‘สิบล้อ’ หยุดสงกรานต์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘สิบล้อ’ หยุดสงกรานต์

5 เมษายน 2562 – 11:05 น.
สงกรานต์,สิบล้อ,อุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 695 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้รีบด่วนเป็นกรณีพิเศษกับเทศกาลสงกรานต์ ซึ่ง ‘พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา’ ผบ.ตร. ในฐานะพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร แจ้งข่าวมาให้ปฏิบัติว่า

ตำรวจได้ออกข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วยการกำหนดช่องหรือแนวทางเดินรถขึ้นและล่องในถนนบางสายช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 และข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร ว่าด้วยการกำหนดห้ามรถบรรทุก 10 ล้อ ขึ้นไปเดินรถในบางสายช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน  จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่

1.ถนนพหลโยธิน กม.ที่ 332 ต.กลางแดด อ.เมืองนครสวรรค์ ถึงกม.ที่ 347 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมืองนครสวรรค์ 2.ถนนรังสิโยทัย กม.ที่ 0 ต.ปากน้ำโพ อ.เมืองนครสวรรค์

3.ถนนมิตรภาพ กม.ที่ 15+600 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ถึง กม.ที่ 103+200 ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 4.ถนนกบินทร์บุรี-ปักธงชัย กม.ที่ 165+400 ต.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ถึง กม.ที่ 195+600 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี และ 5.ถนนอรัญประเทศ-นางรอง กม.ที่ 71 ถึง กม.ที่ 80 ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศในราชกิจจาฯ ให้มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ยังเตรียมแผนจัดการจราจรรองรับการเดินทางและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์

มาตรการป้องกันอุบัติเหตุในช่วงวันหยุดสงกรานต์วันที่ 11-17 เมษายน  รวม 7 วัน ได้ให้ตำรวจเน้นกวาดขันวินัยจราจร 10 ข้อหา อาทิ ความเมา ความเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัด ขับขี่ย้อนศร

โดยให้ถอดบทเรียนจากสถิติอุบัติเหตุสงกรานต์และปีใหม่ที่ผ่านมาว่าจุดไหนเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ในช่วงเวลาไหน โดยกำชับให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ห้ามเรียกรับเงินจากผู้กระทำผิด กลังจากมีเรื่องร้องเรียนบ่อยครั้ง หากตรวจพบจะถูกลงโทษสถานหนัก

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ใคร่ขอเสนอเพิ่มเติมและเรียนให้ ผบ.ตร.ทราบว่าอยากให้เสนอ ครม.ให้ออกประกาศในราชกิจจาฯเพื่อมีผลบังคับใช้ต่อไปว่า

ให้ครม.พิจารณาห้ามรถ 10 ล้อขึ้นไปคือบรรดารถพ่วงหรือรถบรรทุกขนาดใหญ่ เช่น รถปูน รถน้ำมัน ฯลฯ ให้หยุดวิ่งคือให้จอดพักช่วงหยุดยาวสงกรานต์ ซึ่งเวลานี้มีผู้ใช้รถใช้ถนนมากกว่าปกติ

การลดจำนวนรถ 10 ล้อขึ้นไป หรือรถขนาดหนัก จะลดอุบัติเหตุและทำให้การจราจรคล่องตัวได้ในระดับหนึ่ง

รวมถึงตำรวจท้องที่ ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยวและทุกหน่วยงาน เช่น อาสาสมัครทุกมูลนิธิ-หน่วยบรรเทาสาธารณภัย หน่วยปฐมพยาบาล รถกู้ภัย ที่พักผ่อน-พักเหนื่อย และหน่วยช่วยเหลือในกรณีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ เตรียมพร้อมไว้ด้วย

ยังมีเวลาเพื่อเตรียมงานเป็นกรณีเร่งด่วน โดยเริ่มตั้งแต่นาทีนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 เลือกตั้งอินเดียใช้ ‘กดปุ่ม’
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องเลือกตั้งระหว่างไทยกับอินเดียมาเล่าสู่กันฟัง น่าสนใจมากๆ ครับ เพราะเวลานี้เริ่มมีการประท้วง กกต. ถึงขั้นออกมาเดินขบวนประท้วง ซึ่งชักจะลุกลามใหญ่โตเข้าไปทุกนาที

ทางฝ่ายนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันในความโปร่งใสของกกต. แต่ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือมาว่าจะมีการแจกใบแดงแล้วมีการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งกกต.ก็บอกแล้วว่าอย่าไปเชื่อข่าวปล่อย-ข่าวลือ เพราะเป็นข่าวลวง มีผู้ไม่ประสงค์ดีแอบแฝง

ทีนี้หันไปดูเลือกตั้งอินเดีย ซึ่งมีพลเมืองเกือบ 1,400 ล้านคน อันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศจีน และจะมีการเลือกตั้ง 11 เมษายน-19 พฤษภาคม นานนับเดือนกว่า เพราะผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนกว่า 900 ล้านคน

กกต.อินเดียได้รับการยกย่องว่าเป็นหน่วยงานที่ยุติธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ และใช้เทคโนโลยีมาใช้เกือบ 40 ปีแล้ว โดยใช้ระบบ ‘กดปุ่ม’ ครับ

ใช้ขบวนการ ขั้นตอนง่ายๆ คือแสดงตัวแล้วเข้าคูหาลงคะแนน โดยกดปุ่มสีฟ้าบนแผงเลือกอิเล็กทรอนิกส์ข้างหมายเลข-ชื่อผู้สมัครและโลโก้ สัญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ชอบ

วิธีการ ‘กดปุ่ม’ นี้จะทำให้สรุปผลได้ใน 24 ชม. เพราะไม่มีบัตรเสีย-ไม่มีบัตรเขย่ง-ลดข้อผิดพลาดกาผิดกาถูกและลดความเสี่ยงทุจริตจากการนับคะแนน

ที่สำคัญคือประหยัดงบประมาณ เพราะไม่ต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบ กกต.ไทยแลนด์ และพอเสร็จแล้วก็ไม่มีปัญหาขนบัตรล่าช้าแบบนิวซีแลนด์ หรือบัตรที่ใช้แล้วก็มีมากมายมหาศาลเกิดมลพิษ

ผมจึงเรียนมาเพื่อให้กกต.บ้านเรารีบไปศึกษาดูงานที่อินเดียและถึงเวลาเปลี่ยนแปลง โดยหันไปใช้ระบบ ‘กดปุ่ม’ แบบอินเดียได้แล้ว
อมรเทพ (สำเพ็ง)

ตอบคุณ ‘อมรเทพ’ สำเพ็ง
เรียนให้ทราบว่าผมชอบในระบบเลือกตั้งของอินเดียมากเลยครับ และกกต.ไทยควรนำมาใช้โดยด่วน แม้จะไม่ทันในคราวนี้ก็เป็นอีก 4 ปีข้างหน้า (หรืออาจจะไม่ถึง หากมีอุบัติเหตุการเมือง)

ระบบ ‘กดปุ่ม’ นี้ง่าย สะดวก ประหยัด โปร่งใสและรวดเร็ว ขจัดปัญหาว่า ‘บัตรเสีย’ หรือบัตรผี-บัตรเขย่ง ฯลฯ ที่กลายเป็นปัญหาโลกแตกในประเทศไทยเวลานี้

วิธีการกากบาทของไทยใช้มานานตั้งแต่เริ่มมีการเลือกตั้งและสร้างปัญหา แถมด้วยการโกงคะแนน หรือการพิจารณาบัตรดี-บัตรเสีย แต่ก็ยังใช้กันอยู่

ต้องใช้ระบบเทคโนโลยีหรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันโลกทันสมัยมาใช้ได้แล้ว โดยอาจจะเริ่มที่เลือกตั้งท้องถิ่นก่อน และอย่าดูถูกคนไทยว่าทำไม่ได้

เลือกตั้งถึงเวลาใช้ระบบ ‘กดปุ่ม’ แล้วครับ
อ๊อด เทอร์โบ

จ่อชงนโยบายสิทธิบัตร ไทยแลนด์ 4.0

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368008?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จ่อชงนโยบายสิทธิบัตร ไทยแลนด์ 4.0

5 เมษายน 2562 – 10:50 น.
ชงนโยบายสิทธิบัตร ไทยแลนด์ 40,พรบสิทธิบัตรฯ
เปิดอ่าน 396 ครั้ง

บทความพิเศษ…

ปัจจุบันประเทศไทยต้องข้องเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศและกติกาต่างๆ ในระดับสากล ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนไทยโดยรวม คณะกรรมการสนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ (National Commission on International Trade and Health Studies : NCITHS) จึงได้จัดประชุมครั้งแรกของปี 2562 ขึ้นในวันอังคารที่ 26 มีนาคม ณ ห้องประชุมสานใจ 2 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยมี ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา เป็นประธาน

ในที่ประชุมได้นำเสนอ “ข้อสรุปและข้อเสนอแนะจากการประชุมวิชาการการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพปี 2561 เรื่องเส้นทางสายไหมของจีน : โอกาสและความท้าทายต่อสุขภาพ” จากคณะอนุกรรมการจัดการประชุมวิชาการการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ ซึ่งเป็นการรวบรวมประเด็นที่ได้มาจากการประชุมวิชาการฯ ที่คณะกรรมการได้ร่วมกับแผนงานการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ(ITH) และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2561

         ย้ำไทยต้องรอบคอบก่อนเข้าร่วมเส้นทางสายไหมจีน
ข้อสรุประบุว่า เส้นทางสายไหมใหม่ของจีน หรือบีอาร์ไอ (Belt and Road Initiative: BRI) มีมิติที่กว้างกว่าเรื่องการค้าและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือกับดักการเป็นหนี้ อันเป็นผลจากการกู้ยืมเงินมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแต่ขาดประสิทธิภาพในการชำระเงินคืน จนทำให้เกิดการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจกับจีน

ขณะที่ด้านโอกาสและความท้าทายต่อสุขภาพของโลก ประเทศไทยอาจใช้โอกาสจากบีอาร์ไอเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับจีนในด้านที่ไทยยังขาดความเข้มแข็ง เช่น เทคโนโลยีทางสุขภาพ การผลิตยา วัคซีน เครื่องมือแพทย์ นอกจากนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า พบว่า บีอาร์ไออาจสร้างโอกาสให้ประเทศบนเส้นทางได้พัฒนาระบบสุขภาพให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นได้

ส่วนมิติด้านภาวะฉุกเฉินและความมั่นคงด้านสุขภาพ บีอาร์ไอจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรและพาหะนำโรคเพิ่มมากขึ้น ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยควรใช้โอกาสนี้ร่วมมือกับจีนเตรียมความพร้อมและรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันประเทศไทยควรสร้างความร่วมมือด้านนวัตกรรมและการวิจัยด้านสุขภาพ ซึ่งควรเป็นความร่วมมือที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศ

นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการยังมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยควรศึกษาโอกาส ผลกระทบและมาตรการรองรับในทุกมิติก่อนเข้าร่วมบีอาร์ไอ จัดทำแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน แสวงหาโอกาสจากบีอาร์ไอในการยกระดับขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติและโรคระบาด โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และกำหนดประเด็นศึกษาวิจัยร่วมกันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดร.วิศาล บุปผเวส ตัวแทนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือกับจีนเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องหาจุดสมดุลให้ดี ยกตัวอย่างความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านหลายประเทศ ต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์กับประเทศที่ผ่าน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีการรับรู้เท่าที่ควร จีนก็ต้องการทำให้จบ แต่บางทีไม่ตอบสนองต่อประเทศนั้นๆ การเจรจาในเรื่องนี้จึงต้องอดทนและเข้มแข็ง ไม่ควรใจร้อน เพราะจะทำให้ประเทศไทยเสียประโยชน์มาก

  ชงนโยบายสิทธิบัตร ไทยแลนด์ 4.0-เชื่อเกิดผลดีต่อทุกฝ่าย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในที่ประชุมคือการจัดทำข้อเสนอการพัฒนาระบบสิทธิบัตรยาเพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยในงานวิจัย‘การศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และสังเคราะห์องค์ความรู้ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องนโยบายสิทธิบัตรยาเพื่อสนับสนุนThailand 4.0’ ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อประเด็นนี้เป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก คือ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการพัฒนาระบบสิทธิบัตรยา ได้แก่ การแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตร การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจดสิทธิบัตร การแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพของฐานข้อมูลสิทธิบัตร การเพิ่มคุณภาพของสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติ และการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านระบบสิทธิบัตร ส่วนที่ 2 คือ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนตำรับยา เช่น พัฒนาระบบการติดตามการขึ้นทะเบียนยา การกำหนดนโยบายอย่างชัดเจนในการสนับสนุนยาชื่อสามัญใหม่ และ ส่วนสุดท้าย คือ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการสนับสนุนการลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนายาในประเทศ เช่น การพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านการวิจัยและพัฒนายาในระดับประเทศ

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ แสดงความเห็นว่า เรื่องข้อเสนอการพัฒนาระบบสิทธิบัตรยาฯ นี้ ควรเร่งดำเนินการส่งข้อเสนอไปยังคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะข้อเสนอในงานศึกษาชิ้นนี้มีแต่เสนอให้ทำสิ่งดีๆ ถ้าหน่วยงานต่างๆ รับไปดำเนินการก็จะเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับประเทศและอุตสาหกรรมยาของไทยด้วย

    ภาคประชาชนแนะทบทวนร่างกฎหมายสิทธิบัตร-นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์
กรรณิการ์ กิตติเวชกุล ผู้แทนผู้จัดการแผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกผู้บริโภคด้านสุขภาพ กล่าวว่า ทุกวันนี้ดัชนีชี้วัดผลงานหรือเคพีไอ(Key Performance Indicator: KPI) ที่นักวิชาการจะได้เมื่อไปขอสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร งานศึกษาชิ้นนี้จึงชี้ว่าถ้านักวิชาการหรือนักวิจัยสามารถผลิตยาชื่อสามัญใหม่ในเชิงพาณิชย์ได้ หรือทำให้คนเข้าถึงยามากขึ้น หรือทำให้ยามีราคาลดลง ก็ควรถูกนำไปคิดเป็นเคพีไอให้แก่นักวิชาการด้วย โดยได้เสนอว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีประโยชน์ต่อสังคมมาก จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) พิจารณานำไปปรับปรุงและย่อยให้มีความง่ายเพื่อนำไปใช้สื่อสารให้ประชาชนสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้

ด้าน เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้แทนมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เสริมว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นประโยชน์มากและครอบคลุมหลายมิติด้านยาและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ที่ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญากำลังเสนอแก้ไข โดยที่ผ่านมาทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการทำประชาพิจารณ์หรือรับฟังความคิดเห็นทางออนไลน์แล้ว 2 ครั้งและได้ร่างสุดท้ายแล้ว ขณะนี้อยู่ในชั้นกฤษฎีกา

“ในร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ฉบับใหม่นั้น มีข้อดีอยู่หลายข้อ เช่น จำกัดการโฆษณา การรู้เห็นข้อมูลทำได้เร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อน่ากังวลหลายข้อเช่นกัน ซึ่งเห็นว่างานวิจัยฉบับนี้ได้มีการกล่าวถึงประเด็นที่มีข้อห่วงกังวลใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ อยู่ ดังนั้น หาก ร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ฉบับใหม่นี้ยังไม่สามารถผ่านได้ในรัฐบาลชุดนี้ ในอนาคตทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ควรนำข้อเสนอจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปใช้ประโยชน์ โดยอาจมีการสื่อสารให้เกิดการทบทวนร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ใหม่ในประเด็นส่วนที่ยังมีข้อกังวลอยู่” ผู้แทนจากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าว

วิบากกรรมธนาธร-ปิยบุตร เมื่ออดีตไล่ล่าอนาคตใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368004?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิบากกรรมธนาธร-ปิยบุตร เมื่ออดีตไล่ล่าอนาคตใหม่

5 เมษายน 2562 – 10:20 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,อุ๊ หฤทัย,กองปราย,รังสิมันต์ โรม
เปิดอ่าน 1,318 ครั้ง

รายงาน…

“พรรคอนาคตใหม่” ซึ่งเพิ่งมีอายุ 1 ขวบปี ภายใต้การนำของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค ถือว่าแจ้งเกิดได้สำเร็จอย่างมากกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา กับคะแนนโหวตของประชาชนมากถึง 6.2 ล้านเสียง ทั้งสองคนน่าจะอยู่ในช่วงที่ชื่นมื่น แต่กลายเป็นคนละเรื่อง กลับเจอเข้ากับเรื่องร้อนๆ “คดีความ”

เริ่มที่ “ธนาธร” ล่าสุดได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจาก สน.ปทุมวัน โดยมี พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. เป็นผู้กล่าวหานายธนาธร

ข้อหาแรกเป็นภัยต่อความมั่นคงร่วมกันทำให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตาม ป.อ.มาตรา 116 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

และข้อหาที่สองช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ตาม ป.อ.มาตรา 189 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่มาของเรื่องเป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 โดยขณะนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุม นำโดยนายรังสิมันต์ โรม และพวกกลุ่มดาวดิน และกลุ่มที่ทำกิจกรรมหน้าหอศิลป์ ที่ถูกออกหมายจับรวมกว่า 20 คน มารวมตัวชุมนุมปิดล้อมโรงพักปทุมวัน

ต่อมาหลังการชุมนุมยุติ ทางตำรวจและทหารจึงออกติดตามเพื่อจับกุมบุคคลที่มีหมายจับ ซึ่งขณะที่ตำรวจและทหารจะเข้าไปจับกุมนายรังสิมันต์ โรม ปรากฏว่า นายรังสิมันต์ โรม เกิดไหวตัวทันได้วิ่งหลบหนี จากนั้นมีรถตู้มารับนายรังสิมันต์ โรม และพวกหลบหนีไป

ทั้งนี้ตำรวจอ้างว่าจากการตรวจสอบพบว่ารถคันดังกล่าวเป็นของนายธนาธร อีกทั้งในวันเกิดเหตุนายธนาธรได้ไปสังเกตการณ์อยู่ภายนอกและมีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย จึงเป็นที่มาของการออกหมายเรียกในครั้งนี้

ในเรื่องนี้ “ธนาธร” ได้โพสต์เฟซบุ๊กในเวลาต่อมามีใจความว่า..

กลับมาถึงบ้านยังไม่ทันจะได้พัก กลับเจอเรื่องร้อนที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง มีหมายเรียกมารอผมที่บ้าน กล่าวหาว่าผมมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 116 และให้ผมไปรายงานตัวที่ สน.ปทุมวัน วันที่ 6 เมษายนนี้ เวลา 10 โมงเช้า ซึ่งผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าผมไปก่อความกระด้างกระเดื่องหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศตอนไหน ในเมื่อตลอดปีที่ผ่านมา เวลาเกือบทั้งหมดในแต่ละวันของผมทุ่มไปกับการพบปะประชาชนใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย แทบจะไม่ได้เจอหน้าลูกๆ ด้วยซ้ำ ..เป็นที่แน่ชัดว่าเกมการเมืองเก่าไม่ใช่แค่ไม่ยอมยุติลงหลังเลือกตั้ง แต่กลับยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะพวกเขากำลังกลัวอนาคตใหม่

และยังมี “เรื่องร้อน” พอกันสำหรับ “ธนาธร” อีกเรื่อง คือ กรณี “ธนาธร” ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด  และถูก “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญยื่นคำร้องต่อกกต. ให้ตรวจสอบว่า นายธนาธร ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครส.ส. หรือไม่ โดยกล่าวหาว่าขณะ “ธนาธร” ลงสมัครรับเลือกตั้งยังถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งทำธุรกิจสื่อ จึงเข้าลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง และล่าสุดสำนักงานกกต.ได้สั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้และตั้งคณะกรรมการสอบสวน และแจ้งให้นายศรีสุวรรณ ในฐานะผู้ร้องมาให้ถ้อยคำประกอบคำร้องในวันที่ 5 เมษายนนี้

เรื่องนี้ “ธนาธร” เคยชี้แจงผ่านสื่อว่าได้เข้าถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จำนวน 675,000 หุ้น เลขหมายใบหุ้นตั้งแต่ 1350001 ถึง 2025000 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2558 และถือครองหุ้นเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 (ก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง 4-8 กุมภาพันธ์ 2562) ตนได้โอนหุ้นดังกล่าวทั้งหมดให้แก่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา โดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรองการโอนหุ้นดังกล่าวและทำต่อหน้าทนายความ

ทั้งนี้ในวันดังกล่าว ภริยาของนายธนาธร ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเดียวกันนี้ ก็ได้โอนหุ้นทั้งหมดให้แก่นางสมพรเช่นกัน ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จึงมีผู้ถือหุ้นคงเหลือจำนวน 8 คนจากเดิม 10 คน

นายธนาธร อธิบายต่อไปว่า ต่อมา 14 มกราคม 2562 มารดาคือนางสมพร ได้โอนหุ้นที่นายธนาธรเคยถือไว้จำนวนดังกล่าวนี้ไปให้หลานชายคนหนึ่ง โดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรองและทำต่อหน้าทนายความ และในวันดังกล่าวนางสมพร ยังได้โอนหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อีกจำนวน 225,000 หุ้น ให้หลานชายอีกคนหนึ่ง ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2562 บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จึงมีผู้ถือหุ้นจำนวน 10 คน

“ธนาธร” ระบุว่า ดังนั้นตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งมีผู้เข้าประชุม 10 คนนั้น มีนายธนาธรเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ด้วยหรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่าการที่ตนจะไปเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2562 ย่อมเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก (1) ตนไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ได้โอนหุ้นให้แก่นางสมพร เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 แล้ว และในวันดังกล่าวติดภารกิจการหาเสียงที่ จ.สุราษฎร์ธานี และจ.กระบี่ ทั้งวัน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวโดยทั่วไป

อย่างไรก็ตามในเรื่องหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด มีสื่อไปตรวจตราสารการโอนหุ้นของนายธนาธร ที่ระบุว่าโอนหุ้นหมายเลข 1350001 ถึง 2025000 ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 โดยนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแบบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ วี-ลัค มีเดีย ที่นำส่งต่อนายทะเบียน ซึ่งระบุว่าคัดจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นปรากฏว่าใบหุ้น 1350001 -2025000 ระบุว่าลงวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งก็แสดงว่าหุ้นหมายเลข 1350001-2025000 เพิ่งมีการออกเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 หรือไม่ ดังนั้นในตราสารการโอนหุ้นที่ระบุว่ามีการโอนหุ้นเลขหมายดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 จึงขัดต่อข้อเท็จจริง ตราสารการโอนหุ้นลงวันที่ 8 มกราคม 2562 เป็นการลงวันที่ย้อนหลังหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ “ศรีสุวรรณ” ยื่นขอให้ตรวจสอบนายธนาธร ว่ากระทำการเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของ พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. พ.ศ.2561 จากกรณีอ้างว่าเป็นนักการเมืองคนแรกที่ใช้แนวทาง Blind trust คือโอนทรัพย์สินมูลค่า 5,000 ล้านบาท ไปให้ trust หรือกองทุนเป็นผู้ดูแล สำนักงาน กกต. ได้สั่งรับเรื่องไว้เป็นเรื่องร้องเรียน และตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วเช่นกัน

เพราะว่าหลังจากที่นายธนาธรได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ตนเป็นนักการเมืองคนแรกที่โอนทรัพย์สินไปให้ทรัสต์หรือกองทุนดูแลเพื่อแสดงความโปร่งใส และทำให้นักการเมืองเห็นเป็นตัวอย่างนั้น ปรากฏว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า การอ้างว่าเป็นครั้งแรกที่มีการทำเช่นนี้เป็นการอ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เคยมีนักการเมืองอีกหลายคนรวมทั้งนายกรณ์ด้วยที่เคยทำเช่นนี้มาก่อนแล้ว จากนั้นก็มีสื่อนำข้อมูลออกมาเปิดเผยว่าในอดีตมีนักการเมืองคนไหนบ้างที่โอนทรัพย์สินไปให้ “ทรัสต์” ดูแล

แต่เรื่องนี้ก็มีคนมองต่างมุมว่ากรณีของนายธนาธรนั้นแตกต่างจากในอดีต คือ นายธนาธร โอนทรัพย์สินให้ “ทรัสต์” ดูแล ตั้งแต่นายธนาธรเป็นเพียงผู้สมัครรับเลือกตั้งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งการเมืองเลย ในขณะที่เมื่อก่อนนักการเมืองโอนทรัพย์สินให้ทรัสต์ดูแลเพราะดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว และเป็นการทำตามที่กฎหมายบังคับว่าเมื่อดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรี” และต้องการถือหุ้นเกิน 5% ต้องโอนหุ้นส่วนที่เกิน 5% ให้ ทรัสต์ดูแล ดังนั้นที่นายธนาธร บอกว่าเป็นนักการเมืองคนแรกที่สร้างมิติของความโปร่งใสตัั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงหรือหลอกลวงแต่อย่างใด

และยังมีอีกคดีที่เป็นคดีอาญาที่นายธนาธรถูกกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ส่งสำนวนให้อัยการ พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายธนาธรกับพวก กระทำผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จากกรณีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 นายธนาธร กับพวก ร่วมกันจัดรายการ “คืนวันศุกร์ให้ประชาชน” ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในเพจอนาคตใหม่-The Future We Want และเพจ Thanathorn Juangroongruangkit วิจารณ์กระแสข่าวกรณีพลังดูดของ คสช. ซึ่งคดีนี้อยู่ระหว่างพนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม

ด้านเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ก็ถูก น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี หรือ อุ๊ นักร้องชื่อดัง ร้องทุกข์ต่อกองบังคับการกองปราบปราม ให้ตรวจสอบคลิปคำพูดของนายปิยบุตร ในงานเสวนาเรื่อง “การเมืองความยุติธรรมและกษัตริย์” ซึ่งจัดขึ้นที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 ว่าเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงหรือไม่

ก่อนหน้านี้นายปิยบุตรได้ชี้แจงเรื่องนี้ว่า การนำข้อความที่ตนบรรยายเมื่อ 6 ปีก่อน เมื่อครั้งยังเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มาตัดใช้บางตอนโดยไม่ระบุว่าบรรยายในโอกาสใด เมื่อไร และยังใส่ตำแหน่งใต้ชื่อตนว่า “เลขาฯ พรรคอนาคตใหม่” พร้อมนำสัญลักษณ์พรรคอนาคตใหม่ไปติดในรูปภาพด้วย เป็นการแสดงเจตนาอันไม่สุจริตของผู้กระทำ ต้องการทำให้ตนเสียหาย

และล่าสุด  อุ๊ น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี อดีตนักร้องชื่อดัง ได้เดินทางมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี  กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล  เขียนหนังสือ 2 เล่ม คือ ราชมัลลงทัณฑ์ บัลลังก์ปฏิรูป และ  รัฐธรรมนูญ: ประวัติศาสตร์ข้อความคิด อำนาจสถาปนา และการเปลี่ยนผ่าน ว่ามีเนื้อหาเข้าข่ายมาตรา 116 เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่
และอีกคดีคือ คดีที่นายปิยบุตร ถูก ปอท.ออกหมายเรียกในฐานะพยานกรณี “ปิยบุตร” อ่านแถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ

ส่วนพรรคอนาคตใหม่ที่ทั้งสองคนปลุกปั้นมากับมือก็ถูก ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม ยื่นคำร้องขอให้กกต.สั่งยุบ โดยอ้างว่านายธนาธรทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการดำเนินคดีกับนายทักษิณ ชินวัตร เป็นการกลั่นแกล้ง

เรื่องทั้งหมดที่ถูกกล่าวหาถือเป็น “วิบากกรรม” ที่ทั้งสองกำลังเผชิญบนเส้นทางการเมืองแบ่งข้างแยกขั้วที่เขาต้องพิสูจน์ตัวเอง

อย่าดัดจริต “ซ้ายตกขอบ” มีอยู่จริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าดัดจริต “ซ้ายตกขอบ” มีอยู่จริง

5 เมษายน 2562 – 09:59 น.
ฝ่ายซ้าย,ซ้ายตกขอบ,วิทยุใต้ดิน,สุรชัย แซ่ด่าน,ถูกอุ้ม,RedUDD,แดงใต้ดิน,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,ลุงสนามหลวง,ลุงสนามหลวง หรือ ชูช,สหพันธรัฐไท
เปิดอ่าน 12,854 ครั้ง

ซ้ายตกขอบ ไม่ได้พูดขำๆ แต่วันนี้ ชีวิตซ้ายตกขอบ กลายเป็นซ้ายหมดสภาพ เพราะเวลาที่ทอดนานไปเรื่อยๆ

**********************

วาทะ “ซ้ายตกขอบ” ในความหมายของฝ่ายความมั่นคง น่าจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ยึดมั่นแนวทาง “เปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด” ซึ่งคนพวกนี้จะใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน บางคนมีสถานะเป็นพลเมืองประเทศนั้นแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้หลบภัย

ทุกวันนี้ คนเหล่านี้มีอาชีพจัดรายการ “วิทยุใต้ดิน” ทางช่องยูทูบ สามารถรับฟังได้ทั่วโลก และคนจัดรายการวิทยุ ก็มีส่วนแบ่งรายได้จากยูทูบ และรายได้จากการขายสินค้า รวมถึงเงินบริจาคจากเหล่าแม่ยก

ช่วงปี 2554-2556 ขบวนการซ้ายตกขอบ มักชอบพูดทำนองว่า พวกเขาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีอะไรต่อท้าย ตั้งเวทีเสวนา “ตาสว่าง” เปิดหน้าท้าชก โดยไม่อำพรางความคิดตัวเอง

เสรีไทย” ไร้รัง

หลังรัฐประหาร 2557 “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และลูกชาย “จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ” หนีออกจากเมืองไทย ไปตั้งหลักที่กัมพูชา

ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวของ “ซ้ายตกขอบ” หรือ “แดงฮาร์ดคอร์” พวกเขาปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด ก่อนจะแยกย้ายกันไป บ้างไปยุโรป สหรัฐ แต่ส่วนใหญ่หนีตายไปอยู่เมืองลาว

“จารุพงศ์” ร่วมกับ จักรภพ เพ็ญแข” ไปตั้งหลักที่สหรัฐ จัดตั้ง “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เสรีไทย” ช่วงสองปีแรก เคลื่อนไหวคึกคัก แต่ย่างเข้าสู่ปีที่สาม ก็หมดเรี่ยวแรง

ภาพล่าสุดของจักรภพ

มีเพียง จรัล ดิษฐาอภิชัย กลายเป็นพลเมืองฝรั่งเศสไปแล้ว ส่วนอั้ม เนโกะ กับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้สถานะผู้ลี้ภัย

          ชีวิตซ้ายตกขอบ กลายเป็นซ้ายหมดสภาพ เพราะเวลาที่ทอดนานไปเรื่อยๆ

จรัล ดิษฐาอภิชัย

ก๊วนเปลี่ยนระบอบ

ซ้ายตกขอบอีกกลุ่มหนึ่ง นำโดย “เอนก ซานฟราน” แกนนำ นปช.USA กับ เพียงดิน รักไทย” หรือเสน่ห์ ถิ่นแสน อดีตข้าราชการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐ

ปี 2554 “เสน่ห์” เริ่มจัดรายการวิทยุออนไลน์ ที่เว็บไซต์ของกลุ่ม RedUDD ในนามมหาวิทยาลัยประชาชน และปีถัดมา 2555 ได้ก่อตั้ง “ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน” เป็นองค์กรเปิดของ “กลุ่มใต้ดิน” ที่วางยุทธศาสตร์ไว้ชัดว่า ต้องการ “เปลี่ยนระบอบ”

จรัล ดิษฐาอภิชัย

ตอนหลัง “ชูพงษ์ ถี่ถ้วน” อดีตสานุศิษย์ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และผู้ก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนคนรู้ใจ แถวเมืองนนท์ ได้หลบหนีคดี 112 จากเมืองไทยไปปักหลักที่ฟิลิปปินส์ ได้เข้าร่วมขบวนการใต้ดินของเสน่ห์

ชูพงษ์ เปลี่ยนระบอบ

ทั้งเสน่ห์และชูพงศ์ ได้จัดรายการวิเคราะห์การเมืองผ่านช่องยูทูบ โดยพยายามเสนอทฤษฎีการเปลี่ยนระบอบ ล่าสุด “ชูพงศ์” ยังย้ำว่า การเปลี่ยนระบอบเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

          ชูพงศ์ป่วยไข้มาหลายปี ยังไม่รู้เลยว่า จะมีชีวิตอยู่ไปอีกนานแค่ไหน ?

กลุ่มโสตาย” ไร้หวัง

คำว่า “โสตาย” ในภาษาอีสานหมายถึง ไม่กลัวตาย อาจใช้กับซ้ายตกขอบหรือแดงพลัดถิ่นกลุ่มใหญ่ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองลาวเวลานี้

เนื่องจากในรอบ 5 ปีมานี้ มีผู้หลบภัยในลาว เสียชีวิตไปแล้ว 5 ศพ โดยกรณีหลังสุดคือ “สุรชัย แซ่ด่าน” และลูกน้องสองคน ถูกทีมงาน “นักล่านิรนาม” อุ้มไปจากบ้านพัก กระทั่งพบศพลูกน้องลอยตามลำน้ำโขง

ดังนั้น พวกที่เหลืออยู่ก็ไม่ต่างจาก “คนโสตาย” เพราะไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มียูเอ็นเอชซีอาร์รับรอง จึงไปประเทศที่สามไม่ได้

สุดา รังกุพันธ์

          “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” หรือลุงสนามหลวง แกนนำสหพันธรัฐไท ยุติการส่งกระจายเสียงทางยูทูบมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ส่วนกลุ่มวงไฟเย็น ยังรวมตัวกันอยู่ และมีการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก

ด้านนักวิชาการเสื้อแดง “อาจารย์หวาน” สุดา รังกุพันธ์ และ อรรถชัย อนันตเมฆ ยังจัดรายการสนทนาการบ้านการเมืองทางยูทูบ

จะเห็นได้ว่า ยูทูบและเฟซบุ๊ก เป็นอาวุธในการทำสงครามความคิด ซึ่งถ้าท่องยูทูบ จะพบเห็นรายการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยโดยกลุ่มซ้ายตกขอบเยอะมาก

โด่ง อรรถชัย

มีนักวิชาการหรืออดีตผู้นำนักศึกษายุค 14 ตุลา มาตอบโต้ “บิ๊กแดง” ทำนองว่า ผบ.ทบ.สร้างเรื่องใส่ป้ายสี ไม่มีหรอก “ซ้ายตกขอบ”

          จริงๆ แล้ว พวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่า มีใครบ้างที่ทำงานใต้ดิน แต่ทำดัดจริตอธิบายว่า ไม่มีหรอกซ้ายตกขอบ

‘เสี่ยหนู’ทุบหุ้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เสี่ยหนู’ทุบหุ้น

5 เมษายน 2562 – 09:51 น.
อนุทิน ชาญวีรกุล,เสี่ยหนู,พรรคภูมิใจไทย,หุ้น,ทุบหุ้น
เปิดอ่าน 1,038 ครั้ง

คอลัมน์…  ออฟเรคคอร์ด  ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 

คนในแวดวงตลาดทุนแทบจะหงายหลังตึง เมื่อได้ยิน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง

คอการเมือง ทราบดีว่า หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยกวาดจำนวนส.ส.ในสภาได้ถึง 51 ที่นั่ง ทำเอาหัวกระไดพรรคไม่แห้ง มีผู้หลักผู้ใหญ่วิ่งเข้าออกพรรคนี้แทบทุกวัน แถมยังมีข่าวถึงขั้น เสนอเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ให้ ขอเพียงแค่ “เสี่ยหนู” นำทัพภูมิใจไทยร่วมจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อกระแสข่าวออกมาแบบนี้ “ไมค์” ของสื่อมวลชนทุกสำนักประชิดปากเสี่ยหนูทันที ด้วยหวังว่าจะได้ยินคำตอบของเรื่องนี้ว่าจะออกมาอย่างไร ..แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะเสี่ยหนูยืนยันอย่างมั่นเหมาะว่า ยังไม่ขอแสดงความเห็นใดๆ ทางการเมือง จนกว่า กกต. จะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการออกมา

ทว่าในงาน Thailand Investment Conference 2019 จัดโดยแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ ร่วมกับ บล.ภัทร ได้เชิญ “เสี่ยหนู” ขึ้นเวทีช่วงดินเนอร์ทอร์ก(ค่ำวันที่ 2เม.ย.) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยงานนี้มีกองทุนยักษ์ใหญ่ จากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมงานอย่างคับคั่ง

คนที่เข้าฟังในงาน แอบกระซิบกระจิบข่าวว่า เวทีนี้ “เสี่ยหนู” จัดเต็ม ทำเอาบรรดากองทุนยักษ์ใหญ่ที่ฟังอยู่ในงาน ทั้งอึ้ง ทั้งมึน ไปตามๆ กัน

เสี่ยหนู พูดแบบเปิดใจว่า เลือกตั้งครั้งนี้ แม้ตั้งรัฐบาลได้ ก็คงไม่มีเสถียรภาพ และมีความเสี่ยงว่า อาจจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่แบบเร็วๆ

…ผู้เข้าฟังการเสวนาบางคน สงสัยคำว่า “เร็วๆ” คือเมื่อไหร่ พอประมาณการได้หรือไม่ จึงย้อนถามเสี่ยหนูไป ซึ่ง “เสี่ยหนู” บอกเพียงแค่ ปีนี้เผลอๆ อาจมีเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ..แค่นี้ก็เรียกเสียงฮือฮากันทั้งฮอลล์

ฟังอย่างนี้ ไม่รู้ว่าบรรดาผู้จัดการกองทุนที่เข้าร่วมงาน กลับออฟฟิศไปจะกด “เคาะขวา” ในตลาดหุ้นแบบรัวๆ หรือไม่

แบบนี้ต้องเรียกว่า “เสี่ยหนู” ทุบหุ้น!!

ชุดเคลื่อนที่เร็ว..หยุดยาเสพติดพิชิตอาชญากรรม!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชุดเคลื่อนที่เร็ว..หยุดยาเสพติดพิชิตอาชญากรรม!

5 เมษายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ชุดเคลื่อนที่เร็ว,ยาเสพติด,ยาบ้า
เปิดอ่าน 624 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

การแพร่ระบาดของยาเสพติด ยิ่ง “ยาบ้า” ที่ปัจจุบันมีราคาถูกลงเพราะต้องการขยายฐานลูกค้าให้เข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของยาบ้าในหลายๆ พื้นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำลังตำรวจมีไม่เพียงพอ หรือปล่อยปละละเลยในพื้นที่รับผิดชอบ

สวนทางกับพื้นที่ในเขต อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ที่ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดมีปริมาณลดน้อยถอยลง นั่นเป็นผลจากความเข้มงวดทำหน้าที่อย่างเข้มข้นของ “ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว” ของ อ.บางกรวย ที่มีเป้าหมายจู่โจมกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมในพื้นที่เป็นหลัก จนทำให้ผู้ค้าผู้เสพถึงกับขยาด หวาดกลัว ต้องย้ายออกนอกพื้นที่ไปเป็นจำนวนมาก

นายสุเทพ ต่ายจันทร์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.บางกรวย ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว เปิดเผยว่า เมื่อก่อนมีปริมาณผู้เสพผู้ค้าในพื้นที่บางกรวยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งกำลังตำรวจมีไม่เพียงพอหรือมีไม่พอรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงเห็นว่าหากมีเจ้าหน้าที่ปกครองมาร่วมมือร่วมแรงช่วยเสริมตำรวจทำงานร่วมกันน่าจะช่วยหยุดยั้งปัญหายาเสพติดได้ จึงได้เข้าไปปรึกษากับทางอำเภอก่อนจะทำเรื่องถึงทางจังหวัด เพื่ออนุญาตให้จัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วชุดนี้ขึ้นมาเพื่อเสริมกำลังตำรวจในการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติด

“ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้พร้อมปฏิบัติงานตลอดทุกเวลา ไม่มีวันหยุด ไม่มีเวลาเลิกงาน เพราะในทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ทะเลาะวิวาท ก่อเหตุปล้น จี้ ชิงทรัพย์ หรือจะเป็นผู้ขายผู้เสพใดๆ เราจะติดตามทันที ตามข้อมูลและเบาะแสที่มี ไม่ปล่อยปละละเลยให้คนทำผิดมีพื้นที่ลอยนวล ซึ่งนับตั้งแต่ที่ชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้ตั้งขึ้นมา สามารถจับกุมคดียาเสพติดไปแล้วกว่า 100 คดี รวมทั้งยับยั้งเหตุอาชญากรรมและทะเลาะวิวาท หรือก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์ผู้อื่นก็มีจำนวนไม้น้อยเช่นกัน” นายสุเทพ กล่าว

ชุดเฉพาะกิจชุดนี้ประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบลและอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเป็นหลัก ซึ่งผู้ที่จะมาเข้าร่วมกับชุดเฉพาะกิจได้ต้องผ่านการฝึกอบรมการป้องกัน ความรู้กฎหมายเบื้องต้น และความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดประเภทต่างๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงทักษะการป้องกันตัวก่อนออกปฏิบัติงาน เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายในเวลาที่ต้องออกปฏิบัติการ

นายสุเทพ อธิบายว่า การทำงานของชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วชุดนี้มีจุดเด่นตรงที่เราสามารถเข้าถึงประชาชนแบบใกล้ชิดได้มากกว่าตำรวจ เพราะบางครั้งเวลาที่ชาวบ้านเขามีข้อมูลผู้ค้าผู้เสพ หรือบุคคลต้องสงสัย แต่เขาไม่มั่นว่าเมื่อแจ้งตำรวจไปแล้ว ปัญหานั้นจะได้รับการดูแลแก้ไขไหม หรือถูกปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจ หนำซ้ำข้อมูลหรือเบาะแสที่แจ้งไปจะกลับกลายมาเป็นผลร้ายถึงตัวเองอีกหรือไม่ ซึ่งชุดเฉพาะกิจของอำเภอที่ชาวบ้านรู้สึกเป็นมิตรใกล้ชิดได้มากกว่า ไม่มีช่องว่างระหว่างกัน ทำให้ได้รับข้อมูลต่างๆ มาใช้ในการปราบปรามยาเสพติด และลดปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจัง จนปัจจุบันปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อ.บางกรวย เบาบางลงไปมาก เหลือเพียงแต่ผู้เสพรายย่อยที่จะต้องนำไปเข้าโครงการเลิกยาเสพติด จนได้รับคำชื่นชมจากทางอำเภอและทางจังหวัด

“ผมอยากให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นถึงความสำคัญของกำนันผู้ใหญ่บ้านให้มากๆ เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานปกครองส่วนอำเภอที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด จึงรู้และเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่มากกว่าใครๆ ทำงานรับใช้ใกล้ชิดประชาชนมาเนิ่นนาน จึงได้รับความร่วมมือร่วมใจจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ฉะนั้นการที่จะปล่อยให้กำนันผู้ใหญ่บ้านถูกยุบทิ้งไปตามพ.ร.บ.การยกฐานะเทศบาลท้องถิ่นนั้น จะเป็นการตัดกำลังเสริม และเปิดช่องให้ยาเสพติดกลับเข้ามาระบาดในพื้นที่อีกหรือไม่นั้น ต้องลองพิจารณาดูดีๆ เพราะถึงตอนนั้นแล้วคงไม่มี ส.ท.คนไหนลงไปไล่ตามผู้ค้าผู้เสพหรือระงับเหตุอาชญากรรมได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับเหมือนกำนันผู้ใหญ่บ้านที่มีกฎหมายรองรับในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงานท้องถิ่นของอำเภอ” นายสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

ส่องวงใน2พรรคใหญ่ทำอะไรระหว่างรอผลเลือกตั้ง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367877?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องวงใน2พรรคใหญ่ทำอะไรระหว่างรอผลเลือกตั้ง?

4 เมษายน 2562 – 11:25 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,วิษณุ เครืองาม,กปปส,พลังประชารัฐ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,อนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 6,450 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

สถานการณ์การเมืองวันนี้ยังอึมครึมท่ามกลางการปล่อยข่าวลือ และข่าวลวงหลากกลยุทธ์ที่มีผลพันลึกกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

การชิงธงตั้งรัฐบาลแม้ยามนี้ยังไม่ชัดแจ้งนักว่า พรรคที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพรรคที่อ้างว่าต้านการสืบทอดอำนาจ ฝ่ายใดจะตบเท้าเข้าตึกไทยคู่ฟ้า เพราะยังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่าพรรคใดได้ ส.ส.กี่คน และทำให้เกมสาดโคลนรวมทั้งสงครามน้ำลายเลอะเทอะไปทั่วว่า อีกฝ่ายไม่เคารพมติสังคม

เมื่อบวกกับการปล่อยข่าวหลากช่องทางที่บางครั้งเกินเลยไปไกลและสร้างความสับสนต่อสังคมที่มีมากมาย จนกระทั่งบิ๊กตู่และฝ่ายความมั่นคงต้องออกมาส่งสารและแถลงข่าวแจ้งเตือนสังคมว่า อย่าให้ความสำคัญกับการบิดเบือนข่าวของผู้ไม่หวังดีและจะเร่งจับกุมผู้ไม่หวังดีมาลงโทษให้เร็วที่สุด

คนที่ไม่หวังดีกับบ้านเมืองนั้นไม่ว่าจะมาจากด้วยเหตุผลกลใด ก็ใช้วิธีนี้กับการหาประโยชน์ทางการเมืองมาหลายยุคสมัยแล้ว หากฝ่ายรัฐมีข้อมูลก็ควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวดเร็วที่สุด เพื่อดับไฟที่มีการพยายามจุดขึ้นมาให้ติดในไม่กี่อึดใจข้างหน้า โดยอาศัยพลังบริสุทธิ์ออกมาเป็นเหยื่อบนเกมอำนาจ
วิงวอนว่าพลังบริสุทธิ์ควรขยับในบริบททางกฎหมายก็พอ และอย่าเชื่ออะไรที่ปั่นหัวจนทำให้การกระทำในบางสิ่งบางอย่างเกินเลยออกไป เพราะเกมแห่งอำนาจมีอะไรมากกว่าที่คิด

ฉะนั้น คนที่หลอกใช้คนบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือบนสนามการเมืองนั้นนับว่าเลวที่สุด และควรเร่งตัดไฟแต่ต้นลม

เมื่อความจริงผนวกกับข่าวลวงกับกลเกมการเมืองยามนี้ หากมองลึกๆ ไปยังจังหวะจะโคนของทั้งสองขั้วการเมืองนั้น วันนี้จะพบอะไรที่กลบซ่อนอยู่และรอการเปิดตัวในไม่ช้านาน…

เริ่มจากขั้วหนุนบิ๊กตู่ ยามนี้จะพบว่าบิ๊กตู่พยายามประหยัดคำพูดทางการเมืองและให้น้ำหนักไปยังภารกิจหลักคืองานพระราชพิธี และการแก้ปัญหาบ้านเมืองในช่วงนี้ เมื่อภารกิจหลักของประเทศเสร็จสิ้น จังหวะนั้นบิ๊กตู่จึงจะลงมาบัญชาการเกมในช่วงสุดท้าย

ส่วนเกมการเมืองในช่วงนี้นั้น บิ๊กตู่ปล่อยให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ บัญชาการเบื้องต้นไปพลางๆ ก่อน และจะประมวลสถานการณ์เสนอให้บิ๊กตู่รับทราบและเคาะโต๊ะในยามสุดท้าย

สายสืบจากพปชร.แจ้งว่า “ข้อมูลที่วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจ้งต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อสงสัยในการทำหน้าที่ของ กกต.นั้น น่าจะไม่มีปัญหาใดตามมา เพราะถือว่า สิ่งที่วิษณุสื่อออกไป กกต.น่าจะจับความได้

ส่วนข้อกังวลเรื่องการถอดถอน กกต.นั้น น่าจะไม่มีผล เพราะต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหาในชั้นศาล และน่าจะใช้เวลาอีกพอควร ตรงนี้จึงเบาใจได้ และผลการเลือกตั้งน่าจะรับรองได้ตามห้วงเวลา”

สายสืบระบุว่า “ส่วนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นั้น หากพรรคใดมีหลักฐานก็ต้องฟ้องร้องและรอมติ กกต. รวมทั้งศาล แต่ข้อมูลวงในที่ทราบงานนี้มีหลายพรรคที่จะโดน “ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง” และจะส่งผลกับการคิดแต้ม ส.ส.ทั้งสองระบบของแต่ละพรรค ตอนนี้ควรรอดูว่าผลจาก กกต.จะออกมาแบบใด”

สายสืบแจ้งว่า “ตอนนี้ควรจับจังหวะของคีย์แมนของ พปชร. ที่แบ่งออกกันหลายก๊กก๊วน โดยแบ่งก๊กก๊วนขนาดใหญ่ในพรรคได้ดังนี้ กลุ่มสามมิตร กลุ่มสี่กุมาร กลุ่ม กปปส. แต่ละกลุ่มมีว่าที่ ส.ส.กันหลายสิบคนที่พยายามเคลื่อนไหวในยามนี้ทั้งบนดินและใต้ดิน

และตอนนี้แกนนำแต่ละก๊กก๊วนเร่งวางแผนแก้เกมเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในเขตที่พ่ายขั้วตรงข้าม โดยเป้าหมายคือต้องกวาดที่นั่งให้มากที่สุดเพื่อพลิกแต้มให้กลับมาเป็นต่อและชอบธรรม เพื่อที่จะปิดปากขั้วตรงข้ามไม่ให้อ้างอะไรได้…ในการฟอร์ม ครม.ชุดใหม่”

ส่วนการวางคนให้เป็นเสนาบดีของ ครม.ชุดหน้านั้น สายสืบแจ้งว่า “เก้าอี้กระทรวงหลัก เช่น กลาโหม มหาดไทย คลัง คมนาคม จะอยู่ในการดูแลของบิ๊กตู่ที่จะพิจารณา และสิ่งที่ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลจะขอโควตากระทรวงเหล่านี้น่าจะหมดสิทธิ์ เพราะเบื้องต้นนั้นบิ๊กตู่วางกติกาที่ระบุไว้สำหรับคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีชุดใหม่ไว้แล้วว่า ภาพลักษณ์และผลงานต้องดี สังคมยอมรับ

อดีต ครม.ในรัฐบาลปัจจุบันจะมาช่วยงานรัฐบาลใหม่ไม่มากนัก และควรดูว่า คีย์แมน คสช.คนใดจะได้ทำงานต่อ ส่วนอดีตสี่รัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรคน่าจะมีตำแหน่งใน ครม.ใหม่ แต่อาจไม่ใช่เก้าอี้เดิมทั้งหมด และไม่ได้มาหมดทุกคน เพราะต้องเกลี่ยให้กลุ่มอื่นๆ ด้วย

ฉะนั้นแต่ละกลุ่มในพรรคอาจจะมี รมว.ในกระทรวงขนาดรอง และ รมช.ในกระทรวงหลัก ตามสัดส่วน แต่คงไม่มากนัก เพราะโควตาอีกส่วนต้องแบ่งให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย แต่ทั้งหมดจะเริ่มต้นแบบจริงจังช่วงหลังรู้ผลเลือกตั้งแบบเป็นทางการ และดำเนินการช่วงกลางเดือนพฤษภาคมไปแล้ว รวมทั้งควรติตตามคลื่นใต้น้ำในพรรคที่เริ่มก่อตัวหลังเลือกตั้งจบ”

“เก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคือประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น อาจให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล เพราะบุคคลเด่นๆ ในพรรคด้านนี้มีน้อย และเป็นการให้เกียรติพรรคที่จะมาช่วยตั้งรัฐบาลด้วย แต่ต้องดูว่า พรรคสีน้ำเงินหรือพรรคสีฟ้าจะรับเงื่อนไขที่เสนอไปหรือไม่” สายสืบระบุ

ส่วนแหล่งข่าวจากถนนเพชรบุรีตัดใหม่แจ้งว่า หลังทราบผลการเลือกตั้งเสร็จสิ้น “สองคุณหญิง” ได้ประสานตรงกับคีย์แมนพรรคต่างๆ ให้มาแตะมือ โดยไม่มีเงื่อนไข แต่พรรคหลักหลายพรรคยังไม่ตอบรับ โดยอ้างสั้นๆ ว่ารอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน

แหล่งข่าวกล่าวว่า “คุณหญิงจากจันทร์ส่องหล้าลงมือเองในหลายกรณีในช่วงนี้ในการเปิดเงื่อนไขแบบแทบไร้เงื่อนไขกับพรรคต่างๆ เพราะรู้ดีว่า ไม่ว่าคีย์แมนคนไหนในพรรคเพื่อไทยไปเปิดก๊อกเจรจา แต่อำนาจต่อรองแบบม้วนเดียวจบนั้น ยามนี้ขึ้นอยู่ที่คุณหญิงคนนี้เท่านั้น และเงื่อนไขเก้าอี้แบบไร้ข้อต่อรองที่เพื่อไทยเปิดไว้หลวมๆ เพื่อรวมขั้วให้ได้นั้น วันนี้ก็ขยับอยู่แต่พรรคที่ทาบทามไว้ยังไม่ตอบรับ แบบนี้ก็ต้องพยายามต่อไป

แต่สถานการณ์เพื่อไทยวันนี้ แม้จะมีตัวเลขที่เหนือกว่าพลังประชารัฐ แต่อะไรๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะหากมีใบสารพัดสีผลิออกมาแล้วนั้น แกนนำพรรคมองว่า เพื่อไทยและอนาคตใหม่น่าจะโดนทั้งสองระบบ คือบางเขตนั้นจะโดนแขวนหนึ่งปีด้วยใบส้ม ที่จะกระเทือนการคิดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ และบางส่วนเลือกใหม่คือใบเหลืองและใบแดง แต่ก็มั่นใจในหลักฐานที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคจับทุจริตคู่แข่งได้หลายกรณี หากเลือกใหม่ขั้วเพื่อไทยชนะแน่”

“จับตาอนาคตใหม่ด้วยเพราะความเสี่ยงสูงในหลากเรื่องที่ปรากฏ รอดูว่าจะเกิดอะไรกับพรรคนั้น แต่ยังมั่นใจว่าพรรคนี้จะไม่เปลี่ยนขั้ว”

เกมนี้ที่สองพรรคใหญ่เดินเครื่องใต้ดินในคราวนี้ ก็ต้องตามกันแบบติดๆ ว่าใครจะโผล่ขึ้นบนดินได้ก่อนกัน

เจาะลึกมาตรฐาน”พีเอ็ม 2.5 ไทย”ทำไมไม่เท่าสากล?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึกมาตรฐาน”พีเอ็ม 2.5 ไทย”ทำไมไม่เท่าสากล?

4 เมษายน 2562 – 11:22 น.
พีเอ็ม 25,ฝุ่นพิษจิ๋วมรณะ
เปิดอ่าน 644 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ปี 2562 ล่วงเลยมาหลายเดือนแล้ว แต่ “ฝุ่นพิษจิ๋วมรณะ พีเอ็ม 2.5 ยังคงเป็นปัญหาของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ขยับจากเมืองหลวงกรุงเทพฯ ขึ้นไปปกคลุมภาคเหนือ จนทั่วโลกส่งเสียงเตือน! แต่ดูเหมือนหน่วยงานรัฐยังมัววุ่นกับลุ้นรัฐบาลใหม่ จนไม่สนใจเร่งแก้ปัญหา ปล่อยให้คนป่วยล้นโรงพยาบาล…

ช่วงวันเลือกตั้งประวัติศาสตร์ 24 มีนาคม นักข่าวทั่วไทยมัวแต่สนใจรายงานข่าวเลือกตั้ง จนแทบไม่มีเวลาสนใจปัญหาฝุ่นพิษปกคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่พุ่งเป็นสีแดงหลายจังหวัด โดยเฉพาะ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สาเหตุมาจากการเผาพืชไร่และวัชพืชในที่โล่ง ผสมกับหมอกควันจากการเกิดไฟไหม้ป่าที่ชายแดนพม่า

ชาวเชียงใหม่เริ่มรู้สึกไม่พอใจ เพราะคนป่วยจากฝุ่นพิษทยอยเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการรวมพลังใช้สื่อสังคมออนไลน์ล่ารายชื่อขับไล่ “ศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ” ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แม้นายศุภชัยพยายามชี้แจงถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาเรื่องหมอกควันมาตลอด ทั้งยังไปยืนแจกหน้ากากอนามัยด้วยตัวเอง แต่ชาวบ้านยังไม่รู้สึกดีขึ้น มีการโพสต์โวยวายว่า หน้ากากอนามัยที่แจกเป็นแบบธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ใช้ป้องกันฝุ่นพิษขนาดเล็กได้จริง

วันที่ชาวเชียงใหม่เผชิญวิกฤติมากสุดตรงกับวันเลือกตั้งประวัติศาสตร์ของไทย 24 มีนาคม 2562 โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ airvisual.com ระบุดัชนีคุณภาพอากาศ ในพื้นที่ในภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ มีค่าพุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 332 และ “กรมควบคุมมลพิษ” วัดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พีเอ็ม 2.5 สูงถึง 233 มก./ลบ.ม. ทั้งที่ตัวเลขมาตรฐานสากลกำหนดให้ไม่เกิน 25 เท่านั้น

          ตัวเลขมาตรฐานสากลสำคัญไฉน ? ทำไมประเทศไทยแตกต่าง ?
ย้อนความเป็นมาของการกำหนดมาตรฐาน “พีเอ็ม 2.5” ของประเทศไทยเริ่มต้นมาเกือบ 10 ปีแล้ว เมื่อ พ.ศ.2553 โดยกรมควบคุมมลพิษมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิจัย ช่วงนั้นได้เสนอแนะ 2 ตัวเลขด้วยกัน ได้แก่ “ค่ามาตรฐานเฉลี่ยรายปี ไม่เกิน 12 มก./ลบ.ม.” และ “ค่ามาตรฐานเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 35 มก./ลบ.ม.” ถือเป็นค่าที่ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้มากที่สุด แต่สุดท้าย “คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ” ออกประกาศฉบับที่ 23 กำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 25 และราย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 50 ถือเป็นค่าวัดมาตรฐานที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้

อย่าลืมว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณภาพอากาศของประเทศไทยยังดีกว่าทุกวันนี้ เพราะจำนวนรถยนต์ที่ยังไม่เพิ่มมากนัก ประกอบกับการเผาไหม้ในแปลงเกษตรขนาดใหญ่ และโรงงานขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษจิ๋วยังไม่มีจำนวนมากเท่าปัจจุบัน โดยเฉพาะสารก่อมะเร็ง เช่น ปรอท แคดเมียม ฯลฯ

ขณะที่องค์การอนามัยโลก(WHO) กำหนดเกณฑ์คุณภาพอากาศ ค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 10 และราย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 25 เพราะดูจาก “ผลกระทบต่อสุขภาพ”

องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 10 มก./ลบ.ม. เพราะถ้าใครอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น อาจทำให้มีอายุสั้นลงเฉลี่ย 2 ปี 5 เดือน 22 วัน หากเป็นเทียบค่ามาตรฐานของไทย 25 มก./ลบ.ม. ทำให้คนมีอายุสั้นลงเฉลี่ย 11 เดือน 8 วัน

สรุปคือตัวเลขมาตรฐานที่ลดลงจำนวน 10 มก./ลบ.ม. จะทำให้อายุสั้นลง 1.03 ปี หมายถึงคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศดีกว่า จะมีอายุยืนกว่า 1-2 ปี

ทั้งนี้ ตัวเลขมาตรฐานหากกำหนด “ยิ่งต่ำ ยิ่งดีต่อสุขภาพ” เนื่องจากผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศในไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคติดเชื้อในระบบหายใจแบบเฉียบพลัน โรคมะเร็งปอด ฯลฯ เชื่อว่าโรคเหล่านี้ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 5 หมื่นคนต่อปี

ข้อมูลจากเว็บไซต์กรีนพีซ ระบุว่าปี 2561 ประเทศไทยถูกจัดว่ามีความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 มากเป็นอันดับที่ 23 ของโลก และติดอันดับ 15 เมืองที่มีฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พื้นที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร, พื้นที่แม่ปะ จ.ตาก, พื้นที่ดินแดง กรุงเทพฯ

สำหรับจังหวัดที่มีระดับค่าเฉลี่ยรวมของฝุ่นพิษ 2.5 ตลอดปีสูงสุด ได้แก่ สระบุรี (36 มก./ลบ.ม.) กรุงเทพมหานคร (31 มก./ลบ.ม.) โดยทั้งสองพื้นที่มีระดับค่ามลพิษสูงกว่าค่ามลพิษจำกัดสูงสุดขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ 3 เท่า

ตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่าคนไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จนส่งผลต่อสุขภาพประมาณ 1.4 ล้านรายต่อปี หมายถึงคนเจ็บป่วยจากอาการทางระบบทางเดินหายใจและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากคิดเป็นจำนวนเงินมีมูลค่าสูงถึงหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ข้อมูลปี 2558 ระบุว่ามลพิษจากฝุ่นมหันตภัยนี้ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรใน 38,000 คน เนื่องจากโรคมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และหืดหอบ ขณะที่ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยเหตุนี้ไม่ต่ำกว่าปีละ 3 ล้านคน

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่า การรณรงค์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับเพิ่มตัวเลขค่ามาตรฐานให้เท่ากับสากลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับตัวเลขสุขภาพหรือผู้ป่วยด้วย สืบเนื่องจากมาตรฐานที่เข้มงวด จะช่วยทำให้ทุกฝ่ายจริงจังในการช่วยกันลดปัญหาแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษ

“ต้องปรับให้เท่าสากล แต่ไม่ใช่ว่าปรับลดทีเดียวเลย อาจค่อยๆ ตั้งเป้าไว้ก่อน เช่น จาก 50 เป็น 35 แล้วค่อยเหลือ 25 เพราะต้องให้เวลาผู้ประกอบการหรือโรงงานไปเตรียมพร้อมในเรื่องอุปกรณ์และกระบวนการบำบัดมลพิษที่ปล่อยออกมาทางอากาศ เช่น การปรับวิธีกลั่นน้ำมันให้มีสารพิษผสมอยู่น้อยลง หรือให้แปลงเกษตรลดจำนวนการเผา หรือหาวิธีกำจัดซากวัชพืชแบบใหม่ กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาและการลงทุนพอสมควร ปรับไปใช้รถไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การทำแปลงเกษตรไร้ควันพิษ แต่ต้องมีกำหนดแผนเวลา ภายใน 1 ปี ลดครึ่งหนึ่ง หรือภายใน 3 ปี ให้เท่ากับสากล และควรมีระบบรายงานคุณภาพอากาศที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านโดยตรง” ตัวแทนกรีนพีซประเทศไทยกล่าวแนะนำ

ปัจจุบันไทยมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศระดับค่าพีเอ็ม 2.5 จำนวน 53 สถานี ตั้งอยู่ในพื้นที่ 29 จังหวัด ส่วน “ญี่ปุ่น” พื้นที่น้อยกว่าไทย แต่มีมากกว่า 1,200 จุด สำหรับ “จีน” ให้ความสนใจกับปัญหานี้มาก สั่งให้ติดตั้งกว่า 6,500 เครื่องทั่วทุกมณฑล

“คม ชัด ลึก” ติดต่อขอสัมภาษณ์ไปยัง “อดีตผู้บริหารระดับสูงกรมควบคุมมลพิษ” หนึ่งในผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวกับการตั้งมาตรฐานค่าพีเอ็ม 2.5 และการสั่งซื้อเครื่องตรวจวัด ได้รับคำอธิบายว่า

ในช่วง 6-7 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมุ่งแก้ปัญหาความหนาแน่นของฝุ่นขนาดพีเอ็ม 10 ซึ่งเป็นฝุ่นละอองจากโรงงานและการเผาไหม้เชื้อเพลิง การเผาในที่โล่ง ส่วนค่าพีเอ็ม 2.5 ที่เป็นฝุ่นขนาดเล็กกว่านั้น ช่วงปี 2556 เพิ่งเริ่มสั่งซื้อเครื่องตรวจวัดได้ 3 เครื่องเท่านั้น ในปี 2558 มีประมาณ 10 กว่าเครื่อง เนื่องจากการกำหนดค่ามาตรฐานต้องพิจารณาจากสถานการณ์จริงว่า ประเทศไทยทำได้แค่ไหน หากต้องการเปลี่ยนเป็นตัวเลขที่น้อยลงให้เท่ากับสากล ปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ โรงงานพร้อมลงทุนเพื่อปรับระบบการกรองควันพิษที่ปล่อยออกมาหรือไม่ โรงงานกลั่นน้ำมันต้องลดเวลาการผลิตหรือไม่ เพื่อให้ค่าฝุ่นควันในอากาศมีน้อยลง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น โรงงานในมาบตาพุด แม้ว่าแต่ละโรงงานจะปล่อยฝุ่นพิษออกมาไม่เกินที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าทุกโรงงานปล่อยออกมาพร้อมๆ กัน ก็มีฝุ่นในอากาศเยอะมาก หรือปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี

“ตอนนี้เอาแค่ทำตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ให้ได้เสียก่อนดีไหม เพราะโรงงานยังปล่อยควันพิษออกมาเกินกำหนด การเผาพืชไร่เกษตรก็เพิ่มมากขึ้น ลักษณะของแปลงเกษตรกลายเป็นขนาดใหญ่เป็นเกษตรพันธสัญญา ปลูกข้าวโพดเหมือนๆ กัน แตกต่างจากแต่ก่อนที่ชาวบ้านอยู่กระจายๆ ควันพิษจากการเผาไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียว อีสานตอนนี้เจอปัญหาเผาซางอ้อย ส่วนภาคเหนือเผาซาง รถไฟฟ้าก็ยังไม่แพร่หลาย ระบบขนส่งมวลชนก็ไม่มี อุปสรรคสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ กรมควบคุมมลพิษที่เป็นคนไปตรวจโรงงานนั้น ไม่มีอำนาจในการสั่งลงโทษ ต้องขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมไปจัดการ”

อดีตผู้บริหารข้างต้น เปิดเผยความในใจให้ฟังต่อว่า ในช่วงการทำงานตรวจวัดฝุ่นควันจากโรงงานที่เป็นแหล่งสำคัญในการปล่อยมลพิษทางอากาศนั้น ส่วนตัวรู้สึกอึดอัดใจมาก เพราะหลังจากส่งเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษไปตรวจวัดจนพบความผิดปกติได้ เมื่อทำเรื่องไปอีกหน่วยงานหนึ่ง ก็จะมีการส่งคนของเขาไปตรวจซ้ำ ปรากฏว่าผลที่ออกมา ส่วนใหญ่สรุปผลว่าไม่ผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง หรือการร่วมกันทุจริตคอร์รัปชั่นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ประกอบการหรือนายทุนเจ้าของโรงงานต่างๆ

ดังนั้น จึงอยากให้เอ็นจีโอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเลขมาตรฐานอาจไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหา ถ้าอนาคตตัวเลขฝุ่นควันพิษของไทยดีขึ้น จนใกล้เคียงกับตัวเลขที่กำหนดไว้ ค่อยไปขอปรับตัวเลขให้เท่าเทียมกับมาตรฐานสากล

สรุปคือ แค่มาตรฐานพีเอ็ม 2.5 ที่ตั้งไว้ค่าเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 10 และราย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 25 (มก./ลบ.ม.) ปัจจุบันไทยยังทำไม่ได้เลย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเห็นปัญหาและรีบแก้ไขให้ตรงจุด โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ “ซูเอี๋ย” กับโรงงานหรือกลุ่มได้ประโยชน์จากควันพิษที่เกิดขึ้นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพของชาวบ้านที่หายใจเข้าๆ ออกๆ ตลอด 24 ชั่วโมง อย่าปล่อยให้คนไทยในอนาคตต้องใส่หน้ากากนอน

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีเคยลั่นวาจาออก “คำสั่ง” ให้ทุกหน่วยงานเร่งช่วยกันแก้ไข หากปัญหาซับซ้อนเกินกำลังของจังหวัด ก็รีบประสานไปที่ส่วนกลาง รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

แต่ดูเหมือนว่า จะไม่มีหน่วยงานไหน สนใจทำตาม “คำสั่ง” ท่านผู้นำ!?!….

  10 พื้นที่ของไทย ฝุ่นพิษปกคลุมมากสุด !
เว็บไซต์ http://www.greenpeace.org ระบุข้อมูลปี 2561 พื้นที่เมือง 10 อันดับเผชิญกับมลพิษพีเอ็ม 2.5 มากที่สุด
(1) ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
(2) ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก
(3) ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
(4) ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
(5) ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่
(6) ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง
(7) ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี
(8) ริมถนนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ
(9) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น
(10) ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

แก้จุดเสี่ยง!..เปลี่ยนไทยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367881?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้จุดเสี่ยง!..เปลี่ยนไทยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

4 เมษายน 2562 – 11:00 น.
องค์การอนามัยโลก,อุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 462 ครั้ง

รายงาน…

เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานผลการจัดทำรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 4 โดยประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 32.8 ต่อประชากรแสนคน คิดเป็นจำนวน 22,491 คน เฉลี่ยวันละ 60 คน อยู่อันดับที่ 9 ของประเทศสมาชิกทั้งหมด ซึ่งดีขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่อันดับ 2

แม้การจัดอันดับครั้งล่าสุดดูเหมือนสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตจะดี แต่การเสียชีวิตจากภัยบนท้องถนนของไทยเรายังเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย โดยเฉพาะสัดส่วนการเสียชีวิตจากเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก คือ 74.4% นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2558 จากรายงานการเสียชีวิต 3 ฐานของ กรมควบคุมโรค พบว่าการเสียชีวิตของคนไทยจากภัยบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี คือเพิ่มจาก 19,960 ราย ในปี 2558 เป็น 21,745 ราย ในปี 2559 และเป็น 22,864 ราย ในปี 2560 ซึ่งแสดงว่าสถานการณ์ของภัยบนท้องถนนของไทยยังอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยองค์การอนามัยโลกได้ประเมินและให้ข้อแนะนำว่า หากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นที่จะต้องเร่งจัดตั้งองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน ที่มีบุคลากรมืออาชีพทำงานเต็มเวลา มีงบประมาณ และมีอิสระในการดำเนินงาน เพื่อประสานการดำเนินการและการกำกับติดตามเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ

อันดับที่ลดลงของประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า การดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนผู้มีส่วนร่วมที่ผ่านมาเริ่มประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเกิดจากความตื่นตัวของภาคประชาชนและสื่อมวลชน จะเห็นว่ามีการนำเสนอข่าวและคลิปอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง จนทุกภาคส่วนตระหนักถึงปัญหา และสาเหตุที่สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของไทยลดลง เนื่องจากว่ามีความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย อาทิ การติดกล้องซีซีทีวีและกล้องตรวจจับความเร็ว ที่มีเพิ่มมากขึ้นบนถนนทางหลวง ขณะเดียวกันยังพบว่าประชาชนมีความตื่นตัวมากขึ้น ทำให้การใช้ความเร็วรถลดลงในบางเส้นทางที่มีกล้องตรวจจับความเร็ว

ทุกครั้งที่เป็นช่วงเทศกาลสำคัญ ก็จะมีการพูดถึงความปลอดภัยบนท้องถนน ทุกภาคส่วนต่างออกมารณรงค์เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด หรือเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คาดว่าจะมีการเดินทางกันคับคั่งทุกเส้นทางทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวหลายวันติดต่อกัน

ด้วยเหตุนี้ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงได้เปิดกิจกรรม “Thailand Big move Road Safety” เพื่อรณรงค์ลดอุบัติเหตุสู่เส้นทางถนนปลอดภัย โดย สสส. ร่วมกับ สช. และภาคีเครือข่าย ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์แสดงพลังเครือข่ายภาคประชาชน ประกาศเจตนารมณ์ภาคประชาชนร่วมเป็นกำลังในการช่วยสอดส่องดูแลให้ถนนปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ เริ่มจากการเปิดพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด ร่วมแก้ 30 จุดเสี่ยง สร้างถนนปลอดภัย และตั้งเป้าครบ 77 จังหวัด ภายในปีนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขอย่างยั่งยืน สำหรับจังหวัดที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ลพบุรี กาญจนบุรี อุตรดิตถ์ ลำพูน นครพนม ตรัง และ ภูเก็ต

​ดร.สุปรีดา อธิบายว่า จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา สสส. และภาคีเครือข่าย รวมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ได้ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของประเทศในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาและสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในบ้านเรา มีองค์ประกอบหลักสำคัญ 3 อย่าง คือ คน รถ ถนนและสิ่งแวดล้อม แต่เรื่อง “คน” ดูจะเป็นปัญหาสำคัญ เพราะจากการวิเคราะห์ของทางฝ่ายวิชาการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ โดยล่าสุดปี 2561 มีการออกใบสั่งจำนวน 11,734,415 ใบ และมีจำนวนผู้ชำระค่าปรับเพียง 18% และยังพบว่า คนไทยมีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบ ใน 1 ปี ซึ่งเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ทำให้เห็นชัดว่าบ้านเรายังต้องทำงานกับเรื่องการปรับพฤติกรรมอีกมาก และในส่วนของ “ถนน” บ้านเรามีถนนที่อยู่ในความดูแลของหลายหน่วยงาน ซึ่งยังนับว่ามี “จุดเสี่ยง” อยู่มาก ถ้าหากประชาชนได้เข้ามาร่วมชี้จุดเสี่ยง คอยสอดส่องเป็นหูเป็นตาให้หน่วยงานรัฐ หรือหน่วยงานเจ้าของถนน ได้ดำเนินการแก้ไข ก็จะช่วยได้มาก เพราะทางวิชาการชี้ว่า องค์ประกอบของสาเหตุอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น 27% เกิดจากถนนและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกันการจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังมีการถ่ายทอดสดจากจังหวัดนำร่อง ที่แก้จุดเสี่ยงให้กลายเป็นถนนปลอดภัย 4 ภาค 4 จังหวัด คือ ตรัง อุตรดิตถ์ นครพนม และกรุงเทพมหานคร อาทิ ที่ จ.ตรัง พื้นที่ ต.ห้วยยอด ที่ได้รับการปรับปรุงทำทางลอดใต้ทางแยกเป็นจุดกลับรถ ส่วน จ.อุตรดิตถ์ มีการแก้ไขบริเวณแยกหนองบัวที่เกิดอุบัติเหตุมาก ปรับปรุงวางแท่งแบร์ริเออร์บังคับทิศทางรถ และกรุงเทพมหานคร บริเวณแยกหลักสี่ที่เกิดอุบัติเหตุมาก เป็นจุดกลับรถ มีการปรับสัญญาณไฟ และปรับสภาพถนน

ด้าน นพ.พลเดช บอกว่า มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับการลดปัญหาอุบัติเหตุมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราต้องวางมาตรการ สร้างโมเดลเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เน้นแนวร่วมจากภาคประชาชน จากภาคีเครือข่าย ดึงท้องถิ่นเข้ามาช่วย ที่ผ่านมาเราได้จัดทำโครงการคนเห็นคน โดยใช้แนวคิดที่ว่า “เปลี่ยนจากคนเกาะรั้วมาเป็นนักแสดง” หรือที่เรียกว่าเปลี่ยนคนดู มาเป็นนักแสดง ทำให้เขาได้เข้ามามีบทบาท คิดวิเคราะห์ เกิดการมีส่วนร่วมประชุมแลกเปลี่ยน หาจุดอ่อนจุดแข็ง และจากจุดเล็กๆ ที่คนกลุ่มนี้เอาใจมาเชื่อมกัน ก็จะกลายเป็นภาพใหญ่ ประสานหน่วยงานที่มีอำนาจนำไปขยายผล เช่น มหาดไทย ปภ. ทางหลวง ตำรวจ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในที่สุด จึงนำมาสู่โครงการ “Thailand Big move Road Safety”

​“คิดแบบบ้านๆ เลยก็คือ การหาไอเดียของคนในชุมชน ชาวบ้าน ว่าเขาอยากทำอะไร ซึ่งจากคนเล็กคนน้อยนี่แหละ จะสามารถลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหา นำองค์ความรู้ไปขยายผล ต้องชื่นชมให้กำลังใจกัน แม้จะไม่สำเร็จในเร็วๆ นี้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ท้าท้าย และได้เห็นพลังของสังคมในการตื่นตัว เริ่มจาก 10 จังหวัด แก้ไขได้ 30 จุดเสี่ยง ขยายไปเรื่อยๆ ใน 283 อำเภอเสี่ยง และภายในปีนี้คาดว่าจะครบทั้ง 77 จังหวัด จึงอยากเชิญประชาชนมาร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยกัน มาร่วมเป็นเครือข่าย Thailand Big Move for Road Safety เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน” นพ.พลเดช กล่าว

นอกจากร่วมกันแจ้งจุดเสี่ยงเพื่อแก้ไขให้เกิดความปลอดภัยบนถนนแล้ว ทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนต้องมีน้ำใจ มีจิตสำนึก มีวินัยในการขับขี่ เคารพกฎจราจร ไม่ประมาท เพราะความปลอดภัยสร้างเองได้จากตัวเรา..!!

กดดัน กกต. ..ขบวนการ “ล้มเลือกตั้ง”?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กดดัน กกต. ..ขบวนการ “ล้มเลือกตั้ง”?

4 เมษายน 2562 – 10:30 น.
กกต,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 661 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกโจมตีอย่างหนักในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่านับคะแนนล่าช้าบ้าง หยุดแสดงตัวเลขผลคะแนนแบบกะทันหัน และมีการ “ตั้งธง” จับพิรุธ กกต. ต่างๆ นานา เพราะเชื่อว่า กกต.ไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งครั้งนี้ เลือกช่วยฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ และถึงขนาดล่าชื่อถอดถอน กกต. กันเป็นการใหญ่
แต่ถ้าหากฝ่ายที่ไม่ศรัทธาต่อ กกต. เปิดใจกว้าง ตั้งสติ และรับฟังกกต.ชี้แจงบ้าง ก็จะเห็นว่า กกต.ก็มีเหตุผลอธิบายเหมือนกัน

ข้อแรก  กรณีตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่กกต.แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่ามีจำนวน 51,205,624 คน กับตัวเลขที่ กกต.แถลงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ว่ามีจำนวน 51,239,638 คน มีการเพิ่มขึ้นถึง 34,014 คน  และคนสงสัยว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกตินั้น
กกต.ชี้แจงว่า ตัวเลขที่่แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคมนั้น เป็นข้อมูลยังไม่ถึง 100% แต่ตัวเลขที่แถลงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม เป็นข้อมูลจากเอกสารการรายงานผลอย่างเป็นทางการ 100% ตามที่ 350 เขตเลือกตั้งส่งเข้ามา
ข้อสอง กรณีบัตรลงคะแนนเพิ่มขึ้น 4 ล้านกว่าใบ แค่ผ่านไป 4 วัน  โดยหลังปิดหีบลงคะแนนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม เวลา 21.30 น. กกต.แถลงผลการลงคะแนนว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ 65.96% รวมจำนวน 33,775,230 คน   ต่อมา 28 มีนาคม 14.50 น. กกต.แถลงอีกครั้งผู้มาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 74.69% จำนวนเพิ่มเป็น 38,268,375 คน

ซึ่งถ้าเอาผลของวันที่ 28 มีนาคม กับวันที่ 24 มีนาคม มาลบกันคือ 8,268,375-,775,230=4,493,145   เท่ากับว่า 4 วันมีบัตรเพิ่มขึ้น 4,493,145 ใบ

เรื่องนี้ กกต.ชี้แจงว่าข้อมูลที่แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 65.96% (33,775,230 คน) เป็นข้อมูลจากระบบรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ 90% ของหน่วยเลือกตั้งหรือ 83,088 หน่วย จากทั้งหมด 92,320 หน่วย ซึ่งยังคงเหลืออีก 9,232 หน่วยท่ี่ยังไม่ได้รายงานข้อมูลเข้ามา อีกทั้งยังไม่รวมคะแนนที่มาจากการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักรอีกกว่า 2 ล้านใบ ส่วนข้อมูลในการแถลงข่าววันที่ 28 มีนาคม ที่ระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 74.69% หรือ 38,268,375 คน เป็นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเมื่อได้รับรายงานเป็นเอกสารจากทุกหน่วยเลือกตั้งครบ 100% แล้ว

กกต.บอกว่า “การเพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เพราะไม่มีใครสามารถทำให้บัตรเพิ่มขึ้น 4 ล้านใบได้ เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดมีการตรวจสอบตั้งแต่หน่วยเลือกตั้ง มีการประกาศผลที่หน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรที่ใช้ บัตรที่เหลือ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ และเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนได้บันทึกข้อมูลเหล่านั้นไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่มีใครไปเพิ่มผลคะแนนหรือตัวเลขได้”

ข้อสาม กรณีมีข้อสงสัยว่าทำไมผู้มาใช้สิทธิ์จำนวน 38,268,375 คน กับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ 38,268,366 ใบ ซึ่งต่างกันอยู่ 9 ใบ
ประเด็นนี้กกต.ยอมรับว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์จำนวน 9 ใบจริง และกกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดว่าการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ์ลงในเอกสารอาจคลาดเคลื่อน หรืออาจมีการนับคลาดเคลื่อน และการที่ต่างกันแค่ 9 ใบ ไม่กระทบต่อคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด
ข้อสี่  จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้มากกว่าจำนวนรวมของบัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน โดยต่างกันอยู่ 2 ใบ
กกต.ชี้แจงว่าอาจมีการนับบัตรที่ใช้ไปจากต้นขั้วบัตรคลาดเคลื่อน ซึ่ง กกต.จะตรวจสอบว่าเกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งใด และเมื่อทราบแล้ว กกต.จะพิจารณาดำเนินการต่อไป

          อย่างไรก็ตามเมื่อตอนนี้กระแสแรงและมีความสงสัยต่อ กกต.ต่างๆ นานา กกต.จึงต้องตอบข้อสงสัยให้มากกว่านี้ โดยจะต้องชี้แจงอย่างเป็นระบบ รวบรวมคำถามทั้งหลายเพื่อตอบให้เกิดความกระจ่างแถลงไขในทุกข้อที่สังคมคาใจ รวมทั้งเรื่องการคำนวณจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามบานปลาย 

คราวนี้เรามาดูโพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมากันบ้าง
“นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25–26 มีนาคม 2562 จากผู้ที่ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,182 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2562 ที่ผ่านมา

ในด้านความคิดเห็นต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนร้อยละ 7.02 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด ร้อยละ 18.95 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมาก ร้อยละ 38.16 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมปานกลาง
ส่วนที่เห็นว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีร้อยละ 14.81 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมน้อย ร้อยละ 18.44 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมน้อยที่สุด
โดยสรุปก็คือประชาชนส่วนมากยังเห็นว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตามการออกมาตรวจสอบการทำงานของกกต. หากทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาแอบแฝง หรือมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี มิใช่ลงคะแนนเลือกตั้งไปแล้วก็จบกัน ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอีก
แต่มีแหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุว่า กรณีที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ไม่พอใจหลังการเลือกตั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะเห็นว่ามีการก่อตั้งกลุ่มอยากเลือกตั้ง ออกมาประท้วงก่อหวอดรีบเร่งให้รัฐบาลและคสช. จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

“แต่ต่อมาเมื่อมีการจัดการเลือกตั้งและประกาศผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว เกิดการผิดพลาด ผลการเลือกตั้งออกมาฝ่ายของตนเองได้จำนวนส.ส.น้อยกว่าที่คาดหวังจนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงวางแผนให้ลิ่วล้อหน้าเดิมของตนเองออกมาก่อหวอดประท้วง ปลุกปั่นประชาชนให้ออกมาร่วมกันลงชื่อถอดถอนกกต. โดยอ้างสารพัดเหตุผลใส่ร้ายว่ากกต.ไม่เป็นกลางร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามตัวเองโกงการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพื่อหวังให้กกต.ชุดปัจจุบันสิ้นสภาพ ไม่สามารถอยู่ทำหน้าที่รับรองส.ส.ให้ได้ครบจำนวน 95% ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด จนไม่สามารถเปิดประชุมสภาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ อันมีผลทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาต้องตกเป็นโมฆะ จากนั้นก็จะโยนความผิดให้รัฐบาลและคสช. เพื่อปลุกคนออกมาประท้วงจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเหมือนที่กลุ่มตัวเองพูดมาโดยตลอดว่าจะเกิดเหตุคล้ายกรณีตุลาคม 2516 หรือตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2553 หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ฝ่ายตนเองก็สามารถชี้นำประชาชน บีบบังคับรัฐบาลให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้งใหม่จนฝ่ายตนเองได้รับชัยชนะและเป็นรัฐบาลสมความตั้งใจ”
อย่าเพิ่งเชื่อ.. รอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจะมีการเดินทีละ “สเต็ป” ไปตามนี้หรือไม่