รักษาโรคทางอินเทอร์เน็ต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รักษาโรคทางอินเทอร์เน็ต

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 12:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,รักษาโรคทางอินเทอร์เน็ต,ข้ามทางรถไฟต้องระวัง
เปิดอ่าน 471 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

โลกปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหลือเชื่อ อะไรๆ ที่คิดว่าจะไม่เกิดขึ้นแต่ก็มีขึ้นแล้ว

จดหมายจาก ‘หมอไพรวัลย์’ ต่อไปนี้นำเสนอข่าวดีจาก กสทช. หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าจะจับมือกระทรวงสาธารณสุข ช่วยดูแลรักษาสุขภาพ รักษาโรคที่เรียกว่า ‘โครงการเทเลเฮลธ์’ ซึ่งได้ให้รายละเอียดมาน่าสนใจมาก

ขอเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการรักษาโรคทางอินเทอร์เน็ตที่จะเข้าใจง่ายกว่า และนี่เป็นโครงการเริ่มต้นที่ดีและจะช่วยคนในชนบทหรือต่างจังหวัดได้มีโอกาสเท่าเทียมกัน

ปัญหามีอยู่ว่าทำอย่างไรจะให้ประชาชนเข้าใจและใช้บริการตามเป้าหมาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขต้องช่วยเหลือเต็มที่เต็มกำลังด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 โครงการเทเลเฮลธ์
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีข่าวดีข่าวน่าสนใจและร่วมสนับสนุนมาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับโครงการเทเลเฮลธ์ หรือมีบางคนเรียกว่าการรักษาโรคทางอินเทอร์เน็ตหรือบางคนเรียกแบบฟันธงไปเลยว่าหมอมือถือ

ถ้าโครงการนี้ทำได้ดังวัตถุประสงค์ตรงตามเป้าหมายก็จะมีประโยชน์และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการต้องเสียเงิน ใช้เวลามาหาหมอตามโรงพยาบาลซึ่งสรุปพอเข้าใจง่ายๆ ว่า

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ลงนามความร่วมมือกันกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานบริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชนบท (เทเลเฮลธ์)

เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ชนบทและช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล

เบื้องต้นจะให้คำปรึกษาและรักษาเบื้องต้นใน 4 โรค คือ ความดัน เบาหวาน ตา และผิวหนัง ซึ่งการรักษาดังกล่าวจะช่วยลดความแออัดของจำนวนคนไข้ที่จะเดินทางมาโรงพยาบาล รวมถึงช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางได้ด้วย

6 เดือนนับจากนี้จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อทดลองระบบต่างๆ ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ สุรินทร์ สุราษฎร์ธานี และสงขลา

โดยมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) นำร่อง 15 แห่ง คลินิกหมอครอบครัว 4 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน 5 แห่ง และโรงพยาบาลจังหวัด 8 แห่ง

ในอนาคตเมื่อผลประสบความสำเร็จก็จะขยายไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ โดยสถานที่นำร่องดังกล่าวมีการวางสายไฟเบอร์ออปติกเข้าถึงเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นที่เรียบร้อย

หากโครงการเทเลเฮลธ์ประสบความสำเร็จและเปิดให้บริการครบทุก รพ.สต.ในชนบท คาดว่าภายใน 3-4 ปีข้างหน้าจะช่วยประหยัดงบสาธารณสุขของประเทศได้ปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท

ผมจึงขอร่วมสนับสนุนและแจ้งมาให้ทราบและทุกอย่างจะต้องไปพร้อมๆ กันและรัฐบาลใหม่จะสนใจทำต่อไหมครับ ?
หมอไพรวัลย์


 ข้ามทางรถไฟต้องระวัง
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องน่าตกใจและเศร้าสลดใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และน่ากลัวสยองขวัญมาก

นั่นคือมีรถยนต์-รถจักรยานยนต์ถูกชนยับเยินขณะข้ามทางรถไฟอย่างล่าสุดที่ อ.ตาคลี นครสวรรค์ มีรถกระบะข้ามทางรถไฟแล้วโดนรถไฟชนแหลก มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

กรณีนี้ทางรฟท.เคยมีบทเรียนมาแล้วแต่ไม่การปรับปรุงอย่างที่เกิดเหตุดังกล่าวไม่มีแผงกั้นและสัญญาณไฟซึ่งจะต้องจัดการตรวจดูจุดข้างทางรถไฟทั่วประเทศไทยด่วน แม้จะเป็นวัวหายล้อมคอกแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เกิดขึ้นอีก

ส่วนผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังอันตรายให้ตัวเองอย่าข้ามโดยฝ่าฝืนสัญญาณหรือคิดว่าจะข้ามไปได้ทัน หรือข้ามโดยกระชั้นชิด

ด้วยความปรารถนาดีจึงขอเตือนมาอย่าประมาทเป็นอันขาดครับ
โสภณ (ตาคลี)


ตอบคุณ ‘โสภณ’ ตาคลี
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่มีการแจ้งมาว่าใครผิดใครถูก แต่สิ่งสำคัญสุดก็คือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องดูแลและตรวจสอบจุดที่มีถนนข้ามทางรถไฟโดยด่วน

ขณะที่ไทยกำลังมีแผนสร้างรถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟรางคู่แต่จะต้องอย่ามองข้ามจุดข้ามทางรถไฟด้วยเพราะที่สังเกตเห็นคือในบริเวณต่างจังหวัดที่ห่างไกล จะใช้พนักงานคอยเลื่อนรั้วที่มีล้อกั้นถนนจุดตัดข้ามราง ซึ่งล้าสมัยมากและถ้าเกิดพนักงานเผลอหลับหรือไม่ระแวดระวังเวลารถไฟมาจะทำอย่างไร

ผมจึงขอร่วมเรียกร้องให้รฟท.คำนึงถึงอันตรายและแม้ว่า รฟท.จะไม่รับผิดชอบแต่ก็ต้องช่วยเหลือประชาชนให้ปลอดภัย ในทางหนึ่งด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

มองปรากฏการณ์ 24 มีนาฯการเมืองสองขั้ว-ยอมเสี่ยงได้เสีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367013?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มองปรากฏการณ์ 24 มีนาฯการเมืองสองขั้ว-ยอมเสี่ยงได้เสีย

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 10:50 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,474 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี

พลิกทุกโพลล์กับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 และกำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ว่า หลังจากพ้นก้าวแรกสู่ความเป็นประชาธิปไตย ก้าวต่อไปเราจะเดินต่อกันในท่าไหน จากสถานการณ์ที่เรากำลังร่วมกันเผชิญ ซึ่งในมุมมองของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านการเมืองอย่าง รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง มองว่าภาพรวมจากการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ผ่านมา ได้เกิดการพลิกล็อกขึ้น 2 ส่วนด้วยกันคือ จำนวน ส.ส.ที่ลดลงค่อนข้างฮวบฮาบของพรรคประชาธิปัตย์ และจำนวน ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ ที่ตอนแรกคาดการณ์ว่า “พรรคอนาคตใหม่จะได้อยู่ที่ประมาณ 40 หรือ 50 ที่นั่ง แต่เอาเข้าจริงกลับขึ้นมาถึง 80 กว่า” จึงมีสิ่งที่เรียกว่า การพลิกล็อก เกิดขึ้นมา

แต่โดยภาพรวมถือว่าไม่ผิดจากที่คาดไว้มากนัก จากตอนแรกที่คาดว่าพรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มของพรรคเพื่อไทยจะมีความสูสี ซึ่งผลก็ออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทั้งยังมีพรรคที่อยู่ตรงกลางพร้อมที่จะเคลื่อนไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แล้วหาก “พิจารณาจากเรื่อง “การแบ่งขั้ว” ทางการเมือง จะพบว่า เป็นเสมือนการแข่งฟันดาบระหว่างสองค่าย ที่ทั้งสองต่างก็แย่งชิงกัน” ในกรณีของ เพื่อไทย กับ พลังประชารัฐ ที่มีการขับเคี่ยวกันมาโดยตลอด ส่วนทางด้านพรรคอนาคตใหม่ ที่ถึงแม้จะมีแนวทางอุดมการณ์ต่างๆ คล้ายกับทางพรรคเพื่อไทย แต่พรรคนี้กลับมีจุดที่แตกต่างจากทั้งสองพรรคการเมืองข้างต้นอยู่ จึงทำให้พรรคโดดเด่น และสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นได้ ทั้งพรรคยังได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ค่อนข้างมาก จากระบบกติกาการคิดคำนวณคะแนนเฉลี่ย รวมถึงกระแสนิยมจากการได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 18-25 ปี ที่มีจำนวนมากกว่า 7 ล้านคน

รศ.ดร.สมชาย เชื่อว่า ครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นลูกค้าของพรรคอนาคตใหม่อย่างแน่นอน คิดว่าในเรื่องของโซเชียลมีเดีย “อนาคตใหม่ได้รับประโยชน์จากตรงนี้เยอะมากเพราะ “ธนาธร” เป็นตัวบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อทางโซเชียลมีเดีย” รวมถึง “ความเบื่อหน่ายที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองเก่าๆ” อันเป็นเหตุผลข้อหนึ่ง ที่ทำให้ธนาธรตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ทั้งเชื่อว่ากรณีการยุบพรรคพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้คะแนนบางส่วนถูกเทมาทางนี้ และกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เราได้เห็นถึงความมาแรงของพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้

และการที่เพื่อไทยได้ ส.ส.เขตมาเป็นที่หนึ่ง แต่ไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลยนั้น มาจากการที่รัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาแล้วว่าถ้าได้ ส.ส.เขตเยอะ จะได้บัญชีรายชื่อน้อย รวมถึงครั้งนี้เพื่อไทยได้ส่ง ส.ส.ลงแข่งไม่ครบทุกเขต จึงทำให้คะแนนที่ควรจะได้มาคิดสัดส่วนปาร์ตี้ลิสต์หายไป แม้ก่อนหน้านี้จะมีการแก้เกมโดยให้พรรคไทยรักษาชาติมาช่วยเติมเต็มส่วนนี้ให้ แต่ปัจจุบันไทยรักษาชาติก็ถูกยุบไปแล้ว ผลของการเลือกตั้งที่ออกมาจึงทำให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทยสอบตกยกพรรค

ทั้งได้แสดงข้อคิดเห็นต่อ กรณีที่ “พรรคพลังประชารัฐคว้าแชมป์ ได้ ส.ส.เขตใน กรุงเทพฯ ไปมากที่สุด” ว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ชุมชนเมือง ที่มีชนชั้นกลางอาศัยอยู่มาก เพราะฉะนั้นในอดีตเราจะเห็นได้ชัดว่า ลักษณะของการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ จะเป็นเสียงสะท้อนจากชนชั้นกลาง และปัจจุบันก็มีชนชั้นกลางมากขึ้น เดิมทีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนของคนกรุงเทพฯ คือ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ตอนนี้ได้ถูกแย่งไปโดยพรรคพลังประชารัฐ คิดว่า การที่คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์หายไปส่วนหนึ่ง เป็นเพราะการแยกขั้ว และกลุ่มเป้าหมายของทั้งสองพรรคก็เป็นกลุ่มเดียวกัน ประชาชนคนกรุงจึงต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมกับการที่ “อภิสิทธิ์” ได้ออกมาโจมตี “พล.อ.ประยุทธ์” จึงทำให้คนกลุ่มนี้เกิดความไม่พอใจในตัวอภิสิทธิ์ จากแรกที่คิดว่าจะเลือกประชาธิปัตย์ให้ไปรวมกับพลังประชารัฐ ก็กลายเป็นไปเลือกพลังประชารัฐแทน จึงทำให้เสียงของพลังประชารัฐที่ได้สูงขึ้น และคนอีกกลุ่มที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ที่เป็นฐานเสียงของเพื่อไทยในบางแห่ง ก็มีความต้องการความเปลี่ยนแปลง คือไม่ต้องการทั้งพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แล้วได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย ตรงส่วนนี้ก็ได้กลายไปเป็นตัวที่สามารถอธิบายถึงปรากฏการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ได้เช่นกัน

ส่วนทางด้านของ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า มองว่า เสียงของความเห็นด้วยเห็นต่างของการเมืองทั้งสองขั้วนั้นมีความใกล้เคียงกันมาก ถ้ารวมตัวเลขของฝ่ายที่ไม่เอารัฐบาล กับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ก็จะเห็นว่ามีตัวเลขที่พอๆ กัน การเลือกตั้งครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “ขั้ว” ทางการเมือง เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา ที่มีอยู่ 2 ขั้วใหญ่ๆ แข่งกันชัดเจนคือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยที่ประชาธิปัตย์มีภูมิใจไทยเป็นพันธมิตรในครั้งที่แล้ว แต่รอบนี้ภายใต้ขั้วที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว ได้มีความแปลกใหม่เกิดขึ้น เพราะมีพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายพรรค เช่น ในปัจจุบัน “ฝั่งที่ไม่เอารัฐบาล” ก็คือ เพื่อไทย อนาคตใหม่ เพื่อชาติ เสรีรวมไทย เป็นต้น ซึ่งมีแนวทางอุดมการณ์อยู่ในขั้วเดียวกัน กับอีกฝั่งที่มี “การแบ่งกันเป็นพลังประชารัฐ กับประชาธิปัตย์ขึ้นมา” แต่ฐานเสียงที่จะสนับสนุนทั้งสองพรรคนี้ก็คือ กลุ่มเดียวกัน ส่วนทางด้าน “ภูมิใจไทย” รอบนี้ก็วางตัวเป็นพรรคกลางๆ ไม่ได้เป็นคู่ตรงข้ามกับฝั่งใดชัดเจน

การที่คะแนนของพลังประชารัฐนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ก็เพราะว่า ขั้วที่แบ่งกันเป็น พลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์ ประชาชนได้ตัดสินใจว่า ถ้าจะสนับสนุนแนวทางแบบ “ลุงตู่” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ จะต้องมุ่งไปที่พรรคพลังประชารัฐ ไม่อย่างนั้นฝั่งเพื่อไทย ฝั่งประชาธิปไตยก็จะชนะ เพราะการเลือกประชาธิปัตย์ ไม่ได้การันตีว่าเขาจะได้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้เกิดการกระจุกตัวมากหน่อยในฝั่งนี้

ส่วนทางด้านเพื่อไทย และฝั่งประชาธิปไตย การที่พรรคเพื่อไทยเล่นเกมแตกแบงก์นั้น ทำให้พรรคของเขามีขนาดย่อลง “ด้วยจำนวนเขตที่ส่งลงไปแค่ 250 เขต ในขณะที่กระแสนั้นมาทางอนาคตใหม่ บวกกับการที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ จึงมีคะแนนของขั้วจัดตั้งดั้งเดิมที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2554 ในเขตที่เพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร ไปบวกกับคะแนนกระแสของอนาคตใหม่ เราก็เลยเห็นถึงปรากฏการณ์ของสองแรงบวก ที่ทำให้อนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงมาเป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าลองเอาตัวเลขของทั้งสองฝั่งมาบวกกัน เราก็จะได้ตัวเลขของการเลือกตั้งปี 2554

การที่ประชาธิปัตย์ไม่ได้ ส.ส.ในกรุงเทพฯ เลย ก็คงเป็นบทเรียนราคาแพง กับการเลือกยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงของพรรคประชาธิปัตย์เอง แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงที่มาจากการที่เขารู้ถึงกระแส ที่เขาได้ประเมินแล้วว่า เขาต้องเล่นแบบนี้ เพื่อหวังผลได้เสีย ถ้าได้ก็คือ ได้เลย สามารถรักษาฐานเสียงไว้ได้ แต่ถ้าเสียก็คือ เสียเลย แบบที่กำลังเป็น

เลือกตั้ง62สมรภูมิ”ช้างล้ม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367010?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้ง62สมรภูมิ”ช้างล้ม”

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 10:00 น.
เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 1,608 ครั้ง

รายงาน…

 มหกรรม “เลือกตั้ง62” ยังไม่สิ้นสุด

การออกไปทำหน้าที่พลเมืองกาบัตรลงคะแนนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม เป็นแค่พิธีกรรม “โหมโรง” ไม่มีอะไรตื่นตาตื่นใจ

หลังปิดหีบแล้วก็ยังเรียบๆ จนกระทั่งการนับคะแนนผ่านไปราวสองสามทุ่ม บรรยากาศการเมืองจึงเริ่มออกรส !

คนดูที่เสร็จภารกิจจากคูหาเลือกตั้ง กลับมาปูเสื่อนั่งลุ้นอยู่หน้าจอทีวีที่บ้าน เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่เมื่อผู้เล่นที่เพิ่งไปลงคะแนนให้ออกอาการแกว่ง

เดี๋ยวนำ! เดี๋ยวตาม! พลิกไปพลิกมาอยู่อย่างนี้ทั้งคืน

แต่บางเขตเมื่อคะแนนทิ้งห่างกันมาก กองเชียร์จึงม้วนเสื่อ แยกย้ายเข้านอนไปตั้งแต่หัวค่ำก็มี

  ช้างใหญ่ล้มดัง
อย่างที่บอก การนับคะแนนของ กกต. ซึ่งแม้ขลุกขลัก และผิดพลาดหลายอย่าง แต่เมื่อผลจากหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ถูกทยอยส่งเข้ามายัง กกต.ส่วนกลางมากขึ้นๆ จนถึง 80% การคาดหมายว่าผู้สมัครคนไหน พรรคใดจะเป็นฝ่ายชนะ หรือปราชัยในการเลือกตั้งก็เริ่มมีความชัดเจน
บางทีอาจชัดและเร็วไปด้วยซ้ำที่จะบอกว่า “คุณแพ้แล้ว”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับความปราชัยนี้ตั้งแต่เห็นคู่อริอย่างพรรคเพื่อไทย มีคะแนนนำโด่งที่ 119 เสียง ตามด้วยพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้มา 80 กว่าที่นั่ง หนำซ้ำพรรคประชาธิปัตย์ ของตัวเองยังดิ่งลึกลงไปอยู่ใต้พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกสบประมาทว่าเป็นม้านอกสายตา แต่เมื่อถึงทางตรงกลับไต่อันดับขึ้นมาอยู่เบอร์สามได้เสียอีก

ถึงนาทีนี้ พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม บอบช้ำหนัก อภิสิทธิ์ตัดสินใจเปิดที่ทำการพรรค ประกาศผ่านไมโครโฟน ขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของบรรดาแม่ยกที่ปักหลักให้กำลังใจอย่างล้นหลามในคืนนั้นเอง

          ช้างศึก กทม.สูญพันธุ์
การเลือกตั้ง ส.ส.เขตกรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า พวกเขาพบกับความปราชัยอย่างย่อยยับจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ จนขุนศึกทั้ง 30 เขต ภายใต้การนำของ “เดอะมาร์ค” ต้องสูญเสียที่มั่นให้แก่คู่ต่อสู้ที่ดาหน้าเข้ามารอบด้านจนไม่เหลือแม้แต่เขตเดียว

ตัวอย่างเช่น ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ผู้ครอบครองเขตเลือกตั้งที่ 3 บางคอแหลม ยานนาวา ปราชัยให้แก่ วรรณวรี ตะล่อมสิน จากพรรคอนาคตใหม่

เขต  6 จตุจักร พญาไท ราชเทวี คริส โปตระนันทน์ พรรคอนาคตใหม่ ก็สามารถล้มแชมป์เก่า อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ไปได้แบบสบายๆ

ขณะที่เขต 8 ลาดพร้าว วังทองหลาง กษิดิ์เดช ชุติมันต์ พรรคพลังประชารัฐ ยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แก่ สรรเสริญ สมะลาภา อย่างหมดรูป

เขต 13 บางกะปิ และวังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา) พรรคประชาธิปัตย์ ส่งคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง ไอติม “พริษฐ์ วัชรสินธุ” หลานรักหัวหน้าพรรค แต่ก็พ่ายให้แก่ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ พรรคพลังประชารัฐ

เขตเลือกตั้งที่ 19 ประเวศ และสะพานสูง ประสิทธิ์ มะหะหมัด พรรคพลังประชารัฐ แย่งชิงเก้าอี้มาจาก นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ (นาถยา แดงบุหงา)

ส่วนเขต 26 บางบอน หนองแขม (เฉพาะแขวงหนองแขม) เจ้าของสโลแกน “ใจถึงพึ่งได้” อย่าง วัน อยู่บำรุง พรรคเพื่อไทย ใจถึงจริงล้ม สามารถ ม่วงศิริ คู่ต่อกรประจำตระกูลได้สำเร็จ

เขต  27 เขตตลิ่งชัน ทวีวัฒนา และหนองแขม ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคอนาคตใหม่ จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ มาแรงแซงโค้งปาดหน้าเอาชนะ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แบบไม่เห็นฝุ่น และเขต 30 เขตบางกอกน้อยและบางพลัด รัชดา ธนาดิเรก แชมป์เก่าพลาดท่าเสียเก้าอี้ให้ จักรพันธ์ พรนิมิตร พรรคพลังประชารัฐ อย่างน่าเสียดาย

 ช้างภูธรล้มระนาว
ศึกชนช้างสนามเลือกตั้ง 62 นอกจากสนาม กทม.แล้ว การต่อสู้ในพื้นที่ภูธรก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หลายจังหวัดการแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดและมีปรากฏการณ์ “ช้างล้ม” ให้เห็นมากมาย

พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่สูญเสียช้างศึกฝีมือดีไปหลายตัว อย่างที่ จ.พิษณุโลก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ต้องเสียที่นั่งเขต 1 ให้แก่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคอนาคตใหม่ ด้วยคะแนนห่างกันถึงหมื่นกว่าคะแนน

จ.จันทบุรี ฐนภัทร กิตติวงศา พรรคอนาคตใหม่ เฉือนเอาชนะ ธวัชชัย อานามพงษ์ ที่ย้ายมาลงพรรคพลังประชารัฐ ไม่ถึง 1,000 คะแนน

ลงใต้ไปที่ จ.พัทลุง เขต 1 สุพัชรี ธรรมเพชร พลาดท่าให้แก่ ภูมิศิษฎ์ คงมี พรรคภูมิใจไทย เกือบหมื่นคะแนน เขต 2 นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.ตลอดกาล ถูก ฉลอง เทอดวีระพงศ์ พรรคภูมิใจไทย ยัดเยียดความปราชัยให้ด้วยคะแนนทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น

จ.ตรัง เขต1 นิพันธ์ ศิริธร พรรคพลังประชารัฐ บุกไปคว้าชัยจาก นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ถึงถิ่นนายหัวชวน หลีกภัย แบบฉิวเฉียด

จ.นครศรีธรรมราช สนามนี้มีช้างตัวใหญ่จากพรรคประชาธิปัตย์ต้องล้มไม่เป็นท่าอีกเช่นกัน เมื่อ วิทยา แก้วภราดัย ส.ส.เขต 2 หลายสมัย พลาดท่าให้แก่คนจากพรรคพลังประชารัฐ สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ขณะที่  สายัณห์ ยุติธรรม สามารถเอาชนะ สุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ เช่นกัน

จ.กระบี่ เขต 2 สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย เอาชนะ สุชีน เอ่งฉ้วน พรรคประชาธิปัตย์ แบบไม่ห่างนัก

ส่วนที่ จ.ประจวบคีรีขนธ์  เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังเสียดายไม่หาย ปราชัยให้แก่ พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ พรรคเพื่อไทย แบบพลิกความคาดหมายเพียง 300 กว่าคะแนน

จ.เพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ 2 เขต กฤษณ์ แก้วอยู่ ล้ม อรรถพร พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์ และ  สุชาติ อุสาหะ  ล้ม อภิชาต สุภาแพ่ง แบบสบายๆ

          ช้างหลายพรรคล้มดังพอกัน
อย่างที่บอก การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่มีรสชาติ อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่างกรณีช้างล้ม อดีต ส.ส.เก่า ไม่ว่ากี่สมัยสามารถถูกผู้สมัครหน้าใหม่ล้มได้ทุกเมื่อ

แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ ที่ จ.นครปฐม อนุชา สะสมทรัพย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ครองที่นั่ง ส.ส.เขต 4 มายาวนาน กลับเสียท่าให้แก่ ปฐมพงศ์ สูญจันทร์ พรรคพลังประชารัฐ แบบงงๆ

ส่วนเขต 5 เผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากครอบครัวเดียวกัน ก็เสียศูนย์ ถูก จุมพิตา จันทรขจร พรรคอนาคตใหม่ สอยร่วงไม่เป็นท่า

จ.ฉะเชิงเทรา หลังจากพรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบไป กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ พรรคอนาคตใหม่ เลยส้มหล่น ได้แรงหนุนจากตระกูล “ฉายแสง” เบียดเอาชนะแชมป์เก่า บุญเลิศ ไพรินทร์ ที่ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐไปได้แบบไม่ห่างนัก

จ.สระแก้ว ทีมงานป๋าเหนาะ เสนาะ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย ปราชัยอย่างหมดรูป เมื่อคนในตระกูลเทียนทอง ลงแข่งขันกันเอง แต่ปรากฏว่าเขต 1 ฐานิสร์ เทียนทอง พรรคพลังประชารัฐ เอาชนะ สนธิเดช เทียนทอง พรรคเพื่อไทยไปได้ และเขต 3 สุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ พรรคพลังประชารัฐ คว่ำ สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

ที่ จ.เชียงราย 2 ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ สร้างความฮือฮา หักปากกาเซียน แจ้งเกิดในเขต 1 และ 6 เมื่อ เอกภพ เพียรพิเศษ สามารถคว่ำ สามารถ แก้วมีชัย แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ขณะที่เขต 6 พีรเดช คำสมุทร ล้มช้างอย่าง อิทธิเดช แก้วหลวง พรรคเพื่อไทย ไปได้

ปิดท้ายที่ จ.ขอนแก่น เมืองหมอแคน ฐานเสียงพรรคเพื่อไทย ที่เจ้าของเดิมหวังกวาดให้ครบทั้ง 10 เขต แต่เกิดการพลิกล็อกไป 2 เขต คือ เขต 1 กับ เขต 2 ทำให้ต้องเสียเก้าอี้ไปให้ฝั่ง “พลังประชารัฐ” และ “อนาคตใหม่” ชนิดที่เรียกว่า “ล้มช้าง” โดยเขต 1 เต็งจ๋า นอนมา “เสี่ยเต๋า” จักริน พัฒน์ดำรงจิตร จากพรรคเพื่อไทย ลูกชาย “เสี่ยเล้ง” หลายต่อหลายคนยกฉายาให้เป็น “มังกรอีสาน” ครองเก้าอี้ มานาน 5 สมัย ทว่าถูกเด็กรุ่นน้องอย่าง “นันนี่” ฐิตินันท์ แสงนาค พรรคอนาคตใหม่ เล่นงานจนล้มไม่เป็นท่า

ส่วนเขต 2 อรอนงค์ สาระผล ภรรยา ภูมิ สาระผล อดีต ส.ส.ขอนแก่น หลายสมัย ถูกผู้สมัครหน้าใหม่ ในวัย 37 ปี เจ้าของทีมฟุตบอลชื่อดังเมืองขอนแก่นอย่าง วัฒนา ช่างเหลา ลูกชายเอกราช ช่างเหลา ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ภาคอีสาน ล้มอย่างเหนือความคาดหมาย

ทำไมพรรคเก่าแก่แพ้ “พลังลุงตู่” ราบคาบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมพรรคเก่าแก่แพ้ “พลังลุงตู่” ราบคาบ

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 08:03 น.
กระดานความคิด,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 20,150 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด   โดย…  บางนา  บางปะกง

นับแต่ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 ไม่มีความปราชัยครั้งใดที่จะยับเยินเท่าการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้ปี 2522 ปชป.จะพ่ายหวิดสูญพันธุ์ในกรุงเทพฯ แต่ในต่างจังหวัด ปชป.ก็ยังได้ ส.ส.มาจำนวนมาก

ต่างจากครั้งนี้ ปชป.สูญพันธุ์ในเมืองหลวง ภาคเหนือก็เหลือแค่ 1 ที่นั่ง ภาคอีสานได้มาแค่ 2 ที่นั่ง ภาคกลางก็ร่วงเกินครึ่งของอดีตส.ส.ปี 2554 รวมถึงภาคใต้ ถูกพรรคอื่นเจาะทั้งตอนล่างและตอนบน

นพ.วรงค์ เดชกิจกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ที่สอบตกแบบเหลือเชื่อ ได้สรุปความพ่ายแพ้ของปชป.แบบตรงไปตรงมาว่า เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของพรรค

          “เราไม่ควรไปต่อสู้กับพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเราประเมินความผิดพลาดเป็นอย่างมาก” หมอวรงค์ หมายถึงคำขวัญเชิงยุทธศาสตร์ “ไม่เอาประยุทธ์” และคัดค้านการสืบทอดอำนาจ 

ก่อนหน้านั้น “หมอวรงค์” ได้โพสต์ความเห็นลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง “เรือที่ชื่อประชาธิปัตย์” โดยระบุว่ากัปตันท่านนี้ได้พิสูจน์ถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่มากๆ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่อับปางน้ำรั่ว หรือผนังเรือพังเท่านั้น แต่เป็นการอับปางเกือบจะเหลือแต่ซาก

กัปตันก็คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. “กัปตันและทีมแม้จะเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ก็แลกกับชีวิตทางการเมืองของเพื่อนๆ หลายชีวิตมาก บนซากปรักหักพังนี้ ถึงเวลาจริงๆ แล้ว ที่พวกเราต้องไม่เกรงใจกัน ต้องเปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีทำงานกันครั้งใหญ่”

จริงหรือไม่? พรรค ปชป.พ่าย “กระแสลุงตู่” หมอวรงค์วิเคราะห์เกินจริงไปหรือไม่? ลองมาฟังคำตอบจากในสนามเลือกตั้ง

สนามเลือกตั้งเพชรบุรี พรรคพลังประชารัฐ ชนะ “ยกจังหวัด” โดยกลุ่มอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่เคยเป็นขวัญใจคนเมืองเพชรมาตั้งปี 2550 ได้คะแนนต่ำกว่าเป้าเยอะ

ผู้สมัคร ส.ส.เพชรบุรี ของ พปชร.ทั้ง 3 เขต ก็เป็นคนหน้าใหม่ แต่เดินหน้าหาเสียงโดยชู “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงสิบปีมานี้คนเพชรเป็นกองกำลังหลักในการต่อต้านระบอบทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นยุคพันธมิตรฯ หรือ กปปส.

สมรภูมิภาคกลาง จะมีลักษณะใกล้เคียงกัน คะแนนที่หายไปจากพรรค ปชป. จะไปโผล่ที่พรรคพลังประชารัฐ เพราะผู้ที่เลือก ปชป. มองว่า “ลุงตู่” เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และจะหักโค่นระบอบทักษิณได้

ล่องใต้ไปที่นครศรีธรรมราช ฐานที่มั่นใหญ่ของพรรคเก่าแก่ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องสูญเสียเก้าอี้ ส.ส. 3 ที่นั่งให้แก่ค่าย พปชร. อย่างเขต 1 รงค์ บุญสวยขวัญ นักวิชาการภาควิชารัฐศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ เขต 2 สัณหพจน์ สุขศรีเมือง และเขต 7 สายัณห์ ยุติธรรม อดีตประธานสภา อบจ.นครศรีธรรมราช

สภากาแฟเมืองคอนบอกว่าชัยชนะของพปชร.ใน 3 เขต ทำให้นิเวศทางการเมืองของนครศรีธรรมราช มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

สนามสงขลาเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ปชป.ที่ชนะยกจังหวัดต้องสูญเสียให้พลังประชารัฐ 4 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 1 ที่นั่ง ส่วน ปชป.เหลือเพียง 3 ที่นั่ง (เขต 5, 6 และ 8)

          จุดชี้ขาดชัยของ พปชร.เมืองนครศรีธรรมราช และสงขลา ก็เป็นความชัดเจนในการเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งมีจุดแข็งในการมีภาวะผู้นำสูง

สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง “อภิสิทธิ์” พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ประเมินสถานการณ์ว่าพลังต้านการสืบทอดอำนาจมาแรง โดยเฉพาะในฐานที่มั่นภาคใต้และเมืองหลวง จึงตัดสินใจลั่นคำ “ไม่เอาประยุทธ์”

          จะว่าไปแล้วเป็นการประเมินสถานการณ์โดยอัตวิสัยล้วนๆ ไม่ได้ยึดกุมสภาพที่เป็นจริง พลังที่หนุน “ลุงตู่” ก็คือกลุ่มคนที่ไม่เอาทุนสามานย์ ไม่เอาระบอบทักษิณ 

ด้านหนึ่งเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พรรค ปชป.ออกแคมเปญ “ต้านระบอบทักษิณ” จนส่งผลให้กระแสพรรคดียิ่งในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้

แกนนำ ปชป.ยุคมาร์ค ประเมินกระแสรักลุงตู่ต่ำไป และสองวันสุดท้ายพรรคพลังประชารัฐเสนอคำขวัญทางยุทธวิธี “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่” ผู้ที่เคยเทคะแนนให้ปชป. ก็เปลี่ยนใจทันที

          อดีตคนเสื้อเหลืองและกปปส.ไม่เคยไว้วางใจกลุ่มทุนสามานย์ทั้งในรูปแบบเก่าและใหม่ พวกเขามองว่าลุงตู่คือผู้นำที่จะต่อกรกับ “ทายาททุนสามานย์” ได้ จึงออกจากบ้านไปหย่อนบัตร เลือกคนดีมาปกครองบ้านเมือง 

แดงฉะก๊วนส้มหวาน เหตุ “เพื่อแม้ว” พลาดเป้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367009?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงฉะก๊วนส้มหวาน เหตุ “เพื่อแม้ว” พลาดเป้า

วันที่ 26 มีนาคม 2562 – 04:03 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,ไพลิน เทียนสุวรรณ,วรชัย เหมะ
เปิดอ่าน 21,232 ครั้ง

กระแสหัวหน้าพรรคส้มหวาน ยิ่งมาแรง ยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจอนาคตใหม่ มันเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องมาทะเลาะกันเอง

อ่านตัวเลขผลการนับคะแนนเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 อย่างไม่เป็นทางการ 350 เขต 77 จังหวัด ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยพลาดเป้าไปเยอะ แต่พรรคอนาคตใหม่กลับปักธงไปได้ 30 เขต เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย

พรรคเพื่อไทยยังได้ ส.ส.เขตมาจากภาคอีสาน และภาคเหนือ เป็นส่วนใหญ่ แต่ในพื้นที่ภาคกลาง พรรคพลังประชารัฐชิงเบียดเพื่อไทยออกไปได้หลายจังหวัด

เซเลบแดงฉุนส้มหวาน

ก่อนหน้าจะถึงวันหย่อนบัตร เกิดความขัดแย้งระหว่าง เซเลบแดง” กับ “เอฟซีธนาธร” ที่เคยเป็นแดงเก่า นัยว่า กระแสหัวหน้าพรรคส้มหวาน ยิ่งมาแรง ยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจอนาคตใหม่ มันเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องมาทะเลาะกันเอง

พวกแดงพันธุ์แท้ มักจะวิจารณ์กรณีพรรคส้มหวาน ไปดึงคนกลางๆ หรือเหลืองอ่อนๆ มาสมัคร ส.ส. โดยมองข้ามช็อตไปว่าพวกคนเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทครอบงำพรรค และทำให้พรรคส้มหวานแปรเปลี่ยนไปได้ในวันข้างหน้า

ฝ่ายเอฟซีธนาธรก็โต้กลับ อย่าไปติดกับดัก “พรรคเดียว” เพราะหากนำพากันไปทางดีก็ดีไป แต่พาลงเหวก็จบเห่ ถ้าไม่มีอนาคตใหม่ ไม่มีเสรีรวมไทย ไม่มีประชาชาติ จะมีคนเลือกฝ่ายประชาธิปไตยหลากหลายอย่างนี้ไหม

          เมื่อคลี่คะแนนออกมาแต่ละเขต ก็พบว่า พรรคส้มหวานทอนคะแนนเพื่อไทยลงเยอะ จนทำให้พรรคเพื่อแม้ว ไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ

บทเรียนเจ็บแสบที่ปากน้ำ

“ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” แกนนำแดงอิสระแห่งปากน้ำ โพสต์เฟซบุ๊กหลังการปิดหีบนับคะแนน ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้ง ส.ส.สมุทรปราการ ก็โพสต์ทันทีว่า

“จังหวัดที่เพื่อไทยเสียหายมากที่สุดคือสมุทรปราการ​ เดิมเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่ 7 ที่นั่ง วันนี้แพ้ให้กับพลังประชารัฐถึง 6 ที่นั่ง …ความพ่ายแพ้ในสมุทรปราการ​ จึงแทบจะชี้ขาดเกมทั้งหมด”

เพื่อไทย ปากน้ำ

ส่องไปที่ผลการนับคะแนนของ กกต.จังหวัดสมุทรปราการ ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐ ได้ 6 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 1 ที่นั่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่พรรคเครือข่ายชินวัตร(ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย) พ่ายยกจังหวัดที่ปากน้ำ

ความปราชัยของเพื่อไทย หมายถึงการกลับมาของ “อัศวเหม” ตระกูลการเมืองเก่าแก่ของปากน้ำ โดยการนำทีมของ “อัครวัฒน์ อัศวเหม” อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ และ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” ผู้อยู่เบื้องหลัง

อัครวัฒน์ อัศวเหม

ศึกครั้งนี้ “ชนม์สวัสดิ์” ได้เตรียมความพร้อมสำหรับเลือกตั้งอย่างดี เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส.ที่มีฐานคะแนนในท้องถิ่น

          แค้นนี้สิบปียี่สิบปี ก็ไม่สาย คนตระกูลม้าทอง รอวันนี้มานานแล้ว

แดงฮาร์ดคอร์เศร้า

เจาะไปที่สนามปากน้ำแบบรายเขต พบว่า  “เซเลบแดง” ที่ร่วง ประกอบด้วยเขตเลือกตั้งที่ 2 ภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง ลูกชายของสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ต้องพ่ายแพ้แก่ “ยงยุทธ สุวรรณบุตร” จากพรรคพลังประชารัฐ โดยยงยุทธเคยเป็นนายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ

เขตเลือกตั้งที่ 4 เสี่ยเงาะ” วรชัย เหมะ แกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ พ่าย “วุฒินันท์ บุญชู” พรรคอนาคตใหม่ แบบเหลือเชื่อ

วรชัย เหมะ

เขตเลือกตั้งที่ 7 ไพลิน เทียนสุวรรณ“ ส.อบจ.สมุทรปราการ เขต อ.พระสมุทรเจดีย์ ได้ชื่อว่าเป็น “ส.จ.สาวแสนสวย” พรรคพลังประชารัฐ เอาชนะ นันทวรรณ ประสพดี” ภรรยาของประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

ไพลิน เทียนสุวรรณ

ที่น่าเจ็บปวดของแดงเพื่อไทยคือ แม้ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ จะได้อันดับ 3 แต่ก็ได้ 2-3 หมื่นคะแนน พวกเขาจึงเชื่อว่า ถ้าไม่มีพรรคอนาคตใหม่ คะแนนดังกล่าวนี้ก็จะเป็นของพรรคเพื่อไทย

          เหนืออื่นใด แดงฮาร์ดคอร์ก็ยอมรับว่า “กระแสลุงตู่” มาแรงจริงๆ ในสนามปากน้ำ จึงทำให้ความฝันของ “อัศวเหม” เป็นจริง

สุขภาพดีไม่มีขาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366880?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุขภาพดีไม่มีขาย

วันที่ 25 มีนาคม 2562 – 13:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สุขภาพ
เปิดอ่าน 391 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

อากาศร้อนๆ อย่างนี้ต้องดูแลสุขภาพร่างกายเป็นพิเศษ ‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอออกจากวงจรการเมืองที่เพิ่งเสร็จการเลือกตั้งไปวันวานแล้วขอนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘วรรณา’ กทม. ที่แนะนำการมีสุภาพดี ด้วยราคาประหยัดได้ประโยชน์สูงสุด

เวลานี้จะเห็นว่าผู้คนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจสุขภาพร่างกายมากขึ้นทั้งการกินอยู่ การออกกำลังกาย และการมีจิตใจที่ดีมองโลกในด้านบวก

อยากให้ลองปฏิบัติดูนะครับเพื่อสุขภาพของท่านเอง
อ๊อด เทอร์โบ


 ดูแลสุขภาพราคาประหยัด
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ 

สามีดิฉันชอบเล่นกอล์ฟซึ่งดิฉันก็สนับสนุนเพราะแม้จะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่ากีฬาอื่น แต่เห็นเขามีความสุขสนุกสนานได้อยู่กับเพื่อนๆ แล้วก็คิดเสียว่าดีกว่าไปสำมะเลเทเมา

เดือนก่อนไปเล่นกอล์ฟที่กรังด์ปรีซ์ กอล์ฟคลับ อ.บ่อพลอย กาญจนบุรี และนำนิตยสารมายดรีม ซึ่งทางสนามแจกให้ฟรี ซึ่งดิฉันเปิดอ่านดูแล้วชอบเรื่องวิธีการดูแลสุขภาพให้ดีแล้วชอบมากเลยขอนำมาบอกต่อให้พิจารณาปฏิบัติด้วยตัวเองดังนี้ค่ะ

1.เลือกอาหารเสริมที่เหมาะกับตัวเอง อย่าตกเป็นเหยื่อของการตลาดและการโฆษณาของวิตามินและอาหารเสริมต่างๆ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกักตุนวิตามินที่คนอื่นว่าดี เอาเข้าจริงๆ แล้วอาจไม่ได้แตะเลยก็ได้ แต่ขอแนะนำให้ลองดูว่าร่างกายคุณต้องการวิตามินหรืออาหารเสริมอะไร และเลือกให้เหมาะกับสุขภาพนั้น
2.เช็กสุขภาพฟันเป็นประจำ อย่าเลื่อนนัดหมอฟัน ถึงแม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่าการไปตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุกๆ 6 เดือนนั้นอาจจะไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่ได้มีความรู้และไม่มีเครื่องมือที่จะตรวจตราได้แม่นยำเท่าทันตแพทย์ อย่ารอจนมารู้ทีหลังว่าต้องถอนและใส่ฟันปลอมแทน สิ่งเหล่านี้คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้หากไปเช็กฟันเรื่อยๆ และแก้ไขได้ทันเวลา

3.เช็กร่างกายเป็นประจำทุกปี ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุเท่าไร อย่าคิดว่าคงไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินตรวจสุขภาพเพราะชีวิตในยุคนี้ที่มีทั้งความเครียดและสิ่งปรุงแต่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่ส่งผลให้ร่างกายของเราทรุดโทรมได้ไวขึ้น

โรคใดๆ ก็ตาม หากได้มีการตรวจพบเสียแต่เนิ่นๆ โอกาสในการรักษาทั้งในแง่เวลา ขั้นตอน และค่าใช้จ่ายจะประหยัดกว่าเมื่อไปพบในระยะโคม่า ที่สำคัญที่สุดเลยคือโรคร้ายแรงส่วนใหญ่มีทางรักษาให้รอดชีวิตได้ถ้ารักษาตั้งแต่เบื้องต้น

4.เลือกประกันสุขภาพที่คุ้มที่สุด ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการประกันสุขภาพรูปแบบต่างๆ มากมาย ลองเลือกและคำนวณตัวเลขดู แล้ววิเคราะห์ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับของตัวเอง

5.วางแผนมื้ออาหารเพื่อสุขภาพของตัวเอง อาหารเพื่อสุขภาพที่จัดขายกันเป็นมื้อๆ นั้น เมื่อนับรวมเป็นรายเดือนแล้ว ไม่ถือว่าถูกเลย ยิ่งถ้าเป็นคนที่นิยมกินคลีนด้วยแล้วล่ะก็ถือว่าเปลืองมากเลยล่ะ ซึ่งอาหารเหล่านี้จริงๆ แล้วทำง่ายมา และก็ทำเองได้สบายๆ เพียงแค่ขอให้ว่างแผนล่วงหน้าก่อนไปซื้อของ ว่าสัปดาห์หน้าจะทำเมนูใดบ้าง จดรายการส่วนประกอบมาให้ครบ

สำคัญที่สุดควรจัดสรรโปรแกรมออกกำลังกายด้วยตัวเองบ้าง เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าค่ารายเดือน-รายปีของยิมสังกัดต่างๆ นั้นแพง
จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลย หากตั้งใจจริงว่าต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ แค่ออกไปวิ่ง ไปปั่นจักรยาน ตามสวนสาธารณะ หรือรอบๆ หมู่บ้านทำให้เป็นกิจวัตร โปรแกรมออกกำลังกายเชตนี้คิดเองได้ ทำได้แบบประหยัด

อย่ามัวรีรอนะคะ เริ่มต้นจัดโปรแกรมให้ตัวท่านเองเพราะสุขภาพที่ดีไม่มีขาย
วรรณา (กทม.)


 หัวอกพ่อแม่เด็กถูกรีไทร์
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นพ่อของนักศึกษา ม.เทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ขอเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อขอบคุณอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ‘รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ’ ที่มีนโยบายให้เด็กถูกรีไทร์กลับเข้ามาเรียนต่อจนจบ เป็นเมตตาธรรมสูงและให้โอกาสแก่ชีวิตครับ

ลูกชายผมถูกรีไทร์เพราะไม่ใช่เป็นเด็กเกเรแต่ไม่ถนัดวิชาที่สอบเข้าได้เลยผลการเรียนตกต่ำและเวลานี้ก็เหมือนเกิดใหม่ได้เข้าเรียนต่อ

นี่คือการให้โอกาสซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และขอขอบคุณท่านอธิการบดีมา ณ ที่นี้ และเมื่อเรียนจบแล้วได้ทำงานก็จะส่งให้เรียนจบโทและตัวลูกชายก็บอกว่าจะพยายามเก็บเงินส่งตัวเองเรียนด้วย
สัญญา (ผู้เป็นพ่อ)

ตอบคุณ ‘สัญญา’ ผู้เป็นพ่อ
อ่านจดหมายของคุณพ่อแล้วเข้าใจความรู้สึกเพราะหัวอกคนเป็นพ่อแม่จะมีความทุกข์-ความเสียใจเมื่อลูกต้องพ้นสภาพนักศึกษาที่เรียกว่าถูกรีไทร์

เด็กถูกรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่หรือเกเรแต่เกิดจากหลายเหตุการณ์หรือสาเหตุต่างๆ เช่น การขาดแคลนเงิน ไม่ชอบวิชาเรียนหรือเข้าไปเรียนแล้วปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมหรือสังคมมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลช่วยเหลือตัวเอง

อยากให้มหาวิทยาลัยอื่นนำนโยบายนี้ไปใช้บ้างแล้วประเทศไทยจะได้คนดีมีความรู้มาทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ

‘Me Claim’แจ้งเหตุรถชน..คลิกเดียวจบ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366881?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘Me Claim’แจ้งเหตุรถชน..คลิกเดียวจบ!

วันที่ 25 มีนาคม 2562 – 12:05 น.
Me Claim,สายตรวจระวังภัย,จราจร
เปิดอ่าน 727 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

อุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนบนท้องถนนเกิดขึ้นได้ทุกเวลา นอกจากความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ยังส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการจราจร เพิ่มความเดือดร้อนให้แก่คนใช้รถใช้ถนน เพราะกว่าจะเคลื่อนย้ายต้องรอประกันแต่ละฝ่าย หรือรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้วยเหตุนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พร้อมด้วย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และพยายามบูรณาการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยปัจจุบัน ตร.มีแอพพลิเคชั่น “Police I lert u” ซึ่งเป็นระบบการรับแจ้งเหตุที่ประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือ รวมทั้งแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายได้ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง มีสถานีตำรวจเข้าร่วมแล้ว 1,482 สถานี มีตำรวจกว่า 2 แสนนาย และประชาชนใช้งานกว่า 6 แสนคน ดังนั้น คปภ.และภาคธุรกิจประกันภัย จึงได้มีแนวคิดพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่น เพื่อแจ้งเหตุรถชน ภายใต้แนวคิด “ชนแล้วแยก” โดยบูรณาการระหว่าง แอพพลิเคชั่น “Me Claim” ของ คปภ. กับ “Police I lert u” ของ ตร. ด้วยการเพิ่มฟังก์ชั่นแจ้งเหตุรถชน และเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่น “Me Claim” กับ “Police I lert u”

เมื่อใดที่เกิดเหตุรถชนประชาชนผู้ประสบเหตุสามารถแจ้งเหตุรถชนได้ทั้งสองแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ซึ่งจะสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประสบเหตุได้ โดยสามารถแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัย และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นตำรวจจราจรและพนักงานสอบสวนให้รับทราบในคราวเดียวกัน ขณะเดียวกันระบบสามารถระบุพิกัดที่เกิดเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบจุดเกิดเหตุในทันที ให้รู้ว่าเป็นเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจใด ที่สำคัญเมื่อคู่กรณีถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุและจุดชนส่งผ่านระบบแล้ว หากคู่กรณีและบริษัทประกันของทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ ตำรวจก็สามารถสั่งการให้แยกรถออกจากที่เกิดเหตุรอข้างทางได้ก่อนที่ตำรวจจะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุได้ทันที เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด อีกทั้งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อีกด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. บอกว่า นับเป็นมิติใหม่ของการนำเอาเทคโนโลยีประกันภัยเข้ามาช่วยลดปัญหาการจราจร และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดโครงการ “ชนแล้วแยก หรือ Knock for Knock” และโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจากนี้ไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่สายตรวจที่เข้าร่วมระบบของแอพพลิเคชั่น “Police i Lert u” ให้เชื่อมต่อกับระบบแอพพลิเคชั่น “Me Claim” มากยิ่งขึ้น

ด้าน ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. ย้ำว่า เป็นความตั้งใจของสำนักงาน คปภ. ที่จะใช้แอพพลิเคชั่น “Me Claim” เป็นแอพพลิเคชั่นกลางให้ประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี สามารถใช้ได้กับบริษัทประกันวินาศภัยทุกบริษัทที่มีการเชื่อมต่อระบบแอพพลิเคชั่น “Me Claim” นี้ ซึ่งไม่ได้จะเป็นการนำมาใช้แทนที่แอพพลิเคชั่นที่บริษัทประกันภัยมีอยู่แล้ว แต่จะเข้าไปเสริมการทำงานให้เกิดความสะดวกและประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์สำหรับบริษัทประกันภัยขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่จะเข้าไปช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนการดำเนินงานได้อีกด้วย โดยจะเปิดการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 9 เมษายน 2562 เพื่อมอบให้เป็นของขวัญวันปีใหม่ไทยให้แก่ประชาชน

ผลประโยชน์ทับซ้อนกับ Blind Trust

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผลประโยชน์ทับซ้อนกับ Blind Trust

วันที่ 25 มีนาคม 2562 – 12:00 น.
Blind Trust,รู้ลึกกับจุฬาฯ,นักการเมือง
เปิดอ่าน 526 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

จบการเลือกตั้งไปแล้ว แต่ความโปร่งใสในการมาลงสนามการเมืองยังคงเป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจกันต่อไป โดยเฉพาะกรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ลงนามในเอกสารบันทึกข้อตกลง (MOU) กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด เพื่อโยกทรัพย์สินที่มีอยู่กว่า 5 พันล้านบาทไปให้บุคคลที่ 3 หรือ Blind Trust เป็นผู้จัดการ พร้อมชี้แจงว่าจะได้กองทุนนี้คืนหลังจากพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว 3 ปี เพื่อประกาศให้สาธารณชนรับรู้ถึงเจตนารมณ์ในการรับใช้ประชาชน โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

แต่ “Blind Trust” คืออะไร ผู้เชี่ยวชาญหลายรายก็ออกมาชี้แจงว่า จุดมุ่งหมายของ Blind trust คือการแก้ไขปัญหาเรื่องนักการเมืองเข้ามาหาผลประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมือง เพราะมีกลไกป้องกันไม่ให้เจ้าของทรัพย์สินเข้ามาจัดการหรือสั่งการกองทุนได้ แต่ก็มีบางคนตั้งข้อสงสัยว่าวิธีการนี้ นักการเมืองต่างประเทศใช้มานานแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง

ผศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ จากภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า วิธีการแก้ไขผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองที่มีสินทรัพย์ทางการเงินหรือหุ้นมี 2 วิธี วิธีแรกคือการขายหุ้นทิ้ง อีกวิธีคือการมีหุ้น แต่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่ง Blind trust จะเข้าข่ายแบบหลัง

ผศ.ดร.คณิสร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมี พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐมนตรีเป็นผู้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของหุ้นทั้งหมดในบริษัทจำกัดหรือมหาชน หากมีความประสงค์จะถือเกินร้อยละ 5 ต้องโอนหุ้นในบริษัทนั้นให้นิติบุคคล จะต้องส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบด้วย ในกรณีของธนาธร เป็นการสร้างมาตรฐานและมีการกำหนดว่า หุ้นที่ถูกส่งให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการมีเงื่อนไขลงทุนอย่างไร

“Blind trust คือการทำให้ข้อครหาของนักการเมืองพ้นตัว ในอนาคตถ้าบริษัทหลักทรัพย์ไปลงทุนอะไรก็ไม่เกี่ยวกับนักการเมืองคนนั้น อย่างหุ้นบริษัทครอบครัวตัวเองก็โอนเข้าไปได้ เพราะจะให้ขายทิ้งก็ใช่เรื่อง เลยต้องให้คนอื่นถือแทน”

ในต่างประเทศ การสร้าง Blind trust มีวัตถุประสงค์หลากหลาย ทั้งการตั้งกองทุนเพื่อส่งมอบให้ลูกหลานในอนาคต โดยที่ไม่ให้ลูกหลานเข้ามาเกี่ยวข้อง และคอยรับมรดกเพียงอย่างเดียว

ผู้ดูแลกองทุน หรือ Trustee เองก็มีหน้าที่ต้องยืนยันความโปร่งใสของนักการเมือง ถึงแม้ว่าจะชื่อว่า Blind แต่ก็ต้องตรวจสอบได้ ไม่ใช่ทำธุรกรรมอย่างไม่เปิดเผย อย่างไรก็ตาม อาจารย์คณิสร์ชี้ว่าถึงแม้จะบอกว่านักการเมืองห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ Blind Trust แต่ในความเป็นจริงมีช่องทางสามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีนักการเมืองนำทรัพย์สินตนเองฝากในกองทุนลักษณะนี้ ก็ควรสอดส่องดูแลด้วย

“แม้ว่าจะมีการแสดงความบริสุทธ์ใจก็ตาม แต่ถ้าเขาคิดจะทำ ก็ทำได้แต่ยากขึ้นหน่อย ดังนั้นหน้าที่ตรวจสอบจึงเป็นของประชาชนต้องช่วยจับตาดูกัน เหมือนแคมเปญตาวิเศษเห็นนะ เราต้องร่วมมือกันจับตามองตรงนี้”

อาจารย์คณิสร์ชี้อีกว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองเป็นหลักการทางประชาธิปไตย สังคมต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่านักการเมืองคนใดมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และร้องเรียนหรือแจ้งเหตุแก่หน่วยงานที่จะเข้ามาจัดการเรื่องนี้

“เราควรมีกลไกใหม่ในการคุ้มครองพยาน คนที่เห็นเรื่องที่ผิดแล้วแจ้งจะต้องได้รับความคุ้มครอง เห็นเรื่องไม่ถูกต้องและสามารถพูดได้ เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้เป็นแบบนั้น และถึงแม้จะออกระบบกลไกมาดีแค่ไหนว่าห้ามทำผิด แต่ถ้าไม่มีประชาชนจับตามอง ก็มีคนทำผิดได้”

ขณะเดียวกัน ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ก็อาจมีระบบกลไกใหม่ในการจัดการได้ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์เพื่อส่วนรวมของทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ

“ยกตัวอย่างเช่นมีพนักงานบริษัทคนหนึ่งเอาเวลาทำงานไปแอบเล่นเกม เล่นเฟซบุ๊ก บริษัทเลยต้องออกมาตรการตรวจสอบ เช่น แอบติดกล้องวงจรปิดในที่ทำงาน หรือบล็อกไม่ให้เล่นเฟซบุ๊ก ยูทูบ หรือการใช้อีกวิธีคือให้พนักงานมีหุ้นบริษัท เพื่อกระตุ้นให้ตนเอง ขยันทำงาน ทำงานดี เช่นเดียวกัน ในทางการเมือง ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐมาช่วยเฝ้าระวัง ก็ควรมีผลตอบแทนแก่คนเจ้าหน้าที่รัฐนั้นไหม”

อาจารย์คณิสร์เสนอแนะว่าการให้แรงจูงใจเป็นอีกกระบวนการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง เช่น การให้ผลตอบแทนแก้เจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต เป็นต้น แต่กลไกดังกล่าวต้องมีการวางรูปแบบให้ชัดเจน และมีกฎหมายรองรับเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เครือข่ายชุมชนผนึกลดโลกร้อนหลังกระทบสุขภาพ-ภาคผลิต!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366889?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เครือข่ายชุมชนผนึกลดโลกร้อนหลังกระทบสุขภาพ-ภาคผลิต!

วันที่ 25 มีนาคม 2562 – 10:20 น.
ลดโลกร้อน
เปิดอ่าน 282 ครั้ง

บทความพิเศษ

นับเป็นปรากฏการณ์หลังเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 15 แห่ง ประกาศรับมือ “สภาวะโลกร้อน” เป็นวาระเร่งด่วน หลังพบชุมชนเจอทั้งร้อนยาวนาน หนาวหดสั้น ฝนหนัก พายุรุนแรง สร้างผลกระทบต่อภาคการผลิตและสุขภาพ เร่งสร้างศูนย์เรียนรู้ตำบลลดโลกร้อน หวังลดความเสียหาย คาดอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีกว่า 300 ตำบลร่วมขับเคลื่อนลดโลกร้อน

ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน เทศบาลตำบลหงาว อ.เทิง จ.เชียงราย ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศูนย์เรียนรู้เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมและลดโลกร้อน โดยภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ 8 แห่ง อาทิ อบต.สำโรงตาเจ็น อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ, อบต.ยางขี้นก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี, อบต.เก่าย่าดี อ.แก่งคร้อ จ.ชัยภูมิ, อบต.บ้านหยวก อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี, ทต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่, อบต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี, และทต.หงาว อ.เทิง จ.เชียงราย รวมทั้งภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ที่ขับเคลื่อนมาแล้วก่อนหน้านี้อีก 7 แห่งเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

“สมพร ใช้บางยาง” ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ นำสมาชิกเครือข่ายประกาศความมุ่งมั่นด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและลดโลกร้อน โดยย้ำถึงผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือสภาวะโลกร้อน ดังสายพระเนตรอันยาวไกลของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชดำรัสว่าบางตอนเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532 ว่า “สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เขาบอกว่าเพราะมีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็จะร้อนขึ้น” รวมถึงพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในหลายโอกาสซึ่งทรงห่วงใยต่อสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่จึงรวมพลังทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อการรับมือภาวะโลกร้อน ด้วยความสอดคล้องกับวาระของโลก คือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ (Sustainable Development Goals – SDGs) 17 เป้าหมาย ในด้านสิ่งแวดล้อม 7 เป้าหมาย เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมและลดโลกร้อน 3 ประการ ได้แก่

1.ร่วมสร้างและพัฒนาองค์ความรู้การรับมือภาวะโลกร้อนระดับพื้นที่อันสอดคล้องกับภูมิสังคมและขับเคลื่อนโดยทุนทางสังคมของชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมมือกับสถาบันวิชาการ และคณะผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินการ

2.รวมพลังชุมชนท้องถิ่นเพื่อการรับมือสภาวะโลกร้อน โดยให้ความสำคัญกับการน้อมนำศาสตร์พระราชา และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มาเป็นปฏิบัติการชุมชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

3.ต่อยอดขยายผลปฏิบัติการระดับพื้นที่เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและลดโลกร้อนระดับชุมชนท้องถิ่น เพื่อนำการเผยแพร่ความรู้และปฏิบัติการชุมชนให้แก่เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

“ดวงพร เฮงบุณยพันธ์” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า 15 พื้นที่ถือเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เรื่องโลกร้อนเป็นวาระของประชาชนในตำบลนั้น เนื่องจากภาวะโลกร้อนกำลังสร้างผลกระทบต่อท้องถิ่น จะเห็นได้จากฤดูร้อนยาวนานขึ้น ฤดูหนาวสั้นลง ภาวะแห้งแล้งในช่วงฤดูแล้งรุนแรงขึ้น ความแปรปรวนของสภาพอากาศย่อมผลกระทบต่อภาคการผลิต การสาธารสุขก็กระทบตามมา

ดังนั้นถ้าไม่ทำเรื่องลดโลกร้อนหรือจัดการน้ำ ชุมชนท้องถิ่นย่อมอยู่อย่างลำบาก นอกจากนี้ภาวะโลกร้อนยังจะทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร เพราะทรัพยากรจะลดน้อยลง ขณะเดียวกันโรคที่เคยควบคุมได้ เช่น อหิวาตกโรค ก็จะควบคุมไม่ได้ ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกมีการคาดการณ์ว่าระหว่างปี ค.ศ.2030-2050 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 250,000 คนต่อปี เนื่องจากโรคที่มาพร้อมกับโลกร้อน การขาดสารอาหาร ท้องร่วง และความเครียดจากความร้อน

“การตั้งรับของชุมชนท้องถิ่นจะบรรเทาความรุนแรงลงได้จาก 10 ส่วน อาจได้รับผลกระทบแค่ 6 ส่วน หรือถ้าตั้งรับดีก็อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่านั้น จึงขอให้กำลังใจทั้ง 15 ตำบลในการที่จะทำให้เรื่องโลกร้อนเป็นวาระของประชาชนในตำบลของตัวเองโดยเร็ว” ผู้อำนวยการสำนัก 3 กล่าว

เมื่อท้องถิ่นทั้ง อบต.และเทศบาล ทั้ง 15 แห่งเริ่มขยับตัวแล้ว พร้อมทั้งวางเป็นศูนย์เรียนรู้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกอย่างน้อย 20 แห่ง จึงเชื่อว่าในอีก 2 ปีต่อจากนี้จะมีชุมชนท้องถิ่นประมาณ 300 แห่งร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องลดภาวะโลกร้อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

“เพื่อไทยหรือพลังประชารัฐ”พรรคใดจะชิงธงตั้งรัฐบาล…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เพื่อไทยหรือพลังประชารัฐ”พรรคใดจะชิงธงตั้งรัฐบาล…

วันที่ 25 มีนาคม 2562 – 09:00 น.
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 8,859 ครั้ง

รายงาน….

24 มีนาคม 2562 คือวันประวัติศาสาตร์ทางการเมืองครั้งหนึ่งของประเทศ

เวลาเเปดโมงเช้ายันห้าโมงเย็นที่มีคนไทยไปใช้สิทธิเลือกตั้งส.ส.

จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รายจังหวัด รายเขต ประมวลผล ณ วันที่ 31 มกราคม 2562 ยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51,427,890 คน หน่วยเลือกตั้ง 92,336 หน่วย

การเลือกตั้งครั้งนี้เรียกว่าหักปากกาเซียนเเละฉีกหน้านักวิเคราะห์การเมืองไปตามๆกันเเม้ว่าการประเมินของโพลล์หลากสำนักจะให้เพื่อไทยมาเป็นลำดับที่หนึ่ง แต่ที่น่ามองต่อคือ อันดับที่สอง อันดับที่สาม อันดับที่สี่ที่มีการพลิกล็อกกันถล่มทลาย

เพราะพลังประชารัฐเบียดขึ้นมาได้เป็นอันดับที่สองได้อย่างน่าเซอร์ไพรส์ ส่วนประชาธิปัตย์นั้นร่วงไปอยู่อันดับที่สาม เเละอนาคตใหม่ที่ทะลุขึ้นมาอันดับที่สี่ เเซงพรรครุ่นพี่ที่มีบทบาททางการเมืองหลายพรรค เเละยังทิ้งพรรคตั้งใหม่ตามกติกาคราวนี้ไปเเบบขาดลอย

ตอนนี้ทุกสายตามองว่า ใครเเละพรรคใดจะเป็นเเกนนำฟอร์มสูตรตั้งรัฐบาลใหม่เพราะขั้วการเมืองคราวนี้ในการตั้งรัฐบาลนั้น เเน่ชัดเเล้วว่า เพื่อไทยกับพลังประชารัฐจะเป็นผู้มีสิทธิอันดับต้นๆในการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคอื่นๆที่จะร่วมรัฐบาลนั้นต้องดูตามเงื่อนไขที่เคยบอกสังคมไว้ก่อนเลือกตั้ง

เพื่อไทยบอกสังคมว่าไม่จับขั้วกับพลังประชารัฐเเละประชาธิปัตย์

พลังประชารัฐเเจ้งไว้ว่าพร้อมที่จะร่วมงานกับทุกพรรค

ประชาธิปัตย์ระบุว่าไม่จับมือกับเพื่อไทยเเละไม่หนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

อนาคตใหม่มีจุดยืนว่าไม่ร่วมมือกับการสืบทอดอำนาจ

สมการเบื้องต้นวันนี้มันอยู่ที่ว่าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะเลือกเเนวทางใด เพราะก่อนหน้านี้เดอะ มาร์คเคยบอกสังคมไว้ว่าหากพรรคสีฟ้าได้ส.ส.ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนจะลาออกจากหัวหน้าพรรค

วันนี้พรรคสีฟ้าคะเเนนร่วงจากการวางตัวเต็งจากอันดับที่สอง โดยหลุดไปอยู่ในตำเเหน่งที่มิอาจส่งเสียงในการอาสาเป็นเเกนนำตั้งรัฐบาลได้

ตัวเเปรคือพรรคสีฟ้าจะจับขั้วใดระหว่างพท.หรือพปชร.เเละอนาคตของอภิสิทธิ์จะเป็นเช่นใด…

รวมทั้งบางพรรคที่มีคดีความค้างคาอยู่เเม้ตัวเลขจะออกมาเเบบที่สังคมบางส่วนงงงวย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กรรมการ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย ในฐานะสื่อมวลชนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาหลายสิบปีวิเคราะห์การเมืองไทยเเละการจัดตั้งรัฐบาลไว้ดังนี้

“ทางเลือกที่หนึ่ง มีการจับขั้วตั้งรัฐบาลได้ โดยพรรคที่มีคะเเนนอันดับต้นๆจับมือกับพรรคต่างๆที่สามารถตกลงเงื่อนไขกันได้

ทางเลือกที่สอง ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย พลังประชารัฐ สามพรรคนี้ต้องจับคู่กันหนึ่งคู่ เเละมีหนึ่งพรรคที่ไม่อยู่ในการจับคู่คราวนี้ หากยังจับคู่ไม่ได้ จะต้องยุบสภาในสามเดือนหากตั้งรัฐบาลไม่ได้

ทางเลือกที่สาม มีการก่อกวนไม่ยอมรับผลเลือกตั้งจนความวุ่นวายเกิดขึ้น”

สนธิญาณระบุว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้มีขั้วเเละทิศทางที่ชัดเจน คราวนี้ไม่มีงูเห่าเพราะล็อกคะเเนนกันเเล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้มีสามร้อยห้าสิบเขตเลือกตั้ง หนึ่งหน่วยเลือกตั้งจะมีผู้มีสิทธิราวหกร้อยคน สมมติว่า คราวนี้บัตรเสียจะมีสามล้านใบจากผู้มีสิทธิสามสิบเเปดล้านคน (ใช้สิทธิร้อยนละเเปดสิบในการคำนวณ)
เฉลี่ยเเปดหมื่นคะเเนนเป็นคะเเนนพึ่งประเมิน เเละเเทบไม่มีพรรคใดได้คะเเนนนี้

หนึ่งเขตเลือกตั้งจะมีผู้มีสิทธิหนึ่งเเสนห้าหมื่นคะเเนน สมมติใช้สิทธิหนึ่งเเสนสองหมื่นคะเเนน บัตรเสียหกพันใบ คะเเนนจะเหลือเเปดหมื่นสี่พันคะเเนน เเต่ละเขตเลือกตั้งจะมีผู้สมัครส.ส.พรรคต่างๆราวสามสิบคน โดยพรรคเหล่านี้จะมีคะเเนนเฉลี่ยสามหมื่นคะเเนน

คราวนี้ผู้สมัครส.ส.จะต้องได้คะเเนนสามหมื่นห้าพันถึงสี่หมื่นคะเเนนจึงจะเป็นคนชนะในเขตนั้นๆ

ฉะนั้นสิบสองล้านคะเเนนจะอยู่ที่พรรคเล็กๆเเละพรรคใหม่ๆ ที่น่าจะมีคะเเนนเขตละสามพันคะเเนน พรรคเหล่านั้นจะได้ส.ส.สิบสองคนเเละอีกราวเจ็ดล้านคะเเนนจะอยู่ที่พรรคขนาดกลาง

สามพรรคใหญ่จะได้คะเเนนจากยี่สิบล้านคะเเนนนั้น พปชร.น่าจะได้คะเเนนมากที่สุดเพราะส่งครบเเละสู้ทุกเขต ประชาธิปัตย์เเม้ส่งครบเเต่ในภาคเหนือเเละอีสานสู้ไม่ได้ เพื่อไทยส่งสองร้อยห้าสิบเขตที่จะเสียเปรียบ

การเมืองตอนนี้มีขั้วต่างๆ ดังนี้

ส่วนคะเเนนที่เหลือนั้นจากการเลือกพรรคเล็กๆ จะไปอยู่ขั้วที่หนึ่งคือ พรรคเพื่อไทย เพื่อชาติ อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ

ขั้วที่สองพรรคพลังประชารัฐ รวมพลังประชาชาติไทย ประชาชนปฏิรูป พลังท้องถิ่นไท

ขั้วที่สาม ประชาธิปัตย์

ขั้วที่สี่ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา ที่จะมีคะเเนนนราวเจ็ดล้านคะเเนน ที่จะรอร่วมรัฐบาลไม่ว่าขั้วใดจะได้เป็นผู้ตั้งรัฐบาล”

ฉะนั้นต้องรอดูกันว่าเกมชิงการตั้งรัฐบาลจะอยู่ในมือของพลังประชารัฐหรือเพื่อไทย…..ต้องติดตาม