เลือกตั้งก็ไม่จบ พบแผน “สืบทอดอำนาจ” “กลุ่มมวลชน” ลั่นกลองรบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366692?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้งก็ไม่จบ พบแผน “สืบทอดอำนาจ” “กลุ่มมวลชน” ลั่นกลองรบ

วันที่ 23 มีนาคม 2562 – 09:25 น.
เลือกตั้ง 2562,เลือกตั้ง,พรรคการเมือง,หาเสียง,ประท้วง,ชุมนุม,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,ฝ่ายประชาธิปไตย,โกงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 18,100 ครั้ง

จริงหรือที่การเลือกตั้ง 2562 จะไม่ต่างจากการเลือกตั้ง 2500 ที่ได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก และนำมาซึ่งการเดินขบวนต่อต้านการโกงเลือกตั้ง

คำขวัญเชิงกลยุทธ์ “24 มีนา จับปากกา ฆ่าเผด็จการ” หรือ “จับโกงก่อนกา” ของฝ่ายประชาธิปไตย สะท้อนว่า หลังเลือกตั้งก็ยังไม่จบ สำหรับสถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับกลุ่มนักศึกษา-นักกิจกรรม ที่เริ่มก่อหวอดคัดค้านอำนาจเผด็จการมาตั้งแต่ปี 2558

“ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นเรือธงลำแรก ที่ก่อตัวขึ้นในวันครบรอบหนึ่งปีการทำรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2558 “รังสิมันต์ โรม” และเพื่อนพ้องของ “ไผ่ ดาวดิน” เป็นแกนนำการขับเคลื่อน และพวกเขาก็ถูกจับในข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. มาตรา 116

          ปี 2561 กำเนิดกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” แต่แกนนำหน้าเก่าคือ “รังสิมันต์ โรม” และเพื่อนๆ หน้าใหม่อีก 4-5 คน เหมือนฉายหนังม้วนเดิม มีการเปลี่ยนหน้า “ตัวละคร” ไปบ้าง อย่าง จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์อานนท์ นำภา และ โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งทำกิจกรรมบ่อยมาก และยกระดับ “เดินขบวน” คราวครบรอบ 4 ปีการยึดอำนาจ แต่มวลชนที่เข้าร่วมไม่เยอะ แกนนำจึงยอมถูกจับกุม ไม่เลือกเล่น “เกมแรง” เพราะต้องการกระแสความรู้สึกเห็นใจจากผู้คนทั่วไป

นับแต่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง 2562 ขบวนการมวลชนบนท้องถนนก็ยุติชั่วคราว และมีจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เช่นพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่

เสื้อแดงแปลงร่าง

เดิมทีกลุ่มเส้นทางสีแดง ของ “ฟอร์ด” หรือ อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ ได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” และเป็นกำลังสนับสนุนกลุ่มต้านเผด็จการของฝ่ายนักกิจกรรม-นักศึกษามาตลอด

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา “อานนท์ นำภา” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ประกาศร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มฟอร์ด เส้นทางสีแดง เนื่องจากเห็นต่างกันในการต่อสู้ทางยุทธวิธี

อานนท์ นำภา และ เอกชัย หงส์กังวาน

          “ฟอร์ด” จึงสถาปนากลุ่มตนเองเป็น “กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง” โดยมี เอกชัย หงส์กังวาน เข้าร่วม และทำกิจกรรมเป็นเอกเทศ โดยช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พวกแดงสายฟอร์ดได้ไปช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียง

ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

ล่าสุด “ฟอร์ด” และเอกชัย เดินทางไปยังสำนักงาน กกต. ติดตามความคืบหน้าการพิจารณายุบพรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ตามที่ได้ยื่นร้องต่อ กกต.ไว้ก่อนหน้านี้ ว่าทั้ง 2 พรรค เป็นพรรคกบฏ

นพ.ทศพร เสรีรักษ์

ที่น่าสนใจ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 แพร่ พรรคไทยรักษาชาติได้ร่วมขบวนของฟอร์ดมาทำกิจกรรมด้วย เนื่องจากพรรค ทษช.ถูกยุบ “หมอทศพร” จึงเลือกมาเคลื่อนไหวภาคประชาชน

คนอยากเลือกตั้ง” ลับลวงพราง

ก่อนการเลือกตั้ง 2562 อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง, ตัวแทนจากเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) และตัวแทนจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ได้จัดตั้ง “เครือข่ายประชาชนที่ต้องการการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรมและมีผลในทางปฏิบัติ” (FFFE)

http://www.komchadluek.net/news/politic/355419

          กล่าวอย่างถึงที่สุด เครือข่ายประชาชนฯ ดังกล่าวข้างต้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่เลือกทำกิจกรรมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และกิจกรรมการสำรวจพฤติกรรมการเลือกตั้ง โดยนักศึกษาและนักวิชาการ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า แกนนำ FFFE ได้ตั้งธงว่า การเลือกตั้ง 2562 จะไม่ต่างจากการเลือกตั้ง 2500 ที่ได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก และนำมาซึ่งการเดินขบวนต่อต้านการโกงเลือกตั้ง

“อานนท์ นำภา” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 19 มีนาคมนี้ ว่า “ถ้าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยรวมคะแนนเสียงได้เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาเผด็จการทหาร และถ้าฝ่ายเผด็จการทหารจะดึงดันไม่ให้เราตั้งรัฐบาล วันนั้นจะได้เห็นดีกัน นั่นคือเป้าหมาย จะบอกว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายก็ไม่น่าจะผิด”

จับตา! นปช.ภาคใหม่

หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ และเพิกถอนสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทั้ง 13 คนเป็นระยะเวลา 10 ปี วันที่ 9 มีนาคม 2562 แกนนำที่เป็นสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ได้แก่ จาตุรนต์ ฉายแสง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, พิชัย นริพทะพันธุ์, ประภัสร์ จงสงวน, นิคม ไวยรัชพานิช, ก่อแก้ว พิกุลทอง, เหวง โตจิราการ, อุเมส ปานเดย์ และ พชร ธรรมมล ได้ออกมาตั้งโต๊ะร่วมกันแถลงจัดตั้ง “กลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย”

กลุ่มดังกล่าว จะสานต่อภารกิจหยุดการสืบทอดอำนาจเผด็จการ คสช. เนื่องจากกรรมการบริหาร รวมถึงอดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติที่ลงสมัคร ส.ส. หมดสถานะ เหลือฐานะเป็นเพียงประชาชาชน ที่ยังมีสิทธิดำเนินการต่างๆ ทางการเมืองได้

ในระยะเวลาที่เรียกว่า โค้งสุดท้าย กลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย จึงเดินทางไปเปิดเวทีปราศรัย 4 เวที 4 ภูมิภาค และจะสร้างแฟนเพจเฟซบุ๊ก เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร

จากนั้น แกนนำกลุ่มก้าวต่อไปฯ ได้เดินทางไปเปิดปราศรัยที่ร้อยเอ็ด, ฉะเชิงเทรา, นครศรีธรรมราช และสุโขทัย ทุกเวทีแกนนำกลุ่มนี้ย้ำว่า ในวันที่ไร้พรรคสังกัด แต่อุดมการณ์นักต่อสู้ยังคงเต็มเปี่ยม พร้อมสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย และเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.

ว่ากันว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ในสถานการณ์เลือกตั้ง ตกอยู่ในสภาพ “น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ” โดย จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. เลือกที่จะสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ ส่วน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” หันกลับมาซบเครือข่ายชินวัตร

          มีการคาดหมายกันว่า “กลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย” อาจกลายเป็น นปช.ภาคใหม่ ที่ดำเนินการเคลื่อนไหวภายใต้ธงคนแดนไกล ขณะที่ นปช.เดิม นับวันจะห่างไกลออก

วีรบุรุษเสือดำ “วิเชียร” ผู้ปิดทองหลังพระ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วีรบุรุษเสือดำ “วิเชียร” ผู้ปิดทองหลังพระ

วันที่ 23 มีนาคม 2562 – 08:58 น.
เสือดำ,คดีเสือดำ,เปรมชัย,เปรมชัย กรรณสูตร,เปรมชัยล่าสัตว์ป่า,ทุ่งใหญ่,หัวหน้าวิเชียร
เปิดอ่าน 1,389 ครั้ง

ยกแรกจบไปแล้ว สู้เพื่อ “เสือดำ” สัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่นเรศวร “วิเชียร ชิณวงษ์” ยังหยัดยืนอยู่อย่างทระนง ไม่มีถอดใจ หลีกหนีไปจากเส้นทางอนุรักษ์ประกาศจะสู้ต่อไป

“ทองแท้ไม่กลัวไฟ”  วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ผู้เปิดฉากจับกุม เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ พร้อมพวก 3 คน ที่ร่วมกันกระทำความผิด ล่าสัตว์ป่าคุ้มครองรวมเสือดำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก จ.กาญจนบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561

http://www.komchadluek.net/news/scoop/312614

มาจนถึงวันนี้ แม้ศาลจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ได้อ่านคำพิพากษาไปแล้วเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายจำเลยจะมีการอุทธรณ์ต่อไป และการต่อสู้จะยังคงเดินหน้า

แต่หัวหน้าวิเชียรก็ยังคงเป็นฮีโร่ที่คนไทยจะส่งแรงใจไปให้ เพราะเราต่างรู้ว่า เรื่องนี้เมื่อเริ่มแล้ว มันจะไม่จบลงง่ายๆ และหลายเรื่องที่เข้ามาในชีวิตตลอดห้วงปีที่ผ่านมา…เรียกว่าทุกรูปแบบ

และต่อไปนี้เป็นเพียงบางส่วนของเรื่องราวทั้งร้ายและดี

เหตุเกิดที่ทุ่งใหญ่

จะว่าไป นับแต่เกิดเรื่องเสือดำ เรื่องราวที่ดาหน้าเข้ามาท้าทายจุดยืนและพลังใจของคนทำงาน…เรียกว่าเริ่มตั้งแต่ไม่กี่นาทีหลังจับกุมด้วยซ้ำ

คงจำกันได้ กับข่าวใหญ่ของ หน.วิเชียร ที่เคียงมากับข่าวเสือดำ นั่นคือกรณีเจ้าหน้าที่จะเอาผิด เปรมชัย กรรณสูต กับพวก และมีการพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่อุทยาน

โดยเรื่องนี้มีข่าวรายงานออกมาว่ามีการอัดคลิปเสียงสนทนาเอาไว้โดยเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรคนหนึ่ง ในคลิปมีการระบุว่าเป็นเหตุการณ์หลังการจับกุมเจ้าสัวใหญ่และพวก พร้อมของกลาง มาที่อาคารนิทรรศการและศูนย์บริการภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จนได้มีการพูดคุยเสนอติดสินบนให้แก่  หน.วิเชียร เพื่อแลกเปลี่ยนไม่ให้ถูกจับกุม

          แต่ยังไม่ทันที่จะมีการสืบสวนอย่างชัดเจน ปรากฏว่ามีกระแสข่าวว่าคลิปเสียงดังกล่าวหายไปหรือถูกลบทิ้งไป ทำเอาคนไทยคาใจอยู่เหมือนกัน

โดยเฉพาะทนายดังรายหนึ่งออกมาตั้งข้อสังเกตว่าทำไมมีการลบคลิปเสียง และชาวเน็ตบางกลุ่มก็ข้องใจว่าอาจจะมีการพูดคุยหลังฉาก ระหว่างบิ๊กเนมทั้งสองฝ่ายหรือไม่

แต่ที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สืบสวนจากหลักฐานและพยานแวดล้อมอื่นๆ จนพบว่า หน.วิเชียรไม่ได้รับสินบนใดๆ

และเรื่องนี้ก็ยังเป็นหนึ่งใน “คดีอาญา” ที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 ยื่นฟ้องเปรมชัยและพวกอีก 1 โดยมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีติดสินบนเจ้าพนักงานในวันที่ 11 มิถุนายนนี้

เหตุใหญ่ที่สังขละฯ

เวลาผ่านมาจนราวเดือนธันวาคม 2561 ขณะที่ “คดีเปรมชัย-เสือดำ” ยังคงดำเนินอยู่ในทางกฎหมาย และในความสนใจของคนไทย ปรากฏว่าชื่อของ หน.วิเชียร กลับมาอยู่ในกระแสข่าวสารอย่างร้อนแรงอีกครั้ง

หากคราวนี้ไม่ใช่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบิ๊กก่อสร้าง แต่ไปเกี่ยวข้องกับบิ๊กโรงเรียนแทน

          กับเหตุการณ์ที่ครูใหญ่ประจำโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทิไล่ป้า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก หมู่ 5 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ได้โพสต์เฟซบุ๊กผ่านเพจ “เอนก คำภิมูล” ระบุว่า ไม่สามารถนำรถอาหารกลางวันของนักเรียนเข้าไปให้นักเรียนได้ เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ให้วิ่งรถเข้าป่า

http://www.nationtv.tv/main/content/378675623/

ในโพสต์ดังกล่าวยังมีข้อความเชิงข่มขู่ ซึ่งแม้จะลบแล้วในภายหลัง แต่ก็ไม่ทันชาวเน็ตที่แคปทันว่า “เจ้าหน้าที่ป่าไม้อย่าเดินผ่านโรงเรียน จะได้ยินเสียงปืนลั่น”

แต่แล้ว หน.เชียร ได้ออกมาชี้แจงเรื่องราวยืดยาวที่สรุปได้ว่า เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ฯ ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าพื้นที่เขตทุ่งใหญ่ฯ เพียง 1 คณะ รถยนต์จำนวน 1 คัน ส่วนคณะที่เหลือเป็นออฟโรดจำนวน 6 คัน ไม่สามารถผ่อนปรนให้เข้าไปได้ เพราะไม่มีหนังสืออนุญาตแต่อย่างใด แต่ผ่อนปรนให้พักแรมบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าลังกาได้

          ทั้งนี้ หากผ่อนปรนยินยอม นักท่องเที่ยวรายอื่นก็จะโต้แย้งว่าเลือกปฏิบัติ จึงเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจ และเกิดข่าวลงในสื่อต่างๆ ขึ้นอีก

เรื่องนี้ไม่พูดเยอะ แต่นับเป็นอีกครั้งที่ หน.วิเชียรได้ใจคนไทยไปเต็มๆ กับการแสดงบทบาทหน้าที่อย่างไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งในสังคมไทยหาได้ยากยิ่ง

ผู้ปิดทองหลังพระ

อย่างที่รู้กัน “ทำงานในป่า ตากหน้าในดง” ไหนจะเหมือน “ยืนหลังนาย พายหลังท่าน” ใครจะเห็นว่าแต่ละวันเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องเจอะเจออะไรบ้าง

แต่วันนี้ หน.วิเชียร ได้พิสูจน์แล้วว่า “ทำดีต้องได้ดี” ดังนั้นนอกจากกระแสยกย่องชื่นชมจากคนไทยแล้ว หน.วิเชียรยังได้รับรางวัลเกียรติประวัติระดับโลกอีกด้วย

โดยวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณแก่ หน.วิเชียร เพื่อเชิดชูเกียรติในด้านความกล้าหาญ ปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมในรอบปีที่ผ่านมา และยังจุดกระแสตื่นตัวของคนไทยในการปกป้องสัตว์ป่าทั่วประเทศ

“รางวัลที่ได้ก็ถือว่าเป็นรางวัลของเจ้าหน้าที่ทุ่งใหญ่นเรศวรทุกๆ คน” วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ กล่าวกับสำนักข่าวบีบีซีไทย

ขณะที่ต่อมาช่วงธันวาคม 2561 สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ก็ได้มอบรางวัล ผู้ปิดทองหลังพระ” ให้แก่ หน.วิเชียรด้วยเช่นกัน

วันนี้ในคดีเสือดำ ไม่ว่าจะจบลงที่ตรงไหน แต่ หน.วิเชียรได้จุดคบไฟแห่งความหวังว่าคน “ป่าไม้น้ำดี” อุดมการณ์หนักแน่น ยังมีอยู่

ส่วนคดีที่เพิ่งหมดไปยกแรก หน.วิเชียร เพิ่งกล่าวตอนหนึ่งในงานเสวนา โดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมและมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่าเขาจะเดินหน้าต่อไป

“ที่ผ่านมาปีหนึ่งที่เราแบกความคาดหวังไว้ ได้ปลดเปลื้องความหนักบนบ่าลงไปชั่วคราว 1 วัน และก็ได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้กฎหมาย ไม่แบ่งชนชั้น ไม่เลือกแบ่งฐานะ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีให้แก่สังคมไทยได้เห็นตัวอย่าง”

“มวยยกที่ 2 ผมก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มชกกันวันไหน ผมก็อยากจะไปขอคำแนะนำปรึกษา หรือว่าถ้ามีโอกาสผมในฐานะลูกความ จะได้มีโอกาสไปเรียนพบทางท่านอัยการสูงสุด เพื่อให้ข้อมูลอะไรบางอย่าง ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสไหม?”

          ถามว่าจะสู้จนถึงเมื่อไร คำตอบของ หน.วิเชียร ยังคงแน่วแน่ว่าต้องสู้ให้มวยหมดยก ต้องไปไกลจนสุดทาง !

เลขาฯ กกต. “จรุงวิทย์ ภุมมา” แนะสิ่งควรทำก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366621?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลขาฯ กกต. “จรุงวิทย์ ภุมมา” แนะสิ่งควรทำก่อนใช้สิทธิเลือกตั้ง

วันที่ 23 มีนาคม 2562 – 08:30 น.
จรุงวิทย์ ภุมมา,กกต,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 718 ครั้ง

โดย… ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

24 มีนาคม คนไทยมีเวลา 9 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น ในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้หนึ่งเสียงของเรามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางอนาคตประเทศ แต่ก่อนออกไปใช้สิทธิ เรามาศึกษากันก่อนว่าในวันเลือกตั้งอะไรทำได้ และสิ่งใดเป็นข้อต้องห้าม ทำแล้วผิดกฎหมาย เสี่ยงคุก

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำแนะนำเป็นข้อปฏิบัติในวันเลือกตั้ง มาฝากประชาชนที่จะออกไปใช้สิทธิ์ ใช้เสียง ในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้

  – ไปลงคะแนนใช้สิทธิตั้งแต่เนิ่นๆ ในวันเลือกตั้ง
24 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เปิดให้ลงคะแนนเลือกตั้ง จึงอยากแนะนำให้คนไทยทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้งให้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะเป็นทั้งหน้าที่และสิทธิ เชื่อว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่คงได้ศึกษาข้อมูลมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครคนใด สังกัดพรรคการเมืองใด และคงตัดสินใจจนมีหมายเลขผู้สมัครในใจมาจากบ้านแล้ว ตามข้อมูลที่นำเสนอผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโหวต หรือเอกสารแนะนำตัวที่ทำเป็นหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน รวมถึงการเดินหาเสียงแนะนำตัวถึงประตูบ้าน ตลอดจนโซเชียลมีเดียที่ทุกพรรคการเมืองใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารกับประชาชน
แต่สำหรับคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้สมัครเบื้องต้นได้จากแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโหวตหรือจากเว็บไซต์ของ กกต. http://www.ect.go.th

และขอแนะนำให้ผู้มีสิทธิเดินทางไปใช้สิทธิตั้งแต่เนิ่นๆ ในวันเลือกตั้ง มีหน่วยลงคะแนนกระจายเต็มทุกพื้นที่กว่า 9 หมื่นหน่วย โดยแต่ละหน่วยรองรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 800 คน จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาการกระจุกตัวของผู้มาใช้สิทธิ

แต่ทุกคนจะต้องไปถึงหน่วยเลือกตั้งก่อนเวลา 17.00 น. ถ้าพลาดไปหรือช้าไปเพียงนาทีเดียวก็ใช้สิทธิไม่ได้ แต่ถ้าเข้าไปแสดงตนในหน่วยเลือกตั้งก่อนเวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกให้ได้ใช้สิทธิหย่อนบัตรคะแนนได้จนเสร็จสิ้น

          – นอกจากเตรียมตัวศึกษาข้อมูลผู้สมัครและพรรคการเมืองแล้ว ผู้มีสิทธิต้องเตรียมเอกสารอะไรไปแสดงที่หน้าหน่วยบ้าง
ก่อนออกจากบ้านไปใช้สิทธิ เตรียมตัวออกจากบ้านไปให้พร้อมกับบัตรประจำตัวประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้แต่บัตรประชาชนที่หมดอายุแล้วก็ใช้ได้ แต่ถ้าลืมหรือหาบัตรประชาชนไม่เจอจริงๆ กฎหมายอนุโลมให้สามารถใช้บัตรหรือหลักฐานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้ โดยต้องเป็นบัตรมีรูปถ่ายและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เช่น บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ, ใบอนุญาตขับขี่ หรือหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)

เมื่อไปถึงหน้าหน่วยเลือกตั้งขอให้ตรวจสอบซ้ำอีกครั้งจากบัญชีของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ติดไว้หน้าหน่วยเลือกตั้งว่า ผู้สมัครที่เราตั้งใจมาเลือกถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครจำนวนมากที่มีปัญหาขาดคุณสมบัติ หากท่านไปลงคะแนนหรือกาเบอร์ให้ผู้สมัครเหล่านั้น ก็จะกลายเป็นบัตรเสีย จากนั้นให้ไปตรวจสอบว่าตนเองเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในลำดับที่เท่าไร โดยบริเวณหน้าหน่วยลงคะแนนจะมีลูกเสือจิตอาสา คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบสิทธิ แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็วผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งและลำดับการใช้สิทธิผ่านแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโหวตมาล่วงหน้า และขอให้บันทึกภาพหน้าจอโทรศัพท์ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานเป็นที่เรียบร้อยจะให้ผู้มีสิทธิเซ็นชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิ และเซ็นชื่อรับบัตรเลือกตั้งที่ต้นขั้วบัตร แล้วเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะฉีกบัตรออกจากต้นขั้ว พับบัตรส่งให้ผู้มีสิทธินำเข้าไปในคูหา
“เมื่อเข้าไปในคูหา อย่ารีบร้อนกาบัตรขอให้อ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง หลายคนยังอาจจะมีข้อสงสัยว่า กาได้กี่เบอร์ หรือต้องกาช่องไหน เลือกตั้งรอบที่แล้วมีบัตร 2 ใบ ทำไมเลือกตั้งรอบนี้มีบัตรใบเดียว แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่คงศึกษากันมาพอสมควรแล้วก่อนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนกาบัตรเลือกตั้ง ขอให้ดูให้ดีว่าเราจะเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองใด หมายเลขใด แล้วกากบาทลงไปในช่องนั้น กาเบอร์เดียว หากกาเบอร์ผิดเปลี่ยนใจขีดคร่อม ขีดฆ่า จะถือเป็นบัตรเสียทันที ผมจึงขอเน้นย้ำให้ดูให้ละเอียดก่อนกาบัตร ตัดสินใจแล้วค่อยกา ห้ามเขียนข้อความอะไรลงไปในบัตรทั้งสิ้นเพราะจะกลายเป็นบัตรเสีย กาเบอร์เสร็จแล้วให้พับบัตรนำมาหย่อนใส่หีบบัตรซึ่งเป็นหีบพลาสติกใส”

   – ในขั้นตอนการนับคะแนนหลังปิดหีบ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง
เมื่อเวลาในการเลือกตั้งผ่านไปจนถึง 17.00 น. ปิดหีบเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วยจะตรวจนับบัตรในหีบว่ามีจำนวนตรงกับผู้มาใช้สิทธิ เพื่อยืนยันว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งจากเขตอื่นเข้ามาปะปน จากนั้นจะเข้าสู่การนับคะแนน ซึ่งจะทำอย่างเปิดเผย ณ หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งในขั้นตอนนี้เปิดให้ประชาชน ผู้สมัคร และผู้แทนพรรคการเมือง เข้าร่วมสังเกตการณ์โดยตลอดทุกขั้นตอน บัตรเลือกตั้งจะถูกเปิดเพื่อนับหมายเลขและบันทึกผลลงคะแนนลงบนกระดานประมวลผล กรณีมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการนับคะแนนของกรรมการ สามารถร้องคัดค้านที่หน้าหน่วยเลือกตั้งได้ เมื่อนับคะแนนเสร็จกรรมการจะรวบรวมผลคะแนนว่าผู้สมัครแต่ละพรรค แต่ละคนได้กี่คะแนน แล้วเข้าสู่กระบวนการรายงานผลคะแนนผ่านแอพพลิเคชั่นแรพพิทรีพอร์ต ซึ่ง กกต.ได้เชื่อมต่อระบบรายงานผลแบบเรียลไทม์กับสื่อมวลชนทุกสำนักข่าว คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงหลังปิดหีบ ก็จะทราบผลว่าในแต่ละเขตใครเป็นผู้ได้คะแนนสูงสุด (อย่างไม่เป็นทางการ 95%) หลังตรวจนับคะแนนกรรมการประจำหน่วยจะทำรายงานและติดประกาศผลคะแนนไว้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง ตัวแทนผู้สมัครจะไปถ่ายรูปเพื่อนำไปประมวลผลหรือสอบทานผลคะแนนได้

นอกจากการสังเกตการณ์การเลือกตั้งของประชาชนผู้มีสิทธิแล้ว ยังมีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตต่างๆ ในประเทศไทย ก็ได้แสดงความจำนงขอเขาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งในประเทศไทยด้วย โดยจะเข้าสังเกตการณ์ตั้งแต่กระบวนการจัดการเลือกตั้ง มีการอำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้สิทธิอย่างไร รวมไปถึงการนับคะแนน การรวมผลคะแนน ทั้งนี้เพื่อยืนยันถึงความโปร่งใสในทุกๆ ขั้นตอน

   – อะไรบ้างเป็นสิ่งต้องห้ามไม่ให้กระทำในวันเลือกตั้ง
ในการลงคะแนน บัตรเลือกตั้งมีความสำคัญที่สุด กกต.เน้นย้ำเสมอให้อ่านรายละเอียดในบัตรเลือกตั้งให้ดี เพราะเมื่อกาบัตรไปแล้วจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อีกทั้งการเลือกตั้งต้องกระทำโดยตรงและลับ ไม่ให้ใครเห็นตอนกาเบอร์ กาเบอร์เสร็จแล้วก็ห้ามไม่ให้ใครเห็น ระเบียบ กกต. จึงห้ามไม่ให้นำกล้องถ่ายรูป หรือโทรศัพท์เข้าไปถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งเด็ดขาด ใครถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งมีโทษจำคุก ใครกาบัตรแล้วชูให้ผู้อื่นดูว่ากาเลือกเบอร์นั้น เบอร์นี้ มีโทษจำคุก เผลอกาผิดก็อย่าฉีกบัตรเลือกตั้ง เพราะจะมีความผิดฐานทำลายบัตร โทษจำคุกเช่นกัน เซลฟี่ในคูหาเลือกตั้งก็ทำไม่ได้ ขอแนะนำว่าอย่าไปเสี่ยงทำผิดในหน่วยเลือกตั้ง หากกรรมการประจำหน่วยตรวจสอบเห็นภาพบัตรเลือกตั้งจะมีความผิดทันที

“ถ้าอดใจไม่ไหว อยากถ่ายเซลฟี่ ก็ให้เซลฟี่หน้าหน่วยเลือกตั้งจะดีกว่า แม้แต่การรับสายโทรศัพท์ภายในคูหาลงคะแนนก็ไม่ควรทำ เพราะคนที่รอลงคะแนนอยู่ข้างนอกอาจชี้ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ แม้แต่ตัวผมเองก็ยังระมัดระวัง เมื่อเข้าไปในคูหาเลือกตั้ง ต่อให้มีใครโทรเข้ามาจะไม่รับสายและไม่โทรออกเด็ดขาด เพราะถ้าถูกกล่าวหาแม้ไม่ได้ทำผิด ก็ต้องเสียเวลาไปแก้ข้อกล่าวหา ช่วงเวลาเพียงแค่ครู่เดียว ห้ามใจตัวเองดีที่สุด”

          – ข้อห้ามเรื่องการดื่มสุราหรือการซื้อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง
การจำหน่ายจ่ายแจกสุรา ก็เป็นอีกหนึ่งต้องห้าม โดยกฎหมายห้ามจำหน่ายจ่ายแจกสุราก่อนวันเลือกตั้ง ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันก่อนวันเลือกตั้ง ไปจนถึงเวลา 18.00 น.ของวันเลือกตั้ง เบ็ดเสร็จคือ 24 ชั่วโมง นับจาก 6 โมงเย็นวันที่ 23 มีนาคม ไปจนถึง 6 โมงเย็นของวันที่ 24 มีนาคม

      – “เอ็กซิทโพลล์” หน้าหน่วยเลือกตั้ง ทำได้มากน้อยแค่ไหน
ในส่วนของโพลล์สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กกต.ไม่ได้ห้ามทำ แต่ห้ามเปิดเผยผลโพลล์ 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ส่วนการทำเอ็กซิทโพลล์หรือสำรวจความคิดเห็นหน้าหน่วยเลือกตั้ง ห้ามไม่ให้กระทำโดยไม่สุจริต ปกติเราอาจไปถามเพื่อนว่าเลือกเบอร์อะไร แต่เพื่อนก็คงไม่บอกความจริง หรือบอกเบอร์ที่ไม่ได้เลือก “เอ็กซิทโพลล์” ไปถามประชาชนก็จะไม่บอกเรื่องจริง ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เคยมีการทำ “เอ็กซิทโพลล์” แล้วมีปัญหา เพราะผลโพลล์ออกมาแบบหนึ่ง แต่ผลการนับคะแนนออกมาอีกแบบ ก็ไปวิจารณ์กันว่าโกงกันแน่ๆ เลย ในความเป็นจริง “เอ็กซิทโพลล์” สู้การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งไม่ได้ เพราะเราเองก็คงไม่อยากบอกใครว่าเราเลือกเบอร์อะไร มันเป็นความลับของเรา นอกจากนี้กฎหมายยังห้ามไม่ให้มีการเล่นพนัน ทายผลการเลือกตั้ง

          – ในวันเลือกตั้งประชาชนทั่วไปยังสามารถโพสต์หรือแชร์ข้อความเชียร์หรือไม่สนับสนุนผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ได้หรือไม่
กฎหมายห้ามหาเสียงในวันเลือกตั้ง ทุกอย่างต้องหยุดหมด โซเชียลก็ต้องหยุดด้วย หากไปโพสต์อะไรก็จะกลายเป็นการหาเสียงในวันเลือกตั้ง มีความผิดอาญา จะอ้างว่าสุจริตหรือไม่รู้ ไม่ได้ เพราะกฎหมายใช้คำว่า “ผู้ใดหาเสียงวันเลือกตั้งมีความผิด มีโทษจำคุก” ประชาชนทั่วไปต้องหยุด แม้แต่ข้อความที่เคยโพสต์ไว้ก่อนหน้า ก็ต้องระวังไม่ให้แสดงขึ้นมาอีกในวันเลือกตั้ง ถ้าไม่มีใครเห็นหรือตรวจสอบไม่พบก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีกรณีร้องเรียนจะเป็นปัญหา ต้องถูกตรวจสอบดำเนินคดี ประชาชนจึงต้องระมัดระวังด้วย

   – ข้อห้ามเรื่องการขนคนไปลงคะแนน
เรื่องการจัดยานพาหนะขนคนไปลงคะแนน ไม่รู้ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีหรือไม่ แต่ในอดีตถูกตรวจสอบพบ ถูกดำเนินคดี โดน “ใบแดง” ไปกันเยอะ กฎหมายอนุญาตให้หน่วยงานของรัฐจัดรถรับส่งอำนวยความสะดวกในการไปลงคะแนนเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เป็นหน่วยกำลังพลที่ต้องมีรถรับส่งและนำกำลังพลกลับเข้าหน่วย ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ ทั่วไปไม่มีการจัดรถรับส่ง เพราะหน่วยเลือกตั้งไม่ได้อยู่ไกลจากชุมชน พูดได้ว่ากว่า 7 หมื่นตำบลทั่วประเทศ มีหน่วยเลือกตั้งกระจายอยู่มากกว่า 9 หมื่นหน่วย โดยคำนึงถึงความสะดวกในการเดินทางไปใช้สิทธิ บางแห่งอาจจะเดินไปหรือนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไป ไม่ไกลมาก กรณีจัดรถรับ-ส่งฟรี ถ้าโดนร้องเรียนขึ้นมาจะมีปัญหา

          – จากข้อผิดพลาดบกพร่องต่างๆ ในการจัดเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด นำมาประเมินเพื่อแก้ปัญหาในวันเลือกตั้งจริง 24 มีนาคม อย่างไร
ในวันเลือกตั้งมีหน่วยเลือกตั้ง 92,500 หน่วย กระจายทั่วประเทศ มั่นใจได้ว่าไม่เกิดเหตุวุ่นวายแน่นอน แตกต่างจากวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด 17 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีบัตรเลือกตั้งต่างเขต จนทำให้เกิดปัญหาผิดพลาด สับสนในการหยิบบัตรผิด และแจกบัตรผิด ซึ่งเป็นปัญหาของกรรมการประจำหน่วยที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ทั้งวัน แม้จะมีกรรมการประจำหน่วยสำรอง แต่ก็ยังมีปัญหา ขณะที่บางหน่วยซึ่งคิดว่าอาจจะมีปัญหากลับไม่มีปัญหา เช่น เขตบางกะปิที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิสูงสุดกว่า 6 หมื่นคน ซึ่งไม่พบปัญหาเลยหลังปิดหน่วยเลือกตั้ง เกินเวลา 17.00 น. ไปเพียงเล็กน้อย ก็ปิดการลงคะแนนได้ ไม่มีปัญหาตกค้าง ในส่วนของประเด็นข้อผิดพลาดบกพร่องต่างๆ อันเกิดจากระบบที่ออกแบบไว้ กกต.นำเสนอให้มีการแก้ไขต่อไป

“เราน้อมรับความผิด ในทุกข้อบกพร่อง เมื่อพบปัญหาก็เร่งแก้ไขในทันที โดยปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ถึงขนาดกระทบกระเทือนต่อการเลือกตั้งโดยรวม และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้าเท่านั้น วันเลือกตั้งจริงไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะจะไม่มีบัตรเขตเลือกตั้งอื่น ที่สำคัญในวันเลือกตั้ง เรามีเวลา 9 ชั่วโมงเต็ม สำหรับการเปิดหีบลงคะแนน โดยมีผู้ใช้สิทธิเฉลี่ย 800 คนต่อ 1 หน่วยเลือกตั้ง มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาความแออัด และคงไม่มีปัญหาผู้มาใช้สิทธิตกค้างในหน่วยเลือกตั้งจนล่วงเลยเวลาปิดหีบ ยกเว้นรายที่มาไม่ทันลงคะแนน หรือมาถึงหน่วยเลือกตั้งหลังเวลา 17.00 น.”

          – เตรียมการรองรับปัญหาแอพพลิเคชั่นล่มอย่างไร เพราะวันที่ 17 มีนาคม มีการกดเข้าไปตรวจสอบข้อมูลพร้อมๆ กันจนทำให้ระบบล่ม
แนะนำให้ดาวน์โหลดข้อมูลและบันทึกหน้าจอไว้ก่อนล่วงหน้า อย่าไปดาวน์โหลด หรือตรวจสอบสิทธิพร้อมๆ กันที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระบบล่ม อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา กกต.ได้แก้ไขให้ระบบสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติภายในเวลาเพียง 15 นาที โดยการเพิ่มเซิร์ฟเวอร์เข้าไปอีกเท่าตัว

    – อยากให้แนะนำไปยังประชาชนที่อยากมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแสทุจริตเลือกตั้ง
ถ้าพบการทุจริต สามารถแจ้งเบาะแสมาที่สายด่วน 1444 แอพพลิเคชั่นตาสับปะรด หรือเข้าแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง โดยระเบียบ กกต.กำหนดให้มีสินบนรางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส ถ้าพบการแจกเงินซื้อเสียง สามารถเก็บพยานหลักฐานนำส่งให้กกต. จนสามารถเอาผิดกับผู้สมัคร เมื่อศาลตัดสินลงโทษ หรือ กกต.สั่งระงับสิทธิสมัคร จะมีสินบนรางวัลนำจับให้สูงสุดถึง 2 แสนบาท ทั้งนี้เพื่อเป็นกระบวนการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยรางวัลสินบนนำจับนี้ มากกว่าเป็น 1,000 เท่าเมื่อเทียบกับเงินซื้อเสียง

สำหรับแอพพลิเคชั่น ตาสับปะรด กกต.ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการติดตามสถานการณ์และป้องปรามการทุจริตเลือกตั้ง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการรายงานสถานการณ์เมื่อพบเห็นการทุจริตและการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือรายงานสถานการณ์ทั่วไปที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยผู้ใช้งานสามารถรายงานสถานการณ์ได้ทั้ง ข้อความ ภาพ เสียง หรือวิดีโอ ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งสมาร์ทโฟนในระบบเอนดรอยด์และไอโอเอส เมื่อดาวน์โหลดแล้วเพียงแค่กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ก็สามารถรายงานเหตุการณ์ทุจริตเลือกตั้ง อัพโหลดได้ทั้งข้อความ ไฟล์ภาพ ไฟล์เสียง และคลิปวิดีโอ ส่งตรงถึง กกต.ได้ทันที

สุดท้าย สำหรับข้อห่วงใยของการดูแลรักษาความปลอดภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องเปิดหน่วยลงคะแนนจนถึงเวลา 17.00 น. ซึ่งจะเสร็จสิ้นการนับคะแนนในช่วงค่ำนั้น กกต.ได้ประสานกำลังตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองกระทรวงมหาดไทย ให้วางกำลังดูแลความปลอดภัยเต็มที่ในวันเลือกตั้ง มีการเพิ่มกำลังดูแลตลอดเส้นทาง โดยเป็นการรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่จะเดินทางมาลงคะแนน และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยด้วย

 กติกาเลือกตั้ง ฝ่าฝืนมีโทษ คุก-ปรับ-เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
1.ห้ามลงคะแนนทั้งที่ตนเองไม่มีสิทธิ โดยแสดงหลักฐานที่ไม่ใช่ของตนเอง
2.ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหายหรือให้เป็นบัตรเสีย หรือทำให้บัตรเสียเป็นบัตรที่ใช้ลงคะแนนได้
3.ห้ามขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้งในระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง
4.ห้ามหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
5.ห้ามผู้ใดเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
6.ห้ามผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว
7.ห้ามผู้มีสิทธิเลือกตั้งเรียก รับ หรือยอมที่จะรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน
8.ห้ามขัดขวาง หน่วงเหนี่ยว เพื่อไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือไปถึงไม่ทันเวลาปิดหีบเลือกตั้ง

ภาพหลอน “เปรมชัย” เสือดำต้องไม่ตายฟรี?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366441?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภาพหลอน “เปรมชัย” เสือดำต้องไม่ตายฟรี?

วันที่ 23 มีนาคม 2562 – 08:30 น.
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ,เปรมชัย กรรณสูต,เสือดำ,วิเชียร ชิณวงษ์,เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก
เปิดอ่าน 1,532 ครั้ง

“เสือดำต้องไม่ตายฟรี” กระแสที่ร้อนแรงในสังคมไทยยาวนานกว่า 1 ปี ล่าสุดวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีคำพิพากษาในทางกฎหมายออกมาเรียบร้อยโดยศาลจังหวัดทองผาภูมิ

โดยสรุป จำเลยที่ 1 เปรมชัย กรรณสูต จำคุก 16 เดือน ไม่รอลงอาญา ปรับ 2 ล้านบาท, จำเลยที่ 2 ยงค์ โดดเครือ (คนขับรถ) จำคุก 13 เดือน, จำเลยที่ 3 นที เรียมแสน (แม่ครัว) จำคุก 4 เดือนปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญามีกำหนด 2 ปี, จำเลยที่ 4 ธานี ทุมมาศ (นายพราน) จำคุก 2 ปี 17 เดือน ส่วนค่าเสียหายทางแพ่งให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 2 ล้านบาท

ทั้งนี้ เปรมชัยได้รับการประกันตัวไปในวงเงิน 4 แสนบาท เงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศและจะกลับมาสู้ต่อในชั้นต่อไปด้วย

จากข้างต้น แน่นอนตัวเลขทั้งจำคุกและค่าปรับ จะสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายมีอยู่จริง (เป็นไปตามหลักฐานและสำนวน)

เช่นเดียวกับที่ วิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ผู้ที่จับกุมเปรมชัยและพวก ได้เผยแก่สื่อมวลชนว่าเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยังคงหล่อตามสไตล์ฮีโร่ของคนไทยต่อไป

หรือคนไทยทั่วไปหลายคนก็ยอมรับว่า ในเมื่อหลักฐานที่ได้มาไม่มีใครชี้ 100% ว่าใครฆ่าใครยิงกันแน่ เพราะในป่าไม่มีกล้อง คำตัดสินก็ควรที่จะต้องออกมาแบบนี้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง กับกระแสของสังคมวงกว้าง ดูเหมือนกำลัง “ส่ายหน้า” เพราะคนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่ากระสุนที่ปลิดชีพเสือดำนั้นมาจากน้ำมือของบิ๊กก่อสร้างรายนี้

ดังนั้น แม้ว่าเสี่ยใหญ่อิตาเลียนไทย จะพูดเพียงคำเดียวกับผู้สื่อข่าวขณะขึ้นรถออกจากศาลด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “มีอย่างเดียว…ผมขอโทษครับ”

แต่ก็ไม่ได้ทำให้สังคมลืมเลือนถ้อยคำที่เขาเคยพูดช่วงหลังเกิดเรื่องว่า “ผมไม่ได้ฆ่าเสือดำ ก็ได้โทรสอบถามทุกกรมทุกกระทรวงแล้วมีแต่คนเห็นใจ” และไม่ได้ทำให้สังคมลืมกระสุน 8 นัดที่ฝังบนร่างเจ้าเสือดำไปได้

ทุกอย่างจึงมาลงท้ายที่บทสรุป ซึ่ง “ศศิน เฉลิมลาภ” ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวไว้ก่อนรับทราบคำตัดสินว่า

“ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร แต่มาตรการทางสังคมได้ลงโทษคุณเปรมชัยมาระดับหนึ่งแล้ว สังคมไม่ยอมรับคุณ คงเดินไปไหนมาไหนได้ไม่เหมือนเดิม”

เราจึงสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เปรมชัยจะต้องแบกมันไปอีกยาวนาน เฉกเช่นที่เคยแบกมาตลอดปีที่ผ่านมา ก็คือบทลงโทษจากสังคม ที่อาจจะไม่มีวันอุทธรณ์ ฎีกา หรือรอลงอาญาด้วยซ้ำ

0     0       0

ย้อนกลับไปในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากที่คนไทยได้รับรู้ข่าวการจับกุมกลุ่มล่าสัตว์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี และสังหารเสือดำไป 1 ตัว กับซากสัตว์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พร้อมของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนจำนวนมาก
และได้รับรู้ว่า 1 ใน 4 ของผู้กระทำผิดกลุ่มนี้ คือ “เปรมชัย กรรณสูต” ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบิ๊กขององค์กรยักษ์ เป็นคนดังระดับประเทศ

จนกระทั่งภาพข่าวที่คนไทยได้เห็นพร้อมกัน คือภาพที่เปรมชัยนั่งอยู่ท่ามกลางอุปกรณ์สนาม บวกกับภาพซากเสือดำน่าสลด ดังนั้น กระแสในสังคมออนไลน์จึงเหมือนเป็นเพียงที่เดียวสำหรับตัดสินเรื่องนี้ หลังจากนั้นเราจึงเห็นความเคลื่อนไหวทางโซเชียลชนิดกัดไม่ปล่อย

โดยไม่ใช่แค่ชาวเน็ตทำการเปลี่ยนรูปโพรไฟล์ในเฟซบุ๊กเป็นภาพเสือดำ เป็นสัญลักษณ์ไว้อาลัย และจับตาคดีนี้อย่างถึงที่สุด แต่กับเจ้าสัวอิตาเลียนไทยพูดได้เลยว่า ชาวเน็ตก่นด่าเขากันอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม

ทั้งสื่อมวลชน คนดัง นักวิชาการ ชาวบ้าน ไปจนถึง แว้น-สก๊อย ฯลฯ ผู้คนจากทุกแวดวงต่างฝ่ายต่างออกมาเคลื่อนไหวต่อเรื่องนี้กันอย่างมืดฟ้ามััวดิน เป็นงานสามัคคีชุมนุมของคนไทยครั้งหนึ่งแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

กลุ่มที่ออกตัวแรงกับเรื่องนี้เห็นจะหนีไม่พ้น “ศศิน เฉลิมลาภ” ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และทีมงาน และบทบาทของศศินในฐานะนักอนุรักษ์

ที่สำคัญ ตลอดมาเขาและมูลนิธิฯ ได้เกาะบี้ขยี้เค้นในเรื่องนี้ จัดงานเสวนาพูดคุยบ่อยครั้ง และกดดันไปยังองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาทำความยุติธรรมให้เห็น รวมถึงเพจ “คนอนุรักษ์” เช่นกัน

คนไทยไปดูได้ในเฟซบุ๊กเพจ “มูลนิธิสืบนาคะเสถียร” เรื่องต่างๆ ตามไทม์ไลน์ของคดีเสือดำ จะยังคงปรากฏหราอยูในฟีดข่าว เพื่อตอกย้ำ เตือนสติ ให้ความรู้ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาจนถึงนาทีนี้

ที่เหลืออีกจำนวนมาก ก็จะมีกลุ่มคนจากแวดวงต่างๆ ที่เข้ามาเป็นกระบอกเสียงให้เสือดำ โดยมิได้นัดหมาย

แต่ที่สร้างกระแสได้มากก็คือ “กลุ่มศิลปินกราฟิตี้” หลายรายทั้งมีชื่อเสียง และ โนเนม พวกเขาพากันพ่นกราฟิตี้ภาพเสือดำในหลากหลายรูปแบบบนพื้นที่กำแพงในุมต่างๆ ทั่วเมืองหลวง

ผู้คนยิ่งเห็นภาพเสือดำก็ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวด กระแสถล่มเปรมชัยก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเป็นเท่าทวี วันนี้แม้ภาพเหล่านั้นเลือนไปจากกำแพงบ้างแล้ว แต่พูดได้เลยว่าชื่อของ “เปรมชัย” จะถูกจดจำเป็นรอยสักในใจคนไทยอีกนาน

แต่ที่หนักหนาอีกอย่าง คงจำกันได้ห้วงปีที่ผ่านมาไม่เพียงเปรมชัยจะโดนสังคมรุมประณามโดยไม่ต้องถามถึงข้อกฎหมาย แต่ช่วงหนึ่ง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ก็พลอยโดยหางเลขส่งผลสะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ของบริษัท ดังที่รู้ว่า บ.อิตาเลียนไทยฯ นั้น เป็นบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่มีงานเล็กและใหญ่ในมือมากมาย

เวลานั้น กลายเป็นกระแสโกรธเปรมชัย-ไม่เอาอิตาเลียนไทย พูดกันหนาหูว่า เนื่องจากเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งหากมีการดำเนินคดี อาจจะต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้มารับตำแหน่งประธานและกรรมการบริษัทแทนหรือไม่

และยังที่ลามไปถึงร้านอาหารไทย-อิตาเลียนที่โดนพ่นสีป้ายร้าน รวมไปถึงมีมือดีทำภาพกราฟฟิกเสือดำยักษ์นอนคร่อม หลั่งน้ำตาอยู่บนยอดตึกอิตัลไทยอย่างน่าขนลุกขนพอง !

ที่กล่าวมา แม้จะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคำตัดสินจากสังคมไทย แต่ก็พอเห็นภาพแล้วว่า ทุกคืนวันที่ผ่านมาได้มีค่าใช้จ่ายตามบิลเรียกเก็บไปยังคนชื่อเปรมชัยมาตลอด ดังนั้นที่เหลือจากนี้ไม่ว่าคดีจะไปจบตรงไหน #เสือดำคงไม่ได้ตายฟรี

ชั่วเจ็ดทีสู่ดีเจ็ดหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366596?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชั่วเจ็ดทีสู่ดีเจ็ดหน

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 14:30 น.
ชั่วเจ็ดทีสู่ดีเจ็ดหน,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 317 ครั้ง

โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิตdhanarat333@gmail.com

ในยุคสามก๊ก (พ.ศ. 763 ถึง 823) มียอดยุทธศาสตร์นามจริงว่า ซูชี่เหลียง นามยกย่องว่า “ขงเบ้ง” รับราชการเป็นอัครมหาเสนาบดีของจักรพรรดิก๊กชูฮั่น วันหนึ่ง ขงเบ้งได้รับบัญชาให้วางแผนรับศึกก๊กเหวยทางเหนือ ในขณะที่ภาคใต้ ก็มีนายทหารเหม็งฮั่วตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อจักรพรรดิก๊กชูฮั่น โดยจับมือกับจักรพรรดิก๊กเหวย ยกทัพตนขึ้นเหนือในจังหวะที่ก๊กเหวยยกทัพลงใต้ โจมตีขนาบก๊กชูฮั่นพร้อมกัน

ด้วยกลยุทธ์ “แปดเหลี่ยมสิบสองคม” ขงเบ้งหลอกล่อพลพรรคเหม็งฮั่วที่เข้มแนวบู๊แต่อ่อนแนวบุ๋น จนหลงกลเข้าไปติดกับดักและถูกปิดล้อมไว้หมด เหม็งฮั่วต้องชักธงขาวตกเป็นเชลยศึกโดยปริยาย แต่แทนที่จะสั่งจำคุกหรือประหารชีวิตเชลยศึกตามกติกาสงคราม ขงเบ้งกลับจัดหาเหล้ายาปลาปิ้งมาบำรุงบำเรอเชลยทั้งหมด เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้ว ขงเบ้งก็ลุกขึ้นกล่าวปิดงานเลี้ยง “พวกเจ้ามีพ่อแม่ลูกเมียห่วงใยรออยู่ที่บ้าน ข้าฯ จะปล่อยพวกเจ้ากลับไปอยู่กับคนที่เจ้ารักและคิดถึง..เดี๋ยวนี้”

ขงเบ้งหันไปถามเหม็งฮั่ว “หากข้าฯ ปล่อยเจ้าไป เจ้าจะทำอย่างไรกับข้าฯ ต่อไป?” เหม็งฮั่วตอบแบบขวานผ่าซาก “ข้าฯ จะรวบรวมกำลังพลยกกลับมาตีก๊กชูฮั่นอีก หากท่านชนะอีก ข้าฯ ก็จะยอมยกย่องท่านเป็นยอดยุทธศาสตร์สงคราม” มิไยท่าทียโสโอหังพยาบาทของเหม็งฮั่ว ขงเบ้งสั่งปล่อยเชลยทั้งหมดเป็นอิสระ แถมกำนัลเหม็งฮั่วด้วยม้าเจนรบพร้อมอานม้าอย่างดี

ทันใดนั้น บรรดาขุนพลของขงเบ้งต่างก็สำแดงความไม่พอใจอย่างออกหน้าออกตา ขงเบ้งชี้แจงทันที “ข้าฯ วางแผนจับเหม็งฮั่วมาได้ ข้าฯ จะทำอะไรอย่างไรกับเชลยคนนี้ ก็ย่อมได้ ไม่เห็นมันจะมีปัญหาตรงไหน รู้มั้ย ข้าฯ กำลังเสี่ยงเอาชนะใจเหม็งฮั่ว… ดีไม่ดี สันติภาพยั่งยืนอาจเกิดขึ้นสักวัน พวกเราจะได้ไม่ต้องมาออกรบให้เสียเลือดเสียเนื้อกันอีก”

ทันทีที่ระดมพลกับอาวุธได้พร้อมรบ เหม็งฮั่วก็ยกทัพกลับขึ้นไปตีก๊กชูฮั่นอีก แต่ด้วยยุทธศาสตร์ล้ำหน้าแยบยลยิ่งของขงเบ้ง เหม็งฮั่วก็ถูกจับเป็นเชลยและปล่อยกลับไปอีก ปรากฏว่า วนเวียนพ่ายแพ้กับถูกปล่อยกลับอยู่ถึง 6 ครั้ง

ก่อนถูกปล่อยกลับครั้งที่หก เหม็งฮั่วลั่นวาจาไว้กับขงเบ้ง “หากท่านจับข้าฯ ได้อีกเป็นครั้งที่เจ็ด ข้าฯ ก็อาจยอมมอบความจงรักภักดีต่อท่านและเลิกยกทัพมาตีก๊กชูฮั่นอีก” ขงเบ้งตอบสวนกลับ “คราวนี้ ข้าฯ เห็นจะต้องเลิกปล่อยเจ้าอย่างเคยอีกละ”

ด้วยมิจฉาทิฐิแรงกล้า เหม็งฮั่วมุ่งมั่น “เผด็จศึก” ขงเบ้งให้สำเร็จ จึงไปจับมือกับจักรพรรดิหวูตู่กู้แห่งก๊กหวูเจ้อ ทหารก๊กนี้ได้พัฒนาเสื้อเกราะทหารล้ำยุค ทำด้วยป่านเหนียวชุบน้ำมันดำ ตากแห้งจนมีสภาพเหนียวแข็งต้านทานของมีคมได้ดีเลิศ ทันทีที่พร้อม สองทัพยกทัพพิชิตก๊กชูฮั่นทันที

เมื่อได้ทบทวน “ศิลปสงคราม” อมตะของยอดยุทธศาสตร์ซุนซื่อที่มีมาราว 720 ปีก่อนยุคสามก๊กเป็นมั่นเหมาะแล้ว ขงเบ้งก็ออกบัญชาการศึกทันที โดยสั่งให้ทหารตนแสร้งพ่ายแพ้ วิ่งล่าถอยร้องโวยวายสุดชีวิต กองทัพเสื้อเกราะเห็นได้ทีก็วิ่งไล่ล่าอย่างว่องไวประหนึ่งเสือล่าเนื้อ จนเข้าไปในหุบเขาแคบๆ เมื่อได้จังหวะ ขงเบ้งก็ส่งสัญญาณให้ทหารที่ซุ่มรออยู่โดยรอบ จุดไฟเผาดงหญ้าดงไม้บริเวณนั้นทันที เปลวเพลิงกระโดดกระจายตามกระแสลมไปติดเสื้อเกราะชุบน้ำมันดำ เผาไหม้ย่างสดข้าศึกเกือบหมด ส่วนเหม็งฮั่วที่นั่งบัญชาการอยู่บนหลังม้า ก็ถูกทหารขงเบ้งปิดล้อมไว้ จนต้องยอมชักธงขาวอีก พอรู้ตัวว่าศีรษะตนเห็นจะต้องหลุดจากบ่าเป็นแน่แท้คราวนี้ ก็นิ่งเฉยรอตายเยี่ยงชายชาติทหารอยู่บนหลังม้า

หลังจากที่กำชัยชนะได้เด็ดขาด ขงเบ้งส่งทหารไปอ่านคำสั่งกฎอัยการศึกให้เหม็งฮั่วฟัง “ท่านขงเบ้งมีบัญชาให้ข้าฯ มา..ปลดปล่อยเชลยเหม็งฮั่วเป็นอิสระอีก ท่านจะได้กลับไปยกทัพมาโจมตีก๊กชูฮั่นอีก” ทันใดนั้น เหม็งฮั่วก็ร้องไห้โฮใหญ่ออกมาด้วยความละอายใจใน “มิจฉาทิฐิ” ที่ตนได้ยึดติด “ความเห็นผิด” คิดเป็นใหญ่โดยมิชอบมานาน ในขณะที่ “สัมมาทิฐิ” อันกอปรด้วย “ความเห็นชอบ” ก็เข้าไปแทนที่ เสมือนความสว่างเข้าแทนที่ความมืดที่จางหายไป เหม็งฮั่วเริ่ม “ตื่นรู้” ตามกฎธรรมชาติ แปรเปลี่ยนเป็นสัตบุรุษ มีกตัญญูกตเวทีและประพฤติอยู่ในศีลธรรม

ต่อมา เหม็งฮั่วขอเข้าคารวะขงเบ้ง โดยคุกเข่าลงพลางพลอดออดอ้อน “ท่านขงเบ้ง ท่านเป็นอัครมหาเสนาบดีสูงส่งจากสวรรค์โดยแท้ ข้าฯ กับเหล่าทหาร ขอสาบานว่าจะไม่มีวันมาคุกคามอธิปไตยของก๊กชูฮั่นอีก”

ขงเบ้งถามกลับให้แน่ใจ “เจ้ายอมแพ้จริงๆ แล้วหรือนี่?” เหม็งฮั่วตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านได้เมตตากรุณาต่อข้าฯ กับลูกหลานข้าฯ ถึงเจ็ดครั้ง นับเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงยิ่ง พวกข้าฯ จะไม่ยอมสยบราบคาบต่อท่านได้อย่างไรล่ะ?”

ก่อนถอนทัพกลับก๊กชูฮั่น ขงเบ้งสั่งจัดงานสมโภชแต่งตั้งให้เหม็งฮั่วเป็นแม่ทัพภาคใต้ แต่นั้นมา เหม็งฮั่วกับพลพรรคก็กลายเป็นพันธมิตรที่อ่อนน้อมแต่แข็งแกร่งที่สุดของก๊กชูฮั่น

บทเรียนจากตำนานสามก๊กอมตะตอนนี้ คือ “สามัคคีธรรม” หรือ “การร่วมมือกัน” เป็นกุญแจดอกเดียวที่จะไขประตูสู่ “ความเจริญสุขร่วมกัน” แม้รบเก่งกว่าเหม็งฮั่วขนาด “จับตัววางตาย” ขงเบ้งก็ยังถ่อมตนให้ “ความร่วมมือ” ด้วยการแสดงความเมตตากรุณาปล่อยเหม็งฮั่วกับพลพรรคเป็นอิสระถึงเจ็ดครั้ง ในที่สุด เหม็งฮั่วก็ “ตื่นรู้” หลุดพ้นจาก “จิตโจร” มาเป็น “จิตพุทธะ” หันมาให้ความร่วมมือกับขงเบ้ง หาไม่แล้ว ก็จะยังต้องออกรบด้วย “จิตโจร” และพ่ายแพ้เป็นวงจรอุบาทว์ชั่วกัปชั่วกัลป์

สงครามคือ “การแข่งขันกัน” แบบไม่แพ้ก็ชนะ แม้สุดยอดนักรบระดับซุนซื่อเอง ก็ได้ชี้ให้เห็นคุณค่าของ “การร่วมมือกัน” ไว้ชัดว่า “ล้ำเลิศเมื่อชนะศัตรูโดยมิต้องสูญเสีย ย่ำแย่เมื่อชนะด้วยเลือดกับชีวิต จับเป็นย่อมเก่งกว่าพิฆาตศัตรู”

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักการเมืองที่ยังถูก “มิจฉาทิฐิ” ครอบงำอยู่ จะหันมา “ร่วมมือกัน” กับนักการเมืองด้วยกันสักที อย่าง “ผู้ตื่นรู้” เพื่อก้าวข้าม “ชั่วเจ็ดที” (แพ้เจ็ดครั้ง) สู่ “ดีเจ็ดหน” (อ่อนน้อมแต่แข็งแกร่งตลอดไป) คือ ข้าม “มิจฉาทิฐิ” สู่ “สัมมาทิฐิ” ดังเช่นดอกบัวที่เจริญเติบโตจากโคลนตมจนโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมารับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์

หลังเลือกตั้ง นักการเมืองทั้งปวงที่สอบผ่านหรือสอบตก พึง “ร่วมมือกัน” พัฒนาชาติบ้านเมืองด้วยความจริงใจ โดย (1) ปรับเปลี่ยน “ชุมชนไร้วิญญาณจิตที่ไล่ล่าแต่วัตถุเงินทองอำนาจ” มาเป็น “ชุมชนที่หยั่งรู้ความทุกข์ของผู้อื่นเป็น” คือ ฝักใฝ่ในจิตตภาวนา พร้อมแสดงความเมตตากรุณาช่วยดับทุกข์ให้เพื่อนร่วมชาติ โดยไม่กลัวขาดทุน (2) ปรับเปลี่ยน “ชุมชนตัวใครตัวมัน” เป็น “ชุมชนรักกันฉันพี่น้องด้วยสามัคคีธรรม” และ (3) ปรับเปลี่ยน “ชุมชนที่มีปัจจัยเหลื่อมล้ำกันแบบฟ้ากับเหวลึก” เป็น “ชุมชนที่อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคกันด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ทั้งนี้ เพื่อช่วยกันทำนุบำรุงเงื่อนไขทางสังคมที่อำนวยให้แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินธรรมดังเดิม

ทั้งสามลักษณะชุมชนอันชอบธรรมนี้ ได้เกิดขึ้นพร้อมกันมาแล้วกับชุมชนหนึ่งที่ประกอบด้วยจิตอาสาทั้งต่างชาติกับไทย ซึ่งไม่รู้จักกันหรือนัดหมายกันมาก่อน แต่ก็สามารถ “ร่วมมือกัน” กู้ชีพทีมบอลหมูป่าทั้งหมดจากถ้ำขุนน้ำนางนอน ปี 2561 เชียงราย ได้สำเร็จ ทั้งนี้ ด้วยวิญญาณจิตเยี่ยงวีรชน ไม่มีใครกลัวขาดทุน แต่กอปรด้วยความเมตตากรุณา สามัคคีธรรม และการอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาคกัน

หากนักการเมืองทั้งปวง “ร่วมมือกันเพื่อชาติบ้านเมืองด้วยใจจริง” แล้ว “ประชาธิปไตย” ที่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยปรารถนากันมาก ดังเห็นได้จากจำนวนผู้ออกเสียงเลือกตั้งรอบแรกที่มีสูงเป็นประวัติการณ์ ก็จะมีโอกาสได้รับใช้ผู้เป็นเจ้าของฯ อย่างแน่นอน หาไม่แล้ว เวทีการเมืองจะมีแต่การโกงกินทะเลาะเบาะแว้งกันเพื่อตัวเองแบบละครน้ำเน่าอีก “ประชาธิปไตย” ก็จะไม่ได้รับใช้ผู้เป็นเจ้าของ อย่างแน่นอน

แล้วท่านนักการเมืองอยากมี “ประชาธิปไตย” ไว้หาวิมานอะไรมิทราบ ?

หลังเลือกตั้ง 24 มีนารัฐบาลข้างน้อยไต่เส้นด้าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลังเลือกตั้ง 24 มีนารัฐบาลข้างน้อยไต่เส้นด้าย

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 10:55 น.
รศอัษฎางค์ ปาณิกบุตร,พรรคประชาธิปัตย์,รศดรสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 2,297 ครั้ง

โดย… พรทิพย์ ทองดี

นับถอยหลังเข้าสู่วันเลือกตั้ง อีก 2 วันก็จะถึงวันสำคัญของประเทศ “เลือกตั้ง 24 มีนาคม” หลังจากที่ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งมานานถึง 8 ปี การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะพาประเทศไทยก้าวเดินไปในทิศทางใด

เมื่อประชาชนได้เข้าสู่กระบวนการที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 17 มีนาคม กับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา สำหรับคนที่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ ก่อนประชาชนอีกกลุ่มจะตบเท้าเข้าคูหาไปหย่อนบัตรกันในวันที่ 24 มีนาคมนี้ แต่ก่อนที่จะไปถึงวันนั้น ในวันนี้นักวิชาการได้มองถึงทิศทางการเมืองไทยหลังเลือกตั้งกันอย่างไร

รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุว่า การที่ “พรรคเพื่อไทย” จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น “พรรคจะต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย”  เพราะจากกติกาที่มีอยู่ พรรคเพื่อไทยจะต้องได้ที่นั่งส.ส.มากกว่าครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งโอกาสก็มีอยู่แต่เป็นไปได้ยาก

ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถึงแม้นายอภิสิทธิ์จะออกมาปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ แต่คาดว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นจะอยู่สายเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ “ประชาธิปัตย์จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ต่อเมื่อ พรรคได้คะแนนมาเป็นที่สอง คือเป็นที่หนึ่งในฝ่ายของรัฐบาล” แต่ว่าทางด้านของพรรคพลังประชารัฐจะยอมหรือ ถ้าประชาธิปัตย์จะไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แน่นอนว่าถ้าเอาตามคำพูดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ถ้าตามยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่สามารถเกิดการพลิกแพลงได้เสมออะไรก็คงจะเกิดขึ้นได้

เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นนายกฯ แน่ 95% แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเลขในสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพราะถ้าพรรคพลังประชารัฐมีเสียงต่ำกว่า 275 หรือต่ำกว่าครึ่ง จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นมากในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เริ่มต้นในการเสนอนโยบาย การบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องโดนคัดค้านตลอดเวลา และถ้าอยู่ยาวไปหน่อย ก็ต้องรอการลงมติไม่ไว้วางใจแล้วโหวตกัน “ตราบใดที่คุณประยุทธ์เป็นนายกฯ แล้ว มีเสียงในสภาไม่ถึง 275 คุณประยุทธ์ก็อยู่ไม่ได้ ถึงมีอยู่ 251 ก็ไม่มีเสถียรภาพ เพราะต้องมีงูเห่าแน่ๆ” ในสภาผู้แทนราษฎร ส.ว.อาจช่วยให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ไม่สามารถทำให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ได้ ถ้ามีเสียงต่ำกว่า 275 ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องยาก ทุกพรรคการเมืองต่างรู้ตัวว่า ลงตัวไม่ได้ เว้นแต่ฝ่ายประชาธิปไตยรวมกันแล้วได้เกิน 250 ก็จะมีพรรคที่ได้ที่นั่ง ส.ส. 30 หรือ 40 เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งตอนแรกอาจจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ แต่ในที่สุดถ้าเห็นตัวเลขก็จะหันมาทางนี้

และแม้จะมีกระแสความกังวลถึงเรื่องเดดล็อกทางการเมืองเกิดขึ้น แต่ “รศ.อัษฎางค์” คิดว่า ไม่น่าเกิด “ถ้าทุกฝ่ายรักประเทศกันจริง ไม่ใช่รักประชาชนจนน้ำลายไหล” เพราะอยากเห็นประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่ไม่มีคนเห็นแก่ตัว “ถ้าหากรู้ว่าตนเองไม่ได้แล้วดันทุรังอยู่ไปมันก็ไม่ถูกต้อง เสียงของประชาชนเป็นตัวตัดสินอยู่แล้วว่าเขาเอาเราหรือไม่เอาเรา” เลยคิดว่าไม่น่าจะเกิดเดดล็อกทางการเมืองขึ้น ถ้ามีสปิริตทางการเมืองกันจริงๆ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าหลังจากผ่านการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมไป ประชาชนเขาจะเอาใคร ใครเป็นเสียงส่วนใหญ่ ก็ควรจะมอบให้คนคนนั้นเขาไป แต่ถ้ามีการใช้เล่ห์เหลี่ยม ก็อาจจะเกิดเดดล็อกขึ้นได้เหมือนกัน แต่ควรจะเกิดน้อยมากถ้าเราพิจารณาถึงสปิริตทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และได้ระบุด้วยว่า ตัวแปรสำคัญทางการเมืองครั้งนี้คือ พรรคภูมิใจไทย แต่โอกาสที่พรรคขนาดกลาง จะได้เป็นนายกฯ นั้นคงยาก

ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจและการเมือง ได้สะท้อนมุมมองทิศทางด้านเศรษฐกิจหลังเลือกตั้งไว้ว่า

หากพิจารณาจากแนวนโยบายของพรรคการเมือง จะเห็นได้ว่า ผลข้อแรกที่จะเกิดขึ้น คงไม่เชิงเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ถ้าดูจากปัจจัยของแนวนโยบายที่ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากนัก กับข้อที่สอง คือ จะเห็นว่ามีแนวนโยบายประชานิยมค่อนข้างมาก เมื่อออกมาเป็นแบบนี้ “จะมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในแง่ระยะสั้น แต่ไม่เชิงเป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน”  ตัวที่จะมาช่วยเศรษฐกิจเพื่อชดเชยกับเรื่องของภาคต่างประเทศ ที่สำคัญที่สุดจะมาในเรื่องแนวนโยบายของภาครัฐ ที่ต้องจับตาดู เช่น แนวนโยบายที่กระตุ้นเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐานจะทำได้มากมายขนาดไหน และจะมีการกระตุ้นในเรื่องของนโยบายประชานิยม ซึ่งก็มีขอบเขตจำกัดเรื่องงบประมาณอย่างไร

โดยปัจจัยที่จะส่งผลบวกให้เศรษฐกิจดีขึ้นหลังเลือกตั้ง ปัจจัยอันแรก คือ เรื่องเสถียรภาพ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ที่อาจจะยังมีไม่มากนัก ตรงนี้อาจจะมีผลในแง่บวก ในสองเรื่องคือ ตลาดหุ้น เมื่อนักลงทุนรู้สึกว่าไม่มีการเกิด Disruption ทางการเมือง แม้เศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งจะมีแรงกระเพื่อมต่อไปได้บ้าง แต่ที่สุดแล้วถ้ารัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง ตัวนี้จะเป็นผลบวกในตลาดหุ้น เรื่องที่สอง คือ ถ้ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพ เราดูได้จากแนวนโยบายว่า มีการส่งเสริมเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางเอกชนแล้วก็ต่างประเทศจ้องอยู่ว่าเราจะกระทบหรือไม่ ตนคิดว่าถ้าตัวนี้เป็นบวกขึ้นมา คนก็จะมีจิตวิทยาคิดว่าให้ดำเนินไป ส่วนจะเป็นผลบวกมากหรือบวกน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อรัฐบาลเข้ามาแล้ว จะรักษาเสถียรภาพไว้อย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ในตอนต้นหรือไม่

ปัจจัยที่สอง คือ จะดูว่ามีการชะลอตัวลงในเรื่องของการกระตุ้นสาธารณูปโภคพื้นฐานหรือไม่ และคิดว่าตัวนี้เป็นตัวที่สำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดเรื่องของคนที่เข้ามาลงทุน ที่เขากำลังมองจากนี้ไป 4-5 ปีข้างหน้า โครงสร้างการลงทุนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะขึ้นอยู่กับว่า ผลของการเลือกตั้งนั้น จะทำให้เขามีความมั่นใจ จากการมีเสถียรภาพในระดับหนึ่งทางการเมืองหรือไม่ แต่ถ้ามีผลปรากฏออกมาว่า มีปัญหาเรื่องเดดล็อก หรือมีประเด็นปัญหาที่ดูท่าทางแล้ว จะมีเสถียรภาพได้ลำบาก ผลของการเลือกตั้งแทนที่จะเป็นบวกกลับจะเป็นลบไปในแง่จิตวิทยา

เพราะพอเกิดเดดล็อก “จะเกิดประเด็นปัญหาว่า รัฐบาลจะมีความสามารถในการที่จะสร้างสรรค์ เสถียรภาพ ขนาดไหน” เดดล็อกตรงนี้อาจจะหมายความว่า

หนึ่ง ปัญหาก็คือ อาจจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ว่าไม่สามารถมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะฉะนั้นพอไม่ได้เสียงข้างมาก ก็จะมีปัญหาที่ปกครองได้ แต่ออกกฎหมายไม่ได้ ตรงนี้จะเป็นประเด็นที่กระทบในแง่ลบ ซึ่งตรงส่วนนี้ยังไม่ใช่ผลจากเดดล็อกทางการเมือง

กับอันที่สอง ในแง่ของเดดล็อกทางการเมือง เช่น การที่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าจะไม่เข้าร่วมกับใครเลย ในกรณีนี้อาจเกรงกันว่าจะเกิดเดดล็อกทางการเมือง แต่คิดว่าจริงๆ แล้วตัวเดดล็อกนี้สามารถคลายได้ คิดว่าที่ร้ายแรงที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือเป็นรัฐบาลที่ตั้งรัฐบาลได้ เพราะเสียงข้างมาก แต่ว่าในแง่การออกกฎหมายต้องพึ่งพาอีกพรรคหนึ่ง จึงขอเรียกตรงส่วนนี้ว่าเป็นเดดล็อกทางการเมือง แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเดดล็อกเสียทีเดียว เพราะเชื่อว่า “เดดล็อกที่จะเกิดขึ้น ไม่ถึงกับมีการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”

ในกรณีนี้คิดว่ามีอยู่ด้วยกัน 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นพรรคเพื่อไทยและพรรคที่เป็นพันธมิตร อีกฝ่ายคือพรรคพลังประชารัฐ และก็จะมีพรรคประชาธิปัตย์ ที่วางตัวมาอยู่ตรงกลาง พรรคที่เป็นกลางอีกประเภทหนึ่ง ก็คือ พรรคที่สามารถเข้าได้กับทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็มีหลายพรรค เช่น พรรคชาติไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ฯลฯ เชื่อว่า “ลักษณะการจัดตั้งของรัฐบาล จะมีเดดล็อกได้กรณีอย่างเดียวคือ กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก” ซึ่งยังคิดว่า “การที่จะเกิดเดดล็อกถึงขั้นจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้นั้น จะไม่เกิดในความเห็นผม” ยังเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด ความต้องการเสียงเพียง 126 เสียง ในการจัดตั้งรัฐบาลไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ที่เป็นห่วงคือ รัฐบาลจะบริหารได้ไหม ถ้าหากว่าไม่ได้คะแนนเสียงรวมกันแบบมีเอกภาพ

ทั้งได้คาดคะเนถึงทิศทางการเมืองหลังเลือกตั้งด้วยว่า การที่พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล “หมายความว่าพรรคเพื่อไทยต้องเก่งมาก ที่สามารถชนะและได้ ส.ส.มากถึง 376 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย หรือไม่ก็เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ได้รับแรงสนับสนุนจากส.ว.” คิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยขึ้นมาได้ในลักษณะนี้ “ในระยะแรกทางพรรคเพื่อไทยก็คงดำเนินการหลายอย่างในเรื่องที่เคยได้ทำมาแล้ว เกี่ยวกับนโยบายทางด้านรากหญ้า แต่เอาเข้าจริงๆ มีข้อจำกัดอยู่ในแง่ของงบประมาณ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการกำหนดเลยว่าคุณจะหาตรงไหน” ข้อจำกัดตรงนี้จะทำให้ใช้จ่ายอะไรได้ยากขึ้น และเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญคือ “จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับระบบต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งตรงนี้จะนำไปสู่แรงกระเพื่อมทางการเมืองที่สูงขึ้น ที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” และถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรต่างกับพรรคเพื่อไทย ถึงแม้แนวนโยบายจะต่างกันบ้าง ส่วนในแง่ของการเมืองตรงนี้ก็สำคัญว่า พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องเก่งเหมือนกับเพื่อไทยที่ต้องหาให้ได้ 376 คน หรือพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับความร่วมมือจากวุฒิสภา มองว่า “เสถียรภาพของคุณอภิสิทธ์เอง ต้องพึ่งพาทางด้านนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบริหาร” ในแง่นี้จะมีประเด็นปัญหาตั้งแต่ตอนต้นเลย ในเรื่องของการจัดตังรัฐบาล แต่ถ้าเป็นพรรคพลังประชารัฐจะเห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกของคนส่วนหนึ่ง “ต้องยอมรับว่าคนชนชั้นกลางจะรู้สึกว่ามันมีเสถียรภาพ เพราะว่าภายใต้รัฐบาลนี้ สามารถมั่นใจในเรื่องของวุฒิสภาได้ อย่างน้อยที่สุดเราต้องยอมรับว่า จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่สถาบันทหารก็ยังเป็นสถาบันที่มีองค์ประกอบที่การเมืองจะต้องคำนึงถึง อันที่สามหมายความว่าแนวโน้มนโยบายต่างๆ เหล่านี้พอจะเห็นได้ชัดจากความต่อเนื่องจากที่ทำเอาไว้”

ฤดูเลือกตั้งจบแล้ว “เพื่อไทย” ชนะ แต่พ่ายเกมตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366556?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤดูเลือกตั้งจบแล้ว “เพื่อไทย” ชนะ แต่พ่ายเกมตั้งรัฐบาล

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 09:52 น.
เพื่อไทย,เลือกตั้ง,พปชร,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,พรรคอนาคตใหม่,สุดารัตน์
เปิดอ่าน 7,924 ครั้ง

ทุกสำนักโพลล์ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเป็นอันดับหนึ่ง ตัวแปรฝ่ายประชาธิปไตยคือ “พรรคอนาคตใหม่” แต่การนำ “ลุงตู่” สู่เวทีปราศรัยก็อาจกระชากเรตติ้งส่งท้าย

000 ก่อนคืนหมาหอน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้เรียกร้องให้ผู้ที่ “ไม่เอาเผด็จการ” ไม่ต้องลังเลเลือกพรรคเล็กๆ เทคะแนนให้ “เพื่อไทย” พรรคเดียว เพื่อบรรลุเป้าหมายได้ ส.ส.รวม 250 เสียง ก็จะสู้กับ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คนของฝ่าย คสช.ได้

000 ทุกสำนักโพลล์ ประเมินว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึง 250 เสียง และเต็มที่คาดว่าน่าจะได้ 170 เสียง ส่วนพรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย รวมแล้วก็คงได้ไม่เกิน 30 เสียง

000 ตัวแปรฝ่ายประชาธิปไตยคือ พรรคอนาคตใหม่” ที่มาแรงในสื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล หลายฝ่ายกังขาจะแปร “เสียง” ในโลกเสมือนจริงเป็น “คะแนน” ได้มากน้อยแค่ไหน แต่จากการหาเสียงในภาคอีสานโค้งสุดท้าย พรรคอนาคตใหม่ได้ใช้กลยุทธ์ “เก้าอี้” ระดมคนมาฟังการปราศรัยเหมือนพรรคการเมืองใหญ่ๆ ชอบทำกัน

000 การหันกลับมาใช้กลยุทธ์ “จัดตั้งมวลชน” มานั่งเก้าอี้ สะท้อนว่าแกนนำพรรคส้มหวานชักไม่มั่นใจว่า “เสียงสวรรค์” เมื่อถึงวันเลือกตั้งจะลอยหายไปหรือกลายเป็นคะแนน จึงต้องงัดกลยุทธ์นักเลือกตั้ง “มือยิงขั้นเทพ” มาใช้แก้ปัญหาเสียงดีไม่มีคะแนน

000 ฝ่าย “พรรคพลังประชารัฐ” ที่มากไปด้วย นักเลือกตั้งอาชีพ” ซึ่งชำนาญการเลือกตั้งในพื้นที่ชนบทจะสังเกตเห็นกลยุทธ์ “ปราศรัยย่อย” สลับ “ปราศรัยใหญ่” ถี่มาก เพราะแกนนำ พปชร. รู้ดีว่ากติกาเลือกตั้ง “บัตรเดียว” และทุกแต้มถูกนับรวม ดังนั้นการจัดตั้งมวลชนโดยใช้ระบบ “เก้าอี้” ถือว่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าการเดินสายเคาะประตูบ้าน

พรรคพลังประชารัฐ 80-90 ที่นั่ง

000 การพลิกเกมนำ ลุงตู่” สู่เวทีปราศรัยได้สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบมากขึ้น ต้องยอมรับลุงตู่มีแฟนคลับ หากวันปราศรัยใหญ่ ลุงตู่ขึ้นเวที แล้วลิงค์ไปเวทีย่อยทั่วประเทศก็เชื่อว่าจะกระชากเรตติ้งส่งท้ายได้ระดับหนึ่ง

000 ประเมินว่า “พรรคพลังประชารัฐ” จะได้ ส.ส.เขต ประมาณ 60 เสียง เมื่อนับรวมคะแนน “ส.ส.พึงมี” ก็อาจทำให้ยอดรวม ส.ส.ทะลุ 80-90 เสียง เนื่องจากผู้สมัคร ส.ส.ที่ได้อันดับ 2-3 จะทำแต้มได้ประมาณ 3 หมื่นคะแนน จะมากกว่า 100 เขตทั่วประเทศ

000 สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์” ที่หมายชิงอันดับ 2 กับพรรคพลังประชารัฐ ก็คาดหมายจะได้ ส.ส.รวม 150 เสียง แต่เอาเข้าจริง ปชป.อาจได้ต่ำกว่า 100 เสียง เพราะสนามเลือกภาคใต้ ที่หวังโกยแต้มเป็นกอบเป็นกำ จะโดนตัดแต้มโดยพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคอนาคตใหม่

000 ด้าน พรรคภูมิใจไทย” มีเป้าหมายการเก็บคะแนนอันดับ 2 เหมือนพรรคพลังประชารัฐ ฉะนั้นความคาดหวังว่าจะได้ ส.ส.เขตก็ประมาณ 30 เสียง เมื่อรวมคะแนน ส.ส.พึงมี คงได้ประมาณ 60 ที่นั่ง

พรรคภูมิใจไทย 40 ที่นั่ง

000 พรรคเก่าอย่าง พรรคชาติไทยพัฒนา” และ พรรคชาติพัฒนา” ที่มีกลยุทธ์การเก็บแต้มแบบ ล็อกเป้ายิง” ก็น่าจะได้ ส.ส.รวมทั้งสองระบบประมาณพรรคละ 15 เสียง

000 อีกไม่นานก็จะได้เห็นหน้า “ส.ส.ป้ายแดง” กันแล้ว อยากพูดถึง “ผู้แทนเก่า” ที่ชื่อ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” อดีต ส.ส.สุรินทร์ ผู้นำนวัตกรรมการตลาดการเมือง โดยเปลี่ยนชื่อภรรยาจาก “นิภาพร” เป็น “ยิ่งลักษณ์” เพื่อลงสมัคร ส.ส. และได้จุดประกายความคิดให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อชาติ เปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ทั่วประเทศ

จ่าประสิทธิ์ พายิ่งลักษณ์ กราบขอคะแนนชาวบ้าน

000 สมัยเลือกตั้ง 2554 “จ่าประสิทธิ์” ได้เป็น ส.ส. เพราะอภินิหารเสื้อแดงบวกนารีขี่ม้าขาว และเลือกตั้งหนนี้ จ่าประสิทธิ์ลงสนามไม่ได้ ก็ให้ภรรยา-ยิ่งลักษณ์ ลงสนามเขต 6 สุรินทร์ พรรคเพื่อชาติ เจอกระแสข่าวลือมากมาย จ่าประสิทธิ์ต้องพาภรรยาไปกราบขอคะแนนชาวบ้าน น่าจะปิดตำนาน “ส.ส.เสื้อแดง” เสียแล้ว

กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง

000 เลือกตั้งจบแต่เกมบนท้องถนนไม่จบ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ในนาม กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง” จะเดินหน้าทำกิจกรรมการเมืองต่อไป และครั้งนี้มี นพ.ทศพร​ เสรีรักษ์” อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ เข้าร่วมด้วย โดยตั้งเป้าว่าขอสู้ไปจนกว่าจะได้รัฐบาลของประชาชน พูดอีกนัยหนึ่งคือ ต้องได้รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล

ไปเลือกตั้งกันเถอะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366453?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไปเลือกตั้งกันเถอะ

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 09:00 น.
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 410 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเชิญชวนทุกท่านที่มีสิทธิ์ลงคะแนนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ 08.00-17.00 น.

ขออนุญาตไม่ชี้แนะว่าลงคะแนนให้ใคร-พรรคใด แล้วแต่ดุลพินิจการตัดสินใจของท่านและขอเตือนว่าโปรดอย่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเป็นอันขาดเพราะมีโทษตามกฎหมาย

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย-ตำรวจ ฯลฯ โปรดอำนวยความสะดวกดูแลประชาชนให้ได้รับความสะดวกปลอดภัย
อนาคตของชาติอยู่ในมือท่านแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 อนุรักษ์ บางกะเจ้า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวบ้านคนหนึ่งในบางกะเจ้า เพราะเกิดที่นี่ โตที่นี่ วันนี้เริ่มสงสัยว่าต้นไม้สูงใหญ่ที่เคยยืนเรียงรายให้ความเขียวขจียามปั่นจักรยานผ่านมันหายไปไหน บ้านหลังใหญ่ๆ สวยๆ ผุดขึ้นแทนที่ ยังไม่นับป้ายประกาศขายที่ดินเยอะแยะเต็มไปหมด

บางกะเจ้าเหมือนปอดของกรุงเทพมหานครที่ใหญ่ที่สุด ช่วงนี้มีคนมาเที่ยวกันเยอะเพราะเดินทางสะดวก ไปเช้าเย็นกลับได้ จะไปปั่นจักรยาน แวะพิพิธภัณฑ์ แวะตลาดน้ำ แถมนั่งร้านกาแฟชิลๆ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนงบน้อย และมีเวลาน้อย

ผมกลัวว่าต่อไปอาจจะไม่ต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดนิยมอื่นๆ มาเร็วไปเร็ว สุดท้ายพื้นที่สีเขียวกลายเป็นซากร้านค้าที่ไม่มีใครอยากมาเที่ยว

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคนที่เข้ามาในพื้นที่สีเขียวผืนนี้ว่า ผมและชาวบ้านยินดีต้อนรับทุกท่านเสมอ แต่การที่มีคนเข้าไปเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันแหล่งท่องเที่ยวก็จะค่อยๆเสื่อมลงไปหากไม่มีวิธีจัดการ

เมื่อกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามีโครงการ “อาสาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว น้ำใส ไร้ขยะ” ผมและชาวบ้านขอชื่นชมนโยบายนี้ที่เห็นว่าบางกะเจ้าเป็นที่ที่ทุกคนต้องการอนุรักษ์ไว้ ช่วยทำให้ปอดของกรุงเทพฯ และแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด สีเขียวที่สุดของกรุงเทพฯ นั้น รักษาไว้ตลอดไป
อนุรักษ์ บางกะเจ้า


ตอบคุณ ‘อนุรักษ์’ บางกะเจ้า
ผมเองไปเดิน-วิ่งออกกำลังกายที่บางกะเจ้าบ่อยๆ ในวันหยุดเพราะไปมาง่ายสะดวกสบาย สมัยก่อนไม่ค่อยมีคน แต่ทุกวันนี้กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตไปเรียบร้อยแล้วครับ

ด้วยเหตุนี้จึงมีผลกระทบตามมาคือเริ่มมีขยะ มลพิษ และหลายๆ อย่างตามมา ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดระเบียบจัดการโดยด่วนก่อนจะสายเกินแก้

ผมจึงขอร่วมสนับสนุนโครงการของรัฐมนตรีท่องเที่ยว ‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ ที่จัดโครงการ ‘อาสาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว น้ำใส ไร้ขยะ’

ขอให้ทำเป็น ‘บางกะเจ้าโมเดล’ ถ้าประสบความสำเร็จแล้วก็ขยายไปที่อื่นทั่วประเทศ
อ๊อด เทอร์โบ


 ดื่มน้ำสะอาดเพื่อสุขภาพ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังผู้ต้องการดูแลสุขภาพอย่างง่ายๆ)

ดิฉันเป็นคนรักและดูแลสุขภาพโดยเฉพาะผิวพรรณ สาวๆ ที่อยากมีผิวชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวลล่ะก็ ขอแนะนำให้ดื่มน้ำเลย เพราะน้ำนี่แหละค่ะที่จะช่วยขับเอาสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น แถมยังช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย

วิธีการเลือกน้ำดื่มสะอาด ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาดูกันว่าในชีวิตประจำวันเราจะเลือกน้ำดื่มแบบไหนให้มีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

1.ค่าความเป็นกรด-ด่าง การพิจารณาคุณภาพน้ำดื่ม ว่าดีหรือไม่ดี ต้องใช้ตัวชี้วัดหลายตัวชี้วัด เริ่มกันที่การวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง มีการกำหนดไว้ว่า น้ำดื่มจะต้องมีค่าอยู่ในช่วง 6.5-8.5 ซึ่งมีความเป็นกรดหรือเบสเพียงเล็กน้อย สามารถดื่มได้ ไม่เป็นอันตราย

2.น้ำตู้หยอดเหรียญ ดื่มได้ จากการสุ่มตรวจสอบคุณภาพน้ำบริโภคในปี 2561 ของกรมอนามัยพบว่ามีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการบริโภค ร้อยละ 40.13 โดยน้ำประปาน้ำตู้หยอดเหรียญและน้ำบรรจุถัง 20 ลิตร มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการบริโภคมากที่สุด

3.น้ำประปาอยู่ในมาตรฐาน การตรวจวัดมาตรฐานคุณภาพน้ำประปาดื่มได้ที่ทางกรมอนามัยกำหนดเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำประปานั้น ใช้ตัวชี้วัดในการตรวจสอบมากถึง 21 ตัวชี้วัด ทั้งด้านกายภาพ เคมี แบคทีเรีย ค่าความกระด้าง ค่าความเป็นกรด-ด่าง ฯลฯ มั่นใจได้ว่าน้ำประปาไทยมีคุณภาพที่ดี

4.ดื่มน้ำต้มสุกปลอดภัยกว่า สำหรับพื้นที่ทุรกันดารที่ขาดแคลนน้ำสะอาด หากซื้อน้ำอุปโภคบริโภคจากแหล่งที่ไม่มั่นใจในคุณภาพ ก่อนนำมาดื่มควรต้มน้ำให้เดือดอย่างน้อย 1 นาที แล้วเก็บในภาชนะที่สะอาดมีฝาปิดมิดชิด

5.หยดทิพย์ อ.32 ช่วยได้ ส่วนการนำน้ำจากแม่น้ำลำคลอง หรือแหล่งน้ำผิวดินแหล่งอื่นๆ มาใช้โดยตรง ควรปรับปรุงคุณภาพน้ำและฆ่าเชื้อโรคก่อน ด้วยการแกว่งสารส้มชนิดก้อนในน้ำสักครู่ จะเห็นว่ามีตะกอนเริ่มจับตัวที่ก้นภาชนะ ตั้งทิ้งไว้สักพักจนตกตะกอนหมด จากนั้นเทเฉพาะน้ำที่ใสแล้วแยกออกมา

จากนั้นนำน้ำใสมาฆ่าเชื้อโรคต่อด้วยการใช้หยดทิพย์ อ.32 ของกรมอนามัย ซึ่งเป็นสารละลายคลอรีนชนิดเข้มข้น 2 เปอร์เซ็นต์ ในอัตราส่วน 1 หยดต่อน้ำ 1 ลิตร หรือเติมผงปูนคลอรีนตามปริมาณที่กำหนด จากนั้นปล่อยให้มีระยะเวลาฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำไปใช้อุปโภคบริโภค

โปรดให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำมากขึ้น ดื่มให้เป็นความเคยชินถึงแม้บางครั้งเราไม่รู้สึกหิวกระหายน้ำก็ตาม และลดการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟ ชานมไข่มุก มาดื่มน้ำเปล่าในอุณหภูมิห้องปกติเป็นประจำ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนรักสุขภาพค่ะ
ปูเป้ สายคลีน

‘ปปง.’ตั้งศูนย์ปราบการกระทำผิดเลือกตั้ง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปปง.’ตั้งศูนย์ปราบการกระทำผิดเลือกตั้ง!

วันที่ 22 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตตปรีชา เจริญสหายานนท์,กกต,ปปง,การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
เปิดอ่าน 581 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   ทีมข่าวอาชญากรรม

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั่วประเทศ และรัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศมาร่วมกันใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามภูมิลำเนาของตัวเอง พร้อมทั้งกำหนดให้การซื้อสิทธิขายเสียงและการทุจริตในการเลือกตั้งเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ซึ่งหลายหน่วยงานมีการตั้งศูนย์อำนวยการ หรือศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยช่วงการเลือกตั้ง จัดชุดทำงานสืบสวนหาข่าว เพื่อเฝ้าระวังการกระทำผิดดังกล่าว หากพบการกระทำผิดก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายในทันที

เช่นเดียวกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน” เพื่อดำเนินการประสานและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือก ส.ส. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ซึ่งตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม บัญญัติให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ปปง. อธิบายว่า ศูนย์ปฏิบัติงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จะมีหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางสำหรับการประสานรับและส่งเรื่องจาก กกต. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และรวบรวมข้อมูลหรือหลักฐานเพื่อขยายผลในการดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงรับหรือส่งรายงาน หรือข้อมูลเกี่ยวกับคดี เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“ตามมาตรา 73 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการ 1.จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด 2.ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด” พล.ต.ต.ปรีชา ระบุ

ด้วยเหตุนี้ ปปง.จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ถึงผู้ที่ลงสมัครเป็น ส.ส. ขอให้ระมัดระวังการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง หรือการหาเสียงทุกรูปแบบ ในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากจะเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งอาจถูกยึดและอายัดทรัพย์ได้ นอกจากนี้หากบุคคลใดมีพฤติการณ์ในการโอน หรือรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ก็อาจต้องถูกดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.ปรีชา บอกด้วยว่า กล่าวโดยสรุปแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นอกจากจะถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ตัวผู้กระทำความผิดเอง ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ หรือนอมินี ที่รับโอนทรัพย์สินจากผู้กระทำความผิดทุกคนก็ยังอาจต้องถูกลงโทษจำคุกในความผิดฐานฟอกเงินด้วย อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนที่พบเห็นผู้ที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสมายังสำนักงาน ปปง. ได้ที่สายด่วน ปปง.1710

ว่ากันว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ถือเป็นวันชี้ชะตาอนาคตประเทศ ซึ่งคนไทยผู้มีสิทธิทุกคนเป็นผู้กำหนด ฉะนั้นช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่าให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง..!!

ประชันนโยบายโค้งสุดท้าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366402?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชันนโยบายโค้งสุดท้าย

วันที่ 21 มีนาคม 2562 – 13:15 น.
กระดานความคิด,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคอนาคตใหม่,พรรครวมพลังประชาชาติไทย,พรรคชาติพัฒนา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคชาติไทยพัฒนา,รรคเพื่อชาติ,พรรคประชาชาติ,พรรคเสรีรวมไทย
เปิดอ่าน 648 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นพัฒนาการการเมืองไทย คือ การที่พรรคการเมืองต่างๆ เอา “นโยบาย” มาขาย มาประชันกันในการหาเสียงเลือกตั้ง มากกว่าเน้นตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้สมัคร ส.ส. เหมือนเมื่อก่อน

คราวนี้เรามาดูกันว่า… พรรคการเมืองแต่ละพรรค งัดเอานโยบายเด็ดอะไรบ้างมาอวดกันในช่วงโค้งสุดท้าย

  พรรคพลังประชารัฐ
– ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาท, ปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือน, อาชีวะ 18,000 ต่อเดือน
– บัตรประชารัฐ ต่อยอดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยขยายจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สู่อีก 4 กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุ, คนพิการ, สตรีมีครรภ์ และผู้ใช้แรงงาน
– ‘มารดาประชารัฐ’ ดูแลตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด และจะดูแลต่อไปจนถึงอายุ 6 ขวบ
ตั้งครรภ์รับเดือนละ 3,000 บาท รวมสูงสุด 27,000 บาท
ค่าคลอด 10,000 บาท
ค่าดูแลเด็กเดือนละ 2,000 บาท จนครบ 6 ขวบ รวม 144,000 บาท
รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 181,000 บาท ต่อเด็ก 1 คน

    พรรคเพื่อไทย
– หยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. เลือก “เพื่อไทย” ให้ถล่มทลาย
– ‘หวยบำเหน็จ’ ถูกรับเงินรางวัล ไม่ถูกเงินที่ซื้อหวยเข้ากองทุนเพื่อออมไว้ แล้วเบิกได้เมื่อเกษียณอายุ มีดอกเบี้ยและเงินปันผล
– ปรับหนี้ เติมเงิน ลดภาษี สร้างเศรษฐีใหม่
– พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ได้ภายใน 180 วัน เช่น พักหนี้เกษตรกร 3 ปี, ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท, เงินเดือนปริญญาตรีสตาร์ท 18,000 บาท
– ลดงบกลาโหม 10%, ยกเลิกเกณฑ์ทหาร
– สานต่อโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ในชื่อ ‘30 บาทรักษาทุกโรคยุคใหม่’

   พรรคประชาธิปัตย์
– กำจัดคอร์รัปชั่น ปราบโกงทุกรูปแบบ
– นโยบาย ‘สร้างชาติ : 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย’ ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายในชุดนโยบาย ‘แก้จน สร้างคน สร้างชาติ’
– สร้างดัชนีปิติ (PITI) หรือ Prosperity Index Thailand Initiative ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม สะท้อนความเป็นอยู่ของประชาชนแทนการยึดจากจีดีพีเพียงอย่างเดียว
– เก็บรายได้ภาษีเพิ่มจากเศรษฐีที่ดิน-เศรษฐีทรัพย์สิน-เศรษฐีหุ้น และเก็บภาษีจากทุนผูกขาดที่ได้ใบอนุญาตพิเศษและสัมปทานจากรัฐ
– ปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง 20%
– สนับสนุนการออมรองรับวัยเกษียณในตลาดทุนผ่าน RMF และปรับปรุงเกณฑ์ LTF
– ดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปรับลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 10%
– เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสนซึ่งหมายถึง การรับเบี้ย “เด็กเข้มแข็ง” 5,000 บาทในเดือนแรก และเดือนละ 1,000 บาท ไปจนเด็กอายุครบ 8 ปี
– เรียนฟรีจนจบ ปวส.
– ประกันรายได้แรงงานไม่ต่ำกว่า 120,000 บาท ต่อปี

  พรรคอนาคตใหม่
– ป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารอีก โดยการ ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย อาทิ สถาปนาอำนาจของรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ, ลดงบประมาณทางทหาร, ลดนายพล, ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
– ล้างมรดกบาปที่คณะรัฐประหารก่อไว้ ฟื้นให้รัฐธรรมนูญได้กลับมาเป็นกฎหมายสูงสุดจริงๆ
– เอาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกลับคืนมา
– ยุติระบบราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจ กระจายคน กระจายงบ
– ไทยเท่าเทียม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร
– ปฏิวัติการศึกษา ลงทุนให้ถูกจุด ลดความเหลื่อมล้ำ

    พรรครวมพลังประชาชาติไทย
– ชูหลักการ “พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์  ขจัดระบอบทักษิณ”
– ยกระดับราคาสินค้าเกษตร 100% ของต้นทุน

    พรรคชาติพัฒนา
– ไม่สร้างปัญหาทางการเมือง ภายใต้นโยบาย NO PROBLEM
– สร้าง กทม. เป็นสมาร์ทซิตี้ ภายใต้นโยบาย กรุงเทพไม่มีปัญหา (ฺBangkok No Problem) อาทิ สมาร์ทคลีนแอร์ มีอากาศบริสุทธิ์, เชื่อมต่อการขนส่งมวลชน รถ ราง เรือ ให้มากขึ้น และพัฒนาตั๋วร่วมแบบไร้รอยต่อ, ส่งเสริมคน กทม. ให้เล่นกีฬา โดยสร้างสนามกีฬาให้ทั่วถึง
– ตั้งโครงการบ้านเกษียณสำราญ สำหรับผู้สูงอายุ ปรับปรุงบ้านพักคนชรา เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 2,000 บาท

        พรรคภูมิใจไทย
– นโยบายปลูกกัญชาเสรี เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนหารายได้
– ขับ Grab  ถูกกฎหมาย แก้กฎหมายขนส่งเพื่อปากท้องประชาชน
– แบ่งปันกำไรภาคเกษตร
– พักหนี้ กยศ.

  พรรคชาติไทยพัฒนา
– ก้าวข้ามความขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงปฏิรูปแผ่นดิน
– ลดต้นทุนการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร มีกำไร 5,000 บาท ต่อไร่
– ส่งเสริมการรวมตัวสร้างนิคมการเกษตรเพิ่มอำนาจต่อรอง
– สร้างสวัสดิภาพเด็ก สตรี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
– ส่งเสริมความคล่องตัวในการทำงานของท้องถิ่นด้วยการเพิ่มงบประมาณ
– ส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้
– ขยายการเกษียณงานเป็น 65 ปี ให้ผู้สูงอายุกู้ยืมเงินได้ 5,000-25,000 บาท เมื่อสมทบเงินเข้ากองทุนตามกำหนด

 พรรคเพื่อชาติ
– 1 ตำบล 1 นักศึกษาแพทย์ ให้ทุนนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ได้เรียนแพทย์
– ยกระดับ รพ.ตำบล ให้มีความทันสมัย
– ยกเลิกเอกสารสิทธิทุกประเภทให้เหลือเพียง ‘โฉนดใบเดียว’

          พรรคประชาชาติ
– ยกเลิกดอกเบี้ย กยศ.
– สนับสนุนกู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ย
– รักษาพยาบาลฟรี
– เบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท ต่อปี
– ออกเอกสารสิทธิที่ทำกิน ทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

   พรรคเสรีรวมไทย
– ปฏิรูปกองทัพ ตัดวงจรรัฐประหาร
เห็นนโยบายแต่ละพรรคการเมืองแล้ว นโยบายของพรรคไหนเข้าตาและคิดว่าทำได้จริง ให้คะแนนไปเลย