ระวัง ‘ข่าวลือ-ข่าวลวง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367677?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง ‘ข่าวลือ-ข่าวลวง’

2 เมษายน 2562 – 10:50 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ข่าวลือ,ข่าวปลอม,ข่าวลวง
เปิดอ่าน 565 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

ในช่วงเวลานี้พรรคการเมืองต่างแย่งชิงกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต่างออกข่าวกันเป็นระลอกๆ ดังที่ทราบกันอยู่และอีกหลายวันกว่าจะลงตัว

‘อ๊อด เทอร์โบ’ เชื่อว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในวงการเมืองเพราะ ‘ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร’ ถ้าผลประโยชน์และการต่อรองเรียบร้อย

ที่เป็นห่วงก็คือมี ‘ข่าวลือ’ ข่าวปลอมออกมามากมายเหลือเกินและอยากเตือนมาด้วยความหวังดีว่าอย่าไปเชื่อเป็นอันขาด เพราะข่าวลือคือ ‘ข่าวลวง’ และการปล่อยข่าวเช่นนี้ผิดกฎหมายและอาจถูกผู้เสียหายฟ้องร้องได้

โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ออกมาแบบรายวัน-รายชั่วโมง เช่นปล่อยข่าวว่าจะมีการแจกใบแดงว่าที่ ส.ส. หรือมีการเจรจาเรียบร้อยแล้วให้หัวหน้าพรรคบางคนเป็นนายกรัฐมนตรี

          ที่เรียกว่าเป็นตำบลกระสุนตกหรือโดนโจมตีมากสุดคือ “กกต.” หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งโดนวิพากษ์วิจารณ์มากสุด ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่รวมถึงต่างประเทศด้วย

กรณีนี้เห็นว่าต่างประเทศไม่มีมารยาทและไม่สมควรมายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศไทยของเรา และจะไม่เกิดเป็นข่าวถ้าประเทศอื่นเข้าใจและเชื่อมั่นในความยุติธรรม-เป็นธรรมและโปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านไป

   ‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำข้อความชี้แจงจาก กกต.อย่างเป็นทางการ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊กและทุกช่องทางประชาสัมพันธ์ของ กกต.ว่า

ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่า กกต.จะพิจารณาตัดสิทธิ์ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคการเมืองต่างๆ (ใบแดง) นั้น กรณีนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอเรียนชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวเป็นเท็จไม่มีข้อเท็จจริงแต่ประการใด

ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ มีผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้งและมีกรณีที่ กกต.พบเหตุที่อาจมีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งจำนวน 186 เรื่อง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการสืบสวนไต่สวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอความร่วมมือจากประชาชนในการงดส่งต่อข่าวดังกล่าว เพราะจะเป็นความผิดและอาจได้รับโทษตามกฎหมาย

ขอย้ำเตือนอีกทีครับว่าการส่งต่อข้อความมีความผิดตามกฎหมาย
อ๊อด เทอร์โบ


 ผู้สูงอายุออกกำลังกายอย่างไร
 เรียน ผู้สูงอายุ (ผ่าน ‘อ๊อด เทอร์โบ’)

ผมอายุเกือบ 80 ปีแล้ว ปกติออกกำลังกายเป็นประจำโดยอาศัยข้อแนะนำที่มาจากคุณหมอ ‘พญ.ฐิติพร ภักดีพิบูลย์’ จาก รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนำมาใช้ปฏิบัติแล้วได้ผลมาก จึงขออนุญาตนำมาบอกต่อเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ

แต่มีข้อควรระวังคือต้องไม่หักโหมแค่ค่อยเป็นค่อยไปและหากมีโรคประจำตัวก็ควรจะปรึกษาหมอก่อนเพื่อความปลอดภัย

การออกกำลังกายที่ฝึกการทรงตัวและสมรรถภาพในการเดิน จะช่วยป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น

– ไทชิ เป็นการออกกำลังกายที่ได้ประสิทธิผลในเรื่องของการทรงตัว เพราะผู้สูงอายุจะได้ฝึกการรักษาสมดุลเมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ เมื่อฝึกจนเกิดการปรับตัวก็สามารถนำมาใช้ในปรับการทรงตัวในการเดินในชีวิตประจำวันได้

– การเต้นลีลาศ โดยให้ผู้สูงอายุเต้นรำแบบบีกิน ซึ่งเป็นจังหวะดนตรีที่สม่ำเสมอ มีการก้าวเท้าให้สัมพันธ์กับจังหวะ ในทิศทางต่างๆ เมื่อสามารถเต้นเข้าจังหวะจะได้ฝึกการทรงตัวขณะที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว

– ฝึกพื้นฐานเพื่อเพิ่มการทรงตัว เช่น การยืนทรงตัวขาเดียว การเดินต่อเท้า การเดินเป็นวงกลมหรือรูปเลขแปด เป็นการฝึกการทรงตัวขณะร่างกายอยู่นิ่งและเคลื่อนไหวตามลำดับ เพื่อเพิ่มทักษะการทรงตัว จากง่ายไปยาก

ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำได้ ก็เลือกเป็นการเดิน โดยเดินต่อเนื่องกัน 10 นาที หากเหนื่อยก็พัก และเดินต่อจนครบ 30 นาที สิ่งสำคัญคือระหว่างที่ออกกำลังกาย ควรหายใจเป็นปกติ ห้ามกลั้นหายใจ เพราะจะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ

ทุกๆ ครั้งที่ออกกำลังกายควรมีการวอร์มอัพร่างกายก่อนโดยการย่ำเท้าอยู่กับที่ หมุนแขน ยกขา งอแขน งอขา ประมาณ 3-5 นาทีแล้วจึงค่อยๆ เริ่มเดินช้าๆ แล้วปรับความเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อออกกำลังกายเสร็จก็ควรย่ำเท้าอยู่กับที่ ยืดเหยียดขาและแขน จะทำให้ปลอดภัยจากอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ขอให้มีสุขภาพจิตแจ่มใส-สุขภาพกายแข็งแรงและมองโลกในแง่ดีนะครับ
เสถียร (ผู้สูงวัย)

‘ตชด.’ป้องปราบทั่วทิศพ่วงภารกิจ ‘จิตอาสาพิบัติภัย’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367577?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ตชด.’ป้องปราบทั่วทิศพ่วงภารกิจ ‘จิตอาสาพิบัติภัย’

1 เมษายน 2562 – 15:15 น.
สายตรวจระวังภัย,จิตอาสาพิบัติภัย,ตชด,กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
เปิดอ่าน 947 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

องค์กรตำรวจมีหลายหน่วยงาน ซึ่งได้รับมอบภารกิจแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม และความชำนาญด้านนั้นๆ เฉกเช่น กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เป็นหน่วยที่มีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบตลอดแนวชายแดนของประเทศไทย

หลักๆ แล้ว ตชด. มีการทำงาน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดน ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และ ด้านการพัฒนาและช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นหน่วยที่ได้รับการยอมรับในด้านความพร้อมในด้านการปฏิบัติการพิเศษต่างๆ และที่สำคัญ ตชด.ยังได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีกด้วย

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. เปิดเผยว่า ห้วงที่ผ่านมาในปีงบประมาณ 2562 หน่วยมีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะการปกป้อง เทิดทูน และพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเรื่องการป้องกันรักษาสถานการณ์ชายแดน ได้มีการจัดกำลังปฏิบัติภารกิจประจำฐานปฏิบัติการและจุดตรวจตามแนวชายแดนจำนวนทั้งสิ้น 223 ฐานปฏิบัติการ ลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

โดยมุ่งเน้นการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ส่งผลต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ตอนในของประเทศ อาทิ การสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด การลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ การโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงครามและวัตถุระเบิด การลักลอบสินค้าหลบหนีภาษีศุลกากร โดยเฉพาะการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในห้วงที่ผ่านมา ทาง ตชด.ทำการตรวจยึดของกลางคดียาเสพติดจำแนกตามของกลางเป็นอันดับหนึ่งในส่วนของหน่วยสนับสนุนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจับกุมยาบ้าได้กว่า 61 ล้านเม็ด กัญชาแห้งกว่า 12,000 กิโลกรัม

พล.ต.ท.สมพงษ์ ยังอธิบายอีกว่า นอกจากนี้ในส่วนของการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนและการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่รับผิดชอบ ตชด. มีการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่นในห้วงที่ผ่านมา คือการเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ช่วยให้พี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของพายุโซนร้อน “ปาบึก” รวมถึงการเข้าฟื้นฟูและสร้างบ้านให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนและในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว จึงสั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดสำรวจทุกพื้นที่ที่รับผิดชอบที่เกิดภัยแล้งเป็นประจำ พร้อมทั้งจัดเตรียมกำลังพล ยานพาหนะ (รถบรรทุกน้ำ) เครื่องมือ อุปกรณ์ พร้อมเข้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ การได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนในบางพื้นที่ การเฝ้าระวังการเผาป่า หรือการเกิดไฟป่า เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในวงกว้าง รวมถึงการบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ในการปฏิบัติภารกิจของ “จิตอาสาภัยพิบัติ” เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์และแนวทางในการดำเนินการตามโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ​​

จากภารกิจและผลงานที่ปรากฏชัด สะท้อนให้เห็นว่า ตชด. เป็นตำรวจมืออาชีพ เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน..!!

ตำรวจอาสา…ถึงเวลาต้องยกเครื่อง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจอาสา…ถึงเวลาต้องยกเครื่อง?

1 เมษายน 2562 – 13:50 น.
ตำรวจอาสา
เปิดอ่าน 2,260 ครั้ง

รายงาน…

แม้ว่าเจ้าหนูน้อย “แซม” เด็กชายวัย 2 ขวบ ที่ถูกตำรวจอาสาใช้ไม้ฟาดจนหัวแตก สลบเหมือดคาอ้อมอกแม่ จะรอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชไปได้แล้ว แต่ขอร้องว่าสังคมไทยอย่าเพิ่งรีบลืมเรื่องนี้เร็วไป เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

เพราะถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ครั้งนี้จบลงเพียงแค่การลงโทษผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรมพื้นๆ โดยไม่ได้ตามไปแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา ซึ่งหมายถึงการควบคุมขอบเขตการทำงานของตำรวจอาสาที่ต้องเน้นย้ำเรื่องความประพฤติเป็นสำคัญแล้ว  ต่อไปก็จะมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ จากผู้ก่อเหตุกลุ่มเดิมๆ อีกไม่มีวันจบสิ้น

ขณะที่ตำรวจอาสาดีๆ ที่อุทิศตัวเพื่อสังคมก็จะถูกเหมารวมว่าเป็นจุดด่างของสีกากีไปทั้งหมด

อย่างเหตุการณ์ที่เกิดกับน้อง “แซม” และครอบครัวนั้น ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อพฤติกรรมลุแก่อำนาจของตำรวจอาสา แต่เป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่อยู่ในความสนใจของสังคม เพราะการกระทำของตำรวจอาสารายนี้ถือว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุมาก

คำบอกเล่าจากปากของแม่น้องแซม กัลยา ตมกลาง  ลำดับเหตุการณ์ได้ว่า

คืนวันที่ 26 มีนาคม 2562 สามีคือ สิวา นิลขำ พาเธอและลูกชาย ขี่จักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันออกไปหาอาหารรับประทานในซอยเขาตาโล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ขากลับระหว่างขี่รถมาตามถนน สังเกตเห็นว่าตำรวจกำลังตั้งด่านตรวจอยู่ข้างหน้า

ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับ เพราะไม่ได้สวมหมวกกันน็อก สิวาจึงตัดสินใจวกรถกลับ โดยไม่มีสัญญาณบอกเหตุเลยว่า การพยายามหลบหนีความผิดของพวกเขานั้นมันมีค่าปรับรุนแรงถึงขั้นเกือบต้องชดใช้ด้วยชีวิตของลูกรักเลยทีเดียว

หลังวกรถกลับ สิวากระหยิ่มใจ คิดว่าเขาน่าจะรอดพ้นการจับกุมของตำรวจแน่แล้ว แต่ทันใดนั้นกลับปรากฏเงาดำทะมึนพุ่งออกจากมุมมืดข้างทาง ตรงมายังพวกเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว

สถานการณ์คับขัน สิวาทำอะไรไม่ถูก รู้เพียงว่าต้องขับต่อไปข้างหน้าเพื่อ “หนี”

แต่โชคไม่เข้าข้าง ! พลันที่ความคิดของสิวาสะดุดลงเพียงแค่นั้น ชายที่สังเกตเห็นว่าสวมชุดดำก็เหวี่ยงไม้ที่กำแน่นอยู่ในมือไปที่มอเตอร์ไซค์ หมายสกัดให้จำนนในทันที แต่ด้วยสัญชาตญานเอาตัวรอด สิวาเบี่ยงตัวหลบอย่างฉับไว ทำให้ไม้พลาดไปโดนศีรษะลูกชายที่ซ้อนท้ายอยู่ข้างหลังกับเมียสาวอย่างจังจนแน่นิ่งไป

หลังเหตุการณ์ยุติ สิวา กับ กัลยา รีบอุ้มร่างลูกน้อยไปโรงพยาบาลบางละมุง ก่อนเข้าแจ้งความที่โรงพัก สภ.หนองปรือ ให้ดำเนินคดีกับชายที่ก่อเหตุ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นตำรวจอาสาจริง

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่จะบรรยาย มันเหนือจากคำว่าเกินกว่าเหตุมากแล้ว ความผิดแค่หลบด่านไม่อยากจะเสียค่าปรับมันผิดขนาดนั้นเลยหรือ…ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรนอกจากเป็นห่วงลูก กลัวลูกจะเป็นอะไรไป เพราะเป็นลูกชายคนเดียว จึงอยากขอความเป็นธรรมให้แก่ลูก ต้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดกับผู้ก่อเหตุ”
กัลยา ซึ่งยังอยู่ในภาวะย่ำแย่ทางจิตใจ ระบายความอัดอั้นผ่านสื่อท้องถิ่น เหมือนต้องการความเห็นจากสังคมถึงพฤติกรรมของตำรวจอาสาที่ปฏิบัตินอกหน้าที่จนเกือบทำให้ลูกชายของเธอเสียชีวิต

เหตุการณ์ผ่านไป 2 วัน แพทย์อนุญาตให้ สิวา และกัลยา รับลูกกลับบ้านได้ หลังจากผ่านการรักษาด้วยการเย็บแผลที่ศีรษะไปหลายเข็มและเฝ้าดูอาการจนมั่นใจแล้วว่าปลอดภัยดี

แต่ครอบครัวของ สิวา ก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอหน้าคู่กรณีเพื่อรับคำขอโทษแม้แต่ครั้งเดียว

ขณะที่ห้องสนทนาในสังคมออนไลน์ ซึ่งตั้งวงบริภาษหนุ่มตำรวจอาสาผู้นี้มาตั้งแต่วันแรกก็ยังไม่สุดกับความคับข้องในบทบาทของตำรวจอาสา ที่ความจริงแล้วไม่มีอำนาจอันใดเลยที่จะปฏิบัติเยี่ยงนี้กับประชาชน

ผู้คนจำนวนมากพยายามขุดคุ้ยประวัติของตำรวจอาสารายนี้จากชื่อที่ปรากฏในสำนวนคดีของตำรวจ สภ.หนองปรือ แต่ไม่พบว่ามีข้อมูลในทางเสื่อมเสีย นอกจากเรื่องราวที่น่าชื่นชมเกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคมในลักษณะจิตอาสา

อย่างไรก็ดี หลังถูกกระแสสังคมก่นด่าอย่างหนัก จนต้องเก็บตัวอยู่หลายวัน หนุ่มจิตอาสารายนี้ได้ตัดสินใจเปิดเผยตัวต่อสาธารณะ เพื่อแสดงความเสียใจต่อการกระทำของตนเองแล้ว

ตำรวจอาสาหนุ่มรายนี้ ยอมรับในสิ่งที่ทำลงไป แต่ก็ปฏิเสธว่าไม่มีเจตนาให้ใครได้รับอันตราย และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามอเตอร์ไซค์คันนั้นมีเด็กซ้อนท้ายอยู่ด้วย “ผมไม่ได้ฟาด แค่ยกไม้กั้นไว้เฉยๆ ไม่รู้ว่าจะไปโดนเด็ก เพราะไม่รู้ว่ามีเด็กอยู่ด้วย”

เขาชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่ตรงข้ามกับคำให้การของ สิวา และกัลยา ที่อ้างว่าเขาใช้ไม้ฟาดและยังจะตามมาซ้ำ

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยืดอกยอมรับว่าในเมื่อทำลงไปแล้วก็ต้องรับผิด เพียงแต่ขอให้สังคมเข้าใจว่าเขาไม่มีเจตนาทำร้ายใคร และขอโอกาสให้เขามีที่ยืนบ้าง “มันทำอะไรไม่ได้แล้ว ต้องว่าไปตามความผิดครับ เพียงแต่ขอพื้นที่ให้ผมได้พูดบ้าง ไม่ใช่มาว่าผมอย่างเดียว”

กระนั้นก็ตาม วีรกรรมของตำรวจอาสาหนองปรือหนนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงวงการตำรวจอาสาทั่วประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การทำงานแบบที่เรียกว่า “เหาะเกินลงกา” ของตำรวจอาสาท้องที่ต่างๆ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความเห่อเหิมอำนาจที่ไม่มีในตัวของบุคคลเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกับกรณีครอบครัวน้องแซม ล่าสุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคงหนีไม่พ้นกรณี ตำรวจอาสาสำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ กระโดดถีบมอเตอร์ไซค์ที่หนุ่มวัยรุ่นขี่หลบหนีด่านตรวจภายในซอยมิตรอุดม (สุขุมวิท74) ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จนล้มกลิ้งหัวฟาดพื้นเสียชีวิต ขณะที่แฟนสาวบาดเจ็บ เมื่อหลังสงกรานต์ปีที่ผ่านมา

พฤติการณ์การก่อเหตุของอาสาสมัครรายนี้ คล้ายกับกรณีที่ จ.ชลบุรี คือ ตำรวจอาสาจะแยกตัวไปซุ่มยืนห่างจากด่านตรวจ คอยดักสกัดจับผู้ต้องสงสัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ยอมหยุดให้ตรวจค้น ซึ่งการกระทำของเขานั้น รุนแรง โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่ตามมา

หลังเกิดเหตุ ตำรวจอาสารายนี้ถูกดำเนินคดีข้อหา “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”

ขณะที่ พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ มีคำสั่งย้ายนายตำรวจระดับ ผกก.สภ.สำโรงเหนือ และรองลงมาอีก 3 นาย ไปช่วยราชการที่ ศปก.ภาค 1 และ ศปก.บก.ภ.จว.สมุทรปราการ พร้อมกันนี้ได้มีคำสั่งให้ตำรวจอาสาใน จ.สมุทรปราการ ทั้งหมดยุติการทำงานทันที

“ผมได้เห็นคลิปเมื่อเช้าถือว่าทำนอกกรอบกฎหมายที่ตำรวจอาสาไม่มีอำนาจหน้าที่จะไปตรวจค้นหรือจับกุมใคร”

พล.ต.ต.ธรรมนูญ ยอมรับว่าการทำงานของตำรวจอาสา หรืออาสาตำรวจบ้าน ทุกวันนี้ไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องการใช้อำนาจ และมักทำงานเกินหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจนเกิดปัญหาตามมาอยู่เนืองๆ

ขณะที่ พ.ต.ท.กฤษณ์ มาสุข รอง ผกก.ป.สภ.หนองปรือ ยอมรับเช่นกันว่า ปัญหาอาสาสมัครที่มักทำตัวกร่างและเกินกว่าเหตุนั้นคงมีอยู่บ้าง แต่อาจไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม สภ.หนองปรือ คงหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ และได้สั่งระงับการทำงานของอาสาทั้งหมด โดยจะมีการคัดกรองความประพฤติและประวัติของผู้ที่จะเข้ามาช่วยงานโดยละเอียดเสียใหม่ ก่อนที่จะมอบหมายหน้าที่ให้มาช่วยเหลืองานราชการต่อไป

ด้านทนายความชื่อดัง เดชา กิตติวิทยานันท์ จากเพจ “ทนายคลายทุกข์” ระบุว่าอาสาตำรวจหรืออาสาจราจรไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจในการตรวจค้นจับกุมหรือตั้งด่าน มีแต่อำนาจเถื่อนเท่านั้น

ทนายเดชา ระบุด้วยว่า กรณีตำรวจอาสาปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขต และผิดกฎหมาย ตำรวจที่รับผิดชอบและนำอาสาเหล่านี้มาร่วมทำงานอาจต้องร่วมรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายโดยตรงเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ด้วย

“ควรทำเป็นคดีตัวอย่าง เพราะนับวันพวกอาสาสมัครทั้งหลายจะลุแก่อำนาจไปตั้งด่านตรวจค้นจับกุมโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญเพราะบุคคลทุกคนเสมอกันตามกฎหมาย มาตรา 27 บุคคลธรรมดาจึงไม่สามารถจับคนอื่นได้”

ส่องไส้ใน “ส.ส.ส้มหล่น” ที่แท้แต้ม “ทษช.”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องไส้ใน “ส.ส.ส้มหล่น” ที่แท้แต้ม “ทษช.”

1 เมษายน 2562 – 12:43 น.
พรรคอนาคตใหม่,พรรคไทยรักษาชาติ,ผลการเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ว่าที่ สส,คะแนนเลือกตั้ง,ส้มหล่น,ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 17,873 ครั้ง

ภาพรวมของพรรคอนาคตใหม่ ประเมินว่ากว่าร้อยละ 60 ของคะแนนดิบ 6 ล้านคะแนนนั้น ได้มาจากอุบัติเหตุรถบัสค่าย ทษช.พลิกคว่ำกลางทาง 

**************

เกินความคาดหมายสำหรับผลการเลือกตั้ง 2562 “พรรคอนาคตใหม่” ที่คว้าอันดับ 3 ได้ 6,265,950 คะแนน และได้ ส.ส.เขต จำนวน 30 ที่นั่ง แต่แกนนำอนาคตใหม่ก็คงพอจะทราบว่า ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคได้รับอานิสงส์จากเหตุยุบพรรคไทยรักษาชาติ

หากส่องดูคะแนนรายเขต ว่าที่ ส.ส.อนาคตใหม่ ล้วนแจ้งเกิดจากเขตที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ จึงอนุมานได้ว่าคะแนนของ ทษช.ได้ถ่ายเทมาที่พรรคส้มหวาน

“5 ส้มหล่น” เมืองหลวง

ดังที่ทราบพรรคเพื่อไทย กับพรรคไทยรักษาชาติ แบ่งพื้นที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ เฉพาะสนามกรุงเทพฯ ทษช.ส่งเพียง 8 เขต และในเขตดังกล่าวนี้ ผลปรากฏว่า ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ชนะเลือกตั้งถึง 5 เขต

เขต 20 มณฑล โพธิ์คาย โดยค่าย ทษช. ส่ง ธกร เลาหพงศ์ชนะ หลานชายของปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีตแกนนำกลุ่มวังพญานาค

 นพสรัญ วรรณศิริกุล ลูกสาวผู้ใหญ๋เล็ก

เขต 21 สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ซึ่งเขตนี้ กวีวงศ์ อยู่วิจิตร อดีตประธานสภาเขตบางนา ที่สวมเสื้อ ทษช.เป็นตัวเต็งคนหนึ่ง

เขต 22 เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เดิมทีคู่แข่งคนหนึ่งคือ สราริน ชาลีวรรณ อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท พีเอ็นเอ็นฯ ที่สวมเสื้อ ทษช.

เขต 24 ทศพร ทองศิริ บอกได้คำเดียวว่า ส้มหล่นจริงๆ เมื่อ นพสรัญ วรรณศิริกุล ค่าย ทษช. และลูกสาวผู้ใหญ่เล็ก สุวัฒน์ วรรณศิริกุล อดีต ส.ส.ผูกขาด ไม่ได้อยู่ในสนาม

พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ แกนนำ นปช.

เขต 25 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้คะแนนหนุนช่วยจาก กมลพัฒน์ ปุงบางกะดี่ พรรค ทษช. ทั้งที่เธอมีลุ้นมาก เนื่องจากสามี พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ หรือ สมชาย ไพบูลย์ แกนนำ นปช.เคยลงสมัคร ส.ส.มาหนหนึ่งแล้ว แต่พ่ายตระกูลม่วงศิริ

         จึงไม่น่าแปลกใจที่อดีต ส.ส.พรรคเก่าแก่ ร่วงยิ่งกว่าใบไม้ร่วงทางฝั่งธนบุรี

ชัดเจน “บูรพาแดง”

พรรคไทยรักษาชาติ ได้รับมอบหมายให้ยึดภาคตะวันออก จึงส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงชิงชัยในสนามระยอง, จันทบุรี และตราด ยกเว้นฉะเชิงเทรา และชลบุรี ที่ส่งแค่ครึ่งหนึ่ง

          สนามจันทบุรี ประวัฒน์ อุตตะโมต อดีต รมช.เกษตรฯ และอดีต ส.ส.จันทบุรี สมัยพรรคไทยรักไทย เป็นพี่เลี้ยงให้พรรค ทษช.จันท์ฮิ เมื่อไม่มี ทษช. อนาคตใหม่ก็ชนะยกจังหวัด  ได้แก่ เขต พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศาเขต จารึก ศรีอ่อน และเขต ญาณธิชา บัวเผื่อน

ทำนองเดียวกันที่สนามตราด กำนันเล็ก ทินวัฒน์ เจียมอุย ค่าย ทษช. เต็งหนึ่งที่จะล้มแชมป์เก่า ธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลังกำนันเล็กถอย ศักดินัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ ก็ได้รับใบบุญไปเต็มๆ

สนามชลบุรี 8 เขต แบ่งเป็นเพื่อไทย 4 เขต ไทยรักษาชาติ 4 เขต โดย ทษช.รับโควตาส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต 5-8 จึงไม่น่าแปลกที่อิทธิพล คุณปลื้ม จะพ่ายจรัส คุ้มไข่น้ำ เขต 6 พรรคอนาคตใหม่ และปรเมศร์ งามพิเชษฐ์ จะแพ้แก่ กวินนาถ ตาคีย์

          สนามแปดริ้วไม่ต้องพูดถึง ตระกูลฉายแสง ประกาศเทคะแนนให้โจ๋งครึ่ม พรรคส้มหล่นคว้าไป เขตตามคาด

ทษช.หนุนล้มช้าง

ความปราชัยของ 2 ตระกูลการเมืองคือ “สะสมทรัพย์” และ ไกรวัตนุสสรณ์” แห่งชาติไทยพัฒนา เป็นเรื่องที่โจษขานกันไม่สิ้น เฉพาะที่สมุทรสาคร ค่าย ทษช.ก็ส่งครบ 3 เขต แต่หลังยุบพรรค ผลการเลือกตั้งก็พลิกไปที่อนาคตใหม่ 2 เขต

เขต 1 ทองแดง เบ็ญจะปัก ชนะตัวแทนบ้านใหญ่มหาชัย อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ และเขต 2 สมัคร ป้องวงษ์ ชนะลูกรักเฮียม้อ อภิชาต โพธิ์ถนอม

นครปฐม 5 เขต ก่อนหน้า 24 มีนา ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่า ตระกูลสะสมทรัพย์ จะพ่ายแพ้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว

          ตอนแรกตระกูลสะสมทรัพย์ ขอแค่ เขต โดยแบ่งให้ตระกูล “แก้วพิจิตร” ไป เขต แต่ค่าย ทษช.ส่งครบทุกเขต แถมเอาจริงด้วย เมื่อเกิดเหตุยุบพรรค คะแนน ทษช.ก็ไหลมาทางอนาคตใหม่

ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร อดีต ส.ส.5 สมัย

เขต 3 สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา พลิกชนะเจ้าพ่อบางเลน ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร อดีต ส.ส. 5 สมัย เขต 5 จุมพิตา จันทรขจร ไม่นึกไม่ฝันว่า จะชนะพี่ใหญ่ของสะสมทรัพย์-เผดิมชัย

ส่วนที่เขต 1 พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ค่าย ปชป. และบ้านใหญ่ “แก้วพิจิตร” เกือบพ่ายสาวิกา ลิมปะสุวัณณะ พรรคอนาคตใหม่ เพราะลูกสาวกำนันดังนครปฐม ค่าย ทษช.หันมาช่วยพรรคส้มหวาน

เผดิมชัย สะสมทรัพย์ พี่ใหญ่ของสะสมทรัพย์

ภาพรวมของพรรคอนาคตใหม่ ประเมินว่ากว่าร้อยละ 60 ของคะแนนดิบ 6 ล้านคะแนนนั้น ได้มาจากอุบัติเหตุรถบัสค่าย ทษช.พลิกคว่ำกลางทาง

          กระแสธนาธรก็ใช่ แต่ปฏิเสธกรณีคะแนนส้มหล่นจากพรรค ทษช. จนเบียดคู่แข่งเข้าป้าย ส.ส.เขตไม่ได้แน่นอน

อย่าให้ กกต.เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้ กกต.เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

1 เมษายน 2562 – 12:30 น.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,รู้ลึกกับจุฬาฯ,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 803 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

กระแสโจมตีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจจุบันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะคลายความรุนแรงลง เนื่องจากความกังขาและไม่มั่นใจในมาตรฐานการดำเนินงานของหน่วยงานที่เต็มไปด้วยความผิดพลาดในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ตามที่มีข่าวปรากฏออกมา

ในบรรดาประเด็นที่สาธารณชนตั้งคำถามกับ กกต.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ ตัวเลขของบัตรเลือกตั้งและผู้มาใช้สิทธิที่รายงานไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง การประกาศผลคะแนนการเลือกตั้งในครั้งแรกเพียงร้อยละ 95 ก่อนจะประกาศเต็มร้อยในหลายวันต่อมา รวมถึงการสั่งไม่นับคะแนนบัตรกว่า 1,500 ใบที่ถูกส่งมาจากการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นต้น

รศ.ตระกูล มีชัย จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ความผิดพลาดของ กกต.ชุดนี้ เป็นสิ่งที่ “ไม่น่าจะเกิดขึ้นมากขนาดนี้” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่เอาใจใส่ที่จะติดตาม การปล่อยปละละเลย จนปัญหาบานปลายทำให้คนเสื่อมศรัทธาในตัว กกต.

“ตัวคณะกรรมการเองก็อาจจะมีปัญหาในความพร้อม เพราะทั้ง 7 ท่าน มีเพียงท่านเดียวเท่านั้นที่เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง ท่านอื่นอาจจะไม่มีเวลาศึกษาเตรียมตัว ประกอบกับขาดประสบการณ์จริงเลยทำให้พลาด ตัวเลขาธิการ ก็อาจจะขาดประสบการณ์ในการจัดการ แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันจะผิดพลาดมากถึงขนาดนี้”

อาจารย์ตระกูลชี้ว่า เหตุการณ์การนำส่งบัตรเลือกตั้งจากประเทศนิวซีแลนด์ล่าช้า จนนำส่งไม่ทัน ทำให้ต้องประกาศในเวลาต่อมาว่าบัตรกว่า 1,500 ใบ เป็นบัตรเสีย ยิ่งสะท้อนว่า กกต.ประมาทเลินเล่อ และปัดความรับผิดชอบอย่างรุนแรง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรงมาก เพราะสิทธิของประชาชน เสียงทุกเสียงของประชาชนที่อยู่ในบัตรเลือกตั้งมีความสำคัญยิ่งยวด คุณจะปล่อยปละละเลยไม่ได้ ทำไมถึงไม่จัดการ”

นอกจากนี้ ขั้นตอนการนับผลคะแนนเลือกตั้งเองก็มีข้อกังขาอย่างยิ่ง เนื่องจากกรรมการในหน่วยเลือกตั้งกว่า 90,000 หน่วยทั่วประเทศไทยจะต้องกรอกแบบฟอร์มรายงาน ส.5/16 หลังการนับคะแนน แล้วจึงใช้คะแนนดังกล่าวรายงานผลไปยังส่วนกลาง ดังนั้นไม่ควรที่จะต้องใช้เวลานานเป็นวันๆ ในการนับคะแนน
“เจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำหน่วย พอเขาขานคะแนนเสร็จก็จะบันทึกลงแบบฟอร์ม ส.5/16 หรือ ส.5/18 เช็กกันหลายคนมาก นับเสร็จก็รายงานได้ การคีย์ข้อมูลเพื่อรายงานผลต่อส่วนกลางก็ไม่น่าจะใช้เวลานาน แต่กลายเป็นว่ารายงานผลได้แค่ 95 เปอร์เซ็นต์ในวันเดียว แถมไม่รายงานให้จบ ทั้งๆ ที่ยังไม่จบต้องไม่หยุดนับ” อาจารย์ตระกูลกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาทาง กกต.เคยซักซ้อมเตรียมการหรือไม่ อย่างไร

ขณะเดียวกัน กกต.ก็ควรสืบไปยังต้นตอปัญหา เพื่อดูว่าสาเหตุของปัญหาการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่จุดไหน หากเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบเลือกตั้งที่ใช้ในปี 2562 หรือระบบจัดสรรปันส่วนผสมมีปัญหา ทำให้มีบัตรเสียมากกว่า 5 ล้านใบ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขต่อไป

อาจารย์ตระกูลชี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ กกต.เกิดวิกฤติศรัทธาจากประชาชน และไม่ควรมีทีท่ากล่าวอ้างหรือกล่าวโทษแก่ผู้ที่ตั้งคำถาม เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวที่ปรากฏมาจนถึง ณ บัดนี้ ทำให้เกิดความสงสัยได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริต

“ผมขอย้ำว่า กกต.ต้องทำตัวให้เป็น กกต. ต้องยึดมั่นในความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง ตัดสินต้องไม่เข้าข้างฝ่ายใด ต้องรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ไม่ทำให้เกิดวิกฤติ อย่าให้ประชาชนมองว่าเขาไม่เชื่อใจคุณ และการเลือกตั้งไม่ชอบธรรม”

หมายความว่า จนถึงตอนนี้ หาก กกต.ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาและชี้แจงความผิดพลาดให้ประชาชนรับรู้ได้ ประชาชนจะมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรม ส่งผลต่อผู้ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลและกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง

อาจารย์ตระกูลระบุอีกว่า กกต.ควรแสดงความรับผิดชอบทางคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อให้เกิดกระแสเชิงบวก อย่างน้อยที่สุดก็ควรเปิดเผยคะแนนดิบของหน่วยเลือกตั้งเขตทุกเขตในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบและตั้งคำถาม มีความโปร่งใสในข้อมูล

“แถลงการณ์ที่ออกมาจนถึงตอนนี้ก็ไม่เคลียร์ หัวเรือใหญ่ตอบคำถามไม่ได้ ยิ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นแก่ประชาชน ถ้าเคลียร์ตรงนี้ไม่ได้ จะไม่จบ แล้วอาจจะลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอื่นๆ ที่จะตามมา”

“ที่สำคัญคือ กกต.มีสำนึกไหมว่าบัตรเลือกตั้งทุกใบของประชาชนนั้นมีค่า” อาจารย์ตระกูลกล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความหมาย

ลูกเสือจิตอาสา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกเสือจิตอาสา

1 เมษายน 2562 – 11:05 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ลูกเสือจิตอาสา
เปิดอ่าน 1,794 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ได้ทราบเรื่องโครงการลูกเสือจิตอาสาที่ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอร่วมสนับสนุนโครงการนี้เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี

ในสมัยเป็นเด็กนักเรียน เชื่อว่าทุกคนจะได้เป็นลูกเสือและเนตรนารี ซึ่งคติประจำใจที่ว่า ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ คือแนวทางหรือเข็มทิศแห่งชีวิตให้ดำเนินชีวิต

บ้านเมืองของเราอยู่รอดปลอดภัยมาถึงทุกวันนี้ด้วยประชาชนคนไทยเป็นคนดีมีน้ำใจช่วยเหลือกันและยึดมั่นในคุณธรรมและกฎหมาย

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งมาให้ทราบโดยสังเขปต่อไปนี้


โครงการชุมนุมลูกเสือบำเพ็ญประโยชน์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “ลูกเสือจิตอาสาทำความดี รวมใจภักดี เทิดไท้องค์ราชัน”

กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินโครงการ และน้อมนำพระราโชบายสู่การปฏิบัติ โดยผ่านกิจกรรมลูกเสือ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมสร้างสัมพันธภาพอันดี เสริมสร้างทักษะชีวิต และเสริมสร้างจิตอาสาและการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

รวมทั้งเผยแพร่กิจการลูกเสือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมแรกได้แก่ กิจกรรมงานชุมนุมลูกเสือและสวนสนาม ภายใต้คำขวัญ “ลูกเสือจิตอาสาทำความดี รวมใจภักดี เทิดไท้องค์ราชัน” 4 ภูมิภาค ภูมิภาคละ 6,810 คน ภาคใต้และภาคใต้ชายแดนมีจำนวน 13,620 คน รวมทั้งสิ้น 40,860 คน

ภาคเหนือจัดในวันที่ 1-5 มิถุนายน ณ สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ภาคกลางจัดในวันที่ 3-7 มิถุนายน ณ ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออกจัดในวันที่ 5-9 มิถุนายน ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จ.ชลบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดในวันที่ 6-10 มิถุนายน ณ ค่ายลูกเสือหนองญาติ จ.นครพนม ภาคใต้และภาคใต้ชายแดนจัดในวันที่ 16-20 มิถุนายน ณ บริเวณแหลมสมิหลา จ.สงขลา

ส่วนกิจกรรมที่ 2 กิจกรรมลูกเสือจิตอาสาและบำเพ็ญประโยชน์ ลูกเสือ เนตรนารีให้แต่ละคนที่เข้าร่วมชุมนุมชักชวนเพื่อนร่วมกิจกรรมจิตอาสาไม่น้อยกว่า 10 คน ร่วมปฏิบัติงานจิตอาสาและบำเพ็ญประโยชน์พื้นที่ของตนเองไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือน (พ.ค.-ก.ค.)

โดยให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้รับรองการปฏิบัติงาน อาทิ ทำความสะอาดศาสนสถาน โรงเรียน ชุมชน และสถานที่ราชการ เก็บขยะ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และปลูกป่า

โครงการนี้จะทำให้ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ เนตรนารี มีส่วนร่วมในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิต ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ มีความประพฤติที่เหมาะสม มีค่านิยมที่ถูกต้อง รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม

จึงขอเชิญชวนให้เข้าร่วม “ลูกเสือจิตอาสา” และจะได้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ดีต่อไป


 ช่วยกันทำโลกเป็นสีเขียว
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันเป็นคนชอบเดินทางส่วนมากจะไปโดยรถทัวร์ เพราะเดี๋ยวนี้สะดวกสบายมากๆ ราคาก็ประหยัด หรือบางทีพอมีเงินก็จองข้ามเดือนไปทางสายการบินโลว์คอสต์

เดี๋ยวนี้ไปไหนๆ ก็ไม่ไกลหรอกค่ะ ถ้าวางแผนดีๆ และค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงหากรู้จักใช้จ่าย หรือถ้าจะให้แอบอิงใกล้ชิดธรรมชาติก็ไปกางเต็นท์นอนตามอุทยานแห่งชาติป่าเขาลำเนาไพรก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

เวลานี้สังเกตเห็นว่าอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากและร้อนหนาวไม่เป็นไปตามฤดูกาล จึงอยากให้ช่วยกันรักษาโลกของเราให้เป็นสีเขียว ซึ่งวันก่อนได้อ่านวิธีช่วยกันดูแลให้โลกของเราให้น่าอยู่สดใสด้วยวิธีง่ายๆ เช่น

เลิกใช้ถุงพลาสติกเพราะ 50% ของขยะพลาสติกถูกกำจัดไม่ถูกวิธีและการเผา ก่อให้เกิดสารไดออกซิน ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ประมาณว่ามีขยะพลาสติกยังถูกทิ้งลงทะเลในประเทศไทยประมาณ 11 ล้านตัน เป็นสาเหตุในการเสียชีวิตของสัตว์น้ำและนกหลายชนิดในทะเลที่เข้าใจผิดว่าขยะพลาสติกที่ลอยอยู่ในน้ำคืออาหาร หากมีการช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกก็จะสามารถช่วยกันแก้ปัญหา

ช่วยกันปลูกต้นไม้-อย่าตัดไม้ทำลายป่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองเป็นประโยชน์หลายๆ ด้าน ช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ เพิ่มความชุ่มชื้นในบรรยากาศและยังช่วยดูดซับฝุ่นที่กำลังเป็นปัญหาในเมืองใหญ่ๆ ได้ หากเรามีพื้นที่สีเขียวมากพอ ก็สามารถลดปริมาณฝุ่นได้เฉลี่ยร้อยละ 7-24

ทำให้อากาศที่เราหายใจสะอาดขึ้นอีกด้วย โดยฝุ่นละอองจะลอยไปติดอยู่บนผิวใบไม้ และเมื่อมีฝนตกลงมาฝุ่นที่ติดอยู่บนผิวใบก็จะถูกชะล้างลงดิน ต้นไม้ใหญ่หลายชนิดจึงเหมาะจะเป็นตัวช่วยให้อากาศดีขึ้น

นี่เป็นการปฏิบัติอย่างง่ายๆ เพราะปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่นี้มาจากน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น-ขอให้ช่วยกันนับตั้งแต่บัดนี้ค่ะ
มยุรี (คนรักษ์โลก)

ตอบ คุณ ‘มยุรี’ คนรักษ์โลก
เวลานี้ผู้คนหันมาสนใจสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศมากขึ้นครับ และจะเห็นว่ามีผู้ติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยามากขึ้น

ผมขอแทรกรายงานอากาศวันนี้-3 เมษายน ให้ทราบอย่างเป็นทางการว่าบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง

ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรระมัดระวัง และป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

ขอบคุณจดหมายจากคุณมยุรีที่ชี้แนะการอนุรักษ์โลกให้เป็นสีเขียวน่าอยู่อาศัย ซึ่งเราต้องมีจิตสำนึกช่วยกันครับเพราะ ‘โลกสวยด้วยมือเรา’
อ๊อด เทอร์โบ

สองความวุ่นบนกระดานการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367584?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สองความวุ่นบนกระดานการเมือง

1 เมษายน 2562 – 10:55 น.
พลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคอนาคตใหม่,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 1,203 ครั้ง

ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

ค่อนแน่ชัดแล้วว่าวันนี้ 27 พรรคการเมืองที่มี “ว่าที่ส.ส.สองระบบ” รวม 500 คน สิ่งที่ต้องตามต่อคือ…พรรคไหนจะอยู่กับขั้วใดบนเวทีการเมือง รวมทั้งผลพวงจากความพิลึกพิลั่นในการทำหน้าที่ของ กกต.ยามนี้ว่าจะออกหัวหรือก้อย…เพราะสองเรื่องนี้ผูกติดกันแบบแยกออกไม่ได้

เริ่มที่การจับขั้วการเมืองของสองพรรคใหญ่ แม้จะซาลงไปบ้างแต่ยังมีลูกติดพัน โดย “ขั้วเพื่อไทย” ยามนี้มี 246 เสียง อันประกอบด้วย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เศรษฐกิจใหม่ ประชาชาติ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทย (ตัวเลขล่าสุดที่คำนวณเบื้องต้น อนาคตใหม่หายไป แที่นั่ง เสรีรวมไทยหายไป 2 ที่นั่ง จากตัวเลขที่พรรคเหล่านี้ประกาศสัตยาบันจับมือตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่มีการอ้างว่ารวบรวมได้ 255 เสียง)

“ขั้วพลังประชารัฐ” ตอนนี้ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ “122 ส.ส.” โดยนับรวมพลังประชาชาติไทยและประชาชนปฏิรูปมาแตะมือขั้นต้น

พรรคอื่นๆ ที่ยังไม่แจ้งว่าจะชูมือหนุนขั้วใดอีก “132 คน” พรรคเหล่านี้ยังแทบไม่ออกอาการว่าจะแตะมือขั้วใด แต่ค่อนข้างชัดว่าส่วนหนึ่งจะเทไปยังพลังประชารัฐ เช่น ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา รวมทั้งพรรคเล็กๆ ที่เพิ่งรับอานิสงส์ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากการประกาศผลในเบื้องต้นของ กกต. เพราะพรรคเล็กๆ หลายพรรคเหล่านี้จะมีว่าที่ส.ส.เฉลี่ยพรรคละ 1 คน

การรวมเสียงจากพรรคเหล่านี้ คีย์แมนพลังประชารัฐและเพื่อไทยต่างไม่ละความพยายามในการประสานเข้าขั้วเป็นแน่แท้ เพราะตอนนี้ 1 เสียงมีความหมายสูงยิ่งกับการเมืองยุคไทยแลนด์ 4.0

แต่น้ำหนักยังไม่เท่ากับ “ภูมิใจไทย กับ ประชาธิปัตย์” ที่มีในมือพรรคละกว่า 50 เสียง แต่สองพรรคนี้ยังไม่บอกว่าจะเอาอย่างไร ? และอ้างคำเดียวเหมือนกันคือ “รอผลอย่างเป็นทางการ 9 พฤษภาคม” !

แน่นอนว่าการยังไม่เปิดจุดยืนตอนนี้ นับเป็นแต้มที่มีราคาสำหรับพรรคที่มีเสียงตุนในมือไว้พอที่จะชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองไทยยามนี้ได้

พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินจึงลอยชายในขั้นนี้ แต่บริบทแตกต่างกัน…

พรรคสีน้ำเงินเป็นปึกแผ่น แกนนำชี้ทิศอย่างไร ลูกพรรคตบเท้าไปมุมนั้น แบบนี้ง่ายสำหรับการดีล แต่พรรคนี้ยังต้องลุ้นในคดีทุจริตเลือกตั้งซึ่งอาจเกิดขึ้นกับกรรมการบริหารพรรคบางคนตามที่มีกระแสข่าววงในแพลมออกมา

หากเป็นความจริงย่อมมิใช่เรื่องสนุกเป็นแน่แท้

ส่วนพรรคสีฟ้าในกาลข้างหน้าต้องมองว่าจะเดินย่ำเหตุการณ์ 10 มกราหรือไม่ เพราะสถานการณ์วันนี้เริ่มบ่งชี้ไปยังประวัติศาสตร์หน้าเดิมแล้ว

แม้จะดึงเวลาการเคาะโต๊ะไปจนนาทีสุดท้ายว่าจะสังกัดขั้วใด เนื่องจากวันนี้ไร้กัปตันทีมตัวจริง แต่รอยแยกสีฟ้านั้นชัดแล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายคัาน ใครจะหนุนพลังประชารัฐ…

การเมืองไทยวันนี้และวันหน้าแปลความได้ว่าดึงเช็งกันได้เป็นเดือน สิ่งที่ใช่อาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้ เพราะปฏิทินของจริงต้องนับจากวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นต้นไป เนื่องจากจะเห็นภาพชัดว่างูเห่าภาคสามจะค่อยๆ โผล่ออกมาจากพรรคใดบ้าง และจะชัดเจนสุดในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ส่วนกระแสข่าวต่อรองเก้าอี้การเมืองเริ่มแพลมมาแล้ว โดยเฉพาะจากอีกขั้วหนึ่งที่วันนี้นอกจากทำศึกนอกแล้วศึกในระอุไม่ต่างกัน เพราะมีการเลื่อยขาเก้าอี้และปล่อยข่าวอัดอีกก๊กในพรรคกันนัวไปหมด…เพราะการตีตราจองเก้าอี้หลักๆ ที่หมายมั่นปั้นมือกันนั้นมันคือการรับรางวัลในการต่อสู้ และเป็นธรรมดาของการเมืองไทย เนื่องจากคนวงในมองกันแล้วว่ารัฐบาลใหม่อยู่ไม่ยืด

สรุป ณ เพลานี้ การจับขั้วการเมืองคงยุติชั่วคราว บนหน้าสื่อ แต่ในทางลับนั้นการดีลต้องมีการประสานไปเรื่อยๆ มิฉะนั้นอาจโดนแผนล้วงคองูเห่าและตายน้ำตื้นจากน้ำมือขั้วตรงข้าม เพราะความนอนใจในสถานการณ์นั่นเอง

เมื่อเกมจับขั้วยุติเบื้องต้นไปกลายๆ เกมยามนี้ตกหนักไปที่ กกต. เพราะตอนนี้มีหลากเรื่องทิ่มแทงไป เช่น ข้อร้องเรียนให้เปิดคะแนนดิบผู้สมัคร ส.ส.ออกมา เพราะมันไม่สอดรับกับคะแนนที่ กกต.ประกาศตัวเลขล่าสุด จนเกิดความอลหม่านไปทั่ว

การร้องนับแต้มใหม่ในบางเขตที่มีความไม่โปร่งใส

รวมทั้งกระแสข่าวลือหนาหูว่า “ใบสารพัดสี” ที่ กกต.เก็บไว้ หากเปิดออกมาให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยแว่วมาว่ามีนับไม่ถ้วนที่น่าจะออกมาเร็วๆ นี้ และแว่วว่าอาจจะจัดเลือกตั้งซ่อมในช่วงหลังสงกรานต์

อีกทั้งอาจมีการยุบพรรคบางพรรคเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าพ่วงมาด้วย

หากใบหลากสีผลิออกมาไปยังพรรคต่างๆ ที่แว่วมาว่าโดนกันถ้วนหน้า และบางพรรคอาจโดนของหนักถึงขั้นยุบพรรคจากหลากฐานความผิด

ถ้าสถานการณ์ออกมารูปนี้ บางพรรคมีเปรียบ บางพรรคเสียจังหวะ และจะกระทบการฟอร์มรัฐบาลใหม่ด้วย

รวมทั้งข้อกล่าวหาและหลักฐานว่า ใบสารพัดสีที่ผลิมานั้นมาจากสาเหตุใดและต้องชัดเจนต่อสังคม

แต่หากใบสารพัดสีว่อนออกมาท่ามกลางเครดิตของ กกต. ที่ยามนี้แทบหมดไปนั้น มันคือโจทย์ยากอีกข้อที่ กกต.ต้องตอบสังคมให้กระจ่าง ยิ่งมีการเลือกตั้งซ่อมมากเท่าใด คำถามจะมากขึ้นทวีคูณ

การบ้านเหล่านี้ 7 เสือ กกต. รับไปเต็มๆ เพราะความไม่ชัดแจ้งในการทำหน้าที่จัดการและควบคุมการเลือดตั้งครั้งนี้ เนื่องจากผลการหย่อนบัตรที่ออกมาเป็นคำตอบที่คาใจสังคม จนมีการขยับของนิสิตนักศึกษารวมทั้งมวลชนจำนวนหนึ่ง ล่ารายชื่อบีบกกต.ให้ยุติการทำหน้าที่ครั้งนี้ ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากล
หากมองดีๆ แล้วการที่จะทำให้ กกต.ชุดนี้ยุติการทำหน้าที่ด้วยการล่ารายชื่อนั้นต้องยื่นต่อกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง และหากมีการรับคำร้องไว้ก็ต้องดูต่อว่าจะมีคำสั่งใดลงมาตามคำร้องบ้าง

หากสิ้น กกต.ชุดนี้ ผลจะเป็นเช่นใด…

แน่นอนว่าหาก 7 เสือกกต.ต้องหลุดพ้นหน้าที่ก่อนวันที่ 9 พฤษภาคม ผลการหย่อนบัตรก็ไม่มีใครรับรอง และการเลือกตั้งครั้งล่าสุดต้องโมฆะไปโดยปริยาย …จากนั้นต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่เพื่อมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งใหม่

รัฐบาลและคสช.ต้องอยู่ทำงานต่อไปจนกว่ารัฐบาลใหม่จะมารับช่วงต่อ

หากสถานการณ์วันข้างหน้าเป็นแบบนั้น แน่นอนว่า บางพรรคที่เคยมีเสียงมากอาจจะมีเสียงลดลง บางพรรคที่พอมีแต้มอาจจะสูญพันธุ์ไป บางพรรคจะยึดที่นั่งเพิ่ม

แต่หาก กกต.ยังดึงดันเดินหน้าต่อไปและไร้คำชี้แจงที่เคลียร์ใจให้แก่สังคมได้ แนวโน้มการปลุกระดมมวลชนให้ออกมาขับไล่นั้นจะมีสูงยิ่ง และหากมีการทำแบบนี้จริง อาจจะเข้าเงื่อนไขที่ใครบางคนมองและคาดเอาไว้ว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นและจะมีผลพวงตามมา การต่อสู้ทางการเมืองจากหีบบัตรเลือกตั้งจะไหลลงมาสู่ท้องถนนเพื่อเคลื่อนตัวประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และอาจลุกลามไปเรื่อยๆ โดยอาศัยพลังบริสุทธิ์ของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับเส้นสนกลในที่ใครบางคนวางหมากไว้

คนเหล่านี้ย่อมเป็น “เหยื่อ” เพราะหากวันข้างหน้าสถานการณ์บานปลาย หน่วยงานความมั่นคงต้องควบคุมสถานการณ์ และตอนนั้นอาจมีมือที่สามมาเป็นผู้ปลุกชนวนให้สองฝ่ายเกิดการปะทะและมีความสูญเสียตามมา โดยคนที่วางแผนในเกมนี้หวังผลลัพธ์ว่าจะเข้าทาง…เพราะคนวางแผนนี้ขับเคลื่อนรูปเกมแล้วแบบเป็นระบบ เพราะหวังพลิกจังหวะด้วยการใช้พลังบริสุทธิ์เป็นตัวแทน

ดังนั้นการที่พลังบริสุทธิ์จะออกไปแสดงพลังใดๆ ควรเริ่มจากข้อกฎหมายและความสงบ ก่อนที่จะตัดสินใจไหลบ่าลงสู่ถนน

หวังว่าคนบริสุทธิ์ที่จะออกมาเคลื่อนไหว จะมีสติไตร่ตรองและไม่ร่วงลงหลุมพรางที่ใครบางคนวางไว้

เพราะบทเรียนการสูญเสียของการต่อสู้ทางการเมืองไทยในอดีตหลายครั้งนั้น ควรยุติไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่พึงต้องเพิ่มเติมบันทึกหน้าใหม่ที่มีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตเพียงเพื่อสนองความต้องการของใครบางคน

อย่าห่วงว่าตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ให้ห่วงว่าจะไม่ได้ตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367574?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าห่วงว่าตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ให้ห่วงว่าจะไม่ได้ตั้งรัฐบาล

1 เมษายน 2562 – 09:50 น.
พตอจรุงวิทย์ ภุมมา,กกต,ภูมิธรรม
เปิดอ่าน 1,387 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

กลายเป็นตำบลกระสุนตกไปเรียบร้อยสำหรับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หลังจากที่การปฏิบัติงานของสำนักงาน กกต. ที่มี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัยในหลายแง่มุม ทั้งจำนวนบัตร และผู้ใช้สิทธิ์ที่ไม่ตรงกัน การขานบัตรดีบัตรเสีย ที่มีข้อสงสัย “เข้าข้าง”บางพรรค การประกาศผลคะแนนที่ถูกมองว่า มี “บัตรงอก” 

แม้ว่าทางเลขาธิการ กกต. จะชี้แจงข้อกล่าวหาตลอด แต่ดูเหมือนว่า การชี้แจงนั้นยังมิอาจทำให้กระแสที่ทำให้ กกต.ตกเป็นจำเลย รอดพ้นไม่ ตรงกันข้ามกลับขยายวง ทั้งเรื่องการล่าชื่อถอดถอนในโลกออนไลน์ และการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ

ในแง่ภาคประชาชน นิสิตนักศึกษา เป็นเรื่องปกติที่ต้องเคลื่อนไหวกดดันให้กกต.กระทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง-ชอบธรรม” ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะสามารถแสดงออกได้มากกว่านี้

แต่ด้านพรรคการเมือง ซึ่งมีพื้นที่แสดงออกและกดดันมากกว่านิสิต นักศึกษา ประชาชน ควรจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการ “กดดัน” เกินพอดี จะตามมาซึ่งปัญหาใหญ่กว่านั้น

พรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ เป็นสองพรรคการเมืองที่กดดันการทำงานของ กกต. และมุ่งตรงไปทำนองที่ว่า กกต. = “โกงเลือกตั้ง”

ภูมิธรรม เวชยชัย หรือเสี่ยอ้วน เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึงกับยกกรณีการโกงการเลือกตั้งปี 2500 มาเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2562 และกล่าวหาว่า “ยิ่งกว่า”

การเลือกตั้งปี 2500 ที่ “เสี่ยอ้วน” ยกมากล่าวอ้างเปรียบเทียบนั่น เป็นการเลือกตั้งที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา ลงมาเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวขานว่า “สกปรก” ที่สุด ทำให้พรรคเสรีมนังคศิลา มีที่นั่งเกินครึ่งหนึ่งของสภา คือ 83 ที่นั่ง (สภาในขณะนั้นมี 160 ที่นั่ง) พรรคประชาธิปัตย์ ของ ควง อภัยวงศ์ ตามมาลำดับสอง คือ 28 ที่นั่ง

มีการตีแผ่ว่า มีสารพัดวิธีในการ “โกง” การเลือกตั้ง วิธีที่โด่งดังมากที่สุดในยุคนั้น เรียกว่า “พลร่ม” และ “ไพ่ไฟ” คือการยึดบัตรประชาชนไปกาคะแนนในบัตรเลือกตั้งเอง จนพรรคเสรีมนังคศิลา ประสบชัยชนะ

ความเหมือนของปี 2500 กับปี 2562 ที่กำลังเกิดขึ้น ที่ “เสี่ยอ้วน” กล่าวถึงมีอยู่ประการเดียวคือ การเกิดความไม่เชื่อมั่นในหมู่นิสิต นักศึกษา และประชาชน ต่อการเลือกตั้งที่กำลังขยายวงไปเรื่อยๆ ที่ กกต.จะต้องออกมาแสดงความโปร่งใสต่อการจัดการเลือกตั้ง รื้อการทำงานของสำนักงาน กกต. ที่ต้องสรุปรวมๆ ว่า “ล้มเหลว” พรรคการเมืองทั้งหลายต้องประคับประคองการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ผ่านไปโดยเรียบร้อย เพราะหากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถผ่านไปโดยเรียบร้อย จะเกิด “ภาวะแทรกซ้อน” ได้หลายประการ

ประการแรก หากการกดดันให้ กกต.ทั้ง 7 ลาออกเป็นผล หรือ กกต.ทั้ง 7 น้อยใจลาออกไปเกินครึ่ง ก็จะไม่มีผู้รับรองผลความเป็น ส.ส.ของผู้ได้รับเลือกตั้ง และถ้าล่าช้าเกิน 60 วันหลังการเลือกตั้ง จะถูกตีความว่า “โมฆะ” อีกได้หรือไม่

ประการที่สอง เมื่อไม่มี กกต. ก็ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ จะต้องมีการสรรหา กกต.ใหม่ โดยโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ต้องใช้เวลาและปัญหาการยอมรับ รวมถึงผู้มาใหม่ต้องขอเวลาเตรียมการ ถ้าเป็นดังนี้ จะต้องใช้เวลาข้ามปีในการจัดการเลือกตั้ง

ประการต่อมา การตบเท้าของผู้บัญชาการ 4 เหล่าทัพ ทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ ที่แถลงถึงการยึดมั่นความสงบและให้คนดีปกครองบ้านเมือง ตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีไม่บ่อยนักสำหรับการออกมาของผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 เหล่า ซึ่งส่งสัญญาณบางอย่าง โดยเฉพาะต่อความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง

เพราะเห็นการเคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วงของ ทักษิณ ชินวัตร ที่กดปุ่ม “เพื่อไทย-อนาคตใหม่” ด้วยคำว่า “อย่ายอมแพ้” และการริบรางวัลเกียรติยศ “จักรดาว” ของมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร รวมถึงการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จากทักษิณ ฝ่ายความมั่นคงคงมีการประเมินแล้วว่า หากไม่ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” โอกาสจะขยายวงแห่งความขัดแย้งจะเป็นไปได้สูง จึงต้องออกมาส่งสัญญาณบางอย่าง

“เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม แห่งเพื่อไทย รวมทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งอนาคตใหม่ ต้องอ่านประวัติศาสตร์ ปี 2500 ให้จบ อย่าอ่านท่อนเดียว เพราะแม้ว่านักศึกษา-ประชาชนจะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการโกงเลือกตั้ง แต่ตอนจบของประวัติศาสตร์ 2500 คือการยึดอำนาจของคณะนายทหารที่นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในท้ายที่สุด

          ฉะนั้น บรรยากาศแย่งชิงการจัดตั้งรัฐบาลทั้งสองขั้วที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่น่าเป็นห่วง ตราบใดที่ทุกฝ่ายยังอยู่ใน เกม-กติกา ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามีบางฝ่ายเริ่มใช้เกมการเมืองปลุกนิสิต-นักศึกษา และประชาชนออกมาบนท้องถนน สิ่งที่ต้องเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ “จะไม่มีรัฐบาลให้จัด”

บทสรุปเลือกตั้ง 62 “พลังลุงตู่” มีชัย “ธนาธร” กินบุญ “แม้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367463?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทสรุปเลือกตั้ง 62 “พลังลุงตู่” มีชัย “ธนาธร” กินบุญ “แม้ว

30 มีนาคม 2562 – 13:00 น.
พรรคเพื่อไทย,ผลดารเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,เลือกตั้งสกปรก,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคอนาคตใหม่,คะแนนเสียง,สสเขต
เปิดอ่าน 9,403 ครั้ง

สภาพโดยรวมของพรรคการเมือง 4 พรรคหัวแถว หลังการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งระหว่างนี้คงต้องลุ้นการนับคะแนนของ กกต.ไปพลางๆ ก่อน 

******************

เกมชิงเก้าอี้ ส.ส.จบไปแล้ว แต่สมรภูมิชิงอำนาจเพิ่งเริ่มต้น “พรรคเพื่อไทย” เปิดเกมรุกดึงพันธมิตร 5 พรรค ปักธง “หยุดการสืบทอดอำนาจ” ขณะที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ยังมั่นใจว่าจะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แน่ แต่ขอรอดู กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เสียก่อน

คาดหมายว่าศึกชิงทำเนียบจะเข้มข้นขึ้นในช่วงหลัง 9 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นเดดไลน์ที่กกต.จะต้องรับรองผล ส.ส.ทั้งสองระบบให้เรียบร้อย

พลังประชารัฐ” โตเร็ว

ก่อนวันเลือกตั้งนักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักฟันธงตรงกันว่า “พรรคพลังประชารัฐ” จะมาอันดับ 2 แต่ผลการนับคะแนนดิบจากการแถลง กกต. พบว่า พลังประชารัฐได้ 8,433,137 คะแนน เป็นอันดับหนึ่งแบบเหลือเชื่อ และได้ ส.ส. 97 ที่นั่ง

          แม้จุดอ่อนของนายกฯ ประยุทธ์ จะถูกโจมตีเรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านไม่ได้ แต่แคมเปญ “ความสงบจบที่ลุงตู่” กลับตอบโจทย์คนไทย เพราะพวกเขาต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า ไม่อยากเห็น “ม็อบเผาบ้านเผาเมือง” อีก

จะว่าไปแล้ว 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์ ทำให้ประเทศชาติสงบ และการพัฒนาการทางเศรษฐกิจรุดหน้า

อีกด้านหนึ่ง 8 ล้านเสียงสะท้อนมติมหาชนทุกเพศวัย ที่ออกจากบ้านมาเทคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐ ด้วยหวังที่จะเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

ที่พลิกล็อกถล่มทลายก็คือผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ครองแชมป์เมืองหลวง พร้อมกันนั้นยังกวาดเก้าอี้ ส.ส.ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง เจาะภาคเหนือตอนบน รวมถึงภาคอีสาน และภาคใต้

นอกเหนือจาก 97 เขต ส่วนอีก 253 เขตที่เหลือก็ได้คะแนนเฉลี่ย 10,000-20,000 คะแนน จึงทำให้คะแนนรวมของพลังประชารัฐได้อันดับหนึ่ง

เพื่อไทย” ขาลง

แกนนำพรรคเพื่อไทยและคนแดนไกลต่างทราบดีว่า “กติกาเลือกตั้ง” แบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่เอื้อต่อชัยชนะแบบแลนด์สไลด์เหมือนที่ทำได้ในการเลือกตั้ง 2548 สมัยพรรคไทยรักไทย

คนแดนไกลจึงวางกลยุทธ์ให้มี “พรรคพี่-พรรคน้อง” จึงเกิดพรรคไทยรักษาชาติ โดยวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งให้เพื่อไทย ส่งผู้สมัครส.ส. 250 เขต และพรรคไทยรักษาชาติ ส่ง 175 เขต

ผลพวงของ “8 กุมภาเอฟเฟกต์” ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคน้อง-ไทยรักษาชาติ  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ปลุกเอฟซีให้โหวตยุทธศาสตร์เลือกพรรคเดียว และเลือกให้ได้เขต 7-8 หมื่นคะแนน

          ผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้ 7,920,630 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ปี 2554 เพื่อไทยเคยได้ 15,744,190 คะแนน แสดงว่าคะแนนหายไปประมาณ ล้านเสียง

อย่างไรก็ดี พรรคทักษิณก็กินบุญเก่าที่คนอีสานและคนเหนือที่ยังฝังใจแบบรักแล้วรักเลย จึงได้ ส.ส.เขต 137 ที่นั่ง แต่กติกาเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมทำให้เพื่อไทยไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“ฮ่องกงเอฟเฟกต์” ก่อนเลือกตั้ง 2 วัน ตอกย้ำให้คนไทยใจรักชาติระดมพลไปช่วยลุงตู่ชนิดโหวตไม่ต้องคิด จนสร้างผลกระทบฐานเสียงของ ปชป.อย่างรุนแรง

ลัทธิมาร์ค” พาปชป.พัง

นับแต่พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งไม่เคยพบความปราชัยย่อยยับเท่ากับครั้งนี้ จากการเลือกตั้ง 2554 ได้ปาร์ตี้ลิสต์ 11,433,501 คะแนน แต่ครั้งนี้ได้ 3,947,726 คะแนน หายไป 8 ล้านเสียง และได้ ส.ส.เขต 33 ที่นั่ง

เลือกตั้ง 2522 และ 2535/1 พรรค ปชป.หวิดสูญพันธุ์ในสนามกรุงเทพฯ แต่ครั้งนี้ ปชป.สูญพันธุ์ในเมืองหลวง ภาคเหนือเหลือแค่ 1 ที่นั่ง ภาคอีสานได้ 2 ที่นั่ง ภาคกลางก็ร่วงเกินครึ่งของอดีตส.ส.ปี 2554 รวมถึงภาคใต้ถูกเจาะทั้งตอนล่างและตอนบน

อดีตส.ส.หลายคนประเมินว่า การประกาศ “ไม่เอาประยุทธ์” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดเป็นอย่างมาก

          หากส่องเข้าไปดูคะแนนแต่ละเขต จะพบว่าคะแนนที่หายไปจากพรรคปชป. จะไปโผล่ที่พรรคพลังประชารัฐ เพราะผู้ที่เคยเลือก ปชป. จะมองว่า “ลุงตู่” เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และหักโค่นระบอบทักษิณได้

ต้องยอมรับว่าเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พรรค ปชป.ออกแคมเปญ “ต้านระบอบทักษิณ” จนส่งผลให้กระแสพรรคดียิ่งในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2562 แกนนำ ปชป.ยุคมาร์ค ประเมินกระแสรักลุงตู่ต่ำไป เมื่อพรรคพลังประชารัฐเสนอคำขวัญทางยุทธวิธี “เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่” ผู้ที่เคยเทคะแนนให้ ปชป. ก็เปลี่ยนใจทันที

หลังเลือกตั้งพรรค ปชป.จึงมีสภาพ “ศึกสองขั้ว” เหมือนที่ครั้งเลือกตั้งหัวหน้าพรรคอีกหน

บุญแม้วหล่นทับ “อนาคตใหม่”

ก่อน 24 มีนาคม นักวิเคราะห์การเมืองจะให้ความสำคัญของ “เฟิร์สโหวตเตอร์” หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกประมาณ 7 ล้านคน โดยคาดหมายผลการเลือกตั้งว่า พรรคอนาคตใหม่ จะได้รับคะแนนส่วนนี้

เมื่อผลการนับคะแนนเสร็จสิ้นลง พรรคอนาคตใหม่ ได้ 6,265,950 คะแนน กลายเป็นพรรคอันดับสาม รองมาจากพรรคเพื่อไทย

เบื้องต้น “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับเพื่อนพ้อง ต้องการเปิด “พื้นที่ใหม่” นอกเหนือจากขบวนมวลชนเสื้อแดงที่ยึดโยงอยู่กับทักษิณ โดยหวังดึงคนรุ่นใหม่ๆ หรือคนกลางๆ มาสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

          “8 กุมภาเอฟเฟกต์” ธนาธร ประกาศ “ไม่เอาทักษิณ” เพราะสิ่งที่คนแดนไกลเสนอนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย แต่หลังจากนั้นหัวหน้าพรรคอนาคตเปลี่ยนท่าทีอีกครั้งเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

ธนาธรได้พูดถึงการนำทักษิณกลับมาสู่กระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง จึงไม่น่าแปลกที่พรรคอนาคตใหม่ชนะเลือกตั้งได้ทั้ง ส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อมากมาย

ส่องลึกเข้าในคะแนนแต่ละเขต จะพบว่าพรรคอนาคตใหม่นั้นได้คะแนนมาจาก 2 ทางคือ กระแสธนาธรกับคะแนนจากพรรคไทยรักษาชาติ

175 เขตที่ไม่มีพรรคไทยรักษาชาติ ได้ส่งให้ 30 เขตที่ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของอนาคตใหม่ได้รับชัยชนะแบบไม่คาดฝัน

ทั้งหมดนี้เป็นสภาพโดยรวมของพรรคการเมือง 4 พรรคหัวแถว หลังการเลือกตั้ง 2562 ซึ่งระหว่างนี้คงต้องลุ้นการนับคะแนนของ กกต.ไปพลางๆ ก่อน

กระแสปลด กกต.นับวันร้อนแรงยิ่งขึ้น โดยมีบางฝ่ายแอบสุมไฟให้ลุกโชน หวังจะให้เกิดสถานการณ์เหมือนในอดีต เหมือนที่ตั้งธงไว้แล้วว่า เลือกตั้งสกปรก

กลยุทธ์”มิ่งขวัญ” ปัดฝุ่นแบรนด์เดิม เพิ่มเติมคือเก้าอี้ส.ส.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367460?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลยุทธ์”มิ่งขวัญ” ปัดฝุ่นแบรนด์เดิม เพิ่มเติมคือเก้าอี้ส.ส.

30 มีนาคม 2562 – 12:16 น.
พรรคการเมือง,สัตยาบัน,ไม่เอา คสช,คสช,พรรคฝ่ายประชาธิปไตย,มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,พี่มิ่ง,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 4,214 ครั้ง

ถ้าใครอ่านเกมออกจะรู้ว่านี่แหละคือสไตล์ของ “พี่มิ่ง” ไอ้ที่จะเดินออกมาฟันดาบขาดสองท่องทันทีก็ใช่ที่ แต่มันต้องมีท่วงท่ากันมากหน่อยเพราะนี่คือมิ่งขวัญ นะจ๊ะ

**************

โมเมนต์สำคัญขนาดที่มีการรวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนไม่ต้องการให้มีการสืบทอดอำนาจจาก คสช. และมีการลงสัตยาบันร่วมกันของ 6 พรรคการเมือง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แต่กลับไม่ปรากฏ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” แกนนำจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ควรจะเป็นพรรคที่ 7 รวมแล้วได้ 255 เสียง

หน้าข่าวและสังคมไทยเลยมีการคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ที่พูดเยอะคือเมื่อนัดแล้วใยไม่มา งานนี้น่ากลัวดีลตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยล่มแน่ๆ!

แต่ถ้าใครอ่านเกมออกจะรู้ว่านี่แหละคือสไตล์ของ “พี่มิ่ง” ไอ้ที่จะเดินออกมาฟันดาบขาดสองท่องทันทีก็ใช่ที่ แต่มันต้องมีท่วงท่ากันมากหน่อยเพราะนี่คือ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” เจ้าแห่งกลยุทธ์

วันที่ไม่มาตามนัดของพี่มิ่ง

ฟ้อนเทียนสร้างราคา?

ถ้าใครรู้ว่าช่วงเวลาของการรอคอยสมาร์ทโฟนตัวใหม่จนไดัจับมันครั้งแรก มันหอมหวนยังไง หรือก่อนหน้านี้นักร้องดังฝั่งอเมริกามีแผนจะปล่อยซิงเกิลใหม่ เธอก็ให้ทีมงานเก็บ Archieve โพสต์ในอินสตาแกรมของเธอเอาไว้ และทิ้งความสงสัยให้แฟนๆ กว่าร้อยล้านคนทั่วโลก ด้วยฟีดข้อมูลว่างเปล่า

จากนั้นเธอกลับมาพร้อมกับประกาศซิงเกิลใหม่ด้วยโพสต์ VDO Teaser วิธีการนี้นอกจากจะสร้างปรากฏการณ์ “การรอคอย” “ความตื่นเต้น” ใหัแฟนเพลงของเธอแล้ว ยังช่วยให้กลยุทธ์การตลาดของนักร้องสาวคนนี้ทะลุเป้าหมายได้อย่างเกินคาด

ในทางการตลาดนี่จึงนับเป็นวิธีการสำคัญเพื่อจะทำให้เห็นว่ามีผู้คนติดตามและให้ความสนใจกับบุคคลหรือตัวสินค้ามากมายขนาดไหน

          วันนี้กับท่วงท่าของคนระดับมิ่งขวัญในทางการเมืองก็คงไม่ต่างกัน ทุกคนน่าจะมองรูปรอยออกว่า ช่วงเวลาเกือบ 10 ชั่วโมงเต็มจากช่วงเช้าที่พี่มิ่งไม่มาตามนัด จนกระทั่งตอนที่เจ้าตัวออกมาแถลงข่าวที่สำนักข่าว The Standard ช่วงค่ำของวันเดียวกัน ระหว่างนั้นได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีนักข่าวกี่ชีวิต และแม้แต่เจ้าตัวยังบอกเองว่าทั้งวันนั้นมีโทรศัพท์เข้ามากว่า 300 สาย

งานนี้ถ้าใครจะเรียกว่านี่คือลีลาฟ้อนเทียนของพี่มิ่ง แต่เอาเข้าจริงนี่คือกลยุทธ์การ “สร้างคุณค่า” ของแบรนด์สินค้า ที่ตอนนี้ “แบรนด์มิ่งขวัญ” แห่ง “พรรคเศรษฐกิจใหม่” อัพขึ้นไปทะลุทั้งต้นทุน ยิ่งกว่ากำไรด้วยซ้ำ

เก๋าเกมการตลาด-การเมือง

ไม่ใช่นักการตลาดธรรมดา แต่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เหนือชั้นมากกว่านั้น ถ้าเปรียบก็คงปรมาจารย์สำนักตั๊กม้อ

มิ่งขวัญเรียนจบนิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประกาศนียบัตรหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูงจากโรงเรียนวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

          ใครจะคิดว่าจากพนักงานฝ่ายขาย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด เขาไต่ระดับจนก้าวขึ้นมาเป็นนักขายมือหนึ่ง และยังเป็นตำนานข้ามขั้นจากผู้จัดการฝ่ายขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทันทีโดยมิได้เป็นไปตามจารีตการบริหารแบบญี่ปุ่น คือการเรียงตามลำดับอาวุโสและชั้นงาน

ที่สุดมีผลงานเด็ดดวงมากมายให้องค์กรยักษ์จนเข้าตารัฐบาลไทยรักไทยชวนให้มาดูแลแคมเปญกระตุ้น เศรษฐกิจ ก่อนได้รับเลือกให้เป็น ผอ.อสมท ช่อง 9 พลิกโฉม แดนสนธยา” ให้กลายเป็น “โมเดิร์นไนน์ทีวี” สุดแซบ และอื่นๆ มากมายบรรยายไม่พอ

แม้แต่ในทางการเมือง เมื่อเขามาแล้ว มิ่งขวัญ หรือพี่มิ่ง ก็ผ่านร้อนหนาวจนเห็นแจ้ง หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เขาไหลไป พรรคพลังประชาชน” ร่วมเสนอชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกฯ และได้เก้าอี้รองนายกฯ ดูแลเศรษฐกิจ และ รมว.พาณิชย์

จากนั้นผ่านมาสู่นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังไม่ได้ออกลีลามานัก ก็เปลี่ยนผ่านมาจนกระทั่งยุค ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หาเสียง 40 กว่าวันเป็นนายกฯ แต่พี่มิ่งเป็นเพียง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

          ว่ากันว่าเมื่อบทบาทถูกเฟดออกเจ้าตัวจึงขอลาออกจากพรรคเพื่อไทยช่วงปลายปี 2556 และเว้นวรรคการเมือง

กลับมาอย่างผู้กำชัย?

จำกันได้หรือไม่ช่วงอุ่นเครื่องหาเสียงเลือกตั้งนับแต่ช่วงปี 2561 ในขณะที่คนไทยมีตัวเลือกมากมายพรรคการเมืองต่างๆ ที่พากันเปิดตัวคึกคัก

ผ่านมาจนปลายๆ ปี เราไม่รู้ว่าจริงหรือไม่กับการเม้าท์กันว่าช่วงนั้นพรรคพลังประชารัฐได้มาเกาะโต๊ะขอพี่มิ่งให้ไปช่วยงาน หรือกลับกันที่อีกคนเป็นฝ่ายเกาะโต๊ะ ติดที่มีการต่อรองบางอย่างจนบิ๊กๆ ตระกูล ส. ของพลังประชารัฐ ไม่ค่อยโอเท่าไหร่ แต่ที่สุดข่าวนี้ก็เงียบไป

จนกระทั่งพี่มิ่งเปิดตัว “พรรคเศรษฐกิจใหม่” เดือนพฤศจิกายน 2561 ด้วยหลักการ เป็นอิสระจากทุกขั้ว เป็นตัวของตัวเอง”

และเริ่มสู้ศึกเลือกตั้งเรื่อยมา ด้วยสไตล์ส่วนตัวยากที่ใครจะเลียนแบบ กับความเป็นนักการตลาดชั้นครู ในเวลาเพียงเดือนเศษเท่านั้น เราได้เห็นพี่มิ่งนั่งอยู่แถวเดียวกับแกนนำทุกพรรคตัวเต็ง

ด้วยเวลาอันสั้นพี่มิ่งยิงตรงตั้งแต่ชื่อพรรคเพื่อให้เข้าถึงและจำง่าย ชาวบ้านฟังแล้วไม่ต้องแปล เพราะเศรษฐกิจเก่ามันไม่เวิร์ก!

จากนั้นแทนที่จะเดินหาเสียงอาบเหงื่อ (ซึ่งก็คงมีบ้าง) แต่พี่มิ่งเน้นปรากฏตัวเวทีดีเบต เพื่อเข้าถึงคนไทยได้กว้างกว่า เห็นหน้าทั้งจอบนฝาบ้าน และจอบนฝ่ามือ

          ไม่เพียงอัดนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจของพรรค ยังมีการใช้แผ่นชาร์ตฟีเจอร์บอร์ดที่ดูง่ายเหมือนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อสไล์ด 119 แผ่นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพี่มาร์คต้นปี 2554 มาแล้ว

ที่สำคัญทุกเวทีพี่มิ่งจะสามารถถขโมยซีน ตรึงทุกคนไว้อยู่หมัด เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้งตามคอนเซ็ปต์พรรค “ได้เวลาความสุขของคนไทย” แต่ก็แน่นด้วยข้อมูล

ท้ายที่สุด 24 มีนาคม จะเพราะคนไทยกาเลือก หรือเพราะอิทธิฤทธิ์ของระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคพี่มิ่งกวาดไปได้ 6 ที่นั่งบัญชีรายชื่อ

จากพรรคที่เปิดตัวเงียบไม่หวือหวา มาสู่วันที่่แกนนำพรรคระดับบิ๊กเนมทุกคนต้องรอเขาอยู่คนเดียว ว่าเอายังไง?

แถมคนไทยทั้งชาติยังต้องมานั่งตีความเงื่อนไข 4 ข้อของพรรคเศรษฐกิจใหม่ในการร่วมรัฐบาลกับฝ่ายไหน สวยเลือกได้จริงๆ