ที่นี่ ‘ประเทศไทย’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368661?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ที่นี่ ‘ประเทศไทย’

15 เมษายน 2562 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ที่นี่ ประเทศไทย,สถานทูต,สนปทุมวัน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,298 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอร่วมประท้วงและแสดงความไม่พอใจกรณีที่มีผู้แทนของสถานทูตและองค์การระหว่างประเทศไปสังเกตการณ์ร่วมฟังข้อกล่าวหา ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน

ในฐานะของคนไทยผู้รักชาติและภาคภูมิใจในความเป็นไทย ขอบอกว่าการกระทำของผู้แทนทูตเหล่านั้นผิดมารยาทผิดหลักการ-จรรยาบรรณทางการทูตอย่างยิ่ง

นี่คือการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยโดยตรงและที่นี่คือ ‘ประเทศไทย’ เราจะไม่ยอมให้คนนอกหรือชาวต่างชาติไม่ว่าประเทศไหนมาก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ด้วยเหตุผลหรือกรณีใดๆ ก็ตาม

จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรี ‘ดอน ปรมัตถ์วินัย’ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางการทูตโดยเร็วเพื่อเกียรติ-ศักดิ์ศรีของประเทศไทย

‘ที่นี่-ประเทศไทย’ อย่าให้ชาติอื่นมาดูหมิ่นศักดิ์ศรีเป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘กัญชา’ ผิดหรือถูก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนไทยที่มีความสับสน-ข้องใจเรื่องกัญชาเป็นอย่างมากครับเพราะผิดหรือถูกกฎหมาย ถ้ามีกัญชาในครอบครองและพอมีข่าวออกมาก็ไม่รู้จะเชื่อใคร

อย่างที่บุรีรัมย์เพื่อนผมบอกว่าเขาจะจัดงานกัญชาโลก ซึ่งแสดงว่าถูกกฎหมายใช่หรือไม่ แล้วหากพรรคการเมืองภูมิใจไทย มีนโยบายต่อได้หรือไม่?

แต่วันก่อนมีข่าวที่น่าสนใจออกมา ซึ่งนสพ.ทุกฉบับก็นำมาเสนอข่าวซึ่งผมขอนำมาแจ้งให้ทราบเพราะผู้แถลงข่าวเป็นถึงเลขาธิการ ปปส. ซึ่งน่าจะเชื่อถือได้โดย ‘นิยม เติมศรีสุข’ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและการปราบปรามยาเสพติด แถลงว่า

ขอสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไปว่ากัญชายังคงเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย การผลิต ครอบครอง ต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น จึงหลีกเลี่ยงมิได้ที่ทางเจ้าหน้าที่ต้องตรวจยึดและจับกุมผู้ต้องหาตามกฎหมาย

การที่จะผลิตครอบครองหรือเสพต้องได้รับอนุญาตเพื่อให้ได้รับการยกเว้น ผู้ที่มีไว้ในความครอบครองเพื่อให้ได้รับการยกเว้นโทษจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดก่อน โดยที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายต้องยื่นขออนุญาต ผู้ป่วยและบุคคลอื่นหากมีไว้ในความครอบครองโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดทุกรณี

เกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่าเป็นการกลั่นแกล้งของทางเจ้าหน้าที่หรือไม่ ขอยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติไปตามกรอบของกฎหมาย

ที่อ้างว่าอยู่ในช่วงผ่อนผัน 90 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 19 พฤษภาคม ว่าถ้าจะทำการศึกษาวิจัยหรือมีกัญชาไว้เพื่อรักษาโรค ก็ต้องไปแจ้งสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หรือ อย. ก่อนเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกับสาธารณสุขจังหวัดแล้วพบว่าไม่มีการแจ้งไว้แต่อย่างใด เมื่อไม่มีการแจ้ง

ดังนั้น การเจอกัญชาจึงเป็นความผิดตามกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกัญชาที่พบนั้น ต้นสูง 2-3 ฟุต ใช้เวลาปลูกไม่ใช่แค่วันเดียว ถ้าแจ้งก็จบ

เมื่อไม่แจ้งก็มีความผิดตามกฎหมายเพราะ พ.ร.บ.ยาเสพติดยังไม่ได้แก้ไขเพียงแค่ผ่อนผันให้ในช่วงที่ศึกษาวิจัยเอาไปรักษาโรคเท่านั้น

ผมเป็นชาวบ้านเดินดินกินข้าวแกงไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ขอถามว่าจะเชื่อใครดีครับ

นักการเมืองหรือตำรวจ
เด่นชัย (สุพรรณบุรี)

ตอบ คุณ ‘เด่นชัย’ สุพรรณบุรี
อ่านจดหมายของคุณแล้วชอบใจมากครับเพราะถึงเวลานี้ยังไม่รู้จะฟังใครดี เรื่องกัญชา เพราะทางนักการเมือง นักวิชาการบางคนบอกไม่ผิด แต่ทาง ป.ป.ส. และตำรวจรวมไปถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบอกผิดกฎหมาย

แล้วประชาชนคนไทยตาดำๆ อย่างพวกเราจะเชื่อใครดีและหากไปยุ่งเกี่ยวกับกัญชาแล้วถูกจับไปเข้าคุกหรือเป็นคดีความแล้วจะมีใครช่วย

ผมจึงขอเสนอแนะคนไทยที่อยู่ระหว่างทางสองแพร่งคือผิดกฎหมายกับถูกกฎหมายว่าอย่าเพิ่งไปยุ่งเกี่ยวกับกัญชาเลยครับ

เอาไว้ให้รัฐบาลใหม่หรือมีกฎหมายชัดเจนแล้วค่อยปฏิบัติตาม-อย่าไปเสี่ยงเรื่อง ‘กัญชา’ เลย
อ๊อด เทอร์โบ

เฝ้าระวัง4กลุ่มเสี่ยง..ป่วยโรคที่มากับหน้าร้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เฝ้าระวัง4กลุ่มเสี่ยง..ป่วยโรคที่มากับหน้าร้อน

15 เมษายน 2562 – 00:00 น.
กรมควบคุมโรค,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 523 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย 

ทุกวันนี้คนทั่วประเทศคงได้สัมผัสอากาศที่ร้อนระอุ แสงแดดจ้าแผดเผา เพราะเป็นช่วงฤดูร้อนแบบเต็มตัว โรคภัยไข้เจ็บที่มาพร้อมสภาพอากาศแบบนี้ก็เป็นที่น่ากังวลและมีแนวโน้มที่จะมีผู้คนเจ็บป่วยสูงขึ้นในช่วงหน้าร้อนนี้

ตามที่ กรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเรื่อง การป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ.2562 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา พร้อมกับแบ่งกลุ่มโรคภัยที่มากับหน้าร้อนแบบนี้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.โรคและภัยสุขภาพที่เกิดจากอากาศร้อนโดยตรง จะเป็นการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน หรือ “โรคฮีทสโตรก” เพราะภาวะวิกฤติที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว หรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน อาการของโรคนี้คือ อ่อนเพลีย หน้ามืด หากมีอาการรุนแรงผู้ป่วยจะตัวร้อนจัด เหงื่อไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นลม ซึ่งในบางรายอาจถึงแก่ชีวิตได้ 2.โรคและภัยสุขภาพที่เป็นผลจากอากาศร้อนแล้งและแดดจ้า ได้แก่ผลกระทบต่อสุขภาพจากปัญหาหมอกควัน ซึ่งเกิดจากการเผาป่า เผาไร่สวนเตรียมการเกษตร หรือการเผาขยะ

3.โรคติดต่อที่พบมากขึ้นในฤดูร้อน ได้แก่ โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาตกโรค และไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย เกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว หนอนพยาธิฯ ซึ่งช่วงฤดูร้อนเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี หากได้รับเชื้อจะมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือคลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ อุจจาระอาจพบเยื่อมูกและมีเลือดปน ในบางรายมีอาการรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้ 4.โรคติดต่อที่มีรายงานการระบาดอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โรคไข้เลือดออก กับโรคพิษสุนัขบ้า และ 5.ภัยสุขภาพในช่วงฤดูร้อน ประกอบด้วย สาเหตุการจมน้ำ ส่วนใหญ่เกิดจากเด็กจะชวนกันไปเล่นน้ำเพื่อคลายความร้อนโดยลำพัง โดยไม่บอกผู้ปกครองให้ทราบ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยเสียชีวิต

ด้วยความเป็นห่วงเกี่ยวกับโรคภัยช่วงหน้าร้อน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค จึงออกมาเตือนและแนะนำว่าในช่วงฤดูร้อนนี้ อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการป่วยด้วย 5 กลุ่มโรคที่มากับฤดูร้อน ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพตนเองและคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ที่มีโรคประจำตัว 2.ผู้สูงอายุ 3.กลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงมีครรภ์ เด็กเล็ก เป็นต้น และ 4.กลุ่มที่มีอาชีพเสี่ยง เช่น ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน

ขณะเดียวกันกรมควบคุมโรคยังจัดทำประกาศแจ้งเตือนให้ระมัดระวังโรคและภัยสุขภาพไปยังหน่วยงานในพื้นที่ ประกอบด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 แห่ง และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง พร้อมเตรียมภารกิจในการดูแลประชาชน

“สำหรับภารกิจในการดูแลประชาชน ได้แก่ 1.การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของโรคในพื้นที่ 2.การควบคุมโรคในกรณีถ้ามีการระบาดของโรคติดต่อ และ 3.การสื่อสารความเสี่ยงและประชาสัมพันธ์ความรู้แก่ประชาชน ทั้งนี้หากประชาชนในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวเจ็บป่วยหรือมีอาการผิดปกติ อย่าชะล่าใจ ขอให้ไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะในกลุ่มเสี่ยงถ้าเจ็บป่วยแล้วมักมีความรุนแรงมากกว่าคนปกติ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422” นพ.สุวรรณชัย กล่าวย้ำ

จับตา “กลุ่ม 16” เดินเกมลึก “สมานฉันท์”อ้างปมเดดล็อกการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตา “กลุ่ม 16” เดินเกมลึก “สมานฉันท์”อ้างปมเดดล็อกการเมือง

13 เมษายน 2562 – 10:39 น.
กลุ่ม 16,สุชาติ ตันเจริญ,พ่อมดดำ,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐบาลแห่งชาติ,กลุ่มชากังราวกำแพงเพชร,ไพศาล พืชมงคล
เปิดอ่าน 12,677 ครั้ง

ว่ากันว่า หากการเมืองถึงทางตันจริงๆ โปรดจับตานักการเมืองกลุ่มนี้ ที่มากไปด้วยคอนเนกชั่น จะกระโดดเข้ามาหาทางออกให้บ้านเมือง 

*********************

การจุดพลุ “รัฐบาลแห่งชาติ” เกิดขึ้นเป็นระยะ นับแต่ กกต.ตกอยู่ในโซน “ตำบลกระสุนตก” เรื่องการจัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส แถมสูตรคำนวณ ส.ส.ยังไม่สรุป กกต.ตัดสินใจส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกมากที่สุด 137 ที่นั่ง รวมกับพรรคอนาคตใหม่จะได้รับเลือกมา 80 ที่นั่ง ก็ส่อแววถอดใจจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะสองแกนนำพรรคส้มหวาน กำลังผจญ “วิบากการเมือง” อาจถึงขั้นร่วงก่อนรุ่ง

ด้านหนึ่ง พรรคพลังประชารัฐ และพรรคพันธมิตร ใช่ว่าจะได้เปรียบ เพราะจำนวนตัวเลข ส.ส. ยังปริ่มน้ำ แม้ยังหวังตัวเลขที่นั่ง ส.ส.พรรคเล็ก จากสูตรคำนวณ ส.ส.ฉบับคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคประชารัฐ ยังยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐ มีความมั่นใจในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องรอให้ กกต. แถลงรับรองอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562

สำหรับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ “อุตตม” ย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยเสนอ และไม่มีแนวคิดทางเลือกนี้ เพราะพรรคเดินหน้าภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และยึดมั่นในกฎเกณฑ์การเลือกตั้ง

ส.สุชาติ” มาแล้ว

งานวันเกิด “ปู่ชัย ชิดชอบ” อดีตประธานรัฐสภา ครบ 91 ปี ที่บ้านศิลาชัย บุรีรัมย์ เมืื่อ 4 เมษายน 2562 คลาคล่ำไปด้วยนักการเมืองสายภูมิใจไทย ต่างจากปีที่ผ่านมา ในวันฉลองปู่ชัยอายุ 90 ปี “สุชาติ ตันเจริญ” ประมุขบ้านริมน้ำ เดินทางมาพร้อมกับสรอรรถ กลิ่นประทุม

สุชาติ ตันเจริญ

นักข่าวทุกสำนัก ต่างโฟกัสการเข้ามาอวยพรปู่ชัยของ สุชาติ ตันเจริญ” แถมโฆษกพรรคภูมิใจไทย ยังโพสต์ภาพ 4 มังกรการเมืองคือ อนุทิน ชาญวีรกูล, เนวิน ชิดชอบ, สรอรรถ กลิ่นประทุม และสุชาติ ตันเจริญ ยืนกอดคอกันชักรูปหมู่

http://www.komchadluek.net/news/scoop/319997

สุดท้าย “พ่อมดดำ” ก็พาอดีต ส.ส.สายบ้านริมน้ำไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ แต่น้องชาย พิเชษฐ์ ตันเจริญ ยังอยู่พรรคภูมิใจไทย แถมส่งลูกชาย ณัชพล ตันเจริญ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 แต่สอบตก พ่ายเกมของตระกูลฉายแสง

ส่วนที่เขต 3 อ.ท่าตะเกียบ และ อ.สนามชัยเขต รส มะลิผล อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา และพี่เขยของสุชาติ จู่ๆ ลาออกจากเพื่อไทยมาอยู่ภูมิใจไทย แข่งกับสุชาติอีกต่างหาก แต่รสก็พ่ายยับ ส่งผลให้ “พ่อมดดำ” กลับมาเป็น ส.ส.ฉะเชิงเทรา อีกสมัย

การเล่นเกมเลือกทุกพรรครักทุกคนของประมุขบ้านริมน้ำ บางฝ่ายมองว่า พ่อมดดำกำลังเดินเกมประสานสิบทิศ เหมือนครั้งที่ “ไพศาล พืชมงคล” เคยโพสต์ในเฟซบุ๊กเมื่อต้นปีที่แล้ว

“นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตแกนนำพรรคความหวังใหม่ พร้อมหวนคืนสู่สมรภูมิการเมืองอีกครั้ง ประกาศพร้อมประสานนักการเมืองเก่าใหม่และประชาชนผู้รักชาติทั่วประเทศ สนับสนุนความปรารถนาของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ จะสนับสนุนคนที่เป็นความหวังของประชาชนที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นนายกรัฐมนตรี”

สมพงษ์” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 16

เวลาพูดถึง “กลุ่ม 16” ก็ต้องนึกถึง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม และคลอสเตอร์เบียร์ เบียร์ท้องถิ่นของเยอรมนี ที่เข้ามาเปิดตลาดเบียร์พรีเมียมในเมืองไทย สมัยที่สมพงษ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ เมื่อปี 2518

สมพงษ์เล่นการเมืองครั้งแรก โดยการช่วยเหลือจาก “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม ได้เป็น ส.ส.ชลบุรี สมัยแรก และย้ายไปสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ภายใต้ร่มธงพรรครวมไทย ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

เลือกตั้ง 2535/1 พ่อเลี้ยงณรงค์ตั้งพรรคสามัคคีธรรม สมพงษ์ก็ตามไปด้วย และเลือกตั้ง 2535/2 สมพงษ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา แต่กลายเป็น ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน

16 พฤศจิกายน 2535 สมพงษ์รวบรวม ส.ส.จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คน มาก่อตั้งกลุ่ม 16

นับแต่ปี 2544 สมพงษ์ เลือกที่จะอยู่ในพรรคของทักษิณ ชินวัตร จนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด สมพงษ์ได้รับเลือกเป็น ส.ส.เขต 5 เชียงใหม่อีกหนึ่งสมัย

จะกี่ปีผ่านไป สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะผู้ก่อการกลุ่ม 16 ก็ยังไปมาหาสู่กับแกนนำกลุ่มนี้อย่างสุชาติ ตันเจริญ และคนอื่นๆ

กลุ่ม 16 ในพลังประชารัฐ

สมัยกลุ่ม 16 รุ่งเรือง วราเทพ รัตนากร” จัดอยู่ในกลุ่มคนหนุ่ม ประกอบด้วย เนวิน ชิดชอบ, ไพโรจน์ สุวรรณฉวี(เสียชีวิต), สนธยา คุณปลื้ม, สรอรรถ กลิ่นประทุม และเกษม รุ่งธนเกียรติ

ดังที่รู้กัน “วราเทพ“ แกนนำกลุ่มชากังราว(กำแพงเพชร) ยกทีมมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ทำเอา ”นายใหญ่” โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เพราะนึกไม่ถึงว่า วราเทพจะกล้าทิ้งพรรคเพื่อไทย

วราเทพ รัตนากร

ผลเลือกตั้ง ทีมวราเทพทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย ไผ่ ลิกค์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย ชนะยกจังหวัด

ชั่วโมงนี้ อดีตแกนนำกลุ่ม 16 จึงมาอยู่ในพรรคพลังประชารัฐเป็นส่วนใหญ่ นอกจากวราเทพ ก็ยังมี สนธยา คุณปลื้ม และสุชาติ ตันเจริญ

ไทย-จีนคอนเนกชั่น

นักเล่นโซเชียลบางคน แสดงความแปลกใจที่คณะผู้แทนกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีน เดินสายเข้าเยี่ยมหารือกับตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ, พรรคเพื่อไทย, พรรคอนาคตใหม่, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกมนี้คือ “สุชาติ ตันเจริญ” อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง โดยมี “ไพศาล พืชมงคล” อุปนายก และเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เป็นผู้รายงานความเคลื่อนไหวครั้งนี้

http://www.komchadluek.net/news/scoop/368499

“สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน” เป็นมรดกจากสงครามเย็น ครั้งหนึ่งรัฐบาลไทยได้ช่วยเหลือรัฐบาลจีนในการทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม และสนับสนุนแบบลับๆ ต่อกองกำลังเขมรแดง ที่ทำการสู้รบกับทหารเวียดนามในกัมพูชา

ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงเป็นนายกสมาคมคนแรก ตามมาด้วย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายกสมาคมคนที่ 2 และ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ นายกสมาคมคนที่ 3

ส่วนนายกสมาคมคนที่ 4 พินิจ จารุสมบัติ และนายกสมาคมคนล่าสุด โภคิน พลกุล ต่างก็เป็นคนฉะเชิงเทรา รวมถึง สุชาติ ตันเจริญ อุปนายกสมาคม ชุดปัจจุบัน สองปีมานี้ สุชาติในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง ได้เดิินทางไปเยือนจีนบ่อยครั้ง

อดีตนายกสมาคมไทย-จีน อย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ยังเป็นตัวละครสำคัญในเวทีการเมือง พ.ศ.นี้ รวมทั้งโภคิน พลกุล และสุชาติ ตันเจริญ

หากการเมืองถึงทางตันจริงๆ โปรดจับตานักการเมืองกลุ่มนี้ ที่มากไปด้วยคอนเนกชั่น จะกระโดดเข้ามาหาทางออกให้บ้านเมือง

อึมครึม เหตุเรื่อง “โจ๊ก” ไม่โจ๊ก รอไขความจริงอันระทึก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368720?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อึมครึม เหตุเรื่อง “โจ๊ก” ไม่โจ๊ก รอไขความจริงอันระทึก

13 เมษายน 2562 – 10:08 น.
โจ๊ก,บิ๊กโจ๊ก
เปิดอ่าน 36,818 ครั้ง

เรื่องราวพลิกผันชั่วไม่กี่วัน ของนายตำรวจชื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่สื่อมวลชนทุกค่ายต่างพากันฟันธงมาจากเรื่องการทำโผแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ!

  ****************

สูงสุดสู่สามัญ บิ๊กโจ๊กซึ้งแล้วในเดือนเมษาสุดร้อนสมชื่อไทยแลนด์นี่แหละ

กับเรื่องราวพลิกผันชั่วไม่กี่วัน ของนายตำรวจชื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม. หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ผู้สร้างปรากฏการณ์ “โตไวเกิ๊น” ต้องปิดฉากชีวิตตำรวจไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรี

ต่อให้นาทีนี้ก็ยังคงเป็นที่สนใจว่าไปยังไงมายังไงกันแน่ !

ศุกร์ที่ 5 เมษายน วันที่ดูแล้วไม่น่าจะมีเรื่อง แต่กลับไม่ใช่วันดีของนายพลผู้นี้เลยแม้แต่น้อย เพราะจากโปรแกรมเดิมที่เจ้าตัวมีนัดแถลงข่าวจับ 7 มือแชร์แคมเปญล่าชื่อถอดถอน กกต. แต่พอถึงเวลาเขาก็ส่งข่าวมาว่าติดประชุม และมอบหมายให้ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 เป็นผู้แถลงข่าวแทน หลังจากนั้นก็หายจ้อย ราวกับล่องหน ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ปิด ปลิว จนโลกโซเชียลพากันติดแฮชแท็ก #บิ๊กโจ๊กหายไปไหน

          แต่ไม่พ้นจมูกสื่อมวลชนที่ดมจนพอได้เค้าว่างานนี้ “เด้งบิ๊กโจ๊ก” แน่นอนแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีใครคอนเฟิร์มว่าสาเหตุใด แต่ที่เดาตรงกันคือเรื่องการทำโผแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. ครั้งที่ผ่านมา ที่มีการโยกย้ายมโหฬารกว่า 9,000 ตำแหน่ง มีนายตำรวจหลายนายส่งเสียงไม่พอใจอึงมี่

กระทั่งข่าวใหญ่ในช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. หรือ “บิ๊กแป๊ะ” เซ็นคำสั่งย้ายฟ้าผ่าให้บิ๊กโจ๊กปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. หรือ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม

และในช่วงค่ำ ฉก.พิเศษ ได้บุกค้นสถานที่ซึ่งระบุว่าเป็น “เซฟเฮ้าส์” ของบิ๊กโจ๊ก ที่ห้อง 301-305 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ ตามข่าวระบุว่า วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าสัวผู้ล่วงลับได้ยกให้แก่บิ๊กโจ๊กก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โดยบิ๊กโจ๊กใช้ที่่นี่เป็นทั้งที่พัก และวอร์รูม ประชุมงานสำคัญมาตั้งแต่ช่วงปี 2558-2559

          มีการวิเคราะห์ว่าช่วงนั้นบิ๊กโจ๊กขึ้นหม้อ หลังทำภารกิจปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ เครือข่ายบริษัทโอเอจนอยู่หมัด จึงได้ห้องที่โรงแรมหรูกลางเมืองไว้ทำงาน ติดกันถึง ห้อง

ถัดมาช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ 6-7 เมษายน บิ๊กโจ๊กยังคงไม่ปรากฏตัว แต่ได้ยกเลิกโปรแกรมนัดร่วมงานศิษย์เก่าโรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา ทั้งๆ ที่เขาเป็นประธาน เนื่องจากถูกเรียกตัวด่วนไปสอบ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

ข่าวยังระบุอีกว่า ช่วงเวลานั้นเอง ฉก.ชุดเดิมก็ทำการบุกค้นบ้านบิ๊กโจ๊กอีกหลายหลัง ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ที่สุด ก.ตร. หรือคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ก็ได้นัดหมายประชุมเป็นกรณีพิเศษเพื่อพิจารณาตำแหน่งบิ๊กโจ๊ก ในวันอังคารที่ 9 เมษายน

          อย่างไรก็ดี ในวันจันทร์ที่ เมษายน 2562 ซึ่งเป็นวันหยุดชดเชย ก็เริ่มมีข่าวออกมาว่าบิ๊กโจ๊กได้รับสายจากสื่อมวลชนไทยรัฐ และแจ้งว่า “ผมสบายดี” ทั้งยังมีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวนั้น “เคลียร์จบแล้ว” ออกมาให้สังคมนั่งไม่ติดหนักกว่าเก่า ว่ามันอะไรยังไงกันบ้าง !

แต่เมื่อถึงดีเดย์ 9 เมษายน เรื่องราวก็พลิกกลับจาก “แอมไฟน์” มาเป็นการเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของบิ๊กโจ๊ก !

นั่นคือ ช่วงสายบิ๊กโจ๊กเจอคำสั่ง บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจหัวหน้า คสช. โยกไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกฯ พูดง่ายๆ ว่า เด้ง เข้ากรุ”

ถัดมาช่วงบ่ายบิ๊กโจ๊กเจอ บิ๊กแป๊ะ ผบ.ตร. ออกคำสั่งด่วนที่สุด ปลดออกจาก ฉก.ทุกชุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ! ว่ากันว่างานนี้ทำเอาบิ๊กโจ๊กถึงกับต้องไปไหว้พระที่วัดหัวลำโพงทันทีในวันเดียวกัน !

แต่ที่แน่ๆ  ก.ตร. หรือ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ที่ว่าจะนัดประชุมเรื่องตำแหน่งบิ๊กโจ๊ก ถึงกับต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด ท่ามกลางข่าวลือ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ป่วยกะทันหัน

          ถามว่าเกี่ยวข้องยังไง ก็ลุงป้อมเป็นประธาน ก.ตร. ที่จะต้องพิจารณาแต่งตั้งบิ๊กโจ๊กไปอยู่ตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดในระนาบเดียวกันนั่นแหละ แต่พอเกิดอาการที่ถูกแซวว่า “โจ๊กเป็นพิษ” ก็เลยต้องพับไปก่อน

 ล่าสุด วันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมา ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศสำนักนายกฯ มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ “พล.ต.ท.สุรเชษฐ์” พ้นจากตําแหน่ง ผบช.สตม. และตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจําสํานักนายกฯ แล้วเรียบร้อย

ส่วนถามถึงสาเหตุของเรื่องทั้งหมด สื่อมวลชนทุกค่ายต่างพากันฟันธงมาจากเรื่องการทำโผแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. ครั้งที่ผ่านมา

          แต่ที่รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ทางช่อง Spring 26 กล้าสรุปว่ามาจาก ปมใหญ่คือ 1.ตั๋วตำรวจ 2.พฤติกรรมส่วนตัว และ 3.ตีเมืองขึ้น

โดยเรื่องแรก ตั๋วตำรวจ” มีการอธิบายว่าหมายถึงการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงสีกากี โดยเรียกว่า “ตั๋ว” ที่เดิมทีมีการแบ่งไว้ 3 ส่วน คือ “ตั๋วนักการเมือง” คือเป็นคนของนักการเมือง, “ตั๋วนาย” เป็นคนของระดับ ผบ.ตร. และ “ตั๋วต้นสังกัด” คือ มาจากผู้บังคับการ ผู้บัญชาการ

ในรายการถึงขนาดระบุว่า มายุคนี้ตั๋วทุกใบข้างต้นต้องผ่านการประทับตราจาก “เทพโจ๊ก” เท่านั้นอีกด้วย ที่สุดมันจึงเป็นปัญหาตามมาจนเป็นเรื่องหรือไม่ ?

ปมที่สอง พฤติกรรมส่วนตัว” มีการอธิบายโดยใช้ภาพหลายภาพที่บิ๊กโจ๊กวางตัวสะท้อนไปถึงคำเรียกจากเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ว่า คนนี้ “เด็กนาย” ซึ่งบางคนอาจไม่พึงใจนัก

ปมที่สาม ตีเมืองขึ้น” ที่ต่อเนื่องมาจากการถล่มทัวร์ศูนย์เหรียญราบช่วง 3-4 ปีก่อน จนมีข่าวลือกระหน่ำว่า ทีมงานลูกน้องของบิ๊กโจ๊กมีพฤติกรรมแบบที่เรียกว่า “บุกจับรับเคลียร์เงิน” หรือไม่ ซึ่งต้องมีการสอบเชิงลึกเข้มข้นว่า “บิ๊กโจ๊ก” รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่า

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามกันต่อไปว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ถึงขนาดชีวิตพลิกหงายชั่วไม่กี่วันขนาดนี้ ต้องบอกว่าเบื้องหลังไม่ธรรมดาแน่ๆ !

กัญชา(ไม่)เสรี สู้เพื่อคนส่วนใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368716?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กัญชา(ไม่)เสรี สู้เพื่อคนส่วนใหญ่

13 เมษายน 2562 – 09:34 น.
เดชา,เดชา ศิริภัทร,มูลนิธิข้าวขวัญ,กัญชาเสรี
เปิดอ่าน 1,267 ครั้ง

กลิ่น “กัญชาประชานิยม” มิทันจาง เจ้าหน้าที่รัฐบุกมูลนิธิข้าวขวัญ ก่อให้เกิดคำถามมากมาย “นิรโทษกรรมกัญชา” มีจริงไหม? “กัญชาเพื่อการแพทย์” หายไปไหน?

  ***********

ปัญหาประชาธิปไตยไทยยังคงถูกถามว่า “ของแท้” คือยังไง ปัญหา “กัญชาเสรี” ก็ยังคงติดบ่วงคำถามว่า “เสรีที่แท้” คืออะไรเช่นกัน

ตัวชี้วัดเห็นได้จากการที่บุคคลซึ่งเหมือนเป็นตัวแทนของเสรีกัญชาที่แท้ ในบริบทของการรักษาเยียวยา ราคาที่เก็บคือ “รอยยิ้ม” ของผู้ป่วย อย่าง เดชา ศิริภัทร’ กลับถูกหมายเรียกจากตำรวจ ข้อหาผลิตและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่เขาเดินทางไปต่างประเทศ

โดยทีมงานของเขาคือ อ.ซ้ง พรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญเป็นฝ่ายถูกจับกุมตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ทั้งที่เรื่องนี้กฎหมายได้เปิดช่องไว้สำหรับผู้ที่กระทำเรื่องกัญชาในวาระของกฎหมายนิรโทษกรรม 90 วัน อยู่

          ภาพที่เห็นคือภาพของคนไทยแทบทุกฝ่าย ทุกองค์กร ดาหน้าเข้ามาปกป้อง ติดแฮชแท็ก #savedecha กันท่วมเมือง แม้แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อ.ยักษ์ ออกมาแลกตำแหน่งและชีวิตหากว่าจะต้องติดคุกแทนชายชื่อเดชาคนนี้

หลายคนที่ติตดาม อ.เดชา มาตลอด อาจไม่แปลกใจ แต่หากผู้มีอำนาจของไทยปรับมุมมองใหม่ มองทะลุออกนอกกรอบของ เครื่องครอบงำ” เสียบ้าง อาจจะรู้ความจริงเที่ยงแท้ เฉกเช่นที่เดชาทำมาตลอดช่วงชีวิต

กำเนิดปราชญ์

คนรุ่นใหม่อาจรู้จัก “เดชา ศิริภัทร” น้อยมาก แต่รับรองว่า ถ้าได้รู้จักแล้วต้องทึ่งเหมือนกันหมด!

18 พฤษภาคม 2491 เดชาลืมตาดูโลกท่ามกลางที่นาหมื่นไร่ของรุ่นปู่ เพราะครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของโรงสีที่ใหญ่ที่สุดใน จ.สุพรรณบุรี

ปี 2508 เดชาเข้าเรียนปริญญาตรีที่ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในยุคที่รัฐบาลไทยเพิ่งก่อตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้นในปี 2507 ทั้งเชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น

ชีวิตไม่ต้องคิดมากเพราะทุกอย่างทำมาดีไว้เป็นแนว เมื่อเรียนจบช่วงปี 2512 ก็รับราชการกรมปศุสัตว์อยู่ 4 ปี โดยทำที่ศูนย์เกษตรภาคกลาง จ.ชัยนาท

แต่เมื่อพบว่าไม่ใช่ทางก็ตัดสินใจกลับมาทำกงสีที่บ้าน โดยขอที่นาจากบ้านมา 200 ไร่ ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เองช่วงปี 2519

          จากชุดราชการสีกากี เรียบเนี้ยบ นั่งอยู่ในหลังคาร่มเงา รอชาวบ้านเข้าพบ จนเมื่อมาเอาหน้าสู้แสงแดดด้วยตัวเองจึงได้รู้ว่าเกษตรกรไทยนั้นกระดูกเรียกพี่ ถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งชีวิต

ต่อมาเมื่อแม่ของเขาได้ลาจากโลกนี้ไป แต่ก็ได้ฝากบุตรชายไว้ว่าต้องการให้บวชเรียน ช่วงปี 2521 ขณะที่เดชาอายุ 30 ปี เขาจึงหันหน้าเข้าวัด ห่มผ้าเหลือง เดินทางไปไกลถึงทางใต้ เลือกบวชที่วัดสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี ไปเป็นศิษย์ท่านอาจารย์พุทธทาส

อ.เดชา ศิริภัทร(แถวบนขวาสุด) ภาพจาก มูลนิธิข้าวขวัญ

3-4 เดือนภายใต้การพร่ำสอนของหลวงพ่อ เดชากินมื้อเดียว นอนหมอนไม้ ตื่นตีสี่ ทำวัตรเช้า ไม่นอนกลางวัน ก็พบกับจุดเปลี่ยนอีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นรูปร่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่การเลี้ยงสัตว์ ฆ่าสัตว์

          เมื่อสึกออกมาตัดสินใจไม่รับมรดกสินทรัพย์ใดๆ ของครอบครัว คราวนี้เดชาจับทิศทางชัดเจนที่การพัฒนาพันธุ์ข้าว ลองผิดลองถูกจนมาเป็น ‘มูลนิธิข้าวขวัญ’

กำเนิดข้าวขวัญ

ปี 2527 มูลนิธิข้าวขวัญ เริ่มต้นจากโครงการเลี้ยงปลาในนาข้าวและการส่งเสริมเกษตรกรรมแบบผสมผสานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนั้นอยู่กับสมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม (ATA)

มาปี 2532 มูลนิธิข้าวขวัญ ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แบบที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่าเต็มไปด้วย “แพชชั่น” เดชาในวัย 41 ถือเป็นวัยที่ไฟแรงอย่างเดียวไม่พอ แต่จิตวิญญาณของคนผ่านโลกก็สะสมมาพอใช้ได้

จากนั้นแยกตัวออกมาจาก ATA มาเป็นศูนย์เทคโนโลยีเพื่อสังคม (Technology for Rural and Ecological Enrichment : TREE)

จนมาถึงปี 2541 จึงได้จดทะเบียนเป็น “มูลนิธิข้าวขวัญ” มีสำนักงานและพื้นที่ปฏิบัติที่ จ.สุพรรณบุรี เทศบาลท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมือง บ้านเกิดของเขาเอง หากวันนี้มีเครือข่ายทั่วประเทศหลายสิบเครือข่าย

กิจกรรมและวัตถุประสงค์เพื่อเป็น โรงเรียนชาวนา” สอนให้เกษตรกรและชุมชนเรียนรู้และฟื้นฟูความรู้ดั้งเดิมมาจัดการอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดระบบการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

ภาพจาก มูลนิธิข้าวขวัญ

         พูดง่ายๆ ว่า ชาวนารวยขึ้นได้ด้วยวิธีทำนาของมูลนิธิข้าวขวัญที่ไม่ใช้เคมี ผลผลิตจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ และแมลง แต่ที่แน่ๆ ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยมากกว่าใช้วิธีเคมีแน่นอน เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่า 2-3 เท่า

ความสำเร็จของมูลนิธิข้าวขวัญมาจากการที่ “ชัยพร พรหมพันธุ์” ซึ่งมาเรียนที่นี่ ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นเกษตรดีเด่นสาขาทำนา เมื่อปี 2538 โดยเริ่มจากมีที่นา 25 ไร่ จนมาสู่หลักร้อยไร่ได้ เพราะทำตามวิธีข้าวขวัญก็รวยขึ้นๆ

วันนี้แม้ปัญหาชาวนาไทยที่ยังยึดติดกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การทำงานขยายเครือข่ายการทำนาที่ถูกวิธีของเขาไม่สามารถขยายไปในวงกว้างได้เท่าที่คิด

แต่ทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปภายใต้พันธกิจที่เดชาพูดเสมอว่าจะต้องไปต่อ เพราะ “ถ้าสิ้นนา ก็สิ้นชาติ”

กัญชา-ทางเลือก

ช่วยชาวนาไม่พอ อ.เดชา ยังช่วยผู้ป่วยควบคู่ไปด้วย หากแต่คราวนี้เป็นแพชชั่นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับมูลนิธิข้าวขวัญ เพราะมีความสนใจการใช้พืชเป็นยาอยู่แล้ว เขาเคยกล่าวกับ “จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ” ว่าต้องเร่งทำ เพราะเขาไม่ห่วงกฎหมาย แต่ห่วงคนป่วยมากกว่า

“จากที่พัฒนาสายพันธุ์ข้าวมานานกว่า 30 ปี ตอนนี้มีการประกาศแผนเกษตรอินทรีย์ให้งบชาวบ้านพัฒนาเรื่องข้าว ผมทำตอนอายุ 40 ตอนนี้อายุ 70 ปี ผมทำเรื่องกัญชา ให้ความรู้และทดลองพัฒนาเป็นยา ผมคงรอกฎหมายไม่ไหว ไม่อย่างนั้นตายก่อน”

อ.เดชา จึงเดินหน้าศึกษาเรื่องกัญชาเป็นยารักษาโรคในชื่อ อำนาจ มงคลเสริม” ผู้ที่ทำการวิจัยใช้กัญชามาสกัดน้ำมันในการรักษาโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ ไมเกรน เอดส์ พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ฯลฯ โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่มีผู้ใช้แล้วหายเป็นปกติ

ภาพจาก มูลนิธิข้าวขวัญ

และยังเปิดอบรมให้ความรู้คนอย่างเต็มสรรพกำลัง ได้แจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยโดยไม่เก็บเงินมากว่า 5 ปี จนเป็นที่รู้จักและยอมรับเป็นวงกว้าง

แต่กับเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษปี 2522 จับกุม พรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ และยึดของกลางเป็นกัญชา 200 ต้น น้ำกัญชาสกัด กัญชาบดแห้ง และเมล็ดกัญชาตากแห้งบรรจุถุง เมื่อวันที่ 3 เมษายน (โดยภายหลังพรชัยได้รับการประกันตัวเรียบรอยแล้วเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา) ทั้งที่อยู่ในช่วงนิรโทษกรรมให้มีการจดแจ้งการมีไว้ในครอบครองกัญชาก่อนพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ใช้บังคับภายใน 90 วัน คือตั้งแต่ 19 กุมภาพันธุ์–19 พฤษภาคม 2562

        ก็น่าจะยืนยันได้ว่าที่ อ.เดชา ไม่ห่วงเรื่องกฎหมายคงยังไม่ได้แล้ว เพราะจากเหตุการณ์นี้สิ่งที่เขาจะทำจากนี้ก็คงต้องใช้กฎหมายช่วยเช่นกัน

โดยเฉพาะปมปัญหาสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า อ.เดชา ไม่เข้าข่าย หมอพื้นบ้าน” ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้นแม้ตัวแทนของเขาจะไปยื่นต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอนิรโทษกรรม จึงได้รับการปฏิเสธกลับมา

ดังนั้นหลังเดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจด้านวิชาการที่ประเทศลาวเมื่อวันที่ 10 เมษายน เขาได้กัดกรามกล่าวกับสื่อมวลชน ขณะรอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิในท่วงทำนองว่า “มันมีเบื้องหลังมากกว่านั้น”

“เขาบอกว่าผมไม่ได้เป็นหมอพื้นบ้าน ผมทำเรื่องนี้มาเป็นยี่สิบปี ไปดูบทความในหมอชาวบ้าน ผมเขียนที่นั่นมาเป็นสิบปีแล้ว รวมเล่มเป็นสมุนไพรในครัวเรือน ชื่อผมไปดูได้เลย ไปดูชื่อผมในมูลนิธิสุขภาพไทยได้เลยว่าผมเป็นหมอพื้นบ้านมาตั้งนานแล้ว”

ที่สำคัญคือการเดินหน้าทำให้สิ่งที่ค้นคว้าทดลองในการนำน้ำมันกัญชามารักษาอาการป่วยได้จริง ให้เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย 100% หลังจากหมดช่วงเวลานิรโทษกรรมแล้ว โดยจะทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอภัยภูเบศรต่อไป

   ถือว่านี่คือการเปิดฉากครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายที่ยืนยันว่าต้องการให้กัญชาเสรีจริงทางการแพทย์ กับฝ่ายที่กุมกฎหมายไว้ในมือ หากเสียงคนกัญชาส่วนใหญ่บอกว่าที่เขียนไว้นั้นมันยังไม่พอ!!

เราจะมีกัญและกันจับตางาน “พันธุ์บุรีรัมย์”เขียวนี้มาแรง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368566?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เราจะมีกัญและกันจับตางาน “พันธุ์บุรีรัมย์”เขียวนี้มาแรง!

13 เมษายน 2562 – 00:00 น.
พันธุ์บุรีรัมย์,เนวิน ชิดชอบ,กัญชา
เปิดอ่าน 2,111 ครั้ง

รายงาน…

อีกไม่กี่วัน คนไทยจะได้เห็นการรวมตัวกันอย่างเปิดเผย ยิ่งใหญ่ และครั้งแรกในไทย ของสายเขียวคนกัญชากับงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” วันที่ 19-21 เมษายน 2562 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

อย่างที่รู้ว่า โต้โผใหญ่ไม่ใช่ใคร ก็ ลุงเนวิน ชิดชอบ ประธานบริษัทบุรีรัมย์ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด เจ้าเก่าผู้ประกาศเดินหน้ากับการให้คนไทยได้เข้าถึงกัญชาทุกมิติ อย่างมีองค์ความรู้

และฤกษ์งามยามเหมาะ ที่วันที่ 20 เมษายน ยังเป็นวันกัญชาโลกอีกด้วย กิจกรรม “กัญชา” เพื่อการแพทย์ครั้งแรกในประเทศไทยครั้งที่จะเกิดขึ้นนี้จึงดูขลังเป็นพิเศษ

บรรยากาศกัญชาประชานิยมคลุ้งฟุ้งประเทศไทยแบบนี้ คนไทยไม่ได้เมาแต่ต่างเฝ้าหวังว่ามันจะเป็นจริงได้สิน่า !

       จับเส้น สายเขียว

จะว่าไป กลุ่มก้อนที่หยิบจับเอาเรื่องกัญชาเสรีมาพูดอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ค่ายลุงเนวินที่เริ่มก่อน ช่วงปลายปี 2561 มีกลุ่มคนสายเขียว นำโดย “แม่มดกัญชา” ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง ที่ออกมากระทุ้งถึงนักการเมืองไทยที่กำลังจะเริ่มต้นหาเสียงเลือกตั้งให้หันมาสนใจให้ความสำคัญกับเจ้าพืชใบสวยชนิดนี้ แล้วที่สำคัญฐานเสียงคนสายเขียว ก็ม่ิใช่น้อยๆ

ช่วงนั้น เริ่มมีกลุ่มการเมืองพูดเรื่องกัญชาบ้างประปราย แต่ก็ยังไม่เห็นใครจะเป็นหน่วยกล้าตายจับเอาเป็นเรื่องหลักของนโยบายสักที แม้ว่า สนช. ได้ผ่านกฎหมายปลดล็อก กัญชา-กระท่อม ให้สามารถปลูกเพื่อวิจัย-ยารักษาโรคได้แล้วก็ตาม เพราะยังไง มันก็ยังติดเงื่อนไขประดามี ใช่จะให้ใครปลูกกันหลังบ้านเหมือนผักสวนครัวรั้วกินได้

จนพรรคภูมิใจไทย ของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นี่แหละ ที่เป็นเจ้าแรกหาญกล้านำเรื่อง “กัญชา” มาบอกว่านี่แหละจะเป็น “กุญแจแก้จน” ให้แก่คนไทย จนตอนนี้ หากพูดถึงพรรคภูมิใจไทย คนไทยจะเห็นภาพต้นกัญชาลอยมาตรงหน้าทีเดียว

อย่างที่รู้ว่า พูดถึงเสี่ยหนู และพรรคสีน้ำเงิน ก็เหมือนวิญญาณเดียวกันกับ “ลุงเน” ช่วงนั้นเราก็ยังได้เห็นลุงสวมเสื้อโลโก้ “พรรคผ่อน” ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Party Party” เป็นภาพรูปวงกลมล้อมใบกัญชา 7 แฉก ใส่มันเกือบทุกวัน

จนกระทั่งในวันงานปราศรัยใหญ่เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 18 มกราคม ที่ผ่านมา พลพรรคค่ายภูมิใจไทยประกาศลั่นว่าจะขออาสาเป็นผู้ทลายทุกข้อจำกัดเพื่อปากท้องของประชาชน และแน่นอนหนึ่งในเป้าหมายนี้ก็คือ “นโยบายกัญชาเสรี”

วันนั้นชาวบ้างนั่งฟัง ใจก็ฮึกเหิมด้วยความหวัง ขณะที่หลายคนยังคิดว่านี่แค่ลมปากก่อนเลือกตั้ง จะหวังเอานิยายอะไร

      พูดจริงทำจริง

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าลุงเนวิน ไม่พูดเรื่องงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ก็พอเข้าใจได้ว่าขายฝัน

แต่วันนี้เลือกตั้งผ่าน แม้ผลคะแนนยังไม่ออก การเดินหน้าก็ยังไม่หยุด แถมยังร้อนแรงขึ้น ก็เป็นคำตอบว่าพรรคนี้เอาจริง ตามสไตล์คนจริงลุงเนวิน

ถึงขนาดแท็กทีมกับ “เสี่ยหนู” และ “มาดามต่าย” กรุณา ชิดชอบ ศรีภรรยา สวมเสื้อ “พรรคผ่อน” ไปเข้าคูหาเลือกตั้งพร้อมกัน และยังไม่นับการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในหลายวาระเกี่ยวกับเรื่องนี้

โดยเฉพาะกับรูปแบบของกัญชาเสรีที่ประสบความสำเร็จที่พรรคนี้หยิบยกมาพูดถึงตลอดคือ “แคลิฟอร์เนียโมเดล” ที่อนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาไว้ในบ้านได้ครอบครัวละ 6 ต้น โดยเก็บค่าธรรมเนียมการปลูกต้นละ 1 ดอลลาร์ คือ 30 บาทต่อปี โดยที่ให้ปลูกก็ไว้ให้ใช้เพื่อการพักผ่อน ใช้ผสมอาหาร ไว้รับประทาน และใช้ผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มต่างๆ

ถ้าบ้านเราทำบ้าง ก็น่าจะดีกว่าการที่่จะต้องเสียค่าใบอนุญาตการปลูกที่สูงถึง​ 30​ ล้านบาท ตามที่สภานิติบัญญัติ​แห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายไปก่อนหน้านี้​ ซึ่งมีแต่จะเอื้อต่อคนรวย

ล่าสุด ทั้งเสี่ยหนูและลุงเนวิน ยังออกมาแอ็กชั่นปกป้องคนสายเขียวด้วยกัน กับการจับกุมเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ ที่ จ.สุพรรณบุรี ทีมงานของ เดชา ศิริภัทร กรรมการบริหารมูลนิธิ ที่ใช้ผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์

ฝ่ายเสี่ยหนู ถึงขั้นให้ ศุภชัย ใจสมุทร ตัวแทนพรรคเป็นหนึ่งในทีมทนายความต่อสู้คดีกับทีมของ เดชา ศิริภัทร ในชั้นศาลต่อไปอีกด้วย

ทั้งยังลั่นวาจาว่า เมื่อสภาเปิด จะดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิ มีโอกาสปลูกกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ และเพื่อใช้ในครัวเรือน เพื่อใช้เป็นยารักษาอาการป่วยของตนเองได้

ข้างฝ่ายลุงเนวินก็โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก “ลุงเนวิน” ออกมาให้กำลังใจด้วยเช่นกัน ว่า

“ในขณะที่พวกคุณ ไม่ใช่เพียงผู้ทำลายสิ่งที่คุณเดชาสร้าง แต่ยังทำลายความหวัง และ โอกาสของผู้ป่วยจำนวนมาก จากวันนี้ไป เราจะสู้ไปด้วยกัน กัญชาไทย เพื่อคนไทย”

และหนึ่งในการสู้ครั้งนี้ คือการเดินหน้ากับงานใหญ่ที่ใกล้จะถึงนี่แหละ !

+++

      พ่อคิด ลูกเคี่ยว

ดึงสตินิดหนึ่งคนไทย ที่ว่างานใหญ่งานยักษ์ “พันธุ์บุรีรัมย์” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 เมษายน นั้น ไม่ใช่ว่าพี่ไทยจะเตรียมตัวเมา-ยิ้มตลอดงาน

เพราะเหตุที่งานนี้สามารถจัดได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย ก็เพราะว่าเป็นบริบทของ “กิจกรรม กัญชาเพื่อการแพทย์” !!

แน่นอน คนระดับเสี่ยเนวิน คิดแล้วต้องไม่มีพลาด แต่งานสร้างสรรค์ ถ้าให้เดาน่าจะมาจากมันสมองของ “แนน” ชิดชนก ชิดชอบ บุตรสาวสุดเท่ของลุงเนอีกแล้ว

“แนน” ชิดชนก ชิดชอบ

ในเฟซบุ๊ก “พรรคผ่อน Party Party” เจ้าตัวออกมาเล่าที่มาที่ไปของงานไว้ละเอียดยิบ โดยระบุว่าหน้าที่ของตนคือ “ทำยังไงให้งานสนุกที่สุด” ส่วนโลโก้รูปลิงก็ได้มาจากภาพวาดในวัดพระแก้วที่มีภาพลิงสูบบ้อง (ฮา)

“ทุกครั้งที่เราทำอะไรให้บุรีรัมย์เราก็อยากให้มันดี เยี่ยม ยิ่งใหญ่ อลังการ แบ่งปันให้แก่ชุมชนแล้วไม่อยากให้อยู่แค่คนบุรีรัมย์เท่านั้น เราอยากเปิดกว้างให้คนพันธุ์นี้ ที่คิดเหมือนสิ่งที่บุรีรัมย์พยายามจะทำตลอดเวลา”

ถามว่าในงานมีอะไรบ้าง น้องแนนบอกว่ามี 4 ด้าน คือ ความรู้วิชาการ ดนตรี อาหาร และศิลปะ โดยในส่วนของการให้ความรู้ จะมีนักวิชาการมาให้ความรู้เรื่องกัญาชากับการแพทย์ มีนิทรรศการจากสภาแพทย์แผนไทย, กองยาแพทย์แผนไทย, กิจกรรมผู้ป่วยพบผู้ป่วย เพื่อเป็นกำลังใจและแลกเปลี่ยนแนวทางการรักษา นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปสอนวิธีการปลูก และแปรรูปต่างๆ นานา มีการรับลงทะเบียนผู้ป่วยที่ครอบครองกัญชาได้อย่างถูกกฎหมายอีกด้วย !

ก่อนที่จะมาถึงสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่องของบันเทิง ที่น้องแนนฟุ้งเลยว่า “ไม่รู้จะสุดกว่านี้ได้ยังไงแล้ว !!”

งานนี้จัดเต็ม 3 เวที 3 วัน มาเพียบกว่า 70 วงทั้งไทยและเทศ มีศิลปินฮิปฮอปทั่วประเทศมารวมตัวกัน เช่น โจอี้ บอย, ไทเทเนียม, ฟักกลิ้ง ฮีโร่, บุดด้า เบลส, ยัง ลีน, ดีเจพอล แร็พเปอร์อเมริกัน โปรดิวเซอร์เพลง นักแต่งเพลงชื่อดังก็มา และคนอื่นๆ อีกมากมาย

ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือเรื่องของอาหารที่จะเต็มไปด้วยร้านเด็ดจากท้องถิ่น และอาร์ตแอนด์คราฟท์มาร์เก็ต  ตลาดนัดงานฝีมือของคนหัวศิลป์

ใครสนใจจองบัตรได้ที่ http://www.allticket.com มีทั้งบัตรวันเดียวราคา 420 บัตร บัตร 3 วันเต็ม 1,000 บาท และบัตรวีไอพี 3 วันเต็ม 4,200 บาท แต่ผู้ป่วยที่มีใบครอบครองกัญชาจาก อย. สามารถเข้างานนี้ได้ฟรีๆๆ !!

แถมยังมีพื้นที่สำหรับจุดกางเต็นท์ฟรีและมีบริการเช่าเต็นท์ที่พัก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง ห้องสุขา ห้องอาบน้ำ ที่จอดรถเพียบ !!

งานนี้เผลอๆ “บิ๊กเมาเท่น” ยังมีหนาวในฤดูร้อน เพราะอาจถึงคราวที่ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ที่สายเขียวกำลังมาแล้ว…จงเตรียมพร้อม !

………………………………..
ภาพจากเฟซบุ๊ก “พรรคผ่อน Party Party”   / เฟซบุ๊ก ลุงเนวิน

ลุ้นระทึก “บ้านใหญ่องค์พระ” อาจพ่ายเรียบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368641?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นระทึก “บ้านใหญ่องค์พระ” อาจพ่ายเรียบ

12 เมษายน 2562 – 11:53 น.
ผลเลือกตั้ง,ผลนับคะแนน,คะแนนเลือกตั้ง,พื่นที่ นครปฐม,บ้านใหญ่นครปฐม,ไชยา สะสมทรัพย์,อนุชา สะสมทรัพย์,พรรคอนาคตใหม่,สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ,พี่เจี๊ยบ นครปฐม
เปิดอ่าน 34,537 ครั้ง

 ก็ถ้าเกมพลิก นับคะแนนใหม่ สาวิกาได้เป็นผู้แทนฯ เท่ากับเมืององค์พระ เกิดปรากฏการณ์ยิ่งกว่าโขลงช้างล้ม

  ************************

เลือกตั้งไม่จบ เมื่อ “สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ยื่นหนังสือให้ กกต. รวมคะแนนและนับคะแนนใหม่ หลังขอดูคะแนนทุกหน่วยและลองรวมคะแนนด้วยตนเองพบว่า มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากที่มีการประกาศผลเดิม 151 คะแนน รวมเป็น 35,766 คะแนน เท่ากับพลิกกลับมาชนะ 4 คะแนน

กกต.พิจารณาแล้ว จึงขอให้ “สาวิกา” ไปให้ถ้อยคำประกอบคำร้องกับ ร.ต.อ.มนูญ วิเชียรนิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนงานสืบสวนสอบสวน ในวันที่ 17 เมษายน ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ

อนึ่ง ผลเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 นครปฐม พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 35,762 คะแนน และสาวิกา ลิมปะสุวัณณะ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 35,615 คะแนน

บ้านใหญ่” พักร้อน

ก่อนวันเลือกตั้งที่สนามนครปฐม ดูแล้วไม่มีอะไรที่ตื่นเต้นเร้าใจ เพราะสองตระกูลใหญ่ แบ่งเค้กกันลงตัว ระหว่างตระกูล สะสมทรัพย์” กับ แก้วพิจิตร” เหมือนบ้านใหญ่นครปฐม ที่ย้ายไปพรรคชาติไทยพัฒนา คงอยากเว้นวรรคสักสมัย

สุนทร แก้วพิจิตร และ ไชยา สะสมทรัพย์

บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ วางตัวจริงประกอบด้วย “พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์” ลูกชายไชยา สะสมทรัพย์ ที่เขต 2 “ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร” เขต 3 “อนุชา สะสมทรัพย์” เขต 4 และ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” เขต 5 ส่วนอานันท์ จันทร์สุทธิ เลขานุการส่วนตัวของ ไชยา สะสมทรัพย์ ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 แบบไม่คาดหวัง

ส่วนเขต 1 นครปฐม สุนทร แก้วพิจิตร ประธานสภาเทศบาลเมืองนครปฐม ก็ดัน “เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ลงสนามในสีเสื้อพรรคประชาธิปัตย์

อนุชา สะสมทรัพย์

หลังปิดหีบนับคะแนน คนเมืององค์พระตกตะลึง เมื่อเผดิมชัย สะสมทรัพย์, อนุชา สะสมทรัพย์ และก่อเกียรติ สิริยะเสถียร สอบตก เหลือแต่เสี่ยโหน่ง ลูกชายไชยาเข้าป้ายที่เขต 2 เพียงคนเดียว

          นัยว่า คนเสื้อแดงยังแรง บวกกับกระแสฟ้ารักพ่อ ทำให้บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ สั่งถอยใน วันสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร

บ้านใหญ่“แก้วพิจิตร”

20 กว่าปีมานี้ เขต 1 นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา ยึดครองเก้าอี้มาตลอด จากกำนันประสานต์ บุญมี ก็มาถึงกำนันสมพัฒน์ แก้วพิจิตร ลูกชายสุนทร แก้วพิจิตร

          เมื่อสมพัฒน์เสียชีวิต “ป๋าสุนทร” ส่งลูกชายอีกคนคือ “เสธ.แก้ว” พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ลงสนามเขตเดิม และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก สีเสื้อชาติไทยพัฒนา ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ปชป.

สินธพ แก้วพิจิตร

ตระกูลแก้วพิจิตร กับคุปตวัช เป็นเครือญาติกัน มีธุรกิจมากมาย ทั้งรถบรรทุก, โรงแรม, รับเหมาก่อสร้าง, ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ ในนามบริษัท สหอรพรรณ จำกัด และบริษัทในเครืออรพรรณ

เที่ยวนี้ “เสธ.แก้ว” ย้ายจากชาติไทยพัฒนา มาสังกัดปชป. และบ้านใหญ่แก้วพิจิตร เกือบพ่ายสาวิกา ลิมปะสุวัณณะ พรรคอนาคตใหม่

          ต้องลุ้นคำร้องนับคะแนนใหม่ หาก กกต.โอเคตามคำขอ เสธ.แก้ว คงเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเลย

อิทธิฤทธิ์ “แดงนครปฐม”

ว่ากันตามจริง “ขวัญ” หรือ สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ วิศวกรวัย 31 จากรั้วมหิดล เกือบล้มช้างสำเร็จที่เขต 1 นครปฐม ก็มาจาก 2 ปัจจัยหลัก

ปัจจัยแรก พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ส่งผลให้ ธนัญญา พันธุ์การรุ่ง” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ต้องออกจากสนาม คะแนนแฟนคลับเพื่อไทยเดิม จึงไหลไปที่อนาคตใหม่

สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ

“ธนัญญา” อดีตนายก อบต.พระประโทน อ.เมืองนครปฐม คลุกคลีกับแวดวงการเมืองมานาน จึงได้รับการทาบทามให้มาลงสมัคร ส.ส. บวกกับฐานเสียงกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ยังชื่นชอบ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” เธอหวังไว้ค่อนข้างสูงว่า จะกำชัย

ธนัญญา พันธุ์การรุ่ง

ปัจจัยที่สอง กลุ่มแดงอิสระหรือกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนครปฐม นำโดย “อัมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ฉายา “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” ที่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ทำกิจกรรมต้าน คสช.มาแต่แรกเริ่ม

          ย้อนไปปี 2557 อัมรัตน์ในนามกลุ่มสันติภาพนครปฐม ให้กำลังใจยิ่งลักษณ์และต้านกลุ่ม กปปส. ซึ่งในเมืององค์พระ รู้ดีว่า “พี่เจี๊ยบ นครปฐม” เป็นลูกสาว “กำนันหัวโต” แห่งบ้านนาสร้าง ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม

พี่เจี๊ยบ นครปฐม

เมื่อเข้าสู่ฤดูเลือกตั้ง อัมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กระโจนเข้ามาช่วยพรรคอนาคตใหม่ทุกเขตในนครปฐม โดยเฉพาะเขต 1 กลุ่มแดงอิสระทุ่มเทช่วยสาวิกาเต็มที่

          ถ้าเกมพลิก นับคะแนนใหม่ สาวิกาได้เป็นผู้แทนฯ เท่ากับเมืององค์พระ เกิดปรากฏการณ์ยิ่งกว่าโขลงช้างล้ม

ลอกคราบ “ปิยบุตร” ขุดเรื่อง “ปีกซ้าย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368638?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “ปิยบุตร” ขุดเรื่อง “ปีกซ้าย”

12 เมษายน 2562 – 11:18 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,คณะนิติราษฎร์,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 12,918 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส  โดย….  พรานข่าว

ในโลกออนไลน์มีเรื่องราวเก่าๆ ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อยู่มากมาย เนื่องจากบทบาท “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ของคณะนิติราษฎร์ ที่เดินสายอภิปรายเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 เกือบทุกเวที ระหว่างปี 2554-2556

ย้อนไปปี 2554 คณะนิติราษฎร์ แถลงข้อเสนอทางวิชาการ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นครั้งแรก พร้อมกับการก่อตั้ง “คณะรณรงค์ 112” หรือ “ครก.112” เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 1 หมื่นรายชื่อ เสนอแก้ไข ม.112

          ปิยบุตรและนักวิชาการกลุ่มหนึ่่งได้ขับเคลื่อนในนาม ครก.112 ร่วมกับกลุ่มแดงอิสระ อาทิ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, กลุ่มแดงสยาม, กลุ่มไผ่แดง ฯลฯ รณรงค์แก้ไข ม.112 อย่างคึกคัก

ครั้น “ปิยบุตร” มาเล่นการเมือง ก็ต้องปรับจูนความคิดกับ “ผู้ร่วมก่อการ” ที่มาจากหลากหลายอาชีพ พูดจาภาษาซ้ายก็คือ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” นักกฎหมายหนุ่มจากฝรั่งเศสเลือกที่จะซ่อนแนวคิด “แก้ไขมาตรา 112” เอาไว้ใต้พรม

ด้วยเหตุนี้ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล สองนักวิชาการที่หนีคดี 112 และลี้ภัยอยู่เมืองนอก จึงไม่พอใจอย่างแรง

“ผู้นำพรรคอนาคตใหม่ ยังไม่ทันใช้ความพยายามอะไร ยังไม่ทันเผชิญอุปสรรคอะไรมากมายใหญ่โต ก็ดร็อปเรื่อง 112 ซึ่งพวกเขาพูดเองหลายครั้งว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา ไม่มีใครที่คิดหรืออ้างว่าตัวเองเป็นฝ่ายซ้าย พูดถึงอะไรที่ว่ามีปัญหามาก แต่พอลงเล่นการเมืองกลับไม่เสนอเป็นนโยบายให้แก้ไข”

สมศักดิ์วิจารณ์แรงๆ ต่อบทบาทไม่เอาจริงเรื่องแก้ไข ม.112 ของ “ธนาธร-ปิยบุตร” เมื่อเดือน มีนาคม 2561

ว่ากันตามจริง ปิยบุตร จบกฎหมายจากฝรั่งเศส และสนใจศึกษา “พรรคฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศส” รวมถึงพรรคทางเลือกในยุโรปอย่างจริงจัง

เมื่อ 2 มีนาคม 2556 ปิยบุตรได้ไปนำเสนองานวิชาการเรื่อง การกลับมาของพรรคสังคมนิยมในฝรั่งเศส ในงานรำลึก 37 ปี การจากไปของ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เหลียวหลังแลหน้า ทางออกระบบพรรคการเมือง

ปิยบุตรกล่าวตอนหนึ่งว่า วัฒนธรรมทางการเมืองของฝ่ายซ้ายฝรั่งเศสคือ เกิดมาเพื่อเป็นฝ่ายค้านตลอดเวลา ในช่วงหลัง จึงคิดกันได้ว่า หากไม่มีโอกาสนำสิ่งที่ค้านไปทำย่อมไม่เกิดประโยชน์ จึงคิดปรับพรรคใหม่หาทางให้ได้รับเสียงข้างมาก

หมุดหมายสำคัญคือ ปี ค.ศ. 1971 มีการจัดประชุมสภาใหญ่ เมื่อได้หัวหน้าก็เริ่มจัดรณรงค์หลายปีโดยเริ่มการรวมกลุ่มสารพัดซ้าย หลากหลายเฉดเข้าด้วยกัน กระทั่ง ค.ศ. 1981 พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา และได้เป็นประธานาธิบดี

เบื้องหลังชัยชนะของฝ่ายสังคมนิยม ก็คือการสร้างพันธมิตรกับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส โดยมีการจูนคลื่นกันไว้ก่อนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคสังคมนิยม

          แปลความได้ว่า ทั้งสองพรรคจะไม่นำนโยบายแบบ “สุดโต่ง” มาหาเสียง และเลือกแนวทางกลางๆ ที่ผู้คนรับได้ ปิยบุตร คงได้บทเรียนจากกรณีฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศส จึงหลบเรื่องร้อนไว้หลังม่าน และหันมาเดินเกมการตลาดแบบทักษิณ

พรรคอนาคตใหม่ของธนาธร และปิยบุตร เริ่มต้นคล้ายพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร โดยว่าจ้างทีมงานการตลาดที่ช่ำชองเรื่องการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์คน (Personal Brand)

ธนาธร และแกนนำคนสำคัญ เชื่อมั่นในทฤษฎี Political Marketing ที่ว่า “พรรคการเมืองจะประสบชัยชนะในการเลือกตั้งได้ ต้องเป็นพรรคที่มีเข็มมุ่งทางการตลาดเท่านั้น”

ที่สำคัญ การตลาดยุคดิจิทัล ทีมงานอนาคตใหม่ได้สร้างแบรนด์ผู้นำพรรค อย่าง “เอก ธนาธร” ให้ติดตลาดวัยรุ่น “เฟิร์สโหวต” ด้วยติดแฮชแท็ก #พ่อรักฟ้า ธนาธรจึงกลายเป็นพ่อของฟ้าชั่วข้ามคืน

ทั้งนี้ทั้งนั้น มิได้หมายความว่า ปิยบุตรจะล้มเลิกแนวคิดแก้ไข ม.112 พวกเขาตั้งเป้าหมายยึดอำนาจรัฐด้วยปลายปากกาในเบื้องต้น และหลังจากนั้น จึงเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด

ชั่วโมงนี้ พรรคอนาคตใหม่ยังต้องเดินไปตามยุทธศาสตร์ “อำพรางแก่นแกน ซุ่มซ่อนยาวนาน” เพื่อรักษาฐานเสียงของ “เฟิร์สโหวต” จึงเลือกที่จะไม่เปิดแนวคิดดังกล่าว

          ปิยบุตรและแกนนำอนาคตใหม่ เลยต้อง “เก็บงำ” ชุดความคิดสุดโต่ง ชุดความคิดปีกซ้าย ยอมให้ปวินและแดงฮาร์ดคอร์ ด่าเช้าด่าเย็น ทำนองอดเปรี้ยวไว้กินหวานนั่นแล 

เล่นสงกรานต์อย่างไรไม่เสี่ยงคุก!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เล่นสงกรานต์อย่างไรไม่เสี่ยงคุก!?

12 เมษายน 2562 – 00:00 น.
เล่นสงกรานต์อย่างไรไม่เสี่ยงคุก,สงกรานต์
เปิดอ่าน 397 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวัง    โดย…. ทีมข่าวอาชญากรรม

เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความสุข สนุกสนาน รื่นเริง หรือจะเรียกว่าช่วงเวลาคืนความสุขให้ครอบครัว เพราะผู้คนส่วนใหญ่ที่พลัดถิ่นจากบ้านเกิดเมืองนอนไปทำงานหาเลี้ยงชีพทั้งในประเทศและต่างแดน ก็อาศัยเทศกาลนี้เดินทางกลับภูมิลำเนา เนื่องจากเป็นวันหยุดยาว กลับไปรดน้ำดำหัวขอพรพระในบ้านที่เป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือแม้แต่รวมรุ่นเพื่อนฝูง

นอกจากการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่สืบสานตามประเพณีแล้ว สงกรานต์ปีนี้ก็จะเป็นช่วงเวลาสนุกสนานรื่นเริงเหมือนเช่นทุกปี หลายสถานที่ทั่วไทยจัดงานเล่นน้ำ หรือแม้แต่พื้นที่ทั่วไปก็เล่นสาดน้ำกันเอง มีการดื่มกินสังสรรค์ เปิดเพลงเคล้ากันไปเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน

แต่มีสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนเล่นสงกรานต์เพื่อไม่ให้ทำผิดกฎหมาย แทนที่จะมีความสุขอาจต้องไปอยู่ในคุกแทน! ​จึงหยิบยกข้อเตือนใจของ “บิ๊กตำรวจ” อย่าง พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่ดูแลด้านกฎหมาย ออกมาเตือนสติ แนะนำข้อห้าม หรือการกระทำที่อาจจะผิดกฎหมายในการเล่นสงกรานต์ ได้แก่ ห้ามเปิดเครื่องเสียงดังรบกวน ซึ่งเข้าใจว่างานรื่นเริงก็ต้องมีการเปิดเครื่องเสียง แต่ต้องมีความเหมาะสม ไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น เพราะจะมีความผอดตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข มาตรา 25(4) มาตรา 74 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370 ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ห้ามเมาแล้วขับ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนรณรงค์มาโดยตลอดทุกเทศกาล หรือช่วงปกติ เนื่องจากเป็นอันตรายต่อชีวิตตัวเองและผู้อื่น ถ้าหากขับขี่รถในขณะเมาสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(2) ประกอบมาตรา 160 ตรี มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000-20,000 บาท ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถที่เล่นน้ำสงกรานต์ แม้ไม่ได้เป็นคนขับแต่ถ้ามีการดื่มบนรถก็มีความผิด ซึ่งเป็นไปตาม ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดสถานที่ หรือบริเวณห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทาง พ.ศ.2555 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท

ห้ามกระทำการลามก อนาจาร โดยเฉพาะการเล่นน้ำสงกรานต์มักจะมีการสัมผัสร่างกาย ประแป้ง จนอาจเลยเถิดเป็นการทำผิดกฎหมาย ล่วงละเมิดทางเพศ อาทิ จับหน้าอก จับก้น กระทำอนาจารผู้อื่น ซึ่งจะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 และ 279 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ห้ามขายปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ปฏิเสธไม่ได้ว่าปืนฉีดน้ำกลายเป็นอุปกรณ์เล่นน้ำสงกรานต์ในยุคปัจจุบัน แต่ถ้ามีแรงดันสูงก็ก่อให้เกิดอันตรายได้ หากฝ่าฝืนจะมีความผิด มาตรา 56 ตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท และสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคสมัยนี้นั่นคือการโพสต์โซเชียลมีเดีย ฉะนั้นตำรวจจึงเตือนว่า ห้ามโพสต์โซเชียลมีเดียชวนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการโพตส์ขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้านโลโก้ พร้อมเชิญชวนเพื่อนดื่ม ก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท

หยุดยาวสงกรานต์นี้ กลับบ้านให้สุข เล่นให้สนุกสนาน สืบสานประเพณี และอย่าลืมข้อห้ามเกี่ยวกับเล่นสงกรานต์อย่างไรที่ไม่เสี่ยงคุก..!!

“พ่อมดดำ” ชิงจังหวะ เล่นไพ่ไทย-จีน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พ่อมดดำ” ชิงจังหวะ เล่นไพ่ไทย-จีน

11 เมษายน 2562 – 08:40 น.
สุชาติ ตันเจริญ,พ่อมดดำ,กลุ่ม 16,บ้านริมน้ำ,พรรคพลังประชารัฐ,อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน,สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน,ไพศาล พืชมงคล,ฐานิสร์ เทียนทอง,ตรีนุช เทียนทอง,สสสายบ้านริมน้ำ
เปิดอ่าน 9,374 ครั้ง

“สุชาติ” ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง ได้เดินทางไปเยือนจีนบ่อยครั้ง การเดินเกมไพ่ไทย-จีน ตระเวนไปทุกพรรคการเมืองใหญ่ ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

***********************     

         หลายคนอาจแปลกใจที่เห็นภาพข่าวคณะผู้แทนกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีน เดินสายเข้าเยี่ยมหารือกับพรรคพลังประชารัฐพรรคเพื่อไทยพรรคอนาคตใหม่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ เมษายน ที่ผ่านมา

          จะว่าไปแล้ว คนวางหมากวางเกมหนนี้ มองการเมืองทะลุ จึงเริ่มการเยี่ยมเยียนที่พรรคอนาคตใหม่ และปิดท้ายที่บ้านริมน้ำ ของ “สุชาติ ตันเจริญ” อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน และประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง

แปดริ้วคอนเนกชั่น

          ตัวแทนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นแขกพิเศษของสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน จึงไม่แปลกที่จะเห็นบทบาทของ “ไพศาล พืชมงคล” อุปนายก และเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน เป็นผู้โพสต์ความเคลื่อนไหวครั้งนี้

ไพศาล พืชมงคล

          สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน ก่อตั้งโดย พล..ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นนายกสมาคมคนแรก ตามมาด้วย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายกสมาคมคนที่ และ พล..วิชิต ยาทิพย์ นายกสมาคมคนที่ 3

สุชาติ ตันเจริญ พบตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน กับ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

           ส่วนนายกสมาคมคนที่ 4 “พินิจ จารุสมบัติ“ และคนล่าสุด โภคิน พลกุล” ต่างก็เป็นคนฉะเชิงเทรา รวมถึง สุชาติ ตันเจริญ” อุปนายกสมาคม ชุดปัจจุบัน บอกได้คำเดียวว่า นี่คือ “แปดริ้วคอนเนกชั่น”

โภคิน พลกุล

          สุชาติ” ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการบ้านพี่เมืองน้อง ได้เดินทางไปเยือนจีนบ่อยครั้ง

          การเดินเกมไพ่ไทยจีน ตระเวนไปทุกพรรคการเมืองใหญ่ ก็เป็นท่วงท่าไม่ธรรมดาของพ่อมดดำ

กลุ่ม 16 และบ้านริมน้ำ

          กลุ่ม 16” ชื่อนี้วนเวียนอยู่ในแวดวงการเมืองไทยมายาวนาน เนื่องจากอดีตสมาชิกกลุ่มนี้ ยังมีบทบาททางการเมืองในหลายรัฐบาล

          ถ้ายังจำกันได้ ปี 2559 สุชาติ ตันเจริญ ได้เปิดบ้านริมน้ำ ย่านเมืองนนท์ พบปะเพื่อนพ้องน้องพี่ “กลุ่ม 16” อาทิ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์วราเทพ รัตนากรสนธยา คุณปลื้มสรอรรถ กลิ่นประทุมเกษม รุ่งธนเกียรติ และ ประวัฒน์ อุตโมท

          กลุ่ม 16 เป็นการรวมตัวกันของนักการเมืองหนุ่ม(ปี 2536-2538) โดยมีรุ่นใหญ่อย่าง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เป็นพี่เลี้ยง ระหว่างปี 2544-2548 อดีตกลุ่ม 16 มารวมตัวกันอยู่ในป้อมค่ายไทยรักไทย หลังรัฐประหาร 2549 พวกเขาก็แยกย้ายกันไป ส่วนใหญ่ยังอยู่พรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย

สุชาติ ตันเจริญ

          เลือกตั้ง 2550 สุชาติ ตันเจริญ พาเพื่อนพ้องน้องพี่ลงสนามในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน สอบได้บ้าง สอบตกก็เยอะ แต่ปี 2552 สุชาติ ได้รวบรวมกำลังจำนวนหนึ่งหนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ จึงโควตารัฐมนตรีช่วยศึกษาฯ มา เก้าอี้  

          เลือกตั้ง 2554 สุชาติย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่โชคร้าย ลูกทีมสอบตกหมด แม้กระทั่งที่สนามบ้านเกิด ทั้งพี่ชายและหลานชายของสุชาติ ก็พ่ายเพื่อไทย

          วันเกิดปู่ชัยเมื่อปีที่แล้ว สุชาติไปร่วมอวยพรเป็นครั้งแรก อดีตแกนนำกลุ่ม 16 ประกอบด้วย เนวิน ชิดชอบสรอรรถ กลิ่นประทุม และสุชาติ ตันเจริญ กอดคอถ่ายภาพกันชื่นมื่น

          ภาพนี้ภาพเดียว อธิบายฉากการเมืองไทย หลัง กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ต้นเดือนพฤษภา

ขุมกำลัง ส.สุชาติ

          เลือกตั้ง 2562 สุชาติ ตันเจริญ อาสามาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ โดยรับผิดชอบภาคตะวันออก และภาคอีสาน(บางจังหวัด

          ช่วงเลือกตั้ง 2550 และ 2554 สุชาติไม่ได้ออกแรงมากนัก ผิดกับหนนี้ สุชาติ เดินสายช่วยลูกพรรคเต็มที่ แต่ผลเลือกตั้งดูเหมือนจะไม่ต่างจากปีก่อน เพราะสมาชิกบ้านริมน้ำในภาคอีสาน สอบตกหมด

          อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สมัคร ส..สายบ้านริมน้ำ ถึงจะพ่าย แต่ก็เก็บคะแนนได้เฉลี่ยเขตละไม่ต่ำกว่าหลักหมื่น บางเขตได้เกิน หมื่นคะแนน 

          โชคดีที่เขต ฉะเชิงเทรา สุชาติ เอาชนะพี่เขย รส มะลิผล อดีต ส..ฉะเชิงเทรา ไปขาดลอย น่าแปลกใจตรงที่ รส มะลิผล ย้ายจากเพื่อไทยไปภูมิใจไทย

          เขต ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ จากพรรคพลังประชารัฐ ชนะสมชัย อัศวชัยโสภณ อดีต ส..ฉะเชิงเทรา สมัย พรรคเพื่อไทย

ตรีนุช-ฐานิสร์  เทียนทอง สายบ้านริมน้ำ

          เลยไปทางสนามสระแก้ว สองพี่น้องตระกูลเทียนทอง “ฐานิสร์ตรีนุช” ถือว่าอยู่กลุ่มบ้านริมน้ำ ก็เอาชนะตัวแทนของเสนาะ เทียนทอง ค่ายเพื่อไทยไปได้ 

          ส่วนเขต สระแก้ว สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ พรรคพลังประชารัฐ พลิกคว่ำลูกชายป๋าเหนาะ อย่างสรวงศ์ เทียนทอง อดีต ส..สระแก้ว ก็เป็นสายตรงบ้านป่ารอยต่อฯ 

          ประเมินว่า บ้านริมน้ำมี ส..ในมือไม่ต่ำกว่า 10 คน รวมถึง “งูเห่า” ในอนาคตด้วย