สงครามความคิด ขั้ว “โจ นูโว” ปะทะขั้ว “จอห์น วิญญู”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369289?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามความคิด ขั้ว “โจ นูโว”  ปะทะขั้ว “จอห์น วิญญู”

20 เมษายน 2562 – 09:02 น.
โจ นูโว,จอห์น วิญญู,วิญญู วงศ์วุรวัฒน์,ศดรโกวิท วงศ์สุรวัฒน์,ศพิเศษ เจริญ วรรธนะสิน,จิรายุส วรรธนะสิน,โจ จิรายุส,ข่าวโจ จิรายุส
เปิดอ่าน 9,120 ครั้ง

ไม่ใช่วันพ่อ แต่เรื่อง “พ่อ” มาแรงในวันที่อุณหภูมิทะลุ 40 องศา คำถาม “พ่อคุณทำประโยชน์อะไรให้ประเทศชาติบ้าง” กลายเป็นสงครามความคิด 2 ขั้ว!!

*****************

จะต้องขอบคุณใครดี? ที่ส่งดราม่ามาให้คนไทยสองฝั่งคลองประชาธิปไตยแท้-เทียม (แล้วแต่จะเคลม) ได้มีเรื่องเม้าท์กระจายน้ำลายแตกช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้

ระหว่าง จิรายุส วรรธนะสิน” นักร้องชื่อดังแห่ง วงนูโว” ที่อยู่ๆ ลุกขึ้นมาคอมเมนต์ในสิ่งที่ลามไปถึงบุพการีของ จอห์น” วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ พิธีรรายการข่าวชื่อดัง

จนเกิดเป็นมหกรรมขุดคุ้ยทางประวัติศาสตร์บุพการีของทั้งสองฝ่ายมายำใหญ่ใส่สารพัด ที่เอาเข้าจริงๆ เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ขั้วต่างทางการเมืองแค่นั้น!

ต้นเพลิงอยู่นี่

ย้อนไปดูจุดตั้งต้นดีๆ คนไทยคงต้องไปขอบคุณ หรือไปปากระถางที่่หน้าบ้านของยุทธนา มุกดาสนิท ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังกันแน่

เพราะเขาเป็นปฐมบทของเรื่องที่ไปโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Euthana Mukdasanit แชร์ข่าวจากค่ายผู้จัดการที่มีเนื้อหาข่าวว่า รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ บิดาของ จอห์น วิญญู ได้ทวตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว kovitw เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา โดยระบุในท่วงทำนองว่า “เบื่อที่ชอบพูดกันว่าหากทุกคนถือศีลห้าก็เป็นคนดีหมดแล้ว”

โดยผู้กำกับดังพาดหัวบนโพสต์แชร์ตัวเองว่า “พ่อเป็นยังไงลูกเป็นยังงั้น” จากนั้น “โจ นูโว” ก็เข้ามาแสดงความเห็นในโพสต์นี้ ครั้นจะคัดมาทั้งก้อนก็เกรงใจ แต่เอาแค่นี้ก็มีเชื้อพอที่ไฟจะท่วมแล้วว่า

“พ่อจอห์นทำอะไรให้บ้านเมืองบ้าง พ่อตูตีแบดรับใช้ชาติโว้ย”

แม้ว่าคนต้นเรื่องจะลบโพสต์ไปแล้ว ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางทันขาแคปก็ตาม ยังไงเรื่องราวก็ลุกกระจายราวไวรัสร้าย ในทวิตเตอร์มีการติดแฮชแท็ก ‘โจ นูโว’ พร้อมแสดงความคิดเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับฝ่ายนักร้องดังมากมาย จนแฮชแท็ก ‘โจ นูโว’ พุ่งทะยานเป็นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์

ขณะที่บางส่วนได้แนะนำให้ ‘จอห์น วิญญู’ เชิญ ‘โจ นูโว’ มาแลกเปลี่ยนทัศนคติในรายการ ‘หาเรื่อง’ ซึ่ง จอห์น วิญญู เป็นผู้ดำเนินรายการ

ที่เด็ดคือผู้คนบนโลกออนไลน์ก็เปิดวาร์ป งมหาประวัติและที่มาของพ่อ โจ นูโว และพ่อ จอห์น วิญญู กันให้ควั่ก กลายเป็นวิวาทะ “พ่อใครเก่งกว่ากัน” สาดใส่กันไปมา

พ่อใครใหญ่

อย่างที่รู้ฝ่ายที่ดูเหมือนว่าจะถูกเปิดวาร์ปมากกว่าคือฝ่ายบิดาของ โจ นูโว หรือ ศ.(พิเศษ) เจริญ วรรธนะสิน นั่นแหละ

แน่นอนด้านดีๆ มีเพียบ เช่นเขาเป็นอดีตนายกสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยและอดีตนักกีฬาแบดมินตันระดับโลก ที่มีเกียรติประวัติมากมาย

แต่ที่แซบคือมีการขุดคุ้ยข่าวช่วงปี 2553 ที่สื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหาในสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ที่นักแบดมินตันทีมชาติ 12 คนและโค้ชอีก 4 คน ลาออกยกชุดเพราะความขัดแย้งกับกรรมการบริหารของสมาคมและผู้ใหญ่ของสมาคม โดยข่าวระบุต้นเหตุของความเหลืออดมาจากเรื่องเงินๆทองๆ!

ก็ไม่รู้จริงเท็จยังไง แต่ที่แน่ๆ เจ้าตัวออกมาทวิตข้อความปฏิเสธเรื่องนี้ไปแล้ว ทั้งยังออกมาระบุจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กล่าวหาผิดๆ

          เหลือก็แต่ประเด็นที่มีการแฉว่ามีการเข้าไป “แก้ไขประวัติ” ในวิกิพีเดียตอนหนึ่งที่เคยระบุถึงประวัติการศึกษาของ “เจริญ” ในทำนองที่ไม่เป็นบวกกับเจ้าของประวัติเท่าใดนัก

หันไปข้างฝ่ายบิดาของพิธีกรชื่อดัง กลับมีการออกมาเผยประวัติอย่างสวยหรูดูดี ซึ่งอ้างบทความชื่อว่า โกวิท วงศ์สุรวัฒน์  เขียนโดย กฤตยา เชื่อมวราศาสตร์ และจิรวัฒน์ จามะรี

โดยสรุปว่า รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นพระสหายในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะทรงพระอักษรหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชาพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร เมื่อ พ.ศ.2524

รศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

และอย่างที่รู้ระหว่างที่ชาวเน็ตสาดใส่กันไปมา ปรากฏว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ก็ได้ออกมาโพสต์เนื้อหาอันมีใจความดังนี้

“นอกจากมาสเตอร์ของชาว KFC (โกวิท แฟนคลับ) จะเป็นอาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ การเมืองการปกครองไทย อเมริกา รัสเซีย ภูมิรัฐศาสตร์ คอลัมนิสต์มติชน ต่วยตูน นักเขียนเจ้าของผลงาน อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ/วาท(โก)วิท และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นสมาชิกภาคีราชบัณฑิต เป็นชาวทวิตภพ เป็นชาวโคราช เป็น ฯลฯ เป็นปู่วิลเลียมและไรอัน เป็นตากระทิง และเป็นพ่อ จอห์น วิญญู แล้วนั้นนนน ยังเป็นนักกีฬายูโดสายดำ ชมรมยูโด ม.เกษตร อีกนะเอ้ออ เอาเซ้!! แนบภาพสมุดประจำตัวสมาชิกยูโด อาจารย์โกวิท สมัยหนุ่มๆ ค่ะ”

ประหนึ่งว่า “กล้าถามก็กล้าตอบ” แต่สุดท้ายงานนี้ไม่รู้ใครใหญ่กว่าใคร คิดเอาเอง

เหนือพ่อคือ “ขั้้ว”

จับสัญญาณจากชาวเน็ตนี่คือสงครามการเมืองชัดๆ เพราะรู้ดีว่าระหว่าง “โจ” จิรายุส วรรธนะสิน กับ “จอห์น” วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ สองหนุ่มมีความคิดเห็นทางการเมืองต่างขั้วและสุดโต่งพอกันทั้งคู่

ดังนั้นแก่นแกนของคนไทยที่เดือดร้อนในเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การปกป้องบิดาของจอห์น วิญญู หรือเจ็บแทนคนที่เป็นที่รักของ โจ นูโว

แต่เรื่องของเรื่องคือการละเลงความเกลียดชังทางขั้วความคิด ผ่านเนื้อหาที่มีตัวละครอย่าง โจ จอหน์ และบิดาของทั้งคู่ ซึ่งทั้งความดังและแนวคิดทางการเมืองของทั้ง 4 คนก็ต้องบอกว่า Like Father Like Son กันทั้งสองฝ่าย

ยังดีที่ฝ่ายโจและจอห์นเงียบๆ ไป หลังข่าวเริ่มแพร่กระจาย โดยเฉพาะฝ่าย จอห์น วิญญู นัยว่าคงไม่ขอลุยให้เสียของ ขนาดไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก John Winyu ช่วงค่ำวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมายังไม่พูดแตะเรื่องนี้สักแอะ ปล่อยให้แฟนคลับห้ำหั่น จัดโหวตกันไปตามสะดวก

แต่เอาเข้าจริงๆ เพียงตัวละครหลักรุ่นเล็กอายุห่างกัน 8 ปี อย่างโจและจอห์น ก็นับเป็นชนวนอย่างดีที่คนไทยสองขั้วจะได้ระดมใส่กัน หลังการเมืองเงียบๆ เพราะกกต. ยังคิดเลขไม่เสร็จ!

ฝ่ายโจนั้นแม้จะไม่ได้มีผลงานในนาม “นูโว” แล้ว แต่ความดังของเขา รับงานที่ไหนก็ยังได้ค่าตัว 6 หลัก!

ที่สำคัญยังนับเป็นตัวแทนขั้วอิงรัฐปัจจุบันเพราะเขาเคยขึ้นเวที กปปส. แบบคลุกเต็มพิกัดเดือด และเคยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองว่าสนับสนุน “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ที่ออกตัวว่าจะหนุน “ลุงตู่อยู่ต่อ”

วันนั้นโจบอกว่า “จุดยืนผมก็ยังเลือกพรรคนี้ (รปช.) อยู่นะ แต่ไม่ใช่เพราะตัวกำนันโดยตรง (แบบไม่ลืมหูลืมตา) แต่เป็นเพราะดูแล้วหลักการที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วมทั้งในการวางนโยบายและเลือกกรรมการบริหารพรรคนี้ ไม่เคยมีพรรคใดทำมาก่อน ซึ่งน่าจะดี”

ส่วนจอห์น วิญญู ดีเจ พิธีกรมาดกวน ลูกครึ่งไทย-อเมริกันนั้น แม้หน้าฉากในสื่อกระแสหลักชาวบ้านร้านตลาดเห็นเขาทำหน้าที่รายการรีวิวบันเทิงทางช่อง 3 (SD 28)

แต่อีกด้านเขาคือผู้ร่วมปลุกปั้นทีวีอินเทอร์เน็ต iHere.TV จนมาสู่  SpokeDark.TV ร่วมกับ ณัฐพงศ์ เทียนดี พิธีกรมาดกวนอีกคนที่เป็นพี่เขยของเขาเอง ถือเป็นสื่อออนไลน์ในยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้

โดยเฉพาะรายการ “เจาะข่าวตื้น” ทาง SpokeDark.TV หรือทางยูทูบ ไปดูได้เลยเนื้อหาการเมือง แซบ แสบ ด่าเป็นด่า จอห์นและพี่เขย หรือ “พ่อหมอ” ไม่เคยอั้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ถ้าใครติดตามมาแต่ต้นจะพบว่าที่นี่ลุยหมดทุกรัฐบาล ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร แต่ยุคนี้ทหารโดนเยอะหน่อย (ฮา)

ปีที่แล้วเปิดรายการ “หาเรื่อง (คุย) เป็นรายการเชิญแขกมา ชวนกิน ชวนคุยเรื่องราวในหลายๆ ประเด็น แต่ก็แอบมีการเมืองบ้างเล็กน้อยไม่ถึงกับเสียวเท่า “เจาะข่าวตื้น”

สุดท้ายเมื่อมีบางคนเปิดประเด็นเด็ดๆ ขึ้นมา ซึ่งเกี่ยวพันกับ “ตัวพ่อต่างขั้ว” ทางการเมือง เรื่องราวมันจึงอีนุงตุงนังแบบนี้

/////////////////

ขอบคุณภาพจาก

เฟซบุ๊ก เจาะข่าวตื้น

เฟซบุ๊ก  โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

เฟซบุ๊ก John Winyu

“แดงทักษิณ” เหี่ยวหด “ส้มธนาธร” คึกคะนอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369192?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แดงทักษิณ” เหี่ยวหด “ส้มธนาธร” คึกคะนอง

19 เมษายน 2562 – 12:30 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,บกปอท
เปิดอ่าน 2,906 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

ภาพชูสามนิ้วของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ สน.ปทุมวัน และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เป็นภาพที่ถูกออกแบบสำหรับการเคลื่อนไหวมวลชนโดยเฉพาะ

อยากรู้ที่มาของ “นักวางแผน” หลังม่านของพรรคอนาคตใหม่เป็นใครบ้าง? ไม่ใช่เรื่องยาก พลิกแฟ้มข่าวเก่า นั่งยานย้อนเวลาไปดูการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทหาร หลัง 19 กันยายน 2549 ก็จะสามารถต่อจิ๊กซอว์ได้ครบ

คนส่วนใหญ่มักจดจำว่ากลุ่มต้านเผด็จการทหารมีเฉพาะ “แดงทักษิณ” ในนาม นปก. หรือ นปช.เท่านั้น แต่ลืมไปว่าคนกลุ่มแรกที่ออกหน้ามาท้าชน “คณะรัฐประหาร” เมื่อปี 2549 คือ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร”

ปัจจุบันตัวละครที่เป็น “เสนาธิการ” อยู่ข้างหลัง “เครือข่าย 19 กันยาฯ” มากองรวมอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ มีทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคและแนวร่วม

“เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” เป็นการรวมตัวของนักศึกษา นักกิจกรรม กลุ่มเล็กๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมีการประชุมและจัดตั้งเครือข่ายขึ้นทันทีหลังจากการรัฐประหารเพียง 1 วัน และออกแถลงการณ์เรียกร้อง รณรงค์ให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆ

ธนาธร ร่วมกิจกรรมเครือข่าย 19 กันยาฯ

ปลายปี 2549 เมื่อมีกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านรัฐประหารมากขึ้น จึงมีการรวมกลุ่มองค์กรต่างๆ เป็น “องค์กรร่ม” คือ “แนวร่วมประชาชนต่อต้านรัฐประหาร” (นป.ตร.) และเปลี่ยนมาเป็น “แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ” (นปก.)

ประมาณเดือนพฤษภาคม 2550 เกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่ผู้ประสานงานและผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากส่วนหนึ่งต้องการที่จะเข้าไปร่วมกับนปก. เพราะเห็นว่ามีพลังมากพอในการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ คมช.ได้ แต่คนกลุ่มเล็กๆ ยังเลือกที่จะเคลื่อนไหวในนามเครือข่าย 19 กันยาฯ ต่อไป

จิ๊กซอว์ตัวสำคัญของเครือข่าย 19 กันยาฯ คือ “กลุ่มวารสารฟ้าเดียวกัน” ที่มีทีมงานอาทิ ชัยธวัช ตุลาธน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และธนาพล อิ๋วสกุล รวมถึงเครือข่ายของผู้อ่านและนักวิชาการต่างๆ

อย่างที่รู้กัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ชัยธวัช ตุลาธน ร่วมก่อการสร้างพรรคอนาคตใหม่ สานต่อเจตนารมณ์ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” ที่ต้องการนำทหารกลับกรมกอง และไม่ให้ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

“กลุ่มกรรมกรปฏิรูป” ที่มีสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย เป็นพลังหนุน โดย สุนทร บุญยอด ผู้นำแรงงานสายสภาองค์กรลูกจ้าง สภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประสานงาน

วันนี้ สุนทร บุญยอด เป็นกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ซึ่ง สุนทร รู้จัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ปี 2542 สมัยที่ธนาธรยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงาน

เครือข่าย 19 กันยาฯ บุกบ้านป๋าเปรม 

ต้องบันทึกไว้ว่าทางเครือข่าย 19 กันยาฯ เป็นกลุ่มที่จัดการเดินขบวนเดือนละ 1 ครั้ง ตั้งแต่ปลายปี 2549 โดยใช้การสื่อสารผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว อีเมล เว็บไซต์ต่างๆ เช่น ประชาไท และฟ้าเดียวกัน

การระดมผู้เข้าร่วมสูงสุดได้ประมาณ 2,000 คน ในโอกาสครบรอบ 6 เดือนการรัฐประหาร เมื่อ 18 มีนาคม 2550 เครือข่ายได้เดินขบวนไปบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

ในวันที่เดินขบวนไป “บ้านป๋าเปรม” ทั้ง ธนาธร และชัยธวัช ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งสำคัญของเครือข่ายด้วย

ท่ามกลางภาวการณ์ “ถดถอย” ของขบวนการคนเสื้อแดง พลพรรคคนรัก “ธนาธร-ปิยบุตร” กำลังคึกคะนอง หลายคนจึงนึกถึงการจุดชนวนต้านเผด็จการของ “ธนาธร” และผองเพื่อนเมื่อปี 2549

ฤากระแสเครือข่าย 19 กันยาฯ จะพัดกลับมาดั่งลมหวน ชวนให้สยดสยองทั้งแผ่นดิน

ปฏิญญาลูกสงขลา “เพื่อนลุงตู่” จับคู่ “ถาวร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369171?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปฏิญญาลูกสงขลา “เพื่อนลุงตู่” จับคู่ “ถาวร”

19 เมษายน 2562 – 11:30 น.
ถาวร เสนเนียม,พรรคประชาธิปัตย์,พื้นที่จสงขลา,พอพิเศษ สุชาติ จันทรโชติกุล,เสธชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,เดชอิศม์ ขาวทอง,ว่าที่ สส,พลตตสุรินทร์ ปาลาเร่,นายก อบจสงขลา,เลือกตั้ง,ผลคะแนน,ผลการเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 3,644 ครั้ง

วันก่อน “ถาวร เสนเนียม” นัดว่าที่ ส.ส.สงขลา 8 เขต จาก 3 พรรคการเมืองมานั่งคุยกัน นัยว่าในนาม “ลูกสงขลา” ทั้ง 8 เขต พร้อมจับมือเพื่อสงขลา หมดเวลาทะเลาะกันแล้ว

*****************

         สนามเลือกตั้งสงขลาเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เหลือ ที่นั่ง จาก เขตเลือกตั้ง แต่ในวิกฤติก็เป็นโอกาส วันก่อน “ถาวร เสนเนียม” นัดว่าที่ ส..สงขลา เขต จาก พรรคการเมืองมานั่งคุยกัน ประกอบด้วย เขต วันชัย ปริญญาศิริ (พปชร.) เขต ศาสตรา ศรีปาน (พปชร.)  เขต พยม พรหมเพชร (พปชร.) เขต ...อรุณ สวัสดี (พปชร.) เขต เดชอิศม์ ขาวทอง (ปชป.)  เขต ถาวร เสนเนียม (ปชป.) เขต ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ (ภท.) เขต สุรินทร์ ปาลาเร่ (ปชป.)

ถาวร เสนเนียม กับ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล รวมกลุ่มลูกสงขลา

นัยว่าในนาม “ลูกสงขลา” ทั้ง เขต พร้อมจับมือเพื่อสงขลาบ้านเรา หมดเวลาทะเลาะกัน ลดความขัดแย้ง เป็นต้นแบบในการทำการเมืองยุคใหม่เพื่อประชาชน โดยจะลงมือแก้ปัญหาน้ำเสียเป็นวาระแรก 

          ในภาพถ่ายว่าที่ ส..สงขลา เขต มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นผู้แทนฯ คือ “เสธ.ชาติ” พ..(พิเศษสุชาติ จันทรโชติกุล แม่ทัพใต้ของพลังประชารัฐ และเป็นเพื่อนรักของ “ลุงตู่”

นายกชาย” ค่ายถาวร?

มีข้อน่าสังเกต ผู้สมัคร ส..พรรค ปชป. 3 คน ที่ฝ่ากระแส “ไม่เอาพรรคเก่าแก่” เข้ามาได้ เป็นคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน ไม่ว่าจะเป็น ถาวร เสนเนียมเดชอิศม์ ขาวทอง และ พล...สุรินทร์ ปาลาเร่

สำหรับ “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง ว่าที่ส..เขต 5 (.สิงหนคร อ.ควนเนียง อ.บางกล่ำ และ อ.รัตภูมิคนรัตภูมิ และอดีต นายก อบจ.สงขลา ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวคะแนนของถาวรมาก่อน สมัยที่ใช้ชื่อ วรวิทย์ ขาวทอง เคยลงสมัคร ส..ในสีเสื้อไทยรักไทย แต่พ่าย ประพร เอกอุรุ ค่าย ปชป.ในเขต 5

เดชอิศม์ ขาวทอง

เมื่อหลายปีก่อน ประพร เอกอุรุ เสียชีวิต ถาวรจึงประกาศหนุน “นายกชาย” ลงสมัคร ส..เขต ตอนแรกมีข่าว นิพนธ์ บุญญามณี จะดันลูกชายลงเขต เหมือนกัน แต่เปลี่ยนใจพาลูกชายไปลงเขต แทน

แม้คนภายนอกมองว่า “นายกชาย” เป็นคนของถาวร แต่จริงๆ แล้ว เขายึดคติที่ว่า “ไม่มีพรรค มีแต่พวก และเพื่อน” จึงได้รับการยอมรับจากทุกขั้วใน ปชป.

สัญญาใจ “สุรินทร์อนุมัติ” 

อีกเขตหนึ่งคือ “พล...สุรินทร์ ปาลาเร่” ว่าที่ ส..เขต ที่เหลือรอดจากสึนามิการเมือง ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคอนเนกชั่นในคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

พล...สุรินทร์” คนจะนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา เคยร่วมกับ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ จัดตั้งกลุ่มสัจจานุภาพ และเข้าสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ลงสมัครรับเลือกตั้งปี 2550 แต่ พล..สุรินทร์ ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

พล...สุรินทร์ ปาลาเร่

ปี 2554 พรรค ปชป.เลือก พล...สุรินทร์ ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เขต สงขลา แข่งกับ อัศวิน สุวิทย์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นน้องชายของนาราชา สุวิทย์ อดีตส..สงขลา ค่าย ปชปเที่ยวนี้ พล...สุรินทร์ ได้รับเลือกตั้ง

อนุมัติ อาหมัด

ลึกๆ อนุมัติ อาหมัด อดีต สนชที่รับบทแม่ทัพพลังประชารัฐ จังหวัดชายแดนใต้ มีสัญญาใจกับ พล...สุรินทร์ ว่าจะไม่ขอช่วยผู้สมัครส..พลังประชารัฐ เขต เนื่องจากทั้งคู่เคยทำงานร่วมกันในคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

พล..สุรินทร์ เป็นเลขาธิการ ส่วนอนุมัติเป็นรองเลขาธิการ..เรียกว่าคอนเนกชั่นแน่นปึ้ก

เสธ.ชาติ” ผงาดจริงหรือ?

สมัยที่ ..(พิเศษสุชาติ จันทรโชติกุล มีชื่อเป็นผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ดูผู้คนจะไม่ให้ความสนใจมากนัก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 กับ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พลันที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งส..สงขลาเบื้องต้น ได้สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก เมื่อทีม “ผู้การชาติ” เข้าป้ายมา คน ได้แก่เขต วันชัย ปริญญาศิริ อดีตประธานสภา อบจ.สงขลา เขต 2 “ครูกอล์ฟ” ศาสตรา ศรีปาน เขต 3 “ครูยม” พยม พรหมเพชร อดีต ส..สงขลา และเขต ...อรุณ สวัสดี คนทำงานกับชาวบ้านในพื้นที่คาบสมุทรสะทิงพระมายาวนาน

..สุชาติ จันทรโชติกุล

หลังเลือกตั้ง “ผู้การชาติ” ให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนัก ดันเผลอไปเอ่ยชื่อ “ลุงป้อม” ทำนองน้อยใจนิดๆ ที่ลุงป้อมแกไม่เชื่อในฝีมือ เลยไม่ส่งการช่วยเหลือมาให้อีกในโค้งสุดท้าย ไม่งั้นคงกวาดได้อีกหลายที่นั่ง

บังเอิญ “อนุมัติ อาหมัด” นักธุรกิจพลังงาน ที่ประกาศลาออกจากสนชก่อนเลือกตั้ง เดือน เพื่อลงมาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งชายแดนภาคใต้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นสายตรง “บ้านป่ารอยต่อฯ” จึงทำให้ “ผู้การชาติ” อาจรู้สึกหงุดหงิดหัวใจ

น่าจับตาบทบาทของสองแม่ทัพใต้ “ผู้การชาติ” กับ “อนุมัติ” และจอมเก๋าเกม..ถาวร เสนเนียม 

ปาฏิหาริย์มีจริง….?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369199?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปาฏิหาริย์มีจริง….?

19 เมษายน 2562 – 11:00 น.
รศดรเจษฎ์ โทณวณิก,ปาฏิหาริย์มีจริง,สมชัย ศรีสุทธิยากร,วิษณุ เครืองาม
เปิดอ่าน 3,164 ครั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ยามนี้เเละยามหน้านั้นต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องของกกต.ในเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีพึงได้ตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หรือไม่….

หลังจากที่มีกระเเสข่าวว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะเล็กเสียงเเตกว่า รับหรือไม่รับไว้วินิจฉัย เเละเมื่อไม่ชัดเเจ้งในชั้นต้น  ก็ต้องรอที่ประชุมใหญ่ศาลรัฐธรรมนูญกลางสัปดาห์หน้าว่าจะดำเนินการเช่นใด…

“รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก” อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ในการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะรับเรื่องหรือไม่นั้น ต้องมาดูกันว่ามีประเด็นอย่างน้อย 1 ใน 2 ประเด็นหรือไม่ โดยประเด็นที่ 1 คือกฎหมายในลำดับรอง หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ 2.ในการปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ มีอะไรที่องค์กรอิสระไม่เข้าใจ หรือคิดว่าเป็นประเด็นปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
แต่ถ้าหากถามถึงเรื่องของการคำนวณสูตรส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ น่าจะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเกิดความลำบากใจ เนื่องจากว่าไม่เข้าข่ายใน 2 ประเด็นดังกล่าว ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้น่าจะพอเข้าข่ายในประเด็นที่ 2 แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่ทาง กกต.ได้ถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยกกต.จะต้องชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้อย่างไร และที่สำคัญคือตามมาตรา 128 วรรคท้าย ได้ระบุเอาไว้ว่า ในการคำนวณตามอนุ 1 ถึงอนุ 8 ของมาตรา 128 จะต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการ”

เมื่อมองในสิ่งที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีเดียวกันไว้ว่า “ถ้าศาลไม่รับเรื่อง กกต.ต้องชี้แจงรายละเอียดเอง ถ้าชี้แจงแล้วมีใครไม่เห็นด้วยก็ต้องไปร้องต่อศาล เรื่องนี้ต้องรอดูว่าศาลจะว่าอย่างไร ถ้ารับเรื่องเอาไว้ก็หมดเรื่อง เมื่อรับแล้วจะพิจารณาช้าหรือเร็วต้องว่ากันไป ซึ่งตนคิดว่าศาลต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ตามที่กกต.ระบุว่าต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่กฎหมายเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้เห็นว่ากกต.ควรถามเรื่องกรอบเวลาการรับรองผลไปในคราวเดียวกันด้วยว่าจะเป็น 150 วัน หลังกฎหมายเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ หรือภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามสำหรับการพิจารณาใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง เป็นเรื่องส.ส.เขต ไม่เกี่ยวกับส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กกต.สามารถทำควบคู่ไปได้ แต่ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยแล้วยังมาติดเรื่องใบเหลือง ใบแดง อย่างนั้นถือเป็นความบกพร่องของ กกต.”
สิ่งที่ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ากกต.ประกาศรับรอง ส.ส.ไม่ทันในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ จะทำให้เกิดเดดล็อกขึ้นหรือไม่ วิษณุกล่าวว่า “ไม่ทราบ ผมไม่รู้ ไว้ถึงเวลาค่อยบอกค่อยคิดกันต่อ”
รวมทั้งมุมคิดของ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กล่าสุดว่า “กกต.ต้องมีแผนสำรอง การฝากความหวังให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ อาจต้องมีแผนสำรองไว้ด้วย เพราะกว่า ที่ประชุมใหญ่ของศาลจะพิจารณาว่ารับหรือไม่รับ ก็ย่างเข้าไป 24 เมษายน 2562 หากรับศาลอาจต้องใช้เวลาพิจารณาอีก 2 สัปดาห์ ก็เข้าใกล้เส้นตายที่ต้องประกาศคือ 9 พฤษภาคม เข้าทุกที และหากมีคำพิพากษาแบบกว้างๆ แบบให้ไปดำเนินการเองโดยไม่ผิดรัฐธรรมนูญ นั่นแปลว่าบทเล่นทั้งหมดจะกลับไปอยู่ที่ กกต. ฝรั่งบอกว่ามีแพลน เอ ต้องมีแพลน บี นั่นแปลว่าต้องมีทางสำรองที่สองรอไว้หากแผนแรกติดขัด ส่วนใหญ่แผนหนึ่งจะเป็นแผนรุกและแผนสองคือแผนถอย แต่ต้องเป็นการถอยที่ตนเองไม่บาดเจ็บ ไพร่พลไม่ล้มตาย เรียกว่าถอยอย่างมียุทธศาสตร์ไม่ใช่ถอยกรูดแบบหมดรูป คงต้องรอดูและให้กำลังใจ กกต.ว่าจะมีแผนสองอย่างไรครับ”
พินิจสิ่งที่ รศ.ดร.เจษฏ์ มองไว้นั้น อาจจะเป็นมุมบวกที่ใครบางคนน่าจะพอใจบ้าง
เเต่งานที่ทำให้ใครหลายคนใจหายใจคว่ำหายใจไม่ทั่วท้องเพราะคำตอบในวรรคท้ายที่เนติบริกรกล่าวไว้นั้น คือคำตอบที่คนการเมืองหายใจไม่ท้องว่า มันจะออกหัวหรือก้อย เพราะต้นเดือนเมษายน กกต.ให้ข้อมูลกับสังคมว่า 27 พรรคการเมืองจะมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เเต่สูตรที่นักวิชาการคำนวณกันนั้นมีสิบกว่าพรรคที่จะรับโอกาสนี้ มันก็ขัดกันเองว่าจะเลือกเเบบใด เเละหากมันเป็นไปตามสิ่งที่เนติบริกรระบุไว้ว่า”…ถ้าศาลไม่รับเรื่อง กกต.ต้องชี้แจงรายละเอียดเอง ถ้าชี้แจงแล้วมีใครไม่เห็นด้วยก็ต้องไปร้องต่อศาล..” เเบบนี้มันร้องเรียนกันยุ่งขิงเป็นลิงเเก้เเหเเน่นอน
เมื่อบวกกับความเห็นของ “สมชัย” ซึ่งเป็นอดีตกกต.นั้นเกี่ยวกับแพลน เอ แพลน บี ที่มันโยงใยกันเเบบตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกไปมิได้
เมื่อผนวกกับสิ่งที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” คีย์เเมนพลังประชารัฐที่กระตุ้นกกต.ให้เร่งเเจกใบสารพัดสี เพราะเหลือเวลาตามไทม์ไลน์ในการเลือกตั้งซ่อมเเค่วันที่ 28 เมษายนนั้น เนื่องจากขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งซ่อมนั้น เร็วที่สุดคือหนึ่งสัปดาห์ เเต่เมื่อไล่เรียงปฏิทินเเล้วมันหมิ่นเหม่ยิ่งนัก….ที่จะจัดการได้ทันเวลา

สี่คนที่พูดเรื่องนี้ เเม้ประเด็นจะเเตกต่างกันบ้างเเต่องค์ประกอบหลักมันอยู่ที่เเนวทางของกกต.ว่าจะเดินทางใด  เเต่ความจริงที่สังคมรับรู้ยามนี้คือคล้ายว่า กกต.ก็ไร้ทิศทางเช่นกัน เนื่องจากกกต.ยอมรับเองว่าไม่มีสูตรใดๆ ไว้ในใจในการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คราวนี้ สามอดีต กกต.คือ “โคทม อารียา, สมชัย จึงประเสริฐ, สมชัย ศรีสุทธิยากร” ไม่เห็นด้วยกับสูตรคำนวณสส.ปาร์ตี้ลิสต์ของกกต.ปัจจุบัน ประเด็นหลักคือ พรรคคะแนนต่ำกว่า 7.1 หมื่นเเต้มไม่ควรได้ ส.ส.หากกกต.เคาะมาในมุมตรงข้ามกับอดีตสามเสือกกต. ขั้วหนุนลุงตู่ย่อมชื่นใจ เเต่ฝ่ายที่เสียเปรียบคือขั้วต้านลุงตู่น่าจะร้องเรียนศาลโดยอ้างวิธีคิดของนักวิชาการบางเเขนงเเละอิงอดีต 3 กกต.

เเละการที่ยังไม่มีเเววเคาะใบสารพัดสีออกมา เวลาราวๆ ยี่สิบวันเศษนั้น คนการเมืองหลายชีวิตบอกว่า “กรรมการเข้ามาตัดสินเหมือนไม่รู้กติกา เเบบนี้จะชี้ชัดได้อย่างไร….”

จับยามสามตาเเล้วนั้นคล้ายว่า กกต.อยู่ในภาวะมืดมนยิ่งที่จะพบกับเเสงสว่างปลายอุโมงค์ เพราะไม่ว่าเจ็ดเสือกกต.จะเคาะไปในเเนวทางใดย่อมมีข้อร้องเรียนที่ผูกพันยาวๆ ไปกับเส้นตายประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้
เกมการเมืองก็ยิ่งลากยาวไปเรื่อยๆ เเววการเดินเข้ารัฐสภาของห้าร้อยว่าที่ส.ส.ก็คงจะริบรี่ลงไปเรื่อยๆ
เว้นเพียงว่า…ปาฏิหาริย์จะมีจริง?

ใครจะจ้าง สำนักทนายโจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369190?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครจะจ้าง สำนักทนายโจร

19 เมษายน 2562 – 11:00 น.
ออฟเรคคอร์ด,กลต,ตลาดหลักทรัพย์,อภิชาติ จันทร์สกุลพร,เสี่ยเปี๋ยง
เปิดอ่าน 5,821 ครั้ง

คอลัมน์…  ออฟเรคคอร์ด ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 

สะเทือนลั่นทุ่ง เมื่อก.ล.ต.เงื้อดาบฟัน เสี่ยเปี๋ยง อภิชาติ จันทร์สกุลพร แอนด์เดอะแก๊งค์ (รวม 8 ราย) โทษฐานนำเงินที่ได้จากทุจริตระบายข้าวจีทูจี มาฟอกในตลาดหุ้นผ่าน อาดามัส อินคอร์ปอเรชั่น หรือ ADAM

ก.ล.ต.ตรวจสอบแล้วเชื่อได้ว่า ADAM ใช้เงิน 800 ล้าน ซื้อ กีธา พร็อพเพอร์ตี้ ที่เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20 ในคดีจีทูจี และมีจำเลยที่ 21 บงกร(ธันยพร) จันทร์สกุลพร ถือหุ้นนั้น เป็น เงินดำ ที่นำมา ฟอกขาว จึงต้องส่งให้ดีเอสไอเอาผิด

ฉากหลังของขบวนการฟอกขาว พบว่า ผู้ถูกกล่าวโทษอย่างน้อย 2 ราย เป็นเครือข่ายเดียวกับ นักกฎหมายสายดาร์ก หรือ สำนักทนายโจร ที่เคยฝากวีรกรรมฉาวไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะการกินรวบหุ้นพลังงานทางเลือกยักษ์ใหญ่

คนในสำนักทนายโจร นำโดย 3 เพื่อนนักเรียนขาสั้นจากโรงเรียนชื่อดังย่านตลาดกลางดอกไม้ และยังเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับอดีตนักการเมืองใหญ่แห่งอีสาน จึงไม่เกรงกลัวใคร

กรณีของ ADAM โกงกันเป็นทีม ร่วมด้วยช่วยกันโกง คนหนี่งไปเป็นกรรมการ อีกคนหนึ่งถือ Proxy ไปโหวต จ้างเซียนหุ้นไปเป็นนอมินีในบริษัทกระดาษ เรียกว่า แบ่งกันทำ แบ่งกันโกงชัดเจน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ “พ่อค้าเป็ด-พ่อค้าไก่รายใหญ่” “พ่อค้าน้ำเมา”คุณหมอนักปั่น ก็ใช้บริการสำนักทนายโจรแห่งนี้

แต่จากนี้ต่อไปใครที่คิดจะใช้บริการ คงต้องคิดให้รอบคอบ มิฉะนั้นอาจติดบ่วงกรรมเหมือน ADAM

ส่วนตลาดหุ้น และ ก.ล.ต. ควรจะขึ้นแบล็กลิสต์ สำนักทนายโจร แห่งนี้ อย่าปล่อยให้ลอยนวลใช้ตลาดหุ้นมาเป็นเครื่องมือฟอกเงินอีกต่อไป

โยกย้ายนายตำรวจระดับสูงกับการปฏิรูปตำรวจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369191?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โยกย้ายนายตำรวจระดับสูงกับการปฏิรูปตำรวจ

19 เมษายน 2562 – 10:35 น.
โยกย้าย,นายตำรวจระดับสูง,ปฏิรูปตำรวจ
เปิดอ่าน 3,257 ครั้ง

รายงาน… 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากแวดวงตำรวจและสังคมคงเป็นเรื่องการโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เหตุผลที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษคงเป็นเพราะการที่นายตำรวจคนดังกล่าวถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา

การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในช่วงระยะเวลาดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางที่เรียกว่าระบบ รวมศูนย์อำนาจ (Centralization)

ในขณะที่ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในอดีตที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจไปก็ได้มีข้อเสนอให้ระบบการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรเป็นไปในลักษณะ การกระจายอำนาจ (Decentralization) เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่

หากพิจารณาถึงหลักการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการทำงานของภาครัฐ ให้มีความโปร่งใส สอดคล้องและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

ดังจะเห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ใช้ระบบการบริหารงานตำรวจแบบการกระจายอำนาจ (Decentralization) เพราะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ และระดับผู้บริหาร รวมทั้งมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ต่างพบว่าระบบการบริหารงานดังกล่าว ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมในระดับชุมชน ดังที่ทราบกันดีกว่าปัญหาของชุมชน สมาชิกในชุมชนย่อมรับรู้ เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าคนที่ทำงานในพื้นที่ส่วนกลาง

ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศในเอเชียที่มิได้ใช้ระบบการบริหารงานตำรวจแบบรวมศูนย์อำนาจ (Centralization) แต่เป็นไปในลักษณะแบบผสมผสานโดยมีคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยสาธารณะระดับชาติ (National Public Safety Commission: NPSC) ที่ทำหน้าที่คอยกำกับ ติดตาม ประเมินผลการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency: NPA) รวมทั้งมาตรฐานการทำงานของตำรวจทั้งในด้านการฝึกอบรม การพัฒนาเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศ

ส่วนอำนาจการบังคับบัญชาตำรวจในระดับพื้นที่ยังเป็นของหน่วยงานตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ภายใต้คณะกรรมการรักษาความปลอดภัยในระดับจังหวัด (Prefectural Public Safety Commission)

ตำรวจในประเทศญี่ปุ่นจึงไม่โยกย้ายบ่อยครั้งและไม่ข้ามพื้นที่ เนื่องจากการให้ความสำคัญกับการจัดการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในชุมชน การรับแจ้งเบาะแสข้อมูลอาชญากรรมโดยสมาชิกในชุมชนผ่านเครือข่ายตู้ยามตำรวจชุมชน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมในระดับพื้นที่
เป็นที่น่าสนใจว่าในประเทศญี่ปุ่นสถิติการเกิดอาชญากรรมร้ายแรง เช่น คดีฆ่า พยายามฆ่า เกิดขึ้นน้อยกว่าประเทศไทยประมาณเกือบ 5 เท่า ในขณะที่สัดส่วนของตำรวจต่อประชากรของประเทศญี่ปุ่นแทบไม่แตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยถึงแม้ว่าประชากรญี่ปุ่นจะมากกว่าประชากรของประเทศไทยประมาณ 2 เท่า

หากพิจารณาแนวคิดตำรวจสมัยใหม่ (Modern policing) ที่ได้กล่าวถึงระบบงานของตำรวจ ได้มีแนวคิดที่ว่างานของตำรวจจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเมื่อได้รับความร่วมมือและได้รับการสนับสนุน ช่วยเหลือจากภาคประชาชน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการทำงานของตำรวจ กล่าวคือยิ่งประชาชนมีความไว้เนื้อเชื่อใจตำรวจมากเพียงใด สังคมนั้นก็จะมีความสงบสุข เรียบร้อยมากยิ่งขึ้น

ในทางกลับกันหากประชาชนและตำรวจมีความขัดแย้งกันมากขึ้น สังคมนั้นก็จะยิ่งเกิดความวุ่นวาย ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย

นอกจากนี้แนวคิดตำรวจสมัยใหม่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเป็นมืออาชีพ (Professionalization) การพัฒนาระบบการฝึกอบรม คุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพตำรวจ นวัตกรรมในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมทั้งอาชญากรรมข้างถนน (Street crime) เช่น ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ไปจนกระทั่งอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber crime) ซึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมหาศาล

จากการศึกษาวิจัยระบบงานตำรวจมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาจากอำนาจที่ถูกกระจายลงไปในระดับพื้นที่ ทั้งในเชิงการบริหารงาน การจัดสรรงบประมาณ การพัฒนาความเป็นมืออาชีพ การตรวจสอบการทำงานของตำรวจ รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จในด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรม การพัฒนาความร่วมมือระหว่างสมาชิกในชุมชนกับตำรวจในระดับพื้นที่ ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น แนวคิดการรวมศูนย์อำนาจของการบริหารงานตำรวจไว้ที่ส่วนกลาง โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในช่วงที่ผ่านมา อาจมีเหตุผลสนับสนุนจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องในหลายประการ

แต่หากพิจารณาถึงสถิติการเกิดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในระดับพื้นที่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลับสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจที่รวมศูนย์ที่ส่วนกลางดูเหมือนว่ามิได้ทำให้อาชญากรรมในระดับพื้นที่ลดน้อยลงแต่อย่างใด

ในทางกลับกันความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (Fear of crime) ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะผลจากการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจแบบข้ามสายงาน และข้ามพื้นที่โดยปราศจากหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายโดยปราศจากเหตุผลและคำอธิบาย ซึ่งมิได้สอดคล้องกับแนวคิดตำรวจสมัยใหม่และไม่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในทุกชุดที่ผ่านมา

ดังนั้นคงอาจจะกล่าวได้ว่าการปฏิรูปตำรวจในมิติของการบริหารงานตำรวจแบบรวมศูนย์อำนาจในปัจจุบันนอกจากจะไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในระดับชุมชน ไม่สอดคล้อง และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำลายขวัญ กำลังใจข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่แต่ยังทำให้นึกถึงคำมั่นสัญญาเรื่องการปฏิรูปตำรวจซึ่งมักจะเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากการรัฐประหาร แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และก็คงจะเงียบหายไปเฉกเช่นอดีตที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญคงมิได้อยู่ที่แนวคิด หรือองค์ความรู้ที่จะทำ แต่สิ่งสำคัญคงอยู่ที่ความจริงใจในการลงมือทำ

-รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล-
ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต
อดีตอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

4อาการส่งสัญญาณโรคลมแดด!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369100?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4อาการส่งสัญญาณโรคลมแดด!?

19 เมษายน 2562 – 10:05 น.
4อาการส่งสัญญาณโรคลมแดด,สายตรวจระวังภัย,อากาศร้อน,โรคลมแดด,โรคฮีทสโตรก,ฤดูร้อน
เปิดอ่าน 1,108 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก่อนจะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าฤดูร้อนในปีนี้อุณหภูมิจะสูงกว่าปี 2561 ส่งผลทำให้อากาศร้อนกว่าปกติประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส หรือราวๆ 42-43 องศาเซลเซียส แต่ไม่สูงถึง 44.6 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสถิติอุณหภูมิที่สูงที่สุดอยู่ที่ จ.แม่ฮองสอน ทั้งนี้ทั้งนั้นจากการคาดการณ์มี 7 จังหวัดที่คาดว่าอากาศจะร้อนที่สุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก นครสวรรค์ และ กาญจนบุรี โดยอุณหภูมิจะอยู่ที่ 42-43 องศาเซลเซียส ขณะที่ กรุงเทพมหานคร อุณหภูมิจะอยู่ที่ 38-39 องศาเซลเซียส

ด้วยการเข้าสู่ฤดูร้อนแบบเต็มตัวโดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน ก็อาจทำให้คนไทยมีความเสี่ยงจาก “โรคลมแดด” หรือ “โรคฮีทสโตรก” (Heat Stroke) ดังนั้น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จึงออกคำเตือนอาการป่วยจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงนี้ โดย ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. ระบุว่าในช่วงเดือนเมษายนนี้อุณหภูมิสูงขึ้นและสภาพอากาศของแดดก็จัดจ้า อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ง่ายๆ โดยเฉพาะโรคลมแดด ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ หน้าแดง กระหายน้ำ มึนงง วิงเวียนศีรษะ ตัวร้อนจัด คลื่นไส้ อาเจียน หายใจเร็ว เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัวลดน้อยลง หากอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเป็นลมหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องทันท่วงทีมีอันตรายอาจถึงชีวิตได้

เกี่ยวกับโรคลมแดดที่ว่านี้ เลขาธิการ สพฉ. ได้อธิบายถึงสัญญาณที่สำคัญของโรคนี้ ว่าไม่มีเหงื่อออก แม้อากาศจะร้อนมากก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ ไป ที่จะมีเหงื่อออกด้วย สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก คือ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และ ผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และ โรคอ้วน รวมถึง นักกีฬา และ ทหาร ที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด

“โรคลมแดดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะมีโอกาสในการเสียชีวิตสูง หากพบแพทย์ไม่ทันท่วงที และโรคลมแดดเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้แต่กับคนที่ร่างกายแข็งแรง โดยคนที่เป็นลมแดดนั้นสมองจะไม่ทำงาน รวมถึงไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้ และอุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มสูงกว่าปกติถึง 40 องศา ซึ่งประชาชนสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคนี้อย่างง่ายๆ คือ 1.ไม่มีเหงื่อออก 2.กระหายน้ำมาก 3.ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ และ 4.คลื่นไส้อาเจียน หายใจเร็ว หากเกิดอาการดังกล่าวนี้จำเป็นต้องหยุดพักทันที และรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ อธิบายเสริม

สำหรับวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคลมแดด ผู้เข้าให้การช่วยเหลือจะต้องลดระดับความร้อนของร่างกายผู้ป่วยลงให้เร็วที่สุด ด้วยการจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกเท้าให้สูงขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่ไหลเวียนกลับสู่หัวใจให้มากขึ้น คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น หรือใช้ถุงใส่น้ำแข็งประคบตามลำคอ ลำตัว แขน ขา ข้อพับต่างๆ ร่วมกับการใช้พัดหรือใช้พัดลมเป่า จะสามารถช่วยลดความร้อนในตัวลงได้ แต่หากผู้ป่วยมีการอาเจียนให้นอนตะแคงก่อน เมื่ออาเจียนแล้วให้นอนหงาย ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้ราดน้ำเย็นลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลง แล้วให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

หลายคนคงได้สัมผัสกับอากาศที่ร้อนจัดจ้านของบ้านเราอยู่ขณะนี้ แต่เมื่อทราบคำเตือนรวมถึงอาการที่ส่งสัญญาณว่าจะเป็นโรคลมแดด ก็จะสามารถระมัดระวังป้องกันได้ท่วงทัน อย่าได้ชะล่าใจกับพิษภัยของฤดูร้อนประเทศไทย..!!

อากาศร้อนจัดระวัง “ฮีทสโตรก”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อากาศร้อนจัดระวัง “ฮีทสโตรก”

19 เมษายน 2562 – 09:30 น.
โรคฮีทสโตรก,อ๊อด เทอร์โบ,อาการ,ร้อน
เปิดอ่าน 928 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ช่วงระยะเวลานี้อากาศร้อนเหลือเกินและจากรายงานพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่าสภาพอากาศวันนี้-22 เมษายน ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากสภาวะของอากาศร้อนในระยะสัปดาห์นี้ไว้ด้วย

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจจากกรมควบคุมโรคเกี่ยวกับโรค ‘ฮีทสโตรก’ หรือ ‘ลมแดด’ มาแจ้งให้ทราบดังต่อไปนี้


โรคฮีทสโตรก มีสาเหตุจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม 4 ประการ ได้แก่ อุณหภูมิของอากาศที่ร้อน ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงขึ้น อยู่ในที่ได้รับรังสีความร้อน และอยู่ในสภาวะที่มีลมหรือการระบายอากาศน้อย

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่าปีนี้ร้อนขึ้นกว่าปีก่อน ทำให้ “โรคฮีทสโตรก หรือลมแดด” เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากขึ้นด้วยเพราะมักเกิดในสภาพอากาศร้อนจัด

โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงและได้รับความร้อนมากเกินไปทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย “ทำให้มีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง”
“สัญญาณเตือน” ที่สำคัญของโรคฮีทสโตรก คือไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อน หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัวลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลาอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ ไปที่จะมีเหงื่อออกด้วย

“บุคคลที่มีความเสี่ยง” ในการเกิด “โรคฮีทสโตรก” คือผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน

โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงนักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด

“วิธีป้องกันโรคฮีทสโตรก” คือดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้าน ในวันที่มีอากาศร้อนจัดควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน โปร่ง ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้จะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรืออยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยให้อยู่ในห้องที่มีอากาศระบายได้ดีและไม่ให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง

ในกรณีที่จะต้องไปทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ควรเป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงโดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศ

แต่ถ้าพบเจอกับผู้ป่วย “โรคฮีทสโตรก” วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้น คือนำเข้าในที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถ้ามีการอาเจียนให้นอนตะแคงก่อน เมื่ออาเจียนแล้วให้นอนหงาย คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก

ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามลำตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ เพื่อระบายความร้อนร่วมกับการใช้พัดลมเป่า ราดน้ำเย็นลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิให้ลดต่ำลง ให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

 ไทเกอร์ ล้มแล้วลุก

 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
จดหมายของผมอาจจะไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือร้องเรียนทุกข์ แต่จะขอยกตัวอย่างยืนยันคำกล่าวที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน-ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ซึ่งนั้นคือการกลับมาได้แชมป์กอล์ฟรายการเมเจอร์ ‘เดอะมาสเตอร์ส 2019’ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผมเป็นคนชอบเล่นกอล์ฟ แม้จะเล่นได้ระดับปานกลาง แต่ก็ชอบเพราะเป็นการออกกำลังกลางแจ้ง และสนามที่ไปเล่นก็ไปต่างจังหวัด ระดับสนาม 3 ดาว ราคาพอเพียง และแน่นอนว่า ‘ไทเกอร์ วูดส์’ คือนักกอล์ฟในดวงใจ

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นฝันร้ายของไทเกอร์ เพราะอดีตนักกอล์ฟอันดับ 1 ของโลกตกต่ำถึงขีดสุด โดนภรรยาฟ้องหย่า ถูกจับข้อหาดื่มเหล้าแล้วขับรถ ซึ่งอเมริกาถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงมาก แถมร่างกายก็เจอปัญหาต้องผ่าตัดหลังถึง 3-4 หน เรียกว่าเหมือนอยู่ในขุมนรกจริงๆ

แต่ถึงเวลานี้ ‘ไทเกอร์ วูดส์’ ได้ใช้ความมุมานะต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายจนกลับอย่างยิ่งใหญ่และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนเรานั้นล้มแล้วลุกขึ้นมาได้ อย่าไปยอมจำนน ยอมพ่ายแพ้
ทวีชัย (ราชคราม)

ตอบคุณ ‘ทวีชัย’ (ราชคราม)
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีคุณค่าของคุณ ซึ่งสอนให้รู้ซึ้งถึงคำว่าคนเราต้องมีความพยายามและอย่าไปท้อแท้ ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งมวลที่ถาโถมเข้าใส่เหมือน ‘ไทเกอร์ วูดส์’

ผมเองก็เป็นกองเชียร์ของไทเกอร์ ซึ่งเหมือนๆ กับแฟนคลับของไทเกอร์ ซึ่งมีสไตล์การเล่นที่งดงาม มาดเท่ และเล่นกอล์ฟแบบถึงใจ

เหนือสิ่งอื่นใดคือ ไทเกอร์มีคุณแม่เป็นคนไทย ซึ่งแม้ว่าไทเกอร์จะห่างเหินกับคนไทย แต่ก็ถือได้ว่ามีสายเลือดคนไทยครึ่งหนึ่ง

การกลับมาแบบเขย่าโลกของไทเกอร์ครั้งนี้ สร้างสีสันให้วงการกอล์ฟและวงการกีฬาโลกและชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในระดับตำนานแบบอมตะมหานิรันดร์กาล

ขอให้จดจำว่านี่คือตัวอย่างของคนสู้ชีวิต และถือเป็นแบบอย่างได้ ไม่เฉพาะการเล่นกอล์ฟ แต่เป็นวงจรชีวิต
อ๊อด เทอร์โบ

อึมครึม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369096?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 อึมครึม

18 เมษายน 2562 – 14:50 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคภูมิใจไทย,มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,ประชาธิปไตย,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,017 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

สถานการณ์การเมืองภายหลังเทศกาลสงกรานต์ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านั้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีรายงานข่าวอ้างมาจากพรรคพลังประชารัฐ ว่าขณะนี้การรวบเสียงมีความคืบหน้าไปมาก โดยนอกจากพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไทย พรรครักษ์ผืนป่า และพรรคเล็กที่ได้ ส.ส. 1 ที่นั่ง 12 พรรค ที่ไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้ว

ล่าสุดยังได้เพิ่มอีก 5 เสียงจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่ตอบตกลงจะมาเข้าร่วม เพราะเห็นว่าหากพรรคเศรษฐกิจใหม่ต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชนจำเป็นต้องเป็นรัฐบาลเพื่อมาขับเคลื่อนตามที่ได้หาเสียงไว้ ส่วนตัวนายมิ่งขวัญนั้น ยังเจรจาเงื่อนไขกันอยู่ โดยให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้พูดคุย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ 52 เสียงนั้น จะไม่มายกพรรค เนื่องจากสมาชิกทางฝั่งนายชวน หลีกภัย และคนรุ่นใหม่ในพรรคไม่เห็นด้วยกับการมาร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ แต่ว่าที่ ส.ส.ที่นำโดย นายถาวร เสนเนียม ยืนยันว่าจะมาและพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เบื้องต้นมีจำนวน 35 คน โดยถึงขณะนี้มั่นใจว่ามีเสียงมากกว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยแล้ว

แต่หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรรณ์ ได้โพสต์แถลงการณ์ของพรรคเศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่า ตามที่มีกระแสข่าวอย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ เรื่องตนและว่าที่ ส.ส.ทั้งหมดของพรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ไปเจรจาเพื่อร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและตนไม่เคยเข้าไปร่วมเจรจาทางการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐใดๆ ทั้งสิ้น

ขณะที่นายถาวรก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนให้ข่าวดังกล่าว เขียนกันเอง โดยตนพร้อมทำตามมติของพรรคประชาธิปัตย์ทำให้เกิดความสับสนกันว่า ตกลงเป็นอย่างไรกันแน่

แต่ถ้าหากมองในเรื่อง “เกมการเมือง” ก็พอเข้าใจได้ว่า แต่ละขั้ว แต่ละฝ่าย ก็ต้องพยายามปล่อยข่าวว่าฝ่ายตนเองสามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพื่อให้พรรคการเมืองที่ยังลังเลรีบเข้าร่วมสนับสนุนเพราะกลัวตกขบวนรถไฟจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตามการแข่งกันจัดตั้งรัฐบาลของทั้ง 2 ขั้ว อันมีฝ่ายพรรคพลังประชารัฐฝ่ายหนึ่ง กับพรรคเพื่อไทยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการรวมเสียงของทั้งสองฝ่ายยังได้ก้ำกึ่งกัน ทำให้สถานการณ์ของประเทศหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะอยูู่ในภาวะ “อึมครึม” ไม่ชัดเจน และถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้โดยชอบธรรมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็น่าจะเดินหน้าได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่ก็คงอยู่ได้ไม่นานเนื่องจากเป็น “รัฐบาลผสม” เสียงปริ่มน้ำ

ล่าสุด นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชงว่า จะต้องจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและแก้รัฐธรรมนูญ เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในขณะนี้เป็น “เดดล็อก” ถึงทางตัน ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ โดยให้ “รัฐบาลแห่งชาติ ” มีวาระเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นให้คืนอำนาจแก่ประชาชนและจัดการเลือกตั้งใหม่ ส่วนบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางของรัฐบาลแห่งชาติ มีอยู่ 4 คน คือ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีตผู้บัญชาการทหารบก นายพลากร สุวรรณรัฐ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ และนายชวน หลีกภัย

อย่างไรก็ตาม นายเทพไท ไม่ได้ลงในรายละเอียดว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” จะมาได้โดยวิธีใด เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2560 “นายกรัฐมนตรี” มี 2 ประเภทเท่านั้น คือ 1.นายกรัฐมนตรีจากบัญชีชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง และ 2.นายกรัฐมนตรีคนนอก กรณีที่ประชุมรัฐสภา เสียงไม่พอที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองได้ แต่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ตามรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” ของรัฐบาลแห่งชาติ

อีกทั้งในตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้มีแนวคิดที่จะจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอเป็น “คำถามพ่วง” ในการลงประชามติเพื่อนำไปปรับแก้หรือเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือคำถามที่ว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการมีกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอย่างน้อยใน 4 ปีแรกหลังใช้รัฐธรรมนูญให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป” ซึ่งคำว่า “รัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป” ก็คือ “รัฐบาลแห่งชาติ” นั่นเอง แต่แล้วคำถามนี้ก็ไม่ผ่านประชามติ

และหากมองจากท่าทีของทั้งสองขั้วการเมืองก็ไม่มีการขานรับ “รัฐบาลแห่งชาติ ” อย่างพรรคพลังประชารัฐ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ ก็แสดงความมั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลปกติที่มาจากการเลือกตั้งได้

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีการเสนอทางออกเรื่อง “รัฐบาลแห่งชาติ” โดยมองว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่ใช่ทางออกประชาธิปไตย และทางพรรคเพื่อไทยคงเห็นว่าหากมี “รัฐบาลแห่งชาติ” กลุ่มอำนาจปัจจุบันก็ยังได้เป็นรัฐบาลต่อไป

ส่วนอดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ก็บอกว่า เป็นไปได้ยากมากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย เพราะตามหลักการแล้วในระบอบประชาธิปไตยต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลคอยทำหน้าที่นี้อยู่ในสภา การที่ “รัฐบาลแห่งชาติ” จะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องมีวิกฤติทางการเมืองที่ร้ายแรงและจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ เช่น ภาวะสงคราม ซึ่งต้องใช้การระดมสมองจากทุกพรรคในสภาแบบนี้เป็นต้นจึงจะเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองตอนนี้ยังไม่มีเหตุและความจำเป็นในการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” แต่อย่างใด

ประเมินแล้ว “รัฐบาลแห่งชาติ” สุดท้ายก็จะเงียบหายไปตามสายลม

แล้ว..บ้านเมืองจะเดินไปทางไหนกัน

โจ๋ป่วนโรงพยาบาล “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจ๋ป่วนโรงพยาบาล  “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

18 เมษายน 2562 – 14:15 น.
โจ๋,ป่วน,โรงพยาบาล,สงกรานต์,เรือนจำ
เปิดอ่าน 1,268 ครั้ง

รายงาน…

เหตุการณ์วัยรุ่นยกพวกตีกันในโรงพยาบาล กลายเป็นเทรนด์ร้อนแรงในหมู่อันธพาลยุคใหม่

การเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จึงไม่ค่อยน่าชื่นชม เพราะมีคนพวกนี้ก่อเหตุให้เสื่อมเสียอยู่เนืองๆ

คนเฒ่าคนแก่เห็นข่าวแบบนี้แล้วสะท้อนใจ

    เพราะปกติสงกรานต์แต่ละปีแทบไม่มีหน่วยงานกิจกรรมสืบสานประเพณีให้ลูกหลานรับช่วงต่อ 

แถมหลายองค์กรยังสร้างค่านิยมบิดเบือนวัฒนธรรมออกมาในรูปแบบบันเทิง เริงรมย์ คลุกเคล้าสิ่งมึนเมา ซึ่งเป็นต้นตอของเหตุทะเลาะวิวาทและคดีอาชญากรรม

กรณีกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาท ไล่ทำร้ายร่างกายกันบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เมื่อเย็นวันที่ 13 เมษายน เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเฉลิมฉลองอย่างขาดสติ

แม้ว่าสังคมจะรุมประณามการกระทำของวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างไร ก็ดูจะไม่ซึมซับเข้าไปในสำนึกของคนเหล่านี้เลย เพราะให้หลังเพียง 1 วัน เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันได้เกิดขึ้นอีกที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาที่หน้าห้องฉุกเฉินแล้วใช้ขวดเบียร์ตีหัวหนุ่มอาสากู้ภัยจนแตก เลือดอาบ

แต่เหมือนเป็นเทรนด์ร้อนแรงอย่างที่ว่า ต่อมาอีกแค่ 1 วัน ที่โรงพยาบาลบางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ วัยรุ่นประมาณ 20 คน ยกพวกตีกันหน้าห้องฉุกเฉิน หลังจากทั้งสองฝ่ายเปิดศึกตะลุมบอนกันที่งานฉลองสงกรานต์จนบาดเจ็บถูกหามส่งโรงพยาบาลทั้งคู่ แล้วยังตามมาราวีกันต่อไม่รู้จบ

ห้องสนทนาในโลกโซเชียลมีเดีย แตกความเห็นว่า เหตุการณ์วิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 3 กรณี ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบมาจากเหตุการณ์วัยรุ่นสองกลุ่มยกพวกตีกันในโรงพยาบาลห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 10 เมษายน 2562

เหตุการณ์ครั้งนั้น มีวัยรุ่น 2 กลุ่ม ทะเลาะวิวาทกันจนได้รับบาดเจ็บภายในงานวันฉลองชัยชนะของท้าวสุรนารี หน้าที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับการช่วยเหลือส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาล แต่เหตุการณ์กลับบานปลายอีกเมื่อสมาชิกสองกลุ่มตามมาเยี่ยมเพื่อนแล้วเผชิญหน้ากันจนเกิดการตะลุมบอนรอบสอง ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

          การก่อเหตุทะเลาะวิวาทในเขตรั้วโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสถานที่คุ้มครอง ปลอดการคุกคามทุกรูปแบบตามกติกาสากล ทั้ง 4 เหตุการณ์ในเวลาติดๆ กัน ถือเป็นความน่าอับอายของสังคมไทย ที่จะต้องได้รับการเยียวยาอย่างเร่งด่วน 

กระนั้น ในอารมณ์ปัจจุบัน สังคมซึ่งเอือมระอากับพฤติกรรมของวัยรุ่นและเหล่าอันธพาลที่สร้างความเสื่อมเสีย ต่างร่วมกันประสานเสียง เรียกร้องให้ใช้กฎหมายลงโทษขั้นสูงสุดกับผู้กระทำผิดเหล่านี้ให้เข็ดหลาบ

โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด คือหนึ่งในนั้น และเป็นผู้แจกแจงเหตุผลที่ผู้ก่อเหตุในโรงพยาบาล ตามกรรมและวาระต่างๆ สมควรจะถูกลงโทษอย่างไรบ้าง โดยใช้คำแบบนี้

“กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ”

เฟซบุ๊กของ โกศลวัฒน์ บรรยายได้อย่างเห็นภาพว่า บ้านป่าเมืองเถื่อนหรืออย่างไร ? โรงพยาบาลก็ไม่ละเว้น โรงพยาบาลกบินทร์บุรี โรงพยาบาลแก้งคร้อ โรงพยาบาลห้วยแถลง โรงพยาบาลบางสะพานน้อย…เป็นข่าวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัยรุ่นบุกเข้าใช้โรงพยาบาลทำร้ายคู่อริ ส่วนมากน่าจะอยู่ในอาการมึนเมา

เขาอธิบายว่า การบุกเข้าไปทำร้ายผู้อื่นในโรงพยาบาล เป็นการกระทำผิดที่ท้าทายกฎหมาย ทำลายความสงบสุขของสังคม

โรงพยาบาลเป็นที่พึ่งของคนเจ็บป่วย คุณหมอและคุณพยาบาล ล้วนทำหน้าที่กันหนักในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนใช้รถใช้ถนนมากกว่าปกติ จึงมีสถิติอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างสูง แต่กลุ่มวัยรุ่นที่ขาดจิตสำนึก ประพฤติตนกร่าง ใหญ่โต ท้าทายกฎหมาย บุกเข้าโรงพยาบาล ทำร้ายคู่อริ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าห้ามปรามก็ยังไม่หยุด ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามยังตรงเข้าทำร้ายคู่อริ ก่อความวุ่นวายขึ้นในโรงพยาบาลอย่างท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายประสิทธิภาพของกฎหมาย

เขาบอกว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลและจากคลิปโทรศัพท์มือถือที่คนเดือดร้อนช่วยบันทึกกันไว้เป็นหลักฐาน จะสามารถเป็นหลักฐานได้ว่าวัยรุ่นคนไหน ร่วมกันก่อเหตุร้าย ทำร้ายใครบ้าง ใครทำให้ทรัพย์สินของโรงพยาบาลเสียหาย

          แม้ในสถานที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีกำลังไม่พอที่จะเข้าจับกุม แต่หลักฐานที่ปรากฏจะได้ติดตามจับกุมมาดำเนินคดีกันต่อไป ความมึนเมา ไม่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้พ้นความรับผิดตามกฎหมายไปได้

เขายกตัวอย่างกรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุตะลุมบอนกันในโรงพยาบาลล่าสุดที่บางสะพานน้อย กลุ่มวัยรุ่นคู่อริฉลองสงกรานต์แล้วเกิดเขม่นจนทะเลาะวิวาท มีผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล แล้วมาตะลุมบอนกันต่อบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพิ่ม รวมทั้งหมด 7 คน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 365 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทำ
(1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ
(3) ในเวลากลางคืน

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 360 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดยังอธิบายข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องการบุกรุกสถานที่ราชการไว้เป็นพิเศษดังเช่น กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 330 ดังนั้น การบุกรุกสถานที่ราชการจึงมีความผิดในลักษณะเดียวกับการบุกรุกสถานที่ของเอกชน

กล่าวคือ จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อสถานที่ราชการที่บุกรุกนั้นมีลักษณะของเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานโรงพยาบาลของรัฐซึ่งเป็นสถานพยาบาล ถือได้ว่าเป็นสถานที่ราชการที่มีลักษณะของสำนักงาน ซึ่งขณะที่เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยอยู่นั้นจะมีสภาพเป็นสาธารณสถานที่ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้

แต่การที่กลุ่มบุคคลใดได้เข้าไปวิวาททำร้ายคู่อริซึ่งเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยภายในโรงพยาบาลได้ไล่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวออกไปแล้ว แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ยอมออกไป จึงถือได้ว่าเป็นความผิดฐานบุกรุกตามป.อ.มาตรา 364

เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลากลางคืน มีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปและมีการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย จึงต้องระวางโทษหนักขึ้นตามมาตรา 365

นอกจากนี้การเข้าไปทำร้ายบุคคลอื่นหรือทะเลาะวิวาทกันในโรงพยาบาลซึ่งมีทรัพย์สินของโรงพยาบาลที่จำเป็นต้องใช้ในการให้บริการประชาชน ย่อมที่จะเล็งเห็นได้ว่าอาจมีทรัพย์สินของโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย เช่น รถเข็นผู้ป่วย เตียงผู้ป่วย เครื่องช่วยหายใจ เครื่องปั๊มหัวใจ เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายจากการเข้าไปทะเลาะวิวาทดังกล่าว อันอาจเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ.มาตรา 360 ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ข้อหาทำร้ายร่างกาย และยังอาจมีข้อหาอื่นตามมา จากการกระทำที่ก่อเหตุความวุ่นวาย ล้วนเป็นโทษสถานหนัก

มีรายงานว่าการก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 4 เหตุการณ์นั้น ตำรวจท้องที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด และอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนเสนออัยการพิจารณาสั่งฟ้องศาลแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า ตามข้อกฎหมายข้างต้น บรรดาผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลทั้ง 4 เหตุการณ์ ย่อมหลีกเลี่ยงความผิดไม่ได้โดยสิ้นเชิง ดังที่รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด บอกว่า  “กร่างให้สุด.. แล้วไปหยุดที่เรือนจำ พฤติกรรมท้าทายกฎหมาย อัยการบรรยายฟ้องขอให้ศาลลงโทษสถานหนักแน่ คอยดูประสิทธิภาพของกฎหมายกันนะครับ”