“แพทย์แผนไทย”…ในอุ้งมือ “บัตรทอง สปสช.”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370068?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แพทย์แผนไทย”…ในอุ้งมือ “บัตรทอง สปสช.”

29 เมษายน 2562 – 12:40 น.
สปสช,บัตรทอง,แพทย์แผนไทย,สมุนไพร
เปิดอ่าน 1,367 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“วิธีการรักษาโรคร้าย” หรือความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเฉพาะการใช้ “ยา” จากพืชสมุนไพรอย่างเดียว ก็ถูกศึกษาวิจัยปรับเปลี่ยนจนกลายมาเป็นการรักษาด้วยยาดัดแปลงจากสารเคมีต่างๆ จนพืชสมุนไพรแทบสูญหายไปจากท้องถิ่น…

แต่ในวันนี้วงการแพทย์ทั่วโลกส่วนหนึ่งได้หันกลับมารณรงค์ให้ “พืชสมุนไพร” กลายเป็นพระเอกอีกครั้ง หลังศึกษายืนยันพบข้อดีของสมุนไพรและวิธีการรักษาแบบท้องถิ่น หลายครั้งที่ได้ผลดีมากกว่ายาสมัยใหม่ ที่ปรุงแต่งมาจากสารเคมี เช่น เปล้าน้อย ฟ้าทะลายโจร น้ำมันกัญชา ฯลฯ

โดยเฉพาะในประเทศไทย ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษกำลังถูกปัดฝุ่น จากสถาบันการศึกษาวิจัยด้านการแพทย์หลายแห่ง ที่เริ่มแข่งขันวิจัยด้านนี้อย่างคึกคัก ทำให้เริ่มเห็นความหวังว่า คนไทยกำลังจะมีทางเลือกในการรักษา โดยไม่พึ่งพาวิธีรักษาแบบยาฝรั่งเท่านั้น

“กระทรวงสาธารณสุข” พยายามผลักดันการใช้สมุนไทยมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบคือพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่ง “สมุนไพร” ที่เคยมีความหลากหลายแตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ได้หดหายไป กลายเป็นแปลงผัก แปลงข้าวโพด สวนพืชไร่หรือสวนผลไม้

เพื่อไม่ให้ปัญหาพืชสมุนไทยเกิดวิกฤติสูญพันธุ์ไป กระทรวงสาธารณสุขจึงจับมือกับกระทรวงพาณิชย์ พลิกนโยบายส่งเสริมปลูก “พืชสมุนไพรไทย” มากขึ้น

ไม่ใช่หวังเพียงส่งขายในไทยเท่านั้น แต่หวังส่งไปตลาดต่างประเทศ เนื่องจากมีนักวิจัยหลายชาติพิสูจน์แล้วว่า สมุนไพรไทย เมื่อนำมาเป็นส่วนผสมของยารักษาโรค อาหารเสริม หรือเครื่องสำอางต่างๆ ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ถึงกับตั้งเป้าหมายว่า ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมถูกใจนานาชาติ เพราะจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยกว่า 3.6 แสนล้านบาท ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า หรือไม่เกินปี 2564

มูลค่านี้ทำให้ชาวบ้านตาโต มองเห็นความหวังในการปลูกพืชสมุนไพรมากกว่ารับจ้างนายทุนปลูกข้าวโพด หรือทำไร่ ทำฟาร์มสัตว์ เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ที่นับวันมีแต่จะเสียเปรียบและขาดทุนซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแก้ไขให้ได้คือ การรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความสามารถและความเชื่อมั่นในการรักษาสุขภาพแบบ “แพทย์แผนไทย” ที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่นไทยเป็นหลัก เพื่อให้คนไทยและชาวต่างชาติเกิดความมั่นใจที่จะนำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยไปใช้

จากฐานข้อมูล กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า ขณะนี้ตำรับยาสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมดที่มีในประเทศไทย มีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นตำรับ ทั้งที่เป็นตำรับยากินบำรุงสุขภาพทั่วไป จนถึงขั้นสามารถนำไปรักษาโรคร้ายหรือโรคเรื้อรังต่างๆ โดยมี “เครือข่ายศึกษาวิจัยสมุนไพร” กำลังพัฒนาคิดค้นสูตรสมุนไพรไทยยับยั้งมะเร็ง เช่น “สูตรตำรายายับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก” จากสมุนไพรเถามวกขาว หญ้าขัด ถั่วพู ราชพฤกษ์ ฯลฯ เนื่องจากทดลองในสัตว์แล้วได้ผลดีและมีความปลอดภัย ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ หรือ “สูตรตำรายายับยั้งเซลล์มะเร็งตับ” ประกอบด้วย สมุนไพรมหาหิงคุ์ รากทนดี รงทอง ฯลฯ อยู่ในขั้นตอนการทดลองในมนุษย์เช่นกัน

อย่างไรก็ตามสมุนไพรไทย ไม่ได้ใช้เฉพาะเป็น “ยา” รักษาโรคโดยตรงเท่านั้น เพราะหลักสูตรแพทย์แผนไทย ยังมีการดูแลสุขภาพและรักษาโรคด้วยวิธีอื่นด้วย โดยหลักสูตรการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการรับรองในการประกอบวิชาชีพ ขณะนี้มี 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ สาขาเภสัชกรรมไทย สาขาเวชกรรมไทย สาขานวดไทย และสาขาผดุงครรภ์ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ใช้สมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งสิ้น และผู้จะไปดูแลผู้ป่วยได้ต้อง “สอบผ่านและได้รับใบประกอบโรคศิลปะ” ในสาขานั้น

สมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทยกำลังถูกนำมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นประโยชน์นั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า “อุปสรรค” สำคัญบางอย่างที่ถูกมองข้ามคือ การพลาดโอกาสในเม็ดเงินของ “กองทุนบัตรทอง 30 บาท”

ปัญหานี้ต้องได้รับการพิจารณาด่วนจาก คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ว่าจะเอาจริงเอาจังกับการสนับสนุนยาสมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทย มากน้อยเพียงไร ?

ตัวเลขปัจจุบันคนไทยอยู่ภายใต้สิทธิบัตรทองประมาณ 49 ล้านคน แต่ไม่สามารถเบิกยาสมุนไพรและเลือกวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยได้เต็มที่ เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อนุญาตให้ “ยาแผนไทย” อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่เบิกได้เพียงหลักร้อยรายการเท่านั้น จากตำรับโบราณที่มีกว่า 2 หมื่นตำรับ ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่เบิกจ่ายสมุนไพรก็ยังไม่ครอบคลุมสถานรักษาพยาบาลทุกแห่ง

พลิกดูตัวเลข “งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562” ซึ่งมีอยู่จำนวน 1.8 แสนล้าบาท สำหรับดูแลคนไทย 48.57 ล้านคน หรือเฉลี่ย 3,427บาท/คน ซึ่งรัฐได้จัดงบพิเศษเพิ่มให้ผู้ต้องการใช้ยาสมุนไพรอีกหัวละประมาณ 12 บาทเท่านั้น

นโยบายข้างต้นไม่สอดคล้องกับแนวคิดการสนับสนุน “สมุนไพรแพทย์แผนไทย” ทำให้เครือข่ายภาคประชาชนพยายามเรียกร้องให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บอร์ด สปสช.” เพิ่มเติมการให้บริการแพทย์แผนไทยที่เหมาะสมกับคนใช้สิทธิบัตรทองมากกว่านี้ เพราะสมุนไพรไทยพิสูจน์แล้วว่าได้ผลไม่ต่างจากยาเคมีแบบฝรั่ง แต่ไม่ค่อยได้รับการโปรโมทจากโรงพยาบาลหรือสถานรักษาพยาบาลเท่าไรนัก

นิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การหมกเม็ดใน “แผนปฏิรูประบบสาธารณสุขประเทศไทย” ที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ” หรือเรียกง่ายๆ ว่า  “บอร์ด สปสช.” ที่มาจากสัดส่วนตัวแทนกลุ่มต่างๆ จำนวน 30 คน ให้กลายเป็น “ซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ” จำนวน 40 คน ที่มีอำนาจมากมายมหาศาล โดยไม่เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้าไปเป็นคณะกรรมการ โดยเฉพาะการลดสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชน

โครงสร้าง “ซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ” จำนวน 45 คน มีภาคประชาชนเพียง 3 คน นอกนั้นเป็นแพทย์ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม กลาโหม ข้าราชการ ฯลฯ ทำให้เกิดข้อกังขาว่าคนที่ได้รับเลือกกลุ่มนี้จะมีการเปิดใจกว้างสนับสนุนแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนไทย หรือสมุนไพรไทยมากน้อยเพียงไร ?

หลังเกิดคำถามและคำคัดค้านเผยแพร่ในสื่อโซเชียลต่างๆ จนกลายเป็นกระแสกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องการสนับสนุนแพทย์แผนไทย ที่มีกระแสคำถามเกี่ยวกับ “น้ำมันกัญชา” ว่าเป็นสมุนไพรไทยและในอนาคตจะเบิกจ่ายได้หรือไม่ ?

ล่าสุด “บอร์ด สปสช.” จึงตัดสินใจเปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ให้บริการ-ผู้รับบริการกองทุนบัตรทองในปี 2562 โดยเฉพาะสั่งให้เพิ่มประเด็นร้อนแรงหัวข้อ “การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” หวังว่าจะนำข้อเสนอและความคิดเห็นมาปรับปรุงพัฒนาระบบการจัดบริการแพทย์แผนไทยให้ดีกว่าเดิม

การเปิดเวทีระดมความคิดเห็น จะเริ่มขึ้นประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2562 ผ่านระบบออนไลน์ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 16 มีระดับเขตพื้นที่ซึ่งรับผิดชอบโดย คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับและเวทีระดับประเทศ ในวันที่ 15-16 สิงหาคม 2562 ส่วนประชาชนทั่วไปอยากเสนอความเห็นใช้ระบบออนไลน์หรือสายด่วน สปสช.1330

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการระดมความคิดเห็นครั้งนี้ กลุ่มสนับสนุน “สมุนไพรไทย และ แพทย์แผนไทย” จะมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สำหรับคนไทย 49 ล้านคน …นับได้ว่า “แพทย์แผนไทย”…กำลังอยู่ในอุ้งมือของผู้มีอำนาจกำหนดทิศทาง “บัตรทอง”

วิเคราะห์เฉพาะตัวเลขผู้มาใช้สิทธิบัตรทอง ปี 2561 ที่ป่วยเป็นมะเร็งจำนวน 2.34 แสนคน มารับบริการรักษา 1.43 ล้านครั้ง และใช้งบประมาณชดเชยค่ารักษาจำนวน 9,557 ล้านบาท

เงินจำนวนนี้หากแบ่งมาจ่ายให้ยาสมุนไพรไทยรักษามะเร็งได้ส่วนหนึ่ง จะลดค่านำเข้ายาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติได้ไม่น้อย
เงินจะหมุนเวียนกลับเข้าไปสนับสนุนแพทย์แผนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม !

 ยาสมุนไพรในบัญชีหลักแห่งชาติ 22 รายการ
1.ว่านหางจระเข้ วุ้นจากว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
2.มะขามแขก ยาระบายช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ห้ามรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ขาดสารโพแทสเซียม

3.หญ้าหนวดแมว สรรพคุณขับปัสสาวะ รักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะชนิดเป็นกรดยูริก
4.เพชรสังฆาต สรรพคุณขับลมในลำไส้ บรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก รับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนถึงจะเห็นผล

5.กระเทียมแคปซูล ลดคอเลสเตอรอลในเลือดและละลายลิ่มเลือดได้
6.ยาผงชะพลู สรรพคุณ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ไอ ละลายเสมหะ

7.ขี้เหล็ก แก้อาการท้องผูก มีสารสำคัญพวกแอนทราควิโนนหลายชนิด ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย
8.บอระเพ็ด ช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ ช่วยเจริญอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน

9.มะระขี้นก สรรพคุณช่วย ลดน้ำตาลในเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย
10.ยาผงหญ้าดอกขาว  ช่วยลดการสูบบุหรี่

11.เหงือกปลาหมอ ช่วยรักษาผู้มีอาการภูมิแพ้ ผื่นคัน
12.ลูกยอ ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน

13.กระชายดำช่ วยในการขับลม แก้ท้องอืด และบำรุงร่างกาย
14.ส้มแขก ช่วยลดคอเลสเตอรอล และลดการสร้างไขมัน

15.เทพธารา ผสมตัวยาหลายชนิด เช่น เถาวัลย์เปรียง กำลังวัวเถลิง กำลังเสือโคร่ง กระชายดำ ฯลฯ รักษาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ ปวดข้อ และบำรุงกำลัง
16.ยาห้าราก หรือ ยาเพชรสว่าง ประกอบไปด้วยตัวยา 5 ชนิด รากเท้ายายม่อม รากคนทา รากย่านาง รากชิงซี และรากมะเดื่อชุมพร มีสรรพคุณ ลดไข้ และแก้ปวด

17.น้ำมันไพล ลดอาการอักเสบ แก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ขัดยอก และปวดเมื่อย
18.ยาแก้ไอมะขามป้อม  บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ จิบเมื่อมีอาการไอหรือเจ็บคอ

19.ยาผงดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด และลดความดันโลหิต
20.สหัสธารา  ผสมตัวยามากกว่า 20 ชนิด เช่น โกฐเขมา โกฐมะพร้าว โกฐพุงปลา เทียนดำ มหาหิงค์ ฯลฯ ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รวมทั้งอาการชาที่แขนและขา

21.ธรณีสัณฑะฆาต ประกอบตัวยาหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ พริกไทยร่อน ยาดำ เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงค์ การบูร เนื้อลูกมะขามป้อม กานพลู หัวบุก ขิง ชะเอมเทศ ลูกกระวาน ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ปวดท้อง สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน
22.เถาวัลย์เปรียง ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ

ระวัง! บิดเบือนกฏหมาย – ม็อบข่มขู่ หวังอุ้ม ‘ธนาธร’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง! บิดเบือนกฏหมาย – ม็อบข่มขู่ หวังอุ้ม ‘ธนาธร’

29 เมษายน 2562 – 09:30 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,สมชัย ศรีสุทธิยากร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 2,151 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

มีความพยายามจะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า ไม่สามารถตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีข้อกังขาเรื่องการถือหุ้นสื่อในบริษัท วี-ลัค มีเดีย อันเป็นคุณสมบัติ “ต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ด้วยการระบุของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่วันนี้สวมเสื้อสีฟ้าค่ายประชาธิปัตย์ แต่หัวใจ “สีส้ม?” เป็นความพยายามแบบสีข้างเข้าถู ที่อ้างว่า เมื่อ กกต.รับรองความเป็นผู้สมัคร ตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 จะมาตัดสิทธิ์ ย้อนหลัง หรือแจก “ใบส้ม” ให้ ธนาธร ไม่ได้

พร้อมๆ กับการข่มขู่การทำงานของ กกต. โดย สมชัย ศรีสุทธิยากร ให้ กกต.ระวัง “โดมิโน่” ทับใส่หากไปตัดสิทธิ์ธนาธร สำทับด้วยการประกาศกร้าวหลังกลับจากท่องยุโรปของธนาธรว่า “อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของธนาธร แต่ต้องเป็นเรื่องของอนาคตใหม่และประชาธิปไตย” และขู่ว่า หาก กกต.กระทำเรื่องนี้อย่างไม่เป็นธรรม “วุ่นวาย” แน่

          เรียกว่า ขบวนการธนาธรใช้ “มุม” ทางกฎหมายเข้าข้างตัวเอง และใช้ “มวลชน” เป็นกำแพง “ขู่” กกต. ที่กำลังพิจารณาว่าคุณสมบัติของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขบวนการธนาธรกำลังกดดันให้ “องค์กรอิสระ” ไม่สามารถทำงานได้อย่าง “อิสระ” 

กรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในการถือครองหุ้นสื่อ หาได้มีความยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนแต่ประการใด เพราะเพียงตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ในข้อกฎหมาย ตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 วันที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมัคร ส.ส. ยังเป็นเจ้าของหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ตามกฎหมายหรือไม่ การอ้างว่าขายให้มารดา คือนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ 8 มกราคม 2562 ไม่ใช่ประเด็น เพราะคนที่มีความผิดในคุณสมบัติของตนเอง ย่อมสามารถ “สร้างหลักฐาน” ส่วนตนขึ้นมาได้ อยู่ที่หลักฐานดังกล่าว กฎหมายเชื่อถือหรือไม่ ก็เท่านั้น

ปัญหาคือจะพิสูจน์ข้อกฎหมายนี้ไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ จึงหา “ช่องลอด” ทางกฎหมาย ด้วยการกดดันว่า กกต.ไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบเพราะรับรองสิทธิผู้สมัครไปแล้ว

สิ่งที่ แสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจง หักล้างข้อกล่าวอ้างของทั้งปิยบุตร และสมชัย ได้หมดสิ้น คือการระบุว่า กกต.มีอำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติ ในช่วง 23 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นการตรวจสอบเอกสารว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ แต่คุณสมบัติ “ต้องห้าม” ยากที่กกต.จะตรวจสอบพบ จนกระทั่งมีผู้มาร้อง กกต.ต้องสอบสวนและเป็นอำนาจตามกฎหมาย

          เรื่องนี้ไม่ต้องให้ “ใบส้ม” ตามที่ ปิยบุตร ตีกัน หาก กกต.ฟันธงว่าคุณสมบัติของธนาธรเข้าลักษณะ “ต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้ถือว่า การสมัคร ส.ส.ของธนาธร ถือเป็น “โมฆะ” เสมือนว่า ไม่มีการสมัครตั้งแต่ต้น

อย่าไปบิดเบือนกฎหมาย หรือสร้างมวลชนกดดัน กกต.เลย เพราะเรื่องทั้งหมดหาก กกต.เชื่อว่าผิด จะไปจบที่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ถ้าเราเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เชื่อมั่นในศาล และเชื่อมั่นใน “ความจริง” ที่ตนเองกระทำว่า ไม่ได้ไปแก้เอกสารย้อนหลัง จงเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ”ขั้นต้น” ก่อนการเข้าสู่อำนาจ

หากไม่ยอมให้กระบวนการตรวจสอบขั้นต้นทำงานอย่างปกติ เราก็จะเจอนักการเมืองที่เข้ามาสู่อำนาจและใช้อำนาจกระทำการอัปยศจนพาประเทศสู่หายนะ

          เรามีบทเรียนจาก “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อปี 2544 ที่ยอมให้ “บกพร่องโดยสุจริต” เข้ามากระทำการทุจริตนานารูปแบบแล้ว วันนี้เราจะยอมให้ประวัติศาสตร์ “ซ้ำรอย” อีกหรือ ??

สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 เสร็จเมื่อไหร่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 เสร็จเมื่อไหร่?

29 เมษายน 2562 – 08:15 น.
สนามบินเชียงใหม่,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,กทมไร้สายไฟฟ้า
เปิดอ่าน 4,181 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้ประชาชนคนไทยเฝ้ารอรัฐบาลใหม่ ซึ่งหากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองแล้วจะเป็นรูปเป็นร่างกลางเดือนหน้า และนโยบายโครงการต่างๆ จะได้เดินหน้าอย่างมีทิศทางเสียทีเพราะดูเหมือนว่าหลายหน่วยงานปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำงานจนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมาก

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘เกียรติศักดิ์’ กทม.ที่สนับสนุนให้ กทม. เป็นเมืองไร้สายคือพวกสายไฟฟ้า สายสื่อสารต่างๆ จนดูรกรุงรังและเป็นอันตรายและขอให้กทม.เร่งมือโดยเร็วโดยไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่

ต่อด้วยคำถามถึงรัฐบาลจากคุณ ‘สุวิทย์’ เชียงใหม่ ขอคำตอบว่าสนามบินเชียงใหม่ 2 ไปถึงไหนแล้ว และเวลานี้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องสนามบินเชียงใหม่แห่งเก่าที่อยู่กลางเมืองสมควรดูแลมาตรฐานเรื่องเสียงและความปลอดภัย

ขณะนี้เชียงใหม่เจริญเติบโตขึ้นเป็นเมืองใหญ่รองจาก กทม.น่าจะเปลี่ยนแปลงการบริหารใหม่เลือกตั้งคนดีมีฝีมือเข้ามาบริหารงานเป็นเขตพิเศษเป็นผู้ว่าการเมืองเชียงใหม่

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางมหาดไทยส่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ไปทำงานต้องใช้เวลาศึกษางานแล้วก็ย้ายออกไปมีคนใหม่มาแทนเป็นแบบนี้ และถึงเวลาแล้วที่จะแบ่งเขตเมืองเชียงใหม่ให้คล่องตัวในการบริหารสร้างความเจริญกว่านี้
อ๊อด เทอร์โบ


 กทม.ไร้สายไฟฟ้า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมขอสนับสนุนให้กทม.ปรับปรุงจัดระเบียบสายไฟฟ้าต่างๆ นำมาลงดินให้หมดซึ่งเคยมีแผนการแล้วแต่เงียบหายไปแล้วต้องรอรัฐบาลใหม่หรืออย่างไร

การจัดระเบียบสายไฟฟ้า สายสื่อสาร ในพื้นที่กทม.เพื่อทำให้เมืองเป็นระเบียบสวยงาม โดยนำสายต่างๆ ลงท่อร้อยสายใต้ดิน แต่อีกปัญหาที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือสายเคเบิล สายอินเทอร์เน็ตที่ต่อตามบ้านเรือนต่างๆ รกรุงรังกันทุกบ้าน

บางแห่งใช้อินเทอร์เน็ตเจ้าหนึ่งมาหลายปี วันดีคืนดีก็มาเปลี่ยนสาย อ้างว่าเป็นสายไฟเบอร์ ออปติก เสถียรกว่า คุณภาพดีกว่า มาติดให้ฟรีก็ดีอยู่ แต่สายเดิม ผู้รับช่วงจากบริษัทมาทำงานก็ไม่ยอมเก็บไป

ค่าบริการรายเดือนถูกว่า แถมให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงกว่า เงื่อนไขดีก็เลยยกเลิกเจ้าเก่า แต่ยกเลิกแล้วก็เหมือนเดิม ส่งอุปกรณ์คืนที่ช็อป แต่เรื่องสายอินเทอร์เน็ตก็ปล่อยคาไว้ รวมกับพวกสายประเภทเคเบิลที่เสียรายเดือน เปลี่ยนไปมาหลายรอบ ไขว้ไปไขว้มา ต่อคนละแนว พาดจนต้นไม้โตขึ้นมาเกี่ยวอีก
บริษัทมือถือ บริษัทสื่อสาร เคเบิลเจ้าต่างๆ มีนโยบายอย่างไร ปล่อยสายสื่อสาร สายอินเทอร์เน็ตทิ้งขว้างอย่างนี้หรือ จะให้ช่างมารื้อก็อ้างว่าต้องเป็นบริษัทนั้นๆ มารื้อเอง ไปยุ่งไม่ได้ เพราะเป็นทรัพย์สินของแต่ละบริษัท

เรื่องนี้หน่วยงานไหนจะดูแลให้ได้ มีกฎเกณฑ์ระเบียบเรื่องเหล่านี้ไว้หรือไม่ เชื่อว่าหลายบ้านเรือนที่พักอาศัยคงเจอปัญหานี้

ประเทศไทยเรานี้มีโครงการดีมากมาย แต่ทำไมทำไม่สำเร็จสักทีก็ไม่ทราบ
เกียรติศักดิ์ (กทม.)


 ขอให้เร่งสร้างสนามบินเชียงใหม่ 2
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เวลานี้เชียงใหม่ขายตัวขึ้นทุกย่างจนกลายเป็นกทม.แห่งที่ 2 ไปแล้ว มีปัญหาตามมาอีกมากมายและถึงเวลาแล้วที่จะเร่งสร้างสนามบินแห่งใหม่และปรับปรุงสนามบินเก่าให้ด้วย

ผมอยู่ในหมู่บ้านริมดอย ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสนามบินเชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเสียงดังของเครื่องบิน (ขึ้น-ลง) วันละร้อยกว่าเที่ยว ตั้งแต่เช้าจนถึงดึกดื่นหลังเที่ยงคืนก็ยังมี ดังนั้นจึงขอใช้พื้นที่นี้แจ้งให้ทางท่าอากาศยานเชียงใหม่รับทราบว่าต้องการให้ลดการบินขึ้นในทางทิศเหนือลงบ้าง

ผมไม่สามารถย้ายบ้านไปไหนได้ต้องอยู่ร่วมกับสนามบิน แต่มีข้อเสนอแนะที่เป็นทางออกที่ดีอยากให้สนามบินเชียงใหม่มีเวลาเปิดปิดทำการเหมือนกับสนามบินนาริตะของญี่ปุ่น ที่มีเวลาทำการแน่นอนไม่ได้เปิด 24 ชม. ทั้งๆ ที่เที่ยวบินมีความหนาแน่นมากกว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่แจ้งว่าพยายามแก้ไขลดมลภาวะที่มีต่อชุมชนรอบข้างสนามบินให้น้อยลง แต่ไม่เคยส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลตรวจสอบชุมชนรอบสนามบินที่เกินมาตรฐานสากลของความปลอดภัยโดยเฉพาะชุมชนทางด้านทิศเหนือเลย ในการแถลงข่าวออกสื่อแต่ละครั้งต้องการโชว์ศักยภาพเพียงว่ากำลังเร่งขยายสนามบินที่เดิมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่ไม่เคยสนใจไม่เคยดูแลชีวิตของคนที่ได้รับผลกระทบ

อยากจะถามต่อรัฐบาลเรื่องความคืบหน้าในการก่อสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ของเชียงใหม่ ในฐานะคนเชียงใหม่และผู้โดยสารที่ต้องใช้สนามบินเชียงใหม่เป็นประจำเห็นด้วยกับการสร้างสนามบินแห่งใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางทางอากาศและการท่องเที่ยว การขยายสนามบินแห่งเดิมเพื่อทำที่จอดรถหรืออาคารไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความหนาแน่นหรือลดมลภาวะใดๆ ความแออัดทางการจราจรบริเวณโดยรอบสนามบินเชียงใหม่ที่เรียกว่ามีปัญหาสะสมมาตลอด เหตุจากเมืองล้อมสนามบิน

การสร้างสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 จึงเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนมากกว่า โดยสามารถสร้างสาธารณูปโภคให้พร้อมควบคู่กัน เช่น วางระบบขนส่งเข้าเมืองให้ดี มีโรงแรม มีห้างขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว

ขอให้มีการวางแผนทุกอย่างให้พร้อมและทำให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นไม่ใช่มาแก้ไขทีหลังครับ
สุวิทย์ (เชียงใหม่)

จำชื่อไว้ “เจี๊ยบ นครปฐม” ผู้ล้มโขลงช้างบ้านใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370072?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จำชื่อไว้ “เจี๊ยบ นครปฐม” ผู้ล้มโขลงช้างบ้านใหญ่

29 เมษายน 2562 – 04:24 น.
นครปฐม,สนามนครปฐม,เจี๊ยบ นครปฐม,อนุชา สะสมทรัพย์,บ้านใหญ่นครปฐม,บ้านใหญ่สะสมทรัพย์,สนามเลือกตั้งนครปฐม,เมืองส้มโอ,ผลการเลือกตั้ง,นับคะแนนใหม่,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 31,240 ครั้ง

ผลเลือกตั้งนครปฐม บอกได้คำเดียวว่า “ล็อกถล่ม” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้รับชัยชนะ 2 เขต คนสามพรานยังโจษขานไม่จบว่า อะไร ยังไง?

****************

ไม่ว่าผลการนับคะแนนใหม่ของเขตเลือกตั้งที่ 1 นครปฐม ณอาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์ จ.นครปฐม เมื่อ 28 เม.ย.นี้ ตอนสองทุ่ม กกต.บอกนักข่าว สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ ชนะ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ปชป. 62 คะแนน แต่ฟาก ปชป.ยืนยันว่า คะแนนของสินธพ เป็นผู้ชนะ มีแต้มเหนือสาวิกา 4 แต้ม ใครชนะกันแน่ ต้องรอ กกต.แถลงอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม พรรคอนาคตใหม่กำลังทำให้การเมืองนครปฐมเปลี่ยน และผู้อยู่เบื้องหลังก็คือ “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” หรือ “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” เจ้าของปั๊ม PT สวนตะไคร้นครปฐม ที่ทำกิจกรรมต้านเผด็จการทหารมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน

บ้านใหญ่เหนื่อยหนัก

พรรคอนาคตใหม่ ส่งผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ลงสนามทั้ง 5 เขต ก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ กระแสธนาธรมาแรงสุดๆ สร้างความหวั่นไหวให้กับ “บ้านใหญ่เมืององค์พระ” ทัั้งตระกูล “สะสมทรัพย์” และ “แก้วพิจิตร”

          “ไชยา สะสมทรัพย์” แม่ทัพบ้านใหญ่สะสมทรัพย์ รู้ตัวดีว่า การย้ายพรรคจากเพื่อไทยไปชาติไทย ไม่เป็นผลดีแก่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 5 เขต แต่ไม่มีทางเลือกมากนัก จึงเล่นไปตามเกมอำนาจ

ไชยา สะสมทรัพย์ และ สุนทร แก้วพิจิตร

          “สุนทร แก้วพิจิตร” บ้านใหญ่แก้วพิจิตร ย้ายจากชาติไทยมาอยู่ประชาธิปัตย์ ก็หวังปักธงที่เขต 1 เขตเดียว เพราะเป็นสนามที่กำชัยมาได้ทุกสมัย

ผลเลือกตั้งนครปฐม บอกได้คำเดียวว่า “ล็อกถล่ม” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้รับชัยชนะ 2 เขตคือ สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา เขต 3 และจุมพิตา จันทรขจร เขต 5

          เฉพาะเขต 5 “จุมพิตา”เอาชนะ “เสี่ยเตี้ย-เผดิมชัย” พี่ใหญ่สะสมทรัพย์ คนสามพรานยังโจษขานไม่จบว่า แพ้ได้ยังไง?

แม่ทัพหญิงชื่อ “เจี๊ยบ”

เบื้องหลังชัยชนะของพรรคอนาคตใหม่ นครปฐม ก็ต้องยกเครดิต อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเจ้าของปั๊มน้ำพีที สวนตะไคร้ นครปฐม

เจี๊ยบ รู้จักเฮียหมวย อนุชา สะสมทรัพย์ เป็นอย่างดี เพราะเคยช่วยหาเสียงสมัย “สะสมทรัพย์” อยู่กับทักษิณ

“อมรัตน์” หรือที่รู้จักกันในกลุ่มคนเสื้อแดงคือ“พี่เจี๊ยบ นครปฐม”ครอบครัวของเธอนั้น รู้จักกับตระกูล “สะสมทรัพย์” เนื่องจากบิดา“กำนันหัวโต”ก็เคยสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร และพรรคการเมืองของตระกูลชินวัตรมาตลอด ยกเว้นครั้งนี้

          อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแดงอิสระมาตั้งแต่ปี 2553 เพราะมีแนวคิดปฏิเสธระบอบเผด็จการทหาร และระบอบอำมาตยาธิปไตย

เจี๊ยบ นครปฐม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่ออนาคตใหม่

“พี่เจี๊ยบ” จึงเป็นที่รู้จักของมวลชนแดงอิสระ หรือ “แดงเวทีเล็ก” โดยเฉพาะสุรชัย แซ่ด่าน เป็นแกนนำแดงอีกคนหนึ่งที่เจี๊ยบให้ความศรัทธา

ต้นปี 2557 ช่วงการชุมนุมใหญ่ของ กปปส. อมรัตน์ตั้ง “กลุ่มสันติภาพนครปฐม” ร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยภาคประชาชน (นปป.) และสหพันธ์สร้างสรรค์ประชาธิปไตยสันติภาพ ออกมาเรียกร้องให้กองทัพต้องถอนกองกำลังทหารออกจากพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งหมดภายใน 7 วัน

เจี๊ยบ นครปฐม สมัยเคลื่อนไหวร่วมกับ สุรชัย แซ่ด่าน

ฐานกำลังของ “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” คือกลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม รวมถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

          จึงไม่น่าแปลกใจที่ “พ่อของฟ้า” จะมาแรงในแผ่นดินเจดีย์ใหญ่

ทีมผู้สมัคร ส.สนครปฐม

พี่เลี้ยง “คนอยากเลือกตั้ง”

นับแต่ “รังสิมันต์ โรม” ตั้งกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ และออกมาทำกิจกรรมต้าน คสช.จนถูกจับกุม เมื่อปี 2558 ปรากฏว่า “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมต้าน คสช.ต่อเนื่อง

ปี 2561 รังสิมันต์ โรม, จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และโบว์-ณัฏฐา มหัทธนา ตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ขยับทำกิจกรรมต่อเนื่อง ทั้งจัดชุมนุมย่อย และเดินขบวน ด้าน “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” ก็ให้การสนับสนุนทั้งกำลังคนและอาหารการกิน

บรรดาคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ต่างรู้จักชื่อเสียง “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” เป็นอย่างดี

เจี๊ยบ นครปฐม ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

กระทั่งปลายปี 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินทางไปเปิดตัวทีมงานพรรคอนาคตใหม่ นครปฐม โดยวันนั้น ธนาธรได้แนะนำตัว อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแม่ทัพเลือกตั้ง

หากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใด พรรคส้มหวานประกาศชัด จะส่งพลพรรคยึดสนามท้องถิ่น ดังนั้น ลูกสาวกำนันหัวโตจะต้องทำศึกกับบ้านใหญ่ “สะสมทรัพย์” และ “แก้วพิจิตร” อีกรอบ

          ถึงเวลานั้น ต้องถามใจ “ไชยา-ป๋าสุนทร” ว่าจะเอากันยังไง?

แหวก “มุ้ง” พลังประชารัฐ “นักเลือกตั้ง” ลุ้นเก้าอี้ รมต.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369981?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แหวก “มุ้ง” พลังประชารัฐ “นักเลือกตั้ง” ลุ้นเก้าอี้ รมต.

27 เมษายน 2562 – 09:49 น.
พรรคพลังประชารัฐ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,อนุมัติ อาหมัด,สุชาติ ตันเจริญ,กลุ่มสามมิตร,เลือกตั้ง 2562,ผลการเลือกตั้ง,กกต,นับคะแนน
เปิดอ่าน 5,014 ครั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคพลังประชารัฐ อุดมไปด้วย “นักเลือกตั้งอาชีพ” หลากหลายกลุ่มและมาจากหลายพรรค ทั้งจากภูธร และนครบาล

**************

สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ค.นี้ มีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลของ “พรรคพลังประชารัฐ” เพราะอีกฟากฝ่ายหนึ่งทำใจยอมรับสภาพความเป็นจริง กรณีที่ไม่มีเสียงสนับสนุนถึง 375 เสียงพอที่จะผลักดันตัวแทนของ “พันธมิตร 6 พรรค” เป็นนายกรัฐมนตรีได้

มีกระแสข่าวว่า พรรคพลังประชารัฐได้ประสานพรรคแนวร่วม และว่าที่ ส.ส.อีกกลุ่มใหญ่ พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เวลานี้มีเสียงสนับสนุนประมาณ 270 เสียง บวกกับเสียง ส.ว.แต่งตั้ง 250 เสียง ก็เกิน 375 เสียง

สุชาติ ตันเจริญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคพลังประชารัฐ อุดมไปด้วย “นักเลือกตั้งอาชีพ” หลากหลายกลุ่มและมาจากหลายพรรค ส่วนใหญ่จะเป็น “กลุ่มทุนภูธร” ฉะนั้น รัฐบาลประยุทธ์ที่มาจากระบอบรัฐสภา จะต้องมีอดีต ส.ส.เก๋าเกมหรือว่าที่ ส.ส.ดาวรุ่งพุ่ง ได้เป็นรัฐมนตรีแน่นอน

          เบื้องต้นมีข่าวว่า แกนนำพรรค พปชร. ได้วางตัว “สุชาติ ตันเจริญ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และ “วิรัช รัตนเศรษฐ” แม่ทัพโคราช เป็นประธานวิปรัฐบาล

ขาใหญ่”ภาคเหนือ

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รับบทแม่ทัพใหญ่สายภาคเหนือ ร่วมกับรุ่นเก๋า “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “วราเทพ รัตนากร”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ในนาทีนี้ คนใกล้ชิด “ผู้กองธรรมนัส” เปิดเผยว่า ได้มีการพูดคุยกับว่าที่ ส.ส.พะเยา,พิษณุโลก,นครสวรรค์ , แม่ฮ่องสอน, พิจิตร, ตาก และพะเยา ผนึกรวมเป็นทีมเดียว พร้อมหนุนผู้กองธรรมนัสเป็นรัฐมนตรี

กลุ่มชากังราว 4 ที่นั่ง ของ “วราเทพ รัตนากร” ,กลุ่มค้างคาวไฟ 2 ที่นั่งของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และกลุ่มมะขามหวาน 5 ที่นั่ง ของ “สันติ พร้อมพัฒน์” ก็ต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเช่นกัน

เจ้าพระยา-ป่าสัก-แม่กลอง

เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย รับบทแม่ทัพภาคกลาง แต่ก็เดินสายขึ้นเหนือล่องใต้ช่วยพรรคหาเสียง จนแทบไม่ได้ไปพบพี่น้องชาวชัยนาท แต่อาศัยมณเฑียร สงฆ์ประชา มือเก๋าคุมเกม ก็ชนะคู่แข่งลอยลำทั้ง 2 เขต รวมถึงกลุ่มราชบุรีที่มาจากกลุ่มมัชฌิมา ก็เข้าป้ายทุกคน

 “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย

ส่วนกลุ่มเมืองกาญจน์ 4 ที่นั่งนั้น ก็น่าจะขึ้นตรงกับคนท่าม่วง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค

ที่น่าสนใจคือ การกลับมาของ “อัศวเหม” ที่สมุทรปราการ ได้มา 6 นั่ง ทำให้กลุ่มปากน้ำของ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” โดดเด่นขึ้นมาทันที

ดาวรุ่งนครบาล

ในฐานะปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งของ พปชร. เสี่ยตั้น-ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ดูแลสนามกรุงเทพฯเป็นหลัก แต่ก็ขึ้นล่องกรุงเทพฯ-โคราช เพราะมีภารกิจสำคัญ ที่ต้องช่วย “วิรัช รัตนเศรษฐ” ยึดโคราชอีกทางหนึ่ง

เสี่ยตั้น-ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ วิรัช รัตนเศรษฐ

ส่วนงานด้านเปิดของสนามรบเมืองหลวง ได้ 4 ยอดกุมาร คือ อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ,สุวิทย์ เมษินทรีย์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล ช่วยผู้สมัคร ส.ส.หาเสียง

ผลการเลือกตั้งถือว่า เกินความคาดหมายได้ 12 ที่นั่ง ราศีรัฐมนตรีจับเสี่ยตั้นทันที

บ้านใหญ่อีอีซี

กลุ่มตะวันออกของ สนธยา คุณปลื้ม” พลาดเป้า เจออิทธิฤทธิ์อนาคตใหม่ บวกไทยรักษาชาติเอฟเฟกต์ แต่โดยภาพรวมก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

เมื่อรวมกับ 5 ที่นั่งของกลุ่มบ้านริมน้ำ ที่มี สุชาติ ตันเจริญ” ไปคว้ามาได้จากฉะเชิงเทรา และสระแก้ว รวมถึงสุชาติ พยายามล้อบบี้พรรคเล็กๆ มาหนุนลุงตู่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในพรรค

สนธยา คุณปลื้ม

บ้านใหญ่โคราช

สมรภูมิอีสาน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นแม่ทัพใหญ่ ไม่ได้ตามเป้าหมาย เพราะกระแสนายใหญ่ยังแรงลึก แต่ยังโชคดี “บ้านใหญ่รัตนเศรษฐ” ซิวมาได้ 4 ที่นั่งจากโคราช 1 ที่นั่งจากสุรินทร์ และ 2 ที่นั่งจากชัยภูมิ

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

นอกจากนี้ วิรัช รัตนเศรษฐ” ยังเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 ,วลัยพร รัตนเศรษฐ น้องสาวของวิรัช ลำดับที่ 29 และตติรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนเล็ก ลำดับที่ 35

บ้านใหญ่โคราชรวมแล้วได้ 10 ที่นั่ง วิรัชคงไม่ได้แค่เป็นประธานวิปรัฐบาลตำแหน่งเดียว น่าจะมีคนในตระกูลนี้เป็นรัฐมนตรี

ปักษ์ใต้มาแรง

กลุ่มภาคใต้ โดยการนำของ “พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล” เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ “บิ๊กตู่” สร้างผลงานสุดเซอร์ไพรส์ เมื่อพรรคพลังประชารัฐ กวาด ส.ส.เขต มาได้ถึง 13 ที่นั่ง

เบื้องหลังความสำเร็จของ พปชร.ในภาคใต้ นอกจาก “ผู้การชาติ” ก็ยังมี อนุมัติ อาหมัด” อดีต สนช.และนักธุรกิจพลังงาน ที่ทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างจนเบียดพรรคประชาชาติ ได้ 2 ที่นั่งจากนราธิวาส และ 1 ที่นั่งจากยะลา

เป็นเรื่องปกติของการเมืองแบบไทยๆ ยากที่จะตัดขาดกลุ่มทุนภูธรไปได้ ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงปวดหัวไม่น้อยสำหรับการมอบรางวัลให้เหล่าขุนศึกที่ประสบชัยชนะจากสนามรบ

Who? ชูธงสื่อ ไฟฝันของ “สมพร” “พ่อฟ้า” เจอฝันร้าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Who? ชูธงสื่อ ไฟฝันของ “สมพร” “พ่อฟ้า” เจอฝันร้าย

27 เมษายน 2562 – 09:05 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคอนาคตใหม่,หุ้นสื่อ,หุ้นวี ลัค,รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 7,070 ครั้ง

หุ้นสื่อพ่นพิษไม่ใช่เรื่องแมกกาซีนกอสซิปเล่มเดียว หากเป็น ฝันอันยิ่งใหญ่ของแม่ทัพหญิงเหล็กแห่งไทยซัมมิท “สมพร” ไล่ล่าฝันเจ๊งร้อยกว่าล้าน ผ่านบทเรียนอันเจ็บปวด

*******************

ความวุ่นวายเรื่องพิษหุ้นสื่อที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังประสบอยู่ตอนนี้ ต้นเรื่องของทั้งหมดจะพบว่าช่างสอดคล้องกับคำไทยว่า “กงกรรม” จะเทียบคำฝรั่งว่า “Butterfly Effect” ก็คงได้ เพราะหุ้นสื่อเจ้าปัญหานี้ไม่ได้เริ่มจากเจ้าตัวเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นความฝันของแม่ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่วันนี้มันกลับมาส่งผลถึงบุตรชายแบบเข็มขัดสั้น…คาดไม่ถึง!

http://www.komchadluek.net/news/scoop/369392

ฝันแถวบางนา-ตราด

ย้อนไปในวันวานคนไทยรู้จักตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจดีว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิท กรุ๊ป อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่

และถ้าถามเจ้าถิ่นค่ายธุรกิจใหญ่แถวบางนาตราด ก็คงหมายถึงค่ายไทยซัมมิทกรุ๊ปเพราะมีธุรกิจมากมายบนถนนเส้นนี้

แต่ถ้าถามถึงเจ้าถิ่นค่ายสื่อคงจะหนีไม่พ้นสื่อ “เครือเนชั่น”

ดังนั้นในขณะที่เรารู้จัก สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิท หนึ่งในผู้หญิงแถวหน้าของประเทศที่มีชื่ออยู่ใน ทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีของไทย” ตามการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์

แต่ในงานสื่อก็เป็นอีกสายที่สมพรหลงใหลที่จะทำ-มีหุ้น-หรือเป็นเจ้าของ

           ถนนบางนาตราดแห่งนี้จึงเปิดให้เธอโลดแล่นไปได้ทุกสาย เธอจึงเข้าถือหุ้น NMG หรือบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ช่วงปี 2546

ตอนนั้นเธอเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีถึง 26,669,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.19 ขณะที่ธนาธร ถือหุ้นสื่อดังกล่าวอยู่จำนวน 2,500,000 หุ้น หรือร้อยละ 1.52

ต่อมาช่วงปี 2552 นอกจากสองรายชื่อนี้แล้วคนนามสกุลจึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถือหุ้นเนชั่นยังมี ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ บุตรสาวอีกคน แต่สุดท้ายทั้งหมดก็ได้ขายออกไปเมื่อปี 2553

จะด้วยเหตุผลทางตัวเลขที่ หรือเหตุผลทางภาพลักษณ์ที่หลายคนมองว่าคนที่มีนามสกุลเดียวกันกับนักการเมืองได้เข้ามาครอบครองสื่อใหญ่ของประเทศ

แต่มุมนี้เคยได้รับการอธิบายเมื่อนานมาแล้วจากปากของธนาธรเองที่ให้สัมภาษณ์นิตยสารสารคดีว่า

“ไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครองหรือเพื่อทำกำไร แต่การเข้าไปครั้งนั้นเกิดจากความสัมพันธ์กับธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น เพราะเขาถือว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ จะเข้าไปเทกโอเวอร์ หรือเข้าไปบริหารง่ายๆ ด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกต้องมีภาพลักษณ์บางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อได้”

จากโซลิด สู่วีลัค

อย่างไรก็ดี คาบเกี่ยวกันนั้น สมพรยังได้เปิดตัว บริษัท โซลิด มีเดีย จำกัด ขึ้นมาอีกแห่ง จดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 ผลิตนิตยสาร Who? และนิตยสารองค์กรอย่าง “จิ๊บจิ๊บ” ของนกแอร์ และธนาคารไทยพาณิชย์

เวลานั้นทีมบริหารและกองบก. มี ไก่” นงนาถ กมลาศน์ ณ อยุธยา” เป็นกรรมการบริหาร ควบบรรณาธิการบริหาร โดยแม่สมพรถือหุ้นใหญ่ 80% และบุตรสาว รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ อีก 17% แถมยังมี “วิ” รวิพรรณ แดงทองดี ภรรยาของธนาธร ร่วมเป็นกรรมการ

ก่อนที่ต่อมาปี 2555 เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด “สาววิ” สะใภ้ใหญ่ ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจากนักการเงิน มานั่งเก้าอี้บรรณาธิการบริหาร

วันที่เป็นวี-ลัค สมพรยังเต็มไปด้วยไฟฝันว่านิตยสารไลฟ์สไตล์ไฮโซหัวนี้จะไปได้สวย หลังทุ่มเงินไปแล้วกว่า 60 ล้านบาท เธอกล่าวกับเนชั่นสุดสัปดาห์ช่วงปี 2555 ว่า

          “อุตสาหกรรมสื่อมีอนาคต ยิ่งถ้าบวกความรู้ความสามารถของคนรุ่นใหม่ เราเป็นม้านอกวงการ ประสบการณ์ยังน้อย แต่ละก้าวต้องระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป วันนี้ Who อยู่ตัวแล้ว และธุรกิจนี้อนาคตไม่ใช่เรื่องขีดๆ เขียนๆ เราต้องขยายไปทางดิจิทัล ไปทางมีเดีย เข้าไปในไอแพด ฉันพยายามจะดึงตรงนี้ให้ไปสู่ธุรกิจอนาคต ไม่ใช่ทำหนังสืออยู่กันแค่นี้”

เช่นเดียวกับฝ่ายสะใภ้ วริพรรณเองก็เคยยืนยันถึงความเป็นนักอ่าน และรักในงานสื่อของคนนามสกุลจึงรุ่งเรืองกิจว่า

“นิตยสาร Who? เกิดจากความชอบและความอยากทำในเรื่องสื่อของท่านประธาน ทุกคนในครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เราก็อยากให้มีหนังสือดีๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนังสือที่นำเสนอเรื่องราวข่าวสารของบุคคลต่างๆ ที่น่าจะเป็นตัวอย่างให้คนอ่าน เป็นแรงบันดาลใจ”

          ต่อมาปี 2558 ธนาธรและภรรยามีชื่อปรากฏเป็นผู้ถือหุ้น วี-ลัค ครั้งแรก โดยธนาธร ถือ 675,000 หุ้น และรวิพรรณ ถือ 225,000 หุ้น โดยสมพร ฝ่ายมารดา ลดจำนวนการหุ้นเหลือเพียง 675,000 หุ้น

แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามที่สุดนิตยสาร WHO โบกลาแผงฉบับสุดท้ายเดือนตุลาคม 2559 ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ได้แก่ นิตยสารของนกแอร์และธนาคารไทยพาณิชย์ปิดตัวลงตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้ว่าจ้างช่วงปี 2561

ฝันร้าย กลายกลับ

ดูเหมือนว่าการเดินเกมทำสื่อของสมพร จะค่อยๆ ขยับจากสื่อหนึ่งไปสื่อหนึ่ง โดยยังไม่ทิ้งสื่อไหนในทันทีที่เปลี่ยนแผน แต่การเข้าถือหุ้นในสื่อใหญ่ยังเป็นความหลงใหลของเธอ

เพราะคาบเกี่ยวกันในช่วงปี 2556 สมพรได้สยายปีกข้ามฟากมาค่ายประชาชื่น หรือ มติชน!

          สมพรเข้าซื้อหุ้นบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จากกลุ่มแกรมมี่ของอากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม จำนวน 42.38 ล้านหุ้น (22.12%) มูลค่า 469.94 ล้านบาท เมื่อวันที่ พฤษภาคม 2556 ใหญ่เบอร์ ในผู้ถือหุ้นใหญ่ ลำดับแรกของมติชน

วันนั้นเธอให้สัมภาษณ์วิทยุรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ว่า

“ไม่เคยคิดว่าเมื่อลงทุนปุ๊บแล้วต้องไปไล่ทีมเก่าออกแล้วเข้าไปเป็นใหญ่ การทำธุรกิจต้องเป็นพันธมิตรกัน หากเอาคนเก่าออกก็ต้องหาคนเข้าไปใหม่และต้องมีเครือข่ายเข้าไปดำเนินกิจการ”

แต่ก็ไม่วายที่เธอจะได้รับการพูดในหน้าข่าวกับท่วงทำนองเดิมเรื่องครอบงำสื่อ แถมต่อมาช่วงมิถุนายน 2556 ธนาธรก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการ (บอร์ด) มติชน อีกด้วย

          อย่างไรก็ตามที่สุดธนาธรได้ลาออกจากมติชนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 เพื่อลงสนามการเมือง โดยเขากับปิยบุตร​ แสงกนกกุล คู่หู ก็เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่​ในวันรุ่งขึ้น

ฝ่ายมารดาเมื่อพบว่าฝ่ายลูกชายตั้งใจเดินหน้าเข้าสู่ถนนการเมืองตามความฝัน สมพรก็ตัดสินใจขายหุ้มนมติชนทิ้งตามลูกมาด้วยเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

แต่เรื่องที่เหมือนจะจบมันกลับไม่จบ เมื่อสื่ออิศราฯ คุ้ยเจอว่าเขาและเมียเพิ่งโอนหุ้นวี-ลัคให้แม่ก่อนเลือกตั้ง 3 วัน คือวันที่​ 21​ มีนาคม​ 2562 ที่จะเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ส.ส. ที่ถือหุ้นสื่อ

ทำให้เขาต้องออกมาแจงว่าตนเองก็ได้ห้อจากช่วยลูกพรรคหาเสียงที่บุรีรัมย์ เพื่อมาเซ็นโอนหุ้นทั้งของตนและเมียกลับไปให้มารดาหมดตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 ทันที ซึ่งทำขึ้นก่อนลงสมัครส.ส. ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562

ธนาธร และ รวิพรรณ

งานนี้จะเพราะเขาคิดว่านิตยสาร Who? ปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ปี 2559 จะเพราะเขาคิดว่านิตยสาร Who? ไม่ใช่หัวการเมือง หรือจะเพราะเขาก็แค่ลืม

แต่ได้ทำให้ธนาธรถึงกับฝันร้ายเลยทีเดียว เพราะต้องมานั่งไล่แก้และตอบคำถามวันต่อวันอยู่ตอนนี้ เพราะหลายคน ยังคาใจว่ามันคือการทำย้อนหลังหรือไม่

ไหวมั้ยธนาธร

คำตอบหรือคำชี้แจงที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่กับสื่อมวลชนและประชาชน แต่เป็นการเข้าชี้แจงเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด หลังจากวันที่ 23 เมษายน กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหาเขาไปแล้วกรณีถือครองหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ถูกร้องว่าเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ และผิดพ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส.

วันพฤหัสที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ธนาธรซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศท่ามกลางกองเชียร์ที่ไปรอให้กำลังใจจำนวนมากที่สนามบินสุวรรณภูมิ เขากล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าไม่มีข้อกังวลทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมายและไม่ได้ทำอะไรผิด

http://www.komchadluek.net/news/hit-issue-thansettakij/369971

          แต่นอกจากเรื่องนี้ธนาธรยังต้องเจองานงอกกับเคสของภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัครส.ส.เขต จ.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งถอนชื่อออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครส.ส. เนื่องจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์

โดยกรณีนี้ธนาธรมีลุ้นหลายตลบทั้งมาตรา 49 วรรค 2 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและผู้สมัครบัญชีรายชื่อ จึงถือว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องมีความรับผิดชอบเรื่องนี้ และยังมีกฎหมายอาญามาตรา 84 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนอีกด้วย

อะไรมันจะมากมายหลายเด้งเช่นนี้ แต่อะไรจะเป็นอะไรวันอังคารที่ 30 เมษายนนี้ ซึ่งกตต.นัดธนาธรเข้าพบ เราน่าจะได้รู้อะไรเพิ่ม แม้รู้เต็มอกว่าน่าจะยังไม่จบแน่ๆ ก็ตาม

จับตากระแสตื่นทองในแวดวงธุรกิจ-การแพทย์คนไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตากระแสตื่นทองในแวดวงธุรกิจ-การแพทย์คนไทย

27 เมษายน 2562 – 00:00 น.
พันธุ์บุรีรัมย์,กัญชา,ยาเสพติด,สมุนไพร
เปิดอ่าน 545 ครั้ง

โดย… เอก อัคคี

ผมขอสารภาพว่าครั้งแรกที่เดินทางไปถึงพื้นที่ของการจัดงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ผมยืนงงจริงๆ เพราะขนาดของพื้นที่การจัดงานกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่คนไทยจากทั่วทุกสารทิศและชาวต่างชาติ เดินผ่านหน้าผมไปราวกับสายน้ำ หลังงานทั้งสามวันผ่านพ้นไปผมสอบถามไปยังทีมงานผู้จัดเลยทราบว่า มีการบันทึกสถิติเอาไว้ว่ามีคนมาร่วมงานกว่า 1.5 แสนคน ทั้งที่บัตรผ่านประตูเข้างานวันละ 450 บาทต่อคน!!

ถ้าดีดลูกคิดรางแก้วกันแบบหยาบๆ ไม่ต้องซอยยำละเอียด จะมีรายรับจากค่าผ่านประตูอยู่ราวๆ 67,500,000 บาท เฉลี่ยราวๆ วันละ 22,500,000 บาท

ขณะที่ยอดผู้ป่วยมายื่นขอมีกัญชาและสารสกัดจากกัญชาไว้ในครอบครองหลายหมื่นรายแต่มีผู้ผ่านเกณฑ์การขอจดครอบครองกัญชาจำนวน 4,397 ราย

แล้วจะไม่ให้ผมยืนงงได้อย่างไรกันครับ?

เพราะว่าในฐานะที่ผมเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน หนึ่งในโรคยอดนิยมของคนไทยยุคนี้ ทันทีที่ผมทราบว่าจะมีการจัดงานนี้ผมก็ต้องเดินทางมาดูมาศึกษา เพราะว่ากัญชาใบเขียวๆ ถูกใช้เป็นยารักษาโรคมายาวนานนับพันปีแล้วในโลกสีน้ำเงินใบนี้

ความจริงแล้วในไทยเราเองก็มีการใช้กัญชา “เข้ายา” (แปลไทยเป็นไทยว่า ใช้เป็นยาแต่ผสมกับยาสมุนไพรตัวอื่นๆ ด้วย) มายาวนาน ถ้าจะยึดตามเอกสารก็ต้องบอกว่ามีอายุไม่น้อยกว่า 300 ปี เพราะเอกสารที่ถูกค้นพบและยอมรับกันในสายวิชาการเรียนแพทย์แผนไทย ตำรายาไทยโบราณบันทึกว่า “กัญชา” หรือบางตำราเรียก “กันชา” ในตำรับยาบางตำรับ ถือว่ากัญชาเป็นตัวยาหลักของตำรับยานั้น

ขณะที่บางตำรับยากัญชาเป็นส่วนประกอบร่วมหรือที่เรียกว่าเข้ายา เช่น ตำราพระโอสถพระนารายณ์ ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ ฯลฯ สำหรับ ตำราพระโอสถพระนารายณ์ หรือคัมภีร์ธาตุพระนารายณ์ ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ไทยชิ้นสำคัญที่เหลือสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายและถือเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่กลุ่มแพทย์ทางเลือก หมอพื้นบ้านหรือผู้ป่วย-ญาติผู้ป่วย ฯลฯ ใช้เป็นหมัดเด็ดน็อกหน่วยงานต่างๆ ที่พยายามออกมาป้ายสีดำใส่ใบไม้สีเขียวนี้ว่ามันคือยาเสพติด!!

เพราะสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเกี่ยวกับตำรายานี้ไว้ว่า “ที่เรียกว่าตำราพระโอสถพระนารายณ์ เพราะมีตำราพระโอสถซึ่งหมอหลวงได้ประกอบถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หลายขนานปรากฏชื่อหมอและวันคืนที่ได้ตั้งพระโอสถนั้นๆ จดไว้ชัดเจนอยู่ในระหว่างปีกุนจุลศักราช 1021 (พ.ศ.2202) จนปีฉลู จุลศักราช 1023 (พ.ศ. 2204) คือระหว่างปีที่ 3 จนถึงปีที่ 5 ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช”

และด้วยเหตุผลหลายประการทั้งจากเอกสารโบราณในทางการแพทย์และงานวิจัยใหม่ๆ ทางการแพทย์ในหลายประเทศทั่วโลกที่เปิดกว้างมากขึ้นให้ประชาชนพลเมืองเข้าถึง “กัญชา” ในฐานะยารักษาโรค ทำให้รัฐบาลไทยในยุคนี้จึงออกกฎหมาย คลายล็อกการครอบครองเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เพราะคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยให้ตราเป็นกฎหมายใหม่ ซึ่งมีผลให้พืชกระท่อมและกัญชาสามารถใช้ในทางการแพทย์หรือการสันทนาการได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายประเทศในโลกได้ผ่อนปรนให้ประชาชนใช้กัญชาในทางการแพทย์และการสันทนาการ และมีผลงานวิจัยพบว่าสารสกัดจากกัญชาสามารถรักษาโรคได้และต่อมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562

000

นี่คือการปลดโซ่ตรวนที่พันธการกัญชาในฐานะ “เป็นยาเสพติด” เพื่อใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น!! แต่ยังพร้อมใส่กุญแจมือผู้ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าแค่อยากดูดพันลำแล้วออกไปรำเพลินเพื่อสันทนาการ!!

มหกรรมกัญชาเพื่อการแพทย์ครั้งแรกในประเทศไทยจึงเกิดขึ้น ณ แดนดินถิ่นอีสานใต้ ซึ่งในอดีตกาลโบราณนานมา แดนดินภูเขาไฟแห่งนี้คือเมืองสำคัญของอาณาจักรขอมโบราณอันเป็นที่ตั้งของปราสาทหินพนมรุ้ง ศาสนสถานที่สำคัญที่สุด ในศตวรรษที่ 18 ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 องค์กษัติย์ขอมโบราณผู้เลื่อมใสในพระโพธิสัตว์ไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ มีความนับถือพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุเป็นอย่างมาก

พระองค์ทรงมีพระการุณยภาพต่ออาณาประชาราษฎร์เป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดให้สร้าง “พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา” เป็นพระปฏิมาประธานในศาสนสถาน ซึ่งเป็นสถานที่อภิบาลผู้เจ็บป่วยที่เรียกว่า “อโรคยาศาลา” เพื่อประทานพรให้ประชาชนหายป่วย จำนวน 102 แห่ง ทั่วทั้งอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันมี 30 แห่งอยู่ในไทยรวมไปถึงที่บุรีรัมย์ด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงมีคติความเชื่อในการสร้างพระปฏิมาพระไภษัชยคุรุเป็นพระกริ่งพกติดตัวกันมายาวนาน อย่างล่าสุดก็มีการจัดสร้างพระไภษัชยคุรุที่เรียกว่า พระกริ่งอู่ทองรุ่นแรก ขึ้นมาด้วย เพื่อเป็นการยืนยันถึงพลานุภาพแห่งพระพุทธคุณที่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บว่ามีอยู่จริง

000

การจัดงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 19-21 เมษายน ที่ผ่านมา ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ต้องยอมรับว่า ธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประธานในการจัดงานครั้งนี้ ตั้งใจทำงานจริงๆ นอกจากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้บุรีรัมย์ได้อีกทางหนึ่งแล้วท่านบอกว่ารายได้ที่หักค่าใช้จ่ายจากการจัดงานจะถูกนำเข้ากองทุนพันธุ์บุรีรัมย์เพื่อสนับสนุนการวิจัยและต่อยอดสำหรับการนำกัญชามาใช้เพื่อการแพทย์ต่อไป

แน่นอนว่าไปงานนี้ผมก็ต้องเจอ “ป๋าเน” หรือ “ลุงเน” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เจ้าของสถานที่ในการจัดงานและยังเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญที่ร่วมรณรงค์และต่อสู้ เพื่อให้กัญชาถูกกฎหมาย ลุงเนบอกว่าหากประชาชนเข้าถึงกัญชาเพื่อการแพทย์ได้ด้วยตนเองอย่างถูกกฎหมาย และการเมือง โดยเฉพาะประเด็นกัญชาดีกว่าบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ลุงเน ย้ำก่อนที่ผมจะขอตัวไปเดินดูต้นกัญชาหลากหลายสายพันธุ์ที่มีการนำมาโชว์ในงาน โดยมีตำรวจ ทหารดูแลอย่างใกล้ชิดว่า

“ขอความกรุณาอย่าแปรเจตนา หรือตีความหมาย จับประเด็นคำพูดผมไปขยายผลให้คลาดเคลื่อนไปจากนี้ ผมผ่านเรื่องหนักๆ กว่านี้มาเยอะ ไม่หวั่นไหว ไม่เสียกำลังใจง่ายๆ แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละเวลาวันหยุดมาช่วยกันทำงาน ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทั้ง 3 วันที่ผ่านมา แทบไม่ได้หยุดพัก บางท่านอาจจะหวั่นไหวและเสียกำลังใจได้ แต่ผมเชื่อว่าคนพันธุ์บุรีรัมย์ มีความเข้มแข็ง และมีหัวใจเพื่อผู้อื่น เพื่อส่วนรวม และจะไม่มีอะไรมาทำให้เรา คนตัวเล็ก แต่มีหัวใจยิ่งใหญ่ เสียความตั้งใจได้ แม้อาจจะเสียกำลังใจไปบ้างจากคนที่ไม่เข้าใจการทำงานของพวกเรา ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นการทำงานเพื่อผู้ป่วย เพื่อส่วนรวม ในหลายวันที่ผ่านมา จะเป็นต้นทางสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยและคนไทย ในอนาคตอันใกล้นี้ผมจะเดินหน้าต่อไปให้ถึงเป้าหมาย ใครจะร่วมด้วยช่วยกัญ ก็เดินไปด้วยกัน”

000

อย่างที่บอกล่ะครับว่าในฐานะผู้ป่วยเป็นเบาหวานอย่างผม การไปพบแพทย์เพื่อขึ้นทะเบียนในงานนี้และได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำมันกัญชาในการบำบัดดูแลรักษาที่ถูกต้องก็ถือว่ามีประโยชน์มากและขอบอกว่าการใช้ต้องปรึกษาผู้ที่มีความรู้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ด้วย อย่าใช้ไปตามความเข้าใจของตัวเองหรือได้ยินมาเพราะทุกยาทุกขนานมีทั้งคุณและโทษ เพราะอย่าลืมว่าการหยอดน้ำมันกัญชาใต้ลิ้นนั้นแม้เพียงหยดเดียวแต่มีฤทธิ์ที่แรงมากพอสมควร ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

ข้อสำคัญที่สุดคือห้ามใช้ขณะเดินทางหรือต้องขับรถเด็ดขาด เพราะยาจะออกฤทธิ์กดประสาทซึ่งจะทำให้สูญเสียการควบคุมได้ ขึ้นชื่อว่ายาที่มีฤทธิ์ต่อระบบจิตประสาทไม่ว่าจะเป็นในต่างประเทศและในประเทศไทยเราจึงยังต้องมีมาตรการควบคุมการใช้อยู่ อย่าใช้ซี้ซั้ว!!

แต่ผมเชื่อมั่นว่าทุกอย่างกำลังจะคลี่คลายไปสู่ทิศทางที่ดี เพราะขณะที่ทุกภาคส่วนในทางการแพทย์กำลังศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ และล่าสุดทราบว่า ม.รังสิต ก็ประสบความสำเร็จไปแล้วในการวิจัยเพื่อทางการแพทย์ แต่ถ้าในระดับที่จะอนุญาตให้ผลิตออกมาเพื่อให้คนไทยที่ป่วยได้ใช้รักษาโรคคงจะต้องรออีกระยะตามประสาแบบไทยๆ

000

สำหรับการใช้กัญชาในทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายในอเมริกาได้รับอนุญาตจาก 2 ใน 3 ของรัฐทั้งหมด ปัจจุบันในอเมริกามี 10 รัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการได้ในผู้ใหญ่ และมี 30 รัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ แต่ปี 2562 นี้มีหลายรัฐของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้ใช้กัญชาได้มากขึ้น

แม้ผลการสำรวจชาวอเมริกัน 66% เห็นด้วยที่จะให้ทำกัญชาให้ถูกต้องตามกฎหมายทั่วประเทศแต่ในทางปฏิบัติทำได้ยากเพราะกัญชายังคงจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 (Schedule I) ภายใต้กฎหมาย และยังไม่มีการถอนออก

แต่อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่าธุรกิจอุตสาหกรรมกัญชาโลกมีแนวโน้มที่จะเติบโตอีกมากหลังจากที่ในแคนาดามีบริษัทกัญชาที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งรายงานยอดขายที่ดีมาก นับตั้งแต่อนุญาตให้กัญชาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในเดือนตุลาคมปี 2561 และหลายรัฐในสหรัฐให้ความเห็นชอบในการใช้กัญชา ทำให้กัญชากลายเป็นกระแสหลัก

ซึ่งเป็นผลจากการทุ่มเม็ดเงินลงทุนอย่างเต็มที่และจากความร่วมมือของผู้ปลูกกัญชาขายให้บริษัทชั้นนำ เช่น บริษัท คอนสเตลเลชั่น แบรนด์ส อิงค์ ผู้ผลิตเบียร์โคโรนา ปัจจุบันถือหุ้น 35% ในบริษัท คาโนปี โกรท ผู้ผลิตกัญชาในแคนาดาได้ประกาศเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 ที่จะเพิ่มการถือหุ้นเพิ่มเป็น 50% นี่คือผู้ปลูกกัญชารายใหญ่สุดของอุตสาหกรรมมีมูลค่าราว 14 พันล้านดอลลาร์ มีผลิตภัณฑ์ในชื่อ Tweed, Spectrum, DNA Genetics, CraftGrow สำหรับบริษัทอื่นที่ลงทุนในธุรกิจกัญชาได้แก่ อัลเทรีย ผู้ผลิตบุหรี่มาร์ลโบโร ซึ่งลงทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์ในโครโนส กรุ๊ป ผู้ผลิตกัญชาอีกราย ส่วนทิลเรย์ อิงค์ (Tilray, Inc.) ผู้ผลิตกัญชาทางการแพทย์รายใหญ่กำลังร่วมมือกับเบียร์บัดไวเซอร์ เพื่อผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชาและนักธุรกิจในอีกหลายประเทศกำลังลุยเรื่องนี้ ฯลฯ

ขณะที่โลกตอนนี้กำลังตื่นตัวในอุตสาหกรรมกัญชากันเหมือนยุคตื่นทอง แต่เมืองไทยเรา…ในภาคอุตสาหกรรมธุรกิจกัญชาคงอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น

เพราะทุกวันนี้…หลายภาคส่วนยังเมาควันหลง-ยืนงงในดงกัญชาอยู่เลย!!

เคล็ดลับ “จ้างคนพิการทำงาน”!ลดภาษี2เท่า และไม่เป็นภาระบริษัท

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคล็ดลับ “จ้างคนพิการทำงาน”!ลดภาษี2เท่า และไม่เป็นภาระบริษัท

26 เมษายน 2562 – 10:25 น.
คนพิการ,จ้างงาน,ภาษี
เปิดอ่าน 1,002 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประเทศที่เจริญแล้วมีหลักการสากลว่า “คนพิการต้องมีโอกาสได้ทำงานช่วยเหลือตัวเองเหมือนคนทั่วไป” เช่นเดียวกับคนพิการในประเทศไทยที่มีกว่า 2 ล้านคน กฎหมายกำหนดให้บริษัทห้างร้านต้องช่วยกันจ้างงานเพื่อให้พวกเขาได้ใช้ศักยภาพของตัวเอง และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัว!

ตั้งแต่ปี 2550 “พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” กำหนดให้สถานประกอบการที่มีพนักงานจำนวน 100 คน จ้างคนพิการ 1 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 100:1 หากบริษัทมีพนักงาน 200 คน ก็จ้าง 2 คน มี 500 คน จ้าง 5 คน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนจูงใจในการลดภาษีให้นายจ้าง แต่ถ้าไม่อยากจ้างก็ต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปีประมาณ 1.1 แสนบาทต่อคน

ดูเหมือนเงื่อนไขนี้ทำให้เจ้าของบริษัทยอมรับได้และพยายามจ้างคนพิการมาทำงานบางอย่างในบริษัท เช่น ดูแลความสะอาด รับโทรศัพท์ ทำบัญชี ตรวจสินค้า ฯลฯ แล้วแต่สภาพของลักษณะงาน

แต่ถ้าประเมินจากข้อมูลการจ้างงานคนพิการที่ผ่านมา พบว่าบริษัทส่วนใหญ่เลือกส่งเงินให้กองทุนมากกว่าเลือกจ้างคนพิการมาทำงานทั้งที่คนพิการใน

ประเทศไทยมีประมาณ 5 แสนคนจาก 2 ล้านคน ที่ประเมินแล้วมีศักยภาพในการทำงานได้

วิเคราะห์ปัญหาข้างต้นเกิดขึ้นจาก 3 ฝ่ายด้วยกัน คือ
1.“ฝ่ายนายจ้าง” ไม่รู้ว่าจะไปหาคนพิการที่เหมาะสมกับงานตัวเองได้ที่ไหน และบางครั้งหามาได้คนพิการก็ไม่ชอบงานที่เตรียมไว้ให้ หรือไม่สามารถจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมให้ได้ เช่น ไม่มีทางลาดสำหรับรถเข็น ไม่มีอักษรเบรลล์ หรือไม่มีล่ามภาษามือ

2.“ฝ่ายคนพิการ” ที่อยากไปทำงาน แต่ระบบการขนส่งไม่เอื้ออำนวย ไม่สามารถเดินทางจากบ้านได้ตามลำพัง หรือไปได้แต่ต้องจ่ายแท็กซี่หรือจ้างคนพาไป ซึ่งเป็นรายจ่ายที่บางครั้งมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับ หรือบางครั้งเดินทางไปทำงานได้แต่ไม่ชอบลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย เช่นงานทำความสะอาด งานรับโทรศัพท์ หรืองานต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก รวมถึงปัญหาในการปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน บางครั้งต้องแก้ปัญหาด้วยการเลือกบริษัทหรืองานที่อนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้

3.“ฝ่ายหน่วยงานรัฐ” เนื่องจากไม่มีความรู้ความเข้าใจ ขาดระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานของคนพิการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ได้มีกฎหมายใหม่หรือนโยบายที่เป็นแรงจูงใจในการทำให้นายจ้างและคนพิการสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ทำให้ตัวเลขจ้างงานคนพิการในประเทศยังมีอยู่น้อยมาก จากข้อมูลบริษัทธุรกิจเอกชนทั่วประเทศที่ต้องจ้างคนพิการทั้งหมด 5.5 หมื่นคน ปรากฏว่ามีจ้างจริงเพียงครึ่งเดียว หรือ 3 หมื่นกว่าคนเท่านั้น นายจ้างส่วนใหญ่เลือกส่งเงินเข้ากองทุนแทนเพื่อตัดปัญหาต่างๆ ส่วนภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐจ้างได้แค่ประมาณ 1.2 หมื่นคน ทำให้ยอดส่งเงินเข้ากองทุนมีสูงถึงปีละกว่า 2 พันล้านบาท ปัจจุบันกองทุนมีเงินสะสมกว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว และเพิ่มขึ้นทุกปี

ถ้าวิเคราะห์จากตัวเลขคนพิการที่สามารถทำงานได้ทั่วประเทศ 5 แสนคน แต่ถูกจ้างงานจริงเพียงไม่ถึง 5 หมื่นคน หมายความว่าคนพิการกว่า 4.5 แสนคนไม่มีโอกาสได้ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเอง ไม่มีโอกาสได้เสียภาษี ไม่มีโอกาสได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองเพื่อสังคมหรือประเทศชาติบ้านเมือง

สิ่งเหล่านี้เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นกระทรวงแรงงาน เครือข่ายภาคประชนจึงร่วมกับกลุ่มตัวแทนคนพิการ ต้องช่วยกันจึงคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาของทั้ง 3 ฝ่ายที่เกิดขึ้นให้ได้

เช่น 5 ปีที่แล้วมีการปรับปรุงกฎหมายเปิดช่องทางให้ นายจ้างสามารถจ้างคนพิการไปทำงานที่ตัวเองชอบ หรือไปทำงานเพื่อชุมชนที่อยู่ใกล้บ้านหรือที่เดินทางสะดวก ไม่ต้องมาทำงานที่บริษัทอย่างเดียวแต่ได้เงินเดือนเหมือนพนักงานทั่วไป ส่วนนายจ้างก็ได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเหมือนเดิม

เคล็ดลับอยู่ที่ว่านายจ้างต้องทำความเข้าใจกฎหมายที่แก้ไขใหม่หรือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 ที่กำหนดให้มีการจ้างงานคนพิการได้ 2 รูปแบบ “แบบ ม.33 และแบบ ม.35”

“การจ้างงานเชิงสังคม ม.33” หมายถึงนายจ้างเปิดรับสมัครคนพิการมาทำงานตามโควตาที่มีแต่ไม่ต้องให้เดินทางมาทำงานในบสถานประกอบการของตนแต่ให้ไปทำงานในองค์กรสาธารณประโยชน์แทน เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ โดยคนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ เงินเดือน สวัสดิการ โบนัส ทุกอย่างเหมือนพนักงานทั่วไปของบริษัท ส่วนนายจ้างก็ได้สิทธิลดภาษีเพิ่มเป็น 2 เท่าแทน

อีกวิธีหนึ่งคือ “การจ้างเชิงสังคม ม.35” เป็นการจ้างเหมาให้คนพิการไปทำงานในองค์กรสาธารณประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ค่าจ้างเหมาประมาณปีละ 109,500 โดยตัวเลขนี้มาจากการคิดเหมาค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทคูณด้วย 365 วัน ซึ่งเป็นจำนวนตัวเลขเท่ากันที่จ่ายเข้ากองทุน

เคล็ดลับนี้สำคัญมากเพราะ แทนที่บริษัทตัดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยการเลือกวิธีจ่ายเงินเข้ากองทุน แต่เปลี่ยนวิธีการ เอาเงินจำนวนเท่ากัน เหมาจ่ายให้คนพิการไปทำงานเพื่อชุมชนหรืองานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผลที่ได้คือการช่วยเพิ่มศักยภาพให้คนพิการได้ทำประโยชน์ในชุมชนที่อยู่อาศัยแทนที่จะโอนเงินเข้ากองทุน ซึ่งคนพิการคนนั้นแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรโดยตรง
ถือว่ายิงทีเดียวได้นก 2 ตัว เพราะสังคมได้ประโยชน์ คนพิการก็ได้ทำงานที่มีประโยชน์ต่อคนอื่น เกิดความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

ปัจจุบันมีบริษัทและคนพิการจับมือกันสร้างเครือข่ายลักษณะ “จ้างคนพิการทำงานเพื่อสังคม” ขึ้นหลายหลายองค์กรด้วยกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน เช่นบางองค์กรเน้นการสนับสนุนให้จ้างแบบมาตรา 33 บางแห่งเน้น มาตรา 35 แบบจ้างเหมา หรือจ้างคนดูแลทำแทน ฯลฯ

“ภรณี ภู่ประเสริฐ” ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าถึงแนวคิดการสนับสนุนคนพิการให้ทำงานว่า เป็นการลดภาระครอบครัวหรือผู้ดูแล และที่สำคัญพวกเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ส่วนชุมชนได้ประโยชน์จากงานที่คนพิการทำ เจ้าของบริษัทหรือผู้ประกอบการก็รู้สึกว่าตัวเองได้ทำประโยชน์ต่อสาธารณะ จากเงินก้อนเดิมเคยนำส่งเข้ากองทุน ก็สามารถส่งตรงไปให้คนพิการโดยตรง สร้างความเข้าใจมองเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน

ผลจากการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่าย สสส. ตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันการจ้างงานเชิงสังคมคนพิการกว่า 4,000 คนทั่วประเทศ จากสถานประกอบการกว่า 400 แห่ง ลดการมีภาคีเครือข่ายที่ร่วมดำเนินงานในพื้นที่จำนวน 1,802 หน่วยงาน ส่งผลให้ลดการส่งเงินเข้ากองทุนแล้วกว่า 6 พันล้านบาท

ตัวอย่างภาคีเครือข่ายเช่น “มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม” ที่เปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ “คนพิการต้องมีงานทำ”

“มนิษา อนันตผล” ตัวแทนศูนย์ประสานการจ้างงาน มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวถึงการทำงานที่ผ่านมาว่ามูลนิธิเน้นเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างนายจ้างกับคนพิการ ช่วงแรกมีคนมาร่วมแค่ 1 พันกว่าคนต่อปี ตอนนี้เพิ่มเป็นกว่า 7 พันคนแล้วจาก 20 บริษัท เพิ่มเป็น 400 บริษัท แสดงให้เห็นว่าบริษัทเริ่มเข้าใจว่าการจ้างงานคนพิการลักษณะนี้มีประโยชน์ โดยเฉพาะการให้ไปช่วยทำงานที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก หรือองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร เช่น สมาคม มูลนิธิ ชมรมคนพิการต่างๆ เป็นต้น ลักษณะงาน อาทิ งานธุรการ งานประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ ผู้ช่วยครูสอนหนังสือเด็ก งานทำสวน งานแม่บ้าน ฯลฯ

“งานบริการสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ” คนพิการสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ไปเยี่ยมให้กำลังใจคนสูงอายุ ผู้ป่วย หรือไปช่วยรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน งานบรรเทาทุกข์ต่างๆ

“อารี ทองเที่ยงธรรม” ตัวแทนสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดใจให้ฟังว่า เป็นโปลิโอตั้งแต่เด็กทำให้เดินไม่ค่อยถนัดและสุดท้ายต้องใช้รถเข็น หลังเรียนจบปวช. เข้าทำงานบริษัทเอกชนชื่อดัง เป็นร้านขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือทำต่อเนื่องมาหลายปี แล้วเริ่มเดินไม่ค่อยถนัดต้องใช้รถเข็นจนถึงทุกวันนี้อายุ 50 กว่าปี ก็มาทำงานเป็นเครือข่ายช่วยเหลือคนพิการหางานทำ

“ที่จริงแล้วอยากให้บริษัทจ้างงานคนพิการแบบมาตรา 35 มากกว่า 33 เพราะมาตรา 35 บริษัทได้ส่วนลดภาษี 2 เท่า ส่วนคนพิการแม้ทำงานในชุมชน แต่ได้สิทธิประกันสังคม หรือสวัสดิการต่างๆ ที่มีความสำคัญกับชีวิตพวกเขาในอนาคตมากกว่า หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปโรงพยาบาลเอกชนได้ ไม่ต้องไปรอคิวโรงพยาบาลรัฐนานๆ ทั้งวันเหมือนใช้บัตรทอง 30 บาท คนพิการหูหนวก ตาบอด มือหรือเท้าใช้การไม่ได้ ยิ่งต้องไปนั่งรอคิวโรงพยาบาลนานๆ ก็ยิ่งลำบาก นอกจากนี้การเป็นพนักงานบริษัทยังได้เงินสะสมไว้ใช้ตอนเกษียณอายุ สิทธิประกันสังคมตอนชราก็ได้ เชื่อไหมว่านายจ้างหรือเจ้าของบริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ พวกเขามอบให้ลูกน้องฝ่ายดูแลพนักงานเป็นคนทำ พนักงานก็ขี้เกียจไม่อยากวุ่นวาย แนะนำให้เจ้าของส่งเงินเข้ากองทุนไปเลย จบปัญหาง่ายดี ทั้งที่เจ้าของบริษัทอาจมีจิตใจอยากช่วยเหลือสังคมและคนพิการก็ได้”

“อารี” เปิดใจเล่าต่อว่า การส่งคนพิการไปทำงานเชิงสังคมเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องตรวจสอบองค์กรที่ให้ไปทำงานด้วย บางครั้งคนพิการก็มานั่งระบายความทุกข์ให้ฟังว่าโดนใช้ล้างห้องน้ำหรือล้างจาน เก็บกวาดทำความสะอาดทั้งวันทั้งปี โดยไม่เปิดโอกาสให้ได้ผลัดเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นบ้าง ทั้งที่พวกเขาก็พอทำได้ เมื่ออยู่ที่ไหนไปนานๆ ควรเปิดโอกาสให้ศึกษาพัฒนาเรียนรู้งานอื่น เช่น รับโทรศัพท์ พาชมสถานที่ หรือแม้แต่คนตาบอด ตอนนี้ก็รับนวดให้พนักงานในบริษัทเดียวกัน แทนที่จะให้พวกเขาทำงานอย่างเดียวซ้ำๆ ควรผลัดเปลี่ยนตามความเหมาะสม

“สิ่งเดียวที่พวกเราอยากได้คือโอกาสการไม่มีอคติหรือทัศนคติที่ไม่เป็นธรรมกับคนพิการ พวกเราถึงร่างกายไม่สมประกอบ แต่ถ้าพอทำอะไรเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้บ้างก็ขอแค่โอกาสนั้นให้แก่เราก็พอ” อารีกล่าวทิ้งท้าย
สรุปสั้นๆ เคล็ดลับ “การจ้างคนพิการทำงานแบบช่วยลดภาษีและไม่เป็นภาระ” คือการจ้างคนพิการไปทำงานเพื่อสังคมตามมาตรา 33 หรือ 35
ถ้านายจ้างใจดีมีจิตสาธารณะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เลือก ม.33 ถ้าบริษัทไหนยังไม่ค่อยพร้อมขอให้เลือกม.35 เพราะด้วยจำนวนเงินเหมาจ่ายเท่ากันแต่ประโยชน์ที่คนพิการได้รับต่างกันมากนัก

สำหรับผู้สนใจขอรายละเอียดเพิ่มเติมที่ “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” 0-2106-9300, 0-2106-9327-31http://ejob.dep.go.th/

“จุรินทร์-กรณ์” ฝ่ายไหนชนะก็หนุน “ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จุรินทร์-กรณ์” ฝ่ายไหนชนะก็หนุน “ลุงตู่”

26 เมษายน 2562 – 10:02 น.
พรรคประชาธิปัตย์,หัวหน้าพรรค,แคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,พรรคสะตอ,พรรค ปชป,เลือกหัวหน้าพรรค,พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม,พรรคสีฟ้า,อภิสิทธิ์ เวชชาวะ,กรณ์ จาติกวณิช
เปิดอ่าน 5,018 ครั้ง

  ชื่อของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” และ “กรณ์ จาติกวนิช” น่าจะเป็นสองชื่อแรกๆ ที่ถูกมองว่าเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค หลังการลาออกของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

พรรคประชาธิปัตย์ กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 74 เป็นงานที่ยากลำบากของพรรคเก่าแก่ เนื่องจากผลการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ได้ตามที่คาดหวัง สำหรับการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคชุดใหม่ก็จะเป็นอีกวันหนึ่งที่จะชี้ชะตาของพรรค ปชป.

ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 9 คงรู้กันวันนั้น เวลานี้มีชื่อโผล่เข้ามาเป็นแคนดิเดตแล้ว 4 คนคือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, กรณ์ จาติกวนิช, อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

จุรินทร์-กรณ์” ได้ทุกขั้ว

ชื่อของ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” และ “กรณ์ จาติกวนิช” น่าจะเป็นสองชื่อแรกๆ ที่ถูกมองว่าเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค หลังการลาออกของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“จุรินทร์” รักษาการหัวหน้าพรรค ก้าวเข้าสู่วงการเมืองตั้งแต่ปี 2529 เป็นส.ส.ต่อเนื่องมาถึง 10 สมัย เคยเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงใหญ่หลายกระทรวง “กรณ์” รองหัวหน้าพรรค ฉายา “หล่อโย่ง” เกิดในตระกูลเก่าแก่ จบจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีทางชีวิตคล้าย “เดอะมาร์ค” แต่ก็มีบุคลิกต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่า กรณ์จะเรียนรู้วิถีนักเลือกตั้งได้ดีกว่าอภิสิทธิ์

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

จุรินทร์มีความอาวุโสมากกว่ากรณ์ แถมยังเป็นลูกหม้อประชาธิปัตย์โดยแท้ และมีประสบการณ์การเมืองมายาวนาน จึงได้รับการสนับสนุนผู้อาวุโสภายในพรรค แต่ทั้งจุรินทร์และกรณ์ ก็รู้จักมักคุ้นกับกลุ่มถาวร เสนเนียม

กรณ์ จาติกวนิช

จะว่าไปแล้วจุรินทร์อาจได้เปรียบตรงที่ ชวน หลีกภัย” ให้ความรัก ความเอ็นดู เหมือนมีท่าทีสนับสนุนอยู่ ส่วนกรณ์รู้ดีว่า จุดอ่อนคือฐานเสียงสายสะตอ กรณ์เลยลุยหาเสียงในภาคใต้เป็นประเดิม

          หลายเสียงพูดตรงกันไม่ว่าจุรินทร์หรือกรณ์เป็นหัวหน้าพรรค ก็เข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่แน่นอน

ขั้วมาร์คหนุน “อภิรักษ์”

คนในพรรค ปชป.หลายคนรู้สึกเสียดายที่เห็นชื่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน” โผล่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค เพราะมองว่าอภิรักษ์น่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ มากกว่า

“อภิรักษ์” เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจหลายแห่งก่อนที่จะเข้าสู่วงการเมือง เมื่อลงสนามการเมืองท้องถิ่น อภิรักษ์ชนะเลือกตั้งได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ปี 2547 และประสบความสำเร็จในการทำโครงการสำคัญต่างๆ จนได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2

อภิรักษ์ โกษะโยธิน

          นัยว่าขั้วเดอะมาร์คเป็นฝ่ายทาบทามให้ “หล่อเล็ก” ลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะภาพลักษณ์ดี มีความเป็นมืิออาชีพ สามารถเข้ากันได้ดีกับ “กลุ่มนิวเดม” ซึ่งเป็นความหวังของพรรค

ขั้วเมืองหลวงเห็นว่าควรยึดจุดแข็งของปชป.ในการทำหน้าที่ตรวจสอบและยึดอุดมการณ์ 10 ข้อของพรรค เน้นหลักต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ

          กลุ่มหนุนอภิรักษ์เชื่อว่าการยืนหยัดเป็นฝ่ายค้านอิสระจะกอบกู้พรรคกลับคืนมาได้

ขั้วถาวรหนุน “พีระพันธุ์”

เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ถาวร เสนเนียม” ว่าที่ ส.ส.สงขลา และอดีตแกนนำ กปปส. ได้นัดหารือกับกลุ่มเพื่อนสมาชิกพรรค ปชป. ที่ร้านกาแฟภายในที่ทำการพรรค ประมาณ 30 คน ในวันนั้นปรากฏว่า พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ได้ร่วมวงพุดคุยด้วย

ถัดมาก็มีข่าวจอมยุทธ์สงขลาได้เข้าทาบทาบ “เดอะตุ๋ย” ด้วยตัวเอง ขอให้ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ก็ยังไม่มีคำตอบรับหรือปฏิเสธ

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

ระหว่างนั้น “พีระพันธุ์” ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เชิญตัวแทนจากสถานทูตกว่า 10 ประเทศมาสังเกตการณ์ที่สน.ปทุมวัน โดยอดีต รมว.ยุติธรรม เสนอว่าไทยต้องเด็ดขาดกรณีนักการทูตแทรกแซงกิจการภายในประเทศ ทำเอากองเชียร์ ปชป.ส่งเสียงเชียร์ให้เป็นหัวหน้าพรรคเกรียวกราว

วันก่อนมีข่าวปล่อยว่าพีระพันธุ์ถอนตัวจากการเสนอชื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้ว ร้อนถึง “เดอะตุ๋ย” ต้องปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวเพราะยังไม่เคยแสดงท่าทีหรือประกาศว่า ต้องการจะลงแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแต่อย่างใด

นั่นแสดงว่าพีระพันธุ์มีความสนใจอยากลงแข่งด้วย พูดง่ายๆ รอชมวันที่ 15 พฤษภาคม เชื่อว่าจะมีคนเสนอชื่อพีระพันธ์ุแน่นอน หากว่า ถาวร เสนเนียม เจรจาลงตัวเรียบร้อย และที่สำคัญ ถาวรต้องหาเลขาธิการพรรคแบบ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ให้ได้ด้วย

          ปชป.ในสถานการณ์ปัจจุบันการหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ ไม่ใช่เรื่องยากแต่จะหาใครมาเป็นเลขาธิการพรรค นี่สิ..เป็นเรื่องยากลำบากกว่าหลายเท่า

ส่องฝีมือ’สมพงษ์ ชิงดวง’แม่ทัพตำรวจป่าผู้มาแทน’โจ๊ก’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องฝีมือ’สมพงษ์ ชิงดวง’แม่ทัพตำรวจป่าผู้มาแทน’โจ๊ก’

26 เมษายน 2562 – 09:14 น.
บิ๊กแป๊ะ,บิ๊กโจ๊ก,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง,ผบชสตม
เปิดอ่าน 5,126 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ท่ามกลางอากาศเมืองไทยที่ร้อนระอุทะลุองศาเดือด สถานการณ์การเมืองก็เร่าร้อนไม่แพ้สภาพอากาศ แต่ยังมีเรื่องร้อนๆ ปนคาวในแวดวงสีกากีโผล่มาสอดแทรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กับเหตุการณ์คำสั่งเด้งแบบ “ฟ้าผ่าหน้าแล้ง” ที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จรดปากกาเซ็นคำสั่งให้ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล นายตำรวจคู่บุญของรัฐบาลคสช. ขาดจากตำแหน่งเดิม ผบช.สตม เข้ากรุไปอยู่ ศปก.ตร. ก่อนจะมีคำสั่งออกมาเป็นพวง ทั้งยกเลิกอำนาจหน้าที่ของศูนย์ต่างๆ ที่ควบคุมดูแล และโอนย้ายไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูงในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ชนิดที่เรียกว่าแม้แต่ชุดตำรวจก็ห้ามใส่

การเด้ง “บิ๊กโจ๊ก” พ้นจากตำแหน่งและอำนาจของตำรวจ จึงถูกถกกันในแวดวงตำรวจและได้รับการจับจ้องของสังคมที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ใคร? เหมาะสมมานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม. แทนอดีตบิ๊กตำรวจหนุ่มคนดังที่เคยฝากผลงานการปราบปรามผ่านสื่อทุกแขนงไว้อย่างล้นหลาม

ถัดจากบรรยากาศอึมครึมราวสัปดาห์เศษๆ ก็ถึงเวลาเลือกตัวแทนที่เหมาะสมมาปฏิบัติหน้าที่คุมบังเหียน สตม. โดย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 4 /2562 โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ และคณะรองผบ.ตร. เข้าร่วม ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 45 นาที ก็มีข้อสรุปแต่งตั้งให้ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. ไปดำรงตำแหน่ง ผบช.สตม. แทน “บิ๊กโจ๊ก”

ทว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ข้ามห้วยจาก “แม่ทัพตำรวจป่า” ผบช.ตชด. เข้าเมืองมานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม. แทน “บิ๊กโจ๊ก” เขาคือใคร ทำอะไรมา มีผลงานอย่างไร ทำไมผู้ใหญ่ไว้วางใจ เห็นคุณค่าจนได้มานั่งเก้าอี้ทองหน่วยงานหลักที่คนในรั้วปทุมวันอยากสัมผัส…

ถ้าหากเอ่ยชื่อ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ที่สื่อมวลชนสายตำรวจรู้จักกันดีโดยเรียกขานว่า “บิ๊กอู๊ด” แต่ผู้คนในสังคมทั่วไปอาจจะทำหน้าสงสัยเพราะไม่ได้ออกสื่อถี่ยิบเหมือนอดีต ผบช.สตม.คนล่าสุด แต่ถ้าบอกว่า “บิ๊กอู๊ด” คือหนึ่งในนายตำรวจที่บุกจับ “ผู้พันตึ๋ง” พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ คดีสังหารอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เชื่อว่าหลายคนต้องร้องอ๋อ…เป็นเสียงเดียวกัน

สำหรับ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.ป้ายแดง เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่นที่ 40 (นรต.40) เกิดในค่ายทหารที่ จ.ลพบุรี บิดาเป็นทหารชั้นผู้น้อย และเกษียณในยศร้อยตรี มารดาอาชีพค้าขาย ญาติพี่น้องส่วนใหญ่รับราชการทหาร เป็นที่รู้จักของใครหลายคน โดยเมื่อครั้งเป็นรองผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (รองผกก.2 บก.ป.) ได้เป็นผู้ที่นำกำลังตำรวจคอมมานโดกองปราบบุกจับกุม พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือ “ผู้พันตึ๋ง” นายทหารที่มีอิธิพลมากในเวลานั้น และเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรเมื่อปี 2544 ซึ่ง “บิ๊กอู๊ด” ได้วางแผนนำกำลังเข้าจับกุมได้ จนต่อมาได้รับฉายาว่า “มือปราบผู้พันตึ๋ง”

หลังจากผลงานสืบสวนเข้าตานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทำให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.ในขณะนั้น แต่งตั้งให้เป็นนายตำรวจติดตาม (นายเวร) ในอัตราพันตำรวจเอก (พ.ต.อ.) ก่อนจะได้มีโอกาสลงไปทำงานในชายแดนใต้เนื่องจากต้องติดตาม ผบ.ตร.ที่ลงไปแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ก่อนจะขยับมารับตำแหน่งผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม (ผกก.5 บก.ป.) ดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ ก็ยังคงทำผลงานอย่างต่อเนื่องในคดีสำคัญ อย่างเช่น คดีหนุ่มตัดนิ้วมือตัวเองเพื่อหวังเงินประกันชีวิต

ถัดมาช่วงเปลี่ยน ผบ.ตร. มาเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก็ถูกสั่งย้ายมาเป็นผกก.สภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง โดยตลอดเวลา 2 ปี ที่อยู่ สภ.ยี่งอ ไม่ได้ย่อท้อ ยังมุ่งมั่นตั้งใจทำงานต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นงานสืบสวน งานมวลชน จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รองผบก.ภ.จว.นราธิวาส) และขยับมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 (รองผบก.ส.3)

“บิ๊กอู๊ด” ติดดาวนายพลในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน) เป็นอีกหนึ่งนายพลยังหนุ่มในยุคนั้น เรียกได้ว่าทำงานตั้งแต่ใต้สุดจนถึงเหนือสุด ดังที่เขาบอกว่า “ตำรวจมีฝีมืออยู่ที่ไหนก็ทำงานได้” จากนั้น “บิ๊กอู๊ด” ก็ได้กลับมาพื้นที่นครบาลในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชน (ผบก.อคฝ.) ก่อนเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (รองผบช.ภ.5) ดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนบน กระทั่งโยกมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (รองผบช.ปส.) และย้ายมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) โดยยังทำผลงานอย่างต่อเนื่องจนได้รับการไว้วางใจให้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.)

การมานั่งหัวเรือใหญ่ตำรวจตะเวนชายแดนของ “บิ๊กอู๊ด” ปรากฏผลงานมากมายทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ อาทิ งานสืบสวนที่เป็นงานถนัดของตัวเองแล้ว ยังมีการจัดอบรมให้ตำรวจตระเวนชายในโครงการสืบสวนโดยการใช้เทคโนโลยีพร้อมการฝึกการใช้อาวุธเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่กองกำลังอีกด้วย ส่วนงานด้านปราบปรามยาเสพติดและแก๊งมอดไม้ลอบตัดป่าก็ทำต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีงานเกี่ยวกับโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก็ยังพัฒนาไปข้างหน้าอีกด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง เป็นนายตำรวจมากฝีมือและครบเครื่องคนหนึ่ง อยู่มาครบแทบทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศักยภาพทั้ง “บู๊” ทั้ง “บุ๋น” ก่อนที่จะก้าวเข้ามาทำงานในตำแหน่งสำคัญอย่าง ผบช.สตม.

ทันทีที่ “บิ๊กอู๊ด” เข้ารับตำแหน่งผบช.สตม.อย่างเป็นทางการ ก็ไม่รีรอเรียกตำรวจผู้นำแต่ละหน่วยในสังกัด สตม. มามอบนโยบายปฏิบัติหน้าที่ โดยเน้นย้ำว่าห้ามตำรวจเรียกรับผลประโยชน์ ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี เพราะ “หากหัวไม่ส่ายหางคงไม่กระดิก”

          จะว่าไปแล้วเส้นทางสีกากีไม่มีอะไรแน่นอน มีทั้งวันรุ่งสุดขั้ว และมีวันร่วงสุดขีด ผลงานดี ฝีมือเด่นเป็นที่ประจักษ์ก็ยังไม่อาจวางใจได้ ถ้าพลาดเมื่อไหร่ก็จบ เพราะบทเรียนมีให้เห็นจนนับไม่ถ้วน ฉะนั้นต้องดูกันยาวๆ..!!