ชัวร์!พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงินเเตะขั้วพปชร.สานฝัน”ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368231?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชัวร์!พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงินเเตะขั้วพปชร.สานฝัน”ลุงตู่”

8 เมษายน 2562 – 12:05 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,ถาวร เสนเนียม,อนุทิน ชาญวีรกูล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 13,373 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน ค่อนข้างชัดเจนเเล้วว่า “ยี่สิบห้าพรรคการเมืองจะมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้ในชั้นต้น โดยสองพรรคที่ไม่มีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คือ พรรคเพื่อไทยเเละประชาชาติ คือคำตอบของกกต.ที่เเจ้งต่อสังคมหลังจากชุลมุนว่าพรรคที่มีส.ส.เขตเท่านั้นหรือไม่จะได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาหลายวัน

เมื่อมาถึงตรงนี้ความชัดเจนบังเกิดขึ้นมาระดับหนึ่งพร้อมๆกับการสั่งนับคะเเนนใหม่เเละเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้งที่มีความคาราราซังเเละเเว่วมาว่าสัปดาห์นี้จะมีเเจกใบสารพัดสีออกมาอีกระลอกใหญ่ เพื่อให้การเลือกตั้งซ่อมส.ส.ต้องยุติในเดือนเมษายน ก่อนที่จะรับรองผลอย่างเป็นทางการวันที่ 9 พฤษภาคม

ความจริงที่จะบังเกิดในการเลือกตั้งซ่อมคือขั้วพรรคเพื่อไทยต้องพยายามหลายเท่าตัวในการรักษาพื้นที่ รวมทั้งเจาะพื้นที่ใหม่ให้ได้เพื่อนำมาหักกลบลบหนี้กับขั้วหนุนลุงตู่ เเต่สิ่งที่น่าจะยากเเละเหนื่อยคือ การเกลี่ยเเต้มกันในเเต่ละเขตเลือกตั้งไม่ให้เหลื่อมล้ำกับพรรคเเนวร่วม เพราะหนึ่งคะเเนนในหนึ่งเขตเลือกตั้งจะมีผลในการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ให้เเต่ละพรรคโดยอัตโนมัติ ตรงนี้คือสิ่งที่เหนื่อยเเสนเหนื่อย….

ส่วนพรรคพลังประชารัฐนั้น เเน่นอนว่าจะต้องกวาดคะเเนนมาเพิ่มให้ระบบเขตเเละปาร์ตี้ลิสต์ให้ขยับไปหายใจรดต้นคอพรรคเพื่อไทยให้มากที่สุด เพราะตอนนี้ “ยี่สิบเอ็ดเสียง” ที่พรรคอันดับหนึ่งมีเหนือพรรคอันดับสองนั้น “พลังประชารัฐ” ต้องคว้าตัวเลขเข้ามาลดช่องว่างให้ได้เยอะที่สุดเพื่อเป็นข้อต่อสู้บนเวทีการจัดตั้งรัฐบาลให้มีความชอบธรรมเท่าที่จะพยายามได้

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งซ่อมนั้น สถิติที่ผ่านๆ มาจำนวนผู้มาใช้สิทธิจะลดลงกว่าการเลือกตั้งทั่วไป เเละหากมาจัดขึ้นช่วงหลังสงกรานต์ ผู้มาใช้สิทธิน่าจะน้อยลงกว่าที่ประมาณการไว้เป็นเเน่เเท้ ตรงนี้คือการบ้านที่สองขั้วการเมืองจะต้องทำเพื่อกวาดคะเเนนจากการหย่อนบัตรซ่อมครั้งที่จะถึงนี้ให้เข้าเป้าที่สุด

….อีกปรากฏการณ์ที่บางฝ่ายลุ้นมานาน คำตอบเเพลมมาเเล้วว่า “สองพรรค” จะเเตะมือกับขั้วใดระหว่างขั้วหนุนลุงตู่เเละขั้วต้านลุงตู่….

“สองพรรค” อมพะนำมาครู่ใหญ่ เเม้ล่าสุดจะเป็นคำตอบที่พูดไม่เต็มปากนัก เเต่เมื่อพินิจดีๆ เเล้ว มันคือคำว่า “ใช่” สำหรับพรรคพลังประชารัฐ

“หากคนที่อยู่ในหล่มไม่กี่คนนั้นบอกว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองขัดเเย้ง เเละเคารพสถาบัน หากตะโกนออกมา ผมเเละพรรคจะช่วยคนที่ติดหล่มได้” คือคำพูดของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคหลังอมพะนำมาหลายเพลา

“ถาวร เสนเนียม” ว่าที่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “….วันนี้เราหารืออย่างไม่เป็นทางการมีผู้เข้าร่วมกว่า 30 คน ความเห็นจากการรับฟังประเด็นสำคัญ คือจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อยากร่วมรัฐบาล ที่สำคัญเกือบครึ่งของที่ประชุมต้องการให้ประกาศท่าทีในนามพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนวันที่ 9 พฤษภาคมนี้…” เเละ “นักการเมืองของประชาธิปัตย์จะคำนึงถึงความอยู่รอดของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประโยชน์ประชาชน การเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่เป็นการผิดอุดมการณ์ ไม่ใช่สนับสนุนผู้สืบทอดอำนาจ หรือไม่ได้สนับสนุนเผด็จการแน่นอน….”

เเม้จะมีเสียงค้านถาวรว่า “ตะเเบงไม่เลิก” เเละ “เป็นฝ่ายค้านก็ทำงานเพื่อประเทศได้” จาก “ชวน หลีกภัย” ก็ตาม…เเต่อย่างน้อยเชื่อได้ว่าเเม้ในอนาคตอันใกล้พรรคสีฟ้าจะมีมติว่าขอเป็นฝ่ายค้าน เเต่งูเห่าสีฟ้าบางตัวจะเลื้อยไปจากถนนเศรษฐศิริมุ่งหน้าซอยรัชดาภิเษก 54 เป็นเเน่เเท้

นัยนี้ไม่ต้องเเปลอะไรให้มากมายเพราะมันคือคำตอบที่สื่อถึง “นายใหญ่ ณ เเดนไกล” ให้ “เลิกคิด เลิกฝัน เลิกสู้” บนกระดานการเมืองยามนี้

“พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงิน” คือพรรคอันดับที่สี่เเละอันดับที่ห้าบนกระดานการเมืองไทย “ว่าที่ส.ส.ราวหนึ่งร้อยชีวิตเศษ” ในเบื้องต้นของสองพรรคคือตัวเเปรที่เบียดขึ้นไปอยู่ลำดับที่สามกลายๆ เเละมีผลเเปรผันขนาดใหญ่ว่าขนาดของพรรคทั้งสองซึ่งประชาชนไว้วางใจในการหย่อนบัตรครั้งนี้

สิ่งที่อนุทินเเละถาวรระบุไว้นั้นมันชัดเเจ้งเเล้วว่าโอกาสเกินกว่าครึ่งเเตะขั้วพลังประชารัฐ เเละสิ่งที่เหลือคือรายละเอียดระหว่างทางที่ต้องเจรจาความกันให้ลงตัวกันทุกฝ่ายในการร่วมรัฐนาวาลำเดียวกันในอนาคตอันใกล้

ความจริงเเล้ว “ทักษิณ ชินวัตร” น่าจะมองเกมออกว่าประชาธิปัตย์เเละภูมิใจไทยจะตอบอย่างไร….เเต่ด้วยทิฐิเเละความเชื่อมั่นส่วนตัวที่ไม่มองบริบทโดยรวมของการเมืองเเละสังคมไทยจึงยังติดอยู่ในหล่มที่เจ้าตัวขุดไว้เอง

เเละยังต้องลุ้นกันรายวันกับชะตากรรมของคีย์เเมนพรรคอนาคตใหม่ว่าจะโป๊ะเเตกเมื่อใด หาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เเละปิยบุตร เเสงกนกกุล” จำต้องอดฉายบทบนเวทีการเมืองจากหลากกรรมที่เจ้าตัวก่อไว้ในอดีต ภาวะ “งูเห่าสีส้ม” น่าจะบังเกิดตามสิ่งที่ใครบางคนปราถนา

หากภาวการณ์ออกมาเเนวนี้….มันเหมือนกับการ “ดับฝันขั้วต้านลุงตู่เเละทักษิณ” เเม้ว่าในเร็ววันนี้จะมีการเลือกตั้งซ่อมหลายต่อหลายเขตที่จะเอามาลุ้น

เเม้นว่า…ในวันนั้นพรรคเพื่อไทยเเละเเนวร่วม เช่น อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ เศรษฐกิจใหม่ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทยอาจจะชนะเลือกตั้งซ่อมได้หลายพื้นที่ (เเม้บางเขตจะต้องเสียพื้นที่ไปให้ขั้วตรงข้าม) จนตัวเลขเบียดขึ้นมาเพิ่ม เเต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประชาธิปัตย์เเละภูมิใจไทยมีในมือเเละพร้อมไปเเตะมือขั้วหนุนลุงตู่นั้น ขั้วเพื่อไทยพยายามไปก็เหมือนเหนื่อยเปล่า…

ลุงตู่คงได้ยิ้มเเบบเบาใจได้เสียที….กับการเตรียมคัมเเบ็กสู่ตึกไทยคู่ฟ้า

“ธนาธร” ผ่านด่านแรกได้ไหม อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368228?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธนาธร” ผ่านด่านแรกได้ไหม อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

8 เมษายน 2562 – 11:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,208 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

การตรวจสอบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ประกาศอาสาปฏิวัติสังคมที่เขาเห็นว่าไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และยังเป็นสังคมศักดินาที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ไม่ว่าการประกาศสานต่อภารกิจ 2475 (การเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ให้ลุล่วง หรือการจำกัดอำนาจของกองทัพทางการเมือง ต้องบอกว่าเป็นเป้าหมายที่ “ท้าทาย” สำหรับคนหนุ่มที่มีความมุ่งมั่น

ท้าทายมากกว่าภารกิจ “พิชิตขั้วโลกใต้” ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยพิชิตมาแล้ว เพราะนอกจากการต้องทำร่างกายให้แข็งแรงและจิตใจที่เข้มแข็งแล้ว พฤติปฏิบัติทั้งในอดีต-ปัจจุบันและอนาคต ของเขาจะต้องถูกต้องตามกติกา ไร้ข้อด่างพร้อยเช่นกัน

ประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังตรวจสอบพฤติปฏิบัติของธนาธรอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าคดีอาญาตามมาตรา 116 ว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นอันเนื่องจากการช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนีหรือให้ที่พักพิง รวมทั้งคดีว่าด้วยคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. (กรณีการโอนหุ้นสื่อ) หรืออื่นๆ เป็นหนึ่งในขั้นตอนการตรวจสอบ “การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญที่มีการปฏิรูปกันมาตั้งแต่ปี 2540

หลักการที่เหมือนกันของรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540, รัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเรื่องอื่นใด แต่หลักการ 3 อย่างในการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือการตรวจสอบผู้เข้ามามีอำนาจทางการเมือง 3 ช่วง เพื่อให้การเมือง “สะอาดและโปร่งใส” นั่นคือ 1.การตรวจสอบก่อนที่จะเข้ามาสู่อำนาจ 2.การตรวจสอบระหว่างการใช้อำนาจ และ 3.การตรวจสอบหลังการเข้ามามีอำนาจ หลักการทั้ง 3 นี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ชุด อานันท์ ปันยารชุน ใช้เป็นหลักในการร่างรัฐธรรมนูญ และยังถูกถอดมาใช้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

ดังนั้นการตรวจสอบว่าการถือครองหุ้นสื่อ และคดีเก่าๆ ของนายธนาธร ขัดกับคุณสมบัติของผู้เข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองหรือไม่ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา หาใช่การทำลายล้างพรรคอนาคตใหม่ดังที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพลพรรคอนาคตใหม่ พยายามโน้มน้าวให้แฟนคลับ 6.3 ล้านเสียงที่เลือกมา มาช่วยปกป้อง (save ธนาธร) อย่างที่ก่อกระแสหรือไม่
หากธนาธรมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง มิได้ทำหลักฐาน “ปลอม” หรือแต่งเรื่องเท็จมาเพื่อเอาตัวรอดดังที่สำนักข่าวอิศรา และภาคประชาชนบางส่วนตั้งข้อสงสัย ก็ไม่เห็นจะต้องวิตกถึงขนาดขอให้ประชาชนมาช่วยเหลือ
เพราะ “ทองแท้” ต้องไม่กลัวไฟ ความจริงเท่านั้นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยกเว้นทั้งหมดคือ “ทองปลอม!”
อย่าให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเดียวกับกรณี ทักษิณ ชินวัตร ในกระบวนการเข้าสู่อำนาจปี 2544 กรณีซุกหุ้นไว้กับยาม-คนรับใช้และคนขับรถ เอาตัวรอดด้วยการใช้กระแสกดดันและอ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ขนาด นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ยังหลงผิด หันมาเชียร์ ทักษิณ ชินวัตร เชิดให้เป็น “อัศวินควายดำ” จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “ปลดล็อก” ปล่อยให้ ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่อำนาจ
และเป็นไปตามคำทำนายของ ประเสริฐ นาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็น 1 เสียงวินิจฉัยว่าทักษิณขาดคุณสมบัติ บอกไว้ว่า “จะเป็นบุคคลอันตรายต่อแผ่นดิน” ซึ่งก็เป็นดังว่า

เรื่องของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ควรยึดบทเรียน ทักษิณ ชินวัตร ปี 2544 หากข้อเท็จจริงผิด เจ้าตัวควรยอมรับผิด

อย่าคิดเอามวลชนเป็นกำแพงบังกาย ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยต้องวินิจฉัยตามตัวบท อย่าวินิจฉัยเพราะแรงกดดันของมวลชน

“ความถูกต้องของกฎหมายต้องบังคับใช้กับทุกคน จะยกเว้นให้ใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งมาด้วยเสียง 6.3 ล้านเสียงก็ตาม”

ฝ่าวิกฤติฝุ่นเชียงใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368230?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่าวิกฤติฝุ่นเชียงใหม่

8 เมษายน 2562 – 10:55 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ฝุ่น พีเอ็ม 25,รศดรศิริมา ปัญญาเมธีกุล
เปิดอ่าน 384 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ใน จ.เชียงใหม่ ยังมีทีท่าวิกฤติอย่างต่อเนื่อง ทั้งสภาพฝุ่นที่ค่าสูงเกินมาตรฐานสะสมมาแล้วเป็นสัปดาห์ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องรีบลงพื้นที่เพื่อเข้าไปหาแนวทางจัดการ ล่าสุดสถานการณ์ฝุ่นยังไม่คลี่คลายและยังมีปัญหาไฟป่าเพิ่มขึ้นอีกในพื้นที่

รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าสถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ใน จ.เชียงใหม่ มีแหล่งต้นกำเนิดที่ต่างจากในกรุงเทพฯ พอสมควร เนื่องจากเชียงใหม่ไม่ได้มีปัญหาการจราจรคับคั่ง

“จ.เชียงใหม่ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ฝุ่นมารวมได้ง่าย ประกอบกับปีนี้มีปัญหาเอลนีโญ อากาศปิด แล้งนานมาก แต่สาเหตุสำคัญของฝุ่นในเชียงใหม่คือการเผาป่าเพื่อทำการเกษตร” อาจารย์ศิริมาระบุ

การเผาป่าเพื่อทำการเกษตรใน จ.เชียงใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ประกอบกับปัญหาความแห้งแล้งในฤดูร้อน ส่งผลให้เกิดไฟป่า ซึ่งทำให้ฝุ่นละอองเพิ่มมากขึ้น ในปีนี้ถือว่าเป็นปีแล้งจัดมีอาสาสมัครทำแนวกันไฟไม่เพียงพอต่อการรับมือไฟป่าอีกด้วย

“ปีนี้มีปัญหาเรื่องการเผาใกล้ๆ กัน ติดกันหมด ต่างจากปีก่อนๆ ที่จะมีว่าห้ามเผาตรงไหนๆ ทยอยๆ กันไป แต่ปีนี้พอห้ามในช่วงเวลาใกล้ๆ กันทำให้จัดการเวลายาก นอกจากนี้ถ้าสินค้าการเกษตรมีราคาดี เช่นข้าวโพดราคาขึ้น คนก็ต้องรีบเผารีบเคลียร์เพื่อให้ได้พื้นที่เพาะปลูก”

ปัจจัยอีกประการคือแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ถูกพัดพามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เชียงใหม่มีสภาพภูมิอากาศย่ำแย่ และมีค่า AQI พุ่งสูงกว่าใน กทม. ซึ่งอาจารย์ศิริมาชี้ว่า เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาคนี้ เพราะปัญหาฝุ่นในภาคใต้ก็มีลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

“ภาคใต้ก็มีฝุ่นจากอินโดนีเซีย อาจารย์มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาทางภูมิภาคจริงๆ ไทยในฐานะประธานอาเซียนควรฉวยโอกาสนี้ออกมาตรฐานทางการทูตที่อิงกฎหมาย โดยปรับปรุงเอ็มโอยู ที่มี ให้เป็นข้อตกลงที่แน่นหนาไม่ใช่แค่รับปากว่าต้องทำ”

อาจารย์ศิริมาชี้ว่า ไทยมีโมเดล หรือพื้นที่แบบอย่างที่เป็นตัวเลือกการทำเกษตรรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวนมาก เช่น แม่แจ่มโมเดล ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรจัดการคือการสร้างความตระหนักและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประชาชนโดยชี้ให้เห็นทางเลือกใหม่ๆ

“ป่าเป็นชุมชนของเขา คุณจะไปสั่งว่าห้ามเผาอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องมีทางเลือก 1 2 3 ให้เขาอยู่ได้ มีโมเดลให้ดูว่าต้องทำอย่างไร มีวิธีอื่นใหม่ ถ้ามันมีทางเลือกอื่นเขาก็เปลี่ยน เกษตรทางเลือก เกษตรผสมผสานต้องทำอย่างไร เหมือนกับปัญหาฝุ่นใน กทม. คุณบอกประชาชนว่าอย่าใช้รถให้ไปใช้ขนส่งแบบอื่น ไปใช้รถเมล์ แต่รถเมล์ก็ไม่เอามาเพิ่ม คนก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม”

นอกจากนี้ควรเน้นการทำงานเชิงรุก ใช้เทคโนโลยีเข้าไปจัดการเพื่อรับมือปัญหาไฟป่าและการเผาป่า เช่น ใช้ระบบดาวเทียมตรวจสอบจุดความร้อน (ฮอตสปอต) เพื่อรีบเข้าไปทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่า หรือใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อสอดส่องดูแล เป็นต้น

แต่ในการแก้ปัญหาระยะยาว หน่วยงานรัฐและเอกชนคงต้องร่วมมือกันแบบบูรณาการ มีผู้สั่งการโดยที่ทุกฝ่ายปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียงกัน ขั้นต้นทุกหน่วยงานต้องใช้หน่วย AQI เท่ากันเพื่อเป็นดัชนีในการตรวจสอบความรุนแรงของสถานการณ์ปัญหา ส่วนดัชนีชี้วัดผลงานของหน่วยงานต่างๆ ก็ควรปรับเปลี่ยนจากด้านเศรษฐกิจและสังคมมาสู่ด้านสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมด้วย

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบควรตระหนักแต่ไม่ตระหนกกับสภาพปัญหา ใช้ผ้าปิดปากหรือผ้าปิดจมูกในที่กลางแจ้ง หรือใช้เครื่องฟอกอากาศในห้อง อย่างไรก็ดี กลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดควรมีความตระหนักในเรื่องนี้มากเช่นกัน

“คนในพื้นที่เกษตรต้องทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งวัน จะให้ใส่ผ้าปิดปากตลอดเวลาก็คงไม่ไหว สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างความตระหนักให้แก่เขาว่าถ้ามีปัญหาเรื่องฝุ่นควันพวกนี้เขาจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ”

อาจารย์ศิริมาย้ำว่า ปัญหาฝุ่น พีเอ็ม 2.5 เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยการร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สิ่งสำคัญที่สุดคือควรมีความตระหนักแต่ไม่ตระหนกในการรับมือและแก้ไขปัญหานี้ไปด้วยกัน

ระวังค่าโง่ม.44การขยายค่างวด900MHzเป็นคนละกรณีกับการประมูล5G

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังค่าโง่ม.44การขยายค่างวด900MHzเป็นคนละกรณีกับการประมูล5G

8 เมษายน 2562 – 10:30 น.
900 MHz,ค่าโง่,ประมูล,5G,กสทช,ม44
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

บทความพิเศษ  โดย…  ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

ในระยะนี้มีข่าวอยู่เสมอว่าไทยจะต้องเร่งประมูล 5G มิเช่นนั้นประเทศจะสูญเสียโอกาส และถ้าจะประมูล 5G ก็ต้องขยายระยะเวลาการผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz เพราะเอกชนแบกภาระจนไม่มีเงินมาประมูล พร้อมกับเรียกร้องให้ใช้ ม.44 เพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนชำระดังกล่าว

แต่ล่าสุดสื่อมวลชนได้รายงานข่าวแล้วว่าเอกชนที่จะได้ประโยชน์จากการขยายระยะเวลาผ่อนชำระบอกว่า การขยายระยะเวลาผ่อนชำระเป็นคนละกรณีกับการประมูล 5G หมายความว่า ต่อให้มีการใช้ ม.44 เอกชนก็คงไม่เข้าประมูล 5G อยู่ดี

รายงานข่าวนี้สอดรับกับการนำเสนอบนเวที “5G ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน” ที่เหล่าค่ายมือถือบอกว่า หากจะจัดประมูล 5G ต้องมี Spectrum Roadmap ที่ชัดเจนก่อน มีกฎกติกาที่เอื้อต่อ 5G มีการตั้งราคาคลื่นที่ไม่สูงเกินไป และที่สำคัญยังนำเสนอว่า มาตรฐาน 5G ระดับโลกของคณะทำงาน 3GPP ที่ออก Release 15 เน้นคุณสมบัติด้านความเร็วการรับส่งข้อมูล แต่มาตรฐาน Release 16 ที่จะออกในปี 2020 ถึงจะครอบคลุมคุณสมบัติด้านการรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมหาศาลและการลดความหน่วง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับบริการ IoT อย่างเช่น Smart city, Smart home, การจราจร หรือแม้แต่การเกษตร นอกจากเรื่องมาตรฐานแล้ว ตัวอุปกรณ์ที่ใช้งานก็ยังมีจำนวนน้อย แม้แต่ชิปเซตก็ยังมีไม่มากจนกว่าจะถึงปี 2020

หมายความว่าการจัดประมูล 5G เร็วเกินไป และมีโอกาสล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ เพราะแม้จัดสรรคลื่นได้ แต่บริการที่สำคัญยังจะไม่เกิดขึ้น เพราะมาตรฐานยังไม่สรุป อุปกรณ์และชิปเซตยังไม่เพียงพอ ผู้ชนะประมูลคลื่นก็ยังไม่สามารถสร้างรายได้ตอบแทนได้อย่างเต็มที่ เหล่านี้เป็นเหตุผลที่ค่ายมือถือยืนยันมาตลอดว่ายังไม่ควรเร่งจัดประมูล 5G ในปีนี้ ต่างจากคราวประมูล 3G และ 4G ที่อุปกรณ์ในท้องตลาดมีมากมายอยู่แล้ว ความต้องการใช้งานของผู้บริโภคมีมหาศาล เมื่อชนะประมูล สามารถสร้างรายได้ทันที

แล้วทำไมยังมีการดึงดันเรียกร้องให้ใช้ ม.44 ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz กันอยู่อีก ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกับ 5G อย่างชัดเจน!!??

ธุรกิจโทรคมนาคมเป็นธุรกิจที่ทำกำไร ต่างจากธุรกิจทีวีดิจิทัลที่เป็นขาลง แต่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลกลับชำระค่าคลื่นตามกำหนด แม้จะไม่เห็นด้วยก็เพียงตั้งข้อสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืน ส่วนธุรกิจโทรคมนาคมที่ได้ประโยชน์จากการให้บริการต่อแม้สิ้นสุดสัญญาสัมปทานกว่า 2 ปี ปฏิเสธที่จะนำส่งเงินรายได้ในช่วงมาตรการคุ้มครอง ซึ่งเป็นรายได้ของรัฐ จนหลายฝ่ายสงสัยว่า รายได้ในช่วงมาตรการคุ้มครองจะเป็นอีกหนึ่งค่าโง่ที่รัฐเสียรู้แก่เอกชนหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นพอชนะประมูลคลื่น 900 MHz ซึ่งรัฐตั้งราคาไม่สูงมาก แต่เอกชนแข่งกันเคาะราคาอย่างดุเดือดจนชนะ แต่ในที่สุดกลับเรียกร้องให้แก้ไขกติกาย้อนหลัง ให้ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเอกชนรายอื่น

หลักการของค่าการใช้คลื่นนั้น ในสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดสรรคลื่นโดยใช้วิธีการประมูลมาตลอด แม้แต่คลื่น 5G ล่าสุดก็ยังเดินหน้าประมูล นักวิชาการของ FCC ให้ความเห็นว่า ค่าคลื่นจากการประมูลเป็นต้นทุนจม ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งต่างจากต้นทุนดำเนินการอื่น ยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่การแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมเข้มข้น ราคาค่าบริการที่ผู้บริโภคต้องควักกระเป๋าจ่ายจะถูกกำหนดจากการแข่งขันในตลาด ค่าคลื่นจึงเปรียบเสมือนรายได้เข้ารัฐที่ไม่กระทบภาระของประชาชน ไม่เหมือนภาษีต่างๆ ที่สุดท้ายประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากไม่มีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระ เอกชนก็ต้องระดมเงินผ่านแหล่งทุนต่างๆ มาชำระ เป็นต้นทุนของตัวเองที่ต้องแบกรับ แต่หากรัฐขยายระยะเวลาผ่อนชำระ โดยคิดดอกเบี้ยต่ำ เท่ากับเอกชนได้ประโยชน์เต็มๆ ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ถูกผ่องถ่ายมาสู่ความรับผิดชอบของรัฐ เพราะหากรัฐต้องการใช้เงินก้อนที่ควรได้จากค่าคลื่น แต่กลับขยายระยะเวลาออกไป รัฐก็ต้องหาเงินจำนวนนั้นผ่านช่องทางต่างๆ แทน ซึ่งต้นทุนในการหาเงินเพิ่มของรัฐก็คือภาระของประชาชน ไม่ว่าจะในรูปของภาษีหรือภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่รัฐต้องไปก่อมาชดเชยเงินที่หายไป หรือในกรณีที่รัฐหาเงินไม่ได้หรือไม่หาเงิน ก็จะตัดงบประมาณรายจ่ายลง ประชาชนแทนที่จะได้ประโยชน์จากโครงการต่างๆ ก็จะไม่ได้รับอะไรเลย

การใช้ ม.44 ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz จึงไม่ต่างจากการผลักภาระของเอกชนที่ชนะการประมูล มาเป็นภาระของสาธารณะแทน แถมเป็นเอกชนที่มีกำไรจากธุรกิจ แต่มีประวัติเบี้ยวหนี้เงินรายได้จากมาตรการคุ้มครองฯ

หากออก ม.44 ในเรื่องนี้จริง จะดูประหนึ่งว่ารัฐเป็นเจ้าหนี้ที่วิจารณญาณบกพร่องหรือไม่

ในส่วนข้ออ้างเรื่องการประมูลคลื่นที่ล่าช้ากับการสูญเสียรายได้ของประเทศหลายล้านล้านบาท และการโหมกระพือข่าวว่าการประมูล 5G จะสำเร็จได้จำเป็นต้องมีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz นั้น หลายคนมองว่าเป็นนิทานที่ไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อปี 2556 ซึ่งสัญญาสัมปทานมือถือหลายค่ายจะสิ้นสุดลง และจะต้องจัดประมูลใหม่ให้ทันการณ์ เพื่อจะเป็นการก้าวสู่ยุค 4G แต่กลับไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีการเร่งรัดการจัดประมูลจนต้องออกประกาศมาตรการคุ้มครองฯ กรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แม้นักวิชาการจะให้ข้อมูลว่า การประมูล 4G ที่ล่าช้า ประเทศจะสูญเสียประโยชน์กว่า 1.6 แสนล้านบาท โดยคำนวณตามข้อมูลของสถาบันวิชาการที่เคยสรุปไว้ในการประมูล 3G ในครั้งนั้น องค์กรที่ต้องรับผิดชอบกลับไม่มีการเรียกร้องให้เร่งผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4G แต่กลับฟ้องหมิ่นประมาทนักวิชาการที่ให้ข้อมูลผลเสียจากความล่าช้าของการประมูล 4G โดยผู้แทนจาก 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้แถลงไม่เห็นด้วยกับการฟ้องคดีนี้

และต่อมายังมีขบวนการผลักดันให้มีคำสั่ง คสช. ที่ 94/2557 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 จนสำเร็จ ให้ชะลอการประมูลคลื่น 900 และ 1800 MHz ออกไป 1 ปี ทำให้การประมูลจริงเกิดขึ้นปลายปี 2558 ทั้งที่สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มสิ้นสุดลงตั้งแต่ปลายปี 2556 ทำให้มีการใช้และขยายระยะเวลาตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการอีกกว่าสองปี
มาตรการดังกล่าวทำให้เราก้าวเข้าสู่ยุค 4G ที่แท้จริงล่าช้า และจนกระทั่งปัจจุบัน เอกชนก็ยังปฏิเสธที่จะนำเงินรายได้หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานส่งรัฐ เรื่องนี้มีความเสียหายต่อประเทศหรือไม่ และใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้น …ยังคงเป็นคำถามที่อยู่ในความเงียบ โดยไม่มีคำตอบ
แต่มาปีนี้กลับมีการกระพือข่าวว่า ถ้าไม่เร่งประมูล 5G ไทยจะสูญเสียรายได้ 2.3 ล้านล้านบาท และใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ คสช. ออกคำสั่งขยายเวลาการชำระค่าคลื่น 4G ออกไปอีก เพราะถ้าปล่อยให้เอกชนแบกภาระทางการเงินก้อนใหญ่ ก็จะไม่เข้าร่วมประมูล 5G ผนวกกับปัญหาผลประกอบการของธุรกิจทีวีดิจิทัล ทำให้มีข้อเสนอให้เรียกคืนคลื่นทีวีดิจิทัลมาประมูล 5G และใช้เป็นเหตุโน้มน้าวให้ คสช. ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz
แต่วันนี้เอกชนให้ข้อมูลชัดเจนว่า การขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าประมูล 900 MHz ไม่เกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูล 5G แปลว่าข้ออ้างทั้งหมดเป็นยิ่งกว่านิทานหรือเปล่า

การจะดูแลกิจการทีวีดิจิทัลเป็นคนละเรื่องกับการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz อย่าใช้ธุรกิจที่ประสบปัญหาเป็นข้ออ้างในการอุ้มธุรกิจที่มีกำไร เพราะจะไม่ต่างจากการอ้างว่าจะช่วยเหลือคนเจ็บป่วยแต่กลับไปเลี้ยงดูคนปกติ การแฝงเรื่องการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าประมูล 900 MHz เข้าไปกับการดูแลทีวีดิจิทัล ควรต้องน้อมนำพระราโชวาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2562 มาไตร่ตรองให้ดีว่า การทำเช่นนี้ถูกต้องเป็นธรรมไหม และมีผลประโยชน์ของแผ่นดินเป็นเป้าหมายสูงสุดหรือไม่
หากคำตอบคือไม่ใช่ การใช้ ม.44 เพื่อขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz ก็จะเป็นเพียงการผลักภาระหนี้ของเอกชนมาเป็นหนี้ของประชาชน และเป็นการแก้กติกาการประมูลย้อนหลังอย่างไม่เป็นธรรม สุดท้ายก็จะเป็นเสมือน “ค่าโง่ที่รัฐต้องจ่ายแทนเอกชน” อีกครั้งหนึ่ง

โลกล้อมไทย ฤา “ธนาธร” จะตามรอย “ทักษิณ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โลกล้อมไทย ฤา “ธนาธร” จะตามรอย “ทักษิณ”

8 เมษายน 2562 – 10:08 น.
ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,เอก ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,เลือกตั้ง,โลกล้อมไทย,เจ้าหน้าที่ทูต,สนปทุมวัน,ฝ่ายประชาธิปไตย,World Economic Forum
เปิดอ่าน 10,119 ครั้ง

แกนนำพรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับ “เวทีโลก” จนนักเลือกตั้งจากพรรคคู่แข่งประเมินต่ำ ว่าคนรุ่นใหม่มัวแต่หาเสียงในต่างประเทศจะได้ประโยชน์อะไร

********************

เป็นข่าวไปทั่วโลก 6 เมษายน 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มิเพียงกองเชียร์เสื้อสีส้มเท่านั้น

หากแต่ยังพ่วงเจ้าหน้าที่จากยูเอ็นมาสังเกตการณ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถานทูต อียู เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ

นี่คือกลยุทธ์ “หลังอิงสากลนิยม” ของทีมงานพรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องการประจาน คสช.

ธนาธรกับตัวแทนสถานทูต หน้า สน.ปทุมวัน

ย้อนรอย”ธนาธรออนทัวร์”

นับแต่เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช ได้ตะลอนทัวร์ไปทั้งสหรัฐและยุโรป เพื่อแสดงตัวให้นานาชาติได้รู้จักว่าพวกเขากำลังก่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

กลางเดือนกันยายน 2561 ธนาธร ไปพูดที่เวที World Economic Forum ที่เวียดนาม หลังจากนั้นก็พาทีมงานไปประกาศวิสัยทัศน์ในเวทีโลกอีกหลายงานที่สหรัฐและแคนาดา

8-12 ตุลาคม 2561 ธนาธร กับพวก ออนทัวร์ยุโรป ได้พบนักการเมืองและตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยียม สหภาพยุโรป และเยอรมนี

โปรแกรมตะลอนทัวร์ของแกนนำอนาคตใหม่ ปี 2561

แน่นอน ปิยบุตร แสงกนกกุล ยอมรับว่าจำเป็นต้องพึ่งพาแนวร่วมพรรคการเมืองทางเลือกและพรรคฝ่ายซ้ายในยุโรปเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้พรรคอนาคตใหม่

ดูเหมือนห้วงเวลานั้นแกนนำพรรคอนาคตใหม่จะให้ความสำคัญกับ “เวทีโลก” จนนักเลือกตั้งจากพรรคคู่แข่งประเมินต่ำ มองว่าคนรุ่นใหม่มัวแต่หาเสียงในต่างประเทศจะได้ประโยชน์อะไร ตรงกันข้ามมาถึงวันนี้ ก็มีคำตอบแล้ว

เหมือน “ธนาธร-ปิยบุตร” จะวางแผนไว้ล่วงหน้า และหวังใช้ “โลกล้อมไทย” เป็นเครื่องมือการต่อสู้อีกชนิดหนึ่ง

โรม”เดินเกมอิงต่างชาติ

จะว่าไปแล้วการก่อเกิด “พรรคอนาคตใหม่” กับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ในรอบปีที่แล้ว ไม่ต่างจาก “พรรคเพื่อไทย” กับ “กลุ่ม นปช.” อันเป็นการเดินยุทธศาสตร์ 2 ขา ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในการเลือกตั้ง 2554

เนื่องจากแกนนำหลักของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งคือ “โรม” หรือ รังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส..บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และเป็นคนที่บังเอิญติดรถตู้ของธนาธร หนีการไล่ล่าของสันติบาลไปที่สวนเงินมีมา ปี 2558

ตอนแรกหลายคนไม่ได้สังเกตปฏิบัติการกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่กดดันรัฐบาลประยุทธ์เป็นระยะๆ จวบจนถึงวันที่ “โรม” กับเพื่อนไปสังกัดพรรคอนาคตใหม่ จึงรู้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ 2 ขา

โรม และแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ที่สน.นางเลิ้ง ปี 2561

ย้อนไปดูภาพเมื่อ 7 มิถุนายน 2561 “โรม” พร้อมแกนนำคนอยากเลือกตั้งมีนัดหมายไป สน.นางเลิ้ง ในคดีชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งเมื่อ 21-22 พฤษภาคม 2562

การกิจกรรมไป สน.นางเลิ้ง ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งครั้งนั้นมีการเชิญเจ้าหน้าที่ตัวแทนจากสถานทูตหลายประเทศนับ 20 คนเข้าร่วมสังเกตการณ์การถูกดำเนินคดีของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งด้วย

ภาพตัวแทนสถานทูตกับโรมที่ สน.นางเลิ้ง กับภาพธนาธรยืนให้สัมภาษณ์ที่ สน.นางเลิ้ง โดยมีนักการทูตหลายชาติยืนเป็นฉากหลัง

ปลุกผี “เสรีไทย”

เมื่อ 4 เมษายน 2562 จรัล ดิษฐาภิชัย” ผู้ต้องหาหลบหนีคดี ม.112 และมีสถานะพลเมืองชาวฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai กรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ถูกหมายเรียกตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ว่า

จรัล ดิษฐาภิชัย ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย 

“ผมส่งจดหมายถึงสำนักข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน​ และกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ​ เยอรมนี​ ฝรั่งเศส​ และสหรัฐ​อเมริกา​ แจ้งข่าว คสช.รีบดำเนินคดีธนา​ธร​ จึงรุ่งเรือง​กิจ​ หัวหน้าพรรค​อนาคต​ใหม่​ โดยมุ่งหวังหยุดยั้งและทำลายพรรค​การเมืองนี้ ทั้งจะเป็นการข่มขู่คุกคามนักศึกษา​และประชาชนที่กำลังประท้วงการเลือกตั้งอีกด้วย”

องค์กรเสรีไทย

ดังที่ทราบกัน “จรัล” ร่วมกับ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จัดตั้ง “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ตามยุทธศาสตร์ “โลกล้อมไทย” ของทักษิณ

แต่หลายปีผ่านไปโลกล้อมไทยไม่บังเกิดผล “จรัล” ถึงกับให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ “จอม เพชรประดับ” ว่า “การต่อสู้กับระบอบเผด็จการของคสช.ครั้งนี้ ยากลำบากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา” เพราะสถานการณ์รัฐประหารในประเทศไทยเปรียบเทียบไม่ได้กับที่เกิดประเทศอื่นๆ เช่น อิรัก ซีเรีย ยูเครน ฯลฯ และที่สำคัญ

อย่างไรก็ตามเมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแบบเหนือความคาดหมาย

องค์การเสรีไทย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และ RED USA ได้ออกมาโหนกระแสธนาธรอีกหน หวังปลุกโลกล้อมไทยให้คึกคัก

ดื่มไม่ขับ..!(สงกรานต์)กลับบ้านปลอดภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดื่มไม่ขับ..!(สงกรานต์)กลับบ้านปลอดภัย

8 เมษายน 2562 – 09:50 น.
สายตรวจระวังภัย,สงกรานต์,พลตอดรวิระชัย ทรงเมตตา,ดื่มไม่ขับ,กลับบ้านปลอดภัย
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวของ “เทศกาลสงกรานต์” หลายคนวางแผนหาสถานที่ท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนา ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับเทศกาลสงกรานต์ในปี 2562 นี้ ก็ได้มีการจัด “7 วันอันตราย” เพื่อป้องกันและลดยอดอุบัติเหตุ ตั้งแต่วันที่ 11-17 เมษายน โดยเริ่มมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนออกมารณรงค์เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อให้ทุกชีวิตเดินทางกลับบ้านหรือที่หมายปลายทางอย่างปลอดภัย

ล่าสุด พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผบก.ทท.3 พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี ผกก.สน.บางซื่อ นายเควนติน จ๊อบ กรรมการผู้จัดการบริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด ประเทศไทย จำกัด และ บริษัท บริดจสโตน เอ.ซี.ที (ประเทศไทย) จำกัด ในนามศูนย์บริการรถยนต์ แอค (Bridgestone Auto Care & Tire) ร่วมกันเปิดโครงการรณรงค์ “สงกรานต์ ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่ประชาชนชาวไทยที่จะเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 7 วันอันตราย

พล.ต.อ.ดร.วิระชัย บอกว่า จากสถิติของศูนย์ป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน (ศปถ.) พบว่าในช่วงวันที่ 11-17 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรวม 3,724 ครั้ง เสียชีวิต 418 คน บาดเจ็บ 3,897 คน โดยการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทาง ส่งผลให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุจากการจราจรทางบก อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการจราจรในช่วงเทศกาล ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ทั้งกู้ภัย มีชุดเคลื่อนที่เร็ว ทีมแก้วิกฤติจราจร รถพยาบาล รถยก รถดับเพลิงในการอำนวยความสะดวก โดยตั้งเป้าลดจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 ให้เหลือน้อยที่สุด

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความตั้งใจที่จะสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนในการสนับสนุนโครงการถนนปลอดภัย ที่ทราบกันดีว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อย ซึ่งโครงการรณรงค์ ”สงกรานต์ ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม“ ถือว่าเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ สร้างจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบในการดื่ม อันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ถนนปลอดภัย และในปีนี้ บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด ประเทศไทย จำกัด ได้สนับสนุนกระบองไฟจราจร จำนวน 300 อัน ไฟฉาย 300 อัน กระเป๋ากันง่วงลดอุบัติเหตุ จำนวน 200 ใบ เพื่อใช้สำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร” พล.ต.อ.ดร.วิระชัย อธิบาย

พล.ต.อ.ดร.วิระชัย บอกอีกว่า นโยบายด้านการจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ อันดับแรกเน้นการอำนวยความสะดวก และจัดการจราจรในช่วงที่มีประชาชนออกเดินทางจำนวนมาก โดยจัดเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล อุปกรณ์เครื่องมือ และระบบการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ลำดับต่อมาบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จริงจัง และต่อเนื่อง ใน 10 ข้อหาหลัก โดยเน้นหนักในการจับกุมข้อหาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุด คือ ขับขี่รถโดยใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ขับขี่รถในขณะเมาสุรา ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่มีใบขับขี่ อย่างเข้มข้น

งานนี้ตำรวจเอาจริง ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้ขับขี่ทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องถูกตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทุกราย และพนักงานสอบสวนจะบันทึกผลการตรวจลงในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสถานีตํารวจ (ระบบ CRIMES) เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจสอบการกระทําผิดซ้ำ และเป็นข้อมูลให้ศาลพิจารณาโทษที่สูงขึ้น..!!

อัศจรรย์เรือพระที่นั่ง ‘สุพรรณหงส์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อัศจรรย์เรือพระที่นั่ง ‘สุพรรณหงส์’

8 เมษายน 2562 – 09:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เรือพระที่นั่ง สุพรรณหงส์
เปิดอ่าน 1,332 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันนี้ยังเป็นวันหยุดราชการ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำเสนอเรื่องที่เป็นสิริมงคลแก่ปวงชนชาวไทยได้ทราบ นั่นคือกองทัพเรือได้อัญเชิญเรือพระที่นั่ง ‘สุพรรณหงส์’ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4-6 พฤษภาคม และในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดในช่วงเสด็จพระราชดำเนินไปในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวางกูร

เรือพระที่นั่ง ‘สุพรรณหงส์’ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เป็นเรือพระที่นั่งขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายนก ปากแหลมยื่นยาว และมีเขี้ยว ส่วนลำคอยืดยาว ทอดลำตัวเป็นลำเรือ

ต่อมาในรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้จัดเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ทรงพระบรมธาตุที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ เมื่อพ.ศ.2370 ต่อมาเรือมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ลำปัจจุบันเป็นเรือที่สร้างขึ้นใหม่แทนเรือพระที่นั่งลำเดิมที่ชำรุด จัดเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง มีนาวาสถาปนิกต่อเรือคือ พล.ร.ต.พระยาราชสงคราม รน (กร หงสกุล)

เริ่มสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 แล้วเสร็จประกอบพิธีอัญเชิญเรือลงน้ำ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2454 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานนามว่า “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์”

ลักษณะตัวเรือ โขนเรือเป็นรูปหงส์ ไม้ลงรักปิดทองประดับกระจก ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 24 ท้องเรือภายนอกทาสีดำ ภายในทาสีแดง มีความยาว 44.90 เมตร ความกว้าง 3.14 เมตร ลึก 0.90 เมตร กินน้ำลึก 0.41 เมตร หนัก 15.6 ตัน ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี กรมศิลปากร คลองบางกอกน้อย

การจัดกำลังพลประจำเรือในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ ใช้กำลังพลกองทัพเรือจำนวน 64 คน ประกอบด้วย ฝีพาย 50 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงสามชาย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน และคนถือฉัตร 7 คน โดยจะมีการซ้อมย่อยในวันที่ 26 เมษายน  และซ้อมใหญ่วันที่ 30 เมษายน จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยถวายความจงรักภักดี ร่วมชมการซ้อมและพระราชพิธีสำคัญของชาติและจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตสืบไป

เรือพระที่นั่ง ‘สุพรรณหงส์’ และกระบวนเรือถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเอกลักษณ์ของไทยและมีแห่งเดียวในโลกก่อนจะอัญเชิญลงน้ำจะต้องมีพิธีขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการบวงสรวงตามโบราณราชประเพณี

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อหัวเรือพ้นโรงเก็บเรือเมื่อเวลา 08.20 น.

ขณะนั้นท้องฟ้ากลับมีเมฆเข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ เหลือเพียงแสงแดดอ่อนๆ เป็นประกายสาดลงมาสะท้อนสีทองของเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ที่แวววาว งดงาม ท่ามกลางความตื่นเต้นยินดีของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

นี่คือความศักดิ์สิทธิ์-อัศจรรย์เรือพระที่นั่ง ‘สุพรรณหงส์’
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘วัดโพธิ์’ อันดับ 21 โลก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นเด็กวัดโพธิ์ท่าเตียน อาศัยข้าวก้นบาตรหลวงลุงและพักอาศัยอยู่อย่างมีความสุขและพอเพียง ตอนเรียนอยู่มัธยมซึ่งสมัยไม่มีหอพักหรือห้องเช่ามากเหมือนเวลานี้ เด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็ต้องอาศัยอยู่บ้านญาติและเป็นเด็กวัด

เมื่อมีโอกาสก็จะเข้าไปวัดโพธิ์ถิ่นเก่าเพื่อกราบไหว้พระนอนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์และทำบุญตามกำลังความสามารถและสังเกตเห็นว่าวัดโพธิ์มีนักท่องเที่ยวไปกันมาก

วันก่อนมีข่าวว่า “ทริปแอดไวเซอร์” ซึ่งเป็นเว็บไซต์ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกของประเทศสหรัฐอเมริกา มีสาขาทั่วโลกกว่า 45 ประเทศ ได้ประกาศผลสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดและมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวมากที่สุด ซึ่งได้รับคัดเลือกจากนักท่องเที่ยวหลายล้านคนทั่วโลกที่ได้เดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง ประจำปี 2558

ปรากฏว่า “วัดโพธิ์” มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาท่องเที่ยว เป็นอันดับ 21 ของโลก คือมีประมาณ 20 ล้านคน นอกจากนี้ ยังสามารถคว้าอันดั 4 สถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดของทวีปเอเชีย รองจากนครวัดประเทศกัมพูชา ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย กำแพงเมืองจีน ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

วัดโพธิ์คว้ารางวัลชนะเลิศด้านสถานที่สำคัญที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากที่สุดในประเทศไทยด้วย ส่วนอันดับ 2 คือพระบรมมหาราชวัง วัดอรุณราชวราราม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร จ.เชียงใหม่ วัดพระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี (วัดพระใหญ่) จ.ภูเก็ต วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จ.เชียงใหม่ ปราสาทสัจธรรม จ.ชลบุรี จุดชมวิวเกาะพีพี จ.กระบี่ และวัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ

นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาท่องเที่ยว เพราะต้องการชื่นชมความงามของพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนวัดโพธิ์ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล รูปปั้นฤๅษีดัดตน ยักษ์วัดโพธิ์ สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประเทศไทยถึงปีละเกือบ 2,000 ล้านบาท

ผมจึงขอให้พวกเราได้ภาคภูมิใจและอนุรักษ์ดูแลวัดโพธิ์และวัดวาอารามของไทยให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองตลอดไป
เสรี (ท่าเตียน)

ตอบคุณ ‘เสรี’ ท่าเตียน
จดหมายของคุณนำข่าวที่น่ายินดีพอใจยามที่ประเทศไทยของเรากำลังมีปัญหาหลายอย่างรุมเร้า-ผู้คนสับสนและมีความเครียด

จึงขอให้ประชาชนคนไทยได้ทราบข่าวดีและมีความภาคภูมิใจในเรื่องนี้และร่วมกันดูแลรักษาให้ดี

เราต้องมีความรักชาติและภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย เพราะเรามีทุกอย่างทุกสิ่งครบมากกว่าประเทศอื่น
อ๊อด เทอร์โบ

เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกเลือกตั้ง ฤา “แม่หน่อย” จะถูกเท?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368123?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกเลือกตั้ง ฤา “แม่หน่อย” จะถูกเท?

6 เมษายน 2562 – 10:11 น.
คุณหญิงสุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้ง 2562,ผลเลือกตั้ง,คะแนนเลือกตั้ง,คสช,ลุงตู่,ทักษิณ,พรรคไทยรักษาชาติ,ดรชัชชาติ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 26,775 ครั้ง

ผลคะแนนของเควสนี้ แม้จะยังไม่มีคำตอบเป็นทางการ แต่ก็มีคำตอบในใจเรา ส่วนถ้าจะถามว่า นี่จะเป็นเควสสุดท้ายของคุณหญิงหน่อยหรือไม่ ก็น่าคิด!

**********

22 มีนาคม 2535 คือวันตัดสายสะดือทางการเมืองของผู้หญิงชื่อ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ครั้งแรกในชีวิต

ผ่านร้อนหนาวแห่งหน้าประวัติศาสตร์ ผ่านด่านชัย มีพักบ้าง หยุดตั้งหลักบ้าง แต่ก็กลับมาเดินหน้าจนถึงเควสล่าสุด นั่นคือด่านการเลือกตั้งใหญ่ ปี พ.ศ. 2562

วันนี้ ประเมินผลคะแนนของเควสนี้ แม้จะยังไม่มีคำตอบเป็นทางการ แต่ก็มีคำตอบในใจเรา ส่วนถ้าจะถามว่า นี่จะเป็นเควสสุดท้ายของคุณหญิงหน่อยหรือไม่ ก็ไม่น่าใช่ !

ภารกิจสกัดลุง

ด่านการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 หลัง คสช.ใช้มาตรา 44 คลายล็อกการเมืองวันที่ 14 กันยายน 2561 บรรดานักเลือกตั้งที่จดจ้องรอคอยก็ลุยทันที ฟากคุณหญิงสุดารัตน์ ก็เริ่มภารกิจเคลื่อนไหวในหลายพื้นที่แบบอุ่นเครื่องก่อนหาเสียงจริงมาตลอดอยู่แล้ว

จนวันที่ 28 ตุลาคม 2561 คุณหญิงหน่อยได้รับดาบเป็นถึง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค” และยังเป็นหนึ่งใน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของพรรคเพื่อไทย นอกเหนือจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยเกษม นิติสิริ

จากนั้นเมื่อมีพระราชกฤษฏีกาเลือกตั้งราวปลายเดือนมกราคม 2562 การหาเสียงก็ร้อนแรงขึ้น ต่างฝ่ายต่างสาดกระสุนดินดำไม่ยั้ง คุณหญิงหน่อยเดินหน้านำทัพสู้ศึกด้วยไอเทมหรืออาวุธที่ยังครบเครื่อง !

ไม่ว่าจะเป็นตัวตนของตัวเองที่ต้องบอกว่าระดับ แม่” หรือพลพรรคที่แข็งแกร่งอย่าง “ชัชชาติ-ชัดช่า” ขวัญใจคนรุ่นใหม่ เวลานั้นซือเจ๊นำทีมหาเสียงชนิดทนแดด !

เธอปรากฏตัวแทบทุกเวทีดีเบต พร้อมจุดยืนของพรรคชัดเจนที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ให้คนที่รู้ว่าใครกลับมานั่งนายกฯ อีกครั้ง รวมไปถึงนโยบายปากท้องอันเป็นหัวใจเดิมของพรรคตั้งแต่ก่อตั้งในร่างของไทยรักไทย

แห้ว ส.ส.ครั้งแรก

รู้กันดีว่า นี่คือการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ชีวิตการเมืองของ “แม่หน่อย” เขยิบจ่อเก้าอี้ “นายกฯ หญิง” มากที่สุด

          แต่ระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” เป็นอะไรที่ส่งผลต่อเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส่งผลต่อไปยังเก้าอี้นายกฯ ไปด้วย

เพราะหาเสียงจนรากเลือดยังไง เมื่อเลือกตั้งออกมาคะแนนที่คนเทไปให้ ดีดลูกคิดแล้วไม่เหลือ ส.ส.บัญชีรายชื่อสักคน

เรื่องนี้มีคนคำนวณล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วเพียบ ดังนั้น เกมแยกสาขาพรรค แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อยก็มา

           แต่ระหว่างที่ฝันกำลังทำงาน ปรากฏว่าพรรคไทยรักษาชาติเจออภินิหารรอบดึก กุมภา เกมนี้ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทษช.ถูกยุบ ต้นทุนพรรคเพื่อไทยหดหาย

เม้าท์กันทั่วว่าหญิงหน่อยร้องไห้ขี้มูกโป่ง แต่ภาพที่เห็นคือเธอยังคงเดินหน้าหาเสียง ไปถึงไหนก็รัวกลยุทธ์ เลือกเพื่อไทยให้หมดยกจังหวัด!!” วงเล็บ “เก้าอี้นายกฯ ค่อยว่าอีกที”

จากนั้นก็พูดดักทางไว้ตลอดว่า กติกาและประเพณีปฏิบัติคือพรรคอันดับหนึ่งควรได้สิทธิเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลก่อนนะจ๊ะ !

          ที่สุดอย่างที่รู้กัน คะแนนเลือกตั้งแบบไม่เป็นทางการ แม้เพื่อไทยจะมาวิน หรือต่างฝ่ายต่างคำนวณเข้าข้างตัวเองจนสูสีคู่คี่กับ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่สุดก็เหลือ พรรค 2 ขั้วที่ชิงจัดตั้งรัฐบาล

เหมือนจะยังไหว แต่ถ้ามองดีๆ หากการเลือกตั้งรอบนี้ค่ายประชาธิปัตย์ได้ชื่อว่าต่ำร้อยครั้งแรก พรรคเพื่อไทยเองก็ต่ำสองร้อยครั้งแรกเหมือนกัน และคุณหญิงหน่อยก็ได้ชื่อว่าเป็น ส.ส.สอบตกครั้งแรกในชีวิต !

ขอเวลาตั้งตัว

ไม่น่าจะผิด ที่พรรคเพื่อไทยรณรงค์แข็งขันว่า นายกฯ ต้องเป็น ส.ส.” ตามหลักประชาธิปไตย

แต่วันนี้เกมเปลี่ยน พอหลังเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยแถลงร่วมกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย 6 พรรค ยืนยันจุดยืนหยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการ สร้างรัฐบาลประชาธิปไตย

คุณหญิงหน่อยมิได้ระบุจากปากว่าจะขอเสนอตัวเป็นนายกฯ หาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในแนวร่วม ออกมาพูดแทนว่าจะหนุน เพราะกติกาเลือกตั้งทำให้เธอไม่ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่คุณหญิงได้แสดงเจตจำนงแล้วว่าต้องการเข้ามาในระบบ

จะว่าไปก็ดูอิหลักอิเหลื่อ ไม่เหมือนที่คุยกันไว้ และบางทีอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมจากนั้นคุณหญิงดูเงียบๆ ไป หลังจากโต้คารมมัธยมศึกษาเรื่องเลขคณิต (กกต.) คิดยังไง? ผ่านทางเฟซบุ๊กอยู่สองสามวัน

           จนกระทั่งต้นเดือนเมษา มามีข่าวร้อนว่า ประกาศิตปรับแผนให้ “ชัยเกษม นิติสิริ” หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย สลับมาชิงนายกฯ แทนแม่หน่อย เม้าท์กันว่าเพราะทำผลงานไม่เข้าตานาย

เท่านั้นแหละ ต่อให้ชัยเกษมออกมาปฏิเสธ แต่งานนี้แม่หน่อยขอไปตั้งหลักดีกว่า เราจึงได้เห็นเธอโพสต์เฟซบุ๊กว่าได้กลับบ้านที่โคราช เพื่อทำบุญสงกรานต์ และอุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษ พร้อมลงท้ายว่า “เกิดเป็นคนต้องมีความกตัญญูรู้คุณเป็นสำคัญ”

          ก็ไม่รู้มีนัยอะไรหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ 27 ปีทางการเมือง เจอมาจนรู้ว่าจะดราม่าไปไยทำไมมี รุ่งขึ้นอีกวันก็ไปโผล่แท็กทีมลุยป่ากับว่าที่ ส.ส.เชียงใหม่ ที่ดอยหลวงเชียงดาวที่กำลังเจอไฟป่าแล้ว

ส่วนการเมืองใครจะโหมไฟอะไรก็โหมไปก่อนแล้วกัน รอดูวันที่ 9 พฤษภาคม อีกทีดีกว่า

/////////

ภากจากเฟซบุ๊ก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

วิบากแห่งอดีต “พ่อของฟ้า” ในกรงกรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368119?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากแห่งอดีต “พ่อของฟ้า” ในกรงกรรม

6 เมษายน 2562 – 09:44 น.
ธนาธร,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,ม112,ฟ้าเดียวกัน,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,รังสิมันต์ โรม
เปิดอ่าน 9,290 ครั้ง

ชะตากรรมของธนาธร ย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. และนอกจากเรื่องโอนหุ้น ก็ตามมาด้วยเรื่องคดีพาผู้ต้องหาหลบหนี

************

อุณหภูมิการเมืองหลังเลือกตั้ง 2562 ส่อเค้าขัดแย้งรุนแรงกว่าช่วงหาเสียง เมื่อนักเลือกตั้งหลายกลุ่มเล่นเกมใต้ดิน ใช้สงครามโซเชียล พุ่งเป้าดิสเครดิต กกต. จุดกระแสมวลชน ปูทางสู่ท้องถนน

ด้านหนึ่ง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตรองประธานกรรมการ ไทยซัมมิท กรุ๊ป และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กำลังเผชิญหน้ากับการตรวจสอบกรณี “โอนหุ้น” ใน บริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นกิจการผลิตนิตยสาร ที่ตัวเขาเองและภรรยา รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เคยถือหุ้นรวมกัน 900,000 หุ้น ไปให้มารดา สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นวันหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2562 จึงเกิดคำถามว่าจะเข้าลักษณะต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ชะตากรรมของธนาธร ย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. และนอกจากเรื่องโอนหุ้น ก็ตามมาด้วยเรื่องคดีพาผู้ต้องหาหลบหนี

สืบเนื่องจากเหตุการณ์หน้า สน.ปทุมวัน เมื่อกลางปี 2558 “ธนาธร” ใช้รถตู้พากลุ่มผู้ต้องหาหลบหนี โดยรถตู้คันนั้น มีชื่อ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของธนาธรเป็นเจ้าของ โดยตำรวจได้ออกหมายเรียกสมพรมาให้ข้อมูลตั้งแต่ปีเดียวกันนั้นแล้ว โดยสมพรส่งทนายมาให้ข้อมูล 1 ครั้ง หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้เรียกอีก

การแจ้งข้อหาคดี มาตรา 116 และมาตรา 189 แก่ธนาธรในครั้งนี้ ทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องหา “คดีอาญา” เป็นคดีที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กับพวกรวม 3 คน ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) จากกรณีวิจารณ์พลังดูดของ คสช. ผ่านการจัดเฟซบุ๊กไลฟ์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 โดยฝ่ายกฎหมาย คสช. เห็นว่าเป็นการพาดพิงและกล่าวหา คสช. และโจมตีกระบวนการยุติธรรม

พรรคการเมืองที่มีอายุไม่ถึง 1 ปี แต่ผลการเลือกตั้ง ส.ส. สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนทั้งประเทศ แต่หากพลิกปูมชีวิต “สองผู้นำ” จะพบว่า หลายกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโซเชียล ล้วนเกิดจากผลแห่งการกระทำในอดีตของพวกเขาทั้งสิ้น

ฟ้าเดียวกัน” ตามหลอน

สมัยที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับปิยบุตร แสงกนกกุล เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ ช่วงเดือนมีนาคม 2561 โดยพยายามประกาศแนวทาง “พรรคทางเลือก” แต่ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของกัลยาณมิตรอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส

“ผู้นำอนาคตใหม่-The Future We Want ยังไม่ทันใช้ความพยายามอะไร ยังไม่ทันเผชิญอุปสรรคอะไรมากมายใหญ่โต ก็ดร็อปเรื่อง 112 ซึ่งพวกเขาพูดเองหลายครั้งว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา ไม่มีใครที่คิดหรืออ้างว่าตัวเองเป็นฝ่ายซ้าย พูดถึงอะไรที่ว่ามีปัญหามาก แต่พอลงเล่นการเมืองกลับไม่เสนอเป็นนโยบายให้แก้ไข”

“สมศักดิ์” วิพากษ์ผู้นำอนาคตใหม่ตรงๆ แต่มาถึงวันนี้ สมศักดิ์ที่ป่วยไข้อยู่ ไม่ได้มีโอกาสลุกขึ้นโพสต์ความเห็นทางเฟซบุ๊กอีก ขนาด “ธนาธร-ปิยบุตร” ไม่จับประเด็นแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายพรรค ก็ยังเจอนักขุดคุ้ยทั้งหลาย นำเอาคลิปเก่าสมัยรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 มาเผยแพร่ซ้ำ จนกลายเป็นเรื่องการเมือง

วารสาร “ฟ้าเดียวกัน” ก็เป็นอีกประเด็นที่ธนาธรต้องเผชิญ โดยหนึ่งในผู้ก่อตั้งวารสารฟ้าเดียวกัน คือ “ชัยธวัช ตุลาธน” ซึ่งเปรียบเสมือน “เงา” ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เมื่อชัยธวัชเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รหัส 39 และเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2541 ธนาธรก็เป็นอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2542 และเป็นรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2543

ชัยธวัช ตุลาธน (ภาพจากเฟซบุต พรรคอนาคตใหม่)

ปี 2545 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ชัยธวัช ตุลาธน และธนาพล อิ๋วสกุล ได้สุมหัวกันคิดตั้ง “สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน” เพื่อผลิตวารสารฟ้าเดียวกัน ระหว่างนั้น บิดาของธนาธรเสียชีวิต สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาขอให้ลูกชายกลับไปช่วยดูแลธุรกิจของอาณาจักรไทยซัมมิท จึงเหลือแค่ชัยธวัช กับธนาพล ลุยงานนิตยสารฟ้าเดียวกันต่อไป โดยธนาธรให้การสนับสนุนอยู่ห่างๆ

เมื่อธนาธรลุยการเมือง ชัยธวัชก็เข้ามาช่วยงานในตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค และเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ทำหน้าที่วางแผน วางกลยุทธ์การหาเสียงจนประสบชัยชนะอย่างท่วมท้น

ปิยบุตร” ในร่มเงานิติราษฎร์

กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ น่าจะมาจาก “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่ชักชวนให้ทายาทอาณาจักรไทยซัมมิทมาตั้งพรรค

“ปิยบุตร” อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นศิษย์รุ่นแรกของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งสำนักนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลังจบปริญญาเอกกฎหมายจากฝรั่งเศส ก็มาเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์

 “คณะนิติราษฎร์” เกิดจากแนวคิดอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 7 คน ซึ่งมีข้อเสนอทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ต่อสังคมไทย เริ่มจากเสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 2549

ปี 2554 คณะนิติราษฎร์ แถลงข้อเสนอทางวิชาการ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นครั้งแรก พร้อมกับการก่อตั้ง “คณะรณรงค์ 112 หรือ “ครก.112” เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 10,000 รายชื่อ

ดังนั้น ปิยบุตรเป็นเสมือนตัวแทนคณะนิติราษฎร์ ที่จะมาสานต่อแนวคิดลบล้างผลพวงของคณะรัฐประหาร ผ่านกระบวนการต่อสู้ในเวทีรัฐสภา

ขบวนการปั้น “โรม”

เหมือนฉายหนังซ้ำ เมื่อธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกตำรวจออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาช่วย “ผู้ต้องหา” หลบหนีการจับกุม

ผู้ต้องหารายนั้นชื่อ “รังสิมันต์ โรม” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และคอการเมืองคงจำชื่อ และหน้าตา “โรม” ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเขาทำกิจกรรมต้านเผด็จการ ตั้งแต่ปีแรกยันปีที่ 5 ของ คสช.

โรมหนุ่มลูกครึ่งไทย-อเมริกัน จบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

กลางปี 2558 โรมก่อตั้งกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ทำกิจกรรรมต้านเผด็จการทหาร ในวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร จึงถูกออกหมายจับ เพราะขัดคำสั่ง คสช.

โรมถือฤกษ์วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2558 นัดหมายเพื่อนๆ ที่ถูกออกหมายจับเข้าแจ้งความที่ สน.ปทุมวัน ซึ่งวันดังกล่าว มีกลุ่มอาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัย และคนเสื้อแดงมาให้กำลังใจหลายร้อยคน รวมถึงธนาธรด้วย

สี่ทุ่มกว่า โรมกับพวก กำลังเดินทางออกจากโรงพัก ตำรวจนอกเครื่องแบบเตรียมประกบ โรมไหวตัวทัน วิ่งหลบหนีไปขึ้นรถตู้ของธนาธร

ปลายทางของรถตู้คือ “สวนเงินมีมา” ซอยเจริญนคร 20 ฝั่งธนบุรี ที่มีรุ่นพี่เอ็นจีโอของกลุ่มโรม ประสานไว้ให้เป็นที่พักหลับนอนเรียบร้อยแล้ว

เวลานั้น มีรายงานข่าวทำนองว่า ธนาธรเป็นนายทุนหนุนม็อบนักศึกษา แต่เรื่องดังกล่าวได้ถูกปฏิเสธจากข่าวกอสซิปอีกสำนักข่าวหนึ่ง

หลังจากม็อบต้าน คสช.ยกแรกผ่านไป โรมแยกทางกับเพื่อนนักศึกษากลุ่มอื่น มาตั้งกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยพยายามปลุกมวลชนต้านเผด็จการ แต่จุดไม่ติด

ปลายปี 2560 โรมตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ร่วมกับ อานนท์ นำภา, ปิยรัฐ จงเทพ, “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา เคลื่อนไหวกดดัน คสช.ให้กำหนดวันเลือกตั้งภายในสิ้นปีนั้น

ฝ่ายความมั่นคง จึงประเมินว่า มีอาจารย์หลายคนอยู่เบื้องหลังกลุ่มของโรม จึงได้ออกแบบการเคลื่อนไหวต้าน คสช.อย่างต่อเนื่อง มาจนถึงวันที่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่ จึงถูกจับตามองตั้งแต่วันก่อตั้งพรรค จนถึงช่วงหาเสียง เนื่องจากตัวละครระดับแกนนำพรรคต่างมีชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ของฝ่ายผู้ถืออำนาจ

เมืองนักตุ๋นขุมทรัพย์18มงกุฎ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368005?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองนักตุ๋นขุมทรัพย์18มงกุฎ

5 เมษายน 2562 – 11:25 น.
แก๊ง 18 มงกุฎ,รศพตทดรกฤษณพงค์ พูตระกูล
เปิดอ่าน 970 ครั้ง

รายงาน…

เจ็บจี๊ดทุกครั้งเมื่อได้ยินใครพูดว่า “ทำไมคนไทยหลอกง่ายจัง ?”

แต่เจ็บลึกกว่านั้นกับคำสบประมาท “ช่วยไม่ได้ โง่เอง”

ปาณิสรา นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วัย 59 ปี ถูกแก๊ง 18 มงกุฎ หลอกโอนเงินไปกว่า 200 ล้านบาท

ส่วนสาวลูกจ้างร้านขายข้าวใน จ.ปราจีนบุรี ถูกแก๊งโรแมนซ์สแกมแชทหยอดความรัก เกือบเสียท่าโอนเงินซื้ออนาคตหลักหมื่น

ข่าวแบบนี้ชาวบ้านชอบ อ่านแล้วคันปาก

ในร้าน “ตะลุยเกศา บาร์เบอร์” พลันที่ลูกค้าหนุ่มวัยกลางคนซึ่งนั่งรอคิวตัดผมอยู่เหลือบไปเห็นพาดหัวข่าว “จับ 18 มงกุฎสุดแสบ ปั้นเรื่องขอยืมเงิน เศรษฐินีสูญ 232 ล้าน” จึงกางหนังสือพิมพ์ออกอ่านแล้วยิงคำถามไปยังช่างที่กำลังบรรจงไถปัตตาเลียนบนหัวของเด็กน้อยวัยกำลังซน

“พวกนี้มันเก่งนะ หลอกเงินป้าได้ตั้งเป็นร้อยล้าน ป้าแกไม่สงสัยอะไรเลยหรือไง ทำไมหลอกง่ายจัง?”

ความจริงตอนถูกแก๊งนี้เข้ามาตีเนียนช่วงแรกๆ ปาณิสรา ก็ไม่ได้เชื่อเสียสนิท แต่เพราะความไว้ใจว่ามีคนรู้จักแนะนำมาจึงทำให้หลงกล

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี 2559 คุณป้าปาณิสรา ได้รู้จักกับ สุภิช นิมิตนิวัช ชาวบ้านโป่ง จ.ราชบุรี วัย 61 ปี ผ่านคนรู้จัก

จากนั้น สุภิช ซึ่งรู้ว่า ปาณิสรา เพิ่งได้เงินจากการขายที่ดินย่านนนทบุรี แนวก่อสร้างรถไฟสายสีม่วงหลายร้อยล้านบาท จึงกุเรื่องว่ากำลังดำเนินการเรื่องทรัพย์มรดกของแพทย์หญิงรายหนึ่งซึ่งเป็นตัวละครที่อุปโลกน์ขึ้นมา โดยหลอกลวงว่า แพทย์หญิงคนดังกล่าวเสียชีวิตจากเหตุโจรใต้ลอบวางระเบิดระหว่างอาสาไปทำงานกับกองทัพบกใน จ.ยะลา

สุภิช อ้างว่า แพทย์หญิงได้ทำพินัยกรรมมอบมรดกและสิทธิในการรับเงินช่วยเหลือจากกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท ให้แก่ ผาณิตา นารถไพรินทร์ (เพื่อนร่วมแก๊ง) แต่ ผาณิตาไม่มีเงินดำเนินการเรื่องพินัยกรรมที่จำเป็นต้องใช้เงินวางหลักประกันในการเปิดพินัยกรรมและค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารกองทัพบกซึ่งเป็นผู้ดูแลพินัยกรรมและติดตามเรื่องขอเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ อีกรวม 14 หน่วยงาน

สุภิช อ้างว่า ต้องการใช้เงินในการดำเนินการก่อนที่จะถึงกำหนดเปิดพินัยกรรมเบื้องต้น 235 ล้านบาท หลังจากได้ใช้เงินส่วนตัวจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารในส่วนของกองทัพบกไปแล้วกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเงินทั้งหมดนี้ ผาณิตาจะใช้คืนให้ สุภิช พร้อมกับเงินค่าตอบแทนอีก 300 ล้านบาท แต่ตอนนี้ สุภิชไม่สามารถหาเงินเพื่อส่งให้ทหารได้ จึงมาขอยืมจาก ปาณิสรา ครั้งแรก 5 แสนบาท

หลังจากได้เงินไปแล้ว 5 แสนบาท อีก 4 วันต่อมา สุภิช บอกกับ ปาณิสรา ว่าต้องการเงินอีก 5.2 แสนบาท ปาณิสรา ก็เบิกเงินให้แบบไม่มีบ่ายเบี่ยง

ถึงตรงนี้ สุภิช เริ่มเดินอุบายขั้นสูงด้วยการสั่งจ่ายเช็คธนาคารให้แก่ ปาณิสรา 2 ฉบับ เพื่อเป็นหลักประกัน แต่บอกว่า อย่าเพิ่งนำเช็คไปขึ้นเงิน แต่เมื่อเห็นว่าปาณิสราเริ่มสงสัย จึงต้องใช้แผนสองด้วยการให้ ชัยชนะ จันทรา ตัวละครร่วมแก๊งอีกคน อ้างตัวเป็นนายทหารยศพันโท โทรศัพท์มาพูดคุยกับผู้เสียหายและอธิบายเกี่ยวกับการที่จะมีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้างก่อนที่จะเปิดพินัยกรรมส่งมอบเงินและทรัพย์สินตามพินัยกรรมให้แก่ผาณิตา

ต่อมา สุภิช ได้นัด ปาณิสรา มาพบพันโทกำมะลอที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี ซึ่งที่นั่น ปาณิสรา ได้พบกับ มาริษา โสมบ้านกรวย ซึ่งอ้างตัวเป็นร้อยโทหญิงกำมะลออีกคนหนึ่ง โดยทั้งหมดได้นำเอกสารปลอมมายืนยันว่า ผาณิตา เป็นผู้มีสิทธิได้รับพินัยกรรมของแพทย์หญิง แต่จำเป็นต้องหาเงินมาวางเพื่อเป็นหลักประกันและค่าดำเนินการ ทำให้ ปาณิสรา เชื่อจนสนิทใจ

กระนั้นกว่า ปาณิสรา จะรู้ตัวว่าถูกหลอก เธอได้พลาดท่าโอนเงินให้แก่ 18 มงกุฎแก๊งนี้ไปแล้วถึง 597 ครั้ง รวมเป็นเงิน 232,910,617 บาท ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.นครปฐม และสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหามาได้ทั้งหมดเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา

ส่วนกรณีลูกจ้างสาวร้านขายข้าว ในตลาดโป่งไผ่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเกือบตกเป็นเหยื่อแก๊งโรแมนซ์สแกมรายล่าสุดนี้ เธอถูกชายชาวต่างชาติแชทจีบทางเฟซบุ๊ก

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

เธอสนทนาออนไลน์กันอยู่นานประมาณ 2 เดือน กระทั่งปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฝ่ายชายหลอกว่าจะมาเที่ยวเมืองไทย วานให้หญิงสาวรายนี้หาซื้อบ้านพักที่ดูดีมีราคาให้

แต่เมื่อเหยื่อหาบ้านราคา 1.5 ล้านบาท ให้ได้แล้ว มิจฉาชีพรายนี้จึงโทรผ่านห้องแชทกลับมาออกอุบายว่า เงิน 1.5 ล้านบาท เป็นเงินจำนวนมากไม่สามารถโอนได้ แต่จะส่งเป็นพัสดุเงินสดมาให้ แต่ต้องให้เหยื่อสาวเสียค่าโอนหรือค่าใช้จ่ายปลายทางเอง

ชายต่างชาติยังสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการส่งรูปที่เป็นเหมือนเงินดอลลาร์ใส่ถุงพัสดุมาให้ดู เหมือนกับว่าได้ส่งเงินมาแล้ว เพียงแต่เมื่อของถึงเมืองไทยแล้วจะมีบริษัทที่รับส่งพัสดุโทรหาอีกทีเพื่อให้มารับของ โดยเน้นย้ำว่าอย่าบอกใครว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องที่ส่งมาเป็นเงินสด

ต่อมาได้มีโทรศัพท์จากหญิงสาวอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิแจ้งว่ามีพัสดุส่งมาถึงเหยื่อ แต่ต้องโอนเงินจำนวน 800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 24,500 บาท มาก่อนจึงจะส่งพัสดุไปได้ โดยมีการส่งชื่อเจ้าของบัญชีคือ Supapom Boonma หมายเลขบัญชี 725-263815-6 ชื่อธนาคาร SCB Bank มาด้วย

หญิงสาวที่กำลังตกเป็นเหยื่อเริ่มแปลกใจหลังจากถูกบุคคลเหล่านี้พยายามติดต่อเร่งรัดให้โอนเงินหลายครั้ง  จึงตัดสินใจปรึกษาเจ้าของร้านที่ทำงานอยู่ เลยรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพรายนี้ไปได้

แม้ว่าสาวลูกจ้างร้านขายข้าวไม่โชคร้ายเสียท่าให้แก่แก๊งมิจฉาชีพเหมือนกับ ปาณิสรา เศรษฐินีที่ต้องเสียทั้งเงิน เจ็บทั้งใจ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสอง น่าจะช่วยเตือนสังคมให้พึงระมัดระวังตัวจากเล่ห์เหลี่ยมของบุคคลเหล่านี้ไว้ตลอดเวลา

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า สาเหตุที่ทำให้แก๊งมิจฉาชีพยังสามารถล่าเหยื่อด้วยวิธีการเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องมีหลายปัจจัย

ประเด็นแรก รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกว่า ธรรมชาติของมนุษย์มักมีความอยากได้ อยากเป็น อยู่ในตัว กรณีคนอยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ถ้าใครมีข้อเสนอว่าไม่ต้องทำงานเยอะ ให้ไปร่วมธุรกิจที่ลงทุนน้อย ผลตอบแทนเยอะ หรือไปแต่งงานกับชาวต่างชาติแล้วน่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้ได้ทรัพย์สินมาโดยง่าย คนก็จะชอบ

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยกตัวอย่างสาเหตุที่แก๊งโรแมนซ์สแกมยังหากินกับเหยื่อในไทยอย่างต่อเนื่องว่ามีหลายเหตุผล ประการแรกหญิงไทยที่โดนหลอกมักเชื่อแค่รูปที่โพสต์โดยไม่มีการวิเคราะห์ว่าอาจเป็นการสร้างโพรไฟล์ขึ้นมาก็ได้

ประการต่อมา หน่วยงานภาครัฐไม่มีการสื่อสารหรือแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพต่างๆ อย่างที่ควรจะทำ เช่น การแจ้งเตือนผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานเชิงรุกที่น่าจะได้ผลดีกว่าการทำงานแบบตั้งรับ

“บ้านเรามักเน้นทำงานเชิงตั้งรับ ขณะที่หน่วยงานในต่างประเทศจะเน้นการป้องกัน เช่นผมไปประชุมที่สิงคโปร์ ไปเจอเพื่อนตำรวจนิวยอร์กที่นั่น เลยถามว่าทำไมเป็น ตำรวจนิวยอร์ก แต่ทำงานอยู่สิงคโปร์ เขาบอกว่าเขาต้องหาข้อมูลส่งให้นิวยอร์กทุกวัน รายงานความเคลื่อนไหวของเซาท์อีสต์เอเชียว่าเป็นอย่างไร นั่นหมายความว่า เขายอมส่งเจ้าหน้าที่รัฐ คือ ตำรวจ มาทำงานเฝ้าระวังในประเทศเป้าหมายที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มมิจฉาชีพ เพราะเขารู้ว่า สุดท้ายถ้าไม่ทำงานเชิงรุก นิวยอร์กก็ต้องได้รับผลกระทบจากการก่ออาชญากรรมในเซาท์อีสต์เอเชีย เพราะเขามีการวิเคราะห์ข้อมูลว่า การลักลอบค้ายาเสพติด การค้าประเวณี หลบหนีเข้าเมืองต่างๆ มีฐานอยู่ที่ไหน นี่คือตัวอย่างการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐในต่างประเทศ”

กลับมาที่บ้านเรา รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ มองว่า แม้เรามีศูนย์เฝ้าระวังการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ก็จริง แต่คำถามคือ มีคนทำงานกี่คน คนทำงานมีความเชี่ยวชาญต่อเนื่องแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญทำงานได้ไม่กี่ปีก็ต้องขยับขยาย เลื่อนตำแหน่ง ทำให้ทำงานได้ไม่ต่อเนื่อง ต่างกับในต่างประเทศทำงานกัน 24 ชม. มีแผนกเกาะติดอาชญากรหรือแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะ

“แก๊งโรแมนซ์สแกม เขามีทีมงานเกาะติด ตั้งเป็นแผนกหนึ่งขึ้นมาเลย หรือถ้าคดีไหนมีคนได้รับผลกระทบเยอะ หรือเกิดขึ้นต่อเนื่อง เขาจะมีเจ้าหน้าที่รัฐทำงานเชิงรุกเกาะติดโดยเฉพาะเลย”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์  ย้ำด้วยว่า การทำงานเชิงรุกเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพในบ้านเราต้องทำให้เป็น “นวัตกรรม” คือปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานจากตั้งรับเป็นรุก ซึ่งต้องออกแบบให้ทันกับพัฒนาการของยุกสมัย แต่อย่างไรก็ตาม คนไทยจะต้องหมั่นติดตามข่าวสารและปกป้องตัวเองมากขึ้นด้วย