ชำแหละ “แดงฮาร์ดคอร์” รอได้รอ รุกได้รุก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละ “แดงฮาร์ดคอร์” รอได้รอ รุกได้รุก

26 เมษายน 2562 – 08:38 น.
โกตี๋,ชูธงทวนกระแส,แดงฮาร์ดคอร์,สุรชัย แซ่ด่าน,ภูชนะ
เปิดอ่าน 4,748 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

 พลันที่สมเด็จฮุนเซน ส่งสัญญาณจะให้คนบางกลุ่มใช้แผ่นดินกัมพูชาเป็นฐานโจมตีรัฐบาลไทย ผู้คนก็กลับมาสนใจ “คนเสื้อแดง” ที่หลบภัยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้ง

จะว่าไปแล้ว 4-5 ปีมานี้ แทบไม่มีการเคลื่อนไหวของ “ผู้หลบภัย” ในเขมร ต่างจากช่วงปี 2553-2554 ที่มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองกันอย่างเปิดเผย

หลายคนคงจำภาพแกนนำ นปช. และนักการเมืองพรรคเพื่อไทย เรียงแถวเข้าแสดงความเคารพต่อสมเด็จฮุนเซนอย่างชื่นมื่น เมื่อครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพ ระหว่างวีไอพีกัมพูชากับแกนนำ นปช. มิหนำซ้ำ วิสา คัญทัพ กับ อดิศร เพียงเกษ ยังแต่งเพลงสรรเสริญ “สมเด็จเสื้อแดง” เผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องเอเชียอัพเดท

วันนี้ สถานการณ์การเมืองไม่เหมือนเดิม นักการเมืองอาวุโสกัมพูชา ฉายา “จิ้งจอกพนมเปญ” รู้ว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจจริง จึงพลิกเกมไม่หนุนคนเสื้อแดง โดยมีนโยบาย “ซุกหัวนอนอยู่ได้” แต่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

          พูดถึงกลุ่มผู้หลบภัยในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2562 มีงานฌาปนกิจศพ “กาสะลอง“ หรือ ไกรเดช ลือเลิศ ที่เชียงราย และ “ภูชนะ” หรือ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ ที่สมุทรปราการ

ทั้งสองเคยทำงานจัดรายการวิทยุใต้ดิน(ถ่ายทอดทางยูทูบ) ร่วมกับ “สุรชัย แซ่ด่าน” อยู่ที่บ้านพักเขตท่าง่อน เมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะหายตัวไปจากบ้านพัก และกลายเป็นศพลอยกลางน้ำโขง

ขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้มีแค่ นปช.เท่านั้น หากยังมีกลุ่มแดงอิสระ ที่ไม่อยู่ใต้ร่มธง นปช. อย่างเช่นกลุ่มสื่ออิสระ ที่เกิดจากเวทีการชุมนุมท้องสนามหลวง โดยพวกเขาเริ่มทำเว็บไซต์กลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ, เสรีชน, Hi Thaksin, Thai Voice, ม้าเร็ว และฟ้าใหม่ เป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง

คนทำสื่อกลุ่มนี้ ประกอบด้วย บังสุกุล, ม้าเร็ว, โต้ง, องค์หญิงจอมแก่น และซาร่า จะเป็นทีมงานถ่ายทอดเสียงการชุมนุม เวทีเสวนาในทุกแห่งหน “กาสะลอง” ก็เคยจัดทำสื่อวิทยุ-โทรทัศน์อินเทอร์เน็ตให้แก่กลุ่มคนเสื้อแดงภาคเหนือ

เมื่อต้องหลบภัยไปอยู่ในลาว กาสะลองจึงบุกเบิกทำสถานีวิทยุใต้ดินยุคดิจิทัล อาศัยยูทูบและเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือ เริ่มจัดรายการ “ปฏิวัติประเทศไทย” โดยมี สุรชัย แซ่ด่าน เป็นวิทยากรหลัก

ส่วน “ภูชนะ” เป็นแกนนำเสื้อแดงมุกดาหาร นำประชาชนจากมุกดาหารเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ภูชนะผ่านสมรภูมิราชดำเนินและราชประสงค์มาแล้ว ระหว่างนั้น ได้รู้จักกับ จันทนา วรากรสกุลกิจ ซึ่งผู้หญิงคนนี้ถูกจับกุม ด้วยข้อหาครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนเกิดรัฐประหาร 2557 ตำรวจ-ทหารได้เข้าตรวจค้นหอพักย่านกระทุ่มแบน พบอาวุธสงคราม พร้อมกระสุนปืนซุกซ่อนอยู่จำนวนมาก ซึ่งเบาะแสมาจากอดีตทหารพรานที่ถูกจับกุมก่อนหน้านั้น โดยมีการซัดทอดมายังจันทนา และภูชนะ แต่แกนนำแดงมุกดาหารหลบหนีไปได้

ภูชนะข้ามแม่น้ำเหืองไปอาศัยอยู่ในสวนยางแถวแขวงไซยะบุลีอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของสุรชัย แซ่ด่าน ทำหน้าที่เป็นการ์ดดูแลเจ้าสำนักแดงสยาม

          รายการ “ปฏิวัติประเทศไทย” ที่ส่งกระจายเสียงไปทั่วโลก สุรชัยก็ขายฝัน ขายความคิดเก่าๆ สมัยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เขตงานสุราษฎร์ธานี 

จริงๆ แล้ว แนวคิดปฏิวัติประเทศไทย ได้มีการจัดกลุ่มศึกษามาตั้งแต่กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จัดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ปี 2550 เวลาต่อมา สุรชัยได้จัดตั้งกลุ่มแดงสยาม เพื่อสร้างเครือข่ายขบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด

          สุรชัยยังฝันถึงวันเก่าๆ สมัยสวมหมวกดาวแดง จับปืนต่อสู้กับทหาร-ตำรวจในเขตป่าเขา คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็เคลิ้มฝันตามสิ่งที่สุรชัยปลุกระดมผ่านวิทยุใต้ดินจากเมืองลาว

“โกตี๋” วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ ก็เคยอยู่กับสุรชัย แซ่ด่าน แต่ด้วยความเป็นคนอีโก้จัด โกตี๋เลยแยกตัวออกไปจัดรายการวิทยุใต้ดิน พร้อมประกาศจัดตั้งกองทัพประชาชน เพื่อข้ามโขงไปปลดปล่อยประเทศไทย หลังจากนั้นไม่นาน โกตี๋ก็ถูก “นักรบนิรนาม” อุ้มหายไป

ปลายปีที่แล้ว สุรชัย แซ่ด่าน พร้อมกาสะลอง และภูชนะ ถูกนักรบนิรนามพาตัวออกจากบ้านพักไป และอีกไม่นาน ก็มีคนพบศพกาสะลองและภูชนะ กลุ่มแดงอิสระพยายามจัดงานรำลึกถึงสหายร่วมอุดมการณ์ และยกย่องให้เป็นวีรชนนักสู้

ความคิดแบบสุรชัย ยังไม่ได้หายไปจากคนเสื้อแดงบางกลุ่ม พวกเขารอวันที่จะเคลื่อนไหวต่อสู้ปฏิวัติสังคมไทยอีกครั้ง เหมือนที่สุรชัยเพียรปลุกระดมทางยูทูบมา 3-4 ปี

วันนี้ กลุ่มสื่อแดงอิสระกลับมารวมตัวกันอีก ความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ไม่เคยจางหายไปจากความคิดกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์

ขอเชิญเฝ้ารับเสด็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369772?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอเชิญเฝ้ารับเสด็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

26 เมษายน 2562 – 07:25 น.
อ๊อด เทอร์โบ,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,พสกนิกร,ประชาชน,จงรักภักดี
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเชิญชวนพสกนิกร ประชาชนผู้จงรักภักดีทุกหมู่เหล่า ร่วมรับเสด็จในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-6 พฤษภาคม 2562 ซึ่งรัฐบาลและทุกหน่วยงานมีแผนงานดูแลอำนวยความสะดวกเต็มที่

จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอความคืบหน้าและกำหนดการต่างๆ เพื่อประชาชนจะได้วางแผนเดินทางเข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งให้ดูแลประชาชนเพราะทุกคนเป็นแขกของพระองค์ท่าน

ทรงพระเจริญ


 ทุกหน่วยงานร่วมดูแล-บริการประชาชน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเฝ้ารับเสด็จในวันที่ 4-6 พฤษภาคม  ตลอดระยะทาง โดยได้เตรียมสถานที่ไว้รองรับและอำนวยความสะดวกไว้เรียบร้อยแล้ว

ในเขตกทม.สามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลจอดได้ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการ ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยจะมีรถชัตเติลบัสจากกระทรวงคมนาคมบริการสู่พื้นที่บริเวณงานจากจุดรวมพลรอบเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เริ่มตั้งแต่สนามม้านางเลิ้ง บ้านมนังคศิลา บ้านพิษณุโลก วัดเทพศิรินทร์ เชิงสะพานพระพุทธ เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และเชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี

ทุกจุดมีโรงครัวพระราชทานอาหารกลางวันและน้ำดื่ม หน่วยแพทย์พระราชทานดูแลให้คำแนะนำก่อนที่จะเข้ามาสู่พื้นที่รับเสด็จ จะให้บริการตั้งแต่วันที่ 2-6 พฤษภาคม

มีรถชัตเติลบัสรับส่งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและสนามกีฬาแห่งชาติเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด ส่วนการจราจรในพื้นที่ชั้นในมีเต็นท์นิทรรศการให้ประชาชนได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งมีวงดนตรีจากนักเรียนโรงเรียนต่างๆ คอยขับกล่อม

กระทรวงคมนาคมเตรียมพื้นที่จอดรถสำหรับประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและจิตอาสาดูแลรถยนต์ของประชาชนรอบ กทม. เช่น อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สนามกีฬาธูปะเตมีย์ สนามกีฬาบุณยะจินดา คลังสินค้าลาดกระบัง ห้างอิเกีย ไบเทค บางนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีบางมด พุทธมณฑล เซ็นทรัลศาลายา และเซ็นทรัลเวสต์เกต รองรับรถยนต์ได้เกือบ 40,000 คัน

โดยจัดเตรียมบริการรถชัตเติลบัสของกระทรวงคมนาคมบริการประชาชนที่ต้องการพักค้างแรม จุดพักค้างคืนให้จำนวน 2 จุด ได้แก่ อาคารกีฬาเวสน์ และพุทธมณฑลศาลายา ทั้งนี้หลังจากเฝ้ารับเสด็จเสร็จสิ้นแล้วจะมีเจ้าหน้าที่นำเดินทางกลับและมีอาหารเย็นบริการที่จุดรวมพล

รถไฟจะมีรถไฟขบวนพิเศษฟรีให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และนครปฐม เดินทางเข้ามาที่หัวลำโพงหรือสะพานยมราช เพื่อเดินทางมายังจุดรวมพลที่วัดเทพศิรินทร์

การเดินทางทางน้ำ กรมเจ้าท่าจัดเตรียมเรือไว้บริการฟรีตั้งแต่วันที่ 4-6 พฤษภาคม ได้แก่ เรือด่วนเจ้าพระยา จาก จ.นนทบุรี-ท่าเรือปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร จำนวน 4 เที่ยว และเรือข้ามฟากฟรี ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. และจากท่าเรือสาทรถึงท่าเรือสะพานพุทธ

การตั้งจุดคัดกรองจะตั้งจากเส้นทางสะพานพุทธบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศและแยกเฉลิมกรุง สะพานเจริญรัช ประชาชนที่เดินเข้าเส้นทางนี้สามารถเฝ้ารับเสด็จบริเวณถนนวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) และวัดราชบพิธ หากเข้าทางถนนพระอาทิตย์จะเข้าสู่สนามหลวงได้

กทม.ได้จัดพื้นที่แก้มลิงบริเวณตามแยก ซอยต่างๆ เพื่อพักคอย โดยเจ้าหน้าที่จะเชิญให้เข้าเส้นทางรับเสด็จในเวลาที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้นั่งกลางแดดนาน จะมีเสื่อไว้รองนั่งตามข้างเส้นทางเสด็จฯ ด้วย

เจ้าหน้าที่จะให้บริการและให้ข้อมูลทุกอย่างได้หมดเมื่อประชาชนถามมาต้องตอบได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน จุดไหน

ทุกคนต้องพกติดตัวไว้คือบัตรประชาชน เพราะบัตรประชาชนถือเป็นบัตรเชิญ รวมถึงร่มกันแดด และกล้วยตากเพิ่มพลังงาน แนะนำว่าควรจิบน้ำบ่อยๆ ได้จัดเตรียมไว้หลายจุด

จึงขอให้ทุกคนโปรดเตรียมตัว เตรียมใจ พร้อมร่วมรับเสด็จ โดยพร้อมเพรียงกัน


 ทัวร์จีนหายไปไหน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนภูเก็ตมีอาชีพขับรถตู้ ซึ่งระยะนี้ได้หายไปจนแทบส่งค่าผ่อนรถไม่พอ เพราะทัวร์จีนหายไปหมด ไม่เหมือนก่อน

โดยปกติแล้วชาวจีนอยากมาเที่ยวทะเล โดยเฉพาะภูเก็ต กระบี่ สมุย พัทยา แต่ติดเงื่อนไขที่รัฐบาลจีนกำชับบริษัททัวร์ไม่ให้ส่งนักท่องเที่ยวจีนมาเมืองชายทะเลหรือตามเกาะต่างๆ ในประเทศไทย

รัฐบาลจีนเตือนเอเย่นต์ท่องเที่ยวเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการท่องเที่ยวทะเลในเมืองไทยยังไม่ดีพอ มีความเสี่ยง ปัจจุบันบริษัททัวร์จีนจึงหันไปจัดทัวร์เวียดนาม เมียนมาร์มากขึ้น

แต่นักท่องเที่ยวจีนก็ยังอยากมาไทยมากกว่า คนจีนชอบอาหารไทย ผลไม้หลายอย่าง สินค้าโอท็อป ถ้าถูกใจชอบใจจะซื้อไม่อั้น เขาบอกว่าเพื่อนคนจีนมาเที่ยวแล้วบอกว่าคนไทยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ

ผมเป็นห่วงด้านการท่องเที่ยวของไทย จะทำอย่างไรที่จะดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มาเที่ยวเหมือนในอดีต

ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้ดูแลรับผิดชอบได้รับทราบ เพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจ และยินดีที่จะให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทย

ขอฝากให้ช่วยกันดึงทัวร์จีนกลับมาด้วย เพราะคนจีนชอบมาไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ไพฑูรย์ (ภูเก็ต)

ตอบคุณ ‘ไพฑูรย์’ ภูเก็ต
ผมเองก็ชอบไปภูเก็ตที่ที่ใครๆ ขนานนามว่า ‘ไข่มุกแห่งอันดามัน’ เพราะมีทุกอย่างครบจริงๆ ที่ชอบมากเป็นพิเศษ คืออาหารอร่อยมากๆ ทั้งอาหารทะเล
อาหารจีน อาหารใต้ และท้องทะเล เกาะแก่งชายหาดก็สวยงามสุดๆ

จดหมายของคุณน่าสนใจมากครับ เพราะเป็นตัวจริงเสียงจริงสายตรงต่อผู้ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งตอนหลังนี้หายไปมาก หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือล่มและปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ

ผมก็เชื่อ 100% ว่าคนจีนชอบมาเที่ยวไทยไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ตนี่ยอดนิยมมากๆ

นี่ไม่ใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของททท.หรือรัฐมนตรีท่องเที่ยว แต่ชาวบ้านชาวเมืองต้องช่วยกันทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา

อย่างทัวร์จีนนี้แม้จะมีปัญหาหลายๆ อย่าง แต่ถ้ารัฐบาลเข้มงวดกวดขัน เจ้าหน้าที่เรียกร้องผลประโยชน์หรือบริษัททัวร์เอาเปรียบลูกทัวร์

เหล่านี้ทำลายธุรกิจท่องเที่ยว ต้องจัดการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดสุดๆ
อ๊อด เทอร์โบ

ทุกข์คนมีรถ..โบรกเกอร์เถื่อนตุ๋นขายประกัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369770?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกข์คนมีรถ..โบรกเกอร์เถื่อนตุ๋นขายประกัน

26 เมษายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ทุกข์คนมีรถ,โบรกเกอร์เถื่อน
เปิดอ่าน 472 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

ภัยใกล้ตัวทุกวันนี้มีหลากหลายรูปแบบ เพราะมิจฉาชีพก็มีวิวัฒนาการตามยุคสมัย โดยเฉพาะการฉ้อโกง ต้มตุ๋นหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน ยิ่งแล้วเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของแต่ละคน ที่บางครั้งก็ไม่ทันคิดจนหลวมตัวกลายเป็นเหยื่อ

เคยปรากฏเป็นข่าวมาเป็นระยะเกี่ยวกับมิจฉาชีพที่ฉ้อโกง “หลอกขายประกัน” มีผู้เสียหายรวมตัวไปแจ้งความก็หลายคดี จับได้ก็เยอะ ออกหมายจับก็มี โจรบางรายถูกจับแล้วไม่สำนึกยังกลับมาต้มตุ๋นวิธีการเดิมๆ จึงทำให้คดีหลอกขายประกันภัยเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพราะหลายคนมองถึงเรื่องความสะดวกสบาย ยอมซื้อขายประกันภัยผ่านทางโทรศัพท์ หรือแม้แต่ทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์

เฉกเช่นกรณีล่าสุดที่ตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ 191 โดย พ.ต.อ.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบก.สปพ. และ พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. ร่วมกันแถลงจับกุม น.ส.จุฑาภาส อังกาพย์ นักต้มตุ๋นสาววัย 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ ที่ จ.7/2562 ลงวันที่ 16 มกราคม 2562 ฐานฉ้อโกง และหมายจับอื่นร่วม 10 หมาย หลังก่อเหตุโทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหายหลายร้อยคนให้ซื้อประกันภัยรถยนต์ ทั้งที่เคยถูกจับดำเนินคดีแล้ว แต่กลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

การจับกุมซ้ำในความผิดคดีเดิมๆ ของสาวนักตุ๋นรายนี้ พ.ต.อ.ปิยรัช บอกว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้ก่อเหตุโดยอ้างเป็นตัวแทนบริษัทโบรกเกอร์ขายประกันภัยแห่งหนึ่ง โทรศัพท์ไปหาลูกค้าที่เคยทำประกันภัย และกำลังหมดอายุ เพื่อให้ต่อประกันภัย จูงใจเหยื่อด้วยการเสนอส่วนลด หรือมอบของกำนัล อาทิ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้เหยื่อคล้อยตามและหลงเชื่อ ซึ่งก็ได้ผล เพราะมีเหยื่อหลงเชื่อหลายร้อยคนตกลงทำประกันภัยรถยนต์ ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย ตกรายละ 10,000-25,000 บาท แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการทำประกันภัยรถยนต์ให้

จากประวัติของสาวแสบยอดนักต้มตุ๋นเคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาหลายครั้ง แต่ยังหากินแบบเดิมๆ ก่อเหตุซ้ำในลักษณะเดิม กระทั่งครั้งล่าสุดตำรวจ 191 ตามรวบตัวได้ที่บริเวณสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง ก่อนจะให้การว่า ซื้อข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อผ่านทางเว็บไซต์ จาก นายโฟล์ค ซึ่งไม่ทราบชื่อสกุลจริง ในราคาชื่อละ 3 บาท จากนั้นก็นำมาใช้ล่อลวงติดต่อให้เหยื่อซื้อประกันภัยรถยนต์กับตัวเอง รายละประมาณ 18,000 บาท มีผู้เสียหายหลงเชื่อหลายร้อยคน รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท โดยโทรศัพท์ไปหลอกลวงลักษณะนี้หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ เพราะอาศัย

ประสบการณ์ที่เคยเป็นพนักงานบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง จึงรู้ช่องทางการก่อเหตุจนทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้

คนร้ายรายนี้ก่อเหตุแบบเดิมๆ หลายครั้ง ถูกจับหลายหน แต่ยังวนเวียนกับการหากินแบบมิจฉาชีพลักษณะนี้อยู่ สังคมจึงตั้งคำถามว่าทำไมถึงได้ออกมาก่อความเดือดร้อนได้อยู่ ซึ่ง พ.ต.อ.ปิยรัช อธิบายว่า แม้คนร้ายรายนี้เคยก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง แต่ความผิดฐานฉ้อโกง ต่างกรรมต่างวาระ โดย น.ส.จุฑาภาส จะเลือกเจรจากับผู้เสียหายแต่ละราย หากรายใดยินยอมเจรจาไกล่เกลี่ยสำเร็จ ก็สามารถถอนแจ้งความได้ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ถูกตำรวจ 191 จับกุมมาแล้วช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังมีหมายจับติดตัวอีก 10 หมายจับ

สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นทุกข์ของคนมีรถ ฉะนั้นตำรวจแนะนำว่า การทำประกันภัยรถในลักษณะแบบนี้ ควรตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หรือตัวแทนที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งติดต่อกับบริษัทประกันภัยด้วยตนเอง ไม่ควรทำประกันผ่านตัวแทนที่ไม่เคยรู้จัก โดยเฉพาะกรณีที่มีการแจกสิ่งของเพื่อจูงใจ หรือมีราคาถูกเป็นพิเศษ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้..!!

‘นายกฯ คนนอก’ ก๊อกสอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นายกฯ คนนอก’ ก๊อกสอง

25 เมษายน 2562 – 13:05 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,นายกฯ,รัฐบาลปรองดอง,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,422 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น

ระยะนี้มีการออกมาเสนอถึง “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือ “รัฐบาลปรองดอง” ก็สุดแล้วแต่ที่จะเรียก ที่เห็นขยันขันแข็งจริงจังกับเรื่องนี้ก็คือ “เทพไท เสนพงศ์ ” ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์  โดยบอกว่าเป็นการเสนอหาทางออกให้ประเทศ หากการเมืองถึง “ทางตัน”

แต่ถามว่าการเมืองจะเดินไปถึง “ทางตัน” ได้จริงๆ หรือ ต้องบอกว่ายังมองไม่เห็นเพราะหากเดินไปตามสเต็ปของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ก็สามารถเดินไปได้ และมีนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลได้แน่นอน

เริ่มจากการมองไปที่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแม้ว่าขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่รับรองและประกาศผลอย่างเป็นทางการ  แต่ผลก็คงไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไปมาก นั่นหมายความว่าโอกาสที่ “ขั้วพรรคเพื่อไทย” จะตั้งรัฐบาลได้ไม่มีเลย   ที่กล่าวเช่นนี้เพราะหากเรามองไปตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ที่ละขั้นตอนก็จะเห็นภาพชัดเจน

ขั้นตอนแรกต้องมีนายกรัฐมนตรีเสียก่อน (ตั้งนายกรัฐมนตรี ได้แล้วจึงจะมีรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีได้) โดยในรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล มาตรา 272  วรรคแรก ระบุว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกซึ่งก็คือหลังเลือกตั้ง การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องใช้มติที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งก็คือให้สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. มาร่วมลงมติกับส.ส.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี (ซึ่งในบทเฉพาะกาลมาตรา 269 ระบุว่าในวาระเริ่มแรกให้ส.ว. มี 250 คน) และมติที่เห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสองสภา (ส.ส.มี 500คน ส.ว. มี 250 คน รวม 750 คน) นั่นก็คือ 376 เสียง ในขณะที่ “ขั้วพรรคเพื่อไทย” ไม่มี 250 เสียงของ ส.ว.หนุนเหมือนขั้วพรรคพลังประชารัฐ  “ขั้วพรรคเพื่อไทย” จึงต้องรวมเสียงจากส.ส. อย่างเดียวให้ได้ถึง 376 เสียง ซึ่งไม่มีทางทำได้แน่
ถามว่าทำไม 250 ส.ว. ต้องสนับสนุนขั้วพรรคพลังประชารัฐ คำตอบก็มาจากรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน เนื่องจากโครงสร้างของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ว.250  คน มาจาก 3 ประเภทคือจากการสรรหาและเลือกกันเอง แต่ไม่ว่ามาจากการสรรหาหรือเลือกกันเอง การคัดเลือกขั้นสุดท้ายก็จะเป็นอำนาจของคสช. โดยลำพัง  และอีกประเภทหนึ่งเป็นโดยตำแหน่งซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง จึงกล่าวได้ว่าส.ว.ทั้ง 250 คนมีที่มาจาก คสช. โดยตรง ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เป็นนายกรัฐมนตรี

ดังนั้นจึงสามารถตัด “ขั้วพรรคเพื่อไทย” ออกไปได้เลย พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการโหวตจากที่ประชุมรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยแน่
ประเด็นต่อมาคือ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” แน่นอนว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมา เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี  รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ  หรืออาจแย่กว่านั้นถึงขนาดเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ
แต่ก็ใช่ว่าจะถึง “ทางตัน” เพราะเมื่อได้เป็นรัฐบาลในทางการเมืองก็จะมีแต่คนวิ่งเข้าหา เนื่องจากไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน ที่ 7 พรรคการเมืองเคยประกาศว่าจะจับมือกันแน่นไม่เอา “พล.อ. ประยุทธ์” ก็ใช่ว่าจะ “แน่น” ตลอดไป ดังนั้นรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ก็ค่อยๆ สร้างเสียงที่มีเสถียรภาพเอาภายหลังได้ ในอดีตของการเมืองไทยก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
อย่างไรก็ตามสมมุติว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศไปสักระยะหนึ่งแล้วไปไม่รอด  ทางแก้ไม่ให้เกิด “ทางตัน” ก็มีอีก ซึ่งก็มาจากรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน แต่หลายคนอาจลืมไปหรือนึกไม่ถึงนั่นก็คือมาตรา 272 วรรคสอง ซึ่งได้แก่ นายกรัฐมนตรีคนนอกถือว่าเป็น “ก๊อกสอง”  ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบมี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสองตั้งแต่แรก รอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ วิกฤติเสียก่อนแล้วค่อยมี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ภายหลังก็ได้ และ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในทีี่นี่ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลแห่งชาติ” แต่อย่างใด
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสอง เปิดช่องให้มี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” โดยบัญญัติว่า  ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้  หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้
และเมื่อเป็น “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ซึ่งตอนนั้นไม่ใช่ พล.อ. ประยุทธ์ แล้ว แรงต้านที่ว่าต้องไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์   หรือว่าต่อต้านการสืบทอดอำนาจก็จบไป  โอกาสที่จะฟอร์มรัฐบาลก็ง่ายขึ้นเพราะจะมีเสียงส.ส.ในสภาสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้น  บริหารประเทศไปได้อย่างฉลุย ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะบริหารประเทศไปได้อีกนานแค่ไหน  และถ้า “รัฐบาลนายกรัฐมนตรีคนนอก” เจอเข้ากับวิกฤติ นายกฯ ก็สามารถยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้

จะเห็นได้ว่าหากเดินไปตามกลไกรัฐธรรมนูญและครรลองประชาธิปไตยปกติ บ้านเมืองก็สามารถเดินไปได้  ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องน่าวิตกกังวลหรือถึงทางตันแต่อย่างใด

ไผเป็นไผ “มือทำม็อบ” สายส้มห้าว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ “มือทำม็อบ” สายส้มห้าว

25 เมษายน 2562 – 11:53 น.
พรรคอนาคตใหม่,รังสิมันต์ โรม,โรม รังสิมันต์,สุนทร บุญยอด,พรรส้มหวาน,การชุมนุม,ต่อต้านรัฐประหาร,รัฐบาลทหาร,คสช,เผด็จการ,การเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส,คนเดือนตุลา,ธนาธร,เอก ธนาธร,พิษหุ้นสื่อ,กกต
เปิดอ่าน 8,125 ครั้ง

บางฝ่ายอาจประเมินสถานการณ์การเมือง กรณี “ธนาธร” เจอพิษหุ้นสื่อ ไม่น่าจะบานปลาย กลายเป็นการจุดเชื้อไฟการลุกฮือต้าน “ผู้มีอำนาจ” ของกองเชียร์สายส้มหวาน

*****************

ด้วยความเป็นห่วงกังวลการเผชิญหน้า นพ.ประเวศ วะสี ลงมือเขียนบทความเรียกร้องให้พรรคอนาคตใหม่กับกองทัพร่วมมือกันเพื่อบ้านเมือง ขณะที่ ธนวัฒน์ วงค์ไชย” อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความไม่พอใจ กกต.จะเล่นงาน “พ่อฟ้า” กรณีถือหุ้นสื่อ

“อย่าได้ทำให้ประชาชนหมดความอดทนไปมากกว่านี้เลยครับ ถ้าหากประชาชนหมดความอดทนกับสิ่งที่พวกท่านทำอยู่เมื่อไร พวกเขาจะเปลี่ยนจาก #พลังโซเชียล มาเป็น #พลังบนถนน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

น้ำเสียงของ “บอล ธนวัฒน์” เพื่อนรักของ “เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์” เหมือนส่งสัญญาณถึงฝ่ายผู้มีอำนาจว่าอย่าท้าทายพลังประชาชน

ทีมคนอยากเลือกตั้ง

บางฝ่ายอาจประเมินสถานการณ์การเมือง กรณี “ธนาธร” เจอพิษหุ้นสื่อ ไม่น่าจะบานปลาย กลายเป็นการจุดเชื้อไฟการลุกฮือต้าน “ผู้มีอำนาจ” ของกองเชียร์สายส้มหวาน

จริงๆ แล้ว มวลชนของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ในโลกออนไลน์ ยกตัวอย่างคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่ก่อการต้าน คสช.มาแต่ปี 2558 ทั้งในชื่อขบวนการประชาธิปไตยใหม่, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และคนอยากเลือกตั้ง

รังสิมันต์ โรม และ ปิยรัฐ จงเทพ ในวันนำม็อบคนอยากเลือกตั้ง

วันนี้ รังสิมันต์ โรม” และ “ปิยรัฐ จงเทพ” ผู้ก่อตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ส่วนอานนท์ นำภา, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ก็ยังเป็นแนวร่วมของพรรคนี้

          “เบิ้ม พิชิต พิทักษ์” แห่งกลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน ที่เข้ามาเป็นเสนาธิการทัพอนาคตใหม่สายอีสานนั้น มีประสบการณ์การเคลื่อนไหวมวลชนบนท้องถนนมายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน จนมาถึงกลุ่มคนเสื้อแดงสายประชาธิปไตย

โรม และ ปิยรัฐ ในสีเสื้ออนาคตใหม่

มินับ “คารม พลพรกลาง” และ วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ก็คลุกคลีอยู่กับขบวนการ นปช. มาตั้งแต่ปี 2553

          ส่องในโซเชียลปีกคนเสื้อแดงร้อนเป็นไฟ เหมือนปลุกเร้าบรรยากาศแดงทั้งแผ่นดิน

กลุ่มกรรมกรก้าวหน้า

ต้องยอมรับว่า พรรคอนาคตใหม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ในสมุทรปราการ, สมุทรสาคร และปทุมธานี ได้ให้คำตอบไว้ชัดเจน

          “สุนทร บุญยอด” ในฐานะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน มีบทบาทอย่างสูงต่อการสร้างฐานเสียงกรรมกรให้พรรค เนื่องจากสุนทรเป็นผู้นำแรงงานสาย “สภาองค์กรลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย”

สุนทร บุญยอด

สุนทรรู้จัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ปี 2542 สมัยที่ธนาธรยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานอยู่เป็นประจำ

หลังรัฐประหาร 2549 สุนทร ได้นำกรรมกรจากสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย เข้าร่วมชุมนุมต้านเผด็จการ ในนาม “กลุ่มกรรมกรปฏิรูป”

          คาดว่า กรรมกรปฏิรูป อาจกลับมาปรากฏตัวในอนาคตอันใกล้นี้

กลุ่มนักกิจกรรม รุ่น

เวลาพูดถึงม็อบต้านเผด็จการหรือม็อบต้านอำมาตย์ ก็จะนึกถึง นปก. หรือ นปช. แต่หลายคนลืมไปว่า คนกลุ่มแรกๆ ที่ออกหน้ามาท้าชน “คณะรัฐประหาร” เมื่อปี 2549 คือ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร”

          “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” เป็นการรวมตัวของนักศึกษา และนักกิจกรรม 3 รุ่น ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

นักกิจกรรม 3 รุ่นนั้น หมายถึงคนรุ่น 6 ตุลา, นักเคลื่อนไหวเดือนพฤษภา 2535 และนักกิจกรรมยุคหลังพฤษภาทมิฬ

การชุมนุมของเครือข่าย 19 กันยาฯ ที่ท้องสนามหลวง

คนรุ่น 6 ตุลาบางกลุ่มได้เข้าร่วมการก่อตั้ง “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” มีการชุมนุมกลางท้องสนามหลวงทุกสัปดาห์ และได้กลายเป็นแหล่งรวม “ซ้ายเก่า” บางกลุ่มพัฒนาเป็นองค์กร “แดงใต้ดิน”

          เมื่อ 18 มีนาคม 2550 “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” ได้จัดการเดินขบวนเป็นครั้งแรกนับแต่เกิดรัฐประหาร โดยเครือข่ายฯ ระดมมวลชนได้สองพันคน ออกเดินจากหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ไปบ้านสี่เสาเทเวศร์

หลังจากจักรภพ เพ็ญแข และจตุพร พรหมพันธุ์ จัดเวทีชุมนุมมวลชนที่ท้องสนามหลวง ในนาม “ม็อบพีทีวี” ก่อนจะขยับปรับองค์กรเป็น นปก. แกนนำเครือข่าย 19 กันยาฯ ก็ลดบทบาทลง และถอยห่างออกมาอยู่วงนอก

วันนี้ ตัวละครที่เป็น “เสนาธิการ” อยู่เบื้องหลัง “เครือข่าย 19 กันยาฯ” มากองรวมอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ มีทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และแนวร่วม

          นัยว่าคนรุ่น ตุลา มีความกระตือรือร้นเหลือเกิน ที่จะเดินสู่ท้องถนนอีกครั้ง

137 ปี ศาลยุติธรรม ก้าวสู่ “D-Court”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369734?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

137 ปี ศาลยุติธรรม ก้าวสู่ “D-Court”

25 เมษายน 2562 – 11:35 น.
กระบวนการยุติธรรมไทย,ศาลยุติธรรม,ศาลดิจิทัล,Digital Court,สราวุธ เบญจกุล,ประธานศาลฎีกา
เปิดอ่าน 2,233 ครั้ง

โดย…  เกศินี แตงเขียว

“21 เมษายน” ของทุกปี นับเป็นวันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย เป็นวันที่ “ศาลยุติธรรม” ได้ปฏิรูปขึ้นครั้งแรกในดินแดนสยาม เมื่อปี 2425 จนถึงวันนี้ 137 ปีแล้ว ที่ “ศาลยุติธรรม” เคียงคู่กับสังคมไทย ใช้อำนาจตุลาการ 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสงบสุข ให้เกิดกับพลเมืองไทยทุกคน ด้วยการอำนวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาค เท่าเทียม เป็นธรรม

แล้วในวันที่สังคม กำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) 4.0 “ศาลยุติธรรม” ต้องขยับตัวให้เข้าสู่วิถีด้วย ซึ่งในปีที่ 137 นี้ “ชีพ จุลมนต์” ประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ประมุขสูงสุดการใช้อำนาจตุลาการ ได้ส่งเสริมแนวคิดให้ผู้พิพากษา-บุคลากรในศาลยุติธรรม พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยี สร้างช่องทางให้ประชาชนทุกสถานภาพ เข้าถึงความยุติธรรม ด้วยความสะดวก-รวดเร็ว โดย “ประธานศาลฎีกา” ประกาศชัดเจน ยุทธศาสตร์พัฒนาศาลยุติธรรม เป็น “ศาลดิจิทัล” Digital Court ในปี 2563

ซึ่ง “สราวุธ เบญจกุล” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เผยถึงโรดแม็พ แผนพัฒนา “ศาลดิจิทัล” ที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่เริ่มแล้วและกำลังเริ่ม
1.ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พัฒนาระบบไอทีสร้างฐานข้อมูลหมายจับ-หมายค้น ซึ่งปัจจุบัน 11 สน. สังกัด บก.น.2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ทำได้ 100% แล้ว โดยเวลาจะยื่นขอหมายจับ ให้ยื่นเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบออนไลน์ ที่จะบันทึกรายละเอียดการขอหมายจับรวมทั้งคำสั่งศาลแบบไฟล์ออนไลน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถกดดูในระบบได้แบบเรียลไทม์ จากเดิมการขอหมายจะเขียนทุกอย่างในกระดาษยื่นเป็นเอกสาร โดยอนาคตอีก 2 เดือน จะขยายฐานข้อมูลไปสถานีตำรวจอื่นๆ ในสังกัด ตร.

“หากทำได้ครบทั่วทั้งประเทศ จะเป็นความก้าวหน้าในการบูรณาการข้อมูล ระหว่างหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมได้ ที่จะเช็กข้อมูลง่าย สะดวกขึ้น และเสริมประสิทธิภาพภารกิจการจับกุมดียิ่งขึ้นตามไปด้วย เพียงแค่กดปุ่มดูข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะได้ทราบว่าบุคคลที่พบน่าสงสัยนั้นเป็นผู้ที่ถูกออกหมายจับหรือไม่”

ขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก็กำลังหารือกันว่า จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลกรณีเมื่อศาลมีคำสั่งกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหา/จำเลยเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งรอเพียงความพร้อมจากฝั่ง ตม. ที่จะสร้างระบบพร้อมลิงค์ข้อมูลจากฝั่งศาลยุติธรรมเท่านั้น ถ้าเมื่อใดที่ศาลมีคำสั่งการห้ามเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ต่อไประบบจะทำให้ ทุกด่าน ตม.ทั่วประเทศได้รับทราบข้อมูลทันทีภายในเวลารวดเร็วแบบเรียลไทม์กดดูข้อมูลได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งจะเป็นการป้องกันการอาศัยช่องว่าง เดินทางหลบเลี่ยงไปทางด่านต่างๆ ในช่วงที่ ตม.ยังไม่รับทราบคำสั่งศาล ในอดีตกระบวนการแจ้งข้อมูลเหล่านี้จะทำเป็นเอกสารส่งผ่านระบบหนังสือราชการ ก็อาจจะใช้เวลาข้ามวัน ดังนั้นการสร้างฐานข้อมูลรูปแบบออนไลน์ จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสกัดการเดินทางออกนอกประเทศ ของผู้ที่ถูกศาลกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว

ส่วน “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (DSI) เวลานี้ ก็ประสานให้ศาลจัดวิทยากร เข้าไปอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ ส่วนการเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลดีเอสไอก็ทำได้ 100% พร้อมที่จะใช้งานแล้ว ขณะที่ “กรมราชทัณฑ์” ก็กำลังศึกษาระบบในส่วนฐานข้อมูลเรื่องหมายขัง-หมายปล่อย เวลานี้ก็อยู่ในขั้นตอนเตรียมการเพราะต้องเขียนโปรแกรมระบบมารองรับ ส่วน “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), กรมการปกครอง ก็เห็นด้วยกับแนวคิดการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหมายจับนี้เช่นกัน แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ

2.การพัฒนาระบบไอที สร้างความสะดวกให้คู่ความ e-Notice System ระบบส่งเอกสารและประกาศนัดไต่สวนหน้าเว็บ แทนการลงประกาศในหนังสือพิมพ์และหน้าศาล ประชาชนก็ประหยัดค่าใช้จ่าย-ลดขั้นตอนเวลาด้วย ซึ่งลงแล้ว 39,616 ประกาศ

– ระบบ ClOS บริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรมทั่วประเทศ 253 ศาล ช่วยในการติดตามคดี-คัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีแบบออนไลน์
– การเชื่อมโยงข้อมูลกรมบังคับคดี เรื่องหมายบังคับคดี ผ่าน Web Service, การเชื่อมโยงข้อมูลกรมคุมประพฤติ, การสืบเสาะประวัติและพินิจจำเลย ใน 246 ศาล
– ระบบสืบพยานทางไกลผ่านจอภาพ (Teleconferencing System), ระบบสืบพยานทางจอภาพเพื่อลดการเผชิญหน้า (Reduce Confrontation System), ระบบการบันทึกการพิจารณาคดีโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Hearing Recording System), ระบบตรวจสอบติดตามการมาศาลของพยาน และการตอบรับเข้าร่วมไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผ่านระบบ QR Code
– จัดงบประมาณ 177 ล้านบาท ติดกล้องวงจรปิดที่ห้องพิจารณาคดีในศาลทั่วประเทศให้เสร็จปี 2562 เพื่อรักษาความปลอดภัย ใครจะมาทำมิดีมิร้ายในศาลไม่ได้แล้วเพราะสามารถนำภาพ-เสียงนั้นมาดำเนินคดีได้
– การทำเอ็มโอยูกับธนาคารกรุงไทย ปรับปรุงระบบบริการชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล e-Filing กับศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ให้คู่ความสะดวกชำระเงินผ่านธนาคารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

3.พัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า e-Arbitration ใช้งบ 27 ล้านบาท สร้างระบบการบันทึกข้อมูลทุกอย่างในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ระดับมาตรฐานระดับสากล โดยซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปเหมือนที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ ซึ่งเดือนพฤษภาคมนี้ จะได้เห็นระบบอนุญาโตฯ ไทย ทันสมัยเทียบเท่าสากลและเสริมสร้างประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

4.พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมต่างๆ เช่น การอบรมผู้พิพากษาสมทบ, ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย, ผู้ประนอมข้อพิพาท เน้นผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้มากขึ้น ส่งสัญญาณภาพเสียงไปศาลทั่วประเทศ ก็จะลดค่าเดินทาง ค่าที่พัก ซึ่งมีบุคลากร 10,000 กว่าคนที่จะต้องเข้าฝึกอบรมต่อเนื่อง และยังใช้ไอทีในการจัดประชุมผ่านระบบ Streaming หรือ Facebook Live ด้วย การพัฒนาระบบรายชื่อติดต่อในองค์กร เป็น e-phonebook ลดการใช้กระดาษ

5.พัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของศาลยุติธรรม ในแอพพลิเคชั่นไลน์ ชื่อ Inside COJ มีสมาชิก 27,368 คน ก็มีทั้ง V LOVE COJ เป็นช่องทางการรับฟังความคิดเห็น, COJ Alerts ใช้แจ้งข้อมูลทันทีที่มีเหตุด่วน คดีสำคัญ ผอ.ศาลแต่ละแห่ง จะรายงานข้อมูลตรงแบบเรียลไทม์ให้ประธานศาลฎีกา, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และโฆษกศาลยุติธรรม รู้ทันที และยังสามารถค้นหาเขตอำนาจศาลแต่ละแห่ง-ข้อมูล กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ด้วย

ขณะที่บทบาทหน้าที่ “ศาล” ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หลักความเป็นอิสระจึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ไอที “137 ปีศาลยุติธรรม” ก็ได้พัฒนาหลักความเป็นอิสระขึ้นอีกก้าว โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้ กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2 คนซึ่งมีหน้าที่ร่วมดูแลบัญชีโยกย้าย การพิจารณาโทษผู้พิพากษา ที่เดิมให้ ส.ว.เป็นผู้เลือก ก็เปลี่ยนให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศเลือก ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญ และเป็นบทบาทที่สังคมได้รับการคุ้มครองด้วย เพราะถ้า ก.ต.มีหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา มีความอิสระอย่างแท้จริง ก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับของเวทีสากลด้วย

นอกจากความเป็นอิสระตุลาการที่ได้พัฒนาแล้ว ในการคุ้มครองสิทธิประชาชนที่เป็นคู่ความ และการสร้างความสะดวก ศาลก็ได้พัฒนาก้าวตามกันไปด้วย เรื่องใหม่ คือ 1.เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ สนช.เห็นชอบ “ร่าง พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ….” ซึ่งมาตรา 6 ให้อำนาจที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ว่าบทบัญญัติกฎหมายใดซึ่งมีโทษทางอาญา โทษทางปกครอง หรือสภาพบังคับที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ฝ่าฝืนนั้น สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรืออาชีพ เป็นภาระแก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้น ในอดีตไม่มีกฎหมายใดเปิดช่องให้อำนาจที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำเช่นนี้ได้

ยกตัวอย่างคดีในอดีต เช่น ซาเล้งเก็บซีดีเก่ามาขาย ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษปรับขั้นต่ำไว้เช่น 200,000 บาท ก็ต้องลงโทษปรับตามนั้น แต่ถ้าร่าง พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ บังคับใช้แล้ว ระหว่างการพิจารณาคดีใดหากเห็นว่ากฎหมายนั้นจะมีข้อต้องส่งให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทกำหนดโทษขั้นต่ำนั้นไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม ซึ่งหากยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในเรื่องนั้น ศาลที่กำลังพิจารณาคดีสามารถเสนอได้ และหากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทกำหนดโทษขั้นต่ำนั้นไม่เป็นธรรม ศาลนั้นจะไม่ลงโทษเลย หรือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้ โดยขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้

2.เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2562 ศาลเริ่มใช้ “ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยระยะเวลาในการจัดพิมพ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น พ.ศ.2562” กำหนดเวลาชัดเจนให้คู่ความคัดถ่ายคำพิพากษาหลังจากมีการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นแล้วได้ภายใน 7 วัน โดยระเบียบนี้สอดคล้องกับแนวคิดการปฏิบัติที่ดีที่สุด Best Practice ของธนาคารโลก เรื่องความมีประสิทธิภาพการบริหารจัดการคดี Case Management ของศาล ที่ต้องกำหนดระยะเวลามาตรฐาน Time Standard โดยการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวยังจะส่งผลต่อรายงานการประเมินความยากง่ายในการทำธุรกิจ Doing Business ของธนาคารโลกที่จะทำขึ้นทุกปี เป็นการยกระดับความเชื่อมั่นต่อศาลยุติธรรมไทยในระดับสากลอีกด้วย

3.การให้อำนาจ “ศาลฎีกา” พิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระตาม “ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561” ที่ออกมารองรับรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 219 บัญญัติให้องค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ

4.การเปิดศาลแขวงเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่ง คือ ศาลแขวงระยอง, ศาลแขวงภูเก็ต, ศาลแขวงเชียงราย, ศาลแขวงบางบอน, ศาลแขวงราชบุรี เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วต่อคู่ความในคดี โดยเมื่อคดีเข้าสู่ศาลมีจำนวนมาก การจัดแยกประเภทคดีเล็กน้อยจะทำให้การทำคดีรวดเร็วมากขึ้น เปรียบเทียบเหมือนโรงงานก็จะมีการแยกสายการผลิต ซึ่งคดีที่มีอัตราโทษเล็กน้อยหากฟ้องแล้วรับสารภาพก็จะตัดสินเสร็จได้เลย ถ้าปล่อยให้คดีโทษเล็กน้อย พิจารณาไปในศาลเดียวกันกับคดีที่มีอัตราโทษสูงทั้งที่วิธีพิจารณาคดีศาลแขวงแตกต่างกันกับศาลจังหวัดก็จะทำให้คดีเสร็จล่าช้า

5.การเปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และภาค 1-9 ครบทั้ง 10 แห่ง เรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 นั้น โดยใช้ระบบวิธีพิจารณาคดีแบบไต่สวน ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการคุ้มครองประชาชนที่จะดำเนินการกับคดีที่มีการทุจริต ประพฤติมิชอบ

6.การปรับปรุงกระบวนการตัดสินคดีในเวลาที่ไม่ล่าช้า โดยประธานศาลฎีกา ประกาศนโยบายการดำเนินคดีว่า ศาลชั้นต้น ตั้งแต่รับคดีต้องทำให้เสร็จไม่เกิน 2 ปี ศาลอุทธรณ์จะต้องไม่เกิน 6 เดือน และศาลฎีกา จะไม่เกิน 1 ปี

7.เรื่องการคืนเงินในคดี ที่ได้กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน พร้อมกับเปลี่ยนระบบที่คืนเงินจากเดิมด้วยการสั่งจ่ายเช็ค เป็นการเข้าบัญชีของคู่ความเลย ก็จะลดขั้นตอนต่างๆ ทำให้คู่ความได้รับเงินคืนในเวลารวดเร็วและยังป้องกันการทุจริตด้วย

8.โครงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กำไลอีเอ็มที่นำมาช่วยเสริมการกำกับดูแลการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลย ที่ไม่มีเงินสดหรือหลักทรัพย์พอวางเป็นหลักประกัน ก็แจ้งความประสงค์ขอพิจารณาติดอุปกรณ์นี้ได้

9.การแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ขยายเพดานอัตราโทษจำคุก ที่จะให้ศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกัน จากเดิมที่กำหนดไว้คดีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ก็เป็นคดีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี

10.การแก้ไข ป.วิ.อ.ฉบับที่ 34 พ.ศ.2562 มาตรา 161/1 เรื่องใช้สิทธิการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาโดยไม่สุจริต ซึ่งหากปรากฏต่อศาลว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย ก็ให้ศาลยกฟ้องได้และห้ามโจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก โดยศาลเสนอแก้ไขกฎหมายนี้ เพราะศาลได้เจอปัญหาเอง ที่มีคนมาใช้สิทธิทางศาลแกล้งฟ้องกันจำนวนมาก ดังนั้นมาตรานี้จะเป็นกลไกสำคัญป้องกันผู้ที่ถูกฟ้องโดยไม่สุจริตจะได้รับความคุ้มครอง

11.การตั้ง “ศูนย์อำนวยความยุติธรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อบริหารจัดการล่ามแปลภาษา” ทั้งกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นชาวต่างชาติ หรือพิการทางการฟัง ก็จัดล่ามผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ซึ่งมีล่ามมากกว่า 10 ภาษา ล่ามผู้แปลภาษาสะดวกไม่ต้องเดินทางไปยังศาลจังหวัดต่างๆ ส่งผลให้คดีเกิดความรวดเร็ว ไม่ต้องเลื่อนคดีเพราะรอการจัดหาล่ามแปลภาษาด้วย
“สราวุธ” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังย้ำถึงเป้าหมายใหญ่ของศาลยุติธรรมในปี 2563 ที่จะพัฒนาระบบให้เป็น D-Court ว่า สิ่งที่สำคัญบุคลากรต้องยกระดับศักยภาพให้มีความพร้อมและทักษะในการใช้เทคโนโลยีระบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน 3 อย่างทั้ง Software-Hardware-Peopleware ที่มีความสำคัญมากแล้ว ก็ยังจะต้องมีเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่อง Cybersecurity ซึ่งเป้าหมาย D-Court นั้นจะเสริมสร้างประสิทธิภาพการพิจารณาพิพากษาคดีให้รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย ให้ความสะดวกประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ Faster And Better Service โดยในปี 2564 เราจะทำให้เป็น Effective สร้างประสิทธิภาพมีมาตรฐานระดับสากล

“ในส่วนความเป็นประชาธิปไตยนั้น 137 ปีศาลยุติธรรม ที่ผ่านมาก็เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว และดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมตลอดมาในการทำหน้าที่ บทบาทของตุลาการก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งเป็นเสาหลักอันหนึ่งในการรักษาประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของรัฐ โดยอำนาจตุลาการก็เป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย เช่นเดียวกับอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งผู้พิพากษาทุกคน ตระหนักดีถึงการปฏิบัติหน้าที่และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความเป็นอิสระ และทำด้วยความถูกต้อง-สุจริต-เป็นธรรม เป็นสำคัญ”

มือปราบคู่บัลลังก์ศาล ล่าผู้ต้องหา-คนหนีคดี
ที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในการสร้างความมั่นใจต่อระบบการรักษาความปลอดภัยของศาลยุติธรรม ก็คือ ออก “พ.ร.บ.เจ้าพนักงานตำรวจ พ.ศ.2562” (ลงประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ววันที่ 16 เม.ย.62) โดยกฎหมายนี้ เรียกง่ายๆ ทั่วไปว่า คอร์ทมาร์แชล (Court Marshal) ก็ได้ โดย “เจ้าพนักงานตำรวจศาล” จะดูแลเรื่องความเรียบร้อยปลอดภัยในบริเวณศาล และยังมีอำนาจหน้าที่ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา/จำเลยที่หลบหนีระหว่างปล่อยชั่วคราวของศาล หรือผู้ที่ฝ่าฝืนหมายเรียกของศาลด้วย ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งตอนนี้มีการคัดเลือก “ผอ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย” คอร์ทมาร์แชลคนแรกแล้ว จากผู้สมัคร 14 คน เลือกได้ ผกก.บก.ส.3 จากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นผู้ที่สมัครมาจากสังกัดสันติบาล เราเลือกจากทุกคนใครก็ได้ที่มีคุณภาพพิจารณาหลายองค์ประกอบ เราต้องการเลือกคนเก่ง-คนดี มาทำงาน ไม่มีเด็กฝากของใคร เพียงแต่การคัดเลือก ผอ.ศูนย์ฯ เมื่อได้ตำรวจจากสันติบาล ก็ถือว่าเป็นข้อดี เพราะงานสันติบาลผ่านงานอารักขาบุคคลสำคัญและเรื่องข้อมูลข่าวสาร เรียกว่ามีทั้งความเชี่ยวชาญและทักษะความรู้ ซึ่ง ผอ.ศูนย์ฯ นี้ ยังต้องรับผิดชอบ “ศูนย์ควบคุมติดตามด้วยระบบกำไลอิเล็กทรอนิกส์อีเอ็ม” ด้วย ในการติดตามผู้หลบหนีประกัน (ข้อมูล ณ เดือน เม.ย.62 มีจำนวนผู้หลบหนี 250 คน) ซึ่งอัตรากำลังเจ้าพนักงานตำรวจศาลปีแรก กำหนดไว้ 39-40 อัตรา ในเวลา 5    ปีจะมีให้ได้ครบเต็มอัตรา 109 อัตรา งบ 316.98 ล้านบาท

‘นายกฯรักษาการ’ เรื่องไม่คาดฝัน ‘ธนาธร’ต้องตอบ!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369733?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นายกฯรักษาการ’ เรื่องไม่คาดฝัน ‘ธนาธร’ต้องตอบ!!

25 เมษายน 2562 – 10:45 น.
นายกรัฐมนตรีรักษาการ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเสรีรวมไทย,พรรคประชาชาติ,รัฐบาล
เปิดอ่าน 10,451 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง    โดย…   พลซุ่มยิง

 เถียงไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ

รู้ๆ กันอยู่ ‘บุรีรัมย์’ ถิ่นใคร?? มีความสัมพันธ์ยังไงกับรัฐบาลคสช.แค่ยกหู ‘กริ๊ง’ เดียว ข้อมูลการเข้าออกพื้นที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในระหว่างไปช่วยลูกพรรคหาเสียง เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 ก็อยู่ในมือและส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียบร้อยแล้ว
‘ธนาธร’ ถูก กกต.แจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 98(3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 42(3) อันเป็นกระทําการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือ ‘ธนาธร’ ต้องแสดงหลักฐานชี้แจงให้ได้ว่าหุ้นจำนวน 675,000 หุ้นเลขหมายใบหุ้นตั้งแต่ 1350001 ถึง 2025000 ในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จํากัด ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ที่ครอบครองร่วมกับนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ได้โอนให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562

แม้ว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 ระบุไว้ว่าให้ทำเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อ ผู้โอน ผู้รับโอน และพยาน

พร้อมระบุหมายเลขหุ้น  การชำระเงิน ก็ทำให้การโอนหุ้นสำเร็จเรียบร้อยแต่จะนํามาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อได้จดแจ้งลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่วันที่บริษัทแจ้งต่อนายทะเบียนกรมการค้า กระทรวงพาณิชย์ คือ 21 มีนาคม 2562 หลังวันรับสมัครเลือกตั้ง

หากยัง ‘ทู่ซี้’ ยึดข้อมูลเดิมที่เคยให้นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวก่อนหน้านี้ว่า ในวันที่ 8 มหราคม ‘ธนาธร’ เดินทางไปหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ ในช่วงเช้าและช่วงบ่ายนั่งรถตู้ออกจาก จ.บุรีรัมย์ โดยมีใบเสร็จอีซี่พาสเป็นหลักฐานเพื่อกลับมาโอนหุ้นที่ กทม. จนเกิดความสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ระวังเจอข้อหา ‘ให้การเท็จ’

เพราะกกต.มีวัตถุพยานเป็นกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ‘ธนาธร’ ตั้งแต่เดินทางไปถึง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ การเข้าออกโรงแรมในพื้นที่ระบุเวลาไว้ชัดเจนข้อมูลเส้นทางรถตู้ที่วิ่งผ่าน การคำนวณระยะทางและพยานบุคคล คือกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน อีกหลายสิบปาก เรียกว่า ‘ดิ้น’ ไม่หลุด

ไหนๆ ก็พบหลักฐานความไม่ชอบมาพากลการโอนหุ้นแล้ว มาต่อเรื่องทัวร์ยุโรปของธนาธรที่อ้างว่าเดินทางไปดูงานพร้อมทวิตข้อความ

บอกคนไทยว่าได้พบผู้แทนสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนองค์การสหประชาชาติ (UNOHCHR) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คุยกันเรื่องสถานการณ์การเมืองไทยที่แม้ผ่านเลือกตั้งแล้วแต่ยังน่าเป็นห่วง

ซึ่งเป็นห้วงเดียวกันมีการเผยแพร่คลิปในช่องยูทูบเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 ความยาว 20.14 นาที ของนายเทิดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา หรือรู้จักในชื่อ ดร.โต้ง มีเนื้อหาพูดถึงเหตุการณ์บ้านเมืองของไทยหลังการเลือกตั้งเปรียบเทียบกับต่างประเทศและเชื่อมโยงไปถึงการเดินทางทัวร์ยุโรปของธนาธรครั้งนี้เพื่อไปขอให้รับรองการเป็น “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” บริหารประเทศ

หากเป็นไปตาม ดร.โต้ง พูด แสดงว่าการจับมือลงสัตยาบัน 6+1 พรรคการเมือง หยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการ สร้างรัฐบาลประชาธิปไตย ประกอบด้วยเพื่อไทย เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ อนาคตใหม่ พลังปวงชนชาวไทยและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล มีแนวโน้มเสนอชื่อธนาธร เป็นนายกรัฐมนตรี
เรื่องนี้สะกิดต่อม คสช.เข้าอย่างจัง จนต้องไปแอบสอบถาม กกต.และได้คำตอบว่าหากมีหลักฐานชี้ชัดว่าธนาธรมีพฤติกรรมดังกล่าวจริงจะมีความเป็นผิดถึงขั้นยุบพรรคเพราะเป็นการแสวงหาอำนาจโดยมิชอบและไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เปิดให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย

ประมาณทุ่มหนึ่งวันที่ 25 เมษายน 2562 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ธนาธรเดินทางกลับจากทัวร์ยุโรปก่อนกำหนดเดิมคือสิ้นเดือนเพื่อรับทราบและเตรียมตัวชี้แจงข้อกล่าวหากกต. ปมโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคมีเดีย จํากัด ภายใน 7 วัน และเจ้าตัวน่าจะตอบคำถามได้ดีว่าทัวร์ยุโรปครั้งนี้มีเรื่องนายกรัฐมนตรีรักษาการหรือไม่??

ค่าโง่โฮปเวลล์ 2 หมื่นล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369730?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ค่าโง่โฮปเวลล์ 2 หมื่นล้าน

25 เมษายน 2562 – 09:50 น.
อ๊อด เทอร์โบ,โฮปเวลล์,ค่าโง่
เปิดอ่าน 381 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณสมเกียรติ (สามเสน) ขอความชัดเจนเรื่องรัฐต้องคืนเงินชดเชยให้บริษัทโฮปเวลล์ 11,888 ล้านบาท ภายใน 180 วัน พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี รวมถึงค่าธรรมเนียมศาลซึ่งรวมแล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

ในฐานะคนไทยที่เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายขอเป็นตัวแทนถามถึงรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรโปรดแจ้งให้ทราบด้วย

บรรดารัฐมนตรีอื่นๆ คงไม่กล้าตอบคำถามข้อข้องใจเหล่านี้ แล้วต่อไปรัฐบาลจะต้อง ‘เสียค่าโง่’ หรือค่าปรับค่าชดเชยต่างๆ อีกหลายๆ บริษัทหรือไม่?
อ๊อด เทอร์โบ


 รัฐบาลเสียค่าโง่โฮปเวลล์
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นเด็กบ้านนอกนั่งรถไฟเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ พอใกล้ถึงหัวลำโพงเห็นเสาตอม่อขนาดใหญ่ ด้วยความสงสัยเลยถามพี่ชายเขาบอกว่านั่นคือเสาโฮปเวลล์ ซึ่งเป็นโครงการรถไฟยกระดับที่รัฐบาลไหนก็ไม่รู้เซ็นสัญญาจะจ้างแล้วต่อมายกเลิกสัญญาและมีการรื้อถอนเสาโฮปเวลล์ไปหลังจากปล่อยไว้เป็นสิบๆ ปี
รายละเอียดอย่างอื่นมีมากมายแต่ที่ต้องเขียนจดหมายฉบับนี้มาก็คือเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้รัฐคืนเงินชดเชยให้โฮปเวลล์เป็นเงิน 11,888 ล้านบาท หรือเป็นตัวเลขกลมๆ คือ 2 หมื่นล้านบาท

ผมตกใจแทบช็อกเลยครับเพราะศาลปกครองสูงสุดให้ใช้คืนภายใน 180 วัน ผมเลยอยากรู้ว่าใครจะรับผิดชอบและเอาเงินไหนมาจ่ายครับ เป็นเงินจากภาษีของพวกเราหรือเปล่าแล้วจะมีการเสียค่าโง่แบบนี้อีกหรือไม่

เห็นนายกฯ บิ๊กตู่ บอกว่ารัฐบาลต้องแก้ไขแล้วให้ใจเย็นๆ อากาศร้อนแบบนี้เย็นไม่ไหวแล้วครับ
สมเกียรติ (สามเสน)
 รับมืออากาศร้อนด้วยตัวเอง

 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมเป็นคนชอบเล่นกอล์ฟครับ และในเวลาอากาศร้อนเช่นนี้มีหลายๆ คนถามว่าไปเล่นกลางแดดจะต้องทำอย่างไรให้อยู่ได้ ซึ่งกรณีนี้ผมเรียนว่าต้องมีวิธีรับมืออากาศร้อนจัดได้อย่างไร

วิธีง่ายๆ คือ ต้องเล่นตอนเช้ามืดหรือไม่ก็เล่นตอนบ่ายสองกว่าๆไปเลยแล้วเล่นเสร็จในตอนเย็นๆ

วันก่อนได้อ่านวิธีรับมือกับอากาศร้อนจากนิตยสาร ‘ฮอตกอล์ฟ’ ซึ่งมีประโยชน์มากๆ และแม้ไม่ใช่นักกอล์ฟก็นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังนี้

สภาพอากาศที่ร้อนทำให้เราสูญเสียเหงื่อมากกว่าปกติ ดังนั้น ทางที่ดีควรดื่มน้ำบ่อยๆ หรืออย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (หรือประมาณ 2 ลิตร) เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย และน้ำที่ดื่มนั้นควรเป็นน้ำเปล่า ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์ เพราะอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายตามมา

การเลือกสวมเสื้อผ้าช่วงหน้าร้อนเป็นสิ่งสำคัญ เราควรเลือกผ้าที่สวมใส่สบาย เช่น เสื้อผ้าที่เป็นผ้าฝ้าย หรือผ้าลินิน เพราะมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนได้ดี หรือการเลือกใส่เสื้อแขนสั้น หรือเปลี่ยนมาใส่กางเกงขาสั้นบ้างก็จะช่วยคลายร้อนได้ดีเช่นกัน

การเลือกรับประทานอาหารในช่วงหน้าร้อนควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบบทางเดินอาหาร นอกจากนั้นการเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม แตงไทย มังคุด สับปะรด แตงกวา จะช่วยเพิ่มน้ำในร่างกาย ช่วยขับร้อน และแก้อาการกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี

หากมีความจำเป็นต้องออกกลางแจ้ง หรือนักกอล์ฟที่ต้องออกรอบในช่วงนี้ ควรหาอุปกรณ์ที่ช่วยปกป้องร่างกายของคุณจากแสงแดด เช่น กางร่ม สวมหมวก สวมแว่นกันแดด ปลอกแขน หรือทาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องผิวของคุณก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรค หรืออาการต่างๆ ที่มากับความร้อน และแสงแดดได้ในเบื้องต้น

การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายและสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหาเวลาในการนอนหรือพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง

การนอนหลับยังช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงและทำให้เราตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนได้อย่างสบาย

หากลองวิธีต่างๆ แล้ว ยังรู้สึกว่ายังร้อนหรือหงุดหงิดและเกิดความเครียดกับสภาพอากาศลองมองหาวิธีการหรือสถานที่ที่จะช่วยทำให้รู้สึกเย็นสบาย หรือคลายร้อนได้ เช่น การออกมานอกบ้านหรือสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเท การไปเดินคลายร้อนที่ห้างสรรพสินค้า

หรือถือโอกาสไปท่องเที่ยวพักคลายร้อนที่สวนสาธารณะ สวนน้ำ และแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ก็เป็นวิธีการที่จะช่วยคลายร้อนได้ดี
โอกาสนี้ขอขอบคุณและขออนุญาตนิตยสาร ‘ฮอตกอล์ฟ’ นำมาเผยแพร่ด้วยครับ
สาคร (นนทบุรี)

ตอบคุณ ‘สาคร’ นนทบุรี
จดหมายของคุณมีประโยชน์มากมายครับและเป็นการรับมืออากาศร้อนเวลานี้ด้วยตัวเองและทำได้ไม่ยากเลย เรียกว่าปรับตัว-ปรับชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพของตัวท่านเอง

ข้อมูลที่นำมานี้บรรดานักกอล์ฟหรือผู้ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง เช่นขี่จักรยาน วิ่ง เดิน ฯลฯ คงทราบดีอยู่แล้วพอสมควร และนำมาแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง

ผมพยายามนำรายการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งให้ทราบบ่อยๆ เพื่อจะได้เตรียมรับสภาพอากาศซึ่งปีนี้ร้อนมากกว่าที่ผ่านมา และบางท้องที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

ขอบคุณในความปรารถนาดีและข้อมูลดีๆ แนะนำมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ

ความจริงพิฆาต “ธนาธร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความจริงพิฆาต “ธนาธร”

25 เมษายน 2562 – 09:35 น.
อิทธิพร บุญประคอง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,กกต
เปิดอ่าน 6,230 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

การที่ 7 กกต.ที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน มีมติแจ้งข้อกล่าวหาว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้สมัคร

ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต่อคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ว่าด้วยการถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของสื่ออันเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร

แปลไทยเป็นไทยว่า 7 กกต. มีความเห็นเบื้องต้นแล้วว่า คุณสมบัติของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ น่าจะขัดต่อกฎหมาย เพียงกระบวนการอำนวยความยุติธรรม กกต.ได้เปิดโอกาสให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาชี้แจงข้อกล่าวหา ทั้งที่ กกต.ไม่ต้องให้มาแก้ข้อกล่าวหา โดยให้ไปพิสูจน์ทีเดียวในศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งเลยก็ได้

แต่การเปิดโอกาสให้เป็นไปตามคำเรียกร้องของปิยบุตร แสงกนกกุล ก่อนหน้านี้ที่อยาก “ได้โอกาส” ในการชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี และพรรคอนาคตใหม่จะได้ไม่ต้องอ้างเอาเสียงที่ได้รับเลือกตั้ง 6.3 ล้านเสียง เมื่อ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นข้ออ้างในการกลบเกลื่อนความจริงที่ไม่ควรเลียนแบบทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2544 ในการเอาเสียงเลือกตั้ง กดดันกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีซุกหุ้น อันเป็นตราบาปจนถึงทุกวันนี้

ประเด็นการครอบครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด บริษัททำสื่อของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเป็นจะต้องพิสูจน์ความจริงตามกฎหมายว่า ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันสมัคร ส.ส.ธนาธร ยังถือครองหุ้นสื่ออยู่หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 และคำพิพากษาคดีโอนหุ้นของศาลฎีกาในอดีต สามารถเทียบเคียงกันได้ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะพิสูจน์ความจริง

แน่นอนว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ – ปิยบุตร แสงกนกกุล และพลพรรคอนาคตใหม่ ย่อมยกแม่น้ำทั้ง 5 มาอ้างความชอบธรรม ว่าได้มีการจัดการโอนหุ้นไปก่อน 6 กุมภาพันธ์ 2562 แล้ว แต่ประจักษ์พยาน เอกสารทางราชการ ย่อมเป็นความจริงที่ใครจะแก้จนเป็น “วัวพันหลัก” หรือ “ลิงแก้แห” อย่างไร ก็หนีความจริงไปไม่พ้น
ขอเพียง ธนาธร และอนาคตใหม่ ต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความจริง อย่าอ้างเสียงเลือกตั้งกดดัน เฉกเช่นทักษิณ ชินวัตร หรือหนีกระบวนการยุติธรรมเหมือน 3 พี่น้องชินวัตร

ให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าตามครรลองที่ถูกต้อง ให้ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ตัดสินเรื่องนี้อย่างอิสระ จะทำให้ “ความจริง” ถูกประกาศออกมา ที่ทุกฝ่ายทั้งที่เชียร์และค้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องยอมรับคำตัดสิน บ้านเมืองถึงจะเดินหน้าได้

“ทองแท้ ย่อมไม่กลัวไฟฉันใด” หากธนาธร ไม่ได้แต่งเอกสารย้อนหลังจริง ต้องเดินหน้าให้กระบวนการตรวจสอบการเข้าสู่อำนาจเป็นไปโดยปกติ

แกะรอยบริษัททนายอู้ฟู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369739?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอยบริษัททนายอู้ฟู่

25 เมษายน 2562 – 09:26 น.
ชินวัฒน์ ชินแสงอร่าม,ออฟเร็คคอร์ด,กลต
เปิดอ่าน 1,191 ครั้ง

คอลัมน์… ออฟเร็คคอร์ด ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

ตามรอย  ชินวัฒน์  ชินแสงอร่าม  อดีตกรรมการ  ADAM  ที่ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษ  ฐานทำให้ผู้ถือหุ้น ADAM  เสียหาย  จากการนำ  ADAM  ไปพัวพันฟอกเงินจำนำข้าว

จากการสืบค้นพบว่า “ชินวัฒน์” เป็นกรรมการในบริษัท วีระวงศ์,ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ จำกัด หรือ WCP

WCP ทุนจดทะเบียน 16 ล้านบาท มี ดับบลิวซีแอนด์พีโฮลดิ้ง ถือหุ้น 99.9981% ชินวัฒน์ ถือ 0.0013% หรือ 2 หุ้น และ เพ็ญศรี เกิดทรัพย์ ถือ 0.0006% หรือ 1 หุ้น โดย ชินวัฒน์ เป็นกรรมการ ร่วมกับ วีระนุช ธรรมาวรานุคุปต์ แม้จะถือหุ้นแค่ 2 หุ้น

ยังพบอีกว่า ดับบลิวซีแอนด์พีโฮลดิ้ง ทุน 1,070,000 บาท มี ชินวัฒน์ ถือ 59.9907% และ ทรีเน็กซ์ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ถือ 40% โดย ชินวัฒน์ เป็นกรรมการร่วมกับ วีระนุช ธรรมาวรานุคุปต์ (อีกแล้ว)

ที่น่าสนใจ ทรีเน็กซ์ โฮลดิ้งส์ จดทะเบียนไกลถึง หมู่เกาะเวอร์จิน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเกาะฟอกเงินระดับโลก

เดิม บริษัท วีระวงศ์,ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ จำกัด ชื่อ บริษัท วีระวงศ์,ชินวัฒน์ และเพียงพะนอ จำกัด เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันจากรั้วสวนกุหลาบ ต่อมา เพียงพะนอ ถอนตัวออก จึงเปลี่ยนมาเป็น วีระวงศ์,ชินวัฒน์และพาร์ทเนอร์

ปี 2560 วีระวงศ์,ชินวัฒน์ และพาร์ทเนอร์ มีรายได้ 682 ล้านบาท กำไรสุทธิ 129 ล้านบาท ถือว่าสูงมากๆ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะสำนักทนายแห่งนี้ มักรับทำดีลที่ท้าทายของหลายๆบริษัทในตลาดหุ้น ทำให้ได้รายได้ดี และกำไรงดงามอย่างที่เห็น