เรื่องพิลึกรถของกลาง..ใคร?ต้องผิดชอบ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องพิลึกรถของกลาง..ใคร?ต้องผิดชอบ!

24 เมษายน 2562 – 11:00 น.
เรื่องพิลึกรถของกลางใครต้องผิดชอบ,รถจักรยานยนต์,สงกรานต์,เดชา กิตติวิทยานันท์,ทนายคลายทุกข์
เปิดอ่าน 1,846 ครั้ง

ทีมข่าวอาชญากรรม

ในสังคมไทยมักมีเรื่อง “พิลึกพิลั่น” ชวนงวยงงสงสัยให้หลายต่อหลายคนอยากรู้คำตอบอยู่หลายเรื่อง ยิ่งแล้วถ้าเรื่องราวพิลึกเหล่านั้นเกิดขึ้นเกี่ยวกับแวดวงสีกากี ทั้งที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ทำงานใกล้ชิดประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ในนาม “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” จึงไม่แปลกที่จะถูกตรวจสอบ ตั้งคำถาม หรือลามไปจนเกิดอคติในการปฏิบัติหน้าที่ว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ แม้จะมี “ตำรวจนอกรีต” ไม่กี่คน ก็สร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนลดความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กร

ยิ่งแล้วการรับข้อมูลข่าวสารในยุคปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็วผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้ข้อมูลถูกเผยแพร่แชร์ต่อในชั่วพริบตา และเรื่องราวนั้นๆ ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายภายในไม่กี่นาที เฉกเช่นเรื่องพิลึกเกี่ยวกับ “รถของกลาง” ที่ชาวเน็ตและคนในสังคมทั่วไปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทันทีที่มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “ปอ กระดังงา ซิ่ง” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์งานวันไหลสงกรานต์พัทยา จ.ชลบุรี พร้อมข้อความที่ระบุว่า “ผมแค่อยากรู้ว่ารถอยู่ในคอกแล้วมันออกมาได้ไง แค่อยากรู้ คนขับมาเขาบอกว่ารถเขา เขาบอกว่าเขารู้จักตำรวจเลยเอาออกมาขับได้ ไม่ไช่รถผม ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากรู้ว่าเอามาจากไหน ยังไง เขาบอกว่ารถเขาก็รถเขา ปล่อยเขาไป ใครเจออีกตามทีนะครับ ตอนนี้รถอยู่แถวนาเกลือ” ส่วนคลิปเหตุการณ์ระหว่างที่เจ้าตัวเจอมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นพีซีเอ็กซ์ สีแดง ทะเบียน 2 กช 9601 ชลบุรี ซึ่งถูกขับขี่มาโดยหญิงสาว 2 คน โดยอ้างว่าได้รถมาเพราะสนิทกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนี่จึงเป็นเหตุผลทำให้สังคมสงสัยไม่น้อยไปกว่าเจ้าของรถในความพิลึกที่ว่า รถถูกตำรวจยึดเป็นของกลางในคดีที่เก็บไว้ในคอก แต่มีคนนอกเอาออกมาขี่ได้อย่างไร!?

เรื่องพิลึกที่เกิดขึ้นถูกตั้งคำตามที่ต้องการคำตอบ กระทั่ง นายสงกรานต์ นิ่มน้อย หนุ่มวัย 30 กะรัต ที่เป็นอดีตเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหา ออกมาเปิดเผยว่า รถคันนี้ถูกตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ยึดไว้ในคดีแข่งรถในทางหลวงเมื่อปี พ.ศ.2560 ซึ่งคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว ตัวเองได้รับโทษจำคุก 1 เดือน โดยตอนนี้กรรมสิทธิ์ของรถมอเตอร์ไซค์คันนี้ตกเป็นของหลวงที่ถูกริบตามกฎหมาย แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของศาลว่าจะนำไปประมูลขายทอดตลาดหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่คาใจมากที่สุดคือทำไมมีคนสามารถเอาออกไปใช้งานได้ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของรถแท้ๆ แต่กลับไปเอาออกมาไม่ได้ แล้วเหตุใดผู้หญิงคนที่ขับบอกว่ารู้จักกับตำรวจ จึงเอาออกมาได้ และยืมพี่ที่คอกมา ซึ่งระหว่างนั้นผู้หญิงทั้ง 2 คนก็มีอาการเมา แล้วขับรถหนีไป พอไปสอบถามข้อเท็จจริงที่ สภ.ห้วยใหญ่ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

หลังเรื่องพิลึกเกี่ยวกับรถของกลางถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้ พ.ต.ท.ประสิทธิ์ มั่นศรี รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.ห้วยใหญ่ ออกมาอธิบายว่า ทราบเรื่องแล้ว โดยรถดังกล่าวถูกยึดมาในคดีแข่งรถ และศาลได้ตัดสินแล้ว มีคำสั่งให้ริบรถ ตำรวจจึงนำรถไปฝากไว้ที่ “คอกรถเอกชน” เพื่อรอเอกสารจากอัยการว่าให้ขายทอดตลาดหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและหากพบว่าผู้ดูแลมีความผิดจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ นายวิชา โคกสวัสดิ์ ผู้ดูแลคอกรถเอกชนที่ สภ.ห้วยใหญ่ นำรถมาฝากให้ดูแล ก็ชี้แจงว่ามีหน้าที่รับผิดชอบดูแลรถของกลาง รถที่ถูกตรวจยึด และรถจากอุบัติเหตุ ส่วนรถมอเตอร์ไซค์คันที่เห็นอยู่ในคลิป เป็นรถที่ถูกตรวจยึดและตัวเองก็ดูแลอยู่ พร้อมให้ข้อมูลเสริมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการนำเอารถออกไปซื้อกับข้าว ผู้หญิงคนที่เอารถออกไปใช้เป็นแฟนของตัวเอง แต่ให้ยืมเอาออกไปซื้อของโดยไม่คิดว่าจะเอาไปเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะโดยปกติแล้วตำรวจให้นำรถไปใช้ได้แต่ต้องไปในบริเวณใกล้ๆ เช่น ขี่ซื้อกับข้าวเท่านั้น เพราะโรงพักอยู่ไกลจากแหล่งชุมชน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง เจ้าของเพจ “ทนายคลายทุกข์” ให้ความเห็นทางกฎหมายว่า ต้องแยกเป็น 2 กรณี เพราะถึงแม้คอกเก็บของกลางเอกชนจะเป็นคนดูแลเก็บรักษาไว้ แต่ตำรวจต้องมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแล เพราะฉะนั้นจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ กรณีแรก ถ้าตำรวจคนที่อนุญาตให้เอารถมอเตอร์ไซค์ของกลางไปให้เด็กสาวเล่นน้ำ ถ้าไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็มีความผิด มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1-10 ปี กรณีที่สอง ถ้าตำรวจคนนั้นมีหน้าที่รักษาของกลาง มีหน้าที่ดูแลรักษาจัดการ แล้วอนุญาตให้เด็กผู้หญิงสองคนเอารถมอเตอร์ไซค์ไปเล่นน้ำสงกรานต์ก็มีความผิดฐาน แสวงหาประโยชน์จากทรัพย์ของทางราชการ ใช้ประโยชน์จากของหลวงเพื่อกิจการส่วนตัว ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 151 มีโทษจำคุกขั้นต่ำ 5 ปีถึงสุงสุดตลอดชีวิต

“ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาเคยตัดสินมาแล้ว ฎีกาที่ 4828/2533 ส่วนเด็กผู้หญิงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานก็โดนข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดมาตรา 157 ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ส่วนขอโทษที่กฎหมายกำหนด ส่วนผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับ ถ้ารู้แล้วว่ามีการกระทำความผิดแต่ไม่ดำเนินคดี หรือดำเนินคดีแต่ช่วยเหลือลูกน้องลงโทษสถานเบา ก็ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ซึ่งคดีนี้พยานหลักฐานมีคลิปชัดเจน คงไม่ต้องสอบสวนเยอะ ก็อยากจะเตือนสติถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน ของกลางต้องเก็บรักษาไว้ จะเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้ไม่ได้” ทนายเดชา กล่าวย้ำ

ไม่เพียงแค่เรื่องของกลางถูกคนอื่นนำออกจากคอกมาใช้ แต่ให้หลังไม่กี่วันเรื่องพิลึกปนฉาวก็มาโผล่ที่โรงพักใจกลางกรุง เพราะค่ำคืนวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา นายชิดชัย สัมปันโน อายุ 25 ปี พร้อมด้วย น.ส.จิดาภา โสวัณณ อายุ 21 ปี เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท หลังมีคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์อะไหล่ส่วนควบรถ “บิ๊กไบค์ดูคาติ” รุ่นมอนสเตอร์ 795 สีแดง หมายเลขทะเบียน 1 กฮ 7440 กรุงเทพมหานคร ทั้งๆ ที่ตำรวจนำซากรถมาเก็บรักษาไว้ภายในพื้นที่โรงพักหลังรถประสบอุบัติเหตุจนเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บสาหัสตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 6 เมษายน

นายชิดชัย บอกว่า วันนั้นขับรถบิ๊กไบค์เสียหลักล้มลงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสลบไม่ได้สติ จากนั้นถูกอาสาสมัครนำตัวส่งห้องไอซียู โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนเนื่องจากกะโหลกศีรษะร้าว แขนขวาหัก และบาดเจ็บตามร่างกายอีกหลายแห่ง เมื่อได้สติขึ้นมาทราบว่ารถถูกนำไปเก็บรักษาไว้ภายใน สน.พญาไท หลังจากนั้นมารดาได้เดินทางมาดูรถในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน โดยมีการบันทึกภาพของซากรถเอาไว้ ซึ่งอุปกรณ์ทุกชิ้นยังอยู่ครบถ้วน กระทั่งวันที่ 14 เมษายน ออกจากโรงพยาบาลจึงตัดสินใจมาดูรถด้วยตนเองก็ยังพบว่าอุปกรณ์ทุกส่วนยังอยู่ครบ ถึงแม้จะพังเสียหายทั้งคัน และโช้กอัพหน้าจะหลุดออกจากตัวรถก็ตาม ซึ่งตำรวจแนะนำว่าสามารถนำรถกลับคืนไปได้เลยเนื่องจากไม่ใช่คดีอาญา จึงบอกว่าจะมารับรถกลับในภายหลังเนื่องจากหารถมาขนไม่ได้ ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์

“พอถึงวันที่ 19 เมษายน ผมประสานให้ช่างซ่อมนำรถกระบะมาขน ระหว่างทางช่างโทรศัพท์กลับมาบอกว่า ปั๊มเบรกหน้า-หลังถูกตัด รวมถึงชุดโช้กหน้าพร้อมล้อแม็ก ยาง และเรือนไมล์ รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 128,844 บาท ได้อันตรธานหายไปอย่างลึกลับ ด้วยความตกใจจึงรีบเดินทางมาดูก็พบว่าอะไหล่ส่วนควบดังกล่าวได้หายไปจริง ผมงงในงงว่าชิ้นส่วนต่างๆ นั้นได้หายไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่อยู่ในโรงพัก ถึงแม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เก็บรถของกลางก็ตาม แต่ก็น่าจะปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ เพราะนี่คือโรงพัก คือที่ทำงานของตำรวจ” นายชิดชัย กล่าวด้วยความคับแค้นใจ

ทว่าเพียงแค่ข้ามคืนหลังจากหนุ่มบิ๊กไบค์แจ้งความฝ่ายสืบสวนก็ตามจับ “โจรวัยโจ๋” อายุเพียง 15 ปี ที่ก่อเหตุลักอะไหล่มูลค่าแสนกว่าบาททั้งที่รถอยู่ในพื้นที่ สน.พญาไท มาได้ ก่อนให้การซัดทอดว่าได้ร่วมกับเพื่อนอีกคน​อายุ​ 17​ ปี​ มาร่วมก่อเหตุใน​พื้นที่เก็บรถของกลางของสน.พญาไท​ โดยในวันเกิดเหตุดื่มเหล้าจนเมาก่อนจะเข้ามาในสถานีตำรวจก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์จอดเป็นจำนวนมาก​ ด้วยความคึกคะนองจึงลงมือก่อเหตุ

          เรื่องพิลึกที่เกิดขึ้นกับรถมอเตอร์ไซค์ 2 คัน 2 เหตุการณ์ ต่างพื้นที่ งานนี้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่หละหลวมหรือไม่ รู้เห็นเป็นใจหรือเปล่า ก็ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจและมีเหตุผลยอมรับได้ หรือเรื่องพิลึกในโรงพักไม่ได้มีแค่นี้ เพียงแต่ไม่ได้รับการเปิดเผยเท่านั้น..!? 

เจาะกลยุทธ์เกมใหม่ยามที่พท.ไร้ดาวเข้าสภา…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369612?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะกลยุทธ์เกมใหม่ยามที่พท.ไร้ดาวเข้าสภา…

24 เมษายน 2562 – 10:25 น.
ไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อไทย,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ภูมิธรรม เวชยชัย,คนเสื้อเเดง
เปิดอ่าน 2,118 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง

ยามนี้เเละยามหน้าชัดเเล้วว่า “เพื่อไทย” จะไม่มีดาวสภาหรือเเกนนำพรรคในการเข้าไปทำหน้าที่ผู้เเทนราษฎรหลังการหย่อนบัตรครั้งนี้เพราะการ “เเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย” รวมทั้งเเยกเป็นเเบงก์ย่อยเพื่อเดินเกมตามกติกาที่เขียนไว้มิให้พรรคใหญ่ครองขุมกำลังเเบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือที่เคยเรียกกันว่าเผด็จการรัฐสภาที่เคยก่อวีรกรรมยัดร่างกฎหมายหลายฉบับเข้าสู่สภาฝักถั่วให้ยกมือไว้วางใจเเละสร้างผลเสียหายกับคนไทยมาหลายวาระ

คราวนั้น “นายใหญ่ ณ เเดนไกล” เมื่อมองกติกาเเล้วจึงวางเกมเเตกส.ส.ไปสังกัดพรรคขนาดกลางเเละพรรคขนาดย่อย เพื่อกระจายความเสี่ยง เเละยึดเเนวทางผู้ชนะคือผู้คิดเกมใหม่ไว้เป็นพิชัยสงคราม

เเต่การเสี่ยงในเกมนั้นมันเเลกกับการได้มาเเบบขาดทุนในคราวนี้ เพราะเมื่อไล่ดู 97 คนที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อของเพื่อไทยนั้น ประกอบด้วย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์, ชัยเกษม นิติสิริ, ภูมิธรรม เวชยชัย, เสนาะ เทียนทอง, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ปลอดประสพ สุรัสวดี, โภคิน พลกุล, พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, กิตติรัตน์ ณ ระนอง, ชูศักดิ์ ศิรินิล, พงศ์เทพ เทพกาญจนา, นพดล ปัทมะ, อดิศร เพียงเกษ, พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี, พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์, ชูชาติ หาญสวัสดิ์, ต่อพงษ์ ไชยสาส์น, ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ฯลฯ ”

บุคคลเหล่านี้คือเเกนนำพรรคที่หมดสิทธิ์เป็นส.ส.ในครั้งนี้ เหตุมาจากระบบการคิดคะแนน เพราะการที่พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. เขตจำนวนมากทำให้ไม่ได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว

เเละไม่มีทางที่บุคคลเหล่านี้จะลงสมัครเเบบเขต เพราะต้องตระเวนหาเเต้มให้ทั้งพรรค หากไปลงเขตก็ไม่มีเวลาวางหมาก หรือหากลองเสี่ยงก็มีสิทธิ์สอบตกเเละเป็นข่าวดังทั่วเมืองดังเช่นที่เคยปรากฏมาหลายครั้งว่า “มือใหม่ล้มยักษ์”

ส่วน “ไทยรักษาชาติ” ที่โดนยุบพรรคไป ส่งผู้สมัครส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 108 คน โดย 10 อันดันแรก ประกอบด้วย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช, จาตุรนต์ ฉายแสง, ฤภพ ชินวัตร, พวงเพ็ชร ชุนละเอียด, มิตติ ติยะไพรัช, ขัตติยา สวัสดิผล, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, คณาพจน์ โจมฤทธิ์, พิชัย นริพทะพันธุ์ และ นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล โดยที่คนรุ่นใหญ่เเละคนเสื้อเเดงที่ย้ายมาไปอยู่ในอันดับเเละพื้นที่ไม่ปลอดภัยนัก จนปรากฏข่าวความไม่เเฮปปี้ที่ยังเติร์กคว้าพุงปลาไปกินเพียวๆ คนเหล่านี้ตอนเเรกมีลุ้นในการตีตั๋วเข้ารัฐสภา เเต่เมื่อพรรคโดนตัดสิทธิ์ก็ต้องรับผลกรรมนั้นไป

ขณะที่ “เพื่อชาติ” ที่รวมมิตรคนเสื้อเเดงไว้ในพรรคนี้นั้น มีห้าชีวิตจากบัญชีรายชื่อที่สอบได้ เมื่อบวกกับเเนวร่วมเช่น เสรีรวมไทย, ประชาชาติ, เศรษฐกิจใหม่ หรืออนาคตใหม่ เเต้มที่มีของขั้วต้านลุงตู่นับเป็นกอบเป็นกำยิ่ง เเม้ในความจริงจะต้องซัดกันเเบบยอมใครไม่ได้ในเเต่ละเขตเลือกตั้งก็ตาม…

บทเรียนการเลือกตั้งครั้งนี้ของเพื่อไทย พบว่าการคว้า 137 ส.ส.จากที่ส่งไปเเข่งขัน 250 เขต ใน 350 เขตทั่วไทย พรรคเพื่อไทยคว้าคะเเนนรวม 7,920,630 คะแนน ลดลงจากคราว “นารีขี่ม้าขาว” ที่คว้าไว้ 15,744,190 คะแนน หากมองมุมบวก ถ้านำเเต้มที่เพื่อไทยมีไว้ในมือเเละนำไปรวมกับพรรคอื่นๆ ในขั้วต้านลุงตู่เเล้ว จะพบว่า “เพื่อไทย” มีคะเเนนรวมลดลงไปบ้าง

เเต่จะไม่ลดลงเเบบหายไป “ครึ่งหนึ่ง” เหมือนคราวนี้ที่เเตกเเบงก์พัน เพราะไม่ว่าจะมองมุมใดก็ย้ำคำเดียวว่า “ขาดทุน” เพราะสิ่งที่สำคัญไปยิ่งกว่าคือเพื่อไทยเเทบจะไร้ผู้เล่นหลักที่มิสามารถเข้าไปโชว์บทบาทในห้องประชุมรัฐสภา หรือห้องประชุมครม.ได้หากขั้วหนุนลุงตู่ได้สิทธิ์นั้นไปเเทน

ฉะนั้นวิธีการใดที่จะฝ่าวงล้อมของกติกาออกไปให้ดีที่สุดคือเกมใหม่ที่คีย์เเมนเพื่อไทยต้องวางยุทธวิธีรบ

เมื่อไล่ดูจากการประชุมใหญ่ล่าสุดของพรรคเพื่อไทย พ่อบ้านพรรคที่ชื่อ ภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่า “แม้เรายังไม่ทราบผลการเลือกตั้งที่ชัดเจน แต่เวลานี้จะต้องตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดให้ครบ 77 จังหวัด ทั้ง 250 เขตเลือกตั้ง จากเดิมที่เรามีเพียง 50 จังหวัด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากมีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นก็พร้อมส่งผู้สมัครลงครบทุกเขต”

เท่ากับว่า “เพื่อไทย” กำลังพลิกเกมใหม่หากว่ายังคงยึดกติกาเดิมอยู่เเละยังมิได้มีการเเก้ไขนั้น เพราะพรรคพลังประชารัฐที่ได้คะแนน 8,433,137 คะแนน คือคู่ปรับเพียงหนึ่งเดียวที่พรรคเพื่อไทยจะคว่ำให้ได้ โดยเพื่อไทยจะเน้นน้ำหนักมาเป็นการเฉพาะที่ต้องคัดผู้เล่นเเบบ “ดีหนึ่ง ประเภทหนึ่ง” ลงโกยเเต้มใน 350 เขต เพื่อให้เเต้มปาร์ตี้ลิสต์กระจายลงทั่วทุกจังหวัดเเละจะได้ดีดตัวขึ้นพ้นกับดักนี้ เพราะคีย์เเมนพรรคมองเเล้วว่า หากใช้กติกาเดิมเล่นต่อการส่งครบทุกเขตคือวิธีเดียวที่จะเเก้ปัญหา เพราะเป็นไปได้มากว่าหากลงครบ350 เขต การใช้คณิตศาสตร์ผสมรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์ในสมการการเมืองไทย…เพื่อไทยจะก้าวข้ามกลเกมที่มือดีเขียนดักทางไว้ได้เเน่ชัด

ส่วนการเเตกเเบงก์ร้อยเเละเเบงก์ย่อยภาคสองซึ่งคนวงในเพื่อไทยกำลังหารือไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือเลือกตั้งใหม่ที่ไม่รู้จะว่าคลอดวันใดเเละยังยึดกติกาเดิมหรือไม่…กลเกม “เเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อยรวมทั้งเเบงก์ย่อยภาคสอง” นั้น น่าจะมีขึ้นอีก เเต่คราวหน้าจะถี่ถ้วนขึ้นสำหรับเพื่อไทย

เมื่อหันไปมองการเสนอเเก้กติกา…เเต่ยามนี้เชื่อเลยว่า “เเก้ได้ยากมาก” เพราะมันติดที่ความเห็นชอบของส.ว.ด้วย ว่าจะไฟเขียวหรือไม่ เเต่เมื่อเหตุมันเป็นเเบบนี้ขั้วเพื่อไทยก็น่าที่จะเเลกโดยอ้างปลดล็อกการเมืองให้ได้ เพราะเนติบริกรที่ชื่อ “วิษณุ เครืองาม” ก็เเย้มมาเเล้วว่า ประชามติสองรอบก็พอจะมีความเป็นไปได้

เเบบนี้คล้ายว่ามือกฎหมายชั้นเยี่ยมของเมืองไทยก็รับสภาพกลายๆ ว่า หากยังลากไปเเบบนี้ เลือกตั้งกี่รอบก็วุ่นไม่เลิกเเละต้องจับตาว่าในสมัยการประชุมสภาผู้เเทนราาฎรหากว่าสามารถเปิดขึ้นได้เเละเมื่อมีจังหวะ “เพื่อไทยเเละพรรคที่ไม่เอาลุงตู่” น่าจะเปิดเกมเเก้กติกาทันที โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวกับ “การเลือกตั้ง”
“ชูศักดิ์ ศิรินิล” ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุว่า “วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ต้องมีผู้เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นต้องมีการทำประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชนว่าควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่และแก้ด้วยวิธีใด ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็จะเป็นแนวทางที่จะเดินต่อไป”

“วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พรรคเพื่อไทยควรให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ซึ่งมีตัวแทนของประชาชนร่วมกับนักวิชาการขึ้นมาดำเนินการ น่าจะเป็นกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรมมากกว่ากระบวนการใดทั้งหมด โดยไม่บอกจะแก้เรื่องอะไรแต่จะถามประชาชนภาพรวมว่าแก้เรื่องใดแล้วให้สสร.เป็นผู้ดำเนินการ เมื่อทำเสร็จแล้วก็ไปฟังความเห็นจากประชาชนอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อยุติซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาข้อติดขัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน”

เพื่อไทยออกมาเเบบนี้ย่อมอ่านหมากออกเเล้วว่าการเขี่ยลูกยามนี้ไม่โดนก้อนอิฐ เเละสังคมจะเป็นกองหนุนให้รีบดำเนินการ เพราะหากเเก้กติกาโดยให้มีสสร.กลับมายกร่างรัฐธรรมนูญ เเบบนี้มันโล่งใจทุกฝ่าย ปมใดที่มีข้อกังขาก็จะต้องมลายหายไป

ความเเคลงใจก็จะไม่มี…เเบบนี้ชัดในเบื้องต้นเเล้วว่าไม่ว่าขั้วใดก็ต้องเเก้กติกาเเน่ หากขั้วใด พรรคไหนลองฝืนดู…รับประกันเลือกตั้งครั้งหน้า “ร่วงชัวร์”

ส่อง “แดง” ในเขมร “ขาใหญ่” เผ่น เหลือแต่ขาเล็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369600?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง “แดง” ในเขมร “ขาใหญ่” เผ่น เหลือแต่ขาเล็ก

24 เมษายน 2562 – 10:13 น.
จารุพงษ์ เรืองสุวรรณ,จักรภพ เพ็ญแข,แดงฮาร์ดคอร์,คนเสื่อแดง,สุรชัย แซ่ด่าน,องค์กรเสรีไทย,สมเด็จฮุนเซน,พลเอกประยุทธ์ จันทร์
เปิดอ่าน 42,662 ครั้ง

คำสั่งฝ่ายเขมร หนักแนน ว่าหากจะหลบภัยอยู่ในเขมรต้องออกไปอยู่ในเขตชนบทและห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

        *****************************

         การพบปะกันของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันก่อนที่ชายแดนอรัญประเทศ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สื่อไทยสนใจคือ สมเด็จฮุนเซนย้ำอีกครั้งว่าจะไม่ให้คนไทยบางกลุ่มใช้กัมพูชาเป็นฐานทำการเคลื่อนไหวทางการเมือง 

        ถอดความได้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนระหว่างปี 2553-2556 กัมพูชาเป็นแนวหลังที่ไว้วางใจได้ของขบวนการเสื้อแดงถึงขั้นแต่งเพลงสรรเสริญสมเด็จฮุนเซน แต่หลังรัฐประหาร 2557 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกมาแถลงว่าจุดยืนของรัฐบาลฮุนเซนจะไม่ยอมให้กลุ่มต่อต้านคณะรัฐประหารหรือรัฐบาลประยุทธ์ดำเนินการใดๆ ในแผ่นดินกัมพูชาอีกต่อไป

รวมพลแดงก่อนเผ่น

ดังที่ทราบกันเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกยึดอำนาจ นักการเมืองค่ายเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงประมาณร้อยคนไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ อาทิ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณจารุวงศ์ เรืองสุวรรณสุรชัย แซ่ด่านสุนัย จุลพงศธรสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลโกตี๋ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณอาจารย์หวานสุดา รังกุพันธุ์วัฒน์ วรรลยางกูร...เสงี่ยม สำราญรัตน์ ฯลฯ 

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ

ผู้ประสานงานคือ “จักรภพ เพ็ญแข” ที่หลบหนีคดี 112 มาปักหลักอยู่ในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2553 พวกเขาปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดก่อนจะแยกย้ายกันไป บ้างไปยุโรป สหรัฐ แต่ส่วนใหญ่หนีตายไปอยู่เมืองลาว

สาเหตุที่ต้องออกจากพนมเปญเพราะมีสัญญาณจากผู้มีอำนาจสูงสุดในกัมพูชาแจ้งว่าหากจะหลบภัยอยู่ในเขมรต้องออกไปอยู่ในเขตชนบทและห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเด็ดขาด 

จักรภพ เพ็ญแข

จักรภพ” ให้ความหวังกับทุกคนว่าจะไปจัดตั้งองค์กรเสรีไทย เป็นศูนย์กลางการต่อสู้ที่สหรัฐ และพร้อมจะช่วยเหลือแกนนำแดงในลาว 

สุดท้ายองค์กรเสรีไทยไปไม่รอด แดงในลาวถูกลอยแพ เลยแข่งกันจัดรายการวิทยุใต้ดิน (ยูทูบทำมาหากิน แยกเป็น ก๊ก ทะเลาะเบาะแว้งแย่งแม่ยก แย่งเงินบริจาค 

องค์กรเสรีไทย มีแค่ชื่อแต่ไร้มวลชน

กลุ่มวิทยุใต้ดินในลาวเคยหนีการไล่ล่าจะขอมาอาศัยในเขมรอีกแต่ผู้ใหญ่ฝั่งโน้นไม่อนุญาต เลยต้องกลับไปถูกเชือดทิ้งน้ำโขง 

ฮาร์ดคอร์รอวันโดนหิ้ว

เมื่อฝ่ายกัมพูชาวางกรอบ “ห้ามเคลื่อนไหว” แกนนำคนเสื้อแดงที่ไม่มีหนังสือเดินทางไม่มีคอนเนกชั่นกับองค์กรระหว่างประเทศก็หลบไปอาศัยอยู่ใน สปป.ลาว 

ในเขมรก็เหลือแต่กลุ่ม “...เสงี่ยม สำราญรัตน์” กับอดีตการ์ด นปชจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขามิได้เคลื่อนไหวใดๆ

...เสงี่ยม สำราญรัตน์

เสงี่ยม” เป็นคน จ.เพชรบุรี หลังลาออกจากราชการตำรวจ ก็มาเติบโตที่ จ.ชุมพร จนเป็นประธานสมาคมประมง จ.ชุมพร เป็นที่รู้กันว่าเขาเป็นมือปฏิบัติการใต้ดินชั้นดี และเคยถูกเรียกใช้ทางการเมืองมาหลายหน

ต่อมา พ...เสงี่ยม ได้ร่วมเคลื่อนไหวร่วมกับนปชโดยการชักนำของอารี ไกรนรา “เสงี่ยม” จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ เพราะมีความใกล้ชิดกับ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง

เนื่องจากสนิทกับอริสมันต์ จึงอาศัยอยู่ในกัมพูชาได้อย่างราบรื่น เพราะช่วงปี 2553 อริสมันต์มาพำนักอยู่ในเขมรและมีความใกล้ชิดกับ “พี่สาว” ของสมเด็จฮุนเซน

ปี 2561 หลังกบดานเงียบมานาน “เสงี่ยม” เริ่มเคลื่อนไหวจัดรายการวิทยุใต้ดิน (ยูทูบร่วมกับกลุ่มไฟเย็นในลาว แต่ขยับตัวได้ไม่นานรายการวิทยุใต้ดินดังกล่าวก็หายไป ซึ่งคาดว่าทางกัมพูชาสั่งให้ยุติ

ที่ผ่านมาการ์ดแดงหลายคนถูก “บิ๊กโจ๊ก” หิ้วจากฝั่งเขมรเข้ามาดำเนินคดีในเมืองไทย จึงทำให้คนเหล่านี้หนีกลับไทยบ้างแล้ว 

แอนตี้ผู้พันสู้” อยู่ที่ไหน

ตัวละครสายเปลี่ยนระบอบคนหนึ่งที่ยังจัดรายการวิทยุใต้ดินคือ “แอนตี้” หรือ พิษณุ พรหมสร ในแวดวงคนเสื้อแดงบอกว่า แอนตี้ยังอาศัยอยู่ในเขมร 

แอนตี้ พิษณุ” เป็นชาวสันกำแพง จ.เชียงใหม่ มาร่วมเคลื่อนไหวต้านรัฐประหารกับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่ต้นปี 2550

กลางปี 2552 ศาลออกหมายจับ “แอนตี้ พิษณุ” ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง เขาจึงหลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ตอนแรกแอนตี้อยู่ในลาวและขยับมาอยู่เขมร แต่บางข้อมูลแจ้งว่า แอนตี้ไม่อยู่ในกัมพูชาแล้ว 

ชูพงศ์ ถี่ถ้วน

เวลานี้แอนตี้น่าจะไปอยู่กับ ชูพงศ์ ถี่ถ้วน ที่ฟิลิปปินส์ สังเกตการจากรายการวิทยุใต้ดินของแอนตี้ ได้ลิงก์สัญญาณกับกลุ่มป้าหนิง ดีเค และชูพงศ์

ช่องทางสื่อของป้าหนิง ดีเค และแอนตี้

ส่วน “ผู้พันสู้” หรือ ชนินทร์ คล้ายคลึง แกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์ ที่หลบหนีคดี 112 มาอยู่ในเขมร และได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอยู่ช่วงหนึ่ง แต่จู่ๆ ก็เงียบหายไป ทำให้คนเสื้อแดงสงสัยว่าผู้พันสู้ไม่ใช่แดงตัวจริง

สรุปว่าแดงฮาร์ดคอร์ในเขมรสิ้นฤทธิ์สิ้นเดชจริง มิเช่นนั้นแล้ว สมเด็จฮุนเซน ไม่กล้าการันตีกับ “บิ๊กตู่” หนักแน่นถึงปานนั้น   

มีไฟลท์บิน…ไม่กลับใช้รถตู้ส่ง-รับ “ไพร่หมื่นล้าน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369611?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มีไฟลท์บิน…ไม่กลับใช้รถตู้ส่ง-รับ “ไพร่หมื่นล้าน”

24 เมษายน 2562 – 10:00 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 13,118 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นไฮไลท์มากที่สุดในช่วงนี้ จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ก็คือประเด็นการโอนหุ้นของ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

เมื่อวานซืนมีคำแถลงจากเลขาธิการพรรค อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ออกมาชี้แจงแทนหัวหน้า แต่ปรากฏว่า ยิ่งชี้แจงยิ่งเกิดคำถามใหม่ๆ ตามมาอีกมาก กระทั่งเมื่อวาน อาจารย์ปิยบุตรต้องนัดนักข่าวไปแถลงอีกรอบ

ถ้าย้อนกลับไปดูประเด็นที่สังคมยังตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากหลังคำชี้แจงของอาจารย์ปิยบุตรเมื่อวานซืน “ล่าความจริง” สรุปเป็นประเด็นง่ายๆ ดังนี้

1.ระยะเวลาเดินทางจากอำเภอสตึก จ.บุรีรัมย์ ที่คุณธนาธรไปหาเสียงและเปิดตัวผู้สมัครส.ส.ของพรรค เมื่อวันที่ 8 มกราคม แล้วอ้างว่าเดินทางโดยรถตู้กลับมาถึงด่านธัญบุรีบนทางพิเศษมอเตอร์เวย์ ใช้เวลาน้อยเกินไปหรือไม่

ประเด็นนี้ถ้าฟังจากอาจารย์ปิยบุตรเมื่อวานซืน บอกว่าคุณธนาธรร่วมเปิดตัวผู้สมัครและปราศรัยที่อำเภอสตึก จากนั้นก็กลับก่อนตอนบ่าย แล้วให้ตนเองเลี้ยงเวทีต่อ พอให้ข้อมูลแบบนี้ก็เลยเกิดคำถามว่า ทำไมขับรถได้เร็วเหลือเกิน ใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่ หรือประตูไปไหนก็ได้ของโดเรม่อนหรือเปล่า เพราะถ้าเช็กกูเกิลแม็พ ระยะทางจากอำเภอสตึกถึงด่านธัญบุรี ราวๆ 402 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมงกว่าๆ ไม่ใช่ 2-3 ชั่วโมงตามที่มีการอ้างว่าออกจากบุรีรัมย์ก็ตอนบ่ายแล้ว

ล่าสุดเมื่อวาน อาจารย์ปิยบุตร ออกมาพูดใหม่ว่าไม่ได้บอกแบบนั้น แต่บอกว่าคุณธนาธรน่ะกลับก่อน ส่วนตัวเองเลี้ยงเวทีจนถึงบ่าย ให้สื่อกลับไปฟังดีๆ อีกครั้ง (พอสื่อย้อนกลับไปฟังก็ชัดเจนว่าอาจารย์พูดว่าคุณธนาธรกลับตอนบ่าย)

จากนั้นมีสื่อบางสำนักไปติดต่อสัมภาษณ์ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ของพรรคอนาคตใหม่ ได้รับคำยืนยันว่าคุณธนาธรอยู่ที่เวทีถึง 10 โมงครึ่ง จากนั้นก็เดินทางกลับก่อน โดยอาจารย์ปิยบุตร ก็อยู่กับผู้สมัคร ทั้งกิจกรรมบนเวทีและขึ้นรถแห่ ผู้สมัครคนนี้บอกว่า อาจารย์ปิยบุตร อาจจะพูดสับสนเอง

ตรงนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณธนาธรและอาจารย์ปิยบุตรด้วยเหมือนกัน เพราะเราได้สอบถามกับนักข่าวของเครือเนชั่นที่บุรีรัมย์ได้ความว่า วันนั้น (8 ม.ค.) ก็ติดตามไปทำข่าวคุณธนาธรที่อำเภอสตึก มีเปิดตัวผู้สมัครและมีเวที คุณธนาธรอยู่ด้วยในช่วงเช้า แต่พอราวๆ 11 โมง อาจารย์ปิยบุตรประกาศบนเวทีว่าคุณธนาธรขอกลับก่อน หลังจากนั้นก็ไม่เห็นคุณธนาธรอีก จึงคาดว่าคุณธนาธร ออกจากอำเภอสตึกช่วง 10 โมงครึ่งถึง 11 โมง ซึ่งหากเป็นแบบนี้นับเวลาถึงด่านธัญบุรีก็จะใช้เวลา 4 ชั่วโมงเศษ ก็ยังถือว่าเร็วอยู่ดี แต่ก็ยังพอมีความเป็นไปได้

แต่ข้อมูลใหม่ที่ผู้สมัครคนนี้พูดก็คือพอหาเสียงเสร็จ อาจารย์ปิยบุตรก็ขึ้นเครื่องกลับ ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อกลับเครื่องบินได้ ทำไมคุณธนาธรจึงเลือกกลับด้วยรถยนต์

จากการตวจสอบของ “ล่าความจริง” พบว่าท่าอากาศยานบุรีรัมย์ไม่ได้ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง แต่ตั้งอยู่ที่อำเภอสตึก ห่างจากอำเภอเมือง 30 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอำเภอที่คุณธนาธรและอาจารย์ปิยบุตรไปหาเสียง จึงยิ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่กลับเครื่องบิน

เมื่อลองตรวจสอบตารางบินจากบุรีรัมย์กลับกรุงเทพฯ คือสนามบินดอนเมือง พบว่ามีสายการบินที่ให้บริการ 2 สายการบิน คือ นกแอร์กับแอร์เอเชีย มีเที่ยวบินบริการทั้งเช้าและบ่าย โดยเฉพาะช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่คุณธนาธรเดินทางโดยรถยนต์ มีเที่ยวบินของแอร์เอเชียออกจากบุรีรัมย์ 13.50 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 14.45 น. ซึ่งน่าจะสะดวกสบายกว่าเดินทางโดยรถยนต์ และหากพลาดเที่ยวบินที่ว่านี้ก็ยังมีเที่ยวบินช่วงเย็นและช่วงค่ำอีกด้วย

แต่เรื่องนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมเช่นกันว่าคุณธนาธรและทีมงานอาจไม่ได้แพลนจองตั๋วไว้ก่อน หรืออาจมีอุปสรรคอย่างอื่นทำให้ไม่ได้เดินทางโดยเครื่องบินเหมือนอาจารย์ปิยบุตร (แต่จะบอกว่ากลัวความสูง หรือกลัวเครื่องบินคงไม่ได้ เพราะวันถัดมาคุณธนาธรอ้างว่าขึ้นเครืองไปนครศรีธรรมราช) นี่คือข้อสังเกตและคำถามข้อแรกจากสังคมเท่านั้น

ข้อ 2.บัตรอีซี่พาสที่ใช้จ่ายด่านมอเตอร์เวย์ไม่ใช่ของคุณธนาธร แต่ปิดชื่อไว้โดยไม่มีเหตุผลว่าปิดทำไม

และข้อ 3 คำชี้แจงที่ว่าแม่ของคุณธนาธรในฐานะผู้รับโอนหุ้นจากคุณธนาธร โอนหุ้นต่อไปให้หลาน 2 คนเพื่อติดตามทวงหนี้สูญ 11 ล้านบาทนั้น จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นต้องโอนหุ้น เพราะการติดตามหนี้ใช้เพียงพนักงานบริษัท หรือจ้างบริษัทรับงานทวงหนี้ไปทำก็ได้ และทำได้ทันที ที่สำคัญยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องโอนหุ้นกลับให้แม่ของคุณธนาธรเพื่อเตรียมปิดกิจการตามที่มีการกล่าวอ้าง

นอกจากนั้นยังมีสื่อบางสำนักสัมภาษณ์หลาน 1 ใน 2 คนที่รับโอนหุ้น กลับพูดไปคนละทาง กลายเป็นว่ารับหุ้นไปเพื่อจะนำไปประกอบกิจการต่อ แต่พอเห็นว่าต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 7 ล้านบาทจึงขอคืนหุ้น ซึ่งไม่ตรงกับเหตุผลที่อาจารย์ปิยบุตรนำมาชี้แจง

จะว่าไปข้อสงสัยบางข้อที่สังคมเม้าท์มอยกันก็เป็นแค่น้ำจิ้ม เพราะสาระหลักจริงๆ คือ กกต.ลงมติแล้วว่าข้อมูลกล่าวหามีมูลว่าคุณธนาธรส่อขาดคุณสมบัติการรับสมัคร ส.ส. และสั่งให้เจ้าตัวชี้แจงภายใน 7 วัน!

เลาะเลียบวงการเสี่ยงโชคเช็กอัตราต่อรอง”ใครเข้าวิน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369613?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลาะเลียบวงการเสี่ยงโชคเช็กอัตราต่อรอง”ใครเข้าวิน”

24 เมษายน 2562 – 08:55 น.
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ,กกต,พลังประชารัฐ,เพื่อไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
เปิดอ่าน 546 ครั้ง

คอลัมน์…  เร้นกาย ไร้เงา  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

สารพันเรื่องวุ่นๆ ของการเมืองไทยวันนี้ มันทำให้ชาวบ้านร้านตลาดร้องรำพึงว่า “เมื่อใดจะจบสักที เพราะตอนนี้ลำบากไปหมดเเล้ว”

หลายคนมองว่าทั้งนี้ทั้งนั้นมาจาก “เผือกร้อน” หลายลูกที่กกต.ถือไว้หลายเรื่องเเละไร้เเววคำตอบชัดๆ โดยมองจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมาเเละในเวลาข้างหน้า

ไม่กี่อีดใจข้างหน้าจะรู้ว่าสิ่งที่ “รักษเกชา แฉ่ฉาย” เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงการพิจารณาคำร้องของ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครองวินิจฉัยให้การเลือก6ตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นโมฆะ ว่าผู้ตรวจการได้มีมติรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และได้ส่งหนังสือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงในประเด็นที่ผู้ร้องตั้งข้อสังเกต โดยได้ให้เวลา กกต.ชี้แจง 7 วัน เนื่องจากเป็นประเด็นเร่งด่วนและอยู่ในความสนใจ โดยกรอบเวลาการชี้แจงจะครบกำหนดในวันที่ 25 เมษายนที่จะถึงนี้

“ถ้ากกต.ส่งคำชี้แจงกลับมา สำนักงานก็จะประมวลข้อมูลที่ได้รับเสนอเข้าที่ประชุมผู้ตรวจการ เพื่อพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ทันทีให้ทันในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส. ยืนยันว่าการพิจารณาคำร้องดังกล่าวจะต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ สามารถตอบคำถามให้คลายสงสัยได้ หากมีข้อยุติไปในทางใดทางหนึ่ง”

มาอีกหนึ่งเรื่องที่จะไขข้อข้องใจได้จบสำหรับเรื่องเลือกตั้ง ฉะนั้น “กกต.“ ต้องรับสภาพว่าสังคมให้ความเชื่อมั่นกับกกต.ในระดับ ”ต่ำมาก” เพราะข้อผิดพลาดเเบบไม่ควรบังเกิดมันเกิดขึ้นได้เเบบไม่น่าเชื่อในยุคนี้ เเละเมื่อส่องไปยังเเนวทางลดความร้อนของเผือกหลากลูกนั้น กกต.ยังไม่เเสดงให้ชัดเเจ้งออกมากับเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก….

เมื่อกาลเป็นเเบบนี้จนมีการนำเหตุเลือกตั้งในหลายประเทศที่มีประชากรมากกว่าเมืองไทยมาเทียบเคียงเเละประชดประชันกันหนักในสังคมออนไลน์ จนชวนให้คิดถึงคำพูดของประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ที่ว่า “ยุ่งตายห่า”

“โค้วตงหมง” เคยพูดทีเล่นทีจริงกับคำคำนี้เเละลืมปิดไมโครโฟนเมื่อครั้นทำหน้าที่บนบัลลังก์ประธานสภาผู้เเทนราษฎร จนสื่อนำมาเสนอข่าวเเละกลายเป็นวลีฮิตในช่วงหนึ่งเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา

ในวันนี้คำว่า “ยุ่งตายห่า” ก็กำลังวนเวียนอยู่กับการเมืองไทยเเบบปัจจัยใดเเยกออกจากกันไม่ได้ เพราะมันพันกันจนเกือบเป็นเนื้อเดียวกันเเล้ว

          จำเลยของสังคมการเมืองในวันนี้จะเร่งรัดจบเกมเเบบทำลายความเเคลงใจให้หมดไปจากความเชื่อของคนไทยได้อย่างไร “เวลาเเละกกต.” คือคนให้คำตอบ

เมื่อหันมามองความเคลื่อนไหวของคนการเมืองที่ยังไม่รู้อนาคตตัวเองเเบบเเน่ชัดนั้น เวลาที่มีอยู่ในตอนนี้ทำได้เพียง “รอ” เเละเตรียมการรับมือกับสมมุติฐานจำลองในหลากสูตร เพราะที่ผ่านมาจะพบว่าคนการเมืองนั้นงัดสารพัดสูตร ออกมาเเบบไม่เว้นวันเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้เเต้ม

เเม้เเต่ยามนี้ “พรรคขนาดจิ๋ว” หลากพรรคก็ยังออกมาสำเเดงการทวงสิทธิ์เพื่อโอกาสเข้าห้องประชุมรัฐสภา

ส่วนพรรคบิ๊กเนมที่มีบทบาทบนเวทีการเมืองนั้น พบว่า “เพื่อไทย” เเละพันธมิตรอีกหกพรรค ยังย้ำสิทธิในการเป็นเเกนนำจัดตั้งรัฐบาล เเต่ก็เริ่มเเพลมๆ ทางหนีทีไล่ไว้บ้างเผื่ออกหักไว้ด้วยเเล้ว…

 “พลังประชารัฐ” ยังส่งขุนพลออกมาให้ข่าวเเบบต่อเนื่องเกี่ยวกับความมั่นใจในการตั้งรัฐบาลเเละชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

เเต่สิ่งที่น่าเจาะลึกคือเสียงเเปร่งๆ ของ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ที่ว่าไว้หลายวันก่อนว่า “ขอรอความชัดเจนในวันที่ 9 พฤษภาคม เพราะขณะนี้สูตรการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่ชัดเจนและอยู่ในขั้นตอนการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากตัวเลข 1 ถึง 2 ที่นั่งมีผลมากต่อการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้”

วรรคนี้น่าตีความยิ่ง เพราะมองเเล้วนั้น เสียงที่พปชร.มีอยู่ ใช่ว่าจะเพียงพอในการก้าวขึ้นมาตั้งรัฐบาลได้ เพราะตอนนี้ตัวเเปรสำคัญที่จะชี้ว่าพปชร.จะสมหวังหรือไม่มันอยู่ที่ส.ส.งูเห่า, การคำนวณปาร์ตี้ลิสต์, ใบสารพัดสี, การเจรจากับพรรคอื่นๆ ให้มาเเตะมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคสีฟ้าที่เป็นพรรคตัวเเปรสำคัญในการกำหนดอนาคตของพปชร.

ห้าสิบกว่าชีวิตของประชาธิปัตย์ที่กำไว้เเม้จะมีงูเห่าออกไปจากถนนเศรษฐศิริบ้าง เเต่เมื่อคีย์เเมนพรรคระดับอาวุโสหลายคนยังไม่เออออห่อหมกเเล้วนั้น….เเบบนี้มันสอดรับกับสิ่งที่พุทธิพงษ์ระบุไว้หรือไม่

หลายวันก่อนสายสืบเเวะไปยังวงการต่อรอง โดยทราบมาว่า มีการเปิดอัตรามาเเล้วว่าใครจะเป็นเเกนนำตั้งรัฐบาลด้วยราคาเท่าใด เเละเมื่อลองไปไล่เรียงเเล้วพบว่าราคาหนุนลุงตู่นั้นมีหลากตัวเเปรที่อยู่ในเงื่อนไข เช่น งูเห่าสีฟ้า, งูเห่าสีส้ม, งูสารพัดพันธุ์จากพรรคอื่นๆ จะมีกี่ตัวเเละพอที่จะผนึกกำลังยกมือให้ลุงตู่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลหรือไม่

ราคาที่ยั่วน้ำลายคืออายุการทำงานของขั้วหนุนลุงตู่จะมีเวลากี่ชั่วยาม….รวมทั้งโอกาสห้าร้อยว่าที่ส.ส.จะเเท้งนั้น…ก็ยังมีออกมายั่วในเรตที่น่าพินิจยิ่ง

อีกทั้งยังมีราคาที่ชวนคิดว่างานนี้จะมีใครเดินเข้าปิ้งบ้าง….จากหลากกรณี

ส่วนราคาขั้วค้านลุงตู่นั้นพบว่า “ราคาไม่ยั่วใจ” เพราะเจ้ามือเปิดอัตราออกมาเมื่อดูๆ ไปเเล้ว ไม่ว่าอย่างไร โอกาสเข้าวิน ”ต่ำ”

เพียงเท่านี้เรตราคาก็มีหลายขั้นเเละยั่วน้ำลายให้คอเสี่ยงโชคที่นิยมเสพข่าวการเมืองไปวางเดิมพัน เเต่ขอเตือนว่าอย่าเสี่ยงกับเรตราคาเหล่านี้ เเละควรรอครรลองประชาธิปไตยให้ก้าวเดินจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

          เเละย้ำอีกครั้งส่งท้ายว่าอย่าลืมว่า “การเมืองไทยนั้นพลิกได้เสมอ”

เด็กกับน้ำ..แค่ละสายตาก็อันตรายถึงชีวิต!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369444?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เด็กกับน้ำ..แค่ละสายตาก็อันตรายถึงชีวิต!

24 เมษายน 2562 – 08:30 น.
สายตรวจระวังภัย,เด็ก,น้ำ,เล่นน้ำ,อากาศร้อน,นพสุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย
เปิดอ่าน 778 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ทุกปีมักจะเกิดเหตุเศร้าสลดเกิดขึ้นกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กวัยแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ ที่ต้องเสียชีวิตจากการจมน้ำ ส่วนใหญ่เกิดจากการพลั้งเผลอของพ่อแม่ผู้ปกครองที่คาดไม่ถึงว่าการสูญเสียจะมากระแทกจิตใจไวกว่ากำหนด แน่นอนว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เราสามารถป้องกันได้จากอุทาหรณ์หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

ล่าสุดความสูญเสียน่าสลดเกี่ยวกับเด็กเกิดขึ้นที่ ต.หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เมื่อตำรวจ สภ.นครไทย ได้รับแจ้งเหตุว่า ด.ช.ภัคพงศ์ หงษ์ศรี หนูน้อยในวัยยังไม่เต็มขวบ จมน้ำเสียชีวิต เมื่อไปตรวจสอบที่เกิดเหตุก็พบ น.ส.วิไล อ่างหิน ผู้เป็นแม่อุ้มร่างไร้วิญญาณร้องไห้ปิ่มขาดใจ และข้างๆ มีถังสีขนาด 20 ลิตร โดยมีน้ำอยู่ในถังประมาณครึ่งถังวางอยู่บนแคร่หน้าบ้าน ก่อนเล่าทั้งน้ำตาว่าตัวเองออกไปทำงานโดยฝากลูกให้ นายน้อม และ นางสำราญ อ่างหิน ผู้เป็นทวดช่วยเลี้ยงดูลูก แต่เผลอหลับจนเกิดเหตุสูญเสียอย่างน่าเศร้า

จากเหตุสลดที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียในลักษณะนี้อีกแบบซ้ำๆ ทุกปี กรมควบคุมโรค จึงออกมาเตือนผู้ปกครองต้องดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด ไม่ควรปล่อยให้เด็กคลาดสายตาหรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำเสี่ยง โดยแนะควรจัดทำพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย หรือหาที่กั้นคอกสำหรับเด็ก หรือหาที่กั้นคอกสำหรับเด็ก เนื่องจากข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเด็กเล็กจมน้ำเสียชีวิตเกือบ 2,000 ราย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบายว่า จากข้อมูลมรณบัตรของกองนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2552-2561) พบเด็กเล็กอายุแรกเกิด-2 ขวบ จมน้ำเสียชีวิต 1,890 ราย เฉลี่ยปีละ 189 ราย หรือในทุกเดือนจะพบว่ามีเด็กเล็กอายุแรกเกิด-2 ขวบ จมน้ำถึง 16 ราย โดยมักจะพบการจมน้ำเสียชีวิตภายในบ้าน หรือรอบๆ บ้านที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งแหล่งน้ำที่พบเด็กเล็กกลุ่มนี้จมน้ำมากที่สุดคือในภาชนะกักเก็บน้ำภายในบ้าน เช่น ถัง กะละมัง กระติกน้ำ ตุ่ม โอ่ง

สาเหตุของการจมน้ำในเด็กกลุ่มนี้มักเกิดจาก อันดับแรก ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังในช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมบางอย่างเพียงระยะเวลาสั้นๆ เช่น เข้าห้องน้ำ คุยโทรศัพท์ หรือทำกับข้าว ลำดับถัดมา คือไม่มีการจัดการแหล่งน้ำเสี่ยงที่อยู่ภายในบ้าน หรือไม่คิดว่าน้ำที่อยู่ในถัง กะละมัง ที่มีระดับน้ำสูงเพียง 1-2 นิ้ว จะสามารถทำให้เด็กจมน้ำได้ เนื่องจากเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไปเริ่มคืบคลานได้เร็ว จึงมีความเสี่ยงต่อการจมน้ำจากแหล่งน้ำภายในบ้านหรือรอบๆบ้าน และเด็กอายุ 1 ขวบจะเริ่มเดินได้ แต่การทรงตัวยังไม่ดีจึงทำให้ล้มได้ง่าย ในท่าที่ศีรษะทิ่มลงและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

“ด้วยเหตุนี้กรมควบคุมโรคจึงมีนโยบายให้ทุกครัวเรือนที่มีเด็กเล็กอายุแรกเกิด-2 ขวบ มีพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย หรือคอกกั้นสำหรับเด็กตามที่องค์การอนามัยโลกให้ข้อเสนอแนะว่า เป็นมาตรการป้องกันการจมน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถทำจากวัสดุที่หาได้ง่ายๆ ในท้องถิ่น ไม่ควรใหญ่เทอะทะหรือมีน้ำหนักมาก เพราะจะเคลื่อนย้ายลำบาก และไม่ควรมีน้ำหนักเบาจนเกินไป เพราะอาจโคลงเคลงหรือทนรับน้ำหนักของเด็กไม่ได้ โดยให้มีความสูงอย่างน้อย 51 เซนติเมตรขึ้นไป คอกกั้นแบบมีซี่ราวต้องมีช่องห่างไม่เกิน 6 เซนติเมตร และควรเป็นแนวตั้ง อย่างไรก็ตามผู้ปกครองไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังในบริเวณนี้ตลอดเวลา อาจจะปล่อยไว้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่ทำกับข้าวหรือเข้าห้องน้ำ และพื้นที่ดังกล่าวไม่ควรมีภาชนะกักเก็บน้ำ หรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำเสี่ยง เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กได้” นพ.สุวรรณชัย ระบุ

ข้อแนะนำในการป้องกันเด็กจมน้ำสำหรับผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก คือ 1.เทน้ำออกจากภาชนะทุกครั้งหลังใช้งาน 2.กั้นคอก จัดหาพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยให้แก่เด็ก มีรั้วล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน และอยู่ห่างแหล่งน้ำเสี่ยง 3.ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำทุกครั้งหลังใช้งาน และ 4.เฝ้าดูเด็กตลอดเวลาอย่างใกล้ชิด (ในระยะที่มือเอื้อมถึง) และไม่ควรปล่อยให้เด็กคลาดสายตา ทั้งนี้หากปล่อยให้เด็กจมน้ำนาน 6-10 นาที จะโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 56

กรุงเทพมหานครยอดฮิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรุงเทพมหานครยอดฮิต

24 เมษายน 2562 – 07:35 น.
อ๊อด เทอร์โบ,อัศวิน ขวัญเมือง,กทม,กรุงเทพมหานคร
เปิดอ่าน 516 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ในช่วงอากาศร้อนมากๆ ของปีนี้ มีข่าวดีมาเรียนให้ทราบจากจดหมายของคุณ ‘อัศวิน’ กทม. ว่าจากการสำรวจข้อมูลพบว่ากรุงเทพมหานครของเราเป็นเมืองยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น ติดอันดับยอดฮิต 2 ปีซ้อน

‘อ๊อด เทอร์โบ’ จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายมาแจ้งให้ทราบและขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันดูแล กทม.และเมืองอื่นๆ ให้มีชื่อเสียงจนเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่เฉพาะชาวญี่ปุ่นเท่านั้น

ประเทศไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากที่สุดและมีทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมประเพณี และที่สำคัญ ‘คนไทย’ มีอัธยาศัยดี เป็นมิตร

โปรดจงช่วยกันรักษาสิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้ตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ช่วยกันดูแลกทม.ให้ดี
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ และวันก่อนได้อ่านข่าวว่า กทม.ติดอันดับยอดฮิตของคนญี่ปุ่น จึงขอนำมาเรียนให้ทราบ

ขอให้พวกเราช่วยกันทำให้ กทม.สวยงาม ปลอดภัยและติดอันดับเมืองยอดฮิต ยอดนิยมและขอแจ้งให้ทราบว่า

กรุงเทพมหานครติดอันดับจุดหมายปลายทางที่คนญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุด 2 ปีซ้อนในช่วงโกลเดนวีกหรือวันหยุดยาวช่วงต้นเดือน 5 ของญี่ปุ่น

จากผลสำรวจของเว็บไซต์ Agoda และในปี 2019 เมืองพัทยา และภูเก็ต ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 4 และ 10 ตามลำดับ ด้วยนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกที่นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย
โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เพราะแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม อาหารอร่อย ค่าครองชีพไม่สูงและคนไทยอัธยาศัยดี 2 ประเทศยังมีวัฒนธรรมประเพณีใกล้เคียงกัน เข้ากันได้ง่าย

จากข้อมูลด้านการท่องเที่ยวพบว่าคนไทยนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน เพื่อไปสัมผัสอากาศเย็นสบายช่วงหน้าร้อนของไทย และชื่นชมความสวยงามของสถานที่ต่างๆ รวมถึงชิมอาหารที่เป็นเอกลักษณ์และพบปะผู้คนที่เป็นมิตร

นี่เป็นข่าวดีที่ทำให้คลายร้อนลงได้ในระดับหนึ่ง
อัศวิน (กทม.)


เมื่อวันก่อนได้เกิดการระเบิดจากการใช้ ‘แก๊สกระป๋อง’ ที่ร้านปิ้งย่างแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องป้องกันอันตรายไว้ก่อน

จึงนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากสคบ.(คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) มาแจ้งให้ทราบ

ขอให้เจ้าของร้านโปรดช่วยกันป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 อันตรายจากแก๊สกระป๋องร้านปิ้งย่าง
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เตือนให้ผู้บริโภคที่ใช้แก๊สบรรจุกระป๋องจะต้องตรวจสอบฉลากสินค้าให้ชัดเจน โดยเฉพาะต้องดูรายละเอียดของคำแนะนำ วิธีใช้ และคำเตือน รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ให้เกิดความชัดเจนรวมทั้งตรวจสอบการใช้เตาที่ใช้แก๊สกระป๋องให้ดีด้วย ว่ามีวิธีการติดตั้งอย่างไร

บริเวณการติดตั้งตัวแก๊สกับเตาชำรุด หรือติดกันแน่นหรือไม่ เพราะถ้าไม่ตรวจสอบให้ดีอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นมาในระหว่างใช้ หรือทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการใช้เตาและแก๊สกระป๋องที่ไม่มีมาตรฐาน

การไปกินร้านหมูกระทะ หรือร้านปิ้งย่างที่ใช้แก๊สกระป๋องแล้วเกิดการระเบิด จนทำให้ผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บ ซึ่ง สคบ.ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบดูแล้วเพราะเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคมีความเสี่ยงจะได้รับอันตราย รวมถึงการซื้อสินค้าประเภทดังกล่าวมาใช้เอง

การสังสรรค์ภายในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือนำไปใช้เวลาไปแคมปิ้ง หากไม่ตรวจสอบรายละเอียด วิธีใช้ให้ดี อาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นมาได้ และให้ทุกหน่วยงานมาร่วมกันตรวจสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยจากนี้จะรวบรวมข้อมูลเสนอให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ คคบ. พิจารณาแนวทางควบคุมด้วย

อีกกรณีคือผู้บริโภครายหนึ่งแจ้งความว่า รถยนต์มีรอยแตกร้าวบริเวณกระจก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าภายในรถยนต์พบเศษของแก๊สบรรจุกระป๋องสำหรับเติมปืนบีบีกัน จึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดจากแก๊สกระป๋องที่ได้รับความร้อนที่สูงเกินไปภายในรถยนต์และอากาศไม่ถ่ายเทจึงทำให้เกิดการระเบิด

ที่ผ่านมามีการลงพื้นที่สำรวจบริเวณย่านตลาดนัดคลองถม และสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าประเภทดังกล่าวมาตรวจสอบ พบว่ามีแก๊สบรรจุกระป๋องใช้สำหรับประกอบอาหารประเภทเผา (เบิร์น) ที่มีลักษณะคล้ายกับแก๊สบรรจุกระป๋องที่ใช้สำหรับปืนบีบีกัน

อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดซื้อมาใช้ผิดประเภท เช่นเดียวกับร้านอาหารประเภทชาบู สุกี้ ได้นำแก๊สบรรจุกระป๋องที่ใช้สำหรับประกอบอาหารมาใช้งานจึงอาจทำให้แก๊สบรรจุกระป๋องได้รับความร้อนสูงเกินไป จนเกิดอันตรายหรือความไม่ปลอดภัย

เจาะเกมขั้วต้านลุงตู่เตรียมใจเป็นฝ่ายค้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369496?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะเกมขั้วต้านลุงตู่เตรียมใจเป็นฝ่ายค้าน

23 เมษายน 2562 – 12:40 น.
ลุงตธ่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,897 ครั้ง

รายงาน…

อุณหภูมิเมืองไทยปีนี้ที่ร้อนระอุทั่วทุกมุมเมือง เมื่อบวกกับความร้อนในใจของนักการเมืองยามนี้ไม่น่าจะมีอะไรมาบรรเทาความร้อนลงได้ ไม่ว่าขั้วหนุนลุงตู่หรือขั้วต้านลุงตู่ เเม้เเต่บรรดากองเชียร์หรือนักสังเกตการณ์ข้างเวทีก็ยังมองไม่ออกว่ารูปเกมจะออกเเบบใด เพราะการเมืองยามนี้ทุกอย่างต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ กกต.เเละผู้ตรวจการเเผ่นดิน เคาะหลากประเด็นร้อนทางการเมืองที่พันผูกกับการหย่อนบัตรครั้งนี้ออกมาให้รู้ดำรู้เเดงกับเส้นตายที่ขยับมาใกล้ทุกขณะ

  ยามนี้รอลุ้นว่าขั้วใดระหว่างขั้วหนุนลุงตู่กับขั้วต้านลุงตู่ ขั้วใดจะได้เข้าวิน…

เเต่ตัวเลขยามนี้ไม่ว่าขั้วใดจะได้ชัยในข้างต้น เเต่รับรองว่าเหนื่อย เพราะตัวเลขที่ไม่เเตกต่างเเละทิ้งห่างกันเเบบชัดเจน มันทำให้ไม่ว่าขั้วใดเบียดขึ้นมาก็พร้อมที่จะร่วงได้ง่ายๆ

เเม้จะมีเลือกตั้งใหม่ตัวเลขของทั้งสองขั้วอาจไม่เปลี่ยนไปมากนัก เเต่ขั้วหนุนลุงตู่ต้องการค่าความเปลี่ยนเเปลงในจำนวนมาก เเต่หากมีมากเกินไปกกต.อ่วมเเน่…..

และล่าสุดมีกระเเสข่าวที่คนวงในขั้วต้านลุงตู่เผยมาเเบบไม่เป็นทางการเเล้วว่ายอมให้ขั้วตรงข้ามตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะฝ่ายนั้นมีสองร้อยห้าสิบส.ว.ในมือ เเล้วจะไปตลบหลังในรัฐสภาเพราะประธานรัฐสภาจะอยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทย

เเม้ตอนนี้ “เพื่อไทย” จะยังไม่โยนรายชื่อว่าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติออกมา เเต่ขั้วหนุนลุงตู่เริ่มชัดเเล้วว่า “พ่อมดดำจากเมืองเเปดริ้ว” คือเเเคนคิเดตคนเเรกของพรรคพลังประชารัฐที่จะประชันในเก้าอี้นี้

“ให้ขั้วนั้นไปฟอร์มรัฐบาล เสียงปริ่มน้ำเเบบนี้ เเถลงนโยบายรัฐบาลเเล้วเสร็จเมื่อใดจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เเละครม.ทันที เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ เเละไม่ต้องรอร่างหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีด้วย ไม่นานได้เลือกตั้งใหม่ เว้นเเต่จะมีบางสิ่งบางอย่างทางการเมืองบังเกิด…”เเหล่งข่าวระดับคีย์เเมนขั้วตรงข้ามลุงตู่มองเกมไว้เเบบนี้

ในอดีตนั้นเมืองไทยเคยมีมาเเล้วสำหรับรัฐบาลเสียงข้างน้อยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่นำส.ส.พรรคกิจสังคมสิบเเปดคนตั้งรัฐบาล โดยเเตะมือกับหลากพรรคมาร่วมงาน เเต่อายุการทำงานเพียงหนึ่งปีเศษ

เเต่คราวนี้อายุการทำงานของรัฐบาลใหม่คงจะไม่มาก ไม่น้อยไปกว่าปรากฏการณ์ที่บังเกิดในอดีต

เท่ากับว่าเกมเข้ารัฐสภานั้น เจ็ดพรรคขั้วต้านลุงตู่ยังเป็นเเผ่นเดียวกัน โดยดูจากสิ่งที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวหลังการจัดประชุมใหญ่ประจำปี 2562 ว่า “วันนี้เราให้คณะทำงานชุดต่างๆ ของพรรคเดินหน้าเต็มที่ หลังประกาศผลการเลือกตั้งเราพร้อมเป็นรัฐบาล แต่ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาลจะทำหน้าที่ยืนยันจุดยืนเพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเข้มแข็ง เรื่องกติกาที่มองว่าเป็นปัญหานั้น พรรคเพื่อไทยจะร่วมกับประชาชนรวบรวมปัญหา เพื่อหาทางออกให้ประเทศหลุดพ้นจากกรอบที่ดึงไม่ให้สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างเต็มที่ รัฐธรรมนูญถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องแก้ทั้งฉบับ โดยจะต้องพิจารณาระบบกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ กลไกล การตรวจสอบ ทั้งระบบ พรรคต้องร่วมกับประชาชนในการพิจารณาว่าอะไรเร่งด่วนที่สุดที่ต้องดำเนินการก่อน”

 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกระแสที่มีนายทหารยศพลเอก ชักชวนไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐว่า “มีการส่งนายพลคนนั้นที่เป็นเพื่อนกับผมมาชวน ผมบอกไปว่าอย่าเสียเวลา กลับไปเถอะ ผมหาเสียงมาตลอด ทุกคนเข้าใจหมด เราไม่ใช่มาหากิน มาแสวงหาอำนาจ แต่เราจะมาดูแลประชาชน และพูดคำไหนคำนั้น อะไรถูกก็ไปทางที่ถูก จะไปในทางที่ผิดได้อย่างไร พรรคพลังประชารัฐมีใครกุมบังเหียนอยู่ทุกคนก็รู้ มันโกงมาตลอด จะไปอยู่กับมันทำไม”

 “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ กล่าวว่า “ส่วนที่มีข่าวว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่ไปร่วมเจรจากับพรรค พปชร.ในการตั้งรัฐบาลนั้น ผมและว่าที่ ส.ส.ทุกคนในนามพรรค ยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตัวผมเองไม่เคยไปเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น ยืนยันว่า 1.ผมไม่มีความรังเกียจพรรค พปชร. ก็คนรู้จักกันทั้งนั้น 2.อุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน จึงบอกว่าไม่ร่วม พูดมาตั้งแต่ต้น 3.ที่บอกว่าพรรคเราเปลี่ยน มีงูเห่า ยืนยันว่า ไม่ชัดเจนนะ”

 “ปิยบุตร เเสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ก็ยืนยันเเบบเเทงกั๊กว่า “ไม่มีงูเห่าสีส้ม เเต่สุดท้ายถ้ามันจะเกิดขึ้น อะไรก็ห้ามไม่ได้…”

ล่าสุดกระเเสข่าวลอยลมจากย่านเเจ้งวัฒนะ ยืนยันเบื้องต้นว่า น่าจะมีการรับรองผลการเลือกตั้งได้ เเม้จะมีหลากข้อกังขาจากหลายฝ่ายก็ตาม เเต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการให้ทันตามเงื่อนเวลา

“พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” คีย์เเมนพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความคืบหน้าในการตั้งรัฐบาลว่า “วันนี้เรามีพันธมิตรที่ชัดเจน แต่ทุกอย่างต้องรอความชัดเจนในวันที่ 9 พฤษภาคม เพราะทุกคะแนนมีผลต่อการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค แต่เราเชื่อว่าด้วยเครือข่ายและแนวคิดในการเดินหน้าประเทศ พรรค พปชร.จะตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน ยอมรับตัวเลข 251 เสียงในการตั้งรัฐบาลเป็นตัวเลขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการขับเคลื่อนประเทศในรัฐสภา แต่เชื่อว่ามีคนที่อยากให้ประเทศเดินต่อ เพราะหากคลุมเครือจะกระทบต่อความเชื่อมั่น จึงเชื่อว่าทุกพรรคเข้าใจและจะตัดสินใจโดยคิดถึงบ้านเมืองเป็นหลัก”

“ขอรอความชัดเจนในวันที่ 9 พฤษภาคม เพราะขณะนี้สูตรการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่ชัดเจนและอยู่ในขั้นตอนการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากตัวเลข 1 ถึง 2 ที่นั่งมีผลมากต่อการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เเละเช่นเดียวกับกรณีกระแสข่าวซื้อตัวงูเห่าในราคา 100 ล้านก็ไม่เป็นความจริง เพราะยังไม่มีการรับรองส.ส.และตัวเลขยังไม่นิ่ง โดยเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ แยกแยะออกและไม่หลงเชื่อข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดีย”

เมื่อใจความหลักของข่าวสารที่ถูกส่งออกมาเเบบนี้จากคีย์เเมนของสองขั้ว มันบ่งชี้ว่าขั้วหนุนลุงตู่น่าจะดำเนินทุกกลยุทธ์ในไม่กี่วันข้างหน้านี้ต่อ เเละมองได้ชัดขึ้นว่าเเรงประสานในทางลับนั้นมีจริงเเละไร้ข้อต่อรอง เพราะมีสิ่งเดียวที่ขั้วหนุนลุงตู่ถวิลหาคือดึงมาจากขั้วต้านลุงตู่ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยให้บังเกิดเท่านั้น…
เเต่เมื่อถอดความเเล้วขั้วต้านลุงตู่นั้นน่าจะจับกันเเน่น หากโชคอำนวยก็ได้ตั้งครม.เเต่ดูเเล้วเหนื่อย ตอนนี้วางเเผนทำงานเป็นฝ่ายตรวจสอบเเล้วรอเวลาสอยรัฐบาลใหม่ก่อนกลับเข้าคูหาเพื่อหาจังหวะคืนชีพ…. เว้นเเต่จะมีอุบัติเหตุบางอย่างกับใครบางคนในบางพรรค เเละอาจมีอสรพิษหลากพันธุ์ไหลเลื้อยย้ายค่ายไปบ้างที่ยังมีเเรงใต้ดินต่อท่ออยู่

         เเต่เมื่อบวกลบคูณหารเเล้ว ขั้วหนุนลุงตู่กับตัวเลขนั้นไม่มีทางที่จะพ้นน้ำในระดับที่หายใจโล่ง เเม้จะตัดส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์บางคน ที่จะขึ้นไปเป็นเสนาบดี เเล้วเลื่อนลำดับรองๆ ขึ้นไปมาทำหน้าที่เเทน

เเต่การขยับในกลไกการทำงานของฝ่ายบริหารเเละฝ่ายนิติบัญญัติของขั้วหนุนลุงตู่คงจะเคลื่อนลำบาก เว้นเเต่ต้องหยดน้ำมันเครื่องเเละจารบีบ่อยๆ เพื่อให้จังหวะไม่ขัด

เเต่ค่าเเรงในการบำรุงรักษากลไกการทำงานครั้งหน้าสำหรับรัฐนาวาพปชร.น่าจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างเเพงทีเดียว

“นปช.” สองทางแยก เพื่อแม้วหรือเพื่อจิ๋ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นปช.” สองทางแยก เพื่อแม้วหรือเพื่อจิ๋ว

23 เมษายน 2562 – 11:21 น.
พ่อใหญ่จิ๋ว,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,พรรคเพื่อชาติ,นปช,วีระกานต์ มุสิกพงศ์,ธิดา ถาวรเศรษฐ,เหวง โตจิราการ,ก่อแก้ว พิกุลทอง,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,ยูดีดีนิวส์-UDD news,๊UDD news,พรรคไทยรักษาชาติ,แกนนำ นปช,พีซทีวี,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 6,926 ครั้ง

ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติ แกนนำ นปช.ได้แยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกปักหลักอยู่ชั้น 5 อาคารอิมพีเรียล ลาดพร้าว อีกกลุ่มแยกมาตั้งศูนย์ข่าว “ยูดีดีนิวส์-UDD”

          **********************

          วันอาทิตย์ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงได้มารวมตัวกันที่ศูนย์ข่าวยูดีดีนิวส์ ที่อาคารเอเวอรี่มอลล์ (นิวเวิลด์เดิมสี่แยกแคราย นนทบุรี เพื่อร่วมงานรื่นเริงสงกรานต์ รดน้ำดำหัวแกนนำ นปชนำโดย วีระกานต์ มุสิกพงศ์ธิดา ถาวรเศรษฐเหวง โตจิราการก่อแก้ว พิกุลทอง และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

          “วีระกานต์” ได้กล่าวกับคนเสื้อแดงว่า ตนพร้อมด้วยแกนนำที่มาปรากฏตัวในวันนี้ ยังเป็น นปช.และไม่คิดเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ไปเป็นอื่น 

ฟื้นภาคประชาชน

ดังที่ทราบกันตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักษาชาติ แกนนำ นปช.ได้แยกเป็น กลุ่ม โดยกลุ่มแรกมี จตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแกนนำ ปักหลักอยู่ชั้น อาคารอิมพีเรียล ลาดพร้าว

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งแยกมาตั้งศูนย์ข่าว “ยูดีดีนิวส์-UDD news” อยู่แถวเมืองนนทบุรี โดยมีการจัดรายการทีวีออนไลน์ แพร่ภาพหลายช่องยูทูบ “UDD news Thailand”

หมอเหวง-ธิดา ในวันสงกรานต์คนเสื้อแดง

วันศุกร์ที่แล้ว “ธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธาน นปชได้พูดถึง “อนาคตภาคประชาชน” ซึ่งห้วงเวลา 5-6 ปีนี้ ภาคประชาชนเสื้อแดงถดถอย และถูกแบ่งแยกให้กลายเป็น “สีอื่น”

แกนนำ นปช. สายเพื่อแม้ว

ธิดา” จึงหวังฟื้นฟูภาคประชาชนเดิมให้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีลักษณะเป็นแนวร่วมกว้างจริงๆ  ไม่ใช่เฉพาะ “จับมือกับพรรคการเมืองที่เราเคยรัก” หมายถึงต้องสร้างแนวร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ และพรรคฝ่ายประชาธิปไตย

ป้าธิดายังยึดแนวทาง “เพื่อคนแดนไกล” และแอบฝันสร้างขบวนการ “แดงอมส้ม” ในวันข้างหน้า

จิตอาสา“พีซทีวี”

จบเลือกตั้ง “จตุพร พรหมพันธุ์” กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ ก็กลับมาปักหลักที่ร้านกาแฟ Peace Coffee ชั้น อิมพีเรียล ลาดพร้าว ส่วนสำนักข่าว Peace News ก็ผลิตรายการทีวีออนไลน์เสนอข่าวตามปกติ ผ่านช่องยูทูบและทีวีดาวเทียม 

จตุพร สมัครเป็นจิตอาสา

เมื่อ 22 เมษายนนี้ ที่สำนักงานเขตพระนคร ถนนสามเสน จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปชพร้อมแกนนำ นปชประกอบด้วย อารีย์ ไกรนรายศวริศ ชูกล่อมเกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ และธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ

เจ๋ง ดอกจิก ก็สมัครเป็นจิตอาสา

พ่วงด้วย รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ และผู้ประกาศช่องพีซทีวี อย่าง อรุโณทัย ศิริบุตรณิชนันทน์ แจ่มดวง และกุลธิดา ช้วนกุล เดินทางไปลงทะเบียนสมัครเป็น “จิตอาสาเฉพาะกิจ” พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

แกนนำ นปช.สายเพื่อชาติ ยังเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมเป็นจิตอาสาโดยพร้อมเพรียงกัน

จิ๋วตู่”รัฐบาลเฉพาะกาล 

สำหรับท่าทีและเหตุบ้านการเมือง “จตุพร” พูดย้ำแล้วย้ำอีก แม้ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลได้ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ก็คือทางตันของบ้านเมือง และทางออกประเทศไทยคือรัฐบาลแห่งชาติ

นับแต่ปีที่แล้ว “พล..ชวลิต ยงใจยุทธ” กับ จตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมกันจุดพลุรัฐบาลปรองดอง และ “นายกฯ คนกลาง” มาแต่ก่อนมี พรฎ.เลือกตั้ง

พล.อ.ชวลิต กับภรรยาคนใหม่

 ระหว่างนักการเมืองหาเสียงคึกคัก “บิ๊กจิ๋ว” เปิดบ้านพักแถลงเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง โดยพรรคการเมืองต่างๆ ต้องลืมความขัดแย้ง หันหน้ากลับมาสร้างรัฐบาลที่มีความสามัคคีเป็น “รัฐบาลเฉพาะกาล” ใช้เวลาไม่กี่เดือน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วค่อยจัดการเลือกตั้ง

เล่ากันว่าก่อนสงกรานต์ “บิ๊กจิ๋ว” เชิญนักข่าวกลุ่มเล็กๆ ไปคุยกันที่บ้านพัก เพื่อบอกกล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลคืบหน้าไปเยอะ เพราะได้พูดคุยกับแกนนำพรรคขนาดเล็ก 2-3 พรรค 

แม้ไม่เป็นข่าวใหญ่แต่ก็แชร์ว่อนสื่อโซเชียล ร้อนถึง “อาจารย์วันนอร์” ต้องควง “ทวี สอดส่อง” เลขาธิการพรรคประชาชาติ ออกมาแก้ข่าวว่าไม่ได้ไปตกลงอะไรกับใครที่ไหน เรื่องรัฐบาลเฉพาะกาล

เห็นมั้ยล่ะ..ฝีมือพ่อใหญ่จิ๋ว นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ก็ยังทำให้น้องนุ่งหรือคนใกล้ชิดต้องมาแก้ข่าว 

ม.44เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369495?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม.44เอื้อรัฐ เอื้อเอกชน หรือเอื้อประชาชน

23 เมษายน 2562 – 10:50 น.
กสทช,ม44,5G,ประมูล
เปิดอ่าน 530 ครั้ง

โดย… ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

คำสั่ง คสช. ที่4/2562 ก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมาย ฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ต่างออกมาสนับสนุน ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าก่อความเสียหายต่อชาติก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ จนผู้คนทั่วไปพากันตั้งคำถามว่า สรุปแล้วคำสั่งฉบับนี้ดีหรือไม่ดี

ในภาพรวมของคำสั่งมีศูนย์กลางอยู่ที่การจัดสรรคลื่น 700 MHz ซึ่งปัจจุบันใช้ให้บริการทีวีดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนมาเป็นบริการโทรคมนาคมยุค 5G เมื่อดึงคลื่น 700 MHz จากทีวีดิจิทัลมาก็หาแนวทางชดเชย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และถือโอกาสนี้เปิดทางให้ช่องรายการทีวีดิจิทัลที่ไปต่อไม่ได้สามารถยุติกิจการได้ โดยให้ได้รับเงินค่าคลื่นคืนตามสัดส่วนระยะเวลาที่ดำเนินกิจการ

ในส่วนการจัดสรรคลื่น 700 MHz ให้แก่บริการโทรคมนาคมยุค 5G ก็เกรงว่าค่ายมือถือต่างๆ จะไม่เข้าประมูล ด้วยยังมีภาระต้องจ่ายค่าคลื่น 900 MHz ที่ประมูลไปก่อนหน้านี้ จึงให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่กำหนดให้ต้องมารับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ไปด้วย โดยไม่ต้องประมูล

และทั้งหมดนี้ให้อำนาจสิทธิขาดแก่สำนักงาน กสทช. ไม่ใช่ให้อำนาจกรรมการ กสทช. ดังเช่นกฎหมายปกติ

ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนดี แต่ทำไมมีคนไม่เห็นด้วย

จากการรวบรวมความเห็นอันหลากหลายพอจะสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1.กรณียืดหนี้ให้ทีวีดิจิทัลตามคำสั่ง คสช. ที่ 76/2559 มีการคิดดอกเบี้ย แต่กรณียืดหนี้ค่าคลื่น 900MHz ให้ฝั่งโทรคมนาคมกลับไม่มีการคิดดอกเบี้ยเลย ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หายไปคือความเสียหายของประเทศหรือไม่ และทำไมจึงใช้มาตรฐานที่ต่างกัน

2.ทำไมสื่อมวลชนหลายฉบับลงข่าวล่วงหน้าในวันที่ 11 เมษายน ว่าลุ้น คสช.ออก ม.44 ได้ถูกต้อง เหมือนได้รับข้อมูลวงใน ทั้งที่คำสั่งออกจากองค์กรด้านความมั่นคง มีใครตรวจสอบการใช้ข้อมูลวงในนี้หาประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นหรือไม่ ถ้าพบว่ามีจะต่างอะไรกับการที่อดีตนักการเมืองใช้ข้อมูลวงในของการลอยตัวค่าเงินบาททำกำไรให้แก่ตัวเองเมื่อปี พ.ศ.2540

3.การเปลี่ยนคลื่นทีวีเป็นคลื่นโทรคมนาคมในสหรัฐอเมริกา สามารถทำได้โดยไม่ต้องนำภาระค่าคลื่นเดิมมาผ่อนผันแม้แต่น้อย โดยทำการคืนคลื่นทีวีผ่านการประมูลแบบ Reverse Auction และนำคลื่นนั้นไปจัดสรรให้แก่บริการโทรคมนาคมแบบ Forward Auction

4.การนำภาระค่าคลื่น 900 MHz ไปผูกกับการจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยอ้างว่าต้องเร่งประมูล 5G ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้าถึง 2.3 ล้านล้านบาท แต่จากรายงานของ GSMA ประมาณได้ว่า ผลที่ไทยจะได้รับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ต่ำกว่ากันถึงเกือบ 6 เท่า และประโยชน์ที่ทั้งโลกจะได้รับอยู่ที่ 70 ล้านล้านบาท สัดส่วนขนาดเศรษฐกิจไทยต่อเศรษฐกิจโลกไม่ถึงร้อยละ 1 จึงไม่มีทางที่จะเป็น 2.3 ล้านล้านบาทตามที่อ้างกัน

5.จากรายงานของ GSMA ประเทศที่จัดสรรคลื่น 5G ได้เร็วไม่ตกยุคคือประเทศที่จัดสรรภายในปี ค.ศ. 2021 น่าจะเป็นเพราะสภาพความพร้อมของอุตสาหกรรมจะมาในปี ค.ศ.2021 ทั้งในด้านอุปกรณ์ ด้านความพร้อมใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น ส่วนในปัจจุบันแม้ไม่มี 5G ระบบอัตโนมัติและ IoT ก็เปิดให้บริการแล้ว ความเข้าใจที่ว่าถ้าไม่มี 5G จะไม่มีระบบการผลิตอัตโนมัติหรือไม่มี IoT ใช้งานเป็นความเข้าใจผิด หากไทยมี 5G ในปี ค.ศ.2021 ก็ไม่ได้ทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษใดของไทยต้องล้มหายไป

6.การให้บริการ 5G ต้องใช้คลื่นทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง แต่ไทยยังไม่จัดทำแผนบูรณาการคลื่น 5G ทุกย่าน การเร่งจัดสรรคลื่น 700 MHz โดยไม่มีแผนการใช้คลื่นย่านอื่นประกอบทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจมากกว่าเกิดประโยชน์ และปัจจุบันมีเฉพาะทวีปยุโรปที่มุ่งใช้คลื่นย่าน 700 MHz แต่ยังไม่เปิดบริการและยังไม่มีอุปกรณ์ในท้องตลาด ส่วนอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ยังไม่ได้มุ่งใช้คลื่นย่านนี้

7.การเรียกคืนคลื่นจากทีวีดิจิทัลนั้น ต้องมีการทำแผนช่องสัญญาณออกอากาศใหม่โดยใช้เวลาประสานแผนระหว่างโครงข่ายประมาณ 3 เดือน และใช้เวลาปรับอุปกรณ์อีกประมาณ 18 เดือน อย่างน้อยจึงต้องการเวลาอย่างต่ำ 20 เดือนนับจากวันเรียกคืน จึงจะสามารถนำคลื่น 700 MHz มาให้บริการโทรคมนาคมได้ การสร้างความเข้าใจผิดในการเร่งโอ้อวดเรื่อง 5G ของไทยในปี ค.ศ.2019 นี้ จะทำให้เกิดความสับสนกับสังคม หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเพียงข้ออ้างในการเอื้อเอกชน

8.ด้วยความกังวลว่าหากให้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz เมื่อเอกชนได้ประโยชน์แล้ว แต่ไม่เข้าประมูล 5G จะทำให้เกิดค่าโง่ ในคำสั่งจึงกำหนดให้เอกชนต้องรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz หากไม่รับการจัดสรรจะไม่สามารถผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ดูเหมือนจะเป็นการบังคับ แต่เมื่อไม่ต้องใช้วิธีประมูล โดยให้สำนักงาน กสทช.เป็นผู้กำหนดราคาคลื่น หากกำหนดราคาต่ำไปก็จะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น 900 MHz ด้วย ได้รับคลื่น 700 MHz ในราคาถูกด้วย เป็นการผูกขาดตลาดโทรคมนาคมอย่างถาวร โดยผลของคำสั่ง คสช.

9.ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีกลไกกำกับดูแลการจัดสรรคลื่นและการกำหนดราคาคลื่นให้เป็นธรรม ซึ่งในการชดเชย ทดแทน ชดใช้ จ่ายค่าตอบแทนฝั่งทีวีดิจิทัล คำสั่ง คสช. ได้มีการกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายหน่วยงานร่วมพิจารณา แต่กลับมอบดุลพินิจที่ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลให้กับสำนักงาน กสทช. ดังนั้นโอกาสที่รัฐจะเสียค่าโง่ในการจัดสรรคลื่น 700 MHz ยังเปิดกว้างอยู่ และทำให้ตอกย้ำคำถามเดิมว่า ทำไมกิจการสองด้าน คสช. จึงกำหนดมาตรฐานในการจัดการต่างกัน

10.ในส่วนผู้ได้รับผลกระทบจากการเรียกคืนคลื่น 700 MHz แบ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นเดิม (แต่ไม่ได้ระบุว่าช่องใด) และผู้ให้บริการโครงข่ายหรือ MUX การที่มีการตีขลุมว่าทุกช่องรายการได้รับผลกระทบนั้น อาจไม่ถูกต้อง เพราะในการออกอากาศทีวีดิจิทัลช่องรายการเป็นผู้ส่งเนื้อหาให้ MUX แพร่ภาพ แม้ว่าจะมีการเรียกคืนคลื่น 700 MHz ช่องรายการก็ยังได้รับสิทธิแพร่ภาพด้วยคุณภาพสัญญาณระดับเดิมโดยไม่ได้รับผลกระทบ เพราะในระบบดิจิทัล 1 MUX ใช้เพียง 8 MHz ออกอากาศได้ 12 ช่องรายการ SD หรือ 4 ช่องรายการ HD เมื่อมีการประสานแผนช่องสัญญาณ แม้คลื่น 700 MHz บางส่วนจะหายไป ทุกช่องรายการในปัจจุบันก็ยังจะสามารถออกอากาศได้ตามสิทธิเดิมโดยไม่ผิดเพี้ยน การขยายความให้ผู้ไม่ได้รับผลกระทบไม่ชำระเงินงวดย่อมสร้างความเสียหายต่อรัฐและไม่เป็นไปตามคำสั่งนี้

11.สุดท้ายคำสั่งนี้คำนึงถึงทุนเป็นศูนย์กลางมิใช่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง จึงมีมาตรการดูแลเจ้าของทุน แต่ไม่มีมาตรการดูแลประชาชน มีการตั้งคำถามว่าเอกชนได้ผ่อนค่าคลื่น ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ถูกลงด้วยหรือไม่ และในฝั่งทีวีดิจิทัล เดิมที กสทช.ได้กำหนดให้มีช่องรายการข่าวสารสาระ ช่องรายการเด็ก ซึ่งทั้งสองประเภทได้รับความนิยมน้อยกว่าช่องรายการบันเทิง การไม่กำหนดมาตรการดูแลที่ต่างกันระหว่างช่องรายการต่างประเภทกัน อาจทำให้ช่องรายการข่าวสารสาระและช่องรายการเด็กหายไปมากกว่าช่องรายการบันเทิง ประชาชนก็จะได้รับสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์น้อยลงไป และผู้สื่อข่าวหรือผู้ผลิตรายการสำหรับเด็กก็จะล้มหายตายจากไปด้วยเช่นกัน

หากผู้มีอำนาจหวนกลับมาคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังพอมีเวลาแก้ไขทัน