเลิกเบิกประจานหลานรักว่า “เนรคุณ” ขณะที่ “หนึ่ง-เหน่ง” ปราศรัยทุกเวทีว่าเป็นลูกหลานของตระกูลเทียนทอง “ลุงเสนาะ เป็นคนที่รักเหมือนพ่อคนที่ 2 ของครอบครัว”

จะอย่างไรก็ตามสองพี่น้องได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว “ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” คล้ายจะบอกว่า การอยู่ใต้ร่มเงาป๋าเหนาะนั้นไปไม่ได้ไกล

          ที่สำคัญผลคะแนนที่ออกมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนที่ทิ้งเพื่อไทยไม่ได้สอบตกทุกคน

นอเทรอดาม ในมุมมองคนฝรั่งเศส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369394?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นอเทรอดาม ในมุมมองคนฝรั่งเศส

22 เมษายน 2562 – 09:20 น.
กรุงปารีส,ฝรั่งเศส,มหาวิหารนอเทรอดาม,ไฟไหม้,รู้ลึกกับจุฬาฯ,เอ็มมานูเอล มาครง,สถาปัตยกรรม
เปิดอ่าน 1,250 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ 

เหตุการณ์ไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นข่าวใหญ่ระดับนานาชาติ แม้จะมีการดับเพลิงได้สำเร็จ แต่ความเสียหายจากไฟไหม้ทำให้หลังคาและยอดแหลมของวิหารถูกทำลายหมดสิ้น

มหาวิหารนอเทรอดาม แห่งกรุงปารีส เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง มีอายุกว่า 850 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสมัย เป็นแหล่งขุมความรู้ทางสถาปัตยกรรมและงานศิลปะที่มีคุณค่ามหาศาล ดังนั้นแม้กระทั่งบุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ยังถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ

“ความสะเทือนใจของไฟไหม้ครั้งนี้คือการสูญเสียสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมที่ยาวนานมาก ถ้าคุณเป็นคนคริสต์คุณก็จะเสียใจเพราะที่นี่คือมหาวิหารที่ทำพิธีทางศาสนาสำคัญๆ แต่ถ้าไม่ได้นับถือ ที่นี่คือแหล่งรวมวัตถุโบราณสำคัญที่หาไม่ได้แล้ว มันเป็นแหล่งรวมงานฝีมือชั้นเยี่ยม งานศิลปะที่สะท้อนวัฒนธรรมนับร้อยปี”
เป็นคำอธิบายของ ผศ.ดร.ปณิธิ หุ่นแสวง จากสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอาจารย์ได้เพิ่มเติมอีกว่า ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์นอเทรอดามก็มีความสำคัญมากเพราะเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของประเทศหลายครั้ง มีมหาวิหารแห่งนี้เป็นฉากหลัง

“ทั้งเหตุการณ์โจนออฟอาร์ก สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส สมัยนโปเลียน เรื่อยมาจนสงครามโลกครั้งที่สอง มีนอเทรอดามเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นฉากสำคัญและเป็นพยานสำคัญของประเทศ”

อาจารย์ปณิธิ กล่าวว่า นอเทรอดาม กลายเป็นที่รู้จักและเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลกเนื่องมาจากหนังสือนวนิยายที่ประพันธ์โดยวิกเตอร์ อูโก นักคิดนักเขียนคนสำคัญของฝรั่งเศส ในชื่อคนค่อมแห่งนอเทรอดาม (The Hunchback of Notre Dame) และได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา นอกจากนั้นด้วยความสวยงามแห่งสถาปัตยกรรมกอธิคแบบฝรั่งเศสที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคกลาง มหาวิหารจึงเป็นที่รู้จักและชื่นชมของผู้คนในระดับสากล ทำให้เหตุการณ์ไฟไหม้กลายเป็นสิ่งที่สะเทือนใจของคนทั่วทั้งโลก

ทั้งนี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ออกแถลงการณ์ว่าจะรีบบูรณะมหาวิหารแห่งนี้ให้กลับมาสวยงามดังเดิมภายในเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าต้องใช้เวลามากกว่านั้น ขณะที่มหาเศรษฐี นักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศพากันบริจาคเงินเพื่อบูรณะมหาวิหารกันหลายราย

“ณ ตอนนี้คนฝรั่งเศสกำลังสะเทือนใจ ไม่ทุกคนเพราะก็มีอีกกระแสมองว่าการเสียใจเรื่องนี้คือการติดอยู่ในวัตถุ หลงชาติ รักชาติเกินเหตุ มีคนหมั่นไส้ ไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ไม่มาก แต่ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก คนฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้มองว่าต้องจับมือกัน รักกัน ไม่ทะเลาะกัน เพื่อผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปนะ เขามองว่าชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป”

อาจารย์ปณิธิ กล่าวว่า ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสูงมากทั้งในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมือง ดังนั้นจึงมีการประท้วงและการเดินขบวนเป็นเรื่องปกติตลอดเวลา

“เสรีภาพในการแสดงออกต้องได้รับการคุ้มครองเป็นหลักการทั่วไป แต่ที่ฝรั่งเศสพิเศษกว่าตรงที่ถึงแม้ว่าเสรีภาพนั้นจะกระทบคนอื่น ศาสนาอื่น ก็ต้องได้รับการคุ้มครองด้วย รัฐบาลเองเขาก็มองแบบนั้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้ม็อบเสื้อกั๊กเหลืองสร้างกลุ่มม็อบได้มากขนาดนี้ ก็เพราะเศรษฐกิจมันแย่จริงๆ รัฐบาลเองก็ไม่มีสิทธิห้ามให้คนตั้งม็อบด้วย”

ในทัศนะของอาจารย์ปณิธิ เหตุการณ์ไฟไหม้จึงไม่ได้รุนแรงและส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิด การกระทำของคนฝรั่งเศส และด้วยสภาพสังคมที่แทบจะหาความสงบเรียบร้อยได้ยาก เหตุการณ์ไฟไหม้นอเทรอดามกลับเป็นข้อพิสูจน์บุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เข้ามาบูรณะมหาวิหาร รวมถึงระบบการรักษาความปลอดภัยที่อาจจะย่อหย่อนและเป็นต้นตอของเพลิงไหม้

“คนฝรั่งเศสเข้าใจว่าทำไมถึงไหม้นะ ไม่มีใครโทษกันไปโทษกันมาว่าเป็นเรื่องการก่อการร้าย ที่จะโทษกันคือเรื่องการรักษาความปลอดภัยกับบริษัท 5 เจ้าที่เข้ามาบูรณะหลังคา คงต้องสืบสวนต่อไปว่าเหตุเกิดจากความสะเพร่าของคนหรือไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุปกรณ์ไม่ดี หรือไม่อย่างไร”

ล่าสุดสำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่าประชาชนกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองมองว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในฝรั่งเศส เพราะมีผู้มีรายได้มหาศาลสามารถบริจาคเงินหลายล้านยูโรได้ทันที และยังโทษไปยังประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ที่ออกนโยบายเอื้อประโยชน์แก่คนรวยเหล่านี้จนได้รับสมญาว่าประธานาธิบดีของพวกคนรวย มาแล้ว

การเลื่อนแถลงการณ์ของประธานาธิบดีในเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ยังทำให้คนจำนวนมากไม่พอใจและคงต้องจับตาดูต่อไปว่ารัฐบาลฝรั่งเศสจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้เพียงใด

หุ้นสื่อพ่นพิษ ธนาธร-32 ว่าที่ส.ส.ลุ้นไม่ได้เข้าสภา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369392?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หุ้นสื่อพ่นพิษ ธนาธร-32 ว่าที่ส.ส.ลุ้นไม่ได้เข้าสภา!

22 เมษายน 2562 – 08:45 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,หุ้นสื่้อ,หุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย
เปิดอ่าน 11,898 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

ไม่เพียงแต่ธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าที่ส.สบัญชีรายชื่อหมายเลขหนึ่งของพรรค “ส้มหวาน” ต้องลุ้นระทึกว่า แม้จะได้รับเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา จะมีโอกาสเข้าสู่สภาผ้แทนราษฎรอันทรงเกียรติได้หรือไม่ เพราะ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังถูกตรวจสอบจากสื่อและกกต.ว่าด้วยการถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย บริษัทที่ทำธุรกิจสื่ออันขัดต่อคุณสมบัติการสมัครส.ส.ตามมาตรา 98 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 และขัดต่อคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 42 (3)

หลังจากที่สำนักงานเลขาธิการกกต.ที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา กุมบังเหียน “มะงุมมะงาหรา” ตรวจสอบอยู่นานสองนานก็เรื่มขมีขมันหลังจากที่ 7 กกต.ใหญ่ “ไขลาน” เพราะเหตุการตรวจสอบเรื่องนี้ “ไม่ยาก” แค่พิสูจน์ว่าวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมัครส.ส. ยังถือครองหุ้นสื่ออยู่หรือไม่ โดยต้องดูเอกสารทางราชการเป็นหลักไม่ใช่คำปฏิเสธของผู้มีส่วนได้เสียอย่างธนาธร กำหนดการให้สำนักงานเลขาธิการ กกต. เร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จจึงถูกกระตุ้นและต้องนำเสนอ 7 กกต.ใหญ่พิจารณา หากเห็นว่าคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายก็ส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตัดสิน หากเห็นว่าไม่ขัดก็ยุติเรื่องและให้ธนาธร เป็นส.ส.อย่างถูกต้อง

เรื่องของธนาธร จ่อเข้าสู่กระบวนการวินิฉัย ก็มีเรื่องคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. 32 คนที่ถือครองหุ้นสื่อเข้ามาให้พิจารณาด้วยการยื่นเรื่องของ “ผู้กองปูเค็ม” ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล ว่าทั่ง 32 คนนี้ถือหุ้นบริษัททำสื่อ อันขัดต่อคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จะด้วยความบังเอิญหนือความตั้งใจต้องไปถามผู้กองปูเค็ม เพราะ รายชื่อ 32 คนที่ถูกยื่นให้กกต.ตรวจสอบนี้เป็นฟากฝั่ง “เครือข่ายทักษิณ” ทั้งสิ้น

มีจากพรรคเพื่อไทย 10 คน อนาคตใหม่ 7 คน เสรีรวมไทย 6 คน เพื่อชาติ 5 คน ปวงชนชาวไทย 2 คน และประชาชาติ 2 คน นั่นหมายความว่าผู้สมัครส.สเหล่านั้นหากได้รับเลือกตั้งและคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายก็จะทำให้คะแนนเสียงที่จะตั้งรัฐบาลฝั่งเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร เปลี่ยนแปลง “ลดลง” ไปโดยปริยาย เพราะหากกดต.และศาลตัดสินว่าคุณสมบัติขัดจริงก็หมดสิทธิ์เข้าสภาไปยกมือหนุนฝั่งเครือข่าย “ทักษิณ”

ไม่ว่าจะมองว่านี่เป็นเกมลดทอนเสียงฝั่งตรงข้ามหรือไม่ แต่ต้องมองว่าเป็น “ข้อเท็จจริง” เพราะคุณสมบัติที่เขายื่นให้ตรวจสอบทั้งของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ 32 ผู้สมัคร เป็นคุณสมบัติที่ต้องพิสูจน์ว่าขัดกฎหมายหรือไม่ ความจริงแล้วเจ้าตัวทั้งธนาธรและ 32 ผู้สมัครย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติขัดไหม อยู่ที่จริยธรรมของตัวคนว่าจะ “ยอมรับ” หรือ “จนมุม” ทางกฎหมาย จึงมีบทลงโทษตามกฎหมายต่อผู้ที่รอให้ “จนมุม” ตามมาตรา 151 ของพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ว่าผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิ์สมัครเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิ์สมัคร ส.ส. แล้วมาลงสมัคร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ที่จะมาเป็นส.ส.จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ศึกษาคุณสมบัติในอาชีพที่ตัวเอง “อยากเป็น” ย่อมอ้างไม่ได้ แบบเรียนกฎหมายเบื้องต้นก็สอนทุกคนว่า “การไม่รู้กฎหมายมิใช่ข้ออ้างให้ตัวเองพ้นผิดในการก่ออาชญากรรม”

ดังนั้นนอกจากทั้ง 32 คน และธนาธร จะต้องลุ้นระทึกว่าจะมีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติหรือไม่แล้ว ยังต้องลุ้นว่าการแจ้งคุณสมบัติอันเป็นเท็จต่อการสมัครส.ส.นั้น จะต้องเข้า “คุก” ด้วยหรือไม่ แต่ก่อนอื่นกกต.ซึ่งเป็นองค์กรเบื้องต้นที่จะอำนวยความยุติธรรมให้กระจ่างในเรื่องนี้ ต้องเร่งพิจารณาและนำเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนนูญ “อย่าล่าช้า” เพราะตามปรัชญาการอำนวยความยุติธรรมมีประโยคอมตะที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม” ที่ตัวเองต้องพึงตระหนักเช่นกัน

“มิ่งขวัญ” จบข่าว ส่องลึก “เศรษฐกิจใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“มิ่งขวัญ” จบข่าว ส่องลึก “เศรษฐกิจใหม่”

20 เมษายน 2562 – 10:33 น.
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,พรรคเศรษฐกิจใหม่,งูเห่า,การเมืองไทย,เลือกตั้ง 2562,ผลเลือกตั้ง,สุภดิช อากาศฤกษ์,พรรคการเมือง,กกต,วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล,สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์
เปิดอ่าน 6,220 ครั้ง

รู้จักตัวละคร ที่ว่ากันว่าอยู่เบื้องหลัง พรรคเศรษฐกิจใหม่

*****************

บังเอิญหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่คือ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรรณ์” จึงทำให้พรรคเล็กๆ ตกอยู่ในวังวนข่าว “เกมชิงจัดตั้งรัฐบาล” ตั้งแต่ฉากแรก เมื่อ “มิ่งขวัญ” ไม่ปรากฏตัวในวันแถลงข่าวของฟากฝ่ายที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

เมื่อ 6 เสียงของพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไม่ไปยืนยันเลือกข้าง ข่าวลือกระพือพัด มิ่งขวัญให้สัมภาษณ์แต่ละหนก็ออกอาการ “แทงกั๊ก” ตลอด

ช่วงสงกรานต์ มีสื่อบางสำนักเสนอข่าวว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจใหม่ 5 คน ยกเว้นมิ่งขวัญ ตัดสินใจเข้าร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทำเอามิ่งขวัญต้องร่อนแถลงการณ์ว่า “ไม่จริง”

กระทั่งเมื่อ 18 เมษายน 2562 3 ผู้สมัครส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้พิจารณาเสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคตัวเองโดยอ้างว่ามีนายทุนนอกพรรคซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเข้ามาบงการ ควบคุม ครอบงำ ชี้นำพรรค ไม่ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นอิสระ เข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง มีโทษถึงยุบพรรค

บ่าย 2 โมง 19 เมษายน 2562 มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกันแถลงข่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพรรค พร้อมยืนยันว่าไม่ร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะอุดมการณ์ไม่ตรงกัน

สุภดิช อากาศฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค ได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัครของพรรคไปร้องกกต.ให้ยุบพรรค เนื่องจากมีนายทุนครอบงำพรรคว่า ผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นนายทุนพรรคนั้น จริงๆ แล้ว เป็นสมาชิกพรรคและมีพี่ชายจะเป็นว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคด้วย จึงไม่ใช่คนนอกดังกล่าวอ้าง

เจ้าของพรรคตัวจริง

เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2561 สุภดิช อากาศฤกษ์ ได้ยื่นจดจองชื่อ “พรรคเศรษฐกิจใหม่” ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 10/2561 ในวันนั้น ยังไม่มีชื่อ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

“สุภดิช” แจกแจงว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่ เป็นพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย รุ่น 133 เตรียมอุดมศึกษารุ่น 46 และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 2529

สุภดิช อากาศฤกษ์

ในช่วงที่เศรษฐกิจของคนชั้นกลางลงมามีความเป็นอยู่อย่างลำบาก จึงอยากจะมีกลุ่มการเมืองที่มีความรู้ความสามารถ และซื่อสัตย์สุจริต เข้าไปมีส่วนในการบริหารประเทศ ช่วยปากท้องของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้กินดีอยู่ดีมีความสุข

สำหรับ สุภดิช อากาศฤกษ์ เติบโตมาจากการเป็นนักธุรกิจสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท อกริเพียว โฮลดิ้งส์ จำกัด และเป็นบุตรชายของ สุธี อากาศฤกษ์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2529-2531

เมื่อปลายปี 2561 มิ่งขวัญเปิดตัวจะเล่นการเมือง แต่ก็ยังไม่บอกจะสังกัดพรรคใด ตอนนั้นมีข่าวลือทำนองว่า “เจ๊มิ่ง” ต่อรองกับ “ผู้ใหญ่บางคน” ว่าจะเข้าไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ทำไปทำมา ก็เปิดตัวรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่

ส.สุทัศน์” นายทุนพรรค?

ส่วน สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์” กรรมการบริษัท ไทยวัฒนา แอสเซ็ท จำกัด ที่ถูกระบุว่าเป็น “คนนอกพรรค” ที่มาบงการพรรคเศรษฐกิจใหม่นั้น มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้น KC พร็อพเพอร์ตี้ ที่ติดดอย โดยถือหุ้นอยู่ 1.68% คิดเป็นเงิน 14.7 ล้านบาท

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตรวจสอบพบว่า สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ มีตำแหน่งเป็นเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุและผู้พิการ เมื่อปี 2555 ในชุดที่มีอรุณี ชำนาญยา เป็นประธานคณะกรรมาธิการ และปาริชาติ ชาลีเครือ เป็นรองประธาน นัยว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย

สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์

“สุภดิช” รองหัวหน้าพรรค ยืนยันว่า สุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ เป็นสมาชิกพรรค และเป็นน้องชายของมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเศรษฐกิจใหม่

หมอนิยม” คนเพื่อนเยอะ

ตัวละครสำคัญของพรรคเศรษฐกิจใหม่อีกคนหนึ่งรองจาก “เจ๊มิ่ง” คือ นพ.นิยม วิวรรธนดิฐกุล”  ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่

“หมอนิยม” หรือ นิยม วิวรรธนดิฐกุล เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.แพร่ ปี 2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน และเป็น ส.ส.แพร่ เขต 2 ปี 2554 พรรคเพื่อไทย

นิยม วิวรรธนดิฐกุล

วีรกรรมของหมอนิยม เมื่อต้นปี 2554 ในการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หมอนิยมยกมือโหวตสวนมติพรรคเพื่อไทยคือยกมือไว้วางใจ โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีคมนาคม และงดออกเสียงให้ พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และการต่อต้านจากกลุ่มเสื้อแดง

ดังนั้นช่วงก่อนเลือกตั้ง 2554 จึงมีข่าวว่า หมอนิยมจะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แต่สุดท้ายก็ยังลงสมัครและได้รับเลือกในนามพรรคเพื่อไทย

          เลือกตั้ง 2562 สนามเลือกตั้งเมืองแพร่ ลดจาก เขต เหลือ เขต โดย วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กับ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ปักธงจองไว้แล้ว จึงทำให้หมอนิยม ต้องลาออกจากพรรคเพื่อไทยไปพรรคเศรษฐกิจใหม่

น่าสังเกตว่าในวันแถลงข่าวบ่าย 19 เมษายน 2562 กรรมการบริหารพรรคมาครบ ยกเว้นหมอนิยม ที่อ้างว่าติดธุระอยู่ภาคเหนือ

การเมืองไทยยังไม่อะไรที่แน่นอน จนกว่า กกต.จะรับรองผลการเลือกตั้ง และจะทราบแน่ชัดว่าพรรคการเมืองใดได้ ส.ส.จำนวนเท่าไหร่ จากนั้นเกมชิงการจัดตั้งรัฐบาลคงเข้มข้นขึ้น