ร่วมกับขั้วไหน “ภท.” มีคำตอบแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367462?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมกับขั้วไหน “ภท.” มีคำตอบแล้ว

30 มีนาคม 2562 – 11:02 น.
อนุทิน,อนุทิน ชาญวีรกูล,เนวิน,พรรคภูมิใจไทย,ตั้งรัฐบาล,เสี่ยหนู,พรรคตัวแปร
เปิดอ่าน 20,202 ครั้ง

วันนี้เปิดหน้าเลยว่า อนุทินคือ “บุคคลที่เนื้อหอมที่สุดตอนนี้” ทั้งเชียร์ทั้งอวยกันแบบไม่กั๊ก

************

หันมามองท่าทีของพลพรรค “ภูมิใจไทย” ก็ต้องบอกว่าไปทางเดียวกัน เมื่อหัวว่าไง ท้ายก็ว่าตาม ดังที่เขาบอกว่าพรรคนี้ “อนุทินคิด อนุทินตัดสินใจ”

แม้แต่ในเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย วันนี้เปิดหน้าเลยว่า อนุทินคือ บุคคลที่เนื้อหอมที่สุดตอนนี้” ทั้งเชียร์ทั้งอวยกันแบบไม่กั๊ก

หลังจากที่ 6 (+1) พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันจัดตั้งรัฐบาล หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช. รวมเสียงว่าที่ ส.ส.ได้มากกว่า 250 เสียง

          แต่ฝ่ายหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่างเสี่ยหนูที่ไม่ได้มาร่วมงานก็ออกมาแสดงความชัดเจนในแบบฉบับของภูมิใจไทยเช่นกันว่า “จะไม่แสดงความคิดเห็นจนกว่า กกต.จะประกาศผลอย่างเป็นทางการ” ซึ่งหมายถึงวันที่ พฤษภาคม 2562

ขณะที่ ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย ก็กล่าวเช่นกันว่า กระแสข่าวที่พรรคเพื่อไทยอาจเสนอชื่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่รู้ไม่ทราบ

แต่พรรคภูมิใจไทยยืนยันในจุดยืนเดิม คือจะรอการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ส่วนการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคเป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค

ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย

มุมนี้หลายคนเชื่อว่านอกจากเพื่อใช้เวลาตัดสินใจยังเพื่อหาทางลงให้ดีที่สุดสำหรับคำพูดของหัวหน้าพรรค และแนวทางของพลพรรค ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถตีความได้หลายทาง

          เช่นก่อนเลือกตั้ง วัน เสี่ยหนูพูดว่า “ภูมิใจไทยจะให้อันดับ ตั้งรัฐบาลก่อน” จากนั้นหลังเลือกตั้งเขาออกมาพูดว่า “พรรคภูมิใจไทยไม่เคยพูดว่าจะไม่เอานายกฯ ที่ไม่มาจาก ส.ส.” คือจะไม่สนับสนุนให้นายกฯ ที่มีเสียงข้างน้อยเป็นนายกฯ

และการออกมาโต้ข่าวหนุนบิ๊กตู่ของหัวหน้าพรรคช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ไม่ได้แปลว่า “ไม่เอาบิ๊กตู่” แต่แปลว่า “ยังไม่ตัดสินใจ”

ยิ่งเมื่อบวกกับที่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โพล่งออกมาหลังข่าวแมวดำวิ่งตัดหน้าว่า แมวกำลังจะจับหนูได้” คนเลยดึงมาตีความตอนนี้กันยกใหญ่

มากไปกว่านั้นถ้าหันไปดูความคิดเห็นของชาวโซเชียลที่ติดตามเพจของพรรคภูมิใจไทย ส่วนใหญ่แสดงจุดยืนไม่ต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลกับบิ๊กตู่

ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยเลยต้องทำตัวเงียบๆ รอหัวหน้าส่งสัญญาณและใช้เวลาตรงนี้เพื่อจัดการทุกเงื่อนไขเคลียร์ใจกับหลายคน

          บางทีอาจเป็นเรื่องเก้าอี้กระทรวงสำคัญ แห่ง ที่กำลังมีกระแสคำถามว่า “จริงหรือไม่?” อยู่ตอนนี้ก็ได้

หยุดเถอะ!ค่านิยม”เด็กอ้วนน่ารัก”แนะพ่อแม่ปิดเทอมอย่าตามใจลูก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367364?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดเถอะ!ค่านิยม”เด็กอ้วนน่ารัก”แนะพ่อแม่ปิดเทอมอย่าตามใจลูก

29 มีนาคม 2562 – 11:10 น.
เด็กอ้วน,อาหาร,ผศพญหทัยกาญจน์ นิมิตพงษ์
เปิดอ่าน 534 ครั้ง

บทความพิเศษ…

ผู้ใหญ่ควรเลิกค่านิยมชม “เด็กอ้วนน่ารัก” แต่ควรหันมาให้ความตระหนัก ใส่ใจ ช่วยควบคุมอัตราเด็กอ้วนที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมด้วยการเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ให้บุตรหลาน ก่อนปล่อยให้เกิดโรคอ้วนในเด็กและนำพาไปสู่ความเสี่ยงโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอนาคต

“อุ๊ย อ้วนจ้ำม่ำ น่ารักจัง” คำพูดชื่นชมด้วยน้ำเสียงเอ็นดูเมื่อเห็นเด็กอ้วน ได้ยินมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหมือนเป็นการสนับสนุนว่า เด็กต้องอ้วน จึงจะดูน่ารัก ทำให้ผู้ปกครองขาดการตระหนักถึงภัยคุกคามที่คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบๆ เพราะภายใต้ความน่ารัก จ้ำม่ำ ของเด็กอ้วนคนนั้นๆ สุขภาพของน้องอาจจะไม่ดีและมีปัญหาก็เป็นได้ และเมื่อยิ่งน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของอายุ ยิ่งส่งผลเสียให้เกิดโรคร้ายคุกคามตามมาด้วย

รายงานจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กรมอนามัย ระบุว่า พ.ศ.2559 มีเด็กวัยเรียนที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน มากถึงร้อยละ 13.1 และเด็กที่เป็นโรคอ้วนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีโอกาสเป็นโรคอ้วน 1 ใน 4 และจะส่งผลต่อเนื่องหากเด็กอ้วนจนถึงวัยรุ่น เพราะมีโอกาสเสี่ยงสูงถึง 3 ใน 4 ที่จะนำไปสู่การเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs)

สอดคล้องกับคำแนะนำของ ผศ.พญ.หทัยกาญจน์ นิมิตพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “เด็กอ้วน อาจจะดูน่ารัก แต่อาจจะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยแข็งแรง” เนื่องจากเด็กอ้วน น่ารัก จะกลายเป็นโรคอ้วน นำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานในเด็ก และมีโรคอื่นๆ ติดตัวไปด้วยเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

จากสภาพวิถีชีวิตในปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อให้เด็กซื้ออาหารรับประทานได้ง่าย จึงง่ายต่อการรับประทานอาหารได้ตามใจปากและต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือ ได้รับพลังงานอาหารเกินความจำเป็นต่อร่างกาย ได้โรคอ้วน และเบาหวานตามมาในที่สุด ส่งผลให้พัฒนาการของโรคเบาหวาน จากร้อยละ 5 เพิ่มเป็นร้อยละ 17.9 ในปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังตรวจพบอีกว่า อุบัติการณ์ของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยิ่งเพิ่มมากขึ้นในเด็ก ซึ่งยังไม่นับรวมวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น และเนื่องจากคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้รู้เท่าทัน ยกเว้นน้ำตาลสูงหรือต่ำจนเกินไป จึงยากต่อการประเมินได้ด้วยตัวเอง ทางที่ดีคือไม่ปล่อยให้บุตรหลานเกิดโรคอ้วนจนนำพาไปสู่โรคเบาหวาน

“เราพบว่าอัตราการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเด็กมาจากโรคอ้วน และเบาหวานในเด็กควบคุมยากกว่าผู้ใหญ่ ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ เมื่อเริ่มโตเป็นวัยรุ่น ฮอร์โมนเปลี่ยนจะยิ่งควบคุมยากยิ่งขึ้น ทางที่ดีคือ ดูแลสุขภาพไม่ให้เด็กเป็นโรคอ้วน จนเป็นโรคเบาหวานน่าจะดีสุด” ผศ.พญ.หทัยกาญจน์ กล่าว

ด้าน ศ.พญ.ชุติมา ศิริกุลชยานนท์ หัวหน้าโครงการเด็กไทยดูดีมีพลานามัย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงอันตรายของโรคอ้วนในเด็กว่า ผู้ใหญ่ควรเลิกค่านิยมชื่นชม “เด็กอ้วนน่ารัก” เพราะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิด การปล่อยให้เด็กอ้วนนำไปสู่ผลเสียมากกว่าผลดี เพราะนำไปสู่การเป็นโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ใช่เด็กจ้ำม่ำ หรือเด็กอ้วน คือเด็กน่ารัก ดังที่เคยคิดกัน

ที่ผ่านมาได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง จากการตรวจสุขภาพร่างกายเด็กนักเรียน จาก 5 โรงเรียนในสังกัดเครือข่ายของภาครัฐ สพฐ. ที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการตรวจวัดความดัน พบว่า มีปื้นดำที่คอ ซึ่งเกิดภาวะดื้อของฮอร์โมนในเรื่องการควบคุมน้ำตาลในร่างกาย เมื่อเวลาอ้วนมากๆ จะมีภาวะดื้อ แล้วจะเกิดปฏิกิริยาต่อเซลล์ผิว ทำให้เกิดเป็นปื้นสีดำขึ้นมา แสดงว่า เด็กอ้วนมากเกินไป และเริ่มจะเสียงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

นอกเหนือจากความเสี่ยงโรคเบาหวาน สิ่งที่พบต่อมาคือ โรคความดันโลหิตสูงในเด็ก เพราะเด็กที่อ้วนมากๆ จะมีความดันสูงมากกว่าปกติ จากการตรวจพบว่า เด็กบางคนมีความดันสูงกว่าผู้ใหญ่ เด็กบางรายเคยตรวจเจอความดันสูงถึง 150 ต้องรีบแจ้งให้ผู้ปกครองทราบเพื่อพาไปรักษา และเมื่อตรวจไขมัน พบว่า 1 ใน 3 ของเด็กอ้วน มีน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคเบาหวานทุกคน แต่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานสูงมาก แต่ที่น่ากังวลกับสิ่งที่ตรวจพบคือ ร้อยละ 70 ขึ้นไป มีไขมันในเลือดสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต

ซึ่งข้อมูลที่ตรวจพบนี้ เริ่มทำให้ผู้ปกครองตระหนักและใส่ใจบุตรหลานเพิ่มมากขึ้นในระยะแรก โดยเริ่มมีการควบคุมจนเด็กมีน้ำหนักลดลง แต่ไม่มีความยั่งยืนเพราะน้ำหนักได้กลับมาเพิ่มขึ้นอีกในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม ซึ่งผู้ปกครองไม่ได้อยู่ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เด็กจึงสามารถรับประทานอาหารเองได้ตามใจเพิ่มมากขึ้น

ศ.พญ.ชุติมา กล่าวเพิ่มอีกว่า แนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เด็กห่างไกลจากโรคอ้วนได้นั้น ต้องอาศัยการปฏิบัติอย่างอดทน ต่อเนื่องและจริงจัง โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมผู้ปกครองไม่ควรทิ้งอาหารที่ไม่มีประโยชน์ให้เด็กหยิบรับประทานเอง ควรเปลี่ยนจากน้ำอัดลมมาเป็นน้ำเปล่าอยู่ในตู้เย็น และเตรียมอาหารที่มีประโยชน์จัดใส่ตู้เย็นไว้ให้เพื่อง่ายต่อการรับประทาน เช่น อาหารพวกธัญพืช กล้วย 1 ผล ฝรั่งครึ่งผล หรือ มะละกอ 6-8 ชิ้น จัดเรียงใส่กล่องให้พอดีต่อการรับประทานหนึ่งครั้ง และเพื่อง่ายเมื่อเด็กนำมารับประทานด้วยตัวเอง

พร้อมกันนั้น ผู้ปกครองควรสร้างวินัย 3 ข้อ ให้บุตรหลานเพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง วินัยข้อหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องของการรับประทาน ฝึกให้เป็นเวลา สามมื้อ ไม่กินจุบกินจิบ รวมถึงชนิดของอาหารที่รับประทานก็ต้องมีประโยชน์ และควรฝึกให้รับประทานมื้อเช้าทุกวัน เพราะเป็นมื้อสำคัญที่สุด วินัยข้อสอง ว่าด้วยเรื่องของการใช้เวลา ควรฝึกให้เด็กให้รู้ว่า ช่วงนี้เป็นเวลารับประทาน เป็นเวลานอน และเป็นเวลาออกกำลังกาย เมื่อถึงเวลานอนต้องนอน เพราะเดี๋ยวนี้เด็กนอนดึก ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนของฮอร์โมนซึ่งเกิดความหิว อยากรับประทาน เมื่อรับประทานเยอะก็ยิ่งทำให้อ้วน และ วินัยข้อที่สาม ว่าด้วยเรื่องของการใช้เงิน ควรฝึกและสอนให้เด็กรู้จักเลือกและซื้ออาหาร รู้จักเปรียบเทียบว่า อาหารอะไรเกิดประโยชน์ หรือไม่เกิดประโยชน์ ถ้าอยากรับประทานแต่เป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรซื้อ

เมื่อทราบถึงภัยร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในความน่ารักของเด็กอ้วนแล้ว ผู้ใหญ่ยุคใหม่ควรเปลี่ยนค่านิยมจากเด็กอ้วนน่ารักมาเป็นการตระหนัก คิดใหม่ว่า เลี้ยงดูบุตรหลานอย่างไรให้สุขภาพดี ห่างไกลจากโรคอ้วนวัยเด็กกันดีกว่า

‘เมาแล้วขับ’ คนนั่งโดนด้วย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367353?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เมาแล้วขับ’ คนนั่งโดนด้วย

29 มีนาคม 2562 – 09:55 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เมาแล้วขับ คนนั่งโดนด้วย
เปิดอ่าน 896 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 นายกฯ ‘ลุงตู่’ สั่งเอาจริง
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จนถึงวันนี้ผมคิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัวเพราะต่างแย่งชิงกันเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราเป็นแค่คนนอกได้แค่เป็นกองเชียร์แต่เชื่อว่าจนถึงสงกรานต์นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยยังชื่อ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ คนเดิม

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำงานเดือนมีนาคม พอถึงเมษายนก็จะเข้าสู่บรรยากาศของสงกรานต์ ซึ่งมีวันหยุดยาวหลายวัน 13-16 เมษายน และบางคนลาหยุดก่อนและหลังเลยได้พักเป็นสัปดาห์ไปเลย

ช่วงนี้มีข่าวออกมารายวันเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเดินทาง โดยเฉพาะการใช้รถใช้ถนนซึ่งจะเข้มข้นกว่าทุกปี

ช่วงนี้นายกฯ ลุงตู่ อารมณ์ดีแม้มีฟิวส์ขาดอารมณ์เสียเป็นบางครั้งก็เป็นปกติของมนุษย์และผมอาจจะบอกย้ำเตือนว่าตำรวจจะจับคนนั่งรถที่มีคนเมาขับด้วยเพราะไม่ห้ามปราม ไม่มีละเว้น

ผมจึงขอแจ้งเตือนว่านอกจาก ‘เมาไม่ขับ’ แล้วยังต้องห้ามคนไม่ขับดื่มไม่งั้นจะโดนจับด้วยและทางที่ดีอย่าพกเหล้า-เบียร์ ของมึนเมาทุกชนิดขึ้นรถไปเพราะมีความผิดด้วย
สามารถ (ผู้ปรารถนาดี)


ตอบคุณ ‘สามารถ’ ผู้ปรารถนาดี
ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีของคุณที่เขียนจดหมายส่งมา ซึ่งบางคนคิดว่ากฎหมายเรื่องคนนั่งรถไปหรือผู้ร่วมทางจะไม่มีความผิดเป็นเรื่องใหม่กฎหมายใหม่ แต่มีออกมานานแล้ว

ผมเลยขอให้ช่วยกันปฏิบัติคอยห้ามปรามคนขับดื่มและอย่านำเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดติดไปกับรถเพราะมีความผิดตามกฎหมายด้วย

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ก็ยังประกาศให้ทราบว่าใครที่ขับรถแล้วดื่มเหล้าชนคนตายต้องติดคุก เพราะกฎหมายเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ทำก็ละเว้น ก็ขอให้ทุกคนระมัดระวังใช้รถใช้ถนน

หากใช้ความเร็วที่มากเกินไปและมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นจะต้องลงโทษคดีอาญาและคดีแพ่ง ไม่อย่างนั้นก็หลุดกันหมด รัฐบาลเอาจริงเอาจังแบบนี้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่โดยที่ไม่ใช่กฎหมายใหม่

ขอเตือนผู้ที่ขับรถด้วยความคึกคะนอง คนที่ชอบดื่มเหล้าเวลาขับรถ แม้กระทั่งคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยก็ต้องถูกพิจารณาด้วยที่ไม่ห้ามปราม

ขอให้จำไว้เป็น ‘กฎเหล็ก’ เลยนะครับ เพื่อตัวท่านเองและผู้ร่วมเดินทางและผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

อ๊อด เทอร์โบ


ส่งท้ายวันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมืองแต่เป็นสาระความรู้พอสังเขปเกี่ยวกับรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งใช้เวลากว่าสิบปีก่อสร้างและจะเป็นสถานที่สำคัญแห่งใหม่ของประเทศไทย

หวังว่า ส.ส., ส.ว.ทุกท่านจะมุ่งมั่นทำงาน ณ ‘สัปปายะสภาสถาน’ ที่สร้างจากเงินภาษีหยาดเหงื่อของประชาชน เพื่อชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อไปตลอดกาล
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘รัฐสภาใหม่’ ใหญ่ติดอันดับโลก
สัปปายะสภาสถาน เป็นโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ของประเทศไทยและแห่งที่ 3 ของประเทศไทยแทนที่อาคารเดิมบริเวณข้างสวนสัตว์ดุสิตโครงการก่อสร้างตั้งอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนทหาร (เกียกกาย) แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

โครงการได้ริเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมพ 2551 สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมจัดหาสถานที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จนมีมติเลือกที่เดินราชพัสดุถนนทหาร (เกียกกาย) เป็นสถานที่ในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2562 โดยใช้งบประมาณเกือบ 4 หมื่นล้านบาท จะเป็นอาคารรัฐสภาใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใหญ่กว่ามหาศาลาประชาชนของจีนมีทุกอย่างครบครันทั้งศูนย์ประชุม ห้องทำงาน ส.ส.และส.ว. ฯลฯ

คำว่า สัปปายะ แปลว่า สบาย แต่ในทางธรรม สัปปายะ หมายถึงสถานที่ประกอบแต่กรรมดี ซึ่งสมัยก่อนหากประเทศประสบกับปัญหาวิกฤติการณ์ในบ้านเมือง พระมหากษัตริย์จะสร้างสถานที่ขึ้นเพื่อใช้ในการปลุกขวัญและสร้างกำลังใจเนื่องจากความเชื่อเรื่องการดำเนินชีวิตในทางโลกียะจะต้องประกอบกับโลกุตระด้วย กล่าวคือการนำธรรมะมาใช้ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตทางโลก

ซึ่งหากปัจจุบันบ้านเมืองเกิดวิกฤติการณ์ความเสื่อมทางศีลธรรมก็ต้องช่วยกันฟื้นฟูจิตใจของคนในชาติเหมือนดังเช่นการสถาปนาเขาพระสุเมรุครั้งใหม่ขึ้นในยุครัตนโกสินทร์

คนไทย เตรียมทวงสัญญารัฐบาลใหม่…แก้อาย “สิทธิมนุษยชน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนไทย เตรียมทวงสัญญารัฐบาลใหม่…แก้อาย “สิทธิมนุษยชน”

29 มีนาคม 2562 – 07:58 น.
คนไทย เตรียมทวงสัญญารัฐบาลใหม่,สิทธิมนุษยชน
เปิดอ่าน 1,293 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

All human beings are born free and equal in dignity and rights.

“มนุษย์ทุกคนเกิดมามีความเป็นอิสระและเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”

ข้อความข้างต้นเป็นบทบัญญัติแรกของ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”(Universal Declaration of Human Rights) ที่องค์การสหประชาชาติยกร่างขึ้น เมื่อ พ.ศ.2490 หรือ 72 ปีที่แล้ว ตัวแทนจากประเทศไทยเป็น 1 ใน 48 ประเทศแรกของโลกที่ร่วมลงคะแนนเสียงรับรองข้อตกลงนี้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติใช้เป็นแนวทางดูแลคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพลเมือง

“จารึกทรงกระบอก”(Cyrus cylinder)

หนึ่งในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ คือเป็นพลเมืองที่มีสิทธิในการได้รับความเป็นธรรมในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทยวินาทีนี้ คือ

ความรู้สึกว่าไม่ได้รับ “ความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง”

ตอนนี้คนไทยแทบทุกคน ไม่ว่าเป็นกลุ่มเชียร์พรรคบิ๊กตู่ หรือเชียร์กลุ่มพรรคเพื่อไทย ต่างรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จากการทำงานของ “กกต.” ที่มีผู้คนร่วมลงชื่อถอดถอนผ่านเว็บรณรงค์ Change.org ทะลุ 8 แสนคนแล้ว

วินาทีนี้ไม่ว่า กกต.จะบอกตัวเลขอะไร พรรคไหนได้เท่าไร คงไม่มีใครอยากเชื่อถือมากนัก นอกเสียจากว่าจะยอมเปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดของจำนวนคะแนนเสียงจากหน่วยเลือกตั้งทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 9 หมื่นกว่าหน่วยทั่วประเทศไทย

สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน ผู้ต้องหาคดีเหตุการณ์ระเบิดศาลอาญา เมื่อวันที่7มีนาคม2558ร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก(ภาพจากFacebookศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

หากคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม หมายความว่าพวกเรากำลังโดนละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการไม่ได้รับความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง

ย้อนไปในอดีตการปกป้องคุ้มครอง “สิทธิมนุษยชน” ของประชาชน ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในโลกมายาวนานกว่า 2,000 ปีแล้ว จากเอกสารประวัติศาสตร์ “จารึกทรงกระบอก” (Cyrus cylinder) ที่พระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเปอร์เซียสั่งให้จารึกไว้ เพื่อประกาศเลิกทาสและให้เสรีภาพพลเมืองในการเลือกนับถือศาสนาอย่างอิสรเสรี

ใครสนใจอยากศึกษาเรื่องราวจารึกทรงกระบอกนี้แบบลึกซึ้ง คงต้องเดินทางไปดูด้วยตาตัวเองที่พิพิธภัณฑ์แห่งอังกฤษ (British Museum) เพื่อซึมซับความรู้สึกในจิตสำนึกสิทธิมนุษยชน แบบที่รัฐบาลไทยยังไม่ค่อยสนใจมอบให้พลเมืองของตัวเองมากนัก

ล่าสุด ตัวแทนองค์การสหประชาชาติทนไม่ไหว ตั้งโต๊ะแถลงข่าวประกาศว่าไทยเป็น 1 ใน 38 ประเทศ ที่มี “พฤติกรรมน่าละอาย” เพราะไปละเมิดข่มขู่ ทำร้าย รังแก จับกุม ทรมาน กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 สำนักข่าวอัลจาซีราเสนอข่าวคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เผยแพร่รายงานการประชุมเกี่ยวกับ การประกาศรายชื่อ 38 ประเทศที่มีพฤติกรรมน่าละอาย (UN denounces ‘shameful’ reprisals on activists in 38 countries) เนื่องจากหน่วยงานรัฐในประเทศเหล่านี้มีพฤติกรรมไปจับกุมตัวหรือทรมานกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐโดยไม่มีพยานหลักฐาน

รายงานข้างต้น ยกตัวอย่าง “ไมตรี จำเริญสุขสกุล” ถูกเจ้าหน้าที่ทหารไทยแจ้งความว่าทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะไปโพสต์เรื่องราวชาวบ้านที่ถูกทหารทำร้ายตบหน้า นายไมตรียังถูกคุกคามและข่มขู่ว่าจะฆ่าทิ้งด้วย หรือกรณีของ “อิสมาแอ เต๊ะ” เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี ที่ถูกซ้อมทรมานในค่ายทหาร นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างการใช้กฎหมายตั้งข้อหากลั่นแกล้งนักสิทธิมนุษยชนอีกหลายรายในประเทศไทยด้วย

อดีตรัฐบาลทหาร คสช. รู้ดีว่าถูกต่างชาติจับตามองอย่างใกล้ชิด จึงพยายามประกาศนโยบายแก้ปัญหาเรื่องนี้ เช่น คำประกาศ “สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เน้นส่งเสริมสิทธิสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มชายขอบทั้งคนไทยและคนต่างด้าว มีคำสัญญาว่าจะเร่งแก้ไขกฎหมายให้ทุกคนได้รับสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน รวมถึงการชักชวนกลุ่มธุรกิจเข้าร่วมกับ “หลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจมีขั้นตอนการ “คุ้มครอง เคารพ เยียวยา” ผู้ได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากภาคธุรกิจต่างๆ

แต่ดูเหมือนนโยบายข้างต้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะในรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2561 รัฐบาล คสช.ยังคงสอบตกเพราะล้มเหลวในการยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ให้ดีขึ้นด้วย

หากพิจารณาจากสถิติคดีของ “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 จนถึง 1 มีนาคม 2562 พบว่ามีทั้งหมด 176 คดี ให้ความช่วยเหลือรวม 356 คน แบ่งเป็น ชาย 247 คน หญิง 108 คน เพศทางเลือก 1 คน โดยขึ้นศาลพลเรือน 117 คดี ขึ้นศาลทหาร 59 คดี และอยู่ระหว่างสอบสวน 26 คดี อยู่ระหว่างพิจารณา 45 คดี อยู่ระหว่างอุทธรณ์/ฎีกา 16 คดี มีคดีถึงที่สุดแล้ว 89 ส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวข้องกับ มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

ในวันนี้ “คนไทย” กำลังจะได้รัฐบาลใหม่แล้ว หลังรอคอยนานกว่า 5 ปี ไม่ว่าพรรคไหนจะขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาล ก็คงต้องทำตามคำมั่นสัญญาเป็นนโยบายหาเสียงผ่านเวทีสาธารณะ ว่าจะต่อสู้เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชน แก้ไขความน่าอายของประเทศไทย

ย้อนไปวันที่ 7 มีนาคม 2562 เครือข่ายปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งคนไทยและต่างชาติ จัดเวทีสาธารณะหัวข้อ “เปิดแนวคิดพรรคการเมืองกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน” ในวันนั้นมีแกนนำพรรคการเมือง 5 พรรคมานำเสนอนโยบายในเรื่องนี้ของตัวเอง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่ พรรคสามัญชน และพรรคมหาชน โดยให้คำมั่นสัญญาว่าถ้าได้รับเลือกเป็น ส.ส. จะไม่ละทิ้งคำสัญญาเหล่านี้

ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ “อลงกรณ์ พลบุตร” ที่กำลังเตรียมขึ้นแท่นเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่ของบิ๊กตู่ ก็มาร่วมให้คำสัญญาด้วยเช่นกัน โดยเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนกับประชาธิปไตย อ้างว่าเป็นเหมือนเหรียญสองด้านที่ขาดกันไม่ได้ ถ้าพรรคได้รับเลือกเป็นรัฐบาลจะทำ 3 เรื่องสำคัญก่อนคือ 1.จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ทำกรอบสิทธิมนุษยชนให้ครอบคลุมตามแนวทางทั้ง 21 ของยูเอ็น หรือองค์การสหประชาชาติ 2.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ เช่น ตำรวจ ให้เปลี่ยนระบบส่งตำรวจให้ไปขึ้นตรงกับจังหวัดโดยตรง 3.ปฏิรูปกฎหมายที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ขณะที่ “วัฒนา เมืองสุข” ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ที่มีโอกาสลุ้นเป็นแกนนำรัฐบาลชุดใหม่เช่นกัน ได้เคยเสนอนโยบายสำคัญจะทำหลังเลือกตั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ (restore economy) 2.การคืนอำนาจให้ประชาชน (return power to the people) และ 3.การปฏิรูปอำนาจรัฐ (reform government authority) โดยเน้นแก้ไขกฎหมายละเมิดสิทธิมนุษยชน เน้นเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน เพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักประกันหรือเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ราคาถูกสุด

“พรรคเพื่อไทยจะปฏิรูปองค์กรที่ละเมิดสิทธิมากสุด เช่น กองทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม การยกเลิกเกณฑ์ทหารด้วย เพราะไม่สอดคล้องกับการป้องกันภัยคุกคามประเทศรูปแบบใหม่แล้ว ส่วนเรื่องความเท่าเทียมหญิงชาย หรือ กฎหมายแต่งงาน ก็จะให้เสรีภาพเต็มที่ เพราะคุณไปยุ่งอะไรกับพวกเขา ชายชอบชาย หญิงชอบหญิง มันก็เรื่องของเขา ไปหนักอะไรของคุณ ทำไมต้องเดือดร้อนด้วย เขาไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย หรือกระทบความมั่นคงอะไร ผมจะเชิญคนที่เกี่ยวข้องมาถามว่าต้องการอะไร พรรคเพื่อไทยจะปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องหลักปฏิญญาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ” วัฒนากล่าวให้คำสัญญาในวันนั้น

ขณะที่ พรรณิการ์ วานิช ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 7 ของพรรคอนาคตใหม่ ว่าที่ ส.ส. อย่างแน่นอน ให้คำสัญญาว่า จะทบทวนประกาศและคำสั่งของ คสช.ทั้งหมด อันไหนที่ละเมิดสิทธิของประชาชนต้องยกเลิกและเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย และจะยกเลิกกฎหมายพิเศษที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯลฯ เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ผล แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มเอาไปแสวงหาผลประโยชน์มิชอบ ผ่านไปสิบกว่าปีใช้งประมาณไปกว่า 3 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้ทำให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง

“เรื่องแรกๆ ที่พรรคอนาคตใหม่จะรีบทำถ้าได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลคือ แก้ไขกฎหมายคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพราะให้อำนาจรัฐมากเกินไป และไปจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน เช่น ยึดคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ที่จริงแล้วเนื้อหากฎหมายพวกนี้ต้องเน้นไปที่ป้องกันการทำลายระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เน้นไปที่จับผิดเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านคอมพิวเตอร์ อย่าลืมว่า ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด รัฐมีหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ไปทำลายเสียเอง”

“ปิยนุช โคตรสาร” ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” เกี่ยวกับคำสัญญาของตัวแทนพรรคการเมืองเกี่ยวกับ “การผลักดันสิทธิมนุษยชน” ว่า รู้สึกยินดีที่ผู้นำพรรคการเมืองมีนโยบายหรือคำมั่นสัญญาจะปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน เพราะ “ประชาธิปไตย” จะดำเนินไปได้ต้องควบคู่ไปกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เพราะถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่นำไปสู่การเข้าถึงสิทธิประการอื่นๆ ส่วนคำสัญญาของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติจัดทำ “กรอบสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 21 สิทธิตามแนวทางของสหประชาชาตินั้น ถือเป็นเรื่องน่ายินดี อยากเสนอให้แต่งตั้งบุคลากรจากหลายภาคส่วน รวมถึงภาคประชาสังคมเข้ามาทำงานร่วมกัน และต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและติดตามการปฏิบัติงานได้อย่างอิสรเสรี

“ในวันนั้นมีข้อเสนอให้สร้างกลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ ป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหายด้วย เพราะที่ผ่านมามีการถูกโจมตี ข่มขู่ คุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ อยากให้รัฐบาลใหม่สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับนักปกป้องสิทธิ และควรมีมาตรกสนป้องกันการทรมานหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี โดยกำหนดเป็นกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติงานของรัฐบาล รวมถึงการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญ”

ห้วงเวลานี้…หากไม่เกิดวิกฤติความชอบธรรม “กกต.” ประเทศไทยคงจะได้รัฐบาลใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากนั้นคนไทยควรเตรียมตัวไปทวงถามสัญญา “พรรคการเมือง” ที่ได้รับเสียงโหวตจากพวกเราว่า เมื่อไรจะทำตามนโยบายหาเสียง ช่วยกู้หน้ากู้ศักดิ์ศรีให้ประเทศไทยหลุดออกจากรายชื่อประเทศที่มี พฤติกรรมน่าละอาย ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ?

รวมถึง การแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนประเด็น “การได้รับความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง” ด้วย

เพราะถือเป็นการ “ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อย่างรุนแรง จนทำให้คนไทยที่แตกแยกเป็นหลายฝ่ายหลายสีอาจกลับมารวมพลังกันได้อีกครั้ง เพื่อเรียกร้องการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรมกว่านี้

หรือที่สากลโลกเรียกว่า Free and Fair Elections

เช็กก่อนเชื่อ..วิกฤติข่าวปลอมระบาดโซเชียล!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กก่อนเชื่อ..วิกฤติข่าวปลอมระบาดโซเชียล!

29 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ข่าวปลอม,โซเชียล
เปิดอ่าน 1,051 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

สายตรวจระวังภัย..ฉบับวันที่ 29 มี.ค. 62
จะว่าไปแล้วโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อสังคมยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการรับรู้ข้อมูลข่าวสารบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เพราะอยู่ที่ไหนก็ดูได้เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกวันนี้ก็ครอบคลุมทุกพื้นที่ อยู่หัวไร่ปลายนาก็ดูได้แบบสบายๆ

แต่ความสะดวกสบายของเทคโนโลยีก็มักจะมาพร้อมเรื่องร้ายๆ ได้เสมอ เพราะยังมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีหาผลประโยชน์หรือสร้างความวุ่นวายก่อให้เกิดความแตกแยกเกลียดชังขึ้นในสังคม ยิ่งแล้วเป็นช่วงสถานการณ์สำคัญ หรือมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม ประเทศชาติ ซึ่งกำลังอยู่ในความสนใจของผู้คน เนื่องจากทุกวันนี้มีเว็บไซต์ที่ลง “ข่าวปลอม” หรือ “เฟคนิวส์ (Fake News)” อยู่ค่อนข้างมาก และมีการแชร์ไปบนโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเฉพาะ “เฟซบุ๊ก” ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด

หลายคนอาจสามารถแยกแยะด้วยตัวเองได้ว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอม ถึงกระนั้นยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถแยกแยะได้ หรืออาจแยกแยะได้ไม่ค่อยดีนัก ยิ่งแล้วเป็นช่วงความร้อนแรงทางการเมืองของไทยตั้งแต่ช่วงหาเสียงจนเลือกตั้งเสร็จสิ้น ยังมีการปล่อยข่าวปลอมมาระบาดบนโซเชียลมีเดียอยู่ตลอด โจมตีคนโน้น ป้ายสีคนนี้ แอบอ้างสื่อหลักก็มี ส่งผลให้เกิดความสับสนวุ่นวาย อาจเสียหายจนกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

เฉกเช่นข่าวปลอมที่เกิดขึ้นล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง เมื่อโซเชียลมีเดียมีการแชร์ข่าว “ปลด กกต.” ทำให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.บก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. ออกมาอธิบายว่า ทางศูนย์เฝ้าระวังโซเชียล บก.ปอท.ตรวจสอบพบเป็นสำนักที่ตั้งขึ้นมาเพื่อนำเสนอข่าวปลอมที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้ 2-3 วัน โดยแรกเริ่มจะเสนอข่าวที่มีอยู่ในโซเชียลทั่วๆ ไป ก่อนจะสร้างหรือผลิตข่าวปลอมออกมาให้คนหลงเชื่อแล้วแชร์ข่าวปลอมออกไปในสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก และไลน์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจ ปอท.ออกมาชี้แจง และย้ำเตือนเรื่องข่าวปลอมที่แพร่ระบาด หากแต่ออกมาเตือนอยู่เป็นระยะและต่อเนื่อง นั่นแสดงให้เห็นว่าข่าวปลอมที่ระบาดบนโลกออนไลน์เข้าขั้น “วิกฤติ” ซึ่งนอกจากการเฝ้าระวังสืบสวนจับกุม ก็ยังแนะนำว่าประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ด้วยการตรวจสอบกับสำนักข่าวที่มีมาตรฐาน หรือ เว็บไซต์ของทางรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณา วิเคราะห์แยกแยะให้ดีก่อนว่าเรื่องหรือข่าวเหล่านั้นเป็นความจริง หรือน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดก่อนจะส่งหรือแชร์ต่อให้คนอื่น มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราโทษสูง ทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับวิธีสังเกตข่าวปลอมด้วยตัวเองสามารถทำได้ง่ายๆ คือ 1.ดูชื่อเว็บไซต์ เป็นเว็บไซต์หรือสำนักข่าวที่มีชื่อเสียงหรือไม่ แต่ก็ต้องระวังเว็บไซต์ที่ตั้งใจใช้ชื่อลอกเลียนแบบให้คล้ายกับสำนักข่าวชื่อดังด้วยซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นชื่อเดียวกันได้ 2.พิจารณาความสมเหตุสมผล ควรอ่านเนื้อหาให้ครบถ้วน อย่าอ่านแค่พาดหัว จากนั้นใช้ความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์พิจารณาเนื้อหาของข่าวนั้นๆ 3.ตรวจสอบแหล่งที่มา โดยตรวจสอบดูว่าข่าวดังกล่าวนั้นมีต้นตอมาจากแหล่งไหน รวมทั้งเปรียบเทียบกับแหล่งข่าวอื่นๆ ซึ่งอาจมีทั้งแหล่งข่าวในประเทศและต่างประเทศเพื่อดูว่าเนื้อหาตรงกันและถูกต้องหรือไม่ มีการบิดเบือนหรือเปล่า แหล่งที่มาของข่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด และ 4.มีภาพประกอบยังเชื่อไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นตัวช่วยยืนยันว่าจะเป็นข่าวจริงเสมอไป ต่อให้เป็นภาพจริง หรือตัดต่อ ก็อาจเป็นภาพของข่าวอื่นที่ถูกนำมาใช้บิดเบือนประกอบข่าวปลอมได้เช่นกัน

เสรีภาพในการติดตามหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและรับผิดชอบต่อสังคม เพราะข่าวปลอมที่ระบาดล่าสุดจะยังไม่ใช่เรื่องสุดท้ายอย่างแน่นอน..!!

เรื่องของ ‘มือประสาน’ กับ ‘จอมวางแผน’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367240?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องของ ‘มือประสาน’ กับ ‘จอมวางแผน’

28 มีนาคม 2562 – 13:00 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กป้อม,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 4,070 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

คงเรียบร้อยมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไปก่อนจะเกิดการเลือกตั้ง 24 มีนาคม นานแล้ว

สำหรับการทาบทามพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ (พปชร.) ทั้งพรรคตัวแปรสำคัญอย่างภูมิใจไทย ของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล และพรรคใหญ่ประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

วันเลือกตั้งจริง “บิ๊กป้อม” ไม่มีทีท่ากังวลว่า พรรคเกิดใหม่อยู่ในคอนโทรลรัฐบาล คสช. จะสู้คู่แข่งได้หรือไม่ แถมยังอารมณ์ดีตื่นมาว่ายน้ำตอนตี 4 นั่ง ‘จิบชา กาแฟ’ ร่วมกับคนใกล้ชิดในบ้านพักย่านลาดพร้าว 71 เหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่า พปชร.มาแน่ ก่อนจะพากันตั้งขบวนเดินออกมาใช้สิทธิ์ที่หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักเพียง 100 เมตร และเดินทางเข้ามูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ

ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ คับคั่งไปด้วย ‘เพื่อนพ้องน้องพี่’ ทั้งในและนอกราชการของ “บิ๊กป้อม” มาติดตามผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยมี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามมาสมทบภายหลัง บรรยากาศครึกครื้นไปตามจำนวนเก้าอี้ ส.ส. ที่ พปชร.ได้รับ พอฟัดพอเหวี่ยงกับเพื่อไทย

เสียงเฮ ในมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ดังขึ้นหลังคะแนนรวม หรือ ‘ป๊อบปูลาร์โหวต’ พปชร.นำโด่งเป็นสัญญาณที่ดีว่า ประชาชนต้องการ “บิ๊กตู่”เป็นผู้นำ และถือเป็นคะแนนบริสุทธิ์ ตรงไป ตรงมา มากกว่าคะแนนของจำนวน ส.ส.เขต ที่ขึ้นอยู่กับการเลือก โดยมีปัจจัยบางอย่างแอบแฝง

กลายเป็นเงื่อนไข แข่งจัดตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทย ที่ได้ ส.ส.มากกว่า จำนวน 137 เสียง และท้าดวลกันมันหยด ‘ใครดีใครได้’

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับ 1 ของเพื่อไทย ชิงตัดหน้ารวบรวมพรรคเรียกตัวเองฝ่ายประชาธิปไตย ประกอบด้วย อนาคตใหม่ 88 เสียง เสรีรวมไทย 12 เสียง ประชาชาติ 7 เสียง เพื่อชาติ 5 เสียง พลังปวงชนไทย 1 เสียง รวม 250 เสียง

แต่ ส.ส.ทั้ง 250 เสียงยังต้องฝ่าด่าน ข้อกล่าวหาทำให้การเลือกตั้งไม่โปร่งใส หากถูกร้องเรียน ทั้ง “ใบเหลือง” สั่งเลือกตั้งใหม่ ที่สำคัญสุดหากถูก กกต.แจก “ใบส้ม” เท่ากับว่า คะแนนเสียง ส.ส.คนนั้น จะไม่ถูกนำมาคิดเป็นคะแนนนิยมพรรค มีโอกาสที่จะทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อถูกปรับลดลงตาม

โดยเฉพาะ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมพวก ยังมีคดีไลฟ์สด วิจารณ์พลังดูดของ คสช. โดยพนักงานอัยการได้นัดมาฟังการสั่งคดีอีกครั้งในวันที่ 26 เมษายน นี้

รวมถึงกรณีเว็บไซต์พรรคอนาคตใหม่ ใส่ประวัติ “ธนาธร” เป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นาน 5 เดือน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 73(5) ของ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง 2561 จูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตนเอง หรือ ส.ส.

ส่วน “บิ๊กป้อม” แค่นั่งรอแบบใจเย็นๆ ให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินไปตามขั้นตอน

และต้องให้เวลา ปชป.รักษาแผลใจ ตั้งหลักกันอีกยกใหญ่ หลังพ่ายศึกเลือกตั้งแบบหมดท่า แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีทางลงแบบมีหลักการและรักษาสัจจะ แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ ทำพรรคเก่าแก่อยู่ยาก

หากจะเบนขั้วไปอยู่กับศัตรูเก่าอย่างเพื่อไทยก็ผิดหลักการ จึงต้องจำทนอยู่กับ พปชร. แม้จะแค้นแสนแค้น ดังนั้นหนทางดีที่สุด เมื่อพรรคเป็นตัวแปรสำคัญต้องเพิ่มอำนาจต่อรอง

มีเสียงร่ำลือ “อภิสิทธิ์” อาจได้ตำแหน่งประธานรัฐสภา ปลอบใจ เพราะ ปชป.มีความเชี่ยวชาญงานในรัฐสภา แต่สภาพบอบช้ำและกรำศึกมาอย่างยาวนานน่าจะลำบาก เพราะคนที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ ต้องอาศัยบุคลิกที่เข้มแข็งและอ่อนโยนไปพร้อมๆกัน อีกทั้งยังมีหลักการแตกต่างกับ พล.อ.ประยุทธ์ ท้ายสุดแล้ว อดีตหัวหน้า ปชป.คนนี้น่าจะเลือกไม่รับตำแหน่งใดๆ

เช่นเดียวกับ พรรคภูมิใจไทย แม้ยังไม่ชัดว่าจะร่วมกับ พปชร.หรือไม่ แต่การแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทย ที่ไร้เงา “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะบอกอะไรได้ชัดเจน อีกทั้งสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างพี่ที่เคารพนับถืออย่างนายเนวิน ชิดชอบประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ “บิ๊กป้อม” คงไม่มีอะไรผิดความคาดหมาย

ปรากฏการณ์ผลการเลือกตั้งของสองขั้วการเมืองที่ออกมาใกล้เคียงกัน ระหว่างเพื่อไทย กับ พลังประชารัฐ อาจจะส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต หากพรรคหนึ่งพรรคใดสามารถจัดตั้งรัฐบาล แต่มีจำนวน ส.ส.ไม่มากพอ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดทางตัน นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลอีกสูตร เช่น รัฐบาลแห่งชาติ
แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เชื่อว่า ‘คอมแมน’ คนสำคัญทำหน้าที่จัดยุทธศาสตร์วางแผน อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาววิกฤติการเมืองมาตั้งแต่ปี 2549 เคยหลุดคำพูดออกมาว่า “หากผมปฏิวัติ จะไม่ทำแบบบิ๊กบัง (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คมช.) ส่งผลให้ปฏิวัติปี 2557 ทำอย่างมีแบบแผน เป็นขั้นตอนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลและบริหารราชการแผ่นดินมาจนถึงขณะนี้

น่าจะมีทางหนีทีไล่ นำการเมืองหลุดจากเดดล็อกสำคัญนี้

วิธีเอาตัวรอดจาก ‘ฝุ่นพิษ’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367243?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิธีเอาตัวรอดจาก ‘ฝุ่นพิษ’

28 มีนาคม 2562 – 12:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 279 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จดหมายจากคุณ ‘สมชัย’ พิษณุโลก ต่อไปนี้น่าสนใจมากครับเพราะมีข้อแนะนำและวิธีป้องกันตัวเองจากฝุ่นพิษและหมอกควัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเวลานี้หลายจังหวัดเผชิญปัญหาหมอกควัน-ฝุ่นพิษ

ดังนั้นจึงขอเป็นสื่อกลางนำมาแจ้งให้ทราบและขอขอบคุณ ณ ที่นี้ ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่ได้ผล 100% แต่ก็ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง

ขอเพิ่มเติมถึงปัญหาหมอกควันที่จะทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ดีเพราะหมอกควัน จึงควรเปิดไฟหน้ารถและหากมองไม่เห็นในระยะปลอดภัยต้องหยุดพักอย่าเสี่ยงภัย-เสี่ยงชีวิตเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 เอาตัวรอดจาก ‘ฝุ่นพิษ’
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเพิ่งกลับจากพะเยาครับและเจอปัญหาฝุ่นพิษซึ่งทำให้เกิดอาการหายใจไม่สะดวกและมีอาการแสบตาเพราะมีหมอกควันเยอะเหลือเกินและเห็นข่าวบอกว่ายังอันตรายแถมมีไฟป่าไหม้อยู่เลย ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนเข้าไปอีก

ก่อนมาพะเยาผมไปทำธุระเชียงใหม่หลายวันก็เจอแบบเดียวกันและดูเหมือนจะหนักไปกว่าพะเยาเพราะเมืองเชียงใหม่เป็นลักษณะแอ่งกระทะเวลามีหมอกควันก็จะไม่มีลมพัดออกไป จนหลายวันก่อนมีรายงานว่าอากาศเชียงใหม่มีฝุ่นพิษหรือหมอกควันอันตรายมากที่สุดในโลก-เรียกว่าอันตรายจริงๆ

ผมได้สอบถามและค้นคว้าถึงข้อแนะนำและวิธีป้องกันตนเองจากฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 รวม 6 ข้อ และขอเป็นสื่อกลางแจ้งมาเพื่อปฏิบัติดังนี้ครับ

1.ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ 2.หลีกเลี่ยงการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้ง เผาพื้นที่เพื่อเตรียมการทำเกษตรกรรม เผาขยะ หรือวัสดุเหลือใช้ 3.ควบคุมกระบวนการก่อสร้างให้มีฝุ่นน้อยที่สุด 4.ออกกำลังกายในที่ร่ม ฝุ่นน้อยๆ และไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกกำลังกาย 5.รับประทานอาหารเสริม อาหารที่มีวิตามินซี และวิตามินอีสูง เช่น ถั่ว ปลา(มีโอเมก้า 3 มาก) และ 6.ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่จำเป็นต้องออกข้างนอกบ้าน หรือที่โล่งแจ้ง ให้ใส่หน้ากากพิเศษชนิดที่เรียกว่า

“เอ็นเก้าสิบห้า” โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบการหายใจหรือโรคหัวใจเรื้อรัง สำหรับคนทั่วไปอย่างน้อยให้ใส่ “หน้ากากอนามัย”

โดยต้องใส่ให้ถูกต้องวิธี คือ หันด้านที่เป็นสีเขียวและเป็นมันออกด้านนอก ให้ส่วนที่มีแผ่นเสริมความแข็งแรงและช่วยการเข้ารูปอยู่ด้านบนของจมูก สังเกตรอยพับของผ้าด้านหน้าต้องพับลง หากใส่ผิดรอยพับจะกักเก็บฝุ่นละอองในรอยพับ ทำให้หายใจลำบาก

   รวมถึงวิธีป้องกันตัวจากฝุ่น 8 ประการคือ
1.หาซื้อหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองมาตรฐาน N95 (หน้ากากชีวนิรภัย) ได้ตามร้านขายยา ร้านค้า ทั่วไป หรือสั่งออนไลน์ ราคาตามท้องตลาดจะอยู่ที่ 35 บาท

2.หน้ากากแบบปกติไม่สามารถดักจับฝุ่นขนาดเล็กอย่างพีเอ็ม 2.5 ได้ ต้องเป็นหน้ากาก N95 เท่านั้น 3.ถ้าไม่สามารถหาซื้อหน้ากาก N95 ได้จริงๆ สามารถใช้หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา แล้วนำกระดาษทิชชู่มาซ้อนกัน 2 ชั้น บนหน้ากาก ก็สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง 4.สวมหน้ากากครอบปากและจมูก ดึงสายรัดให้แน่น แล้วทดสอบด้วยการกดขอบลวดด้านบนให้แนบกับดั้งจมูก และดึงสายรัดให้ตึง ระหว่างหายใจ จะต้องไม่มีลมรั่วออกทางด้านข้างได้เลย ถึงจะป้องกันตัวเราได้ 95%

5.เด็ก สตรีมีครรภ์ คนชรา และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรจะได้รับการป้องกันจากฝุ่นพิษเป็นพิเศษ 6.ควรปิดประตูหน้าต่างให้สนิทเพื่อป้องกันฝุ่น และหากเป็นไปได้ให้งดทำกิจกรรมที่ต้องอยู่ภายนอกอาคาร 7.แนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยวันเดียวแล้วทิ้ง โดยสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ประมาณ 3 ครั้ง และ 8.หากหน้ากากอนามัยมีการสัมผัสสิ่งสกปรก หรือยางของหน้ากากอนามัยหย่อนลง ควรเปลี่ยนหน้ากากทันที เพื่อเป็นการป้องกันให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด

ผมเชื่อว่าหากปฏิบัติตามแล้วจะเกิดผลดีต่อสุขภาพร่างกายเรียกกันไว้ดีกว่าแก้และไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย และมีรายงานอากาศแจ้งว่าเดือนหน้าช่วงสงกรานต์อากาศจะร้อนมากกว่านี้และโอกาสเกิดหมอกควันจากไฟป่าจะมีมากจึงแจ้งมาด้วยความห่วงใยและปรารถนาดีครับ
สมชัย (พิษณุโลก)


 ‘สงกรานต์’ อยู่เที่ยวไทยดีกว่า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ระยะนี้คำถามยอดฮิตในบรรดาเพื่อนๆ และญาติสนิทมิตรสหายว่าสงกรานต์จะไปเที่ยวที่ไหนเพราะมีวันหยุดยาวหลายวันและอากาศก็ร้อนเลยต้องวางแผนหนีร้อนไปเที่ยวกันให้สบายใจ

ผมเห็นหลายๆ คนบอกว่าจะไปญี่ปุ่นเพราะไปมาง่ายๆ อากาศดี คนดี อาหารกินอร่อย และไม่ต้องทำวีซ่าหรือหลายๆ คนก็ไปเกาหลีใต้ ฮ่องกง จีน หรือพวกมีเงินระดับเศรษฐีก็ไปไกลถึงยุโรปหรืออเมริกาโน่นเลย

เรื่องนี้แล้วแต่ความชอบและเงินในกระเป๋าครับ แต่สำหรับผมเองยึดถือคติ ‘กินอยู่อย่างพอเพียง’ และ ‘เที่ยวเมืองไทย กำไรชีวิต’ เลยวางแผนตะลุยเมืองใต้เที่ยวทะเลโดยขับรถยาวไปถึงชุมพร ซึ่งเป็นจังหวัดที่สวยงามเงียบสงบ และไม่ค่อยอยู่ในโปรแกรมของคนทั่วไปอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ฯลฯ

จึงขอเชิญชวนหรืออยากให้ทุกท่านอยู่เที่ยวเมืองไทยไปจังหวัดเล็กๆ แล้วจะพบกับความสุขในชีวิตไม่ต้องไปแย่งกันกินแย่งกันอยู่

ยังพอมีเวลาวางโปรแกรมเที่ยวหรือไปทำบุญช่วงสงกรานต์ครับ อยู่เที่ยวเมืองไทยนี่แหละดีที่สุด
ไชยา (เพลินจิต)


ตอบ คุณ ‘ไชยา’ เพลินจิต
ผมชอบวิธีคิดของคุณมากเลยครับ โดยเฉพาะคำว่า ‘เที่ยวเมืองไทย กำไรชีวิต’ ซึ่งเงินทองไม่รั่วไหลแล้ว ราคาประหยัดไม่ต้องใช้จ่ายมาก

เวลานี้คนไทยนิยมไปเที่ยวต่างประเทศมากโดยเฉพาะประเทศยอดฮิตอย่างญี่ปุ่น เกาหลี จีน (บางเมือง) แต่ผมว่าเมืองไทยบ้านเราดีกว่าเยอะ

หรือหากเบื่อการเดินทางจะเที่ยวแบบแสดงบุญไปทำบุญไหว้พระหรือทำวิปัสสนา-นั่งสมาธิก็อิ่มบุญจิตใจสบาย
อ๊อด เทอร์โบ

ฮ่องกงเอฟเฟกต์ “แม้ว”เสื่อม มวลชนถดถอย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกงเอฟเฟกต์ “แม้ว”เสื่อม มวลชนถดถอย

28 มีนาคม 2562 – 11:10 น.
เลือกตั้ง 2562,ผลเลือกตั้ง,พรรคการเมือง,แม้ว,พรรคเพื่อแม้ว,ทักษิณ,ทักษิณขาลง,พลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,ธนาธร
เปิดอ่าน 23,985 ครั้ง

ที่เคยเชื่อกันว่า 15.7 ล้านเสียงเมื่อปี 2554 ของเพื่อไทยเหนียวแน่นเป็น “ของตาย” วันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง

********************

มาเร็วกว่าที่คาด คล้อยหลังวันหย่อนบัตรแค่วันเดียว “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ออกมาโวยเรื่องทหารกับการสืบทอดอำนาจ เหมือนส่งสัญญาณให้พรรคเพื่อไทย เดินหน้ารวมขั้ว “ไม่เอาประยุทธ์” ชิงธงตั้งรัฐบาล

ขณะที่ “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” ที่เกษียณราชการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาได้ 2 ปี แต่ก็เฝ้ามองสถานการณ์การเมืองอยู่ ได้โพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์ “ทักษิณ” ตรงไปตรงมา ทำเอาเอฟซีชินวัตรไม่พอใจยิ่ง

ภาวะทักษิณขาลง

อาจารย์พิชิต ฟันธงว่า ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในภาวะขาลง “ที่เคยเชื่อกันว่า 15.7 ล้านเสียงเมื่อปี 2554 ของเพื่อไทยเหนียวแน่นเป็น “ของตาย” วันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง เพื่อไทยเหลือ 7.4 ล้านเสียง ส่วนหนึ่งไหลไปบรรดาพรรคทางเลือก แต่แม้เพื่อไทยบวกพรรคทางเลือกทุกพรรค ก็ยังได้เพียง 13 ล้านเสียง ที่หายไปคือ คะแนน ส.ส.ที่โดนดูด มุ้งที่แยกตัวไป และประชาชนที่ทิ้งประชานิยมทักษิณไปหา “บัตรคนจน”…”

จะว่าไปแล้ว ทักษิณก็กินบุญเก่าที่คนอีสานบางส่วนยังฝังใจแบบ “รักแล้วรักเลย” โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน แต่คนสูงวัยกลับนิยม “ลุงตู่” เพราะบัตรคนจน

นักวิชาการที่เคยชื่นชมคนเสื้อแดงประเมินว่า “ทักษิณเคยเป็นจุดแข็ง ของค่ายเพื่อไทยจนถึงเลือกตั้ง 2554 ความ “เสื่อม” และภาวะขาลงของทักษิณ เริ่มที่ พฤษภาคม 2556 เมื่อทักษิณประกาศกลางราชประสงค์ให้ยุบเลิกขบวนเสื้อแดง มาแผลงฤทธิ์ตอนเหมาเข่งปลายปี 2556 จนปรากฏชัดที่ 8 กุมภาพันธ์ (ซึ่งก็คือ “เหมาเข่งรอบสอง”) และเลือกตั้ง 2562”

 ปรากฏการณ์ “ฮ่องกงเอฟเฟกต์” ก่อนเลือกตั้ง 2 วัน ก็ส่งผลให้พรรคฝ่ายลุงตู่ทะยานขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในเมืองหลวง 

ชนะแต่พ่าย..คะแนนหาย

เมื่อส่องเข้าไปดูคะแนนแต่ละภาค จะพบว่า “พรรคทักษิณ” ยังยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคอีสานเหนือ และอีสานกลาง รวมถึงภาคเหนือตอนบน แต่ที่น่าตกใจ “คะแนนหาย” ไปเยอะ

ยกตัวอย่างสนามเลือกตั้งเชียงใหม่ ถือว่าเป็นเมืองหลวงในภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย เมื่อเลือกตั้ง 2554 ผู้ชนะของเพื่อไทย จะได้แต้มเฉลี่ย 5-6 หมื่นคะแนน บางเขตทะลุ 7 หมื่นคะแนน

กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่

สำหรับเลือกตั้ง 2562 ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทยทั้ง 9 เขตของเชียงใหม่ ได้แต้มเฉลี่ยเขตละ 4 หมื่นคะแนน ต่ำสุด 2 หมื่นกว่าคะแนน และสูงสุด 6 หมื่นคะแนน

เฉพาะเขต 4 แชมป์เก่า-วิทยา ทรงคำ ได้ 37,357 คะแนน ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ส่งคนหน้าเดิม-กิ่งกาญจน์ ณ เชียงใหม่ ได้ 30,472 คะแนน แถมคนหน้าใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ ยังเก็บมาได้ 35,504 คะแนน

ทำนองเดียวกัน อุดรธานี เมืองหลวงของเพื่อไทยในภาคอีสาน การเลือกตั้ง 2554 ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย ได้แต้มเฉลี่ย 5 หมื่นคะแนน บางเขตได้ถึง 7 หมื่นคะแนน แต่เลือกตั้ง 2562 แต้มหายไปเขตละ 2-3 หมื่น

 อย่างที่เขต 4 อาภรณ์ สาราคำ ภรรยาของขวัญชัย ไพรพนา ได้ 47,734 คะแนน เปรียบเทียบคะแนนของอดีต ส.ส.เขตนี้ ทองดี มนิสสาร ที่โกยไป 70,581 คะแนน 

อาภรณ์ สาราคำ

แนวโน้มวันข้างหน้า เพื่อไทยอาจรักษา “พื้นที่” ภาคเหนือตอนบนยากขึ้น เมื่อ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เบียดยึดพะเยาได้ 2 ที่นั่ง ส่วนภาคอีสานนั้น ชัดเจนแล้วว่า สนามนครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์ และชัยภูมิ ไม่ใช่ที่มั่นอันแข็งแกร่งของเพื่อไทยอีกต่อไปแล้ว

 ถ้าเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านไปอีก 4 ปี เชื่อว่าฐานเก่าจะถูกเจาะจนพรุนแน่

ป้ายขอบคุณคนพะเยา

“พปชร.-อนาคตใหม่” แบ่งแต้ม

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว สมรภูมิอีสานมีเพียง 2 พรรคใหญ่คือ “เพื่อไทย” กับ “ภูมิใจไทย” ที่แข่งกันอย่างเอาจริงเอาจัง ต่างจากหนนี้ ที่มีพรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับพรรคอื่นๆ นับกว่า 20 พรรคในแต่ละเขต

 พรรคพลังประชารัฐตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มคนเสื้อแดงว่า “นอมินีทหาร” แต่ “บัตรคนจน”, “เงินค่าเกี่ยวข้าว”, “เบี้ยคนแก่” และ “เงิน อสม.” ทำให้คนอีสานนิยมชมชอบ ส่งผลให้ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ มีคะแนนหลักหมื่นขึ้นไป ยกเว้นบางเขตที่มีอดีต ส.ส.เกรดเอลงสนาม ก็ได้ 2-3 หมื่นคะแนน 

มิเพียงพลังประชารัฐที่แบ่งแต้มเพื่อไทย หากแต่อนาคตใหม่ก็มาแรง ด้วย “ปรากฏการณ์ธนาธร” ที่โดนใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก และบางเขตเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส.ของอนาคตใหม่เอาชนะ ส.ส.เก่าของเพื่อไทยไปได้

กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์

อย่างเช่นเขต 1 มหาสารคาม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 39,864 คะแนน, นงลักษณ์ ทุงจันทร์ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 21,530 คะแนน และภคพล ช่างยันต์ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 20,364 คะแนน

นงลักษณ์ ทุงจันทร์

นี่คือตัวอย่างของการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ และสัญญาณบอกอาการขาลงของเพื่อแม้ว

250 ของจริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

250 ของจริง

28 มีนาคม 2562 – 11:00 น.
เสี่ยหนู,พรรคภูมิใจไทย,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,อนุทิน ชาญวีรกุล,เสรีพิศุทธ์,ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 11,833 ครั้ง

รายงาน…

ถ้าหากมีแกนนำพรรคตัวแปรสำคัญ อย่างเช่น เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไปปรากฏตัวร่วมวงแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเมื่อช่วงสายของวันพุธ แบบนั้นจึงจะเรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งบิ๊กเซอร์ไพรส์ของฝ่ายเพื่อไทย สมราคาตั้งโต๊ะแถลงปั่นกระแส พรรคเสียงข้างมาก

หนำซ้ำยังไร้เงาของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ เจ้าของ 6 คะแนนเสียงเสียด้วยซ้ำ

ประเด็นที่ได้จากวงแถลงข่าวจึงยังหมุนวนอยู่ที่เดิม ตอกย้ำวาทกรรมฝ่ายประชาธิปไตย กับความชอบธรรมพรรคเสียงข้างมาก 135 ที่นั่ง

ถ้าย้อนหลังไปดู คราวที่ขั้วเพื่อไทย ตั้งแต่สมัยยังเป็นไทยรักไทยนั่น คะแนนเสียงข้างมากของพลพรรคนี้คือเลือกตั้ง 6 มกราคม 2544 ได้คะแนนเสียง 248 ที่นั่ง

ถัดมาเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 กวาดที่นั่งถล่มทลาย 375 เก้าอี้

เลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ไทยรักไทยที่กลายร่างมาเป็นพลังประชาชน โดยการนำของสมัคร สุนทรเวช กำชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 233 ที่นั่ง

ล่าสุด เลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำพรรคเพื่อไทยกำชัยท่วมท้นด้วยคะแนนเสียง 265 ที่นั่ง

ทั้ง 3 ครั้ง ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ไม่มีใครสงสัยอะไร

เลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทย แถลงรวบรวมเสียงข้างมากเกินครึ่งของสภา หรือมากกว่า 250 เสียง แต่ถ้านับพรรคเพื่อไทยโดดๆ คะแนนของพรรคนี้คือ 135 มากกว่าพลังประชารัฐ 117 เสียงไปไม่ไกล

ความชอบธรรม เสียงข้างมาก กับป๊อปปูลาร์โหวต จึงถูกนำมาเกทับบลัฟกัน

ประเด็นนี้มีผู้แสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวางทั้งปีกการเมืองและนักวิชาการ แต่ที่ดุเด็ดเผ็ดมัน อำกันสนุกสนาน ไม่พ้นโลกโซเชียล แต่ถึงกระนั้น ธรรมเนียมประเพณี ตลอดถึง “สัจจะ” ในทางการเมืองจะมีอยู่จริงหรือไม่ ต้องไปฟัง “สรอรรถ กลิ่นประทุม” ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย

“ตัวเลขยังไม่นิ่ง ทุกฝ่ายก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ประเด็นสำคัญคือใครสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ ซึ่งที่ผ่านมา ก่อนการเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่าเคยมีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดในพิธีลงสัตยาบันระหว่างพรรคการเมือง ที่นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดขึ้น ซึ่งผมได้ถามย้ำในที่ประชุมแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 ถึงจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ ซึ่งทุกพรรคก็เห็นพ้องว่าใช่ รวมถึงพรรคเพื่อไทย แต่ในวันนั้นไม่มีพรรคพปชร.เข้าร่วม”

แต่นั่นก็ยังเป็นแค่เกมปั่นกระแส สร้างภาพให้สังคม โดยเฉพาะในโลกโซเชียลเลอะลืมของจริงเที่ยงแท้แน่นอน ที่ถูกกำหนดเอาไว้โดยรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งทุกคนก็รู้กันดี โดยเฉพาะ สุดารัตน์ ภูมิธรรม เสรีพิศุทธ์ ธนาธร ฯลฯ

ตามไทม์ไลน์การเมือง กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเริ่มขึ้นหลัง กกต.ประกาศรับรอง ส.ส. 350 คน คือหลังวันที่ 6 พฤษภาคม จากนั้นจึงจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ตามด้วยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเพื่อเลือกประธาน ตามมาด้วยการเรียกประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกพรรคที่ได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของสภา 500 คน คือ 25 เสียงก็สามารถเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี

ลุงตู่ สุดารัตน์ ธนาธร เสรีพิศุทธ์ อนุทิน อยู่ในระนาบเดียวกัน คือมีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อให้ ส.ส.ชูมือหนุนทุกคน

แต่ใครจะได้เป็นนายกฯ และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตัวจริงเสียงจริงนั้น ต้องย้อนกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 159 มาตรา 256 และมาตรา 272

โดยสรุปก็คือ การเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในระยะ 5 ปีแรก ที่มีรัฐสภาชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องเป็นการประชุมออกเสียงร่วมกันของ สภาผู้แทนราษฎร(500) และวุฒิสภา(250) ซึ่งผู้จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าครึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา
ฟังกันอีกครั้ง …ต้องได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าครึ่งของรัฐสภาคือ 375 เสียงขึ้นไป หรือ 376 คนขึ้นไปนั่นเอง

250 กว่าเสียงของปีกเพื่อไทยจะทำอย่างไร ปิดสวิตช์ ส.ว. 250 คน ?

นั่นคือกระแส ก็ว่ากันไป เพราะก็รู้ๆ กันมาตั้งนานแล้วว่า นอกจากกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ “ล็อกสนิท” ปิดตายเอาไว้ ประธานคัดตัว ส.ว.ยังเป็น บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้ที่ลั่นวาจาว่า ปั้นมากับมือก็ต้องคุมได้อีกด้วย

ในทางตรงกันข้าม ในฟากฝั่งของพลังประชารัฐ ที่มีคะแนน 117 เสียง เพียงออกแรงหาพรรคร่วมอีกแค่ 9 ที่นั่ง ก็จะครบ 126

ไปรวมกับ ส.ว. 250 ที่รอยกมืออยู่แล้ว เท่ากับ 376 ผ่านโหวตสบายๆ

หลังเลือกนายกฯ เสร็จสรรพโอกาสเกิด “งูเห่า” ไหลกลับจากฟากฝัน มาลงรูในโลกความจริงของลุงตู่ก็มีความเป็นไปได้สูง

ลุงตู่อยู่เฉยๆ นั่งดูเกมเปิดหน้าใต้ร่มเงานายใหญ่ไปพลาง หลัง กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง และมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ถึงตอนนั้นต่างหาก…ของจริง

อย่าให้ถึงทางตัน ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เลือกใหม่!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367234?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้ถึงทางตัน ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เลือกใหม่!

28 มีนาคม 2562 – 10:25 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,สุดารัตน์ เกรยุราพันธุ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเสรีรวมไทย,พรรคเพื่อชาติ,พรรคประชาชาติไทย,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 5,338 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ. กรุงเทพธุรกิจ

ผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคมที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ และอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่นั่งของ ส.ส.ที่จะได้รับเลือกตั้ง ด้วยเหตุปัจจัยที่ กกต.ยังไม่สามารถรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการได้ครบถ้วน มีการหยุดการรายงานผลที่ร้อยละ 94 และจะมีการรายงานครบถ้วนในราววันศุกร์นี้ แต่พอเห็นเค้าลางแล้วว่า ขั้วการเมืองทั้งสองมีเสียง สูสีกัน

แม้ว่าจะต้องรอการเลือกตั้งใหม่ในบางเขต เพราะอาจจะมีการแจกใบเหลือง -ใบส้มก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงของที่นั่ง ส.ส.ที่จะมีขึ้น คงไม่มีนัยสำคัญพอที่จะทำให้การแพ้-ชนะกันอย่างเด็ดขาด
ทั้งขั้วการเมืองของทักษิณ ชินวัตร ที่มัดรวมเอา 4 พรรคการเมืองเป็นกลุ่มเดียวกัน คือ พรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย และเพื่อชาติ ที่มีเสียงรวมกันราว 230 เสียง

ขณะที่ขั้ว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นับรวมกันหลวม ๆ ทั้ง พลังประชารัฐ-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์-รวมพลังประชาชาติไทย ก็มีเสียงรวมกันราว 230 เสียงเช่นกัน

ที่เหลืออีก 40 เสียงเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ที่บางพรรคก็เลือกข้าง บางพรรคก็พร้อมจะย้ายข้าง

แต่ดูเหมือนว่า การเลือกนายกรัฐมนตรี และการตั้งรัฐบาลไม่ง่ายเสียแล้ว หากว่าที่ ส.ส.ทั้งหลาย ยังคงยึดแนวทางของแต่ละพรรค ที่ห้ำหั่นกันจนไม่สามารถร่วมทำงานกันได้ รังแต่จะทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ทางตัน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ดังที่เคยเป็นมาก่อนปี 2557

ดังนั้น จึงมีสองทางเลือก สำหรับว่าที่ ส.ส.ใหม่ทั้ง 500 คน ถ้าพรรคในสังกัดกำหนดแนวทางที่ทำให้เกิดปัญหากับประเทศ ว่าที่ ส.ส.ทั้งหลายจงใช้วิจารณญาณของตัวเองในการผ่าทางตันของประเทศเถิด เพราะการแสดงเจตจำนงของ ส.ส.ผู้ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน เป็นเจตจำนงที่อยู่เหนือมติพรรค ที่รัฐธรรมนูญปี 2560 รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2540 คุ้มครองไว้แล้ว จึงขอให้ใช้ “เจตจำนงอิสระ” ในการฝ่าวิกฤติของประเทศ

แต่หากยังยึดท่าทีของพรรคเป็นแนวทางหลัก และไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศให้มีรัฐบาลได้ ก็ช่วยหาวิธีการกันเถอะ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่ให้เด็ดขาดว่า จะเลือกใครเป็นรัฐบาล ใครเป็นนายกรัฐมนตรี เลือกตั้งใหม่ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง