ไทม์ไลน์การเมือง “รัฐบาลใหม่” มิ.ย.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367136?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทม์ไลน์การเมือง “รัฐบาลใหม่” มิ.ย.

27 มีนาคม 2562 – 14:25 น.
พตอจรุงวิทย์ ภุมมา,กกต,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐบาล
เปิดอ่าน 2,673 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

ยังแข่งกันอยู่ระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย ในการชิงกันจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ผ่านไป เพราะว่าชนะกันไม่ขาด โดยพรรคเพื่อไทย ได้ประมาณ 135 ที่นั่ง ส่วนพรรคพลังประชารัฐได้ประมาณ  117 ที่นั่ง  แต่มีผู้ลงคะแนนให้แก่พรรคพลังประชารัฐมากกว่า โดยพรรคพลังประชารัฐ ได้ 7.9 ล้านคะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 7.4 ล้านคะแนน

อย่างไรก็ตามเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล หนทางยังอีกยาวไกล ยังต้องดูกันไปอีกนานว่าฝ่ายไหนจะตั้งรัฐบาลสำเร็จ เพราะว่ายังมีปัจจัยประกอบอีกหลายอย่าง ทั้งที่สามารถมองเห็นได้ และมองไม่เห็น

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.  บอกว่า “ขณะนี้มีเพียงคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ สมมุติหาก กกต.สั่งระงับสิทธิสมัคร หรือสั่งใบแดงให้มีการเลือกตั้งใหม่ ผลคะแนนอาจเปลี่ยนไปทั้งหมด”

นั่นหมายความว่า ขณะนี้ตัวเลขที่ว่าพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองนี้ ได้จำนวน ส.ส.เท่านั้นเท่านี้ ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกตลอดเวลา ซึ่งเมื่อตัวเลขจำนวนที่นั่ง ส.ส.ของพรรคการเมืองใดเปลี่ยนไป ก็ย่อมมีผลต่อการฟอร์มรัฐบาลของแต่ละฝ่ายได้  และเมื่อเรามาดู “ไทม์ไลน์เลือกตั้ง ” ก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น
24  มีนาคม วันเลือกตั้งทั่วไป

25 มีนาคม เริ่มรู้ผลการนับคะแนน ส.ส.เขต อย่างไม่เป็นทางการ ในขณะเดียวกันก็มีการร้องคัดค้านเข้ามาว่าการเลือกตั้งมิชอบถึง 110 เรื่อง  ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องรีบพิจารณาให้เสร็จก่อนมีการประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ซึ่งในระหว่างนี้ก็อาจมีการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) หรือสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) สิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะสภาพการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ที่ทั้งสองฝ่ายก้ำกึ่ง แพ้-ชนะ กันอยู่

และสาเหตุที่ กกต.ต้องรับรองผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้  เพราะในบทเฉพาะกาลมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีผลใช้บังคับ ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีผลใช้บังคับในวันที่  11 ธันวาคม 2561 ดังนั้น ระยะเวลาครบกำหนด 150 วัน ที่ กกต.จะต้องดำเนินการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ซึ่งก็คือการที่ กกต.ต้องรับรองผลหรือประกาศผลเลือกตั้งคือภายในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

สรุป ก็คือ ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม จึงจะรู้แน่ชัดว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้จำนวน ส.ส.เท่าไร พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย ได้จำนวน ส.ส.เท่าไรกันแน่ ขั้วไหน ฝ่ายไหน ได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.มากกว่ากัน และเริ่มเห็นหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ชัดเจนขึ้น (อย่างไรก็ตาม หาก กกต.สามารถตรวจสอบเรื่องร้องเรียนต่างๆ ให้เสร็จสิ้น และกรณีที่มีการเลือกตั้งใหม่ ก็ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้สามารถประกาศผลเลือกตั้งได้เร็วกว่าวันที่ 9 พฤษภาคม ก็จะทำให้เริ่มเห็นหน้าตารัฐบาลใหม่เร็วขึ้น)

หลังจากที่ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ ต่อจากนั้น ภายใน 3 วัน ก็จะมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว) จำนวน 250 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 269 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ ซึ่งก็คือ ประมาณวันที่ 11-12 พฤษภาคมนี้

จากนั้นประมาณวันที่ 24 พฤษภาคม ก็จะมีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส.จำนวน 500 คน และ ส.ว.จำนวน 250 คน รวม 750 คน มาประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก (ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่าภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (ซึ่งคาดว่าเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม) ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรก)  ซึ่งการประชุมรัฐสภาครั้งแรกนี้ จะเป็น “รัฐพิธี” โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้

เมื่อการประชุมรัฐสภาครั้งแรกผ่านไปแล้ว ก็จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงจะมีการประชุมรัฐสภา เพื่อเลือกบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ในการเลือกตัวนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งสมาชิกรัฐสภามีทั้งหมดจำนวน 750 คน ดังนั้นมากกว่าครึ่งหนึ่งก็คือ ไม่น้อยกว่า 376 เสียง โดยเป็นไปตามมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี  ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา

และหากกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกบุคคลจากบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อ กกต. ก็เปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีคนนอกเป็น “ตาอยู่” คว้าเก้าอี้ไปครองได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม 272 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า  หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ว่าด้วยเหตุใดและสมาชิกทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (375 เสียง)  เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา (500 เสียง) ให้ยกเว้นได้ ก็จะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้

จากไทม์ไลน์การเมือง ที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าตกประมาณปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน  จึงจะรู้กันว่า ใครได้เป็นนายกรัฐมนตรี  เมื่อมีนายกรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่บริหารประเทศต่อไป ส่วนรัฐบาล คสช.ก็พ้นสภาพไป
ส่วนตอนนี้ก็ว่ากันไปตามวิถีทางการเมือง พลางๆ ก่อนก็แล้วกัน

วิษณุ : ป๊อปปูลาร์หรือตัวเลขส.ส.”สุดท้ายอยู่ที่เสนอชื่อนายกฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367138?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิษณุ : ป๊อปปูลาร์หรือตัวเลขส.ส.”สุดท้ายอยู่ที่เสนอชื่อนายกฯ

27 มีนาคม 2562 – 13:30 น.
วิษณุ เครืองาม
เปิดอ่าน 1,631 ครั้ง

รายงาน…

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เวลา 08.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) อ้างตัวเลข ส.ส.ในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อ้างป๊อปปูลาร์โหวต แล้วควรจะต้องยึดอย่างไร

ไม่ทราบ เรื่องนี้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องไปจัดการ

ขึ้นอยู่กับใครจะรวมเสียงและตั้งรัฐบาลได้ก่อนใช่หรือไม่

คุณคิดให้มันมากมันก็เลยสลับซับซ้อน ถ้าคิดให้มันง่าย คือว่าใครจะทำอย่างไรก็ทำไป สุดท้ายมันก็ไปอยู่ที่การเสนอชื่อนายกฯ ต่อสภา เมื่อประธานสภานัด ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ พรรคไหนเสียงมากสุดก็เสนอชื่อก่อนก็แล้วกัน จะเอาใครเป็นนายกฯ นอกนั้นก็พูดกันไป ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างทำ
ใครรวมเสียงได้ก่อนคนนั้นจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่

เอาเถอะ ในความเป็นจริงมันไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่สงสัย

อยู่ที่ฝีมือของแต่ละพรรคว่าใครสามารถรวบรวมเสียงได้มากที่สุดก่อนกันใช่หรือไม่

ใช่ นั่นแหละอย่างง่ายที่สุด

การประชุมคสช.ก่อนครม.วันนี้มีการหารือเรื่องการเลือกตั้งด้วยหรือไม่

ไม่มี มีแต่เรื่องที่เคยประชุมกันมาแล้วยังค้างคากันอยู่

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสมาชิก คสช. ปฏิเสธตอบคำถามถึงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 60 ในการจัดตั้งรัฐบาล ว่ายึดหลักการในจำนวน ส.ส.ที่ได้มากสุด หรือป๊อปปูลาร์โหวตที่ได้มากที่สุด โดยนายมีชัย เพียงแต่ยิ้ม พร้อมกับส่ายศีรษะ

สองขั้วใครตั้งรัฐบาลก่อนมารยาทและธรรมเนียม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367120?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สองขั้วใครตั้งรัฐบาลก่อนมารยาทและธรรมเนียม

27 มีนาคม 2562 – 10:45 น.
รศดรเจษฎ์ โทณวณิก,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุดารัตน์ เกายุราพันธุ์,ลุงตู่,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,471 ครั้ง

รายงาน…

“พรรคการเมืองที่คะแนนมากกว่าจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้าไม่สามารถจัดตั้งได้ พรรคการเมืองที่คะแนนตามมาจึงจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลแทน” รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก

การอ้างความชอบธรรมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างคะแนนสูงสุดจากป๊อปปูลาร์โหวตของพรรคพลังประชารัฐ กับ จำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกมากที่สุดของพรรคเพื่อไทย เป็นประเด็นถกเถียง และชวนให้คิดว่า จริงๆ แล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นอย่างไร

ลองมาฟังความจากนักวิชาการ ที่น่าจะให้ข้อคิดแก่ทุกฝ่าย นำไปไตร่ตรองได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยที่สุด ก็ยืนอยู่บนครรลองของระบอบประชาธิปไตย และขนบธรรมเนียมและประเพณีทางการเมืองของประเทศไทยที่เคยปฏิบัติกันมา

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่า ในรัฐธรรมนูญไม่ได้มีระบุไว้ว่า จะเลือกจากคะแนนดิบ คะแนนนิยม หรือจำนวนที่นั่งในรัฐสภา แต่ระบบของการเลือกตั้งต้องดูว่า เครื่องมือในการนำมาจัดตั้งรัฐบาล และตัวนายกรัฐมนตรีนั้น คือ จำนวนที่นั่งในรัฐสภา ฉะนั้น หากมีการขัดกันอยู่ระหว่างคะแนนนิยมกับคะแนนเลือกตั้งตามระบบ แต่ความจริงจะต้องใช้คะแนนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนานาชาติ แม้แต่สหรัฐอเมริกา ก็ยังใช้คะแนนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองที่คะแนนมากกว่าจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้าไม่สามารถจัดตั้งได้ พรรคการเมืองที่คะแนนตามมาจึงจะมีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลแทน ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้คะแนนอันดับสองจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะสามารถเดินหน้าได้ต่อไป

แต่ตามมารยาทในทางการเมืองหรือธรรมเนียมของรัฐสภา จะต้องให้พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงมากกว่ามีสิทธิ์เป็นพรรคแรกที่จัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิทธิ์ขาดในการจัดตั้งรัฐบาล

“ความแตกต่างระหว่างสหรัฐกับไทย คือ เขามีการระบุถึงคะแนนที่ได้มาจากการเลือกตั้งให้พรรคการเมืองที่มีคะแนนมากกว่าสามารถจัดตั้งรัฐบาลก่อน ซึ่งบ้านเราก็จะต้องยึดหลักในรัฐสภา และท้ายที่สุดไม่ว่ารัฐสภาประเทศไหนก็จะต้องยึดหลักของรัฐสภา โดยผมยืนยันว่า พรรคการเมืองที่ได้คะแนนจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ได้สิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ได้โอกาสก่อนในการจัดตั้งรัฐบาล”

ส่วนประเด็นการเตรียมจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย และพลังประชารัฐ ที่เหมือนจะเดินหน้าไปคู่กันนั้น มองว่า ควรจะให้หลักแก่ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งได้รับทราบว่า ควรจะใช้หลักใดในการจัดตั้งรัฐบาลกันแน่ ฉะนั้น ควรจะต้องเคารพขนบธรรมเนียมและประเพณีทางการเมืองที่เคยใช้ในอดีตของประเทศไทยด้วย

อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังบอกอีกว่า หากท้ายที่สุดแล้ว ยังไม่มีทางออกว่าใครจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อนนั้น พรรคการเมืองที่ได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน จะมีการประกาศออกมาว่า จะชวนพรรคการเมืองไหนมาร่วมในรัฐบาล ซึ่งพรรคการเมืองที่ถูกประกาศชื่อออกมาก็จะตอบรับหรือไม่ ก็จะมีการแจ้งกลับมา และจะได้ทราบว่าเสียงที่มีมากหรือน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ไม่ผิด เพราะจะได้เป็นธรรมเนียมในการจัดแข่งขันให้แก่การเมืองของประเทศไทย แต่ไม่ใช่ว่าจะมาอ้างว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ใช้หลักการนี้ แต่ครั้งหน้าใช้อีกรูปแบบ ไม่ได้

พลังพิเศษ-สัญญาใจทำ ปชป.พ่าย”ลุงตู่”?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367122?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พลังพิเศษ-สัญญาใจทำ ปชป.พ่าย”ลุงตู่”?

27 มีนาคม 2562 – 10:35 น.
พรรคประชาธิปัตย์,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 6,714 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่กลายเป็นหัวข้อวิจารณ์ทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ก็คือภาวะตกต่ำสุดขีดของ “พรรคประชาธิปัตย์”

จากพรรคตัวแปรสำคัญที่สุด ถึงขั้นวาดฝันเป็น “ขั้วที่ 3” ถึงไม่ชนะจากเขตเลือกตั้ง ก็ยังมีลุ้นดัน “เดอะมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกฯ อีกรอบ แต่เมื่อผลคะแนนออกมา แทบตกเก้าอี้ เพราะประชาธิปัตย์ไม่ได้กลายเป็นแค่ “พรรคต่ำร้อย” ธรรมดาๆ เท่านั้น แต่เป็นพรรคเล็กยิ่งกว่าพรรคขนาดกลางเสียอีก จำนวน ส.ส.รวมแพ้พรรคภูมิใจไทย แถมตามหลังพรรคตั้งใหม่เมื่อวานซืนอย่างอนาคตใหม่เกือบเท่าตัว

นี่คือชะตากรรมของประชาธิปัตย์ในวันนี้ ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องประกาศลาออกทันทีในคืนวันเลือกตั้ง ณ ที่ทำการพรรค ต่อหน้ารูปปั้นพระแม่ธรณีบีบมวยผมต้องยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญของนายอภิสิทธิ์ และถือเป็นแบบอย่างให้นักการเมืองรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม ในแง่ของความรับผิดชอบต่อคำพูดและสัญญาประชาคมของตนเอง

แน่นอนว่าบรรดาแฟนคลับถึงกับร่ำไห้ บ้างก็ว่าน้ำที่พระแม่ธรณีบีบมวยผมบีบออกมา เป็นเหมือน “น้ำตา” จากคนที่รักประชาธิปัตย์ และรักนายอภิสิทธิ์เลยทีเดียว

สาเหตุของความพ่ายแพ้ที่เป็นสาเหตุพื้นๆ ที่เรียกว่า “รู้ๆ กันอยู่” มีอยู่ 3-4 ข้อ คือ
1.ปัญหาขัดแย้งแตกแยกในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคก่อนเลือกตั้ง การแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคทำให้พรรคไม่เป็นเอกภาพ และยังมีปัญหาเรื่องการจัดตัว ส.ส.ลงสู้ศึกเลือกตั้ง ซึ่งมีข่าวว่ามีการสกัดฝ่ายที่ไม่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ (ตอนหยั่งเสียงเลือกหัวหน้า) ไม่ให้ลงสมัคร แต่ส่ง “ทีมเพื่อนอภิสิทธิ์” ลงแทน ทำให้คนที่ได้สิทธิ์ลงสมัคร ไม่ใช่ “ขุนพลที่ดีที่สุด” ในการสู้ศึก

2.การวางตัวผู้สมัครในระดับภาคและระดับเขต พึ่งพา “มือเก่า” ทางการเมืองมากเกินไป ทั้งๆ ที่กระแสการเมืองเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะกระแสคนรุ่นใหม่ในเขตเมือง แถมยังมีการเล่นพรรคเล่นพวก เขี่ยฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ลงสมัคร เอาคนของตัวเองมาเสียบแทน บางเขตส่ง “ละอ่อนทางการเมือง” ลงสู้ ทำให้พ่ายแพ้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ปรากฏการณ์นี้เห็นชัดที่ จ.สงขลา ประชาธิปัตย์หายไป 6 ที่นั่งจาก 8 ที่นั่ง

3.พื้นที่ชายแดนใต้เจอกระแสพรรคประชาชาติ และพลังพิเศษของพรรคพลังประชารัฐ เบียดตกขอบ ทำให้เก้าอี้ ส.ส.หายไปถึง 9 เก้าอี้

4.การประกาศจุดยืน “ไม่หนุนลุงตู่” ของนายอภิสิทธิ์ บวกกับกระแสอนาคตใหม่ ทำให้ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ใน กทม. เก้าอี้ ส.ส.หายไป 20 กว่าเก้าอี้ และน่าเสียดายที่นักการเมืองรุ่นใหม่น้ำดี มีความรู้ เช่น “หมอเอ้ก” คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์, “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ต้องกลายเป็นแค่อดีตผู้สมัคร

นี่คือเหตุผลพื้นๆ ที่ทราบๆ กันอยู่ แต่ยังมีเหตุผลลึกๆ ที่ทำให้ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ในอีกหลายๆ พื้นที่ของภาคใต้ เช่น พัทลุง สตูล ภูเก็ต ระนอง รวมทั้งสงขลา มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประชาธิปัตย์ไม่ได้แพ้พรรคคู่แข่งอย่างเพื่อไทย อนาคตใหม่ หรือประชาชาติ (เหมือนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) แต่แพ้ให้แก่พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย

มีสุ้มเสียงจาก “คนใน” ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ใต้ผู้คร่ำหวอดเกมการเมือง ระบุว่า ปชป.โดน พลังประชารัฐกับภูมิใจไทย แท็กทีมโจมตี ทำให้ร่วงอย่างที่เห็น

หากมองปรากฏการณ์นี้ เทียบกับการเมืองภาพใหญ่ จะเห็นว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา เสียงรวมของ “ฝั่งหนุนลุงตู่” ยังเท่าเดิม ถ้าย้อนอดีตกลับไปช่วงที่นายอภิสิทธิ์ยังไม่ประกาศลอยแพลุงตู่ โพลล์ตอนนั้น เก้าอี้ ส.ส.จะอยู่ที่ระดับ 80-85 ที่นั่ง ขณะที่พลังประชารัฐและภูมิใจไทยตามหลังประชาธิปัตย์

แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ประกาศไม่หนุนลุงตู่ ประชาธิปัตย์ก็โดนทุบ แต่เก้าอี้ ส.ส.ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ที่ฝั่งลุงตู่ เพราะเสียเก้าอี้่ให้พลังประชารัฐกับภูมิใจไทยทั้งหมด ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงแน่ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายอภิสิทธิ์ต้องเป็นฝ่ายไป ถูกเขี่ยให้พ้นทาง และหัวหน้าพรรคคนใหม่ กับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะเปลี่ยนท่าทีของพรรคให้หนุนลุงตู่เป็นนายกฯ หรือพูดให้กว้างกว่านั้นคือ จับมือกับขั้วพลังประชารัฐอย่างแนบแน่น มั่นคง

นี่คือเกมการเมืองที่ต้องบอกว่าเล่นกันโหดจริงๆ และสะท้อนให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว ภูมิใจไทยจับมือกันแน่นกับพลังประชารัฐ โดยสะท้อนผ่านชัยชนะของ ส.ส.เขตในพื้นที่ภาคใต้

ฉะนั้นไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่า ภูมิใจไทยจะยื่นข้างไหนระหว่างขั้วการเมืองใหญ่ 2 ขั้ว

ล็อกถล่ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367123?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล็อกถล่ม

27 มีนาคม 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 19,425 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ยังมีควันหลงจากการเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศที่ผ่านมาเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งผลออกมาแบบพลิกล็อกถล่มทลายและจะเป็นเครื่องบอกถึงอนาคตประเทศไทยและการเมืองไทยหลายๆ ประการ

ใครจะนึกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่เก่าแก่ที่สุดจะตกต่ำถึงกับสูญพันธุ์หรือไม่มี ส.ส.ใน กทม. และผลจากทั่วประเทศแพ้หลุดลุ่ยจน ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ หัวหน้าพรรคประกาศลาออก

ใครจะนึกถึงว่าพรรคอนาคตใหม่ภายใต้การนำของ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ พรรคป้ายแดงอายุ 6 เดือนกว่าๆ จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ล้มพรรคเก่าๆ ระดับตำนานจนหน้าแหก

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ฟันธงว่าการเมืองยังไม่นิ่ง อันดับต่อไปก็จะเป็นการแย่งชิงอำนาจจัดตั้งรัฐบาลซึ่งดูรูปการณ์แล้ว ‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะผงาดกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีแบบแบเบอร์

แต่ความแน่นอนคือ ‘ความไม่แน่นอน’ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ เพราะ “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”

อดีตกาลผ่านมา นักการเมือง(บางคน) สามารถพลิกลิ้นหรือลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ก่อนเลือกตั้งได้ทุกนาที

ขอส่งท้ายด้วยข้อความออนไลน์ที่ส่งต่อๆ กันมาจากเพื่อนพ้องน้องพี่ว่าอย่าไปอินหรือใส่ใจทุ่มเทกับเรื่องการเมืองมากจนเครียด ให้เอาเวลามาเรียนหนังสือ หรือทำมาหากินหาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว

การเมืองเถียงกันทะเลาะกันก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องของกลุ่มคนที่แสวงหาผลประโยชน์ ก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรกับพวกเขา ไปถือข้าง แบ่งสีเสื้อ ไปทะเลาะกันเพราะการเมือง สุขภาพร่างกายและจิตใจจะเสื่อม

มีคำกล่าวว่า “แมวชอบกินปลา แต่แมวลงน้ำไม่ได้ ปลาชอบกินไส้เดือน แต่ขึ้นฝั่งมากินไส้เดือนไม่ได้ ชีวิตคนเรามีได้มีเสีย มีทั้งได้เลือกและต้องล้มเลิก ในชีวิตคนเราไม่มีทางที่ทุกอย่างจะเป็นไปดั่งนึกได้หมด เพราะฉะนั้น จงอย่าไปคิดเล็กคิดน้อยกับใคร เพราะมันไม่คุ้ม จงอย่าจริงจังกับตัวเองเกินไปเพราะจะทำร้ายตัวเอง จงอย่าไปจมอยู่ในอดีตเพราะมันไม่ได้อะไรขึ้นมา”

จงอย่าจริงจังกับปัจจุบันมากไป เพราะชีวิตยังคงต้องเดินต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 เด็กแว้นกวนเมือง
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องร้องเรียนผ่านไปยังตำรวจจราจร และตำรวจนครบาลให้ช่วยจัดการปัญหา

โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. เดือดร้อนรำคาญเกี่ยวกับปัญหากลุ่มวัยรุ่น รวมตัวแข่งรถ จยย.ในทางสาธารณะ ร้องเรียนผ่านทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และศูนย์วิทยุ 191 ว่าตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น. กลุ่มนักบิดทั้งเด็ก เยาวชน วัยรุ่นหนุ่มสาว รวมตัวมั่วสุมกันประลองความเร็วบนท้องถนน มีรถ จยย.ไม่ต่ำกว่า 50 คัน

ตำรวจลงพื้นที่สืบสวน พร้อมเก็บภาพถ่ายและภาพวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำไปค้นชื่อตามทะเบียนรถและได้ออกหมายเรียกผู้ครอบครองรถมาสอบสวน ติดตามตัวผู้ขับขี่มาดำเนินคดี โดยเยาวชนที่กระทำผิดเจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งตัวไปอบรมเปลี่ยนพฤติกรรม

ขอให้ตำรวจแจ้งประชาสัมพันธ์ให้พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา อบรมบุตรหลานไม่ให้ออกมารวมตัวมั่วสุมแข่งขันรถในทางสาธารณะ

ปัญหาเด็กแว้นวันนี้เงียบหายไปพักหนึ่ง แต่พอตำรวจไม่เข้มงวดก็กลับมาอีก เป็นอันตรายและสร้างความเดือดร้อนมากๆ ครับ
อมรศักดิ์ (กทม.)

ตอบคุณ ‘อมรศักดิ์’ กทม.
ผมเองก็ได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งแข่งจักรยานยนต์(จยย.) หรือ ‘เด็กแว้น’ ที่รวมตัวแข่งกันตามท้องถนน โดยผลัดกันเลือกถนนประลองความเร็วกันในตอนดึกๆ ซึ่งทำให้ตำรวจตามไปจับกุมไม่ทัน

กรณีนี้ต้องใช้กฎหมายเข้าจัดการอย่างเข้มงวดครับ เพราะไม่ใช่สร้างความเดือดร้อนรำคาญอย่างเดียว แต่ยังเป็นอันตรายต่อผู้อื่นอย่างมากด้วย เพราะเด็กแว้นพวกนี้บางทีขับสวนทาง, ฝ่าไฟแดง, ใช้ความเร็วสูงมากๆ พอเกิดเรื่องก็หนีไปโดยตำรวจจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน

ตามจดหมายที่คุณแจ้งมาว่าจะใช้กล้องถ่ายภาพและวิดีโอเป็นหลักฐาน ไม่ทราบว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะพวกนี้ไปกันเป็นแก๊งกว่า 10 คัน หรือร่วมร้อยคัน และบางทีก็ดับไฟหน้า โดยใช้ไฟถนนทำให้ภาพไม่ชัดเจน นำเป็นหลักฐานไม่ได้

ขอเรียนไปถึงตำรวจว่าจะต้องมีทีมงานพิเศษเฉพาะกิจ เพื่อปราบปรามเด็กแว้น และลงโทษตามกฎหมาย เอาแค่นำไปอบรมพอออกมาก็ก่อเรื่องอีก และพ่อแม่ ผู้ปกครองก็ห้ามไม่ฟัง

บางทีพวกเด็กแว้นนี้อยู่ในลักษณะเมาเหล้า เมายาเสพติด ต้องตรวจปัสสาวะ เพื่อลงโทษอีกกระทงหนึ่งด้วย

อยากให้ตำรวจจัดการถึงต้นตอคือ พวกร้านแต่งรถซิ่ง-รถเด็กแว้น ซึ่งน่าจะผิดกฎหมายดัดแปลงสภาพรถ จยย.รวมถึงรถยนต์
อ๊อด เทอร์โบ

แข่งตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367244?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แข่งตั้งรัฐบาล

28 มีนาคม 2562 – 13:50 น.
แข่งตั้งรัฐบาล,เพื่อไทย,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 257 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

ผ่านวันเลือกตั้งไปไม่กี่วัน ตอนนี้ก็เริ่มฟอร์มรัฐบาลแข่งกันแล้ว ทั้งที่หนทางยังอีกยาวไกล ราวๆ อีกประมาณ 2 เดือนถึงจะได้ “รัฐบาลใหม่” เพราะต้องรอการประกาศผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อน ซึ่งตาม “ไทม์ไลน์” ก็คือวันที่ 9 พฤษภาคมนี้  ดังนั้นในระหว่างนี้ไปจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งของกกต. ตัวเลขจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองได้ จึงเปลี่ยนแปลงได้อีก ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าว่าที่ส.ส.ของพรรคการเมืองใดถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง)  จำนวนที่นั่ง ส.ส.โดยรวมของพรรคการเมืองนั้น ก็ลดลงไปด้วย ซึ่งย่อมส่งผลต่อคะแนนเสียงของขั้วพรรคการเมืองในการรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอย่างน้อยควรได้ 251 ส.ส.ขึ้นไป

สำหรับตอนนี้โดยคร่าวๆ ทางขั้วพรรคเพื่อไทย ซึ่งรวมกันได้แล้ว 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย มี 137 ส.ส. พรรคอนาคตใหม่  88 ส.ส. พรรคเสรีรวมไทย 11 ส.ส. พรรคประชาชาติ 7 ส.ส. พรรคเพื่อชาติ 5 ส.ส. และพรรคพลังปวงชนไทย  1 ส.ส. รวมได้ประมาณ 249 เสียง

ส่วนทางขั้วพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ มี 119 ส.ส. พรรคชาติไทยพัฒนา 11 ส.ส. พรรครวมพลังประชาชาติไทย 6 ส.ส. พรรคชาติพัฒนา 3 ส.ส. พรรคพลังท้องถิ่นไท 2 ส.ส. และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย  1 ส.ส. รวมกันได้  142 เสียง
และมีพรรคการเมืองที่ยังไม่เลือกว่าจะอยู่ขั้วไหนรอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ มีอยู่ 3 พรรคการเมือง คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย  และพรรคเศรษฐกิจใหม่   ซึ่ง  3 พรรคการเมืองนี้รวมกันแล้วมีถึงร้อยกว่าเสียง
การที่ทั้งพรรคพลังประชารัฐและพรรคเพื่อไทย แข่งกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น อ้างความชอบธรรมต่างกัน ทางพรรคพลังประชารัฐอ้างว่าพรรคได้รับคะแนนเสียงที่ประชาชนลงคะแนนเสียงให้ถึง 7.9 ล้านเสียง มากที่สุดกว่าทุกพรรคการเมือง  (พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงที่ประชาชนลงให้ 7.4 ล้านคะแนน) ส่วนพรรคเพื่อไทย อ้างว่าได้จำนวน ส.ส. มากที่สุดกว่าทุกพรรคการเมือง คือ  137 คน   (พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส. 119 คน)

ส่วนข้ออ้างของฝ่ายไหนฟังขึ้นกว่ากันก็ใช้วิจารณญาณกันเอาเอง (เกือบทุกประเทศทั่วโลกพรรคการเมืองไหนได้จำนวน ส.ส. มากที่สุดหลังเลือกตั้งพรรคการเมืองนั้นก็จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  อย่างไรก็ตามบริบทของการเมืองไทยอาจไม่เหมือนกับประเทศอื่น)
ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุสืบเนื่องจากวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ของเราแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาและถูกวิจารณ์มาตั้งแต่ต้น  คือการให้มีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว และเลือกได้แค่ส.ส.เขต ไม่ได้มีบัตรลงคะแนน 2 ใบ คือใบหนึ่งเลือกผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)  และอีกใบเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขต  แยกจากกันเหมือนเมื่อก่อน แต่แม้จะมีบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเพียงใบเดียวและเลือกได้แค่ส.ส.เขต แต่คะแนนที่ลงนั้นกลับมีผลต่อจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคการเมืองด้วยว่าจะได้จำนวนเท่าไหร่  ระบบเลือกตั้งที่ว่านี้ เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม”
ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เคยกล่าวชี้แจงถึงข้อดีของระบบเลือกตั้งส.ส.แบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ว่าทุกคะแนนที่ประชาชนลงคะแนนมีความหมาย จะไม่มีแม้แต่คะแนนเดียวที่ “หล่นตกน้ำไป”  ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่คะแนนของผู้สมัครส.ส.ที่แพ้ไม่ได้รับเลือกตั้ง  ถูกโยนทิ้งหมด ทั้งที่เป็นคะแนนที่ประชาชนลงคะแนนให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคนได้คะแนนมากได้ที่ 2 ที่่ 3  แต่ครั้งนี้คะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนจะถูกนับมาคำนวณจำนวนส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย  และการออกแบบระบบเลือกตั้งนี้มา ไม่ได้คิดว่าจะเกิดประโยชน์แก่พรรคการเมืองใดและต้องการให้คะแนนเฉลี่ยกันไป ทุกพรรคการเมืองจะได้รับคะแนนตามสมควรไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดเป็นพรรคขนาดใหญ่จนเกินไป
แต่อาจารย์ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยชี้ว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะทำให้เกิดการเลือกตั้ง “กำมะลอ” (link is external) เพราะคะแนนเสียงของประชาชนจะไม่ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแท้จริง จะถูกบิดเบือน เจตนารมณ์จะถูกยำใหญ่ พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งอาจไม่ได้เป็นพรรคที่จัดตั้งรัฐบาล
อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ พรรคเพื่อไทย  ประชาชนลงคะแนนให้มากถึง 7.4 ล้านคะแนน แต่ทำไมถึงไม่ได้ที่นั่งจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)  แม้แต่ที่นั่งเดียว  ก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดผลาดของทางพรรคเพื่อไทยเองที่ส่งผู้สมัครส.ส. เพียง 250 เขต ทั้งที่เขตเลือกตั้งมีถึง 350 เขต ขาดไปถึง 100 เขต  ทั้งนี้ก็เป็นไปตามกลยุทธ์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย”  โดยให้พรรคการเมืองที่เป็นเครือข่ายหรือสาขาลงแทนในเขตที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัครส.ส. เพื่อหวังว่าวิธีการนี้จะทำให้ได้จำนวนที่นั่งส.ส.ของพรรคเพื่อไทยและพรรคสาขาจำนวนมาก แต่เมื่อเกิดกรณี “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกยุบ แผนที่วางไว้ก็พังลง  100 เขตเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่งผู้สมัครจึงโหว่ทันที

และที่หนักกว่านั้นคือไปเข้า “กับดัก” ของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบไว้ข้างต้นว่าคะแนนที่ลงให้ส.ส.เขต นำมาคำนวณจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ทำให้จำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่พรรคเพื่อไทยจะได้ต่อ 1 ที่นั่ง ตกประมาณ 79,000 คะแนนต่อเขตเลือกตั้ง ขณะที่พรรคการเมืองอื่นแค่ประมาณ 75,000 คะแนน

การชิงไหวพริบทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายยังมีต่อไปตลอดที่ตัวเลขจำนวนที่นั่ง ส.ส. ของแต่ละพรรคยังไม่นิ่ง ต้องติดตามชมว่าสุดท้ายฝ่ายไหนจะเข้า “วิน”

พรรคใดคือตัวแปร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367119?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคใดคือตัวแปร

27 มีนาคม 2562 – 09:00 น.
พลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ตัวแปร,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 3,786 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

“เพื่อไทย” – “พลังประชารัฐ” คือสองพรรคที่กำลังเปิดดีลการตั้งรัฐบาลโดยส่งคำเชิญเบื้องต้นไปให้พรรคอื่นๆ พินิจพิจารณา

เพื่อไทยเชิญพรรคที่เคยบอกสังคมไว้ว่าไม่ต้องการสืบทอดอำนาจให้มาร่วมมือและยังเปิดเงื่อนไขแบบไร้เงื่อนไข แม้แต่บัลลังก์ สร.1 ก็พร้อมเปิดให้พรรคที่จะมาแตะมือต้านขั้วตรงข้าม

พลังประชารัฐก็พร้อมที่จะแตะมือทุกขั้วเช่นกัน แต่ไม่ยกตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหารให้คนอื่น เพราะต้องรักษาไว้ให้ลุงตู่เท่านั้น

แต่ตอนนี้ต้องดูก่อนว่าสองพรรคหลักนั้นใครจะเปิดดีลที่น่าพินิจพิจารณาให้พรรคต่างๆ และควรดูว่าเงื่อนไขใดที่สองพรรคหลักนี้จะอ้างในการขึ้นเป็นแกนตั้งรัฐบาลได้แบบไม่โดนสังคมตำหนิ รวมทั้งการคำนวณอายุของ ครม.ชุดใหม่ว่าจะยาวนานเพียงใด ตรงนี้เองที่พรรคต่างๆ จะต้องมองและต่อรองกลับไปยังสองพรรคหลัก

กาลนี้เพื่อไทยได้เปรียบตรงที่มี ส.ส.มากกว่า และยังอ้างครรลองการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่พลังประชารัฐอ้างแต้มต่อเรื่องคะแนนรวมจากคนใช้สิทธิทั่วไทยที่มากกว่าพรรคอื่นๆ และยังมีกองหนุนคือ 250 ส.ว. ที่ว่ากันว่าพร้อมยกมือให้แคนดิเดตนายกฯ ของพลังประชารัฐได้เดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้า

ดังนั้นพรรคต่างๆ ที่จะมาแตะมือต้องคิดหนัก เพราะหากแตะมือขั้วใดในคราวนี้ต้องตรองลึกๆ เนื่องจากการเบียดกันขึ้นเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยังคลุมเครือเพราะเพื่อไทยกับพลังประชารัฐนั้นแม้จะขยับจังหวะประสานไปพรรคอื่นๆ กันแล้ว แต่ในเมื่อไม่มีอะไรชัดเจนขณะที่ต้องรอการรับรองสถานะ ส.ส.จาก กกต. และการคำนวณปาร์ตี้ลิสต์อย่างเป็นทางการว่าจะบังเกิดยามใด การไปทาบทามกันไว้เบื้องต้นตั้งแต่อะไรๆ ยังไม่นิ่งนั้น อาจจะเป็น “ม่ายขันหมาก”

          ฉะนั้นการร่วมหอลงโรงจะชัดขึ้นก็ต่อเมื่อตัวเลข ส.ส.ของแต่ละพรรคในสองระบบมีความแน่ชัดแล้ว การเจรจาแตะขั้วแบบจริงจังจึงจะบรรเลงในเพลาดังกล่าว 

ด้วยเวลาที่ทอดนาน เพราะ กกต.อ้างกฎหมายในการรับรอง ส.ส.ให้ได้คนที่ไร้รอยตำหนินั้น ต้องผ่านการกรองและใบสารพัดสีจะบังเกิดตามข้อร้องเรียนจากผู้สมัครหลายพรรค และควรตามกระแสข่าวคนบางคนและบางพรรคจะโดนของหนักนั้นจริงหรือไม่ และจะคลอดเมื่อใด ทั้งต้องมองว่าการทำงานของ กกต.ชุดนี้จะออกหัวหรือก้อย เพราะหากมีการโละ กกต. จากข้อผิดพลาดในการหย่อนบัตร แปลว่าเลือกตั้งโมฆะ ?

ปัจจัยเหล่านี้เองที่พรรคตัวแปรต้องเมียงมองและเกาะติด เพราะมันคือเดิมพันวันนี้และวันหน้า พรรคตัวแปรที่ไม่ว่าไปแตะมือขั้วใด ย่อมมีทั้งลบและบวกบนพายุการเมืองไทยยามนี้และยามหน้า

บางพรรคเงื่อนไขน้อยเพราะแต้มต่อแทบไม่มี แบบนี้เบาใจไปเปลาะหนึ่ง หากถามว่างานนี้ใครคือพรรคตัวแปรตามข้อเขียนในพื้นที่นี้ แน่นอนว่า คือพรรคอันดับรองๆ ลงมา จากเพื่อไทยและพลังประชารัฐ

          “ภูมิใจไทย” และ “ประชาธิปัตย์” คือพรรคตัวแปรที่ไม่ว่าแตะขั้วข้างใดแล้ว การตั้งรัฐบาลจะง่ายขึ้นพลัน และจะแน่นขึ้นหากสองพรรคนี้ร่วมมือกันจริงในการไปแบบแพ็กคู่ในการแตะขั้วตั้งรัฐบาล แต่ต้องดูปัจจัยภายในของสองพรรคนี้ประกอบกัน

พรรคสีน้ำเงินที่มอบอาญาสิทธิ์ให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคตัดสินใจว่าจะแตะมือทางใด รวมทั้งรอดูสัญญาณคนโตบุรีรัมย์ที่นับเป็นคีย์แมนหลักที่มีบทบาทหลังบ้านแบบมองข้ามไม่ได้

ยามนี้ภูมิใจไทยเป็นพรรคที่แน่นเหนียวและมีพลังที่แน่นพอจะแบ็กอัพรัฐบาลใหม่ได้เต็มที่ แต่ต้องดูเงื่อนไขของพรรคสีน้ำเงินที่ขายแคมเปญและจุดยืนของพรรคที่แจ้งสังคมไว้และวัดใจพรรคที่ส่งเทียบเชิญมายังภูมิใจไทย ยอมรับเงื่อนไขที่พรรคนี้วางไว้หรือไม่

ส่วนพรรคสีฟ้ายามนี้ ต้องสงบพายุย่านเศรษฐศิริให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาดูว่าจะไปทางใด หลังเดอะมาร์คไขก๊อก เพราะยามนี้พรรคสีฟ้าต้องบูรณะพรรคกันขนานใหญ่หลังพ่ายยับบนสนามหย่อนบัตรครั้งนี้ในแทบทุกตารางนิ้วของแผ่นดิน

หากพรรคสีฟ้าไปแตะขั้วใด สังคมจะถามกลับว่าสิ่งที่อดีตหัวหน้าพรรคเคยบอกว่าไม่จับมือกับเพื่อไทยและพลังประชารัฐ แต่วันหน้ากลับพลิกลิ้นแม้จะอ้างคำพูดของอดีตหัวหน้าพรรคกับสิ่งที่กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ตัดสินใจมันอยู่คนละเงื่อนไขก็ตาม พรรคสีฟ้าเจ็บตัวทั้งขึ้นและล่องแน่นอน โอกาสของพรรคสีฟ้าจึงยังไม่แน่ชัดแม้จะมีกระแสลอยลมมาบ้างว่าน่าจะแตะมือกับขั้วใดมากกว่ากัน

ตัวแปรหลักวันนี้คือพรรคสีน้ำเงินที่พร้อมแตะกับเพื่อไทยหรือพลังประชารัฐได้แบบชิลๆ ส่วนตัวแปรรองคือพรรคสีฟ้าที่ยังอึมครึม

และหากว่าพรรคนี้แทงกั๊กโดยบอกสังคมว่า ขอทำหน้าที่ตรวจสอบแล้วนั้น แบบนี้ความมั่นคงของรัฐบาลใหม่จะลดลงไประดับหนึ่ง

    ตัวแปรรองจะเป็นตัวแปรหลักในวันหน้าโดยพลัน

“เพื่อนลุงตู่” ปฏิบัติการล้ม “เสาไฟฟ้าทักษิณ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367117?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เพื่อนลุงตู่” ปฏิบัติการล้ม “เสาไฟฟ้าทักษิณ”

วันที่ 27 มีนาคม 2562 – 08:43 น.
ผลเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,พอพิเศษ สุชาติ จันทรโชติกุล,สนามสงขลา,สนามภาคใต้,ถิ่นสะตอ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 21,985 ครั้ง

ผลเลือกตั้งที่ภาคใต้ แถวหาดใหญ่ที่สร้างความประหลาดใจทั่วแดนสะตอ เมื่อทีมผู้การชาติ กวาด ส.ส.มาได้ 4 ที่นั่ง แต่ถามคนหาดใหญ่ เขารู้ดีว่าคนนี้แน่น!

*********************

ปลายปีที่แล้ว “เสธ.ชาติ” พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล แม่ทัพใต้พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ทั้ง 50 เขต ที่หาดใหญ่ โดยประกาศผ่านสื่อว่า เลือกตั้งเที่ยวนี้ ไม่โลภมากขอ ส.ส.เขต 12 ที่นั่ง และคะแนนพรรค 1.7 ล้านเสียง

หัวคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ได้ยิน ก็หัวร่องอหาย ดูเหมือนจะให้ราคา “เสธ.ชาติ” หรือ “ผู้การชาติ” มากนัก โดยทีมงาน ปชป.ยังเชื่อว่า “เทพเจ้าชวน” ยังมีมนต์ขลัง

เสธ.ชาติ” คนจริงหาดใหญ่

พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล เป็นคนพัทลุง สอบได้นักเรียนนายสิบรุ่นพิเศษ และถูกส่งมาฝึกที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ลพบุรี ก่อนจะได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล

ชีวิตราชการทหารวนเวียนอยู่ในภาคใต้ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกมาเล่นการเมืองคือ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 นราธิวาส

เลือกตั้ง 2531 “ผู้การชาติ” สมัคร ส.ส.เขต 2 สงขลา แต่สอบตก เลือกตั้ง 2535/1 ลงสมัคร ส.ส.เขตเดิม สีเสื้อพรรคความหวังใหม่ เอาชนะแชมป์เก่า และได้เป็น ส.ส.แค่สมัยเดียว

          กระทั่งปี 2558 ผู้การชาติเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และลาออกจาก สปท. มาก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับชวน ชูจันทร์

สำหรับการเลือกตั้ง 2562 ผู้การชาติใช้พื้นที่ตึกใหญ่ ตรงข้ามห้างบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐภาคใต้ ในวอร์รูมยังมีอดีตนักการเมืองชื่อดังหลายคน อาทิ พิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายก อบจ. นครศรีธรรมราช น้องชายชินวรณ์ บุณยเกียรติ แกนนำ ปชป., สานันท์ สุพรรณชนะบุรี อดีตนายก อบจ.พัทลุง และทวี สุระบาล อดีต ส.ส.ตรัง

          คนหาดใหญ่รู้จักปูมหลังผู้การชาติดี ถ้าลงสนามแล้ว ก็สู้ได้ครบเครื่อง

ใบหน้า ส.ส.สงขลา(ป้ายแดง)

สมรภูมิสงขลา ผู้การชาติย้ำว่า เป็นเมืองหลวง เป็นฐานที่มั่นของพรรคพลังประชารัฐในภาคใต้ จึงส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 8 เขต ผลการเลือกตั้งสร้างความประหลาดใจให้แก่คนสงขลาเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อทีมผู้การชาติ กวาด ส.ส.มาได้ 4 ที่นั่ง ได้แก่เขต 1 วันชัย ปริญญาศิริ อดีตประธานสภา อบจ.สงขลา และอดีตผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย

เขต 2 ครูกอล์ฟ” ศาสตรา ศรีปาน ผู้บริหารโรงเรียนบุญเลิศอนุสรณ์ และโรงเรียนศรีปัญญานุรักษ์ ที่ตั้งใจขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองหาดใหญ่

ศาสตรา ศรีปาน สงขลา

เขต 3 ครูยม” พยม พรหมเพชร อดีต ส.จ.สงขลา และเจ้าของฉายา โฆษกงานบุญ คนรอบนอกหาดใหญ่รู้จักครูยมดี

เขต 4 ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี คนทำงานกับชาวบ้านในพื้นที่คาบสมุทรสะทิงพระมายาวนาน

ว่ากันว่า ปัจจัยแห่งชัยชนะของ พปชร.สงขลานั้น มาจากทีมงานใจถึง พึ่งได้ของ “เสธ.ชาติ” บวกกับการบริหารจัดการมวลชนจากส่วนกลางของ พปชร.

พยม พรหมเพชร

อีกปัจจัยหนึ่งมาจากปัญหาภายใน ปชป.สงขลา เมื่อมีขุนพลบางคนใส่เกียร์ว่าง ประกอบกับอดีต ส.ส.หลายคน ประมาทคู่ต่อสู้ ไม่เดินเคาะประตูบ้าน รอดาราดังมาปราศรัยใหญ่ทีเดียว

          หลายปัจจัยประเดประดัง ส่งผลให้เสาไฟฟ้าล้มระเนระนาด

อิทธิฤทธิ์ “ลุงตู่”

มิเพียงสงขลา พรรคพลังประชารัฐ ยังปักธงได้ที่ภูเก็ต ตรัง และนครศรีธรรมราช รวมถึงชายแดนใต้

ภูเก็ต เขต 1  สุทา ประทีป ณ ถลาง ประธานชมรมชาวอ่าวฉลอง, เครือข่ายชุมชนชายฝั่งอ่าวฉลอง และตัวแทนเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดภูเก็ต

เขต 2 นัทธี ถิ่นสาคู อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลพิบูลสวัสดี

ตรัง เขต 1 นิพันธ์ ศิริธร อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เอาชนะ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต ส.ส.หลายสมัยที่ชวน หลีกภัย ปั้นมากับมือ

นิพันธ์ ศิริธร ตรัง

นครศรีธรรมราช เขต 1 รงค์ บุญสวยขวัญ นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

เขต 2 สัณหพจน์ สุขศรีเมือง นักธุรกิจรุ่นใหม่ชาว อ.เชียรใหญ่

เขต 7 สายัณห์ ยุติธรรม อดีตประธานสภา อบจ.นครศรีธรรมราช

ส่วนชายแดนใต้ ภายใต้การดูแลของอนุมัติ อาหมัด อดีต สนช. ก็ได้มา 3 ที่นั่ง

นราธิวาส เขต 1 วัชระ ยาวอหะซัน อดีต ส.ส. และลูกชายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายก อบจ.นราธิวาส

เขต 2 สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ อดีต ส.ท. และนักธุรกิจหนุ่มแห่ง อ.สุไหงโก-ลก ได้วางเครือข่ายแน่นในพื้นที่

อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ

ยะลา เขต 1 อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ หัวหน้าศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดยะลา ที่สร้างปรากฏการณ์ล้มแชมป์ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ อดีต ส.ส.ปชป.หลายสมัย ที่ส่งลูกชาย ภูริพงศ์ ลง ส.ส.เขตแทน

          แกนนำ ปชป.หลายคน ปรามาสว่า คนใต้ไม่เอาทหาร แต่เอาเข้าจริง กระแสลุงตู่สูสีนายชวนเลยทีเดียว

หยุดใบสั่งซ้ำซาก..ชงโทษหนักขจัดคนผิดซ้ำซ้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367023?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดใบสั่งซ้ำซาก..ชงโทษหนักขจัดคนผิดซ้ำซ้อน

วันที่ 27 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ใบสั่ง,พลตตเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ
เปิดอ่าน 2,102 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  สุริยา ปะตะทะโย

ปัญหาจราจรนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังรอการแก้ไขให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจัยหลักส่วนหนึ่งเกิดจากความ “มักง่าย” ขาดวินัย ไม่เคารพกฎจราจร แต่ละวัน แต่ละปี มียอดผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรมากมาย หลายคนเป็นผู้กระทำผิดซ้ำซ้อน การออกใบสั่ง จับปรับของตำรวจจึงวนซ้ำๆ กับเรื่องเดิมๆ และคนเดิมๆ ชนิดที่เรียกว่าของเก่ายังไม่ชำระ ใบสั่งใหม่ก็ตามมาแบบติดๆ หรือเป็นเพราะกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องใช้ “ยาแรง” เพิ่มโทษให้หนักขึ้นถึงจะเห็นผล

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) โดย พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วยผบ.ตร.) ได้เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร กรณีผู้กระทำผิดซ้ำ ตามโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ในระยะที่ 4 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ได้สนับสนุนให้ กองบัญชาการศึกษา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (บช.ศ.) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระทำผิดกฎจราจรโดยใช้ระบบ ptm หรือ police ticket management มาใช้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

สำหรับระบบนี้จะรวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆ ไว้ และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการลดอุบัติเหตุ และจากการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่า ในปี 2561 พบมีการกระทำผิดกฎจราจรและออกใบสั่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 3.2 ล้านครั้ง คิดเป็น 39% โดยยอดรวมของปี 2560 มีการออกใบสั่ง 8.4 ล้านครั้ง แต่ในปี 2561 มีการออกใบสั่ง 11.7 ล้านครั้ง ขณะเดียวกันจากการศึกษายังพบอีกว่า มีคนไทยที่มีใบสั่งซ้อนสูงสุด 144 ใบ ใน 1 ปี ซึ่งรถคันดังกล่าวเป็นรถขนส่งของภาคเอกชน ที่วิ่งขนส่งของทั่วประเทศ และถูกกล้องตรวจจับการกระทำความผิดอัตโนมัติ ในข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และรถบรรทุกไม่ขับชิดขอบทางด้านซ้าย ส่วนผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับโดนจับซ้ำรวมกว่า 1,507 ราย ภายในรอบ 4 ปี

ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผบช.ศ. ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าปัญหาใบสั่งซ้ำซ้อนเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเดิมนั้น ไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน และไม่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในการลงโทษ จนเกิดการกระทำผิดซ้ำ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลังพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับใหม่บังคับใช้ จะสามารถนำระบบตัดแต้มมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังในการขับรถไม่ให้ผิดกฎจราจร จนทำให้เกิดใบสั่งซ้ำซ้อนแบบที่ผ่านมา ซึ่งในอดีตการใช้ระบบการตัดแต้มไม่สามารถใช้งานได้จริง เนื่องจากใบขับขี่เป็นแบบกระดาษ และฐานข้อมูลของตำรวจกับกรมการขนส่งทางบกไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน แต่กฎหมายใหม่จะบังคับให้ 2 หน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ทำให้ระบบการตัดแต้มมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริง

กรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาแนวทางการชำระใบสั่งที่ซ้ำซ้อนหลายใบในแบบเหมาจ่าย หรือลดราคา ซึ่งในเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถพิจารณาปรับลดเองได้ ต้องนำเรื่องเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐบาลพิจารณา ส่วนข้อมูลการศึกษาที่พบว่ามีคนเมาแล้วขับซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเกิดจากตัวผู้ขับขี่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเกิดจากกฎหมายมีบทลงโทษที่ไม่รุนแรง ทำให้ผู้ขับขี่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและฝ่าฝืน โดยในที่ประชุมอยู่ระหว่างการพิจารณานำปัญหาดังกล่าวหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขบทลงโทษในข้อหาเมาแล้วขับให้หนักขึ้น เหมือนอย่างในประเทศญี่ปุ่นที่มีการลงโทษผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย ในข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิด ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง” พล.ต.ต.เอกรักษ์ อธิบาย

แค่เคารพกฎระเบียบ มีวินัยในการขับขี่ นอกจากสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับตัวเองแล้ว ยังไม่ก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่น แต่ต้องรอดูว่าโทษหนักขึ้นที่เตรียมเสนอมาบังคับใช้จะได้ผลแค่ไหน..!?

2ขั้วเสียงก้ำกึ่งการเมืองส่อถึงทางตันจับตานายกฯคนนอก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367012?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

2ขั้วเสียงก้ำกึ่งการเมืองส่อถึงทางตันจับตานายกฯคนนอก

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 13:45 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,การเมือง,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 3,020 ครั้ง

โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

 หากเรามองข้ามช็อตเรื่องความสับสนผิดพลาดเกี่ยวกับการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งของ กกต. แล้วให้น้ำหนักการวิเคราะห์ไปที่การรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล จะพบปัญหาเสียงก้ำกึ่งกันอย่างมาก จนน่าเชื่อว่าถ้าแต่ละฝ่าย ซึ่งก็คือ 2 ขั้วการเมืองใหญ่ ได้แก่ ขั้วเพื่อไทย กับ ขั้วพลังประชารัฐ ไม่ยอมลดราวาศอกกัน ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้การเมืองถึง “ทางตัน” เดินหน้าต่อด้วยการตั้งรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้

จากตัวเลขผลคะแนนล่าสุดที่ กกต.ประกาศออกมา (ยึดตัวเลข 10.45 น. วันที่ 25 มี.ค.62) ระบุว่าเป็นการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 94% จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต ครบแล้ว 350 เขต แต่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ยังไม่ครบ คือคำนวณออกมาได้ 138 ที่นั่ง จาก 150 ที่นั่ง หายไป 12 ที่นั่ง ทำให้จำนวน ส.ส.รวมทั้งสภา 500 ที่นั่ง ประกาศอย่างไม่เป็นทางการได้เพียง 488 ที่นั่ง

หากเรานำคะแนนที่ยังไม่สะเด็ดน้ำนี้มารวมขั้วทางการเมือง จะพบว่า พรรคที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” จะประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 135 เสียง พรรคอนาคตใหม่ 80 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง พรรคประชาชาติ 6 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง และพรรคเพื่อชาติ 5 เสียง รวมกันแล้วได้เสียงสนับสนุน 242 เสียง

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่สนับสนุน “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคที่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 117 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 53 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 11 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคพลังปวงชนไทย และพรรคพลังชาติไทย พรรคละ 1 เสียง หากพรรคกลุ่มนี้จับมือกันทั้งหมด จะรวมเสียงได้ 246 เสียง

จะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีฝ่ายใดได้เสียงเกิน 250 เสียง ต้องรอผลคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มเติมอีก 12 ที่นั่ง ให้ครบ 150 ที่นั่ง แต่ก็เชื่อว่าจะยังมีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ดี เพราะรัฐบาลที่จะมีเสถียรภาพมั่นคง ต้องมีเสียง ส.ส.อย่างน้อย 280-300 เสียง ซึ่งหากไม่มีพรรคระดับ 50 เสียงเปลี่ยนข้าง ก็แทบจะตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพไม่ได้เลย โดยพรรคที่มีจำนวน ส.ส.อยู่ในระดับ 50 เสียง มี 2 พรรค คือ ประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย

ปัญหาก็คือ เอาแค่ความชอบธรรมว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน ก็หาข้อสรุปยากแล้ว เพราะพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนโหวตทั้งประเทศสูงกว่าเพื่อไทย แต่พรรคเพื่อไทยได้จำนวน ส.ส.เขตมากกว่าพรรคพลังประชารัฐ ล่าสุดทั้ง 2 ฝ่ายก็ออกมาอ้างเหตุผลความชอบธรรมเข้าข้างตัวเอง

นอกจากนั้น การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงสนับสนุนถึง 376 เสียง ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่มีฝ่ายไหนน่าจะรวมเสียงได้มากขนาดนั้น แม้จะมีการย้ายข้างของพรรคระดับ 50 เสียงก็ตาม ฉะนั้นจึงต้องพึ่งพาเสียง ส.ว. ทำให้ฝ่ายสนับสนุน “นายกฯ ลุงตู่” มีโอกาสมากกว่า เพราะ ส.ว.ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. แต่ปัญหาที่จะตามมาก็คือ แม้จะตั้งนายกฯ ได้ แต่การบริหารประเทศจะทำอย่างไร เนื่องจากเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเกินครึ่งแบบไม่เด็ดขาด ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน

          จากปัญหา “ทางตันทางการเมือง” ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ สามารถกระเทาะออกมาเป็นแนวโน้มที่เป็นไปได้ของการเมืองไทยนับจากนี้ รวม 4 แนวทางด้วยกัน คือ

1.ถ้าพรรคภูมิใจไทยหันไปจับมือกับ “ฝั่งไม่เอาลุงตู่” ผลที่ได้จะทำให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยมีเสียงสนับสนุนเกือบๆ 300 เสียง ถือเป็นรัฐบาลมีเสถียรภาพมากที่เดียว แต่เสียงเกือบ 300 เสียงยังไม่พอโหวตนายกฯ เพราะต้องใช้ 376 เสียง คือโหวตร่วมกับ ส.ว.อีก 250 เสียง

          สถานการณ์ก็จะกลายเป็นว่า “ตั้งรัฐบาลได้ แต่เป็นนายกฯ ได้หรือไม่ ถ้า ส.ว.ไม่หนุน” ตอบง่ายๆ ว่า “ไม่ได้” นั่นเอง เพราะ ส.ว.มาจากไหน ใครตั้ง ก็ทราบกันดี

2.พรรคภูมิใจไทยจับมือกับ “ฝั่งหนุนลุงตู่” ผลที่ได้ก็คือ เสียงสนับสนุนของฝ่ายนี้อยู่ที่ราวๆ 250 เสียง เกินมาก็นิดหน่อย เรียกว่า “เสียงปริ่มน้ำ” เป็นรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ แต่เสียงเท่านี้ ถ้าไปรวมกับ ส.ว. 250 เสียง ก็สามารถเป็นนายกฯ ไปก่อนได้ เพราะเสียง ส.ส.รวมกับ ส.ว.มากถึง 500 เสียงหรือใกล้เคียง

          แต่สถานการณ์จะกลายเป็นว่า “ลุงตู่เป็นนายกฯ ได้ ตั้งรัฐบาลได้ แต่บริหารได้หรือไม่” ตอบง่ายๆ ได้เลยว่า “บริหารไม่ได้”

3.ฝั่งหนุนลุงตู่ จับมือ ส.ว.ปลดล็อกตั้งนายกฯ คนนอก โดยการปลดล็อกให้มี “นายกฯ คนนอก” ต้องมีเสียงสนับสนุนจาก 2 สภา 500 เสียงขึ้นไป ซึ่งดูตามจำนวนเสียงแล้วเป็นไปได้ แต่ผลที่จะตามมาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี, ต้องหาคนกลางมาเป็นนายกฯ แล้วดึงเสียงฝั่งไม่เอาลุงตู่มาร่วมบางส่วน เช่น พรรคประชาชาติ 6 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง รวม 22 เสียง ก็พอตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพระดับหนึ่งได้ โดยมีเสียงสนับสนุนอยู่ราวๆ 270 เสียง

          โดยเหตุผลที่จะนำมาใช้คือ “รัฐบาลแห่งชาติ” (แต่เสียงสนับสนุนแค่นี้ยังไม่ตรงกับนิยามรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องมีเสียงสนับสนุนมากเป็นพิเศษ เกือบจะเป็นรัฐบาลฝั่งเดียวเลย)

4.แนวทางตามที่พรรคอนาคตใหม่เสนอ ก็คือการรวมเสียง ส.ส.ให้ได้เกิน 376 เสียงจาก 500 เสียง เพื่อโหวตนายกฯ โดยไม่ต้องอาศัยเสียง ส.ว. ซึ่งพรรคอนาคตใหม่เรียกแนวทางนี้ว่า “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ซึ่งจากคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลานี้ หากนับรวมเสียง ส.ส.ทุกพรรค ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ อย่างชัดเจน จะพบว่ามีมากกว่า 376 เสียงเลยทีเดียว พรรคอนาคตใหม่จึงคิดว่าถ้าทุกพรรคที่เหลือโหวตหนุนนายกฯ จากพรรคการเมือง ก็จะตั้งรัฐบาลได้เอง ไม่ต้องใช้บริการ “ส.ว.รอโหวต”

          คำถามคือ พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคภูมิใจไทย 2 พรรคที่มีคะแนนเสียงประมาณ 100 เสียง จะเอาด้วยกับแนวทางนี้หรือไม่ จะยอมเดินตามเกมที่กำหนดโดย “พรรคอนาคตใหม่” จริงหรือ

และประเด็นสำคัญที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ กกต.เตือนไว้แล้วว่า ตัวเลขผลการเลือกตั้งที่ปรากฏผ่านสื่อนี้ เป็นตัวเลขคาดการณ์ที่ “สื่อคิดเอาเอง” เพราะ กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ยังมีอำนาจแจกใบเหลือง ใบส้ม ในเขตเลือกตั้งที่มีการร้องคัดค้านอีก โดยเฉพาะ “ใบส้ม” ถ้างัดออกมาแจกคนที่ได้คะแนนที่ 1 ในเขตนั้น ตัวผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งอยู่เดิม จะถูกถอดออกจากสนาม ลงสมัครอีกไม่ได้ และพรรคการเมืองที่สังกัดก็ส่งผู้สมัครคนอื่นแทนไม่ได้ ก็จะทำให้จำนวนเสียงทั้ง ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์เปลี่ยนแปลงอีก จนทำให้แนวโน้มการจับขั้วตั้งรัฐบาลสวิงได้อีกเหมือนกัน

นี่คือความยุ่งยาก สับสนอลหม่านของการเลือกตั้งระบบใหม่ ในภาวะที่บ้านเมืองแตกออกเป็นขั้วเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน