กกต.ส่อไม่รับรอง”ธนาธร” 9 พฤษภา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369066?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กกต.ส่อไม่รับรอง”ธนาธร” 9 พฤษภา!

18 เมษายน 2562 – 11:05 น.
รักแผ่นดิน,กกต,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,คุณสมบัติ
เปิดอ่าน 14,775 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท ที่มา… นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

ปัญหาคุณสมบัติความเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต่อการถือครองหุ้น บริษัทวีลัค มีเดีย ซึ่งเป็นบริษัททำสื่อ อันมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ กำลังถูกสำนักงานคณะกรรมการ กกต.ที่มี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เป็นเลขาธิการ ตั้งชุดสืบสวนสอบสวน ก่อนจะส่งเรื่องให้ 7 กกต.ชุดใหญ่วินิจฉัยว่า คุณสมบัติมีปัญหาหรือไม่

หากเห็นว่าเป็นปัญหาตามที่สื่อเสนอข่าว ก็จะมีมติส่งให้ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งตัดสิน เหมือนกับกรณีอื่น ๆ ที่เคยปฏิบัติมาก่อนหน้านี้ แต่หาก 7 กกต.เห็นว่า หลักฐานและข้อมูลที่มีการนำเสนอตามข่าว และที่สำนักงาน กกต.ของ จรุงวิทย์ เสนอขึ้นไป ไม่มีมูล ก็จะมีมติจำหน่าย(ยุติเรื่อง) ที่ร้องเรียนขึ้นมา

นี่คือขั้นตอนปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ต้องเดินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกระทำเหมือนกับผู้สมัครทุกคนที่ถูกร้องเรียนหรือ กกต.ตรวจพบ มิสามารถเลือกปฏิบัติได้ เพราะหาก กกต.เลือกปฏิบัติ ผู้ร้องอย่าง ศรีสุวรรณ จรรยา ก็จะไปฟ้องร้องเอาผิดกับ กกต.ในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 ว่าด้วยการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ ที่มี “คุก” มาให้เห็นหลายคดีมาแล้ว

ปัญหาในขณะนี้คือ ความล่าช้าในการทำงานตรวจสอบเรื่องนี้ ของสำนักงานเลขาธิการ กกต.ที่จรุงวิทย์ กุมบังเหียน ทั้งที่เรื่องนี้นักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ กกต.บางคนยังบ่นว่าการตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ยาก เพราะตรวจสอบจากเอกสารเป็นสำคัญ ว่าในวันสมัคร ส.ส. 6 กุมภาพันธ์ 2562 ธนาธร ยังถือครองหุ้นบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เอกสารทางราชการนั้น ธนาธรถือครองหุ้นจนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2562 หลังวันสมัคร ส.ส.

แต่คำให้สัมภาษณ์ และเอกสารของธนาธร ระบุว่า เขาขายหุ้นให้มารดา ตั้งแต่ 8 มกราคม 2562 ก่อนการสมัคร ส.ส.จึงไม่มีอะไรซับซ้อน ที่อนุกรรมการสืบสวนสอบสวนที่จรุงวิทย์ ตั้งมาสอบสวนเบื้องต้น ต้องใช้เวลานานมาก จนทำให้เสียเวลาแผ่นดิน และทำให้ประเด็นนี้เป็นข้อกังขาของสังคมนานเกินไป และหากต้องใช้เวลามากไปกว่านี้ กกต.ควรจะใช้ดุลพินิจเปลี่ยนผู้รับผิดชอบต่อทั้งคดีนี้และสำนักงาน กกต. ด้วยเหตุทำเรื่องง่ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องยาก

มีคำถามว่า หาก กกต.พิจารณาไม่ทันวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 วันที่ กกต.กำหนดเป็นเส้นตายในการรับรองส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ตามรัฐธรรมนูญ หรือมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง “จวนเจียน” จนทำให้ศาลตัดสินไม่ทัน แล้วจะทำอย่างไร ต้องรับรอง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปก่อนไหม

ในทางปฏิบัติ เมื่อมีข้อสงสัยและอยู่ในระหว่างการสอบสวน หรือมีมติส่งให้ศาลพิจารณาแล้ว กกต. มีอำนาจ “ไม่รับรอง” ความเป็น ส.ส.ของธนาธร ไว้ก่อน จนกว่าจะมีข้อยุติ ธนาธรก็จะเป็น 1 ในร้อยละ 5 ที่กกต.รับรองทีหลังได้ หากพบว่าไม่มีปัญหาในคุณสมบัติแล้ว เพราะถ้า “รับรองไปก่อน” ทั้งๆ ที่มีข้อกังขา ความเสียหายจะเกิดกับแผ่นดิน

“ลุงตู่” นายกฯ1,000%

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369061?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ลุงตู่” นายกฯ1,000%

18 เมษายน 2562 – 10:20 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลังประชารัฐ,นายกฯ
เปิดอ่าน 9,567 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

มาพนันกันเล่นๆ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้กลับมานั่งเก้าอี้บนตึกไทยคู่ฟ้าอีกสมัยหรือไม่ หลังผลการเลือกตั้งไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ทั้งเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็จะมีเสียงปริ่มน้ำ จะส่งผลต่อการคงอยู่และการบริหารประเทศของรัฐบาลในอนาคต

การจุดประกายรัฐบาลแห่งชาติ หวังขจัดปัญหาการเมืองกำลังถึงทางตัน และคลี่ปมความขัดแย้งให้ทั้งสองขั้วการเมืองได้แบบวิน-วิน อาจไม่ใช่ทางออกเพราะปัญหาคือการไม่ยอมรับกติกา และเป็นไปไม่ได้เลยจะเห็นพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย กับพรรคการเมืองถูกผลักให้เป็นเผด็จการ จับมือร่วมกันบริหารประเทศที่มีนโยบายและหลักการขัดกัน

เพราะแค่เริ่มต้นทั้งสองขั้วการเมืองพร้อมใจกันออกมาปฏิเสธ ‘ขุดหลุมฝังกลบ’ แนวคิดรัฐบาลแห่งชาติไม่ให้ผุดให้เกิด เพราะไม่อยากสูญเสียอำนาจให้ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และยังเห็นตรงกันว่าสถานการณ์การเมืองยังไม่วิกฤติจนหาทางออกไม่ได้ แม้จะลุ่มๆ ดอนๆ แต่ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

เช่นเดียวกับในอดีตมีการเสนอทฤษฎีดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหามาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา แต่คนที่พูดจนติดปากน่าจะเป็น “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พยายามผลักดันแนวทางดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ยังไม่เคยถูกนำมาปฏิบัติใช้จริงแม้แต่ครั้งเดียว

การมองข้ามช็อตไปถึงรัฐบาลแห่งชาติ ถือว่าเป็นเรื่องอีกยาวไกล เอาแค่เพียงจะชี้ชัดว่าพรรคใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยังเร็วไปด้วยซ้ำ เพราะยังเหลือเวลา 15 วันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สะสางปัญหาต่างๆ ให้เกิดความเรียบร้อย ทั้งข้อร้องเรียน แจกใบแดง ใบส้ม รวมถึงการจัดการเลือกตั้งซ่อมให้บริสุทธิ์ยุติธรรม

ในระหว่างนี้กกต.จะต้องกู้ภาพลักษณ์สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประชาชน ต้องเคลียร์ข้อกังขา หรือข้อสงสัยให้ชัดเจน ทั้งจำนวนคน-บัตรไม่ตรงกัน โดยเฉพาะสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ก่อนจะประกาศรับรองส.ส.อย่างเป็นทางการวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล

กว่าจะถึงวันนั้นอะไรที่ว่าแน่ก็ยังไม่แน่ เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘สงครามยังไม่จบอย่าพึ่งนับศพทหาร’ การจับมือลงนามสัตยาบัน หยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลก่อนหน้านั้นน่าจะมี ‘เซอร์ไพรส์’ ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ภายใต้บริบทการเมืองที่ซับซ้อนขึ้น

จุดยืนมั่นคงของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์​ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ไม่ขอร่วมงานพลังประชารัฐ เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน แต่ก็พร้อมจะถอนตัวจากฝั่งประชาธิปไตย หากคำว่าประชาธิปไตยเป็นแค่เพียงคำกล่าวอ้างแต่ไม่ได้หมายรวมถึงการทำเพื่อประชาชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

ฟากพลังประชารัฐไม่ได้นิ่งนอนใจแม้จะรวบรวมตัวเลขคร่าวๆได้ ส.ส.ไม่น้อยหน้าเพื่อไทย พอจะขับเคลื่อนการบริหารประเทศได้ แต่จำนวนที่ได้ยังไม่เพียงพอค้ำบัลลังก์ พล.อ.ประยุทธ์ ที่หวังให้นั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างน้อยไปอีก 2 ปี จำต้องงัดทุกกลเม็ดและทำทุกวิถีทางตามที่ได้ประกาศไว้ รวบรวมพรรคการเมืองเข้าร่วมให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างเสถียรภาพ

โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ (ปชป.) ฝั่ง นายชวน หลีกภัย และกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรคยังออกอาการพ่อแง่แม่งอน แต่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาต้องเลือกในสถานการณ์ ปชป.ที่ค่อนข้างลำบาก การอยู่กับพลังประชารัฐก็ยังดีกว่าต้องเป็นฝ่ายค้านกับเพื่อไทย ขัดหลักการ นโยายการทำงานที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การตั้งรัฐบาลนับเป็นโจทย์ยากและยังเป็นประเด็นคนให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้ ว่าหลัง กกต.ประกาศรับรอง ส.ส. อย่างเป็นทางการแล้ว ระหว่างพลังประชารัฐและเพื่อไทย พรรคไหนจะสามารถรวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล และเสียงข้างมากที่ได้ จะสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้หรือไม่

แต่มีเสียงจากแหล่งข่าวความมั่นคงเอ่ยชวนนักข่าวเอาไว้ว่า พนันกันเอาไหม? พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 1,000%

“เล่นไลน์” …แชร์ภาพ”ก่อการร้าย”ติดคุกหรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369063?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เล่นไลน์” …แชร์ภาพ”ก่อการร้าย”ติดคุกหรือไม่?

18 เมษายน 2562 – 10:00 น.
เล่นไลน์,แชร์ภาพ,ก่อการร้าย,ติดคุก,เฟซบุ๊ก
เปิดอ่าน 1,747 ครั้ง

รายงานพิเศษ…

กลายเป็นคำถามสำคัญในกลุ่มสาวกโซเชียลมีเดียว่า

        “การโพสต์การแชร์เนื้อหาหรือคลิปเกี่ยวกับเหตุก่อการร้ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่”

          โดยเฉพาะในสื่อแอพพลิเคชั่นพูดคุยยอดฮิต “ไลน์” ซึ่งคนไทยใช้งานเป็นประจำกว่า 42 ล้านคน

สาเหตุที่ต้องมุ่งเป้าคำถามไปที่ “ไลน์” ทั้งที่ “เฟซบุ๊ก” เป็นสื่อโซเชียลที่คนไทยใช้มากเป็นอันดับ 1 จำนวนกว่า 45 ล้านคน เนื่องจากไลน์สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้มากกว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แถมไม่ค่อยจะมีกฎกติกามากมายเหมือนเฟซบุ๊กทำให้ง่ายต่อการโพสต์และส่งต่อเนื้อหาต่างๆ อย่างรวดเร็ว และยังปิดบังตัวตนได้ง่ายกว่าด้วย

          สืบเนื่องจากเหตุการณ์คนร้าย “ถ่ายทอดสด” นาทีกราดยิงมัสยิดที่นิวซีแลนด์ สร้างความสะเทือนขวัญคนทั้งโลกนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงมีผู้เข้าไปแชร์คลิปวิดีโอความยาว 17 นาทีนี้มากกว่าล้านคน ทำให้เจ้าหน้าที่เฟซบุ๊กต้องรีบลบออกกว่า 1.5 ล้านคลิปภายใน 24 ชั่วโมงแรก แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก โดนโหลดโดนแชร์ไปทั่วโลก เฉพาะในหมู่คนไทยคลิปสังหารหมู่นี้ถูกย่อเป็น 2 เวอร์ชั่น ความยาว 2:20 นาที และ 5 นาที ก่อนส่งต่อไปในห้องไลน์และสื่อโซเชียลต่างๆ แม้แต่ผู้สื่อข่าวหลายคนก็ได้รับรู้เหตุการณ์จากคลิปเหล่านี้ที่ถูกเพื่อนๆ นำมาแชร์ในห้องไลน์

รายละเอียดการก่อการร้ายเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายโมงกว่าของวันที่ 15 มีนาคม โดยนายเบรนตัน ทาร์แรนต์ ชาวออสเตรเลีย อายุ 28 ปี นำอาวุธปืนหลายกระบอกบุกเข้าไปกราดยิงคนในมัสยิด 2 แห่งคือ มัสยิดอัลนูร์ ในเมืองไครสต์เชิร์ช และมัสยิดลินวู้ด อยู่ห่างกันประมาณ 5 กิโลเมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 50 คน และบาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 50 คน

        เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นในเวลาเพียง 36 นาทีเท่านั้น แต่เชื่อกันว่าจะเป็นคดีแรกที่ส่งผลให้ “นิวซีแลนด์” เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บางคนถึงกับเรียกว่าเป็น “วันที่มืดมิดที่สุดของนิวซีแลนด์”

คนทั่วโลกรู้สึก “ช็อก!” เพราะผู้ร้ายจิตใจอำมหิตรายนี้ใช้เครื่องมือสื่อสังคมออนไลน์ถ่ายทอดสดการกระทำของเขา โดยเชื่อได้ว่ามีการไตร่ตรองและซักซ้อมวางแผนการถ่ายทำเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความเลือดเย็นและจิตใจที่ผิดปกติจากมนุษย์ทั่วไป

         แม้เจ้าหน้าที่รัฐนิวซีแลนด์พยายามป่าวประกาศขอร้อง ห้ามปราม และขู่เอาผิดผู้เผยแพร่คลิปเหล่านี้ แต่ก็ได้ผลในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะถึงวันนี้ยังมีคนแชร์ต่อด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ว่าตัวเองกลายเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของผู้ก่อการร้ายที่มีเป้าประสงค์เผยแพร่ความอำมหิตออกไปสู่สายตาคนทั่วโลก

เจ้าหน้าที่เฟซบุ๊กออกมายอมรับว่า ตอนที่นายเบรนตันถ่ายทอดสดนั้น มีคนดูไม่ถึง 200 คน และไม่มีใครแจ้งเตือนเลย อาจเป็นไปได้ว่าหลายคนกำลัง สับสน งง งวย! ว่าเป็นฉากแสดงหนัง การโชว์ หรือโฆษณาอะไรบางอย่างหรือเปล่า กว่าจะมีพลเมืองดี เอะใจ ! ส่งเสียงเตือนไปยังเฟซบุ๊ก เวลาก็ผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว และภายในวันนั้นการไล่ล่าคลิปมหันตภัยนี้กลายเป็นภารกิจหลักของผู้ประกอบการสื่อออนไลน์ค่ายต่างๆ ทั่วโลก เพื่อหยุดยั้งการนำไปแชร์ต่อ หลายประเทศกำลังเตรียมย้อนรอยเอาผิดผู้เผยแพร่คลิปก่อการร้ายด้วย ตัวอย่างเช่น ตำรวจนิวซีแลนด์ประกาศว่า จะขอเบาะแสรายชื่อผู้แชร์คลิปนี้กับเฟซบุ๊ก เพื่อนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย พวกชอบแชร์อาจโดนโทษปรับถึง 3 แสนบาท เพราะสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจของครอบครัวเหยื่อ

          สำหรับเมืองไทยนั้น มีคนเข้าไปดูและแชร์คลิปนี้ในเฟซบุ๊กนานหลายชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นข่าวสำคัญเลยอยากส่งต่อให้เพื่อนๆ หรือคนรู้จักได้รับทราบ หลายคนดาวน์โหลดใส่โทรศัพท์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ และนำมาส่งต่อให้กลุ่มเพื่อนทางไลน์ โดยไม่รู้ตัวว่าการแชร์โชว์ความโหดเหี้ยมเหล่านี้ออกสู่สาธารณะ คือการทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลและสังคมออนไลน์ อธิบายให้ฟังถึงการโพสต์หรือการแชร์เผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้าย” ว่า คนทั่วไปที่มีโอกาสทำผิดเกี่ยวกับ “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560” หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นเนื้อหาข้อมูลผิดกฎหมายคนทำผิดต้องโทษจำคุก กับ ส่วนที่เป็นเนื้อหาที่ไม่ต้องโดนโทษจำคุก แต่จะถูกเซ็นเซอร์หรือโดนลบข้อมูลทิ้ง

 

 ส่วนที่ 1 ข้อมูลผิดกฎหมายโทษติดคุก เป็นไปตามมาตรา 14 จำคุกสูงสุดถึง 5 ปี โทษปรับ 1 แสนบาท มีข้อความรายละเอียดดังนี้

“ผู้ใดทำการโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์บิดเบือน หรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง หรือนำเข้าสู่ข้อมูลลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้”

สำหรับคนที่ไม่ได้เขียนหรือสร้างข้อมูลเอง แต่ไปกดแชร์หรือเผยแพร่ส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ก็มีโทษโทษปรับ 6 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี โดยข้อมูลเหล่านี้หากเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เป็นภาพตัดต่อหรือภาพวิดีโอถือว่าทำผิดแน่นอน

“ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นภาพหรือคลิปวิดีโอศพคนทั่วไปของจริง ไม่ได้ตัดต่อบิดเบือน ถือว่าไม่ผิดตามกฎหมายนี้ แต่ถ้าเป็นภาพศพปลอมมีการเปลี่ยนหน้าตา ถือว่าผิด เพราะเป็นข้อมูลเท็จหลอกลวง อย่างไรก็ตามภาพศพเกิดจากการการก่อการร้าย มีลักษณะเผยแพร่เพื่อดึงดูดใจให้คนทำตาม หรือน่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ภาพศพเหล่านี้ถึงเป็นภาพจริงไม่ได้ตัดต่อก็ถือว่าผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกแน่นอน โดยเฉพาะภาพหรือเนื้อหาที่จูงใจให้ทำก่อการร้าย ก่อความรุนแรงหรือกระทบความมั่นคงของประเทศ”

          ส่วนผู้ที่สงสัยว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือนำเข้าเนื้อหาข้อมูลเหล่านี้ เพียงแต่กดแชร์หรือส่งต่อให้เพื่อนดูถือว่าผิดหรือไม่ ?

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายว่า ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าสื่อที่เอาไปเผยแพร่ต่อนั้นมีลักษณะเป็น “สาธารณะ” หรือไม่ เช่นถ้าเป็นสื่อสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ที่เปิดเป็นห้องสาธารณะทุกคนสามารถเข้ามาดูได้ ถือว่าผิดตามกฎหมายนี้ แต่ส่งกันส่วนตัวอาจไม่ผิด ถ้าเป็นห้องแชทใน “ไลน์” ถ้าส่งเพียงส่วนตัว 2 คนก็ไม่ผิด แต่ถ้ามีคนอื่นมาร่วมด้วยเป็นกลุ่มปิดหลายร้อยหรือหลายสิบคนก็ยังไม่ถือว่าผิด เพราะเป็น “กลุ่มปิด” เนื่องจากต้องได้รับอนุญาตถึงเข้ามาร่วมในห้องได้ ในทางกลับกัน หากเป็น “กรุ๊ปไลน์” ที่เปิดกว้างทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัด ด้วยคิวอาร์โค้ดหรือเข้าร่วมด้วยวิธีอื่นๆ ถือว่ามีความผิดทันทีเพราะเปิดเป็นสาธารณะ

โดยเนื้อหาที่ผิดตาม ม.14 นั้น นอกจากเรื่องหรือภาพที่เกี่ยวกับ “ก่อการร้าย” แล้วยังมี อีก 4 กลุ่มเนื้อหาที่คนเล่นไลน์หรือเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไอจี ฯลฯ ควรระมัดระวังได้ ได้แก่ 1.กลุ่มเนื้อหาที่ไม่เป็นจริงหรือปลอมแปลงขึ้นมา 2.กลุ่มเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล 3.กลุ่มเนื้อหาที่ผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือเรียกกันว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกลุ่ม 4.เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ สื่อลามกอนาจารโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งกลุ่มที่ 4 นั้น มีความผิดร้ายแรงแตกต่างจากกลุ่มอื่น เนื่องจากคนที่ครอบครองก็ถือว่าทำผิดกฎหมายแล้ว หรือส่งต่อให้เพื่อน 1 คนในห้องไลน์ส่วนตัวก็ผิดทันที

รศ.คณาธิป ให้ข้อมูลต่อว่า นอกจากเนื้อหาที่โดนโทษจำคุกแล้ว ยังมี ส่วนที่เป็นเนื้อหาที่ไม่ต้องโดนโทษจำคุก แต่จะถูกเซ็นเซอร์หรือโดนลบข้อมูลทิ้ง หรือความผิดตาม มาตรา 20 เนื่องจากมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น ข้อความยุยุงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง หรือข้อความดูหมิ่นศาสนาอื่น หมายความว่า เนื้อหาเหล่านี้แม้ไม่ผิดถึงขนาดต้องฟ้องดำเนินคดีจับคนทำผิด แต่ก็ไม่ใช่เนื้อหาที่เหมาะสม ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาจสั่งระงับเผยแพร่หรือลบทิ้งให้ออกไปจากระบบคอมพิวเตอร์ได้เลย

คำถามที่สำคัญคือ ใครเป็นผู้แจ้งความเอาผิดได้บ้าง ? หากพบเห็นเนื้อหาเหล่านี้ เช่น เพื่อนในกลุ่มไลน์ถ้าพบเห็นคนมาโพสต์คลิปวิดีโอก่อการร้าย สามารถแจ้งความได้หรือไม่ ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายว่า หากใครพบแห็นคนโพสต์หรือการแชร์ เผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้าย” สามารถแจ้งความได้ทันที เพราะถือเป็น คดีอาญาแผ่นดิน แจ้งได้ที่ “ปอท.” หรือ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แม้ไม่ได้เป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง แตกต่างจากบางคดีที่เป็นความผิดยอมความกันได้ หรือความผิดส่วนตัว ที่ต้องให้เจ้าทุกข์หรือผู้เสียหายไปแจ้งความเท่านั้น เช่น คดีมีคนนำภาพเราไปตัดต่อให้เกิดความอับอาย เจ้าทุกข์ต้องไปแจ้งความด้วยตัวเองว่ารู้สึกอับอายเสียหายอย่างไรบ้าง แต่ถ้าเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง ใครก็สามารถไปแจ้งความได้ทันที

จากนี้ไป “คนไทย” ที่เล่นไลน์อย่างสนุกสนานนั้น หากเปิดไปเจอคลิปวิดีโอแปลกๆ ลักษณะเป็นการก่อการร้าย หรือศพที่เกิดจากการโดนฆาตกรรมหมู่แบบโหดเหี้ยม หรือข้อความชวนไปฆ่าหรือทำร้ายใครก็ตาม ต้องระมัดระวัง ท่องเป็นคาถาประจำใจไว้เลย

 “ไม่อ่าน ไม่เปิด ไม่โหลด ไม่ส่งต่อ”

    สถิติ 2562 คนไทยกับอินเทอร์เน็ต!
– ประเทศไทยมีประชากร 69.24 ล้านคน เปิดเบอร์โทรศัพท์มือถือ 92.33 ล้านเลขหมาย
– คนไทย 55 ล้านคนใช้มือถือต่ออินเทอร์เน็ต
– คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 9 ชั่วโมง/วัน เปิดโซเชียลมีเดีย 3 ชั่วโมง/วัน
– ใช้เวลาดู Online Streaming หรือ Video On Demand 3.40 นาที/วัน

อย่าดูถูกประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369068?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าดูถูกประชาชน

18 เมษายน 2562 – 08:56 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,เทพไท เสนพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 699 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2562

ล้มคว่ำหกคะเมนไม่เป็นท่าสำหรับแนวคิดปลุกผี “รัฐบาลแห่งชาติ” และนายกฯ คนกลางของนายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่ทันข้ามคืนก็ถูกบรรดานักการเมืองทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก จับยัดใส่หม้อถ่วงน้ำตอกผ้ายันต์ลงอัขระสะกดวิญญาณชนิดไม่ให้ได้ผุดเกิดกันอีกต่อไป… แม้ว่ารายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ คนกลางอย่าง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท นายพลากร สุวรรณรัฐ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ หรือแม้กระทั่งนายชวน หลีกภัย จะโดนใจไม่ใช่น้อยก็ตามเถอะ…ความจริงแล้วแนวคิดการจัดรัฐบาลแห่งชาติเป็นกระแสข่าวเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว และที่ผ่านมาก็มีการจุดประเด็นเรื่องนี้มาตลอด

หลายสิบปี โดยผ่านวาทกรรมจากผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองที่มีภาพความน่าเชื่อถือ และไม่น่าเชื่อถือบ้าง

การกระพือโหมประเด็น “รัฐบาลแห่งชาติ” ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ เพราะคิดว่าเป็นการปั่นประเด็นการเมือง เพื่อกวนน้ำให้ขุ่น ชักใบให้เรือเสีย หรือไม่ก็แค่การโยนหินถามทางของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้ว “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่เคยมีจริง…รัฐบาลแห่งชาติเป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในโลกสีเทาของการเมืองไทย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะผู้ร่างจงใจเขียนปิดช่องจนแทบมองทางออกไม่เห็นในเรื่องดังกล่าว และที่สำคัญคงไม่มีนักการเมืองไทย หรือผู้มีอำนาจตัวจริงคนใดจะยอมสูญเสียอำนาจให้แก่บุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างแน่นนอน นอกจากนี้ยังมองว่า รัฐบาลแห่งชาติถือเป็นการทำลายหลักการในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง เพราะขาดการถ่วงดุลอำนาจ เนื่องจากจะไม่มีฝ่ายค้านในสภาไว้คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

แม้รู้ว่ารัฐบาลแห่งชาติคงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่ก็รู้สึกขุ่นใจด้วยอาการ “หน่วงๆ” อย่างบอกไม่ถูกกับคนที่พยายามตีโพยตีพายสร้างประเด็นกันเย้วๆ ถามจริงเถอะ ถ้าเกิดขึ้นจริง “จะเอากันจริงหรือ” วันนี้บ้านเมืองเกิดวิกฤติไร้ทางออกจนถึงต้องมีรัฐบาลแห่งชาติกันแล้วหรือ…ถ้าหากใครหลงลืมก็อยากย้ำเตือนสติให้ได้คิดว่า ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมายังไม่ถึง 1 เดือน รัฐบาลใหม่หน้าตาเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้กลับมีคนกลุ่มหนึ่งมาเรียกร้องเรื่องที่ขัดกับประชาธิปไตยอย่างชัดเจน…ทำไมไม่ปล่อยให้การเมืองไทยดำเนินตามครรลองที่ถูกต้องตามหลักสากลของระบอบประชาธิปไตยเสียก่อน

วันนี้แม้การเมืองไทยจะเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากปัญหาต่างๆ มากมาย แต่เชื่อเถอะเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก การเมืองไทยจะเข้ารูปเข้ารอยตามธรรมชาติของมันเอง อย่าเพิ่งไปดึงดัน หุนหันพลันแล่น เล่นนอกเกม ด้วยการเอานู่นนี่นั่นมายัดใส่หัวประชาชนชนิดไม่ทันให้ได้ตั้งตัว…อย่าทำให้วันที่ 24 มีนาคม 2562 ไร้ความหมาย หรือกลายเป็นเรื่องตลก เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเป็นการดูถูกคนไทยกว่า 38 ล้านเสียงที่ไปเข้าคูหากาบัตรใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความหวังที่จะได้รัฐบาลที่มาจาก

ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง…รู้นะว่าใครก็รักชาติ และหวังดีต่อบ้านเมือง แต่ ณ ตอนนี้กลับบ้านไปก่อนเถอะ “รัฐบาลแห่งชาติ”

ลดขยะพลาสติก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368867?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลดขยะพลาสติก

18 เมษายน 2562 – 08:20 น.
อ๊อด เทอร์โบ,วีระ อัครพุทธิพร,รีไซเคิลขยะพลาสติก,ลดขยะพลาสติก
เปิดอ่าน 874 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘วีระ อัครพุทธิพร’ จากสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ที่ขอให้กระทรวงสาธารณสุขแก้กฎหมายให้ใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล

ขอสนับสนุนให้นำมาพิจารณาโดยเร็ว เพื่อลดขยะพลาสติกและรักษาสภาพแวดล้อม

เวลานี้มีการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก เราต้องช่วยกันโดยไม่ต้องบังคับแต่มีจิตสำนึก-ความรับผิดชอบ

รีไซเคิลขยะพลาสติก

 เร่ง สธ.แก้กฎหมายให้ใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ตอนนี้ไทยเป็นประเทศที่สร้างขยะพลาสติกติดอันดับ Top5 ของโลก ถ้าลดการสร้างขยะได้และสามารถเอาขยะกลับมารีไซเคิลได้ทั้งหมด ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการที่ผู้คนใช้พลาสติกจะลดลงได้เรื่อยๆ

จริงๆ แล้วแม้ตอนนี้ไทยเองจะมีการนำขยะพลาสติกจำพวกขวดเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์มาเข้ากระบวนการรีไซเคิล แต่พลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลก็นำไปผลิตเป็นสินค้าอื่นๆ ไม่สามารถนำมาผลิตเป็นขวดเครื่องดื่มได้อีก ทั้งที่ถ้ามีการอนุญาตให้การผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มสามารถใช้เม็ดพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลขยะขวดพลาสติก ก็จะทำให้เกิดการใช้พลาสติกหมุนเวียนไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องใช้เม็ดพลาสติกใหม่มาเพิ่ม

แต่ตอนนี้ที่ยังทำเช่นนั้นไม่ได้ทั้งที่ภาคธุรกิจผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์มีความพร้อมแล้ว ก็เพราะติดล็อกกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ตราไว้ตั้งแต่ปี 2548 ไม่ให้ใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลมาผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มนั่นเอง ผมเข้าใจว่าตอนที่ออกประกาศกฎกระทรวงเมื่อ 13 ปีก่อน เพราะสาธารณสุขกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้พลาสติกรีไซเคิลเมื่อมาสัมผัสอาหาร และนวัตกรรมการผลิตพลาสติกรีไซเคิลยุคก่อนอาจยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ สธ.ได้ แต่ยุคนี้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีก้าวไกลไปมากเหลือเกินแล้ว มาตรฐาน FDA ของสหรัฐฯ และของกลุ่มอียู ต่างก็มีข้อกำหนดมาตรฐานตรวจเช็คความปลอดภัยเมื่อใช้พลาสติกรีไซเคิลมาผลิตเป็นขวดเครื่องดื่ม

ประเทศไทยเองก็น่าจะถึงเวลาลงมือเปลี่ยนแปลงกันบ้างแล้วครับ เราคงไม่อยากอยู่อันดับหนึ่งของประเทศที่สร้างขยะพลาสติกมากที่สุดในโลกหรอกนะ ผมจึงอยากฝากให้ สธ.ได้พิจารณาหรือศึกษา

แนวทางการกำหนดมาตรฐานการใช้พลาสติกรีไซเคิล สำหรับภาคธุรกิจและแก้ไขกฎหมายให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก

ขอบคุณ คุณอ๊อด เทอร์โบ ไว้ล่วงหน้า หากจะได้ช่วยกันกระทุ้งให้ภาครัฐขยับตัวเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะงานนี้บอกตรงๆ ว่าภาคธุรกิจไม่มีส่วนได้กำไร แต่เป็นการลงทุนเพิ่มเติมด้วยซ้ำ เพราะการใช้พลาสติกรีไซเคิล มีต้นทุนที่สูงกว่าการใช้พลาสติกใหม่ แต่พวกเรามีเจตจำนงร่วมกันในการทำธุรกิจและรักษาสภาพแวดล้อม
วีระ อัครพุทธิพร (สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย)


 ข้าราชการบำนาญเดือดร้อน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังรัฐบาล)

ตามที่รัฐบาลได้มีมติอนุมัติช่วยเหลือข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อยและชั้นผู้ใหญ่ โดยนำเงินบำเหน็จตกทอดมาจ่ายเป็นบำเหน็จดำรงชีพคนละ 15 เท่าของเงินบำนาญเป็นของขวัญปีใหม่ 2562 นั้น พวกผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก

จากการอธิบายของเจ้าหน้าที่การเงิน-การคลังของเจ้าสังกัด พอสรุปได้ว่า รัฐบาลจะพิจารณาจ่ายเงินดังกล่าวให้เฉพาะข้าราชการบำนาญที่มีเงินบำเหน็จตกทอดอยู่ค่อนข้างสูงเท่านั้น ส่วนข้าราชการบำนาญที่มีเงินบำนาญต่ำซึ่งจะมีเงินบำเหน็จตกทอดเหลืออยู่จำนวนน้อยจะไม่จ่ายให้แต่อย่างใด ไม่ทราบว่ารัฐบาลมีเหตุผลกลใดที่กลับกลายเป็นว่าจะช่วยเหลือผู้ที่มีเงินบำนาญสูงหรือข้าราชการบำนาญชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น

พวกผมซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญผู้น้อยซึ่งได้รับความเดือดร้อนในเรื่องรายได้ไม่พอกับรายจ่ายอยู่ ต้องผิดหวังอย่างมาก

รัฐบาลคงจะเกรงว่าหากจะจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ข้าราชการบำนาญผู้น้อยจะทำให้บำเหน็จตกทอดที่เหลืออยู่ค่อนข้างน้อยอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเป็นค่าปลงศพของข้าราชการบำนาญที่เสียชีวิต ซึ่งจะทำให้ทายาทได้รับความเดือดร้อน

แต่ผมเห็นว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เช่น ข้าราชการบำนาญผู้น้อยจะมีเงินประมาณเดือนละ 14,000-15,000 บาทเศษ ซึ่งคงมีเงินบำเหน็จตกทอดอยู่อีกไม่ต่ำกว่า 150,000-200,000 บาท เมื่อข้าราชการบำนาญนั้นเสียชีวิต ทายาทก็จะนำเงินบำเหน็จตกทอดมาใช้เป็นค่าปลงศพ น่าจะเพียงพอไม่ทำให้เดือดร้อนแต่อย่างใด

รัฐบาลนี้มีนโยบายที่จะช่วยเหลือเฉพาะข้าราชการบำนาญผู้ใหญ่ ซึ่งมีเงินบำนาญค่อนข้างสูง ปกติก็ไม่เดือดร้อนในการดำรงชีพแต่อย่างใดอยู่แล้ว เช่นนี้ก็จะทำให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยมากขึ้น
เกียรติชัย (จันทบุรี)

รื้ออดีต ‘เอก ธนาธร’ ผู้นำม็อบจรยุทธ์ 53

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368988?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รื้ออดีต ‘เอก ธนาธร’ ผู้นำม็อบจรยุทธ์ 53

17 เมษายน 2562 – 12:06 น.
เอก ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,ปิยบุตร แสงกนกกุล,อุเชนทร์,ม็อบเสื้อแดง,สลายการชุมนุมปี 53,17 พฤษภาคม 2553,คนเสื้อแดง,แกนนำแดง,นปช,สนนท
เปิดอ่าน 42,614 ครั้ง

“อุเชนทร์” ได้ไขความกระจ่างเรื่อง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับยุทธการแดงทั้งแผ่นดินปี 2553 ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจ

******************

เมื่อ 10 เมษายน 2562 แกนนำ นปช. ได้จัดงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลและรำลึกถึงผู้เสียสละชีวิตในเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา’53 ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน ซึ่งมีคนเสื้อแดงมาร่วมงานจำนวนหนึ่ง

ก่อนวันสงกรานต์ปีนี้ อุเชนทร์ เชียงเสน” อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2543 ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์วิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

“อุเชนทร์” ได้ไขความกระจ่างเรื่อง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับยุทธการแดงทั้งแผ่นดินปี 2553 ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจ

นักกิจกรรมหัวก้าวหน้า

“อุเชนทร์” อดีตนักกิจกรรมขาลุยใช้คำว่า “พวกเรา” อันหมายถึงอดีตผู้นำนักศึกษาที่ทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีองค์กรประสานงานอยู่ที่สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรนักศึกษาอื่นที่เป็นสมาชิกหรือเครือข่าย

“พวกเรา” ในที่นี้ย่อมหมายถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตอุปนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 2542 และชัยธวัช ตุลาธน อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2541

“เอก ธนา” กับ ต๋อม ชัยธวัช” เป็นเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ ที่กอดคอกันทำกิจกรรม จนมาถึงวันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ “เอก” เป็นหัวหน้าพรรค และ “ต๋อม” เป็นรองเลขาธิการพรรค และเสนาธิการสู้ศึกเลือกตั้ง

ปี 2545 เอก, ต๋อม และปุ๊ (ธนาพล อิ๋วสกุล) ได้ลงขันตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน ตอนนั้น อุเชนทร์ เรียนปริญญาโทอยู่ธรรมศาสตร์ ก็มาร่วมด้วยช่วยเขียน

ระหว่างนั้น อุเชนทร์ เคลื่อนไหวร่วมกับสมัชชาคนจน ส่วนเอก ธนาธร กลับจากเมืองนอกมารับผิดชอบงานที่บริษัทไทยซัมมิทแล้ว แต่หลังเลิกงานจะมานั่งฟังเพื่อนๆ ปราศรัย ร่วมชุมนุม ให้การปรึกษาหารือ ประเมินสถานการณ์ และคิดค้นการเคลื่อนไหวเป็นครั้งคราว

แสดงว่า เอก ธนาธร เคลื่อนไหวกับขบวนการภาคประชาชนมาตลอด เพียงแต่เขาไม่ใช่นักปราศรัยจึงไม่อยู่ในเป้าหมายของสันติบาล

ธนาธร” ในสมรภูมิสี่แยกวัว

ย้อนไปเมื่อ 12 มีนาคม 2553 นปช.เปิดฉากการชุมนุมใหญ่ภายใต้แคมเปญ “ศึกเขย่าขวัญอำมาตย์” เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง นปช. มีการตั้งเวทีใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้า พื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงครอบคลุมพื้นที่ตลอดถนนราชดำเนิน ด้านหนึ่งไปจรดลานพระบรมรูปทรงม้าและตึกไทยคู่ฟ้า

กระทั่ง 10 เมษายน 2553 อุเชนทร์เล่าว่า ได้ข้อมูลว่ารัฐบาลจะขอคืนพื้นที่ “พวกเรา” ตัดสินใจยกกำลังทั้งหมดไปที่เวทีชุมนุมผ่านฟ้า-ราชดำเนิน

ต๋อม ชัยธวัช เอก ธนาธร และ อุเชนทร์ ที่สี่แยกคอกวัว

“มีใครอยู่กับเราบ้างในวันนั้น เท่าที่จำได้มีผู้เขียนเอก ธนาธรติ่ง สรายุทธ์ต๋อม ชัยธวัชดร ธิกานต์อ้น ปราการดอน รอมฎอนกึ๋ย วรรณเกียรติเจน ภรณ์พิมลเอฟ ทรงศักดิ์ (ต้องขออภัยคนอื่นๆ ด้วยที่จำไมได้)…” อุเชนทร์ รำลึกความหลัง

ภาพของ เอก ธนาธร ในการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว ได้ถูกเผยแพร่ไปในกลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่บ้างแล้วแต่ก็ไม่มีใครให้ความสนใจในตัวเขามากนัก

ต่างจากปีนี้ที่มีการขุดภาพเก่า หัวหน้าส้มหวานกลาง “ม็อบเสื้อแดง” มาแชร์ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพเชิงลบมากมาย

ผู้นำม็อบจรยุทธ์

หลัง 10 เมษายน 2553 การชุมนุมของนปช. ถูกย้ายไปรวมที่ราชประสงค์เพื่อความปลอดภัย นับจากนั้นฝ่ายผู้ประท้วงกลับตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ถูกจำกัดการเคลื่อนไหวและปิดล้อม

อุเชนทร์บอกว่า สถานการณ์มวลชนคนเสื้อแดงตกอยู่ในจุดเสี่ยงอันตราย “พวกเรา” จึงร่วมกับครูประทีบ อึ๊งทรงธรรม ฮาตะ รวมถึง สนนท. ในขณะนั้น ตั้งเวทีชุมนุมย่อยขึ้นที่บริเวณสามแยกตลาดคลองเตย ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2553

เวทีย่อยที่คลองเตย เมื่อ พ.ศ.2553

มิเพียงเท่านั้นอุเชนทร์ได้มีการประสานงานกับกลุ่มเพื่อนพ้องที่เคยร่วมทำกิจกรรมกันมาระยะหนึ่ง ช่วยจัดตั้งเวทีการชุมนุมในลักษณะเดียวกัน

เวทีหลักที่คลองเตย พระราม 4 โดยมี “ต๋อม ชัยธวัช” ทำหน้าที่ประสานงานกับจุดอื่นๆ

“เอก ธนาธร” และเพื่อนๆ รับผิดชอบบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ส่วนอาจารย์ยิ้ม (สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ) ช่วยที่เวทีหน้าพรรคเพื่อไทย สามย่าน (สำนักงานเดิม)

จุดปะทะสี่แยกคอกวัว เอก ธนาธร อยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย

หลังสลายการชุมนุม 17 พฤษภาคม 2553 อุเชนทร์ บันทึกไว้ว่า “สิ่งที่กังวลมากที่สุดอย่างหนึ่งหลังสลายการชุมนุมคือ จะมีชื่อของเอก ธนาธร เวทีย่อย อยู่ในรายชื่อไหม มีรูปของเขาหลุดไปอยู่ในสื่อออนไลน์ต่างๆ ไหม”

พ.ศ.นี้ อุเชนทร์ตัดสินใจเล่าเรื่องของเอก ธนาธร กับบทบาท “ผู้นำม็อบจรยุทธ์” เมื่อพฤษภาเลือด 2553 เพื่ออะไร..?

เจาะยุทธการเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะยุทธการเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย

17 เมษายน 2562 – 11:00 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ไทยรักษาชาติ,OAI Tower,พรรคเพื่อไทย,แบงก์,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,306 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

คนวงในเพื่อไทยอ่านหมากการเมืองในเร็ววันนี้ไว้อย่างน่าพินิจว่า จากนี้ไปควรจะมีพรรคขนาดกลางเป็นสาขา…

เพราะเกมตั้งรัฐบาลส่อเเววยืด….

วันนี้เเม้ว่าเพื่อไทยจะยังเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ชาวบ้านให้ความวางใจเลือกเข้ามาหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดเขต จากการส่งสองร้อยห้าสิบเขต เเม้จะไม่มีปาร์ตี้ลิสต์เเม้เเต่คนเดียวก็ตาม

หากกติกาหย่อนบัตรเเบบนี้ยังอยู่…รับรองว่า เลือกตั้งคราวต่อไป เพื่อไทยก็อาจอ้างได้ว่าพรรคน่าจะชนะเลือกตั้งอีกเเต่ปาร์ตี้ลิสต์ก็จะไม่มีเช่นเดิม

เมื่อเหลียวมองพรรคอื่นๆ ที่เเทบไร้ขุนพลเข้ารัฐสภาจากกติกานี้หลายชีวิต ร้อยทั้งร้อยรับรองเลยว่า คนการเมืองเสนอเเก้กติกาเเน่นอน เพราะผลที่ออกมามันบ่งชี้เเล้วว่าส่วนใหญ่เเล้วสังคมเเละคนการเมืองไม่เอาด้วย

การขึ้นรูปเกมใหม่ไว้รองรับเลือกตั้งครั้งใหม่? ที่มิรู้ว่าจะมายามใด เเต่การเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้านั้นน่าจะเหมาะสุดสำหรับเพื่อไทย…เพราะการเมืองไทยวันนี้นั้นคาดเดายากมากครั้งหนึ่ง เเม้เเต่รุ่นเก๋าการเมืองของเพื่อไทยยังหลบในที่ตั้งเพราะไม่รู้ว่าลมจะเเปรไปทางทิศใด?

เเต่ระดับปฏิบัติการนั้นมองเเล้วว่าไม่ว่าอย่างไรต้องเปลี่ยนรูปเเบบการทำงาน เพราะหากยังคงเพื่อไทยไว้เป็นเรือใหญ่ลำเดียว สมมุติว่ามีอะไรขึ้นมา เรืออาจล่มกลางทะเลลึก ดังนั้นเรือขนาดกลางเเละย่อมๆ ควรจะเป็นกองเสริมขนาบข้าง

โมเดล “ไทยรักษาชาติภาคสอง” จึงถูกนำมาถกเถียงเเละขึ้นรูปไว้คร่าวๆ เพื่อหาทางเลี่ยงความเสี่ยงจากกติกาวันนี้เเละวันหน้าที่มิอาจเดาได้ว่าจะเป็นเเบบใด

เพราะมองเเล้วการบอนไซเพื่อไทยมิให้โตนั้นน่าจะเป็นคำตอบที่คนย่าน OAI Tower รู้ดีเเก่ใจ

ย้อนไปเมื่อคราวเเยกไปตั้ง “ไทยรักษาชาติ” เพราะคำนวณเเล้วว่าหากคนเพื่อไทยยังเกาะกลุ่มเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีส.ส.เกินสองร้อยชีวิตนั้น “ปาร์ตี้ลิสต์” เพื่อไทยจะไม่มีส.ส.ระบบนี้เเน่นอน ฉะนั้นยุทธศาสตร์เเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อยก็อุบัติ โดยมีเพื่อธรรรมกับไทยรักษาชาติ หรือจะผนวกประชาชาติกับเสรีรวมไทยไปด้วยก็ได้ว่า “พรรคเหล่านี้เป็นพรรคเครือข่ายของเพื่อไทย”

ขณะเดียวกันก็มีการเเตกเป็นเเบงก์ย่อยคือส่งคนเสื้อเเดงไปสังกัดพรรคเพื่อชาติเพื่อเเยกฐานการเมืองให้ชัดเเจ้งเเละลบความขัดเเย้งของคีย์เเมนในพรรคที่มองต่างมุมกันบนเกมการเมือง

โดยคราวนั้นมีการตั้งความหวังว่าไทยรักษาชาตินี้น่าจะได้ส.ส.ยี่สิบคนเป็นขั้นต่ำ เเละเครือข่ายควรจะมีส.ส.จำนวนหลักสิบ เเต่เมื่อทษช.เล่นเกมเสี่ยงเเละพลาดไป “อนาคตใหม่” ได้อานิสงส์นี้ไปส่วนหนึ่ง ส่วนเสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ ก็ถือว่าสอบผ่านในระดับพอคาดหวัง เหลือเเต่เพื่อธรรมที่ไม่มีว่าที่ส.ส.เลยสักคนในการหย่อนบัตรคราวนี้ เพราะจู่ๆ คีย์เเมนเพื่อธรรมกลับไปย่านเพชรบุรีตัดใหม่เป็นส่วนใหญ่

หวนมาพินิจข้อความข้างต้นว่า การเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย รวมทั้งเเบงก์ย่อย ภาคสองนั้นเพื่อไทยจะดำเนินในรูปเเบบใด?

เเน่นอนว่าเพื่อไทยจะยังเป็นเเบงก์พันอยู่ เเต่จำนวนคนคงจะลดขนาดลงไปบ้าง เพื่อเป็นพรรคเเกนหลักบนเวทีการเมือง

ส่วนเเบงก์ร้อย เเละเเบงก์ย่อยที่จะเเตกมาใหม่นั้น น่าจะกระทำในโมเดลไทยรักษาชาติ เเต่จะไม่เล่นเกมเสี่ยงเเบบเดิม

“เพื่อไทยยังอยู่เป็นพรรคหลัก เเต่จะมีพรรคขนาดกลางที่มีส.ส.ยี่สิบคนขึ้นไป หากมีหลายพรรคมันก็ง่ายในการจับมือ เเละไม่เป็นเป้าโดนโจมตี เเต่มันยากตรงที่ว่าจะส่งใครไปเป็นหัวหน้าพรรค เเละจะมีจุดขายอย่างไรกับสังคม เเต่ตอนนี้ยังพอมีเวลาให้วางเเผน ไม่เช่นนั้นมันเข้าเงื่อนตายการเมืองเเบบวันนี้” คนวงในเพื่อไทยอธิบาย

“ดูตัวอย่างบางพรรค เช่น ภูมิใจไทย ที่เเยกไปจากพลังประชาชน ช่วงเเรกก็ลำบากนิด เเต่เมื่อประคองตัวได้ก็อยู่ได้เเละมีเเรงต่อรองทางการเมือง หากจะเเยกย่อยพรรคก็ต้องวางเเนวทางเเบบนี้”

          ฉะนั้นการเเตกเเบงก์ร้อยเเละเเบงก์ย่อยที่คนวงในเพื่อไทยกำลังหารือไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือเกมใหม่นั้น ต้องรอยลว่าจะมาในเเบบใดเเละตอบโจทย์หรือไม่….

เคลียร์?.. กกต. ตอบข้อสงสัยทุกประเด็น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคลียร์?.. กกต. ตอบข้อสงสัยทุกประเด็น

17 เมษายน 2562 – 09:50 น.
กกต,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 2,072 ครั้ง

โดย…   ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกโจมตีอย่างหนักกับการจัดการ “เลือกตั้ง 24 มีนาคม” แถมยังมีผู้ไปยื่นกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ว่า กกต.จงใจกระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

สำหรับผู้ที่รวบรวมรายชื่อยื่นกล่าวหา กกต. ต่อ ป.ป.ช. มีทั้งนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และยังมีองค์กร Change โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่-กลุ่ม We love Thailand ร่วมรณรงค์ล่า 1 ล้านชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org โดยร่วมมือกับเครือข่ายนักศึกษา 10 สถาบันที่ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ เพื่อนำรายชื่อทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ดำเนินการกับ กกต.

นอกจากนี้ยังมี 121 นักวิชาการ เข้าชื่อกันในนาม “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กกต. แสดงความกังขาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมทั้งพรรคการเมืองต่างๆ ก็ออกมารุมเล่นงาน กกต. จากการรวบรวม “ข้อกล่าวหา” ของกลุ่มต่างๆ ที่มีต่อ กกต.มีจำนวน 10 ข้อ และกกต.ชี้แจงดังนี้

         1.จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาด บัตรเลือกตั้งถูกส่งไปสลับหน่วย สลับเขต ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ไม่โปร่งใส และไม่มีข้อมูลผู้สมัคร
กกต.ชี้แจงว่า การส่งบัตรสลับเขต เป็นปัญหาในการส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร โดยบัตรได้ถูกจัดส่งไปให้ผู้ใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้จำนวนบัตรที่ถูกจัดพิมพ์และนำออกไปใช้ทั้งหมดมีตัวเลขกำกับชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ ส่วนข้อมูลผู้สมัครและนโยบายพรรคการเมืองสามารถเปิดดาวน์โหลดได้จากแอพพลิเคชั่น สมาร์ทโหวต

อิทธิพร บุญประคอง

ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

          ประเด็นนี้ถือว่า กกต.เคลียร์ขาดไปตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง
2.กกต.วินิจฉัยไม่ถูกต้องเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจากนิวซีแลนด์ จำนวน 1,542 ใบ ที่ไม่นำมานับคะแนนเนื่องจากบัตรเลือกตั้งดังกล่าวเดินทางมาถึงล่าช้าปิดหีบเลือกตั้งในวันเลือกตั้งไปก่อน เป็นการลิดรอนสิทธิการเลือกตั้งของคนไทยในต่างแดนโดยชัดแจ้ง

กกต.ชี้แจงว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 114 เขียนบังคับให้ กกต.ต้องวินิจฉัยไปอย่างนั้น ทั้งที่ กกต.เข้าใจเรื่องสิทธิของประชาชนในต่างแดน และไม่อยากทำแต่ต้องยืนยันในมติที่ไม่ให้นำบัตรเลือกตั้งดังกล่าวมานับคะแนน เพราะการนับคะแนนเสร็จสิ้นลงไปแล้วหากนำมาเปิดนับอาจถูกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ครั้นจะสั่งให้เป็นบัตรเสียก็ไม่ได้เพราะบัตรยังไม่ได้ถูกจัดส่งไปยังสถานที่นับคะแนน

อย่างไรก็ตามในชั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบสาเหตุของการขนส่งบัตรล่าช้าใน 2 จุด จุดแรกคือถุงเมลทางการทูตพิเศษ ซึ่งบรรจุบัตรเลือกตั้งที่สถานกงสุลเวลลิงตันส่งให้สายการบินนิวซีแลนด์ นำส่งไปยังนครโอคแลนด์ แต่มีปัญหาตกค้างอยู่ในคาร์โกของแอร์นิวซีแลนด์ จึงไม่ได้จัดส่งให้สายการบินไทยตามกำหนดเวลา และจุดที่ 2 ในวันที่ 23 มีนาคม เวลา 20.50 น. ถุงเมลบรรจุบัตรเลือกตั้งถูกส่งถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ไปรับเพื่อนำไปคัดแยกและจัดส่งไปเปิดนับยังสถานที่นับคะแนนกลางของ 350 เขตเลือกตั้งทั้งที่อาจจะมีเวลาน่าเพียงพอในการส่งบัตรให้ถึงปลายทางก่อนเวลา 17.00 น. ของวันที่ 24 มีนาคม เมื่อพบความผิดพลาดชัดเจน ขั้นตอนหลังจากนี้ คือการหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบจากความผิดพลาดบกพร่องกับบัตรลงคะแนนของประเทศนิวซีแลนด์
          การชี้แจงของกกต. ในประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ามีทั้งฝ่ายถูกใจและไม่ถูกใจ ท้ายที่สุดคือการหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบทั้ง 2 จุด
         3.มีการเลื่อนและประวิงเวลาการนับและประกาศผลคะแนนขัดต่อ ม.117 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ที่ระบุว่า การนับคะแนนให้กระทําติดต่อกันจนเสร็จสิ้นและห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน

กกต.ยืนยันว่าการนับคะแนนดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปิดหีบจนแล้วเสร็จ ไม่มีการหยุดนับ เลื่อนหรือประวิงเวลามีเพียงการรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการผ่าน “แอพพลิเคชั่นแรพพิทรีพอร์ต” เท่านั้น ที่หยุดรายงานผลเมื่อมีการนับคะแนนถึง 95% ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ดังจะเห็นได้จากผู้สังเกตการณ์ของทุกพรรคการเมืองที่สามารถตรวจสอบผลการนับคะแนน 100% ได้จากหน้าหน่วยเลือกตั้งกว่า 9 หมื่นหน่วยทั่วประเทศ

นอกจากนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังสามารถขอคัดสำเนาผลคะแนน 100% ได้จากสำนักงานกกต.จังหวัด พร้อมยืนยันว่าการรายงานผลการนับคะแนนใช้เวลาประมาณ 5 วัน ซึ่งเท่ากับการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาไม่ได้มีความล่าช้าในการรายงานผล
          ประเด็นนี้แม้ว่า กกต.จะตอบชัดแต่สิ่งที่พรรคการเมือง นักวิชาการ และสังคมโซเชียล ต้องการเพิ่ม คือ ให้กกต.ประกาศผลคะแนนเป็นรายหน่วยทั่วประเทศ บนหน้าเพจของกกต. เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ
4.มีคะแนนเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านใบโดยไม่สมเหตุผล โดยหลังปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม กกต.แถลงผลการลงคะแนนว่ามีผู้มาใช้สิทธิ จำนวน 33,775,230 คน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม กกต.แถลงอีกครั้งว่าผู้มาใช้สิทธิเพิ่มเป็น 38,268,375 คน ผ่านไปแค่ 4 วัน มีบัตรเกิดใหม่ในหีบจำนวน 4,493,145 ใบ

กกต.ชี้แจงชัดว่า ข้อกังวลว่ามีบัตรงอก บัตรออกลูกกว่า 4 ล้านใบนั้นไม่เป็นความจริง โดยตัวเลขในการแถลงข่าวของประธานกกต.เมื่อวันที่ 24 มีนาคมนั้น เป็นข้อมูลตามที่ระบบรายงานผลแรพพิทรีพอร์ต ซึ่งรายงานอยู่ที่ 93% แต่ข้อมูลที่สุดท้าย 100% เป็นการรวมผลส่วนที่ยังนับไม่ครบอีก 5% และการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีผู้มาใช้สิทธิราว 2.3 ล้าน รวมถึงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่มีผู้มาใช้สิทธิราว 1 แสนคน เมื่อตัวเลขทบเข้าไปทำให้จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผล ไม่มีใครสามารถทำให้บัตรเพิ่มขึ้น 4 ล้านใบได้ เพราะกระบวนการทั้งหมดมีการตรวจสอบตั้งแต่หน่วยเลือกตั้ง มีการประกาศผลที่หน่วยเลือกตั้งจำนวนบัตรที่ใช้ บัตรที่เหลือ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ และเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนได้บันทึกข้อมูลเหล่านั้นไว้ทั้งหมดแล้วไม่มีใครไปเพิ่มผลคะแนนหรือตัวเลขได้
          ประมวลตัวเลขจากการชี้แจงของกกต.ก็ถือว่าฟังขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้รับฟังที่จะเลือกเชื่อ กกต. หรือไม่
5.กกต.กล่าวอ้างว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับจำนวนบัตรที่ลงคะแนนไม่ตรงกัน กล่าวคือ มีการใช้บัตรเลือกตั้งน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิจำนวน 9 ใบ อาจเกิดจาก “บัตรเขย่ง” ซึ่ง “บัตรเขย่ง” ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประเด็นที่มีสงสัยว่าทำไมผู้มาใช้สิทธิจำนวน 38,268,375 คน กับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ 38,268,366 ใบ ต่างกันอยู่ 9 ใบ ตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่ากกต.ไม่ได้ตกแต่งตัวเลข ส่วนสาเหตุของการเขย่งจะถูกตรวจสอบว่าเกิดขึ้นในหน่วยใด อาจเป็นการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้สิทธิลงในแบบส.ส.1/3 คลาดเคลื่อน หรืออาจมีการนับคลาดเคลื่อน หากไม่สามารถระบุสาเหตุได้จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งกกต.ได้มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่แล้วใน 6 หน่วยเลือกตั้งของ 5 จังหวัด

ถือว่าเคลียร์ปม “บัตรเขย่ง” ได้
6.กกต.ไม่เปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงวิธีการรวบรวมผลการนับคะแนน เนื่องจากผลคะแนนรวมมีจำนวนมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ี่และหากผลคะแนนไม่ตรงกัน กกต.ก็ต้องนับคะแนนใหม่ให้สิ้นข้อสงสัย

กกต.ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะมีการติดประกาศผลการนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งและหน้าสำนักงานกกต.จังหวัด พรรคการเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและขอคัดสำเนาได้

กรณีผลการนับคะแนนรวมไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ กกต.สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ใน 2 หน่วยเลือกตั้งใน จ.ขอนแก่น ส่วนอีก 4 หน่วยเลือกตั้งตรวจพบสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ลงลายมือชื่อรับบัตรเลือกตั้งที่ต้นขั้วบัตร แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในบัญชีผู้แสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้งหรือผู้มาใช้สิทธิหย่อนสำเนาบัตรประชาชนใส่หีบแทนบัตรเลือกตั้ง แล้วเก็บเอาบัตรเลือกตั้งกลับบ้าน

ประเด็นนี้ กกต.ชี้แจงได้เคลียร์
7.ไม่ดำเนินการเอาผิดผู้ที่ทำให้บัตรเลือกตั้งจากนอกราชอาณาจักรมาล่าช้า และไม่ได้เอาผิดผู้ที่ทำให้ยอดบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ เข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่

กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบจากความผิดพลาดบกพร่องกับบัตรลงคะแนนของประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งนั้น กกต.ได้รับเป็นสำนวนไว้ตรวจสอบแล้วเช่นกัน

 กกต.ตอบข้อสงสัยได้ดี
8.ไม่เปิดเผยทำความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมถึงสูตรคำนวณจำนวนส.ส.ของกกต.ที่กระจายส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยที่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งไม่ถูกต้อง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

กรณีนี้กกต.ก็หาคำตอบด้วยตัวเองไม่ได้เนื่องจากไม่มีสูตรใดคำนวณได้ส.ส.ครบ 150 คน จึงมีมติเอกฉันท์ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากกต.จะคำนวณหาจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 128 (5) ซึ่งจะมีผลทำให้พรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.ที่จะพึงมีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรรส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่

 กรณีนี้ยังมีมุมมองที่ต่างกันออกไป บ้างก็ว่าตามกฎหมายเขียนชัดเจนอยู่แล้วเกี่ยวกับการคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะได้ ดังนั้น กกต.สามารถวินิจฉัยได้เอง ไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ บ้างก็ว่าดีแล้วที่ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องสูตรคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยังเห็นต่างกัน การให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะทำให้ได้ข้อยุติ

          9.ไม่สั่งการให้พรรคการเมืองแจ้งจำนวนเงินและที่มาของเงินที่ต้องใช้ตามนโยบายที่พรรคการเมืองนั้นหาเสียง
กกต.ชี้แจงว่าเป็นหน้าที่ที่พรรคการเมืองต้องยื่นแสดงบัญชีรับจ่าย รวมถึงที่มาของงบประมาณในการจัดทำนโยบายหาเสียง ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายอยู่แล้ว พรรคการเมืองใดฝ่าฝืน ไม่ดำเนินการมีความผิด

     ถือว่ากกต.ตอบได้ชัดเจน
          10.ไม่ดำเนินการเอาผิดผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน-ทุกพรรคการเมือง ฐานแจ้งความเท็จ กรณียื่นใบสมัครเป็น ส.ส. ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม

กกต.ชี้แจงว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย

ประเด็นนี้ถือว่า กกต.ชี้แจงได้
          บรรดาข้อกล่าวหาโจมตี กกต. ขณะนี้แผ่วลงไปเยอะหลัง กกต.มีปฏิบัติการชี้แจงข่าวเท็จ ข่าวคลาดเคลื่อนแบบทันควัน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ข้อความเท็จ แต่หลังจาก กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง คงมีเรื่องโจมตี กกต.แรงขึ้นอีก ถึงตอนนั้นต้องรอดูว่า กกต. รับมือไหวแค่ไหน

เตือน !กินเสร็จอย่าโยน….ป้องกัน”ไวรัสอหิวาต์สุกร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน !กินเสร็จอย่าโยน….ป้องกัน”ไวรัสอหิวาต์สุกร”

17 เมษายน 2562 – 09:30 น.
สุกร,ไวรัสอหิวาต์สุกร
เปิดอ่าน 2,185 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงหลายชนิด เช่น เอชไอวี โรคไข้หวัดนก โรคซาร์ส โรคไข้เลือดออกอีโบลา ฯลฯ ล้วนเป็นเชื้อโรคจาก “สัตว์ป่า” สู่มนุษย์ (zoonosis)

ปลายปีที่แล้วเกิดข่าวใหญ่ในวงการ “หมู” หลังกระทรวงเกษตรของจีน รายงานการแพร่ระบาดของ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” (African swine fever) หรือ “โรค ASF” ในหลายพื้นที่ด้วยกัน เช่น มณฑลกุ้ยโจว มณฑลเหลียวหนิง และอีกกว่า 20 มณฑล ที่ทยอยรายงานตัวเลขหมูตายหลายร้อยตัว รัฐบาลจีนออกคำสั่งฆ่าหมูไปอีกกว่า 4 หมื่นตัว เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด

พร้อมขอร้องให้ฟาร์มหมูและผู้บริโภคหมูอย่าตื่นตระหนก เพราะไวรัสตัวร้ายนี้ แค่ทำให้หมูตายแต่ไม่ได้แพร่ระบาดถึงมนุษย์ !

แต่กลุ่มผู้บริโภคและผู้นำเข้าเนื้อหมูจากประเทศจีนยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มีความทนทานแข็งแรง สามารถอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมหลากหลายรูปแบบ และแพร่พันธุ์หรือแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ความแข็งแรงของไวรัสทำให้หมูที่ติดเชื้อตายลงหรือตายเฉียบพลันหลังรับเชื้อได้ไม่นาน ที่สำคัญคือยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร”

การแพร่ระบาดของเชื้อตัวนี้ในฟาร์มสุกร ส่วนใหญ่ผ่านทางสารคัดหลั่งของหมูที่เป็นโรค หรือการกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน อาการเบื้องต้นคือหมูจะรู้สึกเบื่ออาหาร มีไข้สูง ท้องเสียและทำให้แม่หมูแท้งลูก

ปัญหาน่ากังวลใจสำหรับคนชอบกินอาหารแปรรูปจากหมู คือ ไวรัสตัวนี้ สามารถแอบแฝงเร้นซ่อนตัวอยู่ในอาหารแปรรูปได้นานกว่า 100 วัน เช่น ไส้กรอกดิบ แฮมดิบ

ตอนแรกประเทศไทยยังไม่ค่อยรู้สึกเป็นห่วงมากนัก เพราะประเทศจีนอยู่ห่างออกไปพอสมควร จนกระทั่งมีข้อมูลยืนยันมาว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างฟาร์มหมูหลายแห่งบริเวณกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ก็ตรวจพบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอหิวาต์ตัวนี้เช่นกัน โดยเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมปศุสัตว์ของเวียดนาม ยืนยันว่าโรคนี้หมูที่ติดเชื้อไม่สามารถรักษาหายได้ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ตาย แต่ไม่พบว่ามีอันตรายต่อมนุษย์

ผู้เชี่ยวชาญจาก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ตั้งข้อสังเกตว่า การแพร่ระบาดในเวียดนามต้นตอน่าจะมาจากจีน ผ่านทางอาหารแปรรูปที่ทำจากหมูติดเชื้อ ส่งผลให้ฟาร์มสุกรในเวียดนามมากกว่า 15 แห่ง พบการแพร่ระบาดมีหมูป่วยตายไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นตัวแล้ว มีแนวโน้มว่าผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูติดเชื้อจะส่งผลไปยังฟาร์มหมูอีกหลายประเทศ

จากนั้นไม่นาน ประเทศไต้หวันก็รายงานการพบเชื้อไวรัสในแซนด์วิชหมูที่นำเข้าจากเวียดนามเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลไต้หวันต้องรีบขอข้อมูลและสอบสวนต้นทางนำเข้าแซนด์วิชต้นเหตุอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลจาก องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health : OIE) ระบุว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 พบการระบาดของเชื้อไวรัส “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ใน 16 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็น ทวีปยุโรป 11 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 1 ประเทศ คือ จีน นั่นเอง แต่ในปี 2562 ต้องเพิ่มเวียดนามเข้าไปด้วย รวมเป็น 17 ประเทศแล้ว

“เชื้อไวรัส ASF” จากหมูเริ่มเข้าใกล้ประเทศไทย หลังกรมปศุสัตว์ตรวจพบ “ไส้กรอก” ปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตัวนี้ ที่ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เป็นจำนวนเกือบ 1 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เจ้าของคือนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาจากเมืองเฉิงตูของจีน ด้วยสายการบินเสฉวนแอร์ไลน์

ถือเป็นการสุ่มตรวจโดยเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร เมื่อพบแล้วส่งไปที่ “สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์” หลังยืนยันผลออกมาแน่ชัด ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ 3 ของทวีปเอเชียที่พบเชื้อตัวนี้ในอาหาร โดย 2 ประเทศแรกที่พบคือ ญี่ปุ่น และเกาหลี

กรมปศุสัตว์เร่งปูพรมลงพื้นที่ตรวจเข้มทั่วทุกด่านชายแดน และพยายามส่งสัญญาณให้ “รัฐบาล คสช.” ยกระดับความสำคัญของโรคนี้เป็นวาระแห่งชาติ แม้ว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ยังไม่มีรายงานว่าติดต่อมายังมนุษย์ได้ แต่ก็ส่งผลสะเทือนถึงวงการฟาร์มสุกรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากเนื้อหมู ที่สำคัญคือถ้ามีการระบาดในไทยจะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน สรุปเบื้องต้นได้ว่า แม้ยังไม่ตรวจพบไวรัสตัวนี้ในสุกรของไทย แต่มีความเสี่ยงพอสมควร เพราะเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนอกจากไส้กรอกปนเปื้อนแล้ว เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ยังตรวจพบแก๊งห้องเย็นลักลอบนำหมูแช่แข็งเข้ามาขาย มีซากมากกว่า 600 ตัว บริเวณพื้นที่แขวงสวนหลวง และแขวงยานนาวา

นสพ.ชัยวัฒน์ โยธคล ผอ.สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ อธิบายว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 หลังมีข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศจีน ทางกรมได้แจ้งเจ้าหน้าที่ประจำด่านเฝ้าระวังเข้มข้น ไม่ให้มีการนำเข้าเนื้อหมูและอาหารแปรรูปจากหมู โดยมีรายชื่อ 17 ประเทศที่เฝ้าระวัง แบ่งเป็นทวีปยุโรป 10 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เวียดนาม และมองโกเลีย

“จากการสุ่มตรวจกว่าพันตัวอย่างจากนักท่องเที่ยวประเทศกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย พบสารพันธุกรรมของไวรัสตัวนี้ทั้งหมด 38 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่แฝงมากับอาหารแปรรูปจากจีน เวียดนาม เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แหนม ฯลฯ แม้เชื้อไวรัสตัวนี้คนกินเข้าไปจะไม่ได้รับอันตรายเลยก็ตาม แต่ที่ต้องระวังเพราะกลัวว่าเมื่อคนกินเหลือแล้วเอาเศษอาหารไปโยนทิ้ง จากนั้นก็จะมีคนเก็บเอาไปทำเศษอาหารให้สุกรในฟาร์มกิน”

นสพ.ชัยวัฒน์ ยืนยันว่ายังไม่มีการพบฟาร์มสุกรในไทยติดเชื้อโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” แต่เจ้าหน้าที่ด่านศุลการกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังสุ่มตรวจต่อไปเพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มีความทนทานต่อความร้อนมาก อาหารบางชนิดต้องใช้ความร้อนระดับ 70 องศา ต้มนาน 30 นาที เชื้อไวรัสตัวนี้ก็ยังไม่ตาย
อันที่จริงแล้วไวรัสทนทานความร้อนตัวนี้ ไม่ได้เพิ่งค้นพบใหม่ แต่เจอมานานกว่า 50 ปีแล้วจากเชื้อหมูป่าแถวทวีปแอฟริกา ก่อนแพร่ไปยังทวีปยุโรปทั้ง อิตาลี ฝรั่งเศส และผ่านเข้าไปทางรัสเซีย ก่อนส่งต่อไปยังจีนภายในไม่กี่ปี โดยเฉพาะช่วง 2-3ปี ที่ผ่านมาตรวจพบความถี่ของการระบาดในประเทศลัตเวีย ยูเครน ลิทัวเนีย ก่อนจบเส้นทางที่จีนและเวียดนาม

“ต้นตอ” หรือตัวการแพร่ระบาดคาดกันว่า มาจากอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อหมู เนื่องจากตรวจพบว่าเชื้อไวรัสตัวนี้นอกจากทนทานความร้อนแล้ว ยังมีชีวิตอยู่ได้นานเกือบ 200 วัน หรือในไส้กรอกอยู่ได้นานถึง 30 วัน โดยเฉพาะในเนื้อหมูสดแช่แข็งอาจอยู่ได้นานกว่า 1,000 วัน

หลายฝ่ายเริ่มเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสอหิวาต์จากหมูมาสู่มนุษย์

“ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า ไวรัสเกือบทุกชนิดที่ติดต่อจากคนสู่คนนั้น ส่วนใหญ่ผ่านมาทาง “สัตว์” ก่อน แต่การจะทำให้คนที่ติดไวรัสมีอาการป่วยได้ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีวิวัฒนาการหลายประการด้วยกัน
“การที่ไวรัสจากสัตว์จะแพร่ระบาดสู่คนจนทำให้เกิดโรค หรือเกิดอาการเจ็บป่วยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะต้องผ่านพัฒนาการหลายขั้นตอนที่สลับซับซ้อน เช่น ต้องมีตัวรับเซลล์ไวรัสที่ผิวหนังมนุษย์ หมายถึงเป็นสถานที่ฝังตัวของเซลล์เพื่อให้เซลล์สร้างโปรตีนช่วยเพิ่มการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมเป็นยีนย่อยๆ เมื่อการแบ่งตัวประสบความสำเร็จ ก็ต้องผ่านขั้นตอนการสร้างกลไกภูมิคุ้มกันร่างกายของมนุษย์ ที่จะช่วยกันเข้าไปทำลายเซลล์ที่แปลกปลอมเข้ามา ทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นตาย เช่น เชื้อไวรัสบางอย่างสามารถผ่านเข้ามาฝังตัวและเติบโตในเซลล์มนุษย์ได้ แต่ก็ไม่มีจำนวนมากพอหรือแข็งแรงพอที่ทำให้คนมีอาการป่วย เหมือนกับมาฝังตัวไว้เฉยๆ ไม่มีอันตราย แต่เชื้อไวรัสจากสัตว์บางชนิดสามารถเติบโตและแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้ร่างกายป่วยได้เหมือนกัน เช่น เชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเอดส์ ที่มาจากลิงในป่า ค่อยๆ ผ่านกระบวนการฝังตัวในเซลล์มนุษย์วิวัฒนาการไปเรื่อย จนทำให้คนป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวถึงการเฝ้าระวังของกรมปศุสัตว์เป็นเรื่องที่ดี แต่หากเกิดการแพร่เชื้อไวรัสบางอย่างฟาร์มปศุสัตว์ของไทย ต้องรีบแจ้งให้ประชาชนทราบทันที อย่าให้เกิดเหตุการณ์เหมือนกรณีการระบาดของ “โรคไข้หวัดนก” ที่หน่วยงานรัฐช่วยกันปกปิดข้อมูลหรือไม่มีการเปิดเผยข้อมูล จนทำให้แพทย์ผู้รักษาเองไม่รู้ว่าไข้หวัดที่เกิดขึ้นกับคนป่วยนั้นมาจากพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องอะไรบ้าง ขาดโอกาสในการวินิจฉัยรักษาโรคอย่างเหมาะสม เพราะถ้าทุกคนรู้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว จะได้ช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้แพร่ระบาดไปมากกว่าเดิม

จากข้อมูลงานสัมมนาหัวข้อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever-ASF) มหันตภัยวงการสุกรไทย ทำอย่างไรจะรอดพ้น” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 กรมปศุสัตว์ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาให้ข้อมูลและช่วยกันกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันโรค โดยมีข้อมูลน่าสนใจดังนี้

ช่วงปี 2560-2561 ในยุโรปพบเชื้อตัวนี้มากกว่าร้อยละ 25 โดยพบเจอในหมูป่าประมาณ 7 พันกว่าตัว และหมูในฟาร์ม กว่า 2.2 แสนตัว สร้างความสูญเสียแก่อุตสาหกรรมสุกร ช่วงระหว่างปี 2557-2561 ภายใน 4 ปีพบรายงานการระบาดของโรคมากถึง 820 ครั้งทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงปัจจัยบางอย่างที่กระตุ้นการระบาด
นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์กันว่า “อาหารเหลือโยนทิ้ง” จากท่าเรือหรือสนามบิน หรือร้านอาหารต่างๆ มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคไปยังสุกรได้เช่นกัน เนื่องจากอาหารเหลือเหล่านี้มักถูกนำไปทิ้งในบ่อขยะของบางพื้นที่ ซึ่งมีบริเวณใกล้เคียงกับฟาร์มสุกรหรือมีหมูป่าเข้ามากินได้ง่าย

ประเทศจีนถือว่าโรคนี้เป็น “โรคอุบัติใหม่” โดยเชื้อไวรัสที่พบในจีนมีลักษณะทางชีวโมเลกุลคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ในยุโรป (Eastern Europe) เชื่อว่าการระบาดจากจีนมีต้นตอมาจากการนำเข้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารจากรัสเซีย ลักษณะสุกรในฟาร์มที่ติดโรคจะมีอาการไข้สูง เลือดออกทางจมูก ปอดบวม ปอดอักเสบ ถ่ายเหลวมีเลือดปน ไข้สูงและตายเฉียบพลัน ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ

ล่าสุด เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 4 ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้ง ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ได้เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือแนวทางความร่วมมือร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของโรคนี้โดยเฉพาะ การขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงและผู้ค้าสัตว์ “ไม่นำเศษอาหารเหลือทิ้งเข้ามาในฟาร์ม” และถ้าตรวจพบความผิดปกติต้องรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อช่วยกันลดความสูญเสียในวงกว้าง

การป้องกันเชื้อโรคอันตรายจากต่างถิ่น เข้ามายังประเทศไทยนั้น จะสำเร็จได้ด้วยดี หากคนไทยทุกคนร่วมมือร่วมใจกันเป็นหูเป็นตา และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ผู้ใดพบเห็นการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็ง หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมูจากประเทศกลุ่มเสี่ยง แล้วไม่แน่ใจว่าถูกกฎหมายหรือไม่ สามารถแจ้งไปที่กรมปศุสัตว์โทร.06-3225-6888 หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ที่สามารถติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบ

   “10ข้อห้าม”ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)
– ห้ามนำเนื้อหมูจากแหล่งอื่นเข้าไปกินในฟาร์ม
– ห้ามนำเศษอาหารในครัวเรือนเลี้ยงสุกร
– ห้ามนำสัตว์พาหะเข้าเขตฟาร์ม
– ห้ามบุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมฟาร์ม
– ห้ามนำอุปกรณ์และของใช้ส่วนตัวเข้าฟาร์ม
– ห้ามรถขนส่งภายนอกเข้าฟาร์ม
– ห้ามรถลูกค้าเข้ามาซื้อหมูที่ฟาร์ม
– ห้ามรับหมูทดแทนจากพื้นที่เสี่ยงเข้าฟาร์ม
– ห้ามนำน้ำจากภายนอกเข้าไปใช้ในฟาร์ม
– ห้ามขายหรือนำหมูป่วย หมูตายออกนอกฟาร์ม

“ตำรวจ” ต้องปฏิบัติงานเข้มข้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตำรวจ” ต้องปฏิบัติงานเข้มข้น

17 เมษายน 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ตำรวจ
เปิดอ่าน 291 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายร้องเรียนมาเกี่ยวกับการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนการพนันและปล่อยให้มีร้านอาหารสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

ที่เมืองมุกดาหาร ชาวบ้านแจ้งเรื่องบ่อนและการพนันหลายรูปแบบมา ซึ่งคนทั่วไปรู้ แต่ทำไมตำรวจไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งจะมีผลถึงการก่ออาชญากรรมและปัญหาสารพัดตามมาเป็นลูกโซ่

ส่วนที่เขต สน.บึงกุ่ม ในนครบาลนี่เอง มีร้านอาหารเส้นใหญ่สร้างความเดือดร้อน จึงขอให้จัดการตามกฎหมายด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 มุกดาหารมีบ่อนพนัน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดนติดประเทศลาว อยู่ห่างจากกรุงเทพ ระยะทาง 650 กิโลเมตร มีตลาดอินโดจีนที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวจำนวนมาก

แต่สิ่งที่มีอยู่ดาษดื่นคือ มีการพนันมากมาย ทั้งหวยใต้ดิน บ่อนการพนันออนไลน์อยู่ทุกมุมเมือง โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในจังหวัดไม่เคยเอาใจใส่ ปล่อยปละละเลยมานับสิบปี ทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในจังหวัดเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกต่อไป ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคมจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

จึงขอวิงวอนให้ท่านช่วยกระตุกต่อมสำนึกของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ให้เห็นแก่ความสงบสุขของประชาชน ช่วยตีพิมพ์สิ่งเลวร้ายที่สุด คือการพนันทุกชนิดให้หมดสิ้นไป

อย่าให้มีการเปิดอย่างเปิดเผย ทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในจังหวัดนี้ และจังหวัดใกล้เคียง
ประชาชนผู้รักความยุติธรรม


 ร้านอาหารเส้นใหญ่?
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมอยู่ซอยนวมินทร์ 68 เขตบึงกุ่ม สน.บึงกุ่ม กทม. ได้รับความเดือดร้อนมากจากร้านอาหารที่มีดนตรีสดเล่น โดยไม่ปิดกั้นอะไรเลย เวลากลางคืนตั้งแต่ 3 ทุ่มไปจนถึงตี 1 ตี 2 ทุกคืน ตอนหัวค่ำก็จะไม่ค่อยดังเท่าไร

แต่หลังจาก 5 ทุ่มถึงตี 1 ตี 2 เสียงจะดังมาก เหมือนมีคอนเสิร์ตยังไงยังงั้น บางทีผมหลับ 4 ทุ่มแต่ต้องมาสะดุ้งตื่นตอนเที่ยงคืนแล้วก็นอนฟังเขาเล่นจนกว่าจะเลิก พอเลิกแล้วตี 2 ตี 3 ผมก็นอนไม่หลับ เพราะเลยเวลานอนไปแล้ว ต้องอาศัยยานอนหลับเป็นอย่างนี้ประจำ และผมก็อายุมากแล้ว

ผมได้โทรไปแจ้ง 191, 1555, 1599, 1111 แต่จนป่านนี้ก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม

ผมโทรไปทวงถาม กทม.เขาบอกว่าได้ให้สิ่งแวดล้อมไปดูแล้วและปรากฏว่ามีเสียงดังจริงๆ ผิดกฎหมายตามมาตราอะไรผมก็จำไม่ได้ เป็นร้านที่เปิดโดยไม่มีใบอนุญาต จึงให้หยุดกิจการและได้ส่งเรื่องไปให้ สน.บึงกุ่ม จัดการ

แต่จนทุกวันนี้ ร้านนี้ก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม หรือกลับดังมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

อย่างนี้ก็แสดงว่าร้านนี้อยู่เหนือกฎหมายใช่ไหมครับ ผมร้องเรียนไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมก็ยังไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า ผมไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครได้แล้ว

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณอ๊อดจะเข้าใจถึงความทุกข์ของคนที่ถูกแย่งสิทธิ์จากการหลับนอนไปคืนละหลายชั่วโมง จากคนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้
ประสิทธิ์ (ชาวบึงกุ่ม)


 ขอให้ตรวจสอบคุณภาพสินค้า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับร้านที่เปิดขายสินค้าราคาถูก เป็นร้านของชาวญี่ปุ่น ซึ่งนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย หลากหลายชนิด แม้แต่หลอดไฟฟ้าที่ส่งกล่องบรรจุมาให้ดูนี้ราคาหลอดละ 20 บาท ซึ่งถูกมาก แต่ก็มีคนบอกว่าไม่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย(มอก.) อาจจะเป็นอันตรายได้ แต่ข้างกล่องก็มีเครื่องหมาย มอก. แสดงไว้ จึงสงสัยว่าเป็นเครื่องหมายปลอมหรือไม่

ร้านค้าเหล่านี้มีเปิดเยอะมากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดใหญ่ๆ มีทั้งเจ้าของที่เป็นคนญี่ปุ่นและคนไทย สินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากจีนและเวียดนาม ตามที่คนขายในร้านเคยบอกให้ทราบและก็มีผลิตในประเทศไทยด้วย จะมีโรงงานผลิตสินค้าราคาถูกอยู่ในประเทศไทยที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ และมีร้านที่ขายสินค้าราคาถูกเปิดอยู่ตามห้าง เช่น โรบินสัน, เซ็นทรัล, ศูนย์การค้า, ห้างท้องถิ่น หรือเปิดเป็นร้านตามงานการค้าต่างๆ

นอกจากจะไม่แน่ใจในคุณภาพแล้ว การแสดงข้อมูลคุณลักษณะของสินค้าข้างกล่อง ก็แสดงด้วยตัวอักษรที่มีขนาดเล็กมาก ดังตัวอย่างกล่องบรรจุหลอดไฟที่ส่งมาให้ดู ต้องใช้แว่นขยายส่องดูตัวอักษร เพื่ออ่านข้อมูลที่ระบุมาข้างกล่อง

แบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายของการให้รายละเอียดข้อมูลของสินค้าหรือไม่ เหมือนกับมีเจตนาที่ไม่ต้องการให้คนอ่านได้ เพียงแค่แสดงเอาไว้เฉยๆ

ไม่รู้ว่าสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้หรือเปล่า ขอรบกวนคุณอ๊อด ช่วยตรวจสอบและประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลร้านค้า สินค้าราคาถูกดังกล่าว ว่าเป็นสินค้าที่ได้คุณภาพต่อการใช้งานหรือไม่ ไม่เสี่ยงหรืออันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
สมพร (เมืองชล)


ตอบคุณ ‘สมพร’ เมืองชล
ประเทศไทยเรามีหน่วยงานมากมายที่จะดูแลรักษาผลประโยชน์และตรวจสอบสินค้า แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดูแลมาตรฐานจนเข้าข่ายหลอกหลวง เอารัดเอาเปรียบผู้ซื้อ-ผู้ใช้

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องสั่งการเข้มงวด โดยเฉพาะสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคที่มีเครือข่ายทำงานครอบคลุม โดยมีกฎหมายบังคับใช้
ขอบคุณจดหมายของคุณที่ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก
อ๊อด เทอร์โบ