อย่าอ้าง 6.3 ล้านเสียงกลบเกลื่อนความจริงคดีธนาธร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368520?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าอ้าง 6.3 ล้านเสียงกลบเกลื่อนความจริงคดีธนาธร

11 เมษายน 2562 – 08:20 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาะร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 4,772 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน โดย…  ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

บนข้อกล่าวหาทั้งคดีอาญา และคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติการสมัครสส.ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ทั้งผู้กล่าวหา องค์กรที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน และตัวของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้กระจ่าง เพื่อความโปร่งใสของกระบวนการตรวจสอบผู้จะเข้ามาสู่อำนาจทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ผู้กล่าวหาทั้งหลาย พึงเลี่ยงเอาเงื่อนไขทางการเมืองทุกประการมาปะปนกับการตรวจสอบคดีที่มีต่อธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขณะเดียวกันตัว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ควรอ้างคะแนนเสียงเลือกตั้ง 6.3 ล้านเสียงที่สนับสนุนเขาและพรรคอนาคตใหม่มาเบี่ยงเบน ข้อเท็จจริงของคดีที่ เขากำลังทำอยู่

การโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ 3 เมษายน 2562 หลังได้รับหมายเรียก ไปให้ปากคำ ต่อข้อกล่าวหาความผิดมาตรา 116 เขาระบุว่า “ผมเชื่อมั่นว่ามีประชาชนหลายล้านคนที่รักความเป็นธรรม ยืนเคียงข้างผม และพร้อมจะแสดงออกว่า พวกเขาไม่ยอมทนกับอำนาจใดที่จ้องทำลาย อนาคตใหม่” เป็นเสมือนคำเชิญชวนที่เชิญชวนไปให้กำลังใจเขาในการเข้าพบพนักงานสอบสวน

และการกล่าวว่า “อย่าให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของผม เพราะมันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของคนที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทุกคน” คำปราศรัยบางช่วงบางตอนหลังพนักงานสอบสวน เป็นคำประกาศที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นการ “ระดมคน” หรือ “เอาคะแนนเสียงมาข่มคดี”

จงอย่าทำอีก เพราะไหน ก็ประกาศตัวเป็นคนรุ่นใหม่อย่าเล่นการเมืองแบบเก่า “เอาพวกมาก กลบเกลื่อนความจริง” มันจะคล้ายกับช่วงการพิสูจน์คดีซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544 ที่มีการขนมวลชน กดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้าย “ความจริงแพ้กระแส”

จงสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง กล้ายืนหยัดพิสูจน์ความจริง ไม่เอา 6.3 ล้านเสียงมาเป็นกำแพงหาช่องหลบ การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเท่านั้น ถึงจะยุติข้อกล่าวหาได้

“จงจำไว้ว่า 6.3 ล้านเสียงก็ไม่ใหญ่กว่า 1 เสียง เพราะความถูกต้องมาก่อนเสียงข้างมาก”

เปิดศึก 2ขั้ว”ยากัญชาไทย”หมอพื้นบ้านหรืออำนาจทุน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดศึก 2ขั้ว”ยากัญชาไทย”หมอพื้นบ้านหรืออำนาจทุน

11 เมษายน 2562 – 07:00 น.
กัญชา,เปิดศึก,อำนาจทุน,หมอพื้นบ้าน,รายงานพิเศษ
เปิดอ่าน 2,027 ครั้ง

กลายเป็นคดีดังขึ้นมาทันที หลังจากตำรวจ “ป.ป.ส.” บุกค้นมูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี ยึดต้นกัญชา 200 ต้น กับ “น้ำมันยากัญชา” เมื่อ 3 เมษายน ที่ผ่านมา

เพราะการบุกทะลวงมูลนิธิชื่อดังพร้อมจับกุมเจ้าหน้าที่ไปคุมขังในเซฟเฮ้าส์นานเกือบ 10 วันนั้น ตำรวจคงรู้ดีแก่ใจว่าคดีนี้ไม่แฮปปี้เอนดิ้งแน่นอน !

“อ.เดชา”แถลงอย่างเป็นทางการหลังกลับถึงไทย 

ล่าสุด เครือข่ายภาคประชาชน ชาวบ้าน นักวิชาการ แพทย์ นักการเมือง เหล่าคนมีชื่อเสียงต่างพากันออกมา ติดแฮชแท็ก #SaveDecha เพื่อช่วย “อาจารย์เดชา ศิริภัทร” ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เป็นประธานมูลนิธิ ซึ่งอยู่ต่างประเทศแต่กำลังจะกลับมา และ #SaveSong หรือพี่ซ้ง “พรชัย ชูเลิศ” ผู้ถูกจับกุมข้อหาร่วมกันผลิตกัญชาและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าตำรวจเอาพี่ซ้งไปซ่อนไว้ที่ไหน เพราะญาติมิตรเพื่อนฝูงเป็นห่วง

สิ่งที่สร้างความสงสัยให้ประชาชนคือ ช่วงนี้ยังอยู่ในห้วงเวลาของ 3 เดือนแห่งการนิรโทษปลดล็อกกัญชาหรือการยกเว้นโทษเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีกัญชาเพื่อรักษาโรค มาแจ้งการครอบครองที่สาธารณสุขจังหวัด โดยให้เวลา 90 วัน เริ่มตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์–19 พฤษภาคม 2562 หมายความว่า ผู้มี “ยาน้ำมันกัญชา” เพื่อใช้รักษาโรค “ไม่ควรถูกจับ” เพราะยังไม่หมดเวลานิรโทษกรรม

แต่ทำไมตำรวจต้องสนธิกำลังเข้าไปจับกุมจนกลายเป็นข่าวใหญ่โต และเลือกเอาวันที่ อ.เดชา เดินทางไปประเทศลาว ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยด้วย ?

กลุ่มเดือดร้อนสุดตอนนี้คือ ชาวบ้านที่เจ็บป่วยแล้วต้องการยาน้ำมันกัญชาไปใช้รักษาแบบแพทย์แผนไทย เพราะที่ผ่านมาอาจารย์เดชาเป็นผู้มีชื่อเสียงในการทำวิจัยและทดลองคิดค้นสกัดสมุนไพรรวมถึงน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ โดยผู้ป่วยจากหลายจังหวัดติดต่อขอทดลองใช้มาตลอดหลายปีแล้ว เช่น เครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็งพิจิตร ลพบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ

มีรายงานข่าวว่าผู้ป่วยจากภาคเหนือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ ลำปาง อุตรดิตถ์ เกือบ 300 คนไปรวมตัวกันที่ “วัดป่าวชิรโพธิญาณ” จ.พิจิตร เพราะได้ข่าวว่าจะมีน้ำมันกัญชาจากมูลนิธิข้าวขวัญมาแจกฟรี แต่ต้องพบกับความผิดหวังเพราะตำรวจบุกยึดไปเป็นของกลางหมดแล้ว ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่างขอร้องวิงวอนว่า นี่คือหนทางสุดท้ายที่จะช่วยรักษาความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนใหญ่เคยรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันแต่ไม่หาย อยากให้รัฐบาล คสช.เข้าช่วยจัดการด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจยาเสพติดทำแบบนี้กับชาวบ้านที่อยากหันหน้าไปพึ่งพาแพทย์แผนไทย

ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเท่านั้น แม้แต่นายแพทย์ชื่อดังจากจุฬาฯ “นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” ยังทนไมได้ ต้องโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้ง และใครที่ไปจับ อ.เดชา หรือคนที่เกี่ยวข้อง อาจโดนฟ้องข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่ให้สัมภาษณ์สนับสนุนการจับกุมของตำรวจด้วย

ล่าสุด วันที่ 9 เมษายน เครือข่ายภาคประชาชน เช่น มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ได้ระดมเงินบริจาคได้มากกว่า 5 แสนบาท ยื่นขอประกันตัวต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้แคมเปญรณรงค์ขอเงินสนับสนุนว่า “ปล่อยซ้งจากที่คุมขัง พาอาจารย์เดชากลับบ้าน” 

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี วิเคราะห์ให้ฟังว่า การจับกุมปราชญ์ชาวบ้านอย่างอาจารย์เดชาที่ทำเรื่องพืชยาสมุนไพรไทย ข้าวอินทรีย์ เกษตรอินทรีย์ จนมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับไปทั่วโลกนั้น ถือเป็นคดีแปลกประหลาดมาก และมาบุกจับช่วงที่เปิดให้นิรโทษกรรมด้วย ยิ่งเป็นปริศนาที่สังคมไทยควรมาช่วยกันสืบหาข้อมูลและข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลัง

“เชื่อกันว่าพี่เดชาคือสัญลักษณ์ของหมอพื้นบ้านทั่วไป ที่พยายามพัฒนาภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยให้เป็นประโยชน์ ไม่ต้องพึ่งพายาสารเคมีหรือบริษัทยายักษ์ใหญ่จากต่างชาติอย่างเดียว เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรเป็นยา และร่วมทำงานวิจัยงานวิชาการกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในด้านนี้มากมายนับไม่ถ้วน การบุกจับกุมมูลนิธิของพี่เดชา คือการประกาศอำนาจทุนหรืออำนาจบางอย่างของบางกลุ่ม ที่ไม่อยากให้ชาวบ้านท้าทาย ยากัญชาในอนาคตจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้ประเทศไทย เพราะฉะนั้นกลุ่มพวกนี้กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นคนกุมอำนาจในการจัดการดูแล ทั้งที่พืชสมุนไพรเหล่านี้ควรได้รับการต่อยอดพัฒนาสายพันธุ์จากคนหลากหลายกลุ่ม ไม่ควรรวมศูนย์ความรู้หรืออำนาจในการควบคุมดูแลไว้ที่หน่วยงานใดหน่วยงานเดียว หรือให้สิทธิเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่เข้าไปตักตวงผลประโยชน์จากการปลูกและขายยารักษาโรค อย่าลืมว่าการนำกัญชามาเป็นยาหรือส่วนประกอบของอาหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษพวกเรา ทั้งตำรวจ ป.ป.ส. และกระทรวงสาธารณสุข ไม่ควรทำให้กัญชากลับไปอยู่ในยุคมืดอีกครั้ง เพราะนานาประเทศต่างยอมรับประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชากันหมดแล้ว”

ขณะที่ฝ่ายกฎหมายที่ไปบุกจับกุมก็ไม่ยอมแพ้ ขอตั้งโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้ด้วย

เมื่อวันที่ 8 เมษายน “นิยม เติมศรีสุข” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เชิญสื่อมวลชนมาชี้แจงว่า การบุกจับนั้นตรวจพบต้นกัญชาที่เพาะปลูกได้ไม่นานกว่า 200 ต้น น้ำมันสกัดจากกัญชาประมาณ 20 ลิตร กัญชาบดผงประมาณ 500 กรัม เมล็ดกัญชา 1.8 กก. และอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมจับผู้ต้องหา 1 ราย ข้อหาผลิตและครอบครองยาเสพติดประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มนายทุนใดๆ ที่อยากผูกขาดการปลูกหรือจำหน่ายยากัญชา แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีการตรวจสอบพบว่ามูลนิธิข้าวขวัญเผยแพร่ภาพและเนื้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ช่วงวันที่ 1-2 เมษายน ว่าจะแจกน้ำมันสารสกัดจากกัญชาให้ประชาชนใช้รักษาอาการเจ็บป่วย ที่พิจิตรและลพบุรี ซึ่งตำรวจไม่สามารถปล่อยให้ทำแบบนี้ได้ เพราะกัญชายังถือเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย การผลิต จำหน่าย ครอบครอง ต้องได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่มูลนิธิเป็นเพียงประชาชนทั่วไปไม่สามารถปลูกกัญชาเองได้

สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับกัญชา ที่อธิบายให้ฟังว่า การจับกุมของ ป.ป.ส.ครั้งนี้ ทำได้แน่นอน เพราะกฎหมายนิรโทษกรรม ระบุให้ใช้ได้กับผู้ป่วยที่ครอบครองเพื่อรักษาตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงคนที่ปลูกแล้วนำมาสกัดแจกหรือขายเป็นลิตรๆ แบบนี้

“ต้องย้อนไปดูว่า กฎหมายยาเสพติดแก้ไขปี 2562 ได้มอบอำนาจให้กระทรวงสาธารณสุขไปออกประกาศนิรโทษกรรมคนที่มีกัญชา หรือที่จริงก็คือผู้ป่วยที่ไปแอบซื้อยากัญชาสกัดเอามารักษาความปวดหรืออาการต่างๆ ซึ่งกัญชาสกัดเป็นน้ำมันยาแบบนี้มีแอบขายใต้ดินมานานแล้ว กฎหมายก็เลยออกนิรโทษกรรมให้ แต่ไม่ได้รวมถึงคนทำขายทำแจกทั่วไป ดูจากหลักฐานเบื้องต้นแล้วคิดว่า คดีนี้ถ้าส่งถึงอัยการคงมีการสั่งฟ้องอย่างแน่นอน” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าว

ทั้งนี้รายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “นิรโทษกรรมกัญชาเพื่อการแพทย์” นั้น เริ่มจากมาตรา 22 ของ “พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 มอบอำนาจให้กระทรวงสาธารณสุขจัดทำประกาศกฎหมายลำดับรองเพื่อนิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาเพื่อการแพทย์ จากนั้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขออกมา 3 ฉบับ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขเข้ามาดูแล “กัญชา” เพื่อการแพทย์และให้นิรโทษกรรมผู้ครอบครองกัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว

โดยกำหนดกลุ่มที่ได้รับนิรโทษกรรม 7 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

1.หน่วยงานรัฐที่ศึกษาวิจัย ให้บริการ หรือจัดการเรียนการสอนทางแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือหน่วยงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด หรือสภากาชาดไทย

2.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม สัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้าน

3.สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนทางแพทย์

4.เกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร แต่จะครอบครองได้ต้องมีหน่วยงานรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาร่วมมือและกำกับดูแล

5.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ

6.ผู้ป่วยเดินทางต่างประเทศ ที่จำเป็นต้องนำกัญชาติดตัว เข้าหรือออกราชอาณาจักร

และ 7.ผู้ขออนุญาตตามที่รัฐมนตรีเห็นชอบ

จุดไคลแมกซ์ประเด็นต่อสู้ของศึก 2 ขั้วเพื่อ“ ยากัญชาไทย” จึงอยู่ที่การตีความว่า อ.เดชา เป็นหมอพื้นบ้านหรือไม่ ?

โดยกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนยืนยันว่า อ.เดชา เป็นหมอพื้นบ้านอยู่ในเงื่อนไข “ข้อ 2” เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิจับกุม เพราะอยู่ในช่วงขอนิรโทษกรรมได้ แต่อีกฝ่ายมองว่า อ.เดชา ไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นหมอพื้นบ้าน เหมือนกับชาวบ้านคนอื่นทั่วไป แต่มีพฤติการณ์ลักลอบผลิตและแจกจ่ายสารเสพติด

ที่ผ่านมา การนิยามคำว่า “หมอพื้นบ้าน” ยังไม่ชัดเจนเท่าไรนัก ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ค้นพบเนื้อหาจากเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข เรื่องระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 เกี่ยวกับการคัดกรองหมอพื้นบ้าน โดยระบุความหมายว่า

หมอพื้นบ้าน (Folk doctors) หมายถึง ผู้ที่ดูแลสุขภาพและรักษาโรคให้แก่ผู้ป่วยในท้องถิ่นนั้นๆ โดยใช้องค์ความรู้และวิถีปฏิบัติของการแพทย์พื้นบ้านที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีอัตลักษณ์เฉพาะ มีการสืบทอดผ่านประสบการณ์ตรงและสะสมเรียนรู้จากการปฏิบัติภายใต้บริบทของสังคมวัฒนธรรมเฉพาะ

พร้อมอธิบายรายละเอียดว่า หมอพื้นบ้านควรมีพื้นฐานดังนี้ เช่น มีคุณธรรม สามารถดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนในชุมชนได้ ไม่เอาเปรียบหรือหลอกลวง ไม่ทำการรักษาในเชิงพาณิชย์และค้ากำไรเกินควร มีจิตใจดีเป็นที่ยอมรับนับถือของคนในชุมชน อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มีความเคารพและกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ไม่เร่ขายยาไปตามที่ต่างๆ

ตัวอย่างหมอพื้นบ้านชื่อดัง เช่น “หมอแสง” หรือนายแสงชัย แหเลิศตระกูลชัย ที่แจกแคปซูลสมุนไพรช่วยผู้ป่วยมะเร็งนั้น เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 กรมการแพทย์แผนไทยฯ ก็ออกใบรับรองให้เป็นหมอพื้นบ้านแล้ว

ดังนั้น หากพิจารณานิยามคำว่า “หมอพื้นบ้าน” จากระเบียบที่กำหนดไว้ พร้อมเปรียบเทียบกับหมอพื้นบ้านที่หน่วยงานรัฐเคยออกใบรับรองไว้แล้วประมาณ 3,000 คนทั่วประเทศไทย เชื่อว่าคดีนี้คงจบคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน

เพียงแต่ปริศนาว่า “ใครอยู่เบื้องหลัง” สั่งบุกจับกุมหมอพื้นบ้านระดับปราชญ์อินเตอร์ที่นานาชาติยอมรับนับถือนั้น คงไม่มีคำตอบในเร็ววัน เพราะถือว่าเป็นกลุ่มที่มีพลังเพาเวอร์ในอำนาจรัฐไม่น้อยทีเดียว !?!

ย้อนรอย “โจ๊กโมเดล” ในสมรภูมินครพนม-บุรีรัมย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368435?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอย “โจ๊กโมเดล” ในสมรภูมินครพนม-บุรีรัมย์

10 เมษายน 2562 – 10:25 น.
โจ๊ก,ไตรเทพ งามกมล,พรชัย ศรีสุริยันโยธิน,ศุภชัย โพธิ์สุ,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,บิ๊กโจ๊ก,พรรคพลังประชาชน,พรรคภูมิใจไทย,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ,ผบตร
เปิดอ่าน 10,625 ครั้ง

ย้อนไปช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” สร้างผลงานอันโดดเด่นอยู่ 2 กรณีคือ เด็ดปีกกำนันโป้ย และจับเสี่ยแก๋ ส่งผลสะเทือนถึงผลการเลือกตั้ง ส.ส. 2 สนาม 

*********************

รวดเร็วจนกองเชียร์ตามไม่ทัน กรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งเด้ง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เข้ากรุศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.)

9 เมษายน 2562 ที่ประชุม ครม.มีมติ โอน “บิ๊กโจ๊ก” จาก ศปก.ตร. เป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี

ย้อนไปช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” สร้างผลงานอันโดดเด่นอยู่ 2 กรณีคือ เด็ดปีกกำนันโป้ย และจับเสี่ยแก๋ ส่งผลสะเทือนถึงผลการเลือกตั้ง ส.ส. 2 สนาม

ลูกชาย “กำนันโป้ย” แพ้

ก่อนเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2562 ภายใต้ยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” โดยการนำของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม. ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 4 แถลงข่าวจับกุมนายทุนเงินกู้รายใหญ่อยู่ใน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม คือ อิทธิพล เรืองวรบูรณ์” หรือกำนันโป้ย ผู้ทรงอิทธิพลแห่งลุ่มน้ำศรีสงคราม

ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์

เลือกตั้ง 2554 กำนันโป้ยส่งลูกชาย กำนันยูเอส” ยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ สวมเสื้อเพื่อไทย ชนอดีต ส.ส.หลายสมัย “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ ที่สนามเขต 1 นครพนม กำนันยูเอสได้แรงเชียร์จากคนเสื้อแดงเอาชนะครูแก้ว ค่ายภูมิใจไทยไปได้

เลือกตั้ง 2562 ยุทธจักร ลูกชายกำนันโป้ย ค่ายเพื่อไทย ลงสนามป้องกันแชมป์ เจอ “ครูแก้ว” คู่ปรับเก่า ผลปรากฏว่า ครูแก้ว ได้ 48,719 คะแนน ส่วนกำนันยุทธจักร ได้ 21,049 คะแนน

ศุภชัย โพธิ์สุ

หลังทราบผลคะแนน กำนันยูเอสโพสต์ขอบคุณชาวบ้าน “…ต้องขออภัยที่ไปได้ไม่ถึง ทำตามที่พี่น้องหวังไว้ไม่ได้ แต่จะขอจดจำบุญคุณในครั้งนี้ตลอดไปครับ”

          ทายาทกำนันโป้ย คงต้องรอทำศึกล้างตาในการเลือกตั้งสมัยหน้า

ครูแก้ว” กลับมาอีกรอบ

หลังดีใจหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง “ศุภชัย โพธิ์สุ” ได้โพสต์สั้นๆ ว่า “8 ปีที่รอคอย ขอกราบขอบพระคุณทุกๆ กำลังใจนะครับ”

ความปราชัยเมื่อปี 2554 ทำให้ “ครูแก้ว” ศิษย์เอกของเนวิน ชิดชอบ เสียศูนย์ไปพอควร อันเนื่องจากช่วงปี 2552-2554 ครูแก้วเป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้นำงบประมาณมาลงในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม มากมาย

อย่างไรก็ตาม ถึงจะแพ้เลือกตั้ง ส.ส. แต่ครูแก้วก็แก้มือสำเร็จ โดยจับมือ ไพจิต ศรีวรขาน และชูกัน กุลวงษา ส.ส.นครพนม ค่ายเพื่อไทยสมัยนั้น หนุน สมชอบ นิติพจน์” กลับมาเป็นนายก อบจ.นครพนม ได้อีกสมัย

สุจินดา ศรีวรขาน และ พูนสุข โพธิ์สุ

ดังนั้น “สุจินดา ศรีวรขาน” ภรรยาของไพจิต ศรีวรขาน จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายก อบจ.คนที่ 1  และ “พูนสุข โพธิ์สุ” ภรรยาของครูแก้ว เป็นรองนายก อบจ.คนที่ 2

แต่เลือกตั้งหนนี้ “สมชอบ” ย้ายไปซบค่ายพลังประชารัฐ  จึงมีกระแสข่าวลือสะพัดว่า สมชอบเตรียมปลดรองนายก อบจ.หญิง ทั้ง 2 คน เนื่องจากอยู่การเมืองกันคนละขั้ว

          ต้องรอวัดใจ “สมชอบ” ว่าจะเอาจริงหรือไม่…เพราะเที่ยวนี้ ครูแก้วมาแรง

เสี่ยแก๋” สอบตก

ก่อนที่ “บิ๊กโจ๊ก” จะไปจับกำนันโป้ย ได้เปิดยุทธการขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่ ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์ และขอนแก่น

มีผู้ต้องหารายหนึ่งคือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน” อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ และผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบริษัทลีซซิ่งที่ออกเงินกู้หลายแห่งใน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์

พรชัย ศรีสุริยันโยธิน

คนแถว อ.นางรอง ทราบดีว่า “เสี่ยแก๋” หรือ พรชัย ศรีสุริยันโยธิน ทำธุรกิจลีสซิ่งมานานแล้ว จนวันหนึ่ง อาศัยที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านร้านตลาด จึงเล่นการเมืองท้องถิ่น ได้เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์

สมัยที่ “เสี่ยแก๋” เป็น ส.อบจ.บุรีรัมย์ ได้สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน และเลือกตั้ง 2550 ได้ลงสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่เสี่ยแก๋เจอใบแดง

เลือกตั้ง 2554 เนวิน ประมุขบ้านใหญ่โรงโม่หิน เลือก “ไตรเทพ งามกมล” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนางรอง อ.นางรอง ลงสมัคร ส.ส. ในสีเสื้อภูมิใจไทย ด้วยเหตุนี้ เสี่ยแก๋จึงย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดงบุรีรัมย์หนุนช่วยเสี่ยแก๋ จนเอาชนะไตรเทพ ค่ายเนวินไปขาดลอย

ไตรเทพ งามกมล

เลือกตั้ง 2562 เสี่ยแก๋ยังสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนาม เจอคู่ปรับเก่าไตรเทพ ที่เขต 6 บุรีรัมย์ ผลปรากฏว่า ไตรเทพ ได้ 43,327 คะแนน ชนะเสี่ยแก๋ พรชัย ที่ได้ 33,562 คะแนน

          ไม่รู้เพราะผลพวงจาก “โจ๊กโมเดล” หรือเปล่า..อดีต ส.ส.เพื่อไทย จึงร่วงพร้อมกัน

“อ.สำลี” หญิงเหล็ก…. เบื้องหลังกัญชาแพทย์ไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368292?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อ.สำลี” หญิงเหล็ก…. เบื้องหลังกัญชาแพทย์ไทย

9 เมษายน 2562 – 15:00 น.
อสำลี,กัญชาแพทย์ไทย,กัญชา,แพทย์ไทย,สำลี ใจดี
เปิดอ่าน 1,641 ครั้ง

โดย ..พรรณี อมรวิพุธพนิช ทีมข่าวรายงานพิเศษคมชัดลึก

ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 7 เมษายน 2562 หน้าเพจเฟซบุ๊กและสื่อโซเชียลมีเดียของเครือข่ายภาคประชาชน พร้อมใจกันลงข้อความและรูปภาพไว้อาลัยกับการจากไปขึ้นสวรรค์ของ “ผศ.ภญ.สำลี ใจดี” ในวัย 77 ปี

ทั้งจากกลุ่มเครือข่ายนักพัฒนาสังคม เครือข่ายแพทย์เภสัชกร เครือข่ายเอ็นจีโอ เครือข่ายแรงงาน เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายเกษตร เครือข่ายสื่อมวลชน ฯลฯ

สำหรับคนที่ไม่ค่อยสนิทหรือรู้จักอาจารย์สำลีเป็นการส่วนตัว อาจรู้สึกกลัวๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงสูงวัยผมประบ่า หน้าตาดุดัน เสียงเข้มๆ พูดสั้นๆ ไม่ค่อยยิ้ม แต่ลูกศิษย์ลูกหาที่คุ้นเคยจะรู้ดีว่าอาจารย์มีลักษณะเหมือนชื่อตัวเองคือ “สำลี” ที่เบานุ่มสบายสัมผัสถึงความอบอุ่นลึกๆ จากข้างใน และมีนิสัย “ใจดี” สมกับนามสกุล ด้วยนิสัยเอื้ออาทรมักช่วยเหลือจุนเจือทุกคนที่รู้จัก หรือใครก็ตามที่เข้ามาปรึกษาหารือปัญหาใดๆ ก็ตาม

บางคนแอบตั้งฉายาให้ว่า “หญิงเหล็ก” เนื่องจากอาจารย์สำลีเริ่มต้นจากเป็นอาจารย์แม่แห่งวงการเภสัชกรรมไทยก็จริง แต่ไม่ได้สนใจเรื่องปฏิรูปยาหรือสาธารณสุขอย่างเดียว เพราะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเรื่องสิทธิสตรี สิทธิแรงงานนอกระบบ การพัฒนาระบบการศึกษา ปัญหาสิ่งแวดล้อม สารเคมีในแปลงเกษตร เชื้อดื้อยา ข้าว ฯลฯ

สรุปง่ายๆ คือ ประเด็นอะไรก็ตามที่ช่วยให้ “โลก กับ มนุษย์ ดีขึ้นกว่าเดิม” อ.สำลีจะมุ่งมั่นเข้าไปสนับสนุนให้แนวคิด หรือโครงการเหล่านี้เกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมทันที

โดยเฉพาะโครงการสำคัญที่อาจารย์ตั้งเป้าฟูมฟักมานานหลายสิบปี แต่เพิ่งจะเห็นแสงสว่างเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นั่นคือ “โครงการกระท่อม–กัญชาเพื่อการแพทย์” แกนนำกลุ่มแพทย์เภสัชและนักวิชาการที่ช่วยกันผลักดันปลดล็อกกัญชาจากบัญชียาเสพติดให้มาเป็น “ยารักษาโรค” รู้ดีว่า อ.สำลีทุ่มเทกับโครงการนี้มากที่สุด เป็นผู้ริเริ่มและบุกเบิกให้สถาบันวิชาการและมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมมือกันทำงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของกระท่อมและกัญชาเพื่อช่วยรักษาชีวิตมนุษย์อย่างจริงจังมานานหลายสิบปีแล้ว

อ.สำลีเคยเปิดเผยความรู้สึกลึกๆ ในใจให้ฟังว่า การต่อสู้เพื่อเอากัญชากับกระท่อมมาใช้ทำยา แต่ละด่านยากมาก ! มีปัญหาอุปสรรคเยอะแยะไปหมด เป็นการเริ่มจากติดลบ ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีอคติว่าพืชสมุนไพรเหล่านี้เป็นยาเสพติดอันตราย ขณะที่การรณรงค์ต่อสู้เรื่องอื่นๆ เริ่มจากศูนย์ คนไทยไม่ได้มีทัศนคติต่อต้านมากมาย เช่น การลดใช้สารเคมีเกษตร การรณรงค์สิทธิสตรี อาหารปลอดภัย เชื้อดื้อยา ฯลฯ เรื่องแบบนี้หาแนวร่วมได้ไม่ยาก แต่เรื่องเอากัญชากับกระท่อม ไม่ค่อยมีใครกล้าหรือมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ค่อยอยากออกมาเปิดหน้าต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ ไม่กล้าเรียกร้องให้เปลี่ยนจากยาเสพติดมาเป็นยารักษาโรค ทั้งที่ยาเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ที่สร้างองค์ความรู้และสายพันธุ์พืชสมุนไพรเหล่านี้เตรียมไว้ให้พวกเรานานแล้ว

“พี่กระรอก” หรือ “วีระพงษ์ เกรียงสินยศ” ผอ.มูลนิธิสุขภาพไทย ผู้คลุกคลีทำงานกับหญิงเหล็กมานานกว่าหลายสิบปี กล่าวถึงความประทับใจของตัวเองว่า

“อ.สำลี 1 คน ทำงานได้เท่ากับคน 100 คน ผมไม่เคยเห็นใครเป็นแบบนี้”

ส่วนสาเหตุที่ อ.สำลีมุ่งมั่นทุ่มเทกับกระท่อมและกัญชาเป็นพิเศษนั้น พี่กระรอกคิดว่าอาจเป็นเรื่องผูกพันหรือติดค้างในใจมานาน เพราะท่านมีรุ่นน้องเภสัชกรสนิทกันมาก ชื่อว่า ผศ.ภญ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล เป็นนักวิชาการคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ

โดยส่วนตัวแล้ว อ.สุนทรีสนใจศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของ “กระท่อม” และมีความหวังว่าจะสามารถผลักดันให้รัฐบาลปลดล็อกจากการ “ขึ้นบัญชีเป็นสารเสพติด”

“แต่ยังทำไม่สำเร็จ อ.สุนทรีก็ลาจากโลกนี้ไปก่อน เรื่องนี้อาจอยู่ในใจลึกๆ ทำให้ อ.สำลีพยายามสร้างเครือข่ายผลักดันให้กระท่อมเป็นยารักษาโรคมาตลอด แต่ก่อนไม่ได้พูดถึงกัญชากันเท่าไร คิดกันว่ากัญชาทำยากกว่าหลายเท่า เพราะกฎหมายให้เป็นยาเสพติดมีโทษรุนแรง แต่ปรากฏว่ากระแสวงการแพทย์ทั่วโลกเปลี่ยนไป เกิดการแข่งขันวิจัยผลิตกัญชาใช้รักษาโรค หลายประเทศประสบความสำเร็จช่วยคนไข้ได้จำนวนมาก ทำให้อาจารย์เปลี่ยนยุทธศาสตร์หันมาขับเคลื่อนกัญชาให้เป็นยาก่อน แต่ก็บอกลูกศิษย์ทุกคนว่าต้องไม่ลืมปลดล็อกกระท่อมด้วย อ.สำลีสอนให้พวกเราพูดติดปากไว้เลยว่า โครงการกระท่อมกับกัญชา กระท่อมกับกัญชาๆ ๆ”

“อ.สำลี” เริ่มคิดวางแผนปรับยุทธศาสตร์อย่างจริงจังเมื่อประมาณ 2–3 ปีที่แล้ว ด้วยการวางกลยุทธ์สร้าง 5 กลุ่มเครือข่ายเป็นแกนหลักขับเคลื่อน ได้แก่ 1.กลุ่มนักวิชาการ เภสัชกร แพทย์ นักกฎหมาย 2.กลุ่มภาคประชาสังคมและเอ็นจีโอ 3.กลุ่มหน่วยงานราชการ 4.เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน และ 5.กลุ่มสื่อมวลชน

หญิงเหล็กอยู่เบื้องหลังคอยให้การสนับสนุนทุกกลุ่ม ชี้แนะช่องทางให้แต่ละกลุ่มไปทำเรื่องที่ตัวเองถนัด โดยช่วยหาปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านทุนวิจัย แหล่งข้อมูล และปัจจัยอื่นๆ ทุกๆ เช้าจะตื่นขึ้นมาติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล แล้วนำความเคลื่อนไหวหรือนำประเด็นที่มีประโยชน์ส่งไปยังกลุ่มไลน์ หรือห้องไลน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น

“ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี” ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา หนึ่งในศิษย์รักคนสนิท ผู้ร่วมทำโครงการต่างๆ กับ อ.สำลี มาตลอด เล่าให้ฟังว่า ท่านเป็นผู้มีพลังมหาศาล และมีนิสัยพิเศษ 3 อย่าง คือ 1.ทุ่มเทเพื่อผู้อื่น 2.กัดไม่ปล่อย 3.ชอบอยู่เบื้องหลังไม่ออกหน้า

“รู้จัก อ.สำลี ครั้งแรกตั้งแต่เป็นลูกศิษย์เรียนเภสัชฯ ที่จุฬาฯ ประมาณปี 2515 ตอนนั้นพวกเรามีกิจกรรมประท้วงหลายครั้ง จนกลายเป็นข่าวฮือฮา อ.สำลีช่วยดูแลพวกเรา เอาอาหารมาให้ อยู่กับพวกเราถึงค่ำๆ มืดๆ ในคณะ พอเรียนจบก็แยกย้ายไปเรียนต่อ แล้วก็กลับมาช่วย อ.สำลี อีกครั้ง เริ่มจากตั้งวงเล็กๆ คุยกันว่าจะทำอะไรกันดี เช่น ไปทำเรื่องสมุนไพรไทย การแพทย์จีน อาจารย์มองไกลรู้ล่วงหน้าถึงอนาคต เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นอนาคตว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง มีความรู้กว้างขวาง มีความคิดกว้างไกลในทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องยาอย่างเดียว เช่น สิ่งแวดล้อม ล่าสุดไม่สบายนอนในโรงพยาบาลก็โทรสั่งเรื่องพีเอ็ม 2.5 ตลอดเวลา ถามว่าใครมีข้อมูลอะไรถึงไหนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเอาอย่างไร

หลายคนไม่รู้ว่าท่านเป็นคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้กัญชาและกระท่อมเป็นยารักษาโรค ถ้าไม่มี อ.สำลี เรื่องยากัญชาในไทยคงไม่ก้าวหน้ามาได้ถึงขนาดนี้ เหมือนในอดีตก็เป็นคนแรกที่ริเริ่มปัดฝุ่นศึกษานวดแผนไทย ตอนนั้นมีปัญหาคนไทยติดยาแก้ปวดชนิดซอง ท่านพยายามคิดวิธีแก้ปัญหา จนกระทั่งไปเจอความรู้โบราณที่ใช้การบีบนวดเป็นทางเลือก ตอนนั้นมีแต่พวกนวดเพื่อความบันเทิง เราก็ช่วยกันปลุกปั้นทำนวดแผนไทย ศึกษาวิจัยต่างๆ ถือเป็นกลุ่มแรกที่ทำสำเร็จ หน่วยงานรัฐก็เอาไปขยายผล ทำให้นวดแผนไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ถึงทุกวันนี้พวกเรายังชอบแซว อ.สำลีบ่อยๆ ว่า ท่านไม่เคยกินสมุนไพรเลย และไม่ชอบนวดด้วย แม้เป็นเจ้าของความคิดบุกเบิกขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้มาก็ตาม”

ผศ.ภญ.นิยดา เล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อ อ.สำลี หลังตะลอนๆ ไปทั่วประเทศ ทำโครงการและเปิดมูลนิธิต่างๆ ด้วยกันมานานไม่ต่ำกว่า 30–40 ปี ว่า

สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ เรื่องสิทธิบัตร เพราะท่านมองเห็นจุดสำคัญบางอย่างได้เร็วและทะลุปรุโปร่งมาก และด้วยความเป็นคนกัดไม่ปล่อย พอสนใจเรื่องอะไรก็ทุ่มเทเต็มที่ ปัญหา พ.ร.บ.สิทธิบัตร ตั้งแต่ปี 2522 อเมริกามากดดันให้ไทยทำตาม ตอนนั้นเจ้าหน้าที่รัฐไทยยังไม่รู้เรื่อง ทำให้มีปัญหาในการออกสิทธิบัตร คนไทยจึงเสียผลประโยชน์หลายอย่างจนถึงวันนี้ เช่น อุตสาหกรรมยาของไทยล่าช้า และปัญหาเรื่องราคา กับการเข้าถึงยา

ไม่ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน “อ.สำลี” กำลังเป็นห่วงมากในเรื่องกัญชาและกระท่อม กลัวว่าจะสุดท้ายไทยจะเสียเปรียบต่างชาติอีกครั้ง

“พวกเราชอบบ่นอาจารย์ว่าทำอะไรหลายเรื่องเยอะแยะพร้อมกันไปหมด ท่านจะเถียงทันทีว่า ไม่ได้ๆ ต้องรีบทำ เดี๋ยวจะไม่มีเวลาแล้ว ต้องรีบทำให้มากที่สุด”

เมื่อปี 2554 หลังจาก “อ.สำลี ใจดี” ได้รับรางวัลเกียรติยศ “คนดีของแผ่นดิน” ลูกศิษย์คนสำคัญคือ “ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์” ได้แต่งบทกวียกย่อง โดยมีท่อนหนึ่งที่สามารถบรรยายความรู้สึกที่มีต่อท่านไว้อย่างสมบูรณ์

สำ คัญคือ ศรัทธา พามุ่งมั่น

ลี ลาลั่น เพื่อคนยาก ฝากให้ฝัน

ใจ เธอสูง เทียบเทียมฟ้า ฝ่าประจัญ

ดี นิรันดร์ เพื่อประชา ถาวรการ

จากวันนี้ไปเครือข่ายทั้ง 5 กลุ่มของ “อ.สำลี” คงต้องรวมพลังช่วยกันต่อสู้ทำโครงการสุดท้ายของท่านให้สำเร็จ

ด้วยการนำภูมิปัญญาความรู้ “กระท่อมและกัญชา” ของบรรพบุรุษไทย มาพัฒนาเป็นยารักษาโรคที่มีประสิทธิผล เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ

จากที่รกร้างสู่แปลงผักคลังอาหารของคนเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากที่รกร้างสู่แปลงผักคลังอาหารของคนเมือง

9 เมษายน 2562 – 12:20 น.
แปลงผัก
เปิดอ่าน 736 ครั้ง

รายงาน…

วิถีชีวิตและสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปของคนเมืองที่ยังต้องพึ่งพาปัจจัยอาหารจากภายนอก ยังไม่นับรวมถึงการผลิตอาหารที่ตั้งอยู่บนปัจจัยเสี่ยงทั้งสภาพภูมิอาหาร และภัยพิบัติต่างๆ ที่รุนแรงขึ้น

สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเป็นอยู่ของคนเมืองสั่นคลอน ไม่มีความมั่นคงอีกต่อไป

เกษตรในเมือง หรือ Urban Agriculture เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และเพื่อตอบโจทย์แนวทาง “เมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง” หรือ Transition Town ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ซึ่งสนับสนุนให้มีการสร้างแหล่งอาหารภายในชุมชน เพื่อรับมือภัยธรรมชาติและความผันผวนทางเศรษฐกิจและพลังงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในอนาคต

นี่คือที่มาของ “Land Sharing” แบ่งปันพื้นที่ แบ่งปันอาหาร แบ่งปันชีวิต อีกหนึ่งโมเดลของโครงการสวนผักคนเมืองในการส่งเสริมเกษตรในเมืองเพื่อสร้างพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารระดับชุมชน ด้วยการให้เครือข่ายและผู้สนใจเปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้กลายเป็นแปลงเกษตรกรรม ผลิตอาหารปลอดภัยสำหรับตนเองและแบ่งปันให้ชุมชน

ที่โรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ ใกล้สี่แยกพงษ์เพชร อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้เปลี่ยนที่ดินรกร้างใต้แนวเสาไฟฟ้าแรงสูง เนื้อที่ 124 ตารางวา มาทำแปลงผักขนาด 1X2 เมตร จัดสรรให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองได้มาใช้ประโยชน์ ด้วยแนวคิด “ปลูก ปัน กิน”

“ตอนแรกที่ตรงนี้มีแต่เศษอิฐเศษปูนที่พวกก่อสร้างเอามาทิ้งไว้ เราก็ช่วยกันปัดเก็บให้เรียบร้อย” ดร.อมรา ปฐภิญโญบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ บอกถึงสภาพพื้นที่ก่อนเริ่มดำเนินการ หลังจากนั้นพบปัญหาต่อมาคือ ดินเสื่อมสภาพ แข็ง จนไม่น่าจะปลูกอะไรขึ้นได้ จึงเริ่มด้วยการ “ห่มดิน” คือ เอาฟางข้าวมาปกคลุมดินไว้ให้กลายเป็นปุ๋ยและสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ใส่ขี้วัว และปุ๋ยอินทรีย์ ทิ้งไว้ระยะหนึ่ง พอดินเริ่มกลับมามีสภาพดีขึ้นก็จัดสรรปันออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ พืชหวังผล พืชหวังยา พืชไร่ และแปลงผัก

แปลงผักถูกแบ่งออกเป็นจำนวน 25 แปลง สำหรับเด็ก 19 แปลง ผู้ปกครองจำนวน 6 แปลง และความพิเศษของการจัดสรรพื้นที่แห่งนี้ คือ การออกแบบแปลงผักทั้งหมดเป็นวงกลม เพื่อให้สามารถดูแลแปลงผักขนาด 1X2 ตร.ม. ได้ง่ายและทั่วถึง

ทุกๆ วันเด็กจะมาช่วยกันปลูกและดูแลผลผลิตของตัวเองเพื่อนำไปเป็นอาหารกลางวัน ส่วนหนึ่งก็เอากลับไปรับประทานที่บ้าน ในส่วนแปลงที่จัดสรร หรือ “แชร์” ให้ผู้ปกครองจำนวน 6 แปลงนั้น ทางโรงเรียนจะเก็บค่าเช่าเดือนละ 650 บาท

“นอกจากจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กรับประทานผักแล้ว ยังเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ และวิธีการที่จะทำอย่างไรให้พื้นที่ตรงนี้อยู่ได้นาน นั่นคือ การแบ่งปันพื้นที่ให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน” ผู้อำนวยการโรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ กล่าว

ด้าน “สุอาภา อนุโต” ครูผู้รับผิดชอบ เผยถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กว่า เด็กแต่ละห้องจะมีแปลงผักเป็นของตัวเอง ต้องแบ่งเวรกันมาทำ ตั้งแต่การปลูก การดูแล การรดน้ำ และเก็บ จากที่ไม่เคยมีความรู้มาก่อนก็ได้มาลองทำกันแรกๆ ผักอาจจะไม่สวยงาม แต่พอทุกอย่างเข้าที่ ผักก็งอกงาม เด็กก็มีความสุข ตอนเช้าก่อนเข้าแถวก็รีบมารดน้ำโดยไม่ต้องมีใครมาบอกด้วย

ขณะที่ “สุวรรณ โกวิทวงศา” ผู้ปกครองที่มาใช้ประโยชน์แปลงผักดังกล่าว บอกว่า เด็กๆ มาอยู่แบบนี้ได้เห็นกระบวนการเรียนรู้การปลูกผัก ได้เห็นคุณค่าและเกิดความคุ้นชิน จะช่วยให้กินผักได้

ส่วนแนวคิดการเปลี่ยนพื้นที่รกร้างในเมืองมาทำเกษตรนั้น ผู้ปกครองคนดังกล่าว ให้ความเห็นว่า การปลูกผักมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย ต้องอาศัยความสนใจของคนแต่ละคน ต่อให้มีพื้นที่ก็ไม่ตื่นตัวอยากจะทำ แต่ถ้าคนสนใจ แล้วรวมกลุ่มกันทำอย่างจริงจัง คนที่เห็นว่ามีประโยชน์ก็จะสามารถดึงคนมาร่วมกันได้
แนวคิดเรื่องการแบ่งปันใช้พื้นที่ หรือ Land Sharing จึงเป็นเรื่องของผู้ที่อยากจะแบ่งกันปลูก บรรจบกับคนที่อยากจะทำการเกษตรอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ในเขตเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวนหลายแปลงที่โครงการสวนผักคนเมืองได้ปักหมุดไว้ อยากจะชวนกันมาปลูก

อย่างไรก็ตามที่เป็นรูปเป็นร่างนอกเหนือจะโรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์แล้ว พื้นที่ย่านคลองหก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เนื้อที่กว่า 30 ไร่ เป็นที่ตั้งของ “ค่ายอาสาพัฒนาชนบทกลุ่มเสรีชน ม.รามคำแหง” โดยกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ชื่อ “เสรีชน” ใช้เป็นสถานที่สร้างเสริมประสบการณ์โดยปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทักษะอาชีพให้แก่สมาชิก และเป็นรายได้เสริม ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในการขับเคลื่อนกิจกรรมกลุ่ม

“พิเชษฐ์ หนูมาก” รุ่นพี่ค่ายอาสาพัฒนาชนบทกลุ่มเสรีชน เล่าถึงความเป็นมาว่า จากการที่ออกค่ายได้พบเจอวิถีชีวิตที่หลากหลาย โดยเฉพาะวิถีเกษตร และเชื่อว่าความมั่นคงทางอาหารจะเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต แม้สมาชิกกลุ่มแต่ละคนจะได้ชื่อว่าเป็นลูกเกษตรกร แต่ไม่เคยทำ ไม่มีความรู้ในการทำเกษตร กระทั่งมีโครงการของ “สวนผักคนเมือง” จึงเป็นโอกาสของกลุ่มในการที่จะมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นของตัวเอง จึงตระเวนหาที่ว่างตามชานเมือง จนมาได้ที่ดินผืนนี้

เมื่อได้ที่ดินแล้วทางกลุ่มไม่รีรอ รีบช่วยกันปรับพื้นที่ทำแปลงผักขึ้นใหม่ ทำคอกเลี้ยงหมู เล้าเป็ด-ไก่ ในส่วนของกล้วย มะม่วง ไผ่ มะนาว และบ่อปลาที่มีอยู่เดิมก็ไปดูแลเพิ่มเติม ซึ่งไม่ง่ายอย่างที่คิด ครั้งแรกก็ล้มเหลว เมื่อผักชุดแรกที่ทุกคนช่วยกันปลูกแคะแกร็น ไม่งอกงามอย่างที่วาดฝัน

“เรามีความรู้แค่ว่า หว่านเมล็ดแล้วรดน้ำ ผักก็จะงอก ออกมาให้กิน แต่มันไม่ใช่เลย ครั้งแรกที่ผลผลิตออกมา คือ กินไม่ได้ ต้นเล็ก แกร็น ขึ้นเป็นหย่อมๆ จึงได้ปรึกษาทางโครงการ ทำให้รู้ว่า ต้องมีการเตรียมดิน มีการให้ปุ๋ย มีการดูแลและบำรุงอย่างไร จึงได้เอามาปรับปรุงและแก้ไข เดี๋ยวนี้ดีขึ้นแล้ว” พิเชษฐ์ บอก
ผลผลิตของสวนเกษตรเสรีชนส่วนหนึ่ง คือการบริโภคในกลุ่ม และอีกส่วนจะกระจายไปสู่ผู้บริโภคที่เป็นพี่น้องย่านรามคำแหง และเริ่มมีพรีออเดอร์จากสวนผักคนเมืองบ้างแล้ว

สวนเกษตรเสรีชนจะช่วยกระตุ้นให้คนหันมาสนใจการปลูกผักไว้กินเองได้หรือไม่นั้น พิเชษฐ์ บอกว่า เดี๋ยวนี้คนรักสุขภาพมากขึ้น ก็น่าจะมีคนสนใจกันมากขึ้น บางคนคิดว่าซื้อกินได้ แต่หลายคนเริ่มตระหนักโดยเฉพาะความปลอดภัยจากสารเคมี เขาก็จะไขว่คว้าและเรียนรู้ในการผลิตผักปลอดสารไว้กินเอง

พื้นที่รกร้างว่างเปล่าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอีกเป็นจำนวนมาก หากครึ่งหนึ่งถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเช่นที่โรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ และสวนเกษตรเสรีชน คนเมืองกรุงก็น่าจะมีคลังอาหารขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และพร้อมที่จะก้าวสู่ “เมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง” ในอนาคต

เร่งดับ ‘ไฟป่า-ไฟบ้าน’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368331?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งดับ ‘ไฟป่า-ไฟบ้าน’

9 เมษายน 2562 – 12:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ดับไฟป่า,ไฟบ้าน
เปิดอ่าน 242 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ต้องรีบด่วนดับก่อนลุกลาม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ก่อนอื่นผมขอแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากการที่นายกรัฐมนตรีเชิญพระราชกระแสรับสั่งทรงห่วงใยประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือที่กำลังประสบปัญหาหมอกควันไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน รวมทั้งพระราชทานกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนเสียสละ

ผมส่งจดหมายฉบับนี้มาเพื่อเรียนให้ทราบว่า สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงกว่าที่คิดครับ ขนาดนายกรัฐมนตรีต้องไปเชียงใหม่และกำชับว่าต้องดับไฟป่า ต้นเหตุหมอกควันให้ได้ภายใน 7 วัน ซึ่งนี่ก็ครบกำหนดแล้ว ไม่รู้ว่าจะทันตามคำสั่งหรือเปล่า

หมอกควันที่เกิดขึ้นจากไฟป่านี้ส่งผลกระทบทั้งสุขภาพร่างกาย รวมถึงการคมนาคมโดยเฉพาะเครื่องบิน ซึ่งสนามบินบางแห่งหมอกควันหนาทึบจนเครื่องบินขึ้น-ลงไม่ได้ และทางรถยนต์ก็มองไม่ค่อยเห็นทาง เป็นอันตรายมากๆ

ผมค่อยเบาใจเมื่อมีรายงานสภาพอากาศจนถึงพรุ่งนี้(10 เม.ย.) ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งน้ำฝนจะช่วยดับร้อนและดับไฟป่าให้สภาพโดยรวมดีขึ้นตามธรรมชาติ

หมดเรื่องไฟป่าแล้วผมเป็นห่วงเรื่อง “ไฟบ้าน” คือเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่ส่อเค้าว่าจะยุ่งยาก หากไม่หันหน้าเข้าหากันหรือเจรจากันให้รู้เรื่อง โดยใช้หลักกฎหมายและระบบความถูกต้องยุติธรรม

นั่นคือมีประชาชนและนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย-หลายสถาบันทั่วประเทศ ออกมาประท้วงและเรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น ประธานสภานักศึกษารามคำแหงได้ยื่นหนังสือถึงกกต. เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามที่ได้มีการจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในวันที่ 24 มีนาคม 2562 และปรากฏความผิดปกติหลายประการที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการจัดเลือกตั้ง อาทิ รายชื่อบางรายชื่อมีเด็กที่อายุไม่ถึง 18 ปี และมีผู้เสียชีวิตเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในทะเบียนรายชื่อ

การรับส่งและรายงานผลคะแนนเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยความผิดพลาด มีจำนวนบัตรเสียมากกว่าปกติ มีบางหน่วยเลือกตั้งมีคะแนนรวมมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ์ ความผิดปกติในการนับคะแนนที่ล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งใช้ดุลพินิจที่น่ากังขา อาทิ การวินิจฉัยบัตรดี บัตรเสีย หรือจะเป็นการวินิจฉัยให้บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรประเทศนิวซีแลนด์ เป็นบัตรดี แต่ไม่สามารถนับคะแนนได้

จนถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยจากประชาชนต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีความบกพร่องและไม่โปร่งใส ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาประเทศต่อการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้

รวมทั้งมีความกังวลในการประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขต ซึ่งส่งผลต่อคะแนนในการคำนวณจำนวนสมาชิกพึงมีของพรรคการเมืองต่างๆ ในนามของสภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอประณามการกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้งในครั้งนี้ถึงความบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่

นี่คือเสียงเรียกร้องอย่างสันติที่รัฐบาลและกกต. จะมองข้ามหรือทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หรือใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว-รีบดับ ‘ไฟบ้าน’ ที่กำลังมีประกายไฟก่อนลุกลามจนดับไม่ได้เหมือนหลายๆ ครั้งในอดีตนะครับ
สุวิทย์ (ราชดำเนิน)

ตอบคุณ ‘สุวิทย์’ ราชดำเนิน
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเร่งดับไฟป่าและไฟบ้าน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาอย่างรุนแรงและอาจจะลุกลามสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนต่อประเทศไทย-คนไทย

‘ไฟป่า’ ที่ภาคเหนือที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ทุกรัฐบาลก็ไม่ได้หามาตรการป้องกันหรือมีแผนงานระยะยาว แค่ตามแก้ไขดับไฟดังเห็นกันอยู่

ส่วน ‘ไฟบ้าน’ ที่กำลังเกิดจากความไม่พอใจจากความโปร่งใสของการเลือกตั้งและระบบการนับคะแนน ซึ่งทาง กกต.ยังให้คำตอบไม่ชัดเจน

นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งจัดการโดยเร็วที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


จดหมายจากคุณ ‘วิษณุ’ กทม. ต่อไปนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระบบราชการไทย จากความล่าช้ามาสู่ระบบดิจิทัล
สมัยก่อนเรียกว่าทำงานกันแบบ ‘เช้าชาม-เย็นชาม’ ไปติดต่อราชการทีต้องหอบเอกสารไปเป็นปึกและใช้เวลาเป็นวันๆ ต่อไปนี้เข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิกส์ รวดเร็ว ทันใจ ถูกต้อง 100%
อ๊อด เทอร์โบ


 รัฐบาลยุคอิเล็กทรอนิกส์
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีข่าวทันสมัยมาแจ้งให้ทราบว่า ครม.ไฟเขียวเห็นชอบตามที่สำนักพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เสนอ เรื่องการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถดำเนินการออกเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

กำหนดว่าภายในปี 2563 ทุกหน่วยราชการจะต้องยกเลิกการใช้กระดาษ โดยหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครองได้แล้วให้ยกเลิกการออกบัตรให้แก่ประชาชน และพัฒนาระบบทะเบียนให้สามารถตรวจสอบสิทธิ์ของประชาชนเชื่อมโยงข้อมูลกับเลขบัตรประชาชนผ่านระบบออนไลน์แทน

ภายในปี 2562 หน่วยราชการต้องพัฒนาเป็นระบบอี-เซอร์วิส หากหน่วยงานใดยังไม่มีความพร้อมให้แจ้งสำนักงาน กพร. ทราบโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ให้ตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถดำเนินในรูปแบบของดิจิทัลด้วย เช่น การอนุมัติ อนุญาต และการออกเอกสาร

ที่ผ่านมา กรมการจัดหางานได้ใช้ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว โดยยกเลิกรูปเล่มเอกสารหรือบัตรแข็งและเปลี่ยนเป็นใช้รูปแบบดิจิทัลบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแทนแล้ว

สำนักงานประกันสังคมได้ยกเลิกบัตรผู้ประกันตนและนำระบบการเชื่อมโยงเลขประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลักมาใช้แทน ทำให้สามารถตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพยาบาลผ่านช่องทางเว็บไซต์ของสำนักงานฯ ทดแทนการพกบัตร

นี่คือการปฏิรูปการทำงานของราชการ ซึ่งจะประหยัด รวดเร็วอย่างมาก
วิษณุ (กทม.)

โป๊ะแตก “แผน 24 มิ.ย.” เกมจุดไฟในนาคร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โป๊ะแตก “แผน 24 มิ.ย.” เกมจุดไฟในนาคร

9 เมษายน 2562 – 10:56 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรคอนาคตใหม่,เอก ธนาธร,หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,โรม-รังสิมันต์,โรม,รังสิมันต์ โรม,ไผ่ ดาวดิน,คสช,ไอลอว์,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 7,933 ครั้ง

  หลายคนอาจลืมเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2558 ไปแล้ว เลยต้องมาทบทวนดูภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวอีกครั้ง เริ่มจาก “ตัวละคร” ในนาม “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่”

***************

ควันหลงจากคดี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พา “โรม-รังสิมันต์ โรม” ไปนอนสวนเงินมีมา ยังไม่จบ เมื่อโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมาย หรือ “ไอลอว์” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ “คสช.โป๊ะแตก! แจ้งความธนาธรผิดท้องที่ สน.ปทุมวัน ไม่มีอำนาจทำคดีนี้”

ทางโฆษกคสช.ได้แจงว่า เหตุเกิดที่ สน.ปทุมวัน เพราะ “โรม” กับพวก ตั้งเวทีไฮปาร์คท้าทายตำรวจให้ออกมาจับกุมตามหมายจับ และในระหว่างชุมนุมนั้น ปรากฏว่ามีผู้มาให้กำลังใจและสังเกตการณ์ประมาณ 200 คน “ธนาธร” ก็อยู่ในนั้นด้วย จึงถูกแจ้งข้อหาเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 116

ใบหน้านักเคลื่อนไหว

หลายคนอาจลืมเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2558 ไปแล้ว เลยต้องมาทบทวนดูภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวอีกครั้ง เริ่มจาก “ตัวละคร” ในนาม กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” (New Democracy Movement-NDM)

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เป็นกลุ่มนักศึกษา นักกิจกรรมจากหลากหลายกลุ่มที่มารวมตัวกัน อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา

รังสิมันต์ โรม หน้า สน.ปทุมวัน ปี 2558

          บุคคลที่เป็นแกนนำก็คือฟากกรุงเทพฯ คือ รังสิมันต์ โรม ส่วนฟากขอนแก่นก็เป็น “ไผ่ ดาวดิน” จตุรภัทร บุญภัทรรักษา

22 พฤษภาคม 2558 มีการแสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ทั้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอนแก่น และที่หอศิลปวัฒธรรมกรุงเทพมหานคร

สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่ สน.ปทุมวัน

ทั้งสองจุดตำรวจออกหมายเรียกนักกิจกรรมทั้งหลาย แยกเป็นที่ขอนแก่น 7 คน และที่กรุงเทพฯ 37 คน แต่นักกิจกรรมต้านเผด็จการประกาศอารยะขัดขืนไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกรายงานตัวของตำรวจ

ตัดมาที่การเลือกตั้ง 2562 ปรากฏว่า นักกิจกรรมต้าน คสช.ยุคแรกๆ ได้เข้าร่วมทำงานการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ และพรรคสามัญชน

          บ้างเป็นว่าที่ ส.ส. แต่อีกหลายคนก็สอบตก โดยเฉพาะชาวพรรคสามัญชน

ยุทธการ “ดาวยั่ว”

ดังที่ทราบกันหลังการชุมนุมรำลึก 1 ปี คสช.ยุติ ตำรวจได้ออกหมายเรียกแกนนักเคลื่อนไหวทั้งสองจุดเกิดเหตุ ฐานฝ่าฝืนคำสั่งคสช. แต่พวกเขาประกาศอารยะขัดขืนไม่ยอมให้ตำรวจจับกุม

รังสิมันต์ โรม ถือฤกษ์ 24 มิถุนายน 2558 เข้าแจ้งความดำเนินคดีตำรวจที่กระทำการเกินกว่าเหตุในการจับกุมนักกิจกรรม โดยนัดหมายที่ สน.ปทุมวัน

ไผ่ ดาวดิน และเพื่อน ตัวละครสำคัญ

          ที่ฮือฮากลุ่มดาวดิน ขอนแก่น ดำดินมาโผล่ที่ สน.ปทุมวัน “ไผ่ ดาวดิน” ขึ้นไฮปาร์คไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ แถมท้าให้ตำรวจจับกุมพวกเขาเลย

ฝ่ายความมั่นคงทราบดีว่าเป็นแผนล่อเจ้าหน้าที่ให้เข้าจับกุม จึงเล่นเกมยื้อจนถึงค่ำ เจ้าหน้าที่จึงยอมรับตามข้อเสนอไม่จับ และให้เข้าแจ้งความได้

แต่ก่อนกลับออกจาก สน.ปทุมวัน “ไผ่ ดาวดิน” บอกกับนักข่าวว่าไม่ได้กลัวการถูกจับกุม ถ้าจะก็ขอให้จับตอนนั้นเลย ขอร้องอย่าจับกุมระหว่างทาง เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

สี่ทุ่มกว่า โรมกับพวกกำลังเดินทางออกจากโรงพัก ตำรวจนอกเครื่องแบบเตรียมประกบ โรมไหวตัวทัน วิ่งหลบหนีไปขึ้นรถตู้

          หน่วยข่าวบันทึกหลักฐานรถตู้คันนั้นไว้เรียบร้อย จึงมีข่าวแพลมออกมาเวลานั้น บ้างว่าเป็นของ “นายทุนหัวก้าวหน้า” คนหนึ่ง

ปูทางสู่การเมือง

ยุทธการ 24 มิถุนายน 2558 ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ “พลังมวลชน” เพราะภาพที่ปรากฏว่า มีนักศึกษาไม่กี่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว จนมีคำถามว่านักศึกษาหายไปไหน ยังสนใจเหตุบ้านการเมืองหรือไม่?

มิหนำซ้ำภายในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ยังเกิดความไม่เข้าใจกัน เพราะมีนักกิจกรรมจากหลายกลุ่มหลายองค์กร ส่งผลให้ “โรม” ต้องแยกตัวไปตั้งองค์กรใหม่ชื่อ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” (Democracy Restoration Group: DRG)

“โรม” เชื่อว่านักศึกษายุคปัจจุบันยังสนใจการเมือง แต่อาจไม่ได้ต้องการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่อีก

ปลายปี 2560 “โรม” จึงตั้ง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มแดงอิสระ มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลประยุทธ์ และคสช. ทำตามสัญญาคือ จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ก่อการตั้งพรรคอนาคตใหม่ จึงเห็นกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อย ขณะเดียวกันอดีตนักกิจกรรมที่แยกทางกับโรมก็ไปร่วมก่อตั้ง “พรรคสามัญชน”

          เหมือนน้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ..อุดมการณ์ตรงกัน แต่รสนิยมทางการเมืองต่างกัน

“ประชาธิปัตย์” อย่าดัดจริต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368330?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ประชาธิปัตย์” อย่าดัดจริต

9 เมษายน 2562 – 10:10 น.
กระดานความคิด,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,กปปส,พลอเปรม ติณสูลานนท์,พิชัย รัตตกุล,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,มรวคึกฤทธิ์ ปราโมช
เปิดอ่าน 6,664 ครั้ง

คอลัมน์…   กระดานความคิด   โดย…  บางนา  บางปะกง

 เกมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คงมีความชัดเจน หลัง กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ต้นเดือนพฤษภาคม แต่เค้าลางแห่งความยุ่งยาก ก็เผยให้เห็นกันแล้ว

เนื่องจากเสียง ส.ส.ในสภา ของ “2 ขั้ว” สูสีกันเหลือเกิน ไม่มีฟากไหนชนะเด็ดขาด ฉะนั้น ข่าวลือข่าวลวงเรื่องพลิกขั้ว ย้ายขั้ว จึงอึงอลในยามนี้

สำหรับ “พรรคประชาธิปัตย์” มีสภาพไม่ต่างจากตอนที่มีการแข่งขันเลือกหัวหน้าพรรค แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน แม้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะลาออกจากหัวหน้าพรรค แต่ขั้วอภิสิทธิ์ ยังไม่สิ้นฤทธิ์ พยายามชงผู้นำคนใหม่ เพื่อชิงอำนาจกลับคืนมา ฝ่ายขั้ว กปปส.(เดิม) เดินเกมรุก หวังยึดพรรคให้ได้เช่นกัน

ฝ่ายอดีตแกนนำ กปปส. แสดงจุดยืนเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ขณะที่ขั้วอภิสิทธิ์ ต้องการให้ ปชป. เป็น “ฝ่ายค้านอิสระ”

แม้คนบางคนในพรรคเก่าแก่ จะอ้างว่า ปชป.ต่อต้านเผด็จการมาแต่แรกเริ่ม คงไม่มีใครเถียง เพราะคู่ต่อสู้สมัยโน้นคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม, พรรคสหภูมิ ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และพรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจร

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในระยะใกล้ ยังได้บอกว่า ปชป.ได้สนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” หรือที่นักรัฐศาสตร์ไทยบางคน เรียกว่า “ระบอบเปรมาธิปไตย”

พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ยกมือให้ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 3 มีนาคม 2523 กระทั่งเลือกตั้ง 27 กรกฎาคม 2529 “พิชัย รัตตกุล” ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป.สมัยนั้น ได้นำพาลูกพรรคหาเสียงเต็มที่

ผลการเลือกตั้ง 27 กรกฎาคม 2529 ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ 100 ที่นั่ง พรรคชาติไทย 63 ที่นั่ง พรรคกิจสังคม 51 ที่นั่ง พรรคสหประชาธิปไตย 38 ที่นั่ง พรรคประชากรไทย 24 ที่นั่ง พรรครวมไทย 19 ที่นั่ง พรรคราษฎร 18 ที่นั่ง ส่วนพรรคต่ำสิบ รวมกัน 25 ที่นั่ง

          เบื้องแรก ปชป. ที่มี พิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค พยายามจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรี แต่พรรคกิจสังคม และพรรคอื่นๆ ไม่ร่วมด้วย ปีกพรรคชาติไทย พยายามคุยกับ “พิชัย” ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พิชัยไม่กล้า แกนนำชาติไทยจึงออกโรงหนุน พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชิงเก้าอี้นายกฯ

สุดท้าย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ออกโรงหนุน พล.อ.เปรม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ แกนนำ ปชป. กิจสังคม ชาติไทย และราษฎร จึงเจรจากันตั้งรัฐบาลผสม 4 พรรค 232 เสียง โหวตป๋าเปรมเป็นนายกฯ

          “สถานการณ์ทางการเมือง เป็นบรรยากาศไม่สู้ดีนัก ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพราะเป็นคนกลาง พรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะต้องเป็นพรรคที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด” พิชัย แจกแจงกับนักข่าวสมัยนั้น 

เบื้องลึกที่ 4 พรรคจูบปากกัน เพราะ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายทหาร “ลูกป๋า” เดินสายล็อบบี้แกนนำพรรคการเมืองดังกล่าว ให้มาร่วมหัวจมท้ายกัน

บทเรียนของ ปชป.คราวครั้งโน้น ก็มักถูกพรรคคู่แข่งหยิบยกมาพูดถึงจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค แต่ “ปู่พิชัย” ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพราะเป็นเรื่องของสถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานั้น

ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ด้วยสปริตของอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ปู่พิชัยได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส.บางคนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เมื่อ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา “ปู่พิชัย” ยังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งที่พรรค ปชป. พ่ายแพ้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคใต้ พร้อมเสนอให้พรรค ปชป.นำคนเก่าแก่ในพรรคเข้ามาปรับองคาพยพในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้เกิดความเป็นเอกภาพ

“เมื่อประชาชนจำนวนมากเลือกพรรคพลังประชารัฐเข้ามาทำงาน เป็นการแสดงให้เห็นว่า เขาอยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสานงานที่ทำเอาไว้ ซึ่งผมเห็นด้วย และอยากให้ลืมอดีต เพราะขณะนี้ถือว่าบ้านเมืองอยู่ในช่วงของการฟื้นฟู เสมือนรถที่ตกรางแล้วกำลังกลับเข้าสู่ราง จึงควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำงานพิสูจน์ตัวเองให้สำเร็จ”

          ฟังปู่พิชัยพูดแล้ว หลายคนอมยิ้ม และเข้าใจในหัวอก “ผู้ใหญ่” ของพรรคเก่าแก่ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ไม่ใช่แก๊งโลกสวยที่สุมหัวคิดกันอยู่ไม่กี่คน 

วิบากกรรม’บิ๊กโจ๊ก’ในวันที่ไม่’หวานเจี๊ยบ’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368327?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากกรรม’บิ๊กโจ๊ก’ในวันที่ไม่’หวานเจี๊ยบ’

9 เมษายน 2562 – 08:21 น.
บิ๊กโจ๊ก,เด้งฟ้าผ่า,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,วงการสีกากี
เปิดอ่าน 12,687 ครั้ง

รายงาน…

ในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความร้อนแรงของการเมืองที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาพอากาศหน้าร้อนของไทย ทั้งคนข่าวทั้งประชาชนทั่วไป เทความสนใจไปที่ข่าวการเมืองหลังการเลือกตั้งเสร็จแต่ยังไม่จบ แต่จู่ๆ กลับปรากฏข่าวฮือฮาครั้งใหญ่ในแวดวงสีกากี ชนิดที่กลบกระแสการเมืองกันเลยทีเดียว ทั้งนักข่าวและตำรวจเช็กกันอุตลุดกับข่าว “เด้งฟ้าผ่า” นายพลหนุ่มคนดัง

กระแสข่าวถูกลือสะพัดตั้งแต่ค่ำวันที่ 5 เมษายน ก่อนมาคุหนักในเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แทนที่จะเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจ แต่ใครต่อใครก็อยากจะรู้เรื่อง และถามหาคำสั่งเด้ง และแล้วข่าวลือที่ว่าก็ถูกตอกย้ำว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สะบัดปลายปากกาเซ็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 232/2562 ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 เรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) อาคารที่ 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย

จนถึงนาทีนี้ปม “เด้งสายฟ้าแลบ” บิ๊กตำรวจหนุ่มดาวรุ่งพุ่งเร็ว เจ้าของฉายา “บิ๊กโจ๊ก หวานเจี๊ยบ” ไปเดินสะดุดทำผิด ทุจริตอะไร เพราะนอกจากคำสั่งที่ปรากฏ ยังไม่มีผู้ใหญ่คนไหนออกมาให้ข้อมูลชี้แจงแถลงไขให้เข้าใจตรงกันถึงการย้ายขาดนายพลดาวรุ่งครั้งนี้ ทุกคนยังปิดปากเงียบ โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แถมเป็นผู้ควบคุมกลไกในรั้วสีกากี ทั้งๆ ที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นนายตำรวจที่ประสานงานทำงานใกล้ชิด หรือแม้แต่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่เป็นผู้บังคับบัญชาและเซ็นคำสั่งด้วยตัวเอง ทำให้สังคมได้แต่คาดเดา ผูกเรื่องโยงสาเหตุไปต่างๆ นานา ผสมผสานวิเคราะห์วิจารณ์จับแพะชนแกะกับข้อมูลที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งชวนสงสัย

ท่ามกลางกระแสข่าวลือในตอนนั้น เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2562 ให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่ออกจากราชการแล้วได้ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกผูกเรื่องโยงถึงที่มาของการเด้งดังสนั่นวงการครั้งนี้ เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลังการยึดอำนาจของ คสช. โดยช่วงปีหลังๆ “บิ๊กโจ๊ก” ในฐานะคนสนิท “บิ๊กป้อม” เป็นนายพลหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง มียศมีตำแหน่งข้ามหัวรุ่นพี่ โตไว ได้ยศ “พล.ต.ท.” คุมหน่วยสำคัญอย่าง สตม. และมีบทบาท หรือจะเรียกว่ามีอิทธิพลต่อโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ มีคนวิ่งเข้าหาไม่ขาดสาย

จะว่าไปแล้วการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ถึง สารวัตร (สว.) เพิ่งเสร็จสิ้นก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน แต่กว่าโผจะคลอดก็ลุ้นกันคางเหลือง จะออก ไม่ออก เลื่อน ไม่เลื่อน กระทั่งมีคำอธิบายว่า ที่ช้าเพราะรายชื่อมีเยอะ ติดขัดด้านธุรการ ต้องตรวจสอบให้ถ้วนถี่ ป้องกันความผิดพลาดซ้ำซ้อน ถึงกระนั้นก็มีรายงานข่าวว่า มีกองบัญชาการสำคัญแห่งหนึ่ง ถูกแทรกแซงเปลี่ยนโผ มีสายการเมืองบังคับบิ๊กตำรวจส่งเด็กของตัวเองเข้ามาเบียด สุดท้ายก็มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง มีการแก้ไขและยกเลิกคำสั่งเดิม มีตำรวจหลายตำแหน่งที่ถูกเบียดเข้ามาในกองบัญชาการแห่งนี้ถูกยกเลิกคำสั่งไปด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีบางกระแสที่ลือกัน เนื่องจากมีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจจากถิ่นภูธรพื้นที่อีสานใต้ที่ไม่มีความชำนาญ เข้ามาดูแลงานในพื้นที่สำคัญยิ่งยวดเขตนครบาล จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการสำคัญ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องห้ามผิดพลาดโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกันหลังคำสั่งเด้งที่เกิดขึ้นปรากฏชัด ยังมีข่าวลือผูกโยงพฤติกรรมเรื่องการทุจริตต่างๆ ออกมาวิพากษ์กันไม่หยุด อาทิ เรื่องการเช่ารถสายตรวจของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) ที่มีมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท แต่มีพิรุธเกี่ยวกับการประกวดราคา และสัญญาเช่า รวมถึงวันส่งมอบรถ

ที่สาธยายมายังเป็นแค่บางส่วนบางตอน ซึ่งยังเป็นเพียงแค่ข่าวลือที่รอการยืนยัน แต่เพียงเท่านี้น่าจะถูกใจบรรดาโจทก์ของ “บิ๊กโจ๊ก” ที่เคยถูกปราบแทบเหี้ยนอย่างขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งถูกตามยึดทรัพย์แทบหมดตัว รวมถึงช่วงก่อนจะมีการเลือกตั้งยังเดินหน้าปราบนายทุนเงินกู้นอกระบบดอกโหด ยึดโฉนดคืนลูกหนี้ จับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช. เพราะมีหมายจับนายทุนปล่อยกู้เอารัดเอาเปรียบ โดนข้อหาฉ้อโกงกันไปหลายราย

จากคำสั่งที่เกิดขึ้น จึงนับว่าเป็นวิบากกรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” ที่วันนี้ไม่ได้ “หวานเจี๊ยบ” เหมือนเก่าก่อน เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง แม้แต่ตำรวจด้วยกันเอง เนื่องจากมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ปราบปรามจับกุมสารพัด มีชื่อมีหน้าออกสื่อทุกแขนงทุกวัน เส้นทางที่เดินมาเหมือนถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ อนาคตสดใสสุดๆ ตำแหน่ง ผบ.ตร.ในอนาคตอันไม่ไกลก็น่าจะจับต้องได้ถ้าไม่สะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มเสียก่อน

สำหรับการประชุม ก.ตร. ในวันอังคารที่ 9 เมษายนนี้ มีรายงานว่า จะเป็นการแต่งตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ถูกย้ายเข้ากรุ ศปก.ตร. ไปเป็น ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วพิจารณาคนอื่นมาขึ้นแท่นนั่ง ผบช.สตม. แทน
อำนาจที่เต็มไม้เต็มมือของ “บิ๊กโจ๊ก” ถึงวันนี้ต้องมลายหายไป ส่งผลให้นายพลหนุ่มดาวรุ่งที่กำลังพุ่งพีคสุดขีดต้องชะงักงันแบบกะทันหัน และไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เขาจะมีความผิดถูกแจ้ง 6 ข้อหา ตามข่าวลือหรือไม่ เส้นทางราชการที่กำลังสวยหรูจะได้ไปต่อ หรือจะหยุดพอแค่นี้ เดี๋ยวคงได้รู้กัน..!!

ชำแหละแถลงการณ์ “ธนาธร” “โอนหุ้น”ส่อนิติกรรมอำพราง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละแถลงการณ์ “ธนาธร” “โอนหุ้น”ส่อนิติกรรมอำพราง

9 เมษายน 2562 – 08:11 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,โอนหุ้น
เปิดอ่าน 2,788 ครั้ง

ชำแหละแถลงการณ์ “ธนาธร” “โอนหุ้น”ส่อนิติกรรมอำพราง

หลังจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2562 ชี้แจงการขายหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้แก่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2562 ไม่ใช่วันที่ 21 มี.ค.2562 ตามที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุ

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ตั้งข้อสังเกตุว่า 1.การระบุว่านางสมพร จ่ายค่าหุ้นเป็นเช็คลงวันที่ 8 ม.ค.2562 ซึ่งโดยปกติการออกเช็คสามารถออกเช็คลงวันที่ย้อนหลังได้ หากจะให้ลึกซึ้งกระจ่างแจ้ง ก็ควรนำต้นขั้วสมุดเช็คมาให้ตรวจสอบด้วยว่าไม่มีการลงวันที่ย้อนหลัง ซึ่งสามารถตรวจสอบจากต้นขั้วเช็คได้ เพราะมีหมายเลขเช็คเรียงตามลำดับ (Running number)

2.กรณีนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาโอนหุ้นให้นางสมพร ในวันที่ 8 ม.ค. 2562 เช่นเดียวกันก็ควรนำตราสารการโอนหุ้นและหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นของนางสมพร มาแสดงด้วย หากมีการชำระเป็นเช็คก็ต้องนำต้นขั้วมาแสดงด้วยเช่นเดียวกัน

3.กรณีวันที่ 14 ม.ค. 2562 นางสมพร โอนหุ้น 675,000หุ้น หมายเลข 1350001 ถึง 2025000 ให้หลานชาย ชื่อคุณเอ และโอนหุ้น 225000 หุ้น หมายเลข 3150001 ถึง 3375000 ให้หลานชายชื่อคุณบี โดยมีการทำตราสารการโอนถูกต้อง ก็น่าจะแสดงตราสารการโอนหุ้นให้แก่หลานทั้ง 2 มาแสดงด้วย หากหลานทั้ง 2 ยังเป็นผู้เยาว์ก็ต้องนำหนังสือยินยอมให้ทำนิติกรรมด้วย

ทั้งหลานเอ และ หลานบี ชำระค่าหุ้นอย่างไร หากเป็นเงินสดก็ควรต้องแสดงแหล่งเงินว่ามาจากไหน หากชำระด้วยเช็ค ก็ควรนำมาแสดงด้วย

4.การประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 19 มี.ค.2562 บริษัทนำความไปจดทะเบียนเปลี่ยน แปลงกรรมการ (มีกรรมการลาออกสองคน) และระบุว่าในการประชุมผู้ถือหุ้นมีเข้าประชุม 4 คน และผู้รับมอบฉันทะ 4 คน เพื่อความแจ่มชัดก็ควรแสดงหนังสือมอบฉันทะด้วย

5.กรณีหลานเอ และ หลานบี วันที่14 มีนาคม2562 ได้โอนหุ้นที่ได้รับโอนมาจากนางสมพร ให้นางสมพร โดยมีการทำตราสารการโอนหุ้นถูกต้องก็ควรต้องนำตราสารการโอนหุ้นมาแสดงและมีปัญหาว่านางสมพร ชำระค่าหุ้น อย่างไรเป็นเงินสดหรือเป็นเช็คหากเป็นเช็คก็จะต้องมีเลขที่แสดงและเงินที่คุณเอ คุณบีได้รับมาจากนางสมพร เป็นเงินได้พึงประเมินที่คุณเอและคุณบี ต้องมีภาระหน้าที่ในการเสียภาษีด้วย

6.กรณีผู้ถือหุ้นอีก 3 รายนอกจากหลานก็ได้โอนหุ้นให้นางสมพรทั้งหมดในวันเดียวกันนั้น ก็ต้องนำตราสารการโอน หลักฐานการชำระเงินมาแสดงด้วย และเงินที่ผู้โอนได้รับมาก็เป็นเงินได้พึงประเมินเช่นกัน

7.บรรดาการโอนหุ้นทุกครั้งไม่ว่าลูกโอนให้แม่ แม่โอนให้หลาน หลานโอนกลับให้แม่จะต้องมีการบันทึกลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกครั้ง ถ้านำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นมาแสดงก็คลี่คลายได้

ขณะที่นักกฎหมายรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตุที่น่าสนใจว่า การโอนหุ้นดังกล่าวอาจจะเป็นนิติกรรมอำพราง

ประการแรกเมื่อนายธนาธร และ นางรวิพรรณ โอนหุ้นให้นางสมพร ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 ทำไมนางสมพร ในฐานะกรรมการ บริษัท จึงไม่ลงสมุดทะเบียนหุ้นบริษัทในวันนั้น หรือทำไมไม่ยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ในช่วงวันที่ 8 ม.ค.2562 ทันที เหตุใดจึงทิ้งระยะกว่า 2 เดือน

ประการที่ 2 นางรวิพรรณ แจ้งลาออกจากกกรรมการเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2562 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.2562 ทำไมไม่ลาออกจากกรรมการตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 ในคราวเดียวกัน

ประการที่ 3 นางรวิพรรณ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถือว่าเป็นบุคคลเดียวกัน แต่ก่อนวันที่ 18 มี.ค. ยังเป็นกรรมการในบริษัทสื่อถือว่า นายธนาธร ขาดคุณสมบัติผู้สมัครหรือไม่

ประการที่ 4 กรณีนางสมพร ทจ่ายเช็คค่าหุ้นให้นายธนาธร 6,750,000 บาท มีการเคลียริ่งหรือไม่ ถ้ามีการเคลียริ่ง เกิดขึ้นวันไหนถ้าตรงกับวันที่ 8 ม.ค.2562 ทุกอย่างก็เคลียร์ แต่ถ้าไม่มีการเคลียริ่ง ก็น่าสงสัยว่าจะเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่

ส่วนกรณีที่นายธนาธร บอกว่า โอนหุ้นต่อหน้าพยานและทนายโนตารี่พับบลิค ซึ่งโนตารี่ พับบลิค คือการที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อ และประทับตรารับรองความถูกต้องของเอกสารว่ามีสาระชอบด้วยกฎหมาย แต่ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับโนตารีพับลิค

มาถึงตรงนี้ประเด็นจึงไปอยู่ที่ฝ่ายสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่ต้องแสวงหาหลักฐานดังที่ว่าจากนายธนาธร และต้องอาศัยอำนาจเรียกมาเป็นพยานระหว่างการไต่สวนและอายัดสมุดทะเบียนหุ้นไว้ด้วย