‘DOPA S.W.A.T.’ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368935?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘DOPA S.W.A.T.’ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง

17 เมษายน 2562 – 09:00 น.
ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง,DOPA SWAT
เปิดอ่าน 1,560 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หน่วยงานภาครัฐที่ออกปราบปรามจัดระเบียบสังคมในยุคนี้ นอกจากตำรวจแล้ว ไม่อาจมองข้ามกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ในห้วงหลายปีหลังมานี้นับตั้งแต่มีรัฐบาล คสช. ทั้งตรวจผับ จับค้ามนุษย์ กวาดล้างยาเสพติด ทลายบ่อนพนัน กวดขันโรงแรมเถื่อน ของละเมิดลิขสิทธิ์ ฯลฯ ชนิดที่เรียกว่ามีผลให้ตำรวจท้องที่โดนเด้งมาแล้ว โดยเฉพาะ “ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง” หรือจะเรียกให้อินเตอร์ว่า “DOPA S.W.A.T.” จนทำให้บรรดามาเฟียและธุรกิจมืดขยาดไปทั้งประเทศ

จากปฏิบัติการที่ผ่านมาอาจสร้างความสงสัยว่ากรมการปกครองมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการผ่านการฝึกปฏิบัติงานอย่างไร ทำไมถึงมีชุดทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทำงานไม่ต่างจากหน่วยสวาทของตำรวจที่หลายคนคุ้นตา

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา 1 สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง อธิบายถึงชุด DOPA S.W.A.T. ว่า DOPA ย่อมาจาก Department Of Provincial Administration ซึ่งหมายถึงกรมการปกครอง ส่วนคำว่า S.W.A.T. ที่ปกติแล้วจะย่อมาจาก Special Weapon And Tactics แต่ในที่นี้ ย่อมาจาก Special Wisdom And Tactics เพราะยุทธวิธีการสืบสวนปราบปรามในรูปแบบของฝ่ายปกครองนั้น เห็นว่าควรให้ความสำคัญกับ Wisdom ซึ่งนั่นก็คือ ความรู้และไหวพริบ รวมถึงปฏิภาณ มากกว่า Weapon ที่หมายถึง อาวุธยุทโธปกรณ์

“ไม่ใช่ว่าเรื่องอาวุธไม่สำคัญ เพราะโดยหน้างานของฝ่ายปกครองมักจะเป็นการตรวจค้น หรือจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่ คดีส่วนใหญ่จึงไม่ใช่คดีอาชญากรรมร้ายแรง ดังนั้นจึงต้องเน้นความรู้ด้านกฎหมายและวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับประชาชน มากกว่าการใช้อาวุธพิเศษแบบหน่วยสวาทของทหาร หรือ ตำรวจ ซึ่งปัจจุบันรหัส DOPA S.W.A.T. ออกปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตรวจจับสถานบริการผิดกฎหมาย โรงแรมเถื่อน จับกุมปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด การสืบสวนจับกุมขบวนการค้ามนุษย์และช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ หรือการสืบสวนและตรวจจับสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ อีกมากมายที่ผิดกฎหมาย เป็นภัยต่อสังคม” ดร.รัฐวิช อธิบาย ฯลฯ

ทั้งนี้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองที่ว่านี้ นอกจากเป็นหน่วยปฏิบัติของส่วนกลางแล้ว ยังเพิ่มขีดความสามารถไปแต่ละจังหวัด เพื่อให้การปฏิบัติงานครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ต้องพึ่งแค่กำลังจากส่วนกลาง ดังนั้นจึงมีการฝึก “ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองระดับจังหวัด” โดยตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2562 มานี้ ก็เริ่มจัดตั้งและขับเคลื่อนไปหลายจังหวัด ซึ่งชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง มีการพัฒนาและฝึกทบทวนยุทธวิธีการสืบสวนปราบปรามอยู่อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันกรมการปกครองยังมีแนวคิดที่จะจัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองระดับจังหวัด เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในหน้าที่ของฝ่ายปกครองในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งเพื่อสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถของศูนย์ดำรงธรรม ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอีกด้วย จึงได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองจัดฝึกอบรมพนักงานฝ่ายปกครองที่ได้รับการคัดเลือกมาจากทุกจังหวัด เพื่อให้กลับไปเป็นแกนนำในการจัดตั้ง และขับเคลื่อนชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองระดับจังหวัด

การฝึกอบรมทุกครั้งจะการผสมผสานวิธีการปฏิบัติงานแบบหน่วย S.W.A.T. กับประสบการณ์และเทคนิคเฉพาะตัวของชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ที่ออกปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบสังคม และการปราบปรามการกระทำความผิดอย่างจริงจัง โดยปฏิบัติงานอย่างถูกต้องภายใต้ข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด..!!

“วิรัช-ณัฏฐพล” มังกรซ่อนพยัคฆ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368912?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วิรัช-ณัฏฐพล” มังกรซ่อนพยัคฆ์

16 เมษายน 2562 – 12:21 น.
วิรัช รัตนเศรษฐ,พรรคพลังประชารัฐ,ผลเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,กกต,ลุงตู่,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์,บริษัทนครราชสีมาทำไม้,พลอชาติชาย ชุณหะวั,การเมืองไทย,รัฐบาล,พลเอก ประยุทธ์ จันทร
เปิดอ่าน 8,645 ครั้ง

น่าจับตา “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และวิรัช รัตนเศรษฐ ขุนศึกคู่บารมีพี่ใหญ่บ้านป่ารอยต่อฯ ที่ทำได้ตามเป้าหมาย

   ******************

เครือข่ายฝ่ายไม่เอาประยุทธ์ เริ่มปล่อยข่าวรัฐบาลแห่งชาติ หวังสกัดการขยับตัวของพรรคพลังประชารัฐ ที่จะเป็นแกนนำรวบรวมเสียงจากพรรคพันธมิตร จัดตั้งรัฐบาลใหม่

จะว่าไปแล้วตัวละครหลักในพรรคพลังประชารัฐล้วนเป็น “จอมยุทธ์” ที่มากประสบการณ์ ไล่มาตั้งแต่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, วราเทพ รัตนากร, สุชาติ ตันเจริญ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สันติ พร้อมพัฒน์, อนุชา นาคาศัย, สนธยา คุณปลื้ม ฯลฯ ฉะนั้นการประสานขอการสนับสนุนจากพรรคพันธมิตร จึงไม่ใช่เรื่องยาก

น่าจับตา “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และวิรัช รัตนเศรษฐ ขุนศึกคู่บารมี “พี่ใหญ่” ที่สร้างผลงานกวาด ส.ส.โคราช สมกับเป็นบ้านเกิดนายกฯ ประยุทธ์

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ขาใหญ่..โคราช

แม่ทัพใหญ่อีสาน “วิรัช รัตนเศรษฐ” สร้างผลงานโดดเด่นเป็นไปตามเป้าหมายที่สนามโคราช แถมได้ที่นั่งเพิ่มจากสุรินทร์ และชัยภูมิ

          “วิรัช” บุตรของไพบูลย์ รัตนเศรษฐ แห่งบริษัทนครราชสีมาทำไม้ เมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคชาติไทย ลงสมัคร ส.ส.โคราช ในปี 2517 “เสี่ยไพบูลย์” ก็ได้ให้การสนับสนุนพรรคชาติไทยทันที

วิรัช รัตนเศรษฐ

เลือกตั้ง 2529 “วิรัช” ทายาทนครราชสีมาทำไม้ จึงลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก โดยมี กร ทัพพะรังสี เป็นพี่เลี้ยง หลังได้เป็น ส.ส.สมัยแรก วิรัชก็ปักหลักอยู่กับพรรคชาติไทยหลายสมัย ก่อนจะย้ายไปพรรคมหาชน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ

วิรัชเป็นผู้แทนฯ ประเภท “ดาวฤกษ์” สร้างเครือข่ายฐานคะแนน เมื่อนำภรรยาและลูกมาเล่นการเมือง ก็ได้เป็นส.ส.ไม่ยาก

          เที่ยวนี้ผู้ใหญ่บ้านป่ารอยต่อฯ ไว้ใจให้เป็นแม่ทัพใหญ่อีสานใต้ ก็ทำได้ตามเป้าหมาย

พรรครัตนเศรษฐ ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ คงต้องรอ กกต.ประกาศรับรอง แต่เบื้องต้น “บ้านรัตนเศรษฐ” ได้เก้าอี้ ส.ส.อย่างน้อย 7 ที่นั่ง

ระบบบัญชีรายชื่อ 3 คน คือ วิรัช รัตนเศรษฐ ลำดับที่ 7, วลัยพร รัตนเศรษฐ น้องสาวของวิรัช ลำดับที่ 29 และ ตติรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนเล็ก ลำดับที่ 35

 อธิรัฐ รัตนเศรษฐ 

ระบบ ส.ส.เขตของนครราชสีมา ประกอบด้วย ทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาของวิรัช ว่าที่ ส.ส.เขต 7, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนโต ว่าที่ ส.ส.เขต 6, ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนรอง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 และ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวภรรยาของวิรัช ว่าที่ ส.ส.เขต 8

ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ

ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐที่สมรภูมิเมืองย่าโม สะท้อนกระแสนิยมลุงตู่ “วิรัช” บอกว่า นับตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีมา ยังไม่เคยมีนายกฯ คนไหน มีผลงานเด่นชัดให้คนโคราชจับต้องได้เช่นนี้มาก่อน อาทิ โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช, รถไฟความเร็วสูง, รถไฟรางคู่ และรถไฟรางเบาวิ่งในเมืองโคราช

          ที่แน่ๆ วิรัชคงได้รางวัลใหญ่หากลุงตู่กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย

เสี่ยตั้น” เขยอดีตผู้แทนโคราช

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ขึ้นล่องกรุงเทพฯ-โคราช เพราะมีภารกิจสำคัญที่ต้องช่วยวิรัช ยึดโคราชให้สำเร็จ

“วิรัช-ตั้น” เลยกลายเป็นคู่แฝดการเมืองคู่ใหม่ในพรรคพลังประชารัฐ

          ดังที่รู้กันภรรยาของเสี่ยตั้นชื่อ “ทยา” บุตรสาวของเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ นักการเมืองอาวุโส และอดีต ส.ส.นครราชสีมา

ปี 2531 สมาชิกพรรค ปชป.ส่วนหนึ่งหนุนให้ “เฉลิมพันธ์” ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป. แต่ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเหตุนี้ได้กลายเป็นความขัดแย้งกันเองในพรรค และเฉลิมพันธ์กับอดีตส.ส.จำนวนหนึ่งก็ลาออกจากพรรค อันเป็นตำนาน “กลุ่ม 10 มกรา” ให้เล่าขานกันจนถึงบัดนี้

เสี่ยตั้น ณัฏฐพล  และ วิรัช รัตนเศรษฐ

เมื่อตั้งพรรคประชาชน เฉลิมพันธ์ ย้ายบ้านไปลงสมัคร ส.ส.ที่นครราชสีมา ด้วยการชักชวนของ เลิศ หงษ์ภักดี อดีต ส.ส.นครราชสีมา (เลิศ หงษ์ภักดี เป็นบิดาของระนองรักษ์ และเป็นพ่อตาของไพโรจน์ สุวรรณฉวี)

ปี 2533 เฉลิมพันธ์ในฐานะส.ส.โคราช และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำพรรคไปรวมตัวกับพรรคก้าวหน้าของ อุทัย พิมพ์ใจชน พรรครวมไทยของณรงค์ วงศ์วรรณ และพรรคกิจประชาคมของบุญชู โรจนเสถียร กลายเป็น “พรรคเอกภาพ”

ช่างเป็นความบังเอิญที่ลูกเขยเสี่ยเฉลิมพันธ์ ต้องมารับบทผู้ช่วยแม่ทัพเลือกตัั้งสนามโคราช

          ราศีรัฐมนตรีจับเสี่ยตั้น เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ ยังไม่พอ..ผลงานกวาดเก้าอี้ ส.ส.เมืองหลวงบวกกับโคราช เสี่ยตั้นจึงผงาดเกินบรรยาย

จับตา’7 วันอันตราย’ได้ผลหรือล้มเหลว!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368915?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตา’7 วันอันตราย’ได้ผลหรือล้มเหลว!?

16 เมษายน 2562 – 11:30 น.
สงกรานต์,ปีใหม่,อุบัติเหตุ,จับตา7 วันอันตรายได้ผลหรือล้มเหลว
เปิดอ่าน 793 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม    

ทุกเทศกาลสำคัญที่เป็นวันหยุดยาวทั้งปีใหม่และสงกรานต์ บ้านเราให้ความสำคัญกับเรื่องอุบัติเหตุ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนใช้รถใช้ถนนเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด จึงต้องระมัดระวังป้องกันและรณรงค์เพื่อให้มีการบาดเจ็บสูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ก็มีกำหนด “7 วันอันตราย” เหมือนดั่งเช่นที่ปฏิบัติมานับสิบปี

เมื่อพูดถึงเรื่องอุบัติเหตุช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานผลการจัดทำรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 4 โดยประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 32.8 ต่อประชากรแสนคน คิดเป็นจำนวน 22,491 คน เฉลี่ยวันละ 60 คน อยู่อันดับที่ 9 ของประเทศสมาชิกทั้งหมด ซึ่งดีขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่อันดับ 2

แม้การจัดอันดับครั้งล่าสุดดูเหมือนสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตจะดีขึ้น แต่การเสียชีวิตจากภัยบนท้องถนนของไทยเรายังเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย โดยเฉพาะสัดส่วนการเสียชีวิตจากเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก คือ 74.4% นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2558 จากรายงานการเสียชีวิต 3 ฐานของกรมควบคุมโรค พบว่าการเสียชีวิตของคนไทยจากภัยบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี คือเพิ่มจาก 19,960 ราย ในปี 2558 เป็น 21,745 ราย ในปี 2559 และเป็น 22,864 ราย ในปี 2560 ซึ่งแสดงว่าสถานการณ์ภัยบนท้องถนนของไทยยังอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยองค์การอนามัยโลกได้ประเมินและให้ข้อแนะนำว่า หากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นที่จะต้องเร่งจัดตั้งองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน ที่มีบุคลากรมืออาชีพทำงานเต็มเวลา มีงบประมาณ และมีอิสระในการดำเนินงาน เพื่อประสานการดำเนินการและการกำกับติดตามเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ

แน่นอนว่าจากข้อมูลสถิติที่ผ่านๆ มา การเกิดอุบัติเหตุมีผู้บาดเจ็บสูญเสียสาเหตุหลักยังเป็น “เมาแล้วขับ” ทั้งๆ ที่รณรงค์เท่าไรออกกฎเข้มขนาดไหนเหมือนจะยังไม่ได้ผล สำหรับสถิติช่วง 7 วันอันตราย ในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2561 มีบทสรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม เกิดอุบัติเหตุ 3,724 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 418 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,897 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 4 จังหวัด ได้แก่ ระนอง, สมุทรสงคราม, หนองคาย และหนองบัวลำภู จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 133 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ นครราชสีมา 20 ราย เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 142 คน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ ที่รณรงค์กันซ้ำๆ อันดับแรก ดื่มแล้วขับ และรองลงมาคือ ขับรถเร็วเกินกำหนด

ก่อนเริ่มโหมด 7 วันอันตราย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาส่งสัญญาณใช้ “ยาแรง” ว่า เมาแล้วขับชนคนตายเท่ากับเจตนาฆ่า และตอกย้ำมาตรการที่เข้มข้นของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ ที่บอกว่า เมาชนคนตายต้องติดคุกสถานเดียว แต่ดูเหมือนจะไปคนละทางกับสถิติตัวเลขอุบัติเหตุของวันแรกในห้วง 7 วันอันตราย ที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว 468 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 46 ราย ผู้บาดเจ็บ 482 คน

นายอาคม บอกว่า มาตรการรณรงค์ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยังเน้น 4 มาตรการสำคัญ​คือ 1.ขับรถด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด, 2.เปิดไฟหน้า, 3.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รวมถึงรถโดยสารสาธารณะ และ 4.รถจักรยานยนต์ต้องเปิดไฟหน้ารถและสวมหมวกนิรภัย เพื่อลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนั้นการดูแลรถโดยสารสาธารณะที่รับส่งประชาชน จากการติดตามด้วยระบบจีพีเอส พบว่ามีรถตู้โดยสารที่ขับรถเร็วเกินกำหนด และเป็นรถตู้ที่ถูกถอนใบอนุญาต ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามและดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว

มาตรการที่เข้มข้นถูกตอกย้ำว่า “สิงห์นักดื่ม” เมินเฉย เพราะ พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. ออกมาเปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะด้วยมาตรการ “ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ” ที่ คสช.และรัฐบาลได้ใช้ในการดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลมาตลอดนั้น สถิติในวันแรก (11 เม.ย. 2562) เจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาท 2,344 ครั้ง จำเป็นต้องเก็บรักษารถไว้ 202 คัน (จักรยานยนต์ 158 คัน และรถยนต์ 44 คัน) ยึดใบขับขี่รถจักรยานยนต์ 20 คน และยึดใบอนุญาตขับขี่รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ 121 คน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดีรวม 1,168 คน

แม้กฎเหล็กเกี่ยวกับเมาแล้วขับทางรัฐบาลกับตำรวจเอาออกมาใช้อย่างเต็มที่ และพูดถึงเรื่องการเพิ่มโทษดำเนินคดีกับคนกลุ่มนี้ ก็ยังไม่วายเกิดขึ้นแบบเดิม เพราะข้ามคืนสู่วันที่สองของ 7 วันอันตรายสงกรานต์ปีนี้ ได้มีเหตุเศร้าสลดเป็นข่าวครึกโครมเมื่อมีอุบัติเหตุที่ต้นทางมาจากการเมาแล้วขับ เนื่องจากตีหนึ่งของวันที่ 12 เมษายน บริเวณซอยงามธรรมชาติ ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวงและเขตทวีวัฒนา กทม. มีรถเก๋งซูซูกิ รุ่นสวิฟท์ สีขาว หมายเลขทะเบียน 2 กก 3653 กรุงเทพมหานคร ถูกชนพังยับเยิน ในซากรถพบศพ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก.สอบสวน กก.2 บก.ป. ไม่เพียงเท่านี้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นยังทำให้ นางนุชนาถ งามสุวิชชากุล อายุ 44 ปี ผู้เป็นภรรยาที่ร่วมเดินทางไปด้วยก็เสียชีวิตเช่นกัน ขณะที่ลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วน “มัจจุราช” คือ นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 57 ปี ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ไทยคาร์บอนแอนด์กราไฟต์ จำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ที่ควบรถเบนซ์มาด้วยฤทธิ์สุราที่มีอยู่ในร่างกายถึง 260 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

สงกรานต์ปีนี้ก็กำหนดให้นับตั้งแต่วันที่ 11-17 เมษายน เป็นช่วง 7 วันอันตราย และเหลืออีกแค่วันเดียวก็จะครบกำหนด ต้องรอดูว่าตัวเลขการเจ็บตายจากอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง การรณรงค์บังคับใช้กฎหมาย แม้กระทั่งการ “ขู่” จะได้ผลมากน้อยเพียงใด

สังคมส่วนหนึ่งสนับสนุนให้ภาครัฐมองนอกกรอบกับแผนเดิมๆ ในเมื่อแอลกอฮอล์คืออีกตัวการสำคัญสู่หายนะอุบัติเหตุทางถนน ต้องไม่ปล่อยให้เทศกาลแห่งความสุข สุ่มเสี่ยงตีคู่ไปกับเทศกาลแห่งความตาย ไม่เช่นนั้นยอดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย จะเป็นแค่ตัวเลขรูทีนผ่านมาและจบไปในช่วงเทศกาลแค่นั้นเอง..!!

ส่องวี่แวว…รัฐบาลแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368914?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องวี่แวว…รัฐบาลแห่งชาติ

16 เมษายน 2562 – 11:05 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,034 ครั้ง

รายงาน…

และแล้ว กกต.ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ สำหรับการแบ่งเก้าอี้ให้แต่ละพรรค เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมามีความว้าวุ่นกับเรื่องนี้ไม่สิ้นสุด ​ฉะนั้นตั้งแต่วันพุธนี้ต้องรอดูว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ และจะมีการวินิจฉัยแบบใดออกมา…

ส่วน “ใบส้ม 66 เขต” ซึ่ง กกต.เคยออกมาให้ข้อมูลต่อสังคมนั้น แว่วว่า การสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งของอนุกรรมการสอบสวนทั้ง 35 ชุดนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนของจังหวัด…เท่ากับว่าการสอยว่าที่ ส.ส.น่าจะใช้เวลาอีกพักใหญ่ ดีไม่ดี…อาจรับรองไปก่อนแล้วมาสอยภายหลัง…

รวมทั้งข้อเรียกร้องที่ “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้วินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเป็นต้นทางความเห็นว่าการเลือกตั้งในอดีต 2 ครั้งเป็นโมฆะ มาก่อน (การเลือกตั้งปี 2549 และการเลือกตั้งปี 2557)

ฉะนั้น…ความชัดเจนของเกมการเมืองที่จะขยับและอาศัยข้อกฎหมายเป็นเครื่องบ่งชี้ทิศทางนั้น บอกคำเดียวว่า…ต้องรอและไม่รู้ว่า ต้องรอนานเท่าใดจึงจะชัดเจน

เสียงร้องเรียกให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะประโคมกันมาระยะหนึ่งแล้ว และบางฝ่ายพยายามเร่งเสียงนี้ให้กระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะความไม่แน่ชัดในการทำงานของ กกต. โดยอ้างเหตุผลว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจใหม่จะเป็นสิ่งดีที่สุดและเป็นการเดินตามครรลองประชาธิปไตยที่อารยประเทศเชื่อมั่น

แต่ยามนี้ควรรอว่าศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการกับคำร้องของ กกต.เช่นใด รวมทั้งรอให้มติของผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาก่อน ซึ่งเป็นสิ่งดีที่สุดกับสถานการณ์ยามนี้

เมื่อภาวะเป็นเช่นนี้ คนการเมืองบางชีวิตรำพึงกันในหลากวงสนทนาว่า แบบนี้เมื่อใดจะจบ และเรื่องนี้ยังพันลึกแบบแซะออกยากสำหรับการตั้ง ครม.ชุดใหม่ หลัง คสช.และรัฐนาวาลุงตู่ต้องพ้นวาระ

เพราะขั้วเพื่อไทยกับขั้วพลังประชารัฐนั้น ต้องรอผลจากสององค์กรอิสระก่อน แม้ผลออกมาแบบใด หากเกมเป็นแบบนี้ มองแล้วยากที่ขั้วใดขั้วหนึ่งจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากไม่ว่าขั้วใดก้าวขึ้นมา เสียงหนุนในการตั้งรัฐบาลก็ปริ่มน้ำและง่อนแง่นเต็มทน

ส่วนกระแสข่าวว่า พรรคนั้น, กลุ่มนี้ จะย้ายมาหนุนอีกขั้ว…เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีคำตอบจากพรรคและบุคคลที่โดนกล่าวอ้างไว้แล้วว่า กระแสข่าวนั้นจริงหรือไม่…แม้หลายวันที่ผ่านมาความพยายามทาบทามให้มีการ “ย้ายค่าย เบอร์เดิม” และการเดินเกมใต้ดินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

แต่เมื่อมีการออกมาเบรกประเด็นนี้จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วก็ต้องติดตามว่า เกมใหม่จะเปิดออกมาเมื่อใด…และเกมงูเห่าภาคสามจะสัมฤทธิผลหรือไม่

ฉะนั้นเมื่อเกมบนกระดานการเมืองยังอยู่ในเงื่อนตายและแทบมองไม่เห็นทางออกที่เป็นรูปธรรมเช่นนี้ หากย้อนไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาจะพบว่า คนวงในหลายพรรคเริ่มปริปากโยนหินถามทางเกี่ยวกับ “รัฐบาลแห่งชาติ” ออกมาแล้ว แม้ลุงตู่และพลังประชารัฐจะออกมาเบรกเกมนี้ก็ตามว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น

แต่ใช่ว่า …กรณีนี้มันจะไม่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากคนวงในขั้วตรงข้ามลุงตู่เมียงมองความเป็นไปได้ของกรณีนี้อยู่ เพราะวางสมมุติฐานไว้ว่า “ไม่ว่าขั้วใดขั้วหนึ่งจะชิงตัวว่าที่ ส.ส. รวมทั้งทาบทามบางพรรคให้มาเกี่ยวก้อยกันได้ แต่ตัวเลขสุทธิก็คงไม่เกิน 260-270 เสียง หากหักลบจำนวน ส.ส.ที่จะไปดำรงตำแหน่งใน ครม. รวมทั้งในรัฐสภา คนการเมืองก็จะหายไปหลายชีวิตเพราะสวมหมวกสองใบ เกมนับจำนวน ส.ส.ในห้องประชุมจะเกิดขึ้นแทบทุกครั้งเพื่อให้เกิดภาพ “สภาล่ม”

การทำงานร่วมกันของหลากพรรคนั้น ในอดีตมีบทเรียนแล้วว่า ช่วงฮันนีมูนนั้นแสนสั้น อาการสกัดดาวรุ่งจะเกิดขึ้นไวกว่าที่คาดไว้ แม้แกนนำจะตอบปากรับคำกันดีแค่ไหนก็ตามในช่วงเจรจาร่วมงาน และหลายคนมองออกว่าอายุของรัฐนาวาใหม่ไม่ยืด เพราะมันอยู่บนเงื่อนไขที่คนการเมืองต่างรับรู้กันหมดว่า จะสิ้นสภาพเมื่อใด…”

คนวงในขั้วตรงข้ามลุงตู่มองว่า “เมื่อหักสมมุติฐานแรกทิ้ง ก็ควรมองสมมุติฐานที่สอง เพราะหากไม่มีขั้วใดมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง และจำเป็นที่ทุกพรรคซึ่งมีว่าที่ ส.ส.ในมือ จับมือตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา โดยส่งตัวแทนของแต่ละพรรคมาร่วมตั้งรัฐบาล มีภารกิจร่วมกันและให้คำมั่นกับสังคมไว้ว่า หน้าที่นั้นจะเกิดขึ้นเพื่ออะไรและยุติลงในยามใด”

คนวงในขั้วตรงข้ามลุงตู่ชี้ว่า “หากทำแบบนี้ หลายฝ่ายยิ้มได้ออกบ้าง เพราะอย่างน้อยยังรู้จุดหมายปลายทางและระยะเวลาที่จะใช้”

แม้ความจริงแล้วคนวงในขั้วตรงข้ามลุงตู่นั้น ต้องการให้เลือกตั้งโมฆะและ กกต.ชุดนี้พ้นหน้าที่คือ “จุดหมายปลายทาง” แต่เมื่อบางเงื่อนไขบ่งชี้มาในทางลับแล้ว ความหวังของขั้วตรงข้ามลุงตู่คงยากที่จะเดินไปถึง

ฉะนั้นเงื่อนไขรัฐบาลแห่งชาติน่าจะเหมาะที่สุดเพื่อลดสภาพการเมืองเป็ดง่อย

แต่เงื่อนไขดังกล่าวขั้วหนุนลุงตู่คงไม่ยอมและไม่เห็นด้วย เพราะยังหวังว่า ทางออกของการเลือกตั้งคราวนี้จะมีอยู่ โดยอาศัยบางเงื่อนไขและกำลังภายในในบางวิชามาประกอบกัน โดยขั้นตอนนี้คนในพลังประชารัฐหวังจะนำพา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาทำหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหารได้แน่นอน

ฉะนั้น นับจากวันนี้รอดูว่า เกมบนดินและเกมใต้ดินจะออกมาแบบใด และไม่ว่า หลังวันที่ 9 พฤษภาคม คนการเมืองควรเคารพสิ่งที่สังคมถวิลหาและเคารพกติกา

เพราะคนไทยรอว่า ทุกอย่างควรยุติได้แล้ว บ้านเมืองควรเดินหน้า มิใช่แขวนลอยกลางเวหาอย่างไร้ทิศทางเช่นนี้…

ฮั่นแน่..”ชวน-มาร์ค” ได้ดีเพราะ “งูเห่า”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮั่นแน่..”ชวน-มาร์ค” ได้ดีเพราะ “งูเห่า”

16 เมษายน 2562 – 09:55 น.
ตำนานงูเห่า,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,วิกฤติต้มยำกุ้ง,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ชวน หลีกภัย,พรรคประชาธิปัตย์,สุเทพ เทือกสุบรรณ,เนวิน ชิดชอบ
เปิดอ่าน 6,238 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

สงกรานต์น้ำลายว่าด้วยรัฐบาลแห่งชาติของ เทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ เป็นเรื่องตลกขบขันคลายเครียดในภาวะอากาศร้อนตับแตก

ว่ากันตามจริง นักเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ อยากเป็นรัฐบาลจนเนื้อเต้น ไม่มีใครอยากเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” หรอก แต่บางกลุ่มมองว่า การเข้าไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดูไม่เท่สมกับการเป็นนักประชาธิปไตยสุจริต

ฝ่าย “ไม่เอาประยุทธ์” ในพรรค ปชป. จึงพยายามหาทางออกด้วยข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ ที่มี “คนกลาง” เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ข้อเสนอดังกล่าวยากที่จะเป็นจริง ก็แค่เกมโยน “ข่าวปล่อย” ไปให้นักข่าวมะรุมมะตุ้มกันสักวันสองวัน ช่วงวันหยุดยาว

เทพไท เสนพงษ์

ส่วนกลุ่มที่ต้องการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ก็ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว เพราะประเมินกำลังภายในพรรค ดูจะเป็นรองฝ่ายไม่เอาประยุทธ์

เหนืออื่นใด พลพรรค ปชป.ที่ออกอาการหนุนประยุทธ์ กำลังเจอพวกเดียวกันเล่นปล่อยข่าว “งูเห่าสีฟ้า” ทำเอาเป๋ไปเหมือนกัน

ถาวร เสนเนียม หัวแถวปีกหนุนประยุทธ์ถึงกับต้องออกมาชี้แจงว่า ไม่มีงูเห่าแน่นอน และทุกคนเคารพมติพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่มีมติอย่างไร ก็เอาตามนั้น

          อันที่จริง นิทานอีสปเรื่อง “ปชป.กับงูเห่า” นั้นเล่ากันไม่รู้จบ เพราะประวัติศาสตร์การเมืองระยะใกล้ บอกเล่าถึงการปรับตัว เพื่อความอยู่รอด อย่างน้อย 2 ครั้ง

ครั้งแรก วิกฤติการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่แตก หรือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ทำให้รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไปไม่รอด พ่อใหญ่จิ๋วประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540

ถาวร เสนเนียม

จากนั้น ก็เป็นเกมชิงการจัดตั้งรัฐบาล การเดินเกมการเมืองของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้น ได้ชักชวน ส.ส.พรรคประชากรไทย กลุ่มของวัฒนา อัศวเหม จำนวน 13 คนเข้ามาสนับสนุน ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยที่สอง

          นั่นคือ “ตำนานงูเห่า” ภาคแรกอันลือลั่น และต้องบันทึกไว้ว่า พรรคการเมืองพรรคเดียวเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล

เมื่อสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ที่เดิมเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ชวลิต กลับต้องเป็นฝ่ายค้าน โดยเหลือ ส.ส.ในสังกัดเพียง 4 คนไม่นับตัวเองคือ สุมิตร สุนทรเวช, ลลิตา ฤกษ์สำราญ, ห้างทอง ธรรมวัฒนะ และสนิท กุลเจริญ

ปลายปี 2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง ทำให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ต้องย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่มี ส.ส.จำนวน 23 คน ในนาม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย

โดยกลุ่มเพื่อนเนวิน ได้ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่สมศักดิ์ เทพสุทิน เตรียมการไว้รองรับสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตย หากเกิดอุบัติเหตุ และพรรคมัชฌิมาธิปไตยก็ถูกยุบจริงๆ

ต่อมา กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน และกลุ่มสุชาติ ตันเจริญ (กลุ่มที่มาจากพรรคเพื่อแผ่นดิน) ก็ได้เข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ส่วน ส.ส.พลังประชาชนอีก 2-3 คน ย้ายไปสังกัดพรรคกิจสังคม

สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เวลานั้น เดินเกมพูดจากับแกนนำกลุ่มต่างๆ จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ “งูเห่า” หรืออนาคอนด้าการเมือง สนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ปฏิบัติการของ เนวิน ชิดชอบ และพลพรรคเพื่อนเนวิน ได้ชื่อว่าเป็น “ตำนานงูเห่า” ภาคที่สอง 

การที่อดีต ส.ส. หรือว่าที่ ส.ส.พรรคเก่าแก่ ออกอาการรังเกียจ “งูเห่า” ในเวลานี้ มองว่าพวกผู้แทนฯ ที่ทำตัวเป็นงูเห่า มีพฤติกรรมเยี่ยงนักการเมืองขายตัว ก็เหมือนสุภาษิตที่ว่า เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง

  นักการเมืองพวกนี้ความจำสั้น ลืมไปว่า เคยก็มี ขบวนการ “งูเห่า” ออกมาช่วยปั้นนายกรัฐมนตรี จากค่ายสีฟ้าถึงสองหน

้เดินทางปลอดภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

้เดินทางปลอดภัย

16 เมษายน 2562 – 09:00 น.
ชานชาลาต่ำ,อ๊อด เทอร์โบ,ชานชาลา,รถไฟ,สถานีรถไฟ
เปิดอ่าน 231 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ก่อนเข้าสู่การทำงานปกติหลังหยุดยาว ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับด้วยความปลอดภัย มีพลังชีวิตทำงาน-เรียนหนังสือให้สำเร็จลุล่วงตามปรารถนาทุกประการ

จดหมายจากคุณ ‘อนุพงษ์’ นครปฐม ขอคัดค้านเรื่องการสร้างชานชาลาสถานีรถไฟเพื่อรองรับอนาคตให้ผู้โดยสารมีความสะดวกปลอดภัยในการขึ้น-ลง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กๆ

คุณ ‘ประจวบ’ เมืองเลย ซึ่งใช้ถนนสายวังสะพุง-อุดรธานี แล้ว แจ้งว่ายังขาดมาตรฐานสากล ขอให้ปรับปรุงด่วน โดยมีแบบอย่างที่ดีคือสายเชียงใหม่-หางดง

จึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้สั่งการปรับปรุงแก้ไขด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 คัดค้านการสร้าง “ชานชาลาต่ำ”
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

แต่เมื่อต้นปี พ.ศ.2562 มีนโยบายใหม่จากผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทย ปรับเปลี่ยนการก่อสร้างชานชาลาสถานีรถไฟจาก “ชานชาลาสูง” เปลี่ยนเป็น “ชานชาลาต่ำ” ในโครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ สายใต้ช่วง นครปฐม-ชุมพร ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้ เป็นการสวนทางในการพัฒนารถไฟเป็นอย่างมาก เพราะชานชาลาต่ำนั้น ประชาชนขึ้น-ลงตู้รถไฟยากลำบาก จะต้องก้าวขึ้น-ลงบันไดถึง 3 ขั้นระหว่างตู้รถไฟ-ชานชาลา และยิ่งมีสัมภาระ ยิ่งทำให้การขึ้น-ลงลำบากมากยิ่งขึ้น เพิ่มระยะเวลา เกิดความล่าช้า เกิดอันตรายระหว่างการขึ้น-ลง เด็กและผู้สูงอายุต้องมีผู้ช่วยเหลือ เพราะบันไดมีความสูงจากพื้นชานชาลามาก
เหตุใดผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟฯ ถึงตัดสินใจล้าหลังเช่นนี้ ในเมื่อรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมก็อนุมัติหลักการ รูปแบบ และงบประมาณ เพื่อสร้างชานชาลารถไฟเป็นชานชาลาสูงเรียบร้อยแล้ว แต่กลับออกนโยบายสวนทางปรับเปลี่ยนให้กลับไปก่อสร้างเป็นชานชาลาต่ำเหมือนปัจจุบัน ซึ่งไม่มีหลักวิชาการอะไรรองรับเลยว่าชานชาลาต่ำ จะเกิดประโยชน์อย่างไรกับประชาชนผู้ใช้บริการ

ในโครงการรถไฟทางคู่สายอื่นๆ ทั้งสายเหนือ และสายอีสาน ก็ก่อสร้างเป็นชานชาลาสูงแล้ว แต่ทำไมโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ กลับย้อนยุคสร้างเป็นชานชาลาต่ำเหมือนเดิม

ฝากไปถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อคัดค้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบชานชาลาสถานีรถไฟจาก “ชานชาลาสูง” เป็น “ชานชาลาต่ำ” ในโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ช่วง นครปฐม-ชุมพร เพื่ออนาคตข้างหน้าที่ดีกว่าปัจจุบัน
อนุพงษ์ (นครปฐม)


 ระวังถนนอันตราย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีโอกาสใช้ถนนสาย 210 ตอนวังสะพุง-อุดรธานี ถนนสายนี้เป็นถนน 4 เลน บางช่วงเป็น 2 เลน บางช่วงอยู่ระหว่างก่อสร้างขยายก็มี ที่สร้างเสร็จแล้ว 4 เลน แต่ใน 4 เลนนั้นมีถนนแบบ 5 มาตรฐานในสายเดียวเป็นช่วงๆ ทั้งๆที่เขตการทางดูแล้วก็กว้างเป็น 100 เมตร คือเขตทางไม่แคบเลย ไม่มีภูเขาเป็นทางตรงและพื้นที่ราบเป็นส่วนมาก

อันตรายในการออกแบบถนน ดังนี้ 1.บางช่วงเป็นเกาะกลาง 2.เป็นร่องน้ำ 3.เป็นแบร์ริเออร์ อันนี้ถึงจุดกลับรถจะเบี่ยงเลนกลางกินออกมาเลนซ้าย อันนี้อันตรายที่รถวิ่งไปทางตรงยามค่ำคืน 4.บางช่วงจะเป็นเกาะลาย คือลาดยาวแล้วตีเส้นลายทับ อันนี้ยิ่งอันตรายมาก หากเจอรถเลี้ยวขวาไม่ให้สัญญาณ หรือคนข้ามถนนตัดหน้าไปหยุดบนเกาะลาย จุดกลับรถก็ยื่นเบี้ยวออกมากินเลนซ้ายก็ตรงระวังรถทางตรง ต้องระวังรถที่แซง 3 ขึ้นมาด้วย 5.บางช่วงเป็นหลักสีส้มลายสะท้อนแสง

ทั้ง 5 มาตรฐานนี้อยากให้มี 2 มาตรฐานสากลที่ปลอดภัยทั่วไปคือ 1.ทำแบบเกาะกลางถนน 2.แบบมีร่องกลางถนน ผู้ใช้ทางจะปลอดภัยสูงสุดกับเงินภาษีประชาชน เพราะการใช้รถเวลากลางคืนจะใช้ไฟสูงก็ไม่สะดวก เพราะมีผู้ใช้ถนนมากเช่นกัน

อยากให้ผู้ออกแบบหรือเขียนแบบถนนได้มาเห็นมาดูถนนหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-หางดง เป็นถนนสายตัวอย่างที่ปลอดภัยที่สุด และสวยที่สุดของถนนในประเทศไทย
ประจวบ (เมืองเลย)


 เที่ยวทางเรือต้องระวังเป็นพิเศษ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเคยทำงานเป็นข้าราชการอยู่กรมเจ้าท่าอยากฝากความห่วงใยมายังท่านที่จะไปท่องเที่ยวทางเรือหรือเดินทางโปรดระมัดระวังเป็นพิเศษและมีข้อปฏิบัติดังนี้

ขอให้ผู้ควบคุมเรือ เจ้าของหรือผู้ประกอบกิจการเดินเรือ และประชาชนผู้ใช้บริการเรือโดยสาร ให้ใช้ความระมัดระวังในการดินเรือและโดยสารเรือ

ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการเดินเรือ เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำตักเตือนของเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจตรา ควบคุม ดูแลประจำอยู่ในเขตพื้นที่ต่างๆ โดยเคร่งครัด รวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการให้และการใช้บริการหรือโดยสาร

ผู้ควบคุมเรือต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง ไม่ประมาท ไม่ดื่มสุรา ไม่เสพสิ่งเสพติดหรือของมึนเมาขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่เดินเรือด้วยความเร็วเกินไป การนำเรือเข้า-ออกจากท่าเทียบเรือต้องให้ผู้โดยสารขึ้น-ลงเรือเสร็จเรียบร้อยก่อน รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องมือใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตไว้ในเรือให้มีและสามารถนำมาใช้เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำได้ทันท่วงที

เจ้าของเรือหรือผู้ประกอบกิจการการเดินเรือ ต้องตรวจสอบ ดูแลสภาพตัวเรือ เครื่องจักรกลและท่าเทียบเรือให้อยู่ในสภาพที่มีความมั่นคงแข็งแรงโดยเฉพาะท่าเทียบเรือต้องจัดให้มีพวกชูชีพและเครื่องมือ เครื่องใช้ที่จำเป็นให้เพียงพอ พร้อมนำมาใช้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ติดตั้งป้ายระบุจำนวนผู้โดยสารที่เรือ ติดตั้งป้ายระบุจำนวนคนที่โป๊ะเทียบเรือสามารถรับน้ำหนักได้ในที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

จัดเจ้าหน้าที่ตรวจตราควบคุม ดูแลให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวยืนรอที่พักผู้โดยสาร ไม่ควรยืนรอบนโป๊ะเทียบเรือเกินกว่าจำนวนที่ระบุไว้ ส่วนผู้ใช้บริการเรือโดยสารการลงเรือไม่ควรยืนคอยบนโป๊ะเทียบเรือ หรือแย่งกันขึ้น-ลงเรือ ควรให้เรือจดเทียบท่าให้เรียบร้อยก่อน
ด้วยความปรารถนาดีและห่วงใย จึงแจ้งมาครับ
ชัยวัฒน์ (ตลาดน้อย)

 ตอบ คุณ ‘ชัยวัฒน์’ ตลาดน้อย
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณในน้ำใจและความปรารถนาดี แสดงความห่วงใยมายังทุกๆ ท่านครับ และในฤดูร้อนปีนี้คาดหมายว่าจะมีประชาชนไปเที่ยวทะเลมากกว่าทุกปีเพราะหนีหมอกควันทางเหนือ

เพื่อความปลอดภัย เวลาขึ้นเรือต้องใส่เสื้อชูชีพไว้ตลอดเวลา โดยนำของส่วนตัวไปเองหรือเวลาเล่นน้ำทะเล-ดำน้ำ ต้องดูลมฟ้าอากาศให้ดี สภาพร่างกายต้องพร้อม อย่าลงน้ำเวลาเมา ง่วง-เพลีย เป็นอันขาด-อันตรายมากๆ ครับ

ผมจึงขอร่วมเตือนให้ทุกท่านโปรดคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ เป็นอันดับแรกครับและบรรดาเจ้าของเรือต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวดอย่าประมาท
อ๊อด เทอร์โบ

สงกรานต์การเมือง “จองชัย” คึก “ประภัตร” งด!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงกรานต์การเมือง “จองชัย” คึก “ประภัตร” งด!

15 เมษายน 2562 – 11:45 น.
เทศกาลสงกรานต์,บ้านใหญ่ศรีประจันต์,จสุพรรณบุรี,เลือกตั้ง 2562,พรรคชาตืไทยพัฒนา,วราวุธ ศิลปอาชา,ประภัตร โพธสุธน,สสสุพรรณบุรี
เปิดอ่าน 5,140 ครั้ง

  เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าเฮียจองชัยจะจัดงานอะไร เฮียประภัตรก็ไม่เคยมาบ้านกล้วยสักหน

**************

เทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.นี้ นักเลือกตั้งและกองเชียร์ ยังสาดน้ำลายใส่กัน ผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องพรรคของ “เจ๊มิ่ง” และ “35 งูเห่าสีฟ้า” ร่วมเป็นพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาลผสม ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ทำเอาอุณหภูมิการเมืองร้อนทะลุองศาเดือด

หลบร้อนการเมือง ไปทางสุพรรณบุรี ในความสงบนิ่งก็เห็นร่องรอยการเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทยพัฒนา ผ่านมหาสงกรานต์ของ “2 บ้านใหญ่” แห่งศรีประจันต์

สงกรานต์บ้านกล้วย

วันที่ 14 เมษายน 2562 ที่บ้านกล้วย ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี มีความคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ จองชัย เที่ยงธรรม” เปิดบ้านให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองท้องถิ่น และชาวบ้านได้เข้ารดน้ำขอพร

เฮียจองชัย ควงภรรยา มุกดา พร้อมลูกๆ เสมอกัน จำนรรจา และกำนันแบงก์ บารมี ต้อนรับแขกเหรื่อในบรรยากาศชื่นมื่น และชุ่มฉ่ำด้วยน้ำสงกรานต์

จองชัย มุกดา เที่ยงธรรม

“เสี่ยท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา ในฐานะตัวแทนครอบครัว “ศิลปอาชา” และพรรคชาติไทยพัฒนา ไปรดน้ำขอพรเฮียจองชัย แม้ว่าคนดังบ้านกล้วยจะสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่เสี่ยท็อปบอกว่า เฮียจองชัยคือ หนึ่งในเสาหลัก หนึ่งในผู้ใหญ่ของเมืองสุพรรณบุรี

เสี่ยท็อป รดน้ำขอพรเฮียจองชัย

ฝ่ายเจ้าของบ้านก็ฝากความเคารพไปยังคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา และหัวหน้าพรรค กัญจนา เฮียย้ำเสียงดังว่า ยังเป็นคนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ความรักความเคารพสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา มีอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นไม่เสื่อมคลาย

          เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าเฮียจองชัยจะจัดงานอะไร เฮียประภัตรก็ไม่เคยมาบ้านกล้วยสักหน

เฮียเม้ง” ไม่เปิดบ้าน

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Khwan Khwangarm ได้แจ้งข่าวว่า “ประเพณีสงกรานต์ ปี 62 ณ บ้านเรือนไทย โพธสุธน (นายประภัตร โพธสุธน) งดจัดนะคะ จึงเรียนมาให้ทุกท่านทราบ!? ถ้ายัง Love กันอยู่ ก็โทรมานะคะ…”

ไม่มีใครทราบเหตุผลว่า เหตุใด “เฮียเม้ง” ไม่เปิดบ้านเล่นสงกรานต์เหมือนทุกปี

          เฉพาะปี 2560-2561 ที่มีความชัดเจนเรื่องการเลือกตัั้ง เฮียประภัตรได้มีการจัดงานสงกรานต์อย่างสนุกสนาน ที่บ้านเรือนไทย ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

ประภัตร  ในวันสงกรานต์ปี 2561

เฉพาะปีที่ผ่านมา สงกรานต์ที่บ้านเรือนไทยได้มีการวางธีมให้เป็นสงกรานต์ย้อนยุค ตามกระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาส เฮียประภัตร และวงศ์วานว่านเครือจึงแต่งชุดไทยดูสวยงาม

          หลังเลือกตั้ง ประภัตรในฐานะเลขาธิการพรรค ยังเก็บตัวเงียบ เหมือนจะซุ่มรอดูสถานการณ์อะไรบางอย่าง

เลือดสุพรรณยังข้น

สงครามเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคชาติไทยพัฒนา วางยุทธศาสตร์ต้องรักษา “เมืองหลวง” สุพรรณบุรีไว้ให้ได้ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย

เขต 1 สรชัด สุจิตต์ ทายาทมหาเศรษฐีเมืองสุพรรณ ได้ 67,149 คะแนน

เขต 2 ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ลูกชายหมอบุญเอื้อแห่งบางปลาม้า ได้ 69,274 คะแนน

เขต 3 ประภัตร โพธสุธน ลูกชายเถ้าแก่โรงสีบ้านไร่ ได้ 59,738 คะแนน

เขต 4 เสมอกัน เที่ยงธรรม ลูกชายจองชัย-มุกดา ได้คะแนน 59,714 คะแนน

ดูภาพรวมของคะแนนทั้งหมดแล้ว ยังถือได้ว่า คนสุพรรณยังรักนายบรรหาร และพรรคชาติไทยพัฒนา

ตอนแรก คนเมืองเหน่อก็หวั่นศึกคนกันเอง “ประภัตร-จองชัย” จะทำให้เก้าอี้ ส.ส.หายไป เมื่อสู้กันแบบแพ้คัดออก จองชัยสอบตก เก็บได้ 39,726 คะแนน

เบื้องหลังชัยชนะยกจังหวัด ก็เป็นการเดินตามรอย “ป๋าเติ้ง” ที่ดึงตัวแทนตระกูล “มาตรศรี” เศรษฐีอู่ทอง กับ “จันทร์สว่าง” เศรษฐีสองพี่น้อง มาอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับ 4 และ 5

          “นพดล มาตรศรี” อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี และเคยเป็นรองนายก อบจ.สุพรรณฯ

          “นิติวัฒน์ จันทร์สว่าง” เป็นบุตรชายสุวัฒน์ จันทร์สว่าง รองนายก อบจ.สุพรรณฯ และหลานชายบุญชู จันทร์สว่าง นายก อบจ.สุพรรณฯ

สมัยก่อน “ป๋าเติ้ง” วางกลยุทธ์ตรึงพื้นที่ โดยตระกูลศิลปอาชา ดูแล อ.เมืองสุพรรณฯ, หมอบุญเอื้อ ดูแล อ.บางปลาม้า, ตระกูลจันทร์สว่าง ดูแล อ.สองพี่น้อง, ตระกูลมาตรศรี ดูแล อ.อู่ทอง, ประภัตร ดูแล อ.ศรีประจันต์ และ อ.สามชุก, จองชัย ดูแล อ.เดิมบางนางบวช และ อ.ด่านช้าง

เที่ยวนี้ แกนนำ ชทพ.อาจจะผิดหวังลึกๆ กรณีการปราชัยแบบพลิกความคาดหมายที่สนามสมุทรสาคร และนครปฐม

          มิเช่นนั้นแล้ว ตัวเลข ส.ส.โดยรวม น่าจะได้มากกว่า 10 ที่นั่ง

ทูตต้องไม่แทรกแซงกิจการภายใน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทูตต้องไม่แทรกแซงกิจการภายใน

15 เมษายน 2562 – 11:25 น.
รู้ลึกจุฬาฯ,สถานเอกอัครราชทูต,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,001 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกจุฬาฯ

จากกรณีมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตและองค์การระหว่างประเทศกว่า 12 แห่ง ไปร่วมสังเกตการณ์การแจ้งข้อหาต่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสคำถามถึงความเหมาะสมของการกระทำดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังและกังวลต่อการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ซึ่งอาจเข้าใจได้ว่าเป็นการให้กำลังใจนายธนาธร หรือเป็นการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนดูเหมือนเป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในบริบทการเมืองที่แบ่งขั้วของไทยในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ในทางกฎหมาย ยังถือว่าเข้าข่ายการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ และเป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต 1961 มาตรา 41

ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ระเบียบและกฎเกณฑ์กติกามีการระบุไว้ชัดเจนว่านักการทูตไม่สามารถสอดแทรกกิจการภายในรัฐนั้นได้ เพราะแต่ละประเทศต่างมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง

“ในมุมมองของผม ถือว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นการละเมิดหลักการทั่วไปที่ทำกัน ถ้าจะมาสังเกตการณ์วันเลือกตั้งอย่างนี้ทำได้ แต่ในเรื่องการสืบสวนสอบสวน กระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องภายใน ทำแบบนี้ทำให้ถูกมองว่ามีจุดยืนสนับสนุนทางการเมืองชุดใดชุดหนึ่ง”

กรณีที่นักการทูตสามารถแทรกแซงได้ ต้องเป็นกรณีที่มีความร้ายแรง เช่น เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายในประเทศ หรือแม้แต่ผู้ที่ถูกสืบสวนสอบสวน เป็นชาวต่างประเทศสัญชาติเดียวกับสถานทูตนั้นๆ เช่น มีคนไทยต้องขึ้นศาลในประเทศสหรัฐอเมริกา ทูตไทยสามารถเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือในศาลได้

อาจารย์สุรัตน์ชี้ว่า ทูตจากชาติตะวันตกอาจไม่พึงพอใจต่อการขึ้นมามีอำนาจของรัฐบาลทหารในประเทศไทย จากในอดีตที่มีการกดดันด้วยวาจา แต่ถึงแม้จะไม่พอใจอย่างไรก็ตาม รัฐไทยมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง ต่างชาติมิอาจแทรกแซงได้

“ถ้าจะมากดดันประเทศไทยทำได้ แต่ไม่ใช่มายืนอยู่หน้าสถานีตำรวจ ไม่ควรอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่าง เพราะคุณมาอยู่ในไทยคุณมีอำนาจ สมมุติตอนกรณีซีอีโอหัวเว่ยของจีนที่ขึ้นศาลสหรัฐ ทูตไทยจะเข้าไปขอดูการสืบสวนหน่อย เราก็ไม่ทำ แล้วเราก็ไม่เคยทำด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีการเมือง”

ข้อสังเกตประการหนึ่งที่สำคัญ คือเจ้าหน้าที่ทางการทูตกว่า 12 แห่งที่เข้ามาสังเกตการณ์ที่ สน.ปทุมวัน ล้วนเป็นทูตจากประเทศฝั่งตะวันตก แสดงให้เห็นถึงบทบาททางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

“หลายๆ ประเทศเขาก็ไม่ทำ เขาก็ไม่เข้าร่วม ในอาเซียนไม่มีใครเข้าร่วมเลย อย่างหนึ่งเพราะว่าอาเซียนจะไม่แทรกแซงกิจการภายในด้วยกัน มีฉันทานุมัติกันชัดเจน ถ้ามีเรื่องไม่พอใจอะไรก็จะไปคุยกันหลังฉาก ไม่ออกมาแบบนี้”

เช่นเดียวกับการเมืองภายในของหลายๆ ประเทศที่ยึดมั่นการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น รวมถึงการไม่ต้องการให้ประเทศอื่นมาแทรกแซงกิจการภายในของตนเช่นกัน จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีลักษณะทางการเมืองรูปแบบนี้ และหลายต่อหลายครั้งทำให้จีนยังดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้แม้แต่ในประเทศที่มีความขัดแย้งรุนแรง

ประเด็นที่อาจารย์สุรัตน์ต้องการย้ำคือ สิ่งที่ชาติตะวันตกต้องการกับกรณีดังกล่าว ล้วนมีเหตุผลอันเป็นผลประโยชน์เบื้องหลังของชาติตนเองแฝงอยู่ ดังนั้นชาวไทยไม่ควรหลงหรือดีใจไปกับการที่ชาติตะวันตกเข้ามายุ่งเกี่ยวครั้งนี้

“ผมอยากจะพูดกับคนไทยว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นโดยชาติตะวันตกไม่ได้ ตะวันตกไม่ได้จริงใจ 100 เปอร์เซ็นต์กับเรา เขามีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงอยู่กับเรื่องดังกล่าว ประชาธิปไตยในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดขึ้นด้วยฝีมือคนไทยเองเท่านั้น”

หมายความว่า ชาติแต่ละชาติเองก็มียุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการคานอำนาจต่อชาติมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียอย่างจีน ต่างก็เป็นเหตุผลที่ทำให้แนวคิดการปลูกฝังประชาธิปไตยมีความสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้

ส่วนประเทศไทยมีนโยบายการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบไม่เผชิญหน้า และไม่สร้างศัตรู ต่อกรณีดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศของไทยรับมือด้วยการออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและขอร้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์อีกครั้งหน้า ซึ่งอาจารย์สุรัตน์ชี้ว่าเป็นข้อดีของประเทศไทยที่เราดำเนินการการทูตแบบนี้ เพราะไทยไม่เคยฝักใฝ่ทั้งฝ่ายตะวันตกและฝ่ายจีน ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไทยก็มีความเข้มแข็งในการรับมือทางการทูตมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเครือข่ายทักษิณอยากให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อเครือข่ายทักษิณอยากให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ!

15 เมษายน 2562 – 09:00 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ,ทักษิณ ชินวัตร,จตุพร พรหมพันธุ์,เสื้อแดง,เลือกตั้ง,ล้มกระดาน
เปิดอ่าน 8,016 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

จู่ๆ นักร้องมือกฎหมาย ค่ายทักษิณ ชินวัตร อย่าง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้วินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นโมฆะ เพราะเห็นว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเป็นต้นทางความเห็นว่าการเลือกตั้งในอดีต 2 ครั้งเป็นโมฆะ มาก่อน คือการเลือกตั้งปี 2549 และการเลือกตั้งปี 2557 จึงหวังว่าหากผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยและส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็จะเป็นผล

ตามมาด้วยการฟันธงเชิงการเมืองของ จตุพร พรหมพันธุ์ ผู้นำเสื้อแดง ที่มั่นอกมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะต้องมีเหตุอันเป็นโมฆะ เพราะ รัฐบาลลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเจอทางตันหลังเลือกตั้งที่ตั้งรัฐบาลยาก จึงอาจจะอาศัยจังหวะที่สังคมเคลือบแคลงความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. หาเหตุให้เป็นโมฆะ “ว่าเข้าไปนั่นเลย”

น่าสนใจที่มือระดับนักร้อง และแกนนำมวลชน ในระบอบทักษิณ ออกมาสอดรับกับการ “เขย่า” การเลือกตั้งให้เป็นโมฆะ เกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะอะไร ทั้งที่ ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคในเครือข่าย “รอ” การเลือกตั้งมาตลอดเกือบ 5 ปีที่ คสช.ยึดอำนาจไปจากรัฐบาลน้องสาวเขา(ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เพราะการเลือกตั้งเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์เดียวที่ ทักษิณ จะหวนกลับมามีอำนาจหรือชักใยอำนาจอีกครั้งได้

แต่เหตุใด เมื่อเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว เครือข่ายทักษิณ ถึงอยากให้ “โมฆะ?” 

อย่างแรกสุด ผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นไปอย่างที่ ทักษิณ และทีมคาดคิดไว้ ทั้งตัวเลขผลการเลือกตั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะได้ต่ำกว่า 170 ที่นั่ง และเหตุอุบัติเหตุเพราะผลกรรม(การกระทำ)ที่ตัวเองสร้าง คือการยุบพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) ก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ดับฝันว่าพรรคไทยรักษาชาติควรจะได้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง ดังนั้น แม้พรรคพันธมิตรอย่างอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะได้ ส.ส.มากกว่าที่คาดหมายถึง 80 ที่ แต่เมื่อยุทธศาสตร์พรรคตระกูลเพื่อไม่เป็นไปตามที่คาด ทำให้ผลรวมคณิตศาสตร์ทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างที่สอง พรรคพลังประชารัฐ ได้รับการเลือกตั้ง มากกว่าที่ “ทีมทักษิณ” ประเมิน ที่เคยคาดการณ์กันในพรรคเพื่อไทยก่อนการเลือกตั้งพลังประชารัฐจะได้ ส.ส.สูงสุดไม่เกิน 80 ที่ แต่กลับได้รับถึง 118 ที่ และมีคะแนนเลือกรวมของประชาชนมากกว่าพรรคเพื่อไทย (แม้คะแนน ส.ส.จะน้อยกว่า) แต่ทำให้สามารถอ้างความชอบธรรมในการแย่งตั้งรัฐบาลได้

อย่างที่สาม ผลรวมในคณิตศาสตร์ทางการเมือง ของ 2 ขั้วในการแย่งตั้งรัฐบาล ออกมา “ก้ำกึ่ง” ซึ่งเมื่อผนึกกับคะแนนของ 250 สมาชิกวุฒิสภา ทำให้เมื่อถึงเวลาเลือกนายกรัฐมนตรี โอกาสของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีมากกว่าโอกาสของเพื่อไทย

และสุดท้าย “ร่องรอย” แห่งความแตกแยกในระดับผู้นำเพื่อไทยที่ทำให้ความพร้อมในการเกาะกลุ่มรวบรวมไพร่พล เพื่อโหวตตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตตั้งนายกรัฐมนตรี อาจจะมีปัญหาเรื่อง “เอกภาพ” ภายในของเพื่อไทยเอง

          ดังนั้น การ “ล้มกระดาน” การเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการก่อกระแส ถอดถอน 7 กกต. หรือการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะเป็นยุทธศาสตร์ในการถอยมาตั้งหลัก ปรับกระบวนทัพใหม่ของเครือข่ายทักษิณ เพื่อหวัง “เอาชนะ” ในการเลือกตั้งใหม่

18 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เลือกตั้งเมื่อปี 2544 ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของการเลือกตั้งที่ระบอบทักษิณมิสามารถ “กำชัยชนะ” ได้เด็ดขาด และตั้งรัฐบาลได้โดยปราศจากคู่แข่ง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่ “คนอยากเลือกตั้ง” ในระบอบทักษิณ “อยากล้มการเลือกตั้ง” เสียเอง

ก็อยู่ที่องค์กรอิสระ อย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยว่าข้อร้องเรียนให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ของคนในระบอบทักษิณ ชอบด้วยกฎหมายและชอบธรรมไหม ?

ดาราศาสตร์ตะลึง! “ภาพหลุมดำM87″…มนุษย์ได้ประโยชน์อะไร?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368839?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดาราศาสตร์ตะลึง! “ภาพหลุมดำM87″…มนุษย์ได้ประโยชน์อะไร?

15 เมษายน 2562 – 08:23 น.
หลุมดำ,นักดาราศาสตร์,NSF,กาแล็กซี
เปิดอ่าน 3,706 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

     “ดาวเคราะห์โลกมนุษย์ มีขนาดเท่าเม็ดทรายหรือฝุ่นจิ๋วๆ ของหลุมดำนี้เท่านั้น”

หากคุณเป็นมนุษย์โลกทั่วไป คงเคยได้ยินคำว่า “หลุมดำ” จากหนังสือวิทยาศาสตร์ นิยาย เรื่องเล่าต่างๆ มาบ้าง โดยภาพจินตนาการที่เผยแพร่กันจนคิดว่าเป็นภาพจริง คือวงกลมรีใหญ่มีขอบรอบข้างเป็นสีขาวหรือสีแดง ตรงกลางเป็นสีดำสนิท ล้อมรอบด้วยดวงดาวต่างๆ ในท้องฟ้า ทั้งที่จริงแล้วไม่เคยมีมนุษย์คนไหนเคยเห็นภาพหลุมดำมาก่อนในชีวิต จนกระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2019 !

คืนนั้นช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่มของประเทศไทย เหล่านักดาราศาสตร์ทั่วโลกต่างพากันนั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ หลังจาก “NSF” หรือมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation) ประกาศล่วงหน้ามาสักพักว่าจะเผยแพร่ “ถ่ายภาพหลุมดำของจริง” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยเป็นภาพจากความร่วมมือของกล้องโทรทรรศน์ “ETH” (Event Horizon Telescope Collaboration (EHT) จากหลายประเทศทั่วโลก

ในที่สุดภาพที่ปรากฏออกมา สร้างความตื่นเต้นฮือฮาในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อย จากนั้นสื่อโซเชียลนำมาเผยแพร่ทันที รวมถึงสำนักข่าวใหญ่ทั่วโลกพร้อมใจขึ้นเป็นข่าวพาดหัวทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไอจี ฯลฯ

แต่สำหรับคนปกติทั่วไปอาจรู้สึกเฉยๆ เพราะดูแล้วก็รูปร่างเหมือน “ขนมโดนัทสีส้มตรงกลางเป็นสีดำ” หรือคล้ายภาพกราฟฟิกอวกาศทั่วไป ไม่ได้มีลักษณะอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าใครรู้ถึงเบื้องหลังความเป็นมาของ “ภาพหลุมดำแรกของโลก” ที่ถูกตั้งชื่อว่า “หลุมดำ M87” อาจเปลี่ยนความคิด ยอมรับว่านี่คือชัยชนะของเทคโนโลยีดาราศาสตร์จริงๆ

ทำไมต้องตั้งชื่อว่า “M87” หรือ Messier 87 เพราะผู้ค้นพบคนแรก คือ ชาร์ลส เมซีเย บรรพบุรุษนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน 1817 นับได้ 200 ปีที่แล้วพอดี “เมซิเย” มีชื่อเสียงจากการอุทิศตัวเองนั่งเฝ้านอนเฝ้ามองดูดวงดาวบนท้องฟ้า และไม่ได้ดูเฉยๆ แต่พยายามบันทึกแผนที่ทางดาราศาสตร์ไว้ด้วยว่ากระจุกดาวหรือวัตถุบนท้องฟ้าต่างๆ อยู่บริเวณไหนบ้าง ด้วยกล้องส่องดูดาวทันสมัยที่สุดในสมัยของเขา บันทึกนี้เรียกกันว่า “เมซิเย คาตาล็อก” (Catalogue des Nébuleuses et des Amas d’Étoiles) เป็นฐานข้อมูลบันทึกกาแล็กซีที่เขาค้นพบ 103 รายการ โดยหนึ่งกาแล็กซีที่บันทึกไว้คือ “M87” หรือการพบเป็นรายการที่ 87 นั่นเอง

     กาแล็กซี กับ หลุมดำ หมายถึงอะไร?
อธิบายง่ายๆ ว่า จักรวาล หรือ Universe ประกอบด้วยกาแล็กซีมากมายมหาศาล พวกเราอาศัยอยู่ในดาวเคราะห์ชื่อว่า “โลกมนุษย์” (Earth) เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 3 หมุนรอบดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้ “กาแล็กซีทางช้างเผือก” (The Milky Way Galaxy) ในกาแล็กซีแต่ละแห่งประกอบไปด้วยดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์เป็นแสนล้านดวง และยังมีแก๊ส ฝุ่น ดาวเคราะห์ มากมายมหาศาล และในแต่ละกาแล็กซีมักมี “หลุมดำ” (Black Hole) ที่มองไม่เห็นดูดกลืนทุกอย่างเข้าไปเผาไหม้ เปรียบเสมือน “สุสานของวัตถุในอวกาศ”

จนถึงวันนี้ยังไม่มีมนุษย์นักวิทยาศาสตร์คนไหนบอกได้ ยูนิเวิร์ส หรือ จักรวาลมีกี่กาแล็กซี เพียงแค่ยืนยันจากงานวิจัยศึกษาแบบจำลองของภาพถ่ายกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ซึ่งบันทึกไว้ไม่ต่ำกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ภายในจักรวาลอาจมี กาแล็กซีอยู่ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านแห่ง โดยสังเกตจากวัตถุที่เปล่งแสงหรือคลื่นวิทยุมาถึงโลก

หลายคนเริ่มสงสัยว่า ในเมื่อหลุมดำมีอยู่ในกาแล็กซีเป็นล้านๆ แห่ง แล้วทำไมวงการนักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ต้องตื่นเต้น หรือบางคนถึงกับตื่นตะลึงกับภาพหลุมดำที่อยู่บริเวณใจกลางของ “แกแลกซี M87” ?

“รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายความมหัศจรรย์ของภาพหลุมดำคล้ายโดนัทสีส้มให้ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ฟังว่า ที่ผ่านมาหลายร้อยปีตั้งแต่มนุษย์ยังไม่มีกล้องส่องดูดาว พวกเราพยายามนอนมองท้องฟ้าแล้วจินตนาการว่า ในห้วงอวกาศที่มีแต่ความมืดมิดนั้น มีวัตถุอะไรนอกโลกใบนี้อยู่บ้าง พยายามคิดค้นเครื่องมือส่องดูดาวและทฤษฎีต่างๆ มาอธิบายว่าโลกมนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และจะแตกดับไปได้อย่างไร ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการทำความเข้าใจกับ “หลุมดำ” ในกาแล็กซีนั่นเอง ถึงจะตอบปริศนาของมนุษย์โลกได้

“การถ่ายภาพวัตถุบนท้องฟ้าในปัจจุบันทำได้ 2 วิธีคือ บันทึกจากพลังงานแสงที่เปล่งออกมา และจากคลื่นวิทยุ เราถ่ายภาพดวงดาว อุกกาบาตหรือวัตถุอื่นในจักรวาลนี้ได้หลายอย่างแล้ว แต่ยังไม่เคยถ่ายภาพหลุมดำได้ แม้แต่เมซิเยที่ใช้กล้องโบราณก็บันทึกได้จากการคาดเดาของแสงจากกาแล็กซี M87 ที่มีความใหญ่มหาศาล เป็นหลุมดำใหญ่สุดที่มนุษย์เคยพบ หรือเรียกว่าหลุมดำมวลขนาดยักษ์ Supermassive Black Hole เป็นความร่วมมือในการใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุช่วงความถี่สูง จำนวน 8 ตัว ที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกช่วยกันบันทึกคลื่นในจุดที่อยู่ของกาแล็กซี เมซิเย87”

รศ.บุญรักษา เล่าต่อว่า ความร่วมมือในการบันทึกคลื่นวิทยุนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากได้กล้องโทรทรรศน์อีเอชที หรือ Event Horizon Telescope ที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงของหอดูดาวจากสถาบันดาราศาสตร์ 8 แห่งทั่วโลก ได้แก่ อเมริกา สเปน เม็กซิโก ในฮาวาย 2 แห่ง ชิลี 2 แห่ง และตั้งอยู่ขั้วโลกใต้อีก 1 แห่ง หลังจากสังเกตการณ์และรับสัญญาณคลื่นวิทยุแล้ว ก็ต้องใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์มาช่วยประมวลผล โดยใช้เวลากว่า 2 ปี หลังจากได้คลื่นหลุมดำ M87 มา เพื่อให้นักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบันต่างๆ ช่วยวิเคราะห์และยืนยันภาพเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าจะประกาศถ่ายทอดเผยแพร่มายังคนทั่วไปพร้อมกัน

“ผมก็รอดูพร้อมกับทุกคน ตอนเห็นภาพจริงรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ เพราะไม่น่าเชื่อเลยว่าภาพจริงจะคล้ายกับภาพกราฟฟิก ที่พวกเราคิดและจินตนาการมาตลอดว่าคล้ายๆ แบบนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับขนาดของโลกมนุษย์หลุมดำ M87 ใหญ่แค่ไหน ตอบคร่าวๆ ได้เลยว่า โลกเรามีขนาดเท่าเม็ดทรายหรือฝุ่นจิ๋วๆ ของหลุมดำนี้เท่านั้น อย่าลืมว่าจักรวาลมืดมิดไม่มีแสง และกาแลกซีนี้อยู่ห่างออกไปจากโลก การตรวจจับคลื่นแล้วประมวลผลออกมาได้ ต้องเป็นคลื่นวิทยุจากหลุมดำที่ขนาดใหญ่มหาศาล ขอชื่นชม เคธี โบแมน นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ช่วยเอาข้อมูลประมาณ 1 ล้านกิกะไบต์ จากหอดูดาวทั้งหมดมาประมวลผล พวกเราถึงได้เห็นความมหัศจรรย์ของหลุมดำภาพจริงๆ ครั้งแรก” รศ.บุญรักษา กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ภาพจริงแกแล็กซีหลุมดำ M87” ถูกเผยแพร่ออกมาพร้อมทั้งข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ 2 ข้อคือ

  หลุมดำนี้อยู่ห่างไกลจากโลกแค่ไหน ?
M87 เป็นกาแล็กซีที่คาดว่าอยู่ห่างจากโลกประมาณ 55 ล้านปีแสง เปรียบเทียบง่ายๆ คือ โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร โดยแสงใช้เวลาเดินทางประมาณ 8.3 นาที หมายถึง แสงที่เราเห็นทุกวันนี้คือแสงที่เดินทางมาจากดวงอาทิตย์เมื่อ 8.3 นาทีที่แล้ว ดังนั้นแสงที่ได้จากหลุมดำ M87 ต้องใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 55 ล้านปีแสงกว่ามนุษย์จะมองเห็น

        “แกแล็กซีหลุมดำ M87” มีมวลน้ำหนักเท่าไร ?
หลุมดำ M87 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40,000 ล้านกิโลเมตร เปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์แล้วหนักมากกว่า 6,500 ล้านเท่า โดย ดวงอาทิตย์มีน้ำหนักมากกว่าโลก 3.3 แสนเท่า นั่นคือเหตุผลที่นักดาราศาสตร์เรียกว่าเป็นหลุมดำมวลขนาดยักษ์ (Supermassive Black Hole) และนี่ก็คือเหตุผลที่เรายังไม่สามารถบันทึกภาพจริงของหลุมดำกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ แม้ว่าอยู่ใกล้โลกมนุษย์มากกว่า เนื่องจากขนาดของหลุมดำยังไม่ใหญ่มากพอและมีฝุ่นของวัตถุต่างๆ ในห้วงอวกาศบดบังไว้

แต่ยังมีคำถามอีกข้อหนึ่งที่สำคัญมากคือ มนุษย์โลกจะได้ประโยชน์อะไรจากภาพหลุมดำ M87 ?
“รศ.บุญรักษา” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายว่า สิ่งที่นักดาราศาสตร์อยากค้นพบคือรายละเอียดต่างๆ ของดาวดวงอื่นนอกจากโลกมนุษย์ ภาพหลุมดำนี้ ทำให้พวกเราตื่นเต้นเพราะเป็นการยืนยันความถูกต้องของ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (general theory of relativity) ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ว่าเป็นเรื่องของความโค้งของ “กาล” และ “อวกาศ” เพราะวงกลมรีสีส้มแดงในรูปนี้แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความโค้งและการบิดงอ สัมพันธ์กับแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นและพลังงานมหาศาลรอบหลุมดำ

“สรุปง่ายๆ คือ มนุษย์ได้ประโยชน์แน่นอนจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพนี้ เชื่อว่าในอนาคตอีกไม่เกิน 10 ปี เราจะสามารถถ่ายภาพพื้นผิวของดาวเคราะห์ที่มีลักษณะเหมือนโลกมนุษย์ได้อีกหลายดวง ตอนนี้เจอ 3,000 ดวงแล้ว แต่มีประมาณสิบดวงแล้วที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงโลกมาก ทำให้อยากเห็นภาพพื้นผิวชัดๆ เพื่อวิเคราะห์ว่ามีน้ำหรือมีบรรยากาศอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ภาพหลุมดำของจริง ยังนำไปสู่การพิสูจน์ทฤษฎีฟิสิกส์ดาราศาสตร์อีกหลายสำนัก ความรู้เหล่านี้จะค่อยๆ เติบโตขึ้นจนพวกเราเข้าใจต้นกำเนิดจักรวาลที่เรากำลังอาศัยอยู่”

“องค์ความรู้เรื่องหลุมดำ” ทำให้มนุษย์เริ่มรู้สึกตัวว่า ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในกาแล็กซีทางช้างเผือก อาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาศัยในจักรวาลเช่นกัน เพียงแต่เทคโนโลยีด้านอวกาศยังไม่พัฒนามากพอ ที่จะทำให้พวกเราหาพวกเขาเจอเท่านั้นเอง !
         ประเภทของ “หลุมดำ”
หลุมดำเป็นแหล่งรวมสสารในอวกาศที่มีแรงดึงดูดสูงมาก สามารถดูดทุกสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีของได้ ไม่เว้นแม้แต่แสงแบ่งเป็น 3 ประเภท
1.หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes) ขนาด 10-15 เมตร มีอายุสั้นและสลายตัวด้วยการระเบิด แล้วปลดปล่อยรังสีแกมมาออกมา

2.หลุมดำจากดาวฤกษ์ตายแล้ว (Stellar black holes) ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากๆ เมื่อหมดอายุขัยแล้วระเบิดขึ้นมา โดยหลงเหลือมวลสารที่ใจกลางไว้ ก่อนยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำ

3.หลุมดำมวลขนาดยักษ์ หรือ “หลุมดำมวลยิ่งยวด” (Supermassive black holes) หลุมดำที่มีขนาดและน้ำหนักมหาศาลหลายล้านเท่าของดวงอาทิตย์ เช่น หลุมดำกาแล็กซี M87, หลุมดำ Sagittarius A ที่ตั้งอยู่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก