กรรมไล่ล่าพรรคเครือข่ายทักษิณ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรรมไล่ล่าพรรคเครือข่ายทักษิณ!

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 08:50 น.
ทักษิณ ชินวัตร,พรรคเพื่อชาติ,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 19,146 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ทักษิณ ชินวัตร และฝ่ายเสนาธิการในระบอบทักษิณ ได้คิดกลยุทธ์“แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย”เพื่อหวังเอาชนะกลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ออกแบบเพื่อ“ไม่ให้เกิดพรรคใหญ่เด็ดขาด”อันจะก่อให้เกิดเผด็จการรัฐสภา จึงมีพรรคตระกูลเพื่อ ที่แตกตัวจากเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) รวมถึงประชาชาติ

ก่อนเหตุการณ์ “8 กุมภาฯ” ทุกสำนักวิเคราะห์ ยังคงให้ “ราคา” พรรคในเครือข่ายทักษิณว่า จะได้ที่นั่ง ส.ส. รวมกันมากที่สุด ถึงขนาดอาจจะเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฏร แต่ทักษิณ ชินวัตร ไม่มั่นใจว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ จึงให้พรรคในเครือข่ายเล่นเกม “อันไม่บังควรอย่างยิ่ง” เพื่อหวัง “ชนะเด็ดขาด” ในการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

แต่ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” เกม “อันมิยังควรอย่างยิ่ง” ถูกเบรกดังเอี๊ยด และพรรคไทยรักษาชาติกำลังเผชิญกับชะตากรรมยุบพรรค

การวินิจฉัยถึงที่สุด ของศาลรัฐธรรมนูญจะมีขึ้น วันที่ 7 มีนาคม ซึ่งหากมีคำตัดสินยุบพรรค ก็ต้องวินิจฉัยตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคทั้ง 14 คน รวมถึงอาจจะมีใครหรือองค์กรใดนำคำวิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปสู่การดำเนินคดีอาญากับบรรดา “ทายาทอสูร” ต่อไปก็เป็นได้

พรรคที่คิดว่าอาจจะได้อานิสงส์หากไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนเสียงจะหลั่งไหลมา“เพื่อชาติ”หนึ่งในพรรคเครือข่ายทักษิณแต่สถานการณ์ของพรรคเพื่อชาติ เสี่ยงต่อการแตกและอาจถูกร้องให้ยุบพรรคเมื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คน ทั้ง โสภณ เพชรสว่างและ สมชาย เพศประเสริฐ ลาออก และขอถอนชื่อ พร้อมร้องว่ามีการ“ซื้อขาย” ลำดับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมทั้งกล่าวหาว่าจตุพร พรหมพันธ์ ครอบงำพรรคปล่อยข่าวลือกันว่า “ผู้พิทักษ์เสื้อแดง” เป็นผู้รับประโยชน์จากการจัดลำดับบัญชีรายชื่อ

รวมทั้งเรื่องร้าวลึกระหว่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช “ ซี้ปึ๊ก” ทักษิณ ชินวัตร กับ จตุพร พรหมพันธ์ ว่าด้วยเรื่อง “ท่อน้ำเลี้ยง”

ส่วนพรรคแม่อย่างเพื่อไทย ที่ ”เข็มขัดสั้น” ส่งผู้สมัคร 250 เขต ว่ากันว่า หลีกทางให้พรรคพันธมิตร กำลัง “ปวดหัว” ว่า อาจจะได้ ส.ส.ไม่ล้นหลามอย่างที่คิด เพราะระบบคิดคะแนนใหม่แบบ “สัดส่วนผสม” ถ้าได้เขตมาก จะได้ปาร์ตี้ลิสต์น้อยหรือไม่ได้เลย

ยกตัวอย่างที่กลุ่มเนชั่นวิเคราะห์ว่า เพื่อไทยจะได้ ส.ส.เขต 136 เขต นั่นหมายความว่า ถ้าจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะต้องได้10,200,000 เสียง(136 x 75,000) ขณะที่เพื่อไทยส่งผู้สมัครเพียง 250 เขต ฉะนั้นต้องได้คะแนนเสียงต่อเขต เฉลี่ยมากกว่า 40,800 เสียงขึ้นไป (10,200,000/250)ซึ่งยาก!

ถ้าเป็นดังนี้ โอกาสที่เพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย โดยได้เฉพาะ ส.ส.เขต จะเป็นไปได้มาก ดังนั้น “บิ๊กเนม” ในเพื่อไทยจะกลายเป็น ส.ส.สอบตก เป็นทิวแถว

กรรมจะตามทันหรือไม่? และตามทันแค่ไหน อีก 2 สัปดาห์ได้รู้กัน บอกได้เพียงว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีพระสยามเทวาธิราช ปกป้องผืนแผ่นดินนี้ ใครคิดไม่ดีกับแผ่นดิน “กรรมจะไล่ล่า”

ขี่จยย.บนทางเท้า..ต้องกวดขันเท่าไหร่ถึงจะมี’สำนึก’!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364672?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขี่จยย.บนทางเท้า..ต้องกวดขันเท่าไหร่ถึงจะมี’สำนึก’!

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 12:15 น.
ขี่จยยบนทางเท้,สายตรวจระวังภัย,ย้นศร,ทางเท้า,จักรยานยนต์
เปิดอ่าน 488 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย โดย…  ศุภชัย เพชรเทวี

“คนเดินเท้า” ในเมือง “ศิวิไลซ์” อย่างกรุงเทพมหานคร รวมทั้งอีกหลายที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ “ทางเท้า” หรือ “ฟุตบาท” แทนที่จะเป็นเขตปลอดภัยแต่กลับต้องคอยระแวดระวัง กลายเป็นผู้อยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน และกลายเป็นภาพชินตาให้พบเห็นทั่วทุกหัวระแหง แม้จะมีกฎหมายออกมาบังคับใช้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศเป็นนโยบายหลัก “จับจริง ปรับจริง” ก็ไม่วายมีคนขาดสำนึกฝ่าฝืนกันอยู่บ่อยๆ ถือเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่หายเสียที

แม้จะมีกรณีตัวอย่างทางการเอาจริงเหมือน “เชือดไก่ให้ลิงดู” เมื่อตำรวจเอาผิดส่งฟ้องผู้ต้องหาที่ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนนักเรียนหญิงได้รับบาดเจ็บขณะยืนรอรถเมล์บนฟุตบาท ส่วนศาลก็ตัดสินลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา แต่พฤติกรรมลักษณะนี้ยังมีปรากฏให้เห็น คล้อยหลังไม่นานเจ้าหน้าที่ออกกวดขันยังได้ปะทะฝีปากกับวินรถจักรยานยนต์ที่ฝ่าฝืน แสดงให้เห็นว่านอกจากไม่ยอมรับความผิดยังขาดจิตสำนึกโดยสิ้นเชิง ถัดจากนั้นอีกพักใหญ่ก็มีข่าวคึกโครมบนโลกออนไลน์ เมื่อมีคลิปวงจรปิดเปิดโปงพฤติกรรมคนขับขี่รถจักรยานยนต์ขับขี่ “ย้อนศร” บนทางเท้า พอถูกคนเตือนกลับไม่พอใจ ขับรถย้อนกลับมาชนจนล้มหงายท้องแล้วหนีไปอย่างหน้าตาเฉย

ด้วยเหตุผลนี้ตำรวจจราจร รวมทั้งเทศกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ต้องออกมากวดขันวินัยจราจรกับรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่บนทางเท้าเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและความปลอดภัยบนทางเท้าให้แก่ประชาชน รวมถึงยืดอายุการใช้งานทางเท้า

พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. เปิดเผยในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่าตำรวจบก.จร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร.(TACTICS) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กวดขันและจับกุมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้ามาตั้งแต่ช่วงกลางวัน ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้จำนวน 94 ราย พร้อมนำเข้าระบบของกรุงเทพมหานครและตำรวจ ซึ่งพื้นที่บริเวณริมทางเท้าเป็นที่สัญจรของประชาชน และรอขึ้นรถประจำทาง หรือข้ามถนน แต่กลับมีผู้ใช้รถจักรยานยนต์หลายคนมาใช้สัญจร ถือว่าไม่มีวินัยและมักง่าย และคาดว่าทำกันมานานแล้ว ทั้งนี้ตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการกวดขันจับกุมในทุกที่ที่มีการร้องเรียนผ่านทางเพจของผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร เพจของบก.จร. และสายด่วนที่ใช้สำหรับแจ้งเบาะแสผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า เมื่อได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการกวดขันและจับกุม

“ผลการกวดขันตั้งแต่กรกฎาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน บนพื้นที่ 233 จุดรอบกรุงเทพฯ มียอดผู้กระทำผิดเกือบ 15,000 ราย ส่วนในอนาคตจะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ตามจุดเฝ้าระวัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร หรือตำรวจ สามารถใช้ภาพกล้องวงจรปิดดังกล่าว ในการออกหมายเรียกผู้กระทำผิดได้ ดังนั้นหากใครที่คิดจะขี่จักรยานยนต์บนทางเท้าก็ขอให้พึงระวัง หากพบกระทำความผิดซ้ำจะมีการปรับด้วยอัตราโทษที่เพิ่มขึ้น” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าวย้ำ

ออกระเบียบเพิ่มโทษก็แล้ว ตัวอย่างเข้าคุกก็มีให้เห็น เรื่องวินัยจราจรต้องให้เจ้าหน้าที่คอยกวดขันอีกเท่าไหร่ถึงจะมีสำนึกเคารพกฎเพื่อลดอุบัติเหตุ..!!

“TKO”….จะเกิดขึ้นไหม บนเวทีการเมืองไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“TKO”….จะเกิดขึ้นไหม บนเวทีการเมืองไทย

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 10:45 น.
TKO,จี้จุดตาย คลายจุดเป็น,ทษช,เลือกตั้ง62,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 935 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

ไม่กี่อึดใจข้างหน้าก็จะรู้แล้วว่า “ไทยรักษาชาติ” จะมีสถานะใดบนถนนการเมืองระหว่าง “ยกคำร้องหรือยุบพรรค” แต่คอการเมืองเปิดถ้วยแทงกันมาหลายวันแล้วว่า “รอดหรือไม่” และบางโต๊ะปิดรับการแทงไปตั้งแต่หัววัน…

ใครใคร่อยากเสี่ยงมุมใดเชิญตามความต้องการ… แต่ส่วนใหญ่ชี้ไปแล้วว่า “ทษช.” น่าจะหมดสิทธิ์เดินหน้า และคนการเมืองใน ทษช. ที่แกนนำพรรคส่วนใหญ่เป็นลูกหลานรวมทั้งคนใกล้ชิดของคีย์แมนพรรคเพื่อไทยนั้น คงซาบซึ้งแล้วว่าการกระทำอันมิบังควรและเล่นเกมเสี่ยงที่ใครต่อใครไม่กล้าทำ แต่ ทษช.ลุยไฟไปแล้ว วันนี้หลายคนใน ทษช.ทราบชะตาแล้วว่าเหลือลมหายใจบนถนนการเมืองอีกกี่ครั้ง…

แต่สิ่งหนึ่งที่ควรเจาะกันต่อคือ “แต้มที่ ทษช.มีในมือนั้น” จะเทไปยังพรรคใดที่อยู่ขั้วต้านลุงตู่ แม้คะแนนที่ ทษช.มีอยู่นั้นอาจจะไม่มากไม่น้อย แต่เมื่อนำมารวมๆ กับแต้มที่ผู้สมัครและพรรคอื่นๆ ตุนไว้ก็น่าจะพอถูไถ และในบางเขตดีไม่ดีอาจจะเข้าวินแบบไม่มีใครคิดก็เป็นได้

ส่วนอีกพรรคหนึ่งที่แม้จะไม่เกี่ยวกับ “พรรคตระกูลเพื่อ” แต่เมื่อดูชื่อคีย์แมนพรรคแล้วก็ขว้างงูไม่พ้นคอ เพราะ “ลุงตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ใครต่อใครก็รู้ว่าเป็นใคร…แต่การที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังปวงชนไทย มาร้องเรียน กกต.ให้ยุบพรรคเพราะน้ำเลี้ยงไม่ไหล โดยแกนนำพรรคเบี้ยวมาหลายวันแล้ว จนหลายคนต้องเจ็บตัวไปเพราะสัญญาปากเปล่าเช่นนี้

ข่าวคราวแบบนี้ย่อมไม่ส่งผลดีเท่าใดนักกับตระกูลชินวัตร เพราะหน้าประวัติศาสตร์การเมืองจะจดจารเพิ่มอีกบทหนึ่งแบบไม่น่าจดจำนัก

ขณะเดียวกันอีกหนึ่งพรรคที่คอการเมืองเปิดราคาแล้วว่า ได้สิทธิ์ไปต่อหรือจอดป้ายนี้คือ “อนาคตใหม่” ที่วันนี้หลายคนมองว่ามาแรงเก็บแต้มคนรุ่นใหม่และคนหน่ายพรรคอื่นๆ ได้แบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพราะหลากความที่คีย์แมนพรรคนี้กำลังผจญอยู่นั้น เรียกได้ว่าเหนื่อยน้องๆ ทษช.เลยทีเดียว

แว่วว่าคดีความของอนาคตใหม่อาจจะมีการวินิจฉัยหลังการหย่อนบัตรไปแล้ว หากมีประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกพรรคนี้ จะหมายความว่า “คะแนนเหล่านี้คือคะแนนตกน้ำ” ไปฟรีๆ และอาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลของการเด็ดดอกไม้สะเทือนดวงดาว…ที่คนการเมืองบางส่วนมองว่า มันจะเป็นต้นบทของอีกหนึ่งเรื่องร้อนในอนาคตอันใกล้หรือไม่ว่า การล้มเลือกตั้งจะบังเกิดไหม…โดยคนการเมืองกำลังมองเกมนี้อยู่แบบไม่กะพริบตา

คนการเมืองประเมินให้ฟังว่า อนาคตใหม่กับคะแนนที่ชาวบ้านร้านตลาดหย่อนให้ในคูหานั้น หากมีมากจนสมดุลการเมืองเอียงขั้วแล้วนั้น การเมืองไทยอาจจะเกิด Technical Knockout (TKO) คำนี้เป็นศัพท์ในวงการมวย หมายถึง การชนะน็อกด้วยเทคนิคหรือกติกา เช่น กรรมการยุติการชก, นักมวยหรือทีมงานของนักมวยขอยอมแพ้ หรือ แพทย์เห็นว่าไม่สมควรชกต่อไป

โดยอนาคตใหม่จะเป็นหนึ่งใน TKO คราวนี้ และอีกปัจจัยร่วมคือ พรรคน้องใหม่ไฟแรงบางพรรคอาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน จากจำนวน ส.ส.ที่ไม่เข้าเป้าแม้จะมีการเชื้อเชิญรวมทั้งดูดอดีต ส.ส.และอดีต รมต.หลายชีวิตมาร่วมงาน เพราะตั้งแต่วันตั้งไข่จวบจนวันนี้แม้พรรคน้องใหม่จะตะกายดาวขึ้นติดอันดับหนึ่งในสามพรรคใหญ่ได้ในการหย่อนบัตรครั้งแรก แต่คีย์แมนพรรคน้องใหม่มองว่า พรรคนี้ต้องคว้าอันดับหนึ่งเท่านั้นหรือขี้เหร่ที่สุดคือรองแชมป์

เพราะหากพรรคน้องใหม่เป็นรองแชมป์ได้ TKO จะเกิดกับแชมป์ในเร็ววัน

แต่กาลล่าสุดพรรคน้องใหม่เหมือนว่าคีย์แมนพรรคจะถอดใจแล้วและรอลุ้นว่า TKO จะเกิดกับตัวเองได้หรือไม่..เพราะตัวเลขจากโพลล์ลับที่ไปสำรวจความเห็นประชาชนนั้นกระแสปั่นไม่ขึ้น

ฉะนั้น TKO ที่เหมือนไม่ตั้งใจให้เกิด แต่ความจริงนั้นคีย์แมนพรรคน้องใหม่ต้องการมากที่สุดให้ TKO เกิดกับใครบางคนที่พรรคน้องใหม่หนุนอยู่ จะเปิดพื้นที่ให้ขั้วตรงข้ามรุมสอยตามกติกากฎหมาย และส่งผลให้ TKO บนกระดานการเมืองแบบล้มโต๊ะ

แปลความง่ายๆ เลือกตั้งไปแล้ว แต่ TKO เกิดขึ้นและอาจเลือกตั้งใหม่ โดยอานิสงส์ของ TKO จะเกิดกับพรรคน้องใหม่แบบเต็มๆ เพื่อจัดสมดุลและวางระบบใหม่ไว้สู้ศึก แต่หลายพรรคคงไม่ยอมให้ TKO บังเกิดขึ้น และต้องการ Knockout (KO) พรรคน้องใหม่ตั้งแต่ยกแรกเท่านั้น

เกมนี้ต้องตามแบบใกล้ชิดเพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้บนสนามการเมืองไทย

เปิดโพลล์รัฐ”พลังประชารัฐ”จ่อ 100 ที่นั่ง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364670?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดโพลล์รัฐ”พลังประชารัฐ”จ่อ 100 ที่นั่ง!

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 09:50 น.
พลังประชารัฐ,โพลล์,เลือกตั้ง62,สุเทพ เทือกสุบรรณ,ลุงกำนัน,พลังประชาชาติไทย,ชัช เตาปูน,พรรคพลังท้องถิ่นไท,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 10,050 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

นับจากวันนี้เหลืออีกไม่ถึง 20 วันก็จะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งกันแล้ว หลายองค์กรก็ได้จัดทำโพลล์สำรวจคะแนนนิยมทั้งในส่วนของตัวว่าที่นายกฯ และพรรคการเมือง ว่าแต่ละพรรคมีโอกาสได้ส.ส.กี่คน กี่ที่นั่ง จากการเลือกตั้งระบบแบ่งเขต 350 เขต จำนวน ส.ส.350 คน

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การเลือกตั้งหนนี้เป็นการเลือกตั้งระบบ “บัตรเดียว” คือมีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว เลือกเฉพาะผู้สมัครแบบแบ่งเขต แล้วจะนำคะแนนที่ได้ไปคำนวณจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ “ปาร์ตี้ลิสต์” อีกทีหนึ่ง ฉะนั้นโพลล์ที่ทำออกมาจึงเป็นโพลล์คาดการณ์ผลการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตเท่านั้น ส่วนที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์ต้องรอลุ้นวันเลือกตั้งจริง

สำหรับโพลล์ที่นำมาเปิดในวันนี้เป็นโพลล์ที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐหน่วยหนึ่ง ซึ่งมีเครือข่ายเจ้าหน้าที่กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โพลล์นี้มีความน่าสนใจเพราะมีความแม่นยำสูงระดับหนึ่ง ถ้าบอกชื่อไปทุกคนต้องร้องอ๋อ แต่สิ่งที่แตกต่างจากผลโพลล์ที่สื่อมวลชนหลายสำนักจัดทำก็คือคาดการณ์จำนวน ส.ส.ที่พรรคพลังประชารัฐจะได้รับพุ่งสูงใกล้เคียงกับพรรคประชาธิปัตย์ในระดับเกือบร้อยที่นั่ง เรียกว่าหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว

รายละเอียดของโพลล์จากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 350 เขต ส.ส. 350 คน คาดว่าพรรคเพื่อไทยยังคงได้ ส.ส.สูงสุด คือ 122 คน (ข้อมูลนี้ต่างจากโพลล์สื่อสำนักต่างๆ ที่คาดการณ์ว่าเพื่อไทยชนะ 130 เขตขึ้นไป)

ส่วนอันดับ 2 คือ พรรคประชาธิปัตย์ 83 คน พรรคพลังประชารัฐ 82 คน (ห่างกัน 1 ที่นั่งเท่านั้น) พรรคภูมิใจไทย 35 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 8 คน พรรคชาติพัฒนา กับพรรคประชาชาติ พรรคละ 3 คน

ขณะที่พรรครวมพลังประชาชาติไทยของ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ที่มี ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นหัวหน้าพรรค และพรรคพลังท้องถิ่นไท ของ “ชัช เตาปูน” ชัชวาลล์ คงอุดม ได้ส.ส.พรรคละ 1 คน ส่วนที่เหลือคาดว่าไม่ได้ ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลยรวมทั้งพรรคอนาคตใหม่ด้วย

เมื่อเจาะมาที่พื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีที่นั่ง ส.ส.ให้แย่งกัน 30 ที่นั่ง ผลประเมินของโพลล์หน่วยงานรัฐปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์แชมป์เก่ายังคงรักษาแชมป์เอาไว้ได้ คือได้ ส.ส.19 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน โดยในการเลือกตั้งปี 2554 พรรคที่ชนะเลือกตั้งและได้ ส.ส.ในกรุงเทพฯ มีเพียง 2 พรรคนี้เท่านั้น แต่โพลล์ล่าสุดพบว่าพรรคที่คาดว่าจะปักธง กทม.ได้สำเร็จในการเลือกตั้งหนนี้คือพลังประชารัฐ 2 คน และพลังท้องถิ่นไท 1 คน จากเขตบางซื่อ ฐานเสียงสำคัญของ “ชัช เตาปูน” นั่นเอง (คราวที่แล้วลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ครั้งนี้ตั้งพรรคใหม่คือพรรคพลังท้องถิ่นไท)

พื้นที่ที่มีความผันแปรสูงอีกภาคหนึ่งคือภาคใต้ มี ส.ส.ทั้งหมด 50 คน พรรคประชาธิปัตย์หายไปราว 10 ที่นั่ง เหลือเพียง 38 คน พลังประชารัฐปักธงได้ 4 คน เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย นอกจากนั้นยังมีพรรคประชาชาติ 3 คน และรวมพลังประชาชาติไทยอีก 1 คน

ประเด็นที่น่าสังเกตจากโพลล์นี้ก็คือพรรคเพื่อไทยสูญเสียที่นั่ง ส.ส.ในภาคอีสานให้แก้พรรคพลังประชารัฐถึง 26 ที่นั่ง ขณะที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส.ส.เลย เช่นเดียวกับพรรคเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยคือ “พรรคตระกูลเพื่อ” ทั้งหลาย ทั้งเพื่อชาติ เพื่อธรรม ไทยรักษาชาติ รวมไปถึงอนาคตใหม่ แต่พรรคเหล่านี้อาจได้ส.ส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งมีที่นั่ง ส.ส.ให้แย่งกันอีก 150 ที่นั่ง

สำหรับโพลล์จากสื่อมวลชนสำนักต่างๆ รวมทั้ง “เนชั่นวิเคราะห์เลือกตั้ง” ที่จะเปิดต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ ได้คาดการณ์จำนวน ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ คือราวๆ 62 ที่นั่งในส่วนของส.ส.เขต

กระบี่มีพลิก! “โกสุทธิ์” สายโกหงวน คว่ำ “เอ่งฉ้วน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364666?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กระบี่มีพลิก! “โกสุทธิ์” สายโกหงวน คว่ำ “เอ่งฉ้วน”

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 09:20 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เนวิน ชิดชอบ,สุชีน เอ่งฉ้วน,อาคม เอ่งฉ้วน,โกหงวน,สมศักดิ์ กิตติธรกุล,สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 10,824 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

 แว่นแคว้นแดนทักษิณ สภากาแฟตามหัวเมืองใหญ่ๆ เม้าท์กันอึ่งมี่ว่า พรรคเก่าแก่จะแพ้เลือกตั้ง 3 สนามในพื้นที่ตอนบน และจังหวัดกระบี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น

พ.ศ.นี้ สนามกระบี่มี ส.ส. 2 คน จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเลือก “สุชีน เอ่งฉ้วน” อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว ลงเขต 2 และวางตัว “น้ำผึ้ง” พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ลูกสาวอดีต ส.ส.พิเชษฐ์ ไว้ในบัญชีรายชื่อลำดับ 24

เขต 2 กระบี่ (อ.เหนือคลอง อ.คลองท่อม อ.เกาะลันตา อ.ลำทับ และ อ.เขาพนม (ยกเว้นตำบลหน้าเขาและตำบลเขาดิน) “สุชีน” ลูกชายอาคม เอ่งฉ้วน เจอคู่ต่อสู้ที่ไม่ธรรมดาคือ “สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง” พรรคภูมิใจไทย อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่

“สุชีน เอ่งฉ้วน”

“อาคม เอ่งฉ้วน” อดีตส.ส.กระบี่ 10 สมัย ที่สุขภาพไม่แข็งแรงนัก ไม่ได้ติดใจเรื่องลำดับในบัญชีรายชื่อส.ส. เพราะต้องการดันลูกชายให้เป็น ส.ส.อีกสมัยเท่านั้นเอง

4-5 ปีมานี้ “อาคม” ต้องดูแลสุขภาพ ไม่ได้ออกงานสังคมเลย แต่สถานการณ์การต่อสู้อันเข้มข้น อาคมจึงต้องหอบสังขารขึ้นเวทีหาเสียงช่วยลูกชาย ส่วน “พิมพ์รพี” ก็ร่วมหาเสียงกับทีมของสุชีนในเขตเก่าของพ่อพิเชษฐ์

สำหรับโปรไฟล์ของโกสุทธิ์-นักการเมืองหนุ่มไฟแรงนั้น เป็นน้องเขยของ “โกหงวน” หรือ “สมศักดิ์ กิตติธรกุล” นายก อบจ.กระบี่ 6 สมัย จึงทำให้ค่ายปชป.อยู่เฉยไม่ได้ และตัวอาคมเอง แม้ป่วยยังต้องเดินเคาะประตูบ้าน

“โกสุทธิ์” หรือ สฤษฎ์พงษ์ เติบโตมาจากครอบครัวเกษตรกรชาวสวนยาง มีพี่น้อง 10 คน สู้ชีวิตจนจบปริญญาเอก ด้วยการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โกสุทธิ์เป็นสมาชิกสภาจังหวัดกระบี่ ตอนอายุ 27 ปี และก้าวมาเป็นรองนายก อบจ.กระบี่

โกสิทธิ์-สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย

ชีวิตนักการเมืองท้องถิ่นของโกสุทธิ์ ดูราบรื่นเหมือนคลื่นอันดามันยามสงบ โกสุทธิ์มีเวลาทุ่มเททำงานการเมืองเต็มที่ เพราะได้แรงสนับสนุนจากภรรยาและญาติพี่น้องของตระกูลกิตติธรกุล

กลางปีที่แล้ว “เนวิน ชิดชอบ” ประมุขบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ยกทีมมาอุ่นเครื่องกับทีม “อินทรีอันดามัน” กระบี่ เอฟซี ที่มี “โกฉวน” สมเกียรติ กิตติธรกุล เป็นประธานสโมสร ซึ่งโกฉวนยังเป็นนายกสมาคมกีฬา จ.กระบี่ ตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 22 ปี โกฉวนเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตกับ “โกหงวน” สมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่

ก่อนเกมมิตรภาพ “โกฉวน” ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับเนวิน ชิดชอบ และคณะทีมงานบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งจัดขึ้นในห้องประชุมช้างเผือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ โดยโกหงวน นายก อบจ.กระบี่ พร้อมบรรดา ส.จ.กระบี่ ได้ซื้อบัตรมาร่วมงานเลี้ยงรับประทานอาหารค่ำ โดยเจ้าภาพจัดไว้จำนวน 500 ที่นั่ง

เจ๊เปี๊ยะ แม่ทัพได้มาช่วยโกสิทธิ์หาเสียง

          เนวินใช้กีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์กับ “กลุ่มการเมืองท้องถิ่น” มานานแล้ว โดยทุกจังหวัดที่เนวินเดินทางไปเยือนย่อมหมายถึงการปักหมุด “การเมือง” ไว้ล่วงหน้า

ว่ากันตามจริง เนวินสนิทชิดเชื้อกับตระกูล “กิตติธรกุล” มาแต่สมัยไทยรักไทย ตอนที่มีการเลือกตั้ง 2550 “โกหงวน” ได้จัดทีมผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชาชน ลงแข่งกับทีม ปชป. ซึ่ง “โกสุทธิ์” ก็อยู่ในทีมพลังประชาชน หลังความปราชัย โกสุทธิ์มุ่งมั่นทำงานสภา อบจ.กระบี่ และได้ชื่อว่าเป็นนักบริหารท้องถิ่นรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์กว้างไกล

พ่อ-ลูก “อาคม-สุชีน” ปชป.กระบี่

มาถึงวันนี้ “โกสุทธิ์” เขยตระกูล “กิตติธรกุล” ได้แรงใจจากโกหงวน นายกอบจ.กระบี่ และโกฉวน เจ้าของโรงแรมหลายแห่งในพื้นที่เกาะพีพี และธุรกิจสัมปทานรังนกในพื้นที่ จ.กระบี่ พังงา และจังหวัดใกล้เคียง

          โกสุทธิ์มีความพร้อมเต็มที่ และพรรคภูมิใจไทยได้วางฐานการเมืองในภาคใต้มานานหลายปี โอกาสที่จะปักธงสีน้ำเงินบนแผ่นดินกระบี่ก็มีความเป็นไปได้สูง 

ชัดๆกับ”ชัชชาติ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364661?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชัดๆกับ”ชัชชาติ”

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 08:50 น.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,สสปาร์ตี้ลิสต์
เปิดอ่าน 616 ครั้ง

โดย…. ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” หนึ่งในสามแคนดิเดตชิงเก้าอี้ สร.1 ของพรรคเพื่อไทย กล่าวกับเครือเนชั่นถึงเหตุผลที่ตัดสินใจร่วมขบวนกับพรรคเพื่อไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้รวมทั้งเจาะใจถึงวันข้างหน้าว่าหากได้ทำหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหารนั้นจะวางทิศทางการทำงานอย่างไร…

“ผมเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่ปีที่แล้ว เหตุที่ไม่ลง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพราะผมแจ้งพรรคตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ชำนาญงานนิติบัญญัติ ผมชำนาญงานฝ่ายบริหารมากกว่า อีกทั้งในพรรคมีคนที่พร้อมกว่าควรให้พื้นที่พวกเขาลงปาร์ตี้ลิสต์และให้ไปทำงานด้านนี้แทนผม และกติกาใหม่นั้นคำนวณแล้วว่าพรรคน่าจะได้ ส.ส.ระบบนี้ไม่เยอะ ดังนั้นคนที่พร้อมกว่าผมควรจะอยู่ในรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หากผมลง ส.ส.ระบบนี้แล้วลาออกไปเป็นฝ่ายบริหารก็ทำได้แต่น่าจะโดนสังคมตำหนิว่าไม่จริงใจกับประชาชน”

          00 เป็นหนึ่งในสามรายชื่อบัญชีนายกฯ ของพรรค หากวันข้างหน้าได้ทำหน้าที่นี้ จะทำงานอย่างไรและจะให้ความสำคัญกับรัฐสภาอย่างไร 
“หากถามว่าหากผมได้เป็นนายกฯ แล้ว งานฝ่ายนิติบัญญัติสำคัญหรือไม่ ย้ำว่าสำคัญนะ ผมย้ำว่าผมไม่เก่งทุกเรื่อง งานนิติบัญญัติควรให้คนในพรรคที่พร้อมกว่าผมมาทำหน้าที่นี้ดีกว่า ผมอยู่ทำงานตรงไหนก็ได้ ยืนยันเรื่องนี้ไม่มีการเตะตัดขาหรือปล่อยให้ผมขาลอย รวมทั้งไม่ได้หักหน้าใครด้วย

หากได้ทำหน้าที่เป็นนายกฯ สังคมอาจมีคำถามว่าก่อนหน้านี้มีผลงานใดบ้าง ผมเรียนว่าตอนทำงานเป็น รมว.คมนาคม กระทรวงนี้มีโครงการใหญ่และต่อเนื่องเยอะ บางเรื่องเริ่มไว้แต่ค้าง ผมไปเร่งรัดให้เดินหน้าให้เป็นโครงการเร่งด่วน และรัฐบาลในช่วงที่ผมทำงานในกระทรวงคมนาคมก็ผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ….” (“ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท”) ที่ไม่ผ่านนั้น รัฐบาลตอนนั้นก็เสนอ แต่เมื่อฝ่ายตุลาการตัดสินแบบนั้นก็ยุติและสังคมควรพิจารณากันในเรื่องดังกล่าวด้วย”

 00 หากได้ทำหน้าที่นายกฯ จะสร้างความปรองดองอย่างไร 
“การสร้างความปรองดองในสังคมนั้น ผมมองว่าคนไทยควรมองอนาคต ควรสร้างเรื่องราวใหม่ๆ เรื่องราวในอดีตที่เป็นคดีก็ให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการและเป็นบทเรียน เราควรร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศ เหมือนการขับรถควรมองกระจกหน้าเป็นหลัก แต่เหลียวมองกระจกหลังเพื่อระวังบ้าง
หลายคนผูกติดกับสีเสื้อ วันที่ผมอยู่กับพรรค ผมใส่เสื้อสีขาวนะ รวมทั้งตอนเป็นรมว.คมนาคม ผมก็คุยกับทุกพรรค ใครมาขอสิ่งใดในการช่วยชาวบ้านผมทำให้ได้ก็ทำเลย เพราะทุกคนคือคนไทย ชาวบ้านคือเจ้านายของผม ผมต้องรับใช้คนไทยทุกคน ผมไม่ได้ให้ถนนกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียว”

 00 พรรคเพื่อไทยในอดีตมีหลายข้อกังขา วันนี้ทำไมกลับมาร่วมงาน 
“หากถามว่าผมกลับมาทำงานกับพรรคอีกครั้งหลังไปทำงานเอกชนมาสี่ปีนั้น ผมกลับมาเพราะอุดมการณ์การทำงานของผมและพรรคไม่แตกต่างกัน สี่ปีในภาคเอกชนผมได้ประสบการณ์ที่จะช่วยพรรคและประเทศได้อีก

หากถามว่าผมเป็นนักการเมืองน้ำดีตามที่ความเห็นในโลกออนไลน์กล่าวถึงนั้น ควรให้คนอื่นมองผมและตอบดีกว่า บางคนถามว่ากลับมาครั้งนี้รู้หรือไม่ว่าช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลคราวที่แล้วมีคดีทุจริตเยอะนั้น ขอเรียนว่าช่วงที่ผมเป็น รมว.คมนาคม ไม่มีใครสั่งให้ผมทุจริตนะ แม้ ครม.บางคนจะโดนกล่าวหาและถูกลงโทษก็ต้องจัดการกันไปตามกระบวนการยุติธรรม เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่แต่ละคนจะประมวลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามาจากปัจจัยใด โดยมีการตรวจสอบ

ผมมองว่าวันนี้ควรกังวลกับบางสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าคือการทำงานของบางฝ่ายในบ้านเมืองที่ทำงานแล้วไม่มีการตรวจสอบ แม้จะมีองค์กรตามกฎหมายทำหน้าที่แต่อย่าลืมว่าการตรวจสอบที่แท้จริงคือฝ่ายค้านและสื่อมวลชน หลายครั้งสองภาคส่วนนี้มีข้อมูลบางอย่างที่ลึกและพวกเราไม่รู้มาแจ้งเตือน ตรงนี้คือข้อดีของประชาธิปไตย”

  00 ตอนร่วมงานกับรัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีคดีจำนำข้าวด้วย ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในโครงการนี้อย่างไรบ้าง 
“คดีที่เรียกว่าทุจริตจำนำข้าวนั้น ผมร่วมในที่ประชุม ครม.หรือไม่ ตอบว่า ผมร่วมประชุม แต่เรื่องนี้ที่เสนอ ครม. มีการกลั่นกรองมาแล้วจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และ ครม.ชุดนั้นกำชับเรื่องความโปร่งใส เรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาลที่ใช้หาเสียงแล้วนำมาปฏิบัติ มันอาจมีสิ่งไม่ปกติในขั้นตอนปฏิบัติ ก็ไปไล่ดูว่าใครเกี่ยวข้องตรงไหน อย่างไร หากถามว่าเรื่องนี้มีการทุจริตจริงหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า เมื่อดูจากคำพิพากษาในเรื่องนี้ก็เชื่อว่ามี แต่จะทุจริตจากระดับใดและใครเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงนั้นควรไปไล่ดู”

 00 วันนี้กลับมาช่วยพรรคเพื่อไทยที่มีข้อกังขาเรื่องข้างต้น กังวลว่าอนาคตจะมีชะตาแบบเดียวกับ ครม.บางคนในยุคนั้นหรือไม่ 
“การที่ผมอาสามาทำงานการเมืองครั้งนี้ หากถามว่าชะตาชีวิตจะเหมือนอดีต รมต.บางคนหรือไม่นั้น บทเรียนบางอย่างในอดีตมันมีแล้ว หากอนาคตเรามีโอกาสทำงานก็จะนำอดีตเป็นบทเรียน ตรงนี้คือสิ่งสวยงามของประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบ และดีกว่าระบบที่ตรวจสอบไม่ได้คือระบบที่ไม่มีฝ่ายค้าน ผมมีความเชื่อว่ามนุษย์จะพัฒนาขึ้นจากประชาธิปไตย และทุกพรรคควรพัฒนาตัวเองด้วย ไม่ควรรอการเซตซีโร่จากบางฝ่าย หากเพื่อไทยทำงานไม่ดี สังคมก็ไม่เลือกเองเพราะเรียนรู้มาแล้วจากอดีต”

00 เหตุผลหนึ่งที่ คสช.ยึดอำนาจโดยอ้างเหตุทุจริตนั้น 
“วันนั้นผมไม่ใช่คนยึดอำนาจ วันที่ผมเป็นหนึ่งในตัวแทน ครม.ร่วมประชุมในช่วงนั้น ที่ประชุมวันนั้นพูดกันแค่ว่ารัฐบาลจะลาออกหรือไม่จากเหตุขัดแย้งในบ้านเมือง ไม่มีการพูดถึงเหตุทุจริตเลยนะ วันนั้นผมไม่รู้ความในใจของใครบางคนว่าคิดอย่างไรบ้าง ผมขอถามว่าเหตุยึดอำนาจในวันนั้น ทำไมเมื่อรัฐบาลยุบสภาแล้วไม่ปล่อยให้มีการเลือกตั้ง หากสังคมมองว่ารัฐบาลชุดที่แล้วทำไม่ดี สังคมก็ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย และพรรคอาจแพ้ก็ได้วันนั้นเพราะมีการคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินแล้ว ควรปล่อยให้ประชาธิปไตยตัดสินแล้วพัฒนากันไปตามระบบ วันนั้นฝ่ายความมั่นคงดูแลความสงบของบ้านเมือง ทำไมเกิดเหตุรุนแรง วันนี้ฝ่ายความมั่นคงชุดเดียวกันทำหน้าที่นี้อยู่ ทำไมไม่มีเหตุแบบวันนั้น”

          00 อีกหนึ่งปัจจัยที่สังคมไม่พอใจรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยตอนนั้นคือการพยายามออกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจนนำมาสู่ความขัดแย้งในประเทศ 
“ตอนนั้นเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของรัฐสภา ผมก็รับรู้ว่าสังคมในวันนั้นไม่พอใจและจากมุมนี้รัฐบาลก็ยุบสภาแต่ผมไม่ได้มีหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติในตอนนั้น”

          00 ช่วงนี้ออกหาเสียงตอนหนึ่งที่ใช้ในการปราศรัยที่บอกว่าสังคมควรเลือกระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการนั้นสื่อถึงอะไร 
“ผมอ่านหนังสือเรื่องประชาธิปไตยตายอย่างไร และได้คำตอบว่า ตายเพราะปืนและตายเพราะคนที่ไม่เลื่อมใสประชาธิปไตยแต่กลับใช้ประชาธิปไตยเป็นทางผ่าน ตรงนี้หลายชาติมีตัวอย่างให้พวกเรามองนะ และพวกเราควรระวังพวกนี้ที่ชอบมาทางประตูหลัง หากถามว่าสังคมยอมรับการยึดอำนาจว่าทำได้หรือไม่ บางคนบอกยอมรับได้ ผมมองว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เลื่อมใสประชาธิปไตยแบบแท้จริง”

         00 หากบางคนบอกว่าอดีตนายกฯบางคนก็ไม่เลื่อมใสประชาธิปไตยและใช้เป็นแค่เครื่องมือ 
“ผมไม่เคยร่วมงานโดยตรงกับอดีตนายกฯ ที่ถามมานะ แต่อดีตนายกฯ คนนั้นก็มาจากการเลือกตั้ง เรื่องแบบนี้ควรมองปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วยแล้วมาถกเถียงกันและจะเป็นคำตอบที่สวยงามตามวิถีประชาธิปไตย วันนี้เราควรมองอนาคต เหมือนการขับรถที่มองกระจกหน้าเป็นหลัก แต่ควรเหลียวมองกระจกหลังบ้าง เหมือนหันไปมองบทเรียนในอดีตบ้าง”

     00 การเปิดรายละเอียดนโยบายพรรคจะมีอะไรบ้าง 
“จะเสนอชุดนโยบายพรรคกับสังคมเร็วๆ นี้ รัฐธรรมนูญมีรายละเอียดเยอะที่โยงกับนโยบายพรรค คราวนี้สิ่งที่พรรคจะใช้หาเสียงด้านนโยบายเชื่อว่าจะไม่แพ้ฟาวล์ ผมมองว่านโยบายต่างๆ ที่หลายรัฐบาลทำนั้นมีสิ่งดี แต่บางรัฐบาลเน้นเศรษฐกิจมหภาคมากไป ตัวเลขที่ออกมานั้นมันดี แต่ยังไม่มองไปยังระดับล่างมากนัก ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละมุมมอง ดังนั้นควรมองระดับจุลภาคด้วย

การสร้างความแข็งแกร่งในระบบเศรษฐกิจไทยควรสร้าง Brand Thailand ให้เกิดและเข้มแข็งทุกด้าน เม็ดเงินจะกระจายไปยังทุกภาคส่วน สิ่งที่พรรคมองคือ ไทยทำ คือหัวใจ ไทยทันสมัย คือไทยแลนด์ 4.0 แต่มันติดตรงที่ว่าระเบียบต่างๆ ของไทยมีเยอะตรงนี้ควรทำให้มันง่ายขึ้น วันนี้หมดยุคให้เงินกับประชาชนควรมองว่าเราจะผลิตเค้กก้อนใหญ่อย่างไรดีกว่ามานั่งแบ่งเค้กก้อนเดิม หากบางโครงการที่บางรัฐบาลทำมาแล้วเกี่ยวกับการให้เงินประชาชน รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาและทำต่อ ผมไม่ขัดข้อง แต่จะเสนอว่าควรให้ในกรณีจำเป็นจริงๆ และควรเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งมวลจะดีกว่า”

 00 การวางแผนงานของพรรคในวันนี้ ผู้มีบารมีนอกพรรคเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ 
“ยืนยันไม่มีในยุคนี้ แต่ยุคก่อนๆ นั้นผมไม่ทราบ แต่ทุกครั้งที่ผมไปประชุมพรรคไม่มีคนอื่นเข้ามา วันนี้พวกเราคือทีมเพื่อไทย ข้อมูลการทำงานและการตัดสินใจจะอยู่ในห้องประชุม”

ไฟป่า-ภัยแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364668?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟป่า-ภัยแล้ง

วันที่ 6 มีนาคม 2562 – 08:45 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ไฟป่า,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 205 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมเป็นคนเมืองกาญจน์ที่ปกติน้ำท่าอุดมบริบูรณ์มากๆ และยังมีเขื่อนด้วย แล้วหลายปีที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเรื่องภัยแล้งเหมือนที่อื่นๆ

แต่มาปีนี้ ผมได้ติดตามข่าวสาร แล้วรู้สึกหวั่นใจ เมื่ออ่านข่าวจาก ‘คมชัดลึก’ วันก่อนว่าปีนี้จะเกิดภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญ ซึ่งอยากรายงานเป็นสื่อกลางผ่านไปยังประชาชนว่าจะต้องเตรียมรับมืออย่างไร

นักวิชาการคาดการณ์ว่าภัยแล้งปีนี้เกิดภาวะช่วงภัยแล้งยาวนานกว่าปี 2557-2558 และสภาพอากาศปีนี้เป็นภาวะเอลนีโญ ซึ่งกรมชลประทานยืนยันปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ มีน้ำใช้ในการได้ 24,095 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีเพียงพอใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และสำรองไว้ต้นฤดูฝนบางส่วน

สถานการณ์ภัยแล้งที่มาเร็วขึ้นและได้ให้ทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร เพื่อบรรเทาผลกระทบให้น้อยที่สุด

ที่ผ่านมาสามารถแก้ปัญหาทันท่วงทีในแนวทางทำงานแบบบูรณาการผ่านอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน บริหารงานเชิงรุกทั้งโครงสร้างภาคเกษตร

ปัญหาภัยแล้งในปีนี้ ได้เปิดปฏิบัติการฝนหลวงแล้วพร้อมกับให้กรมฝนหลวงตั้งฐานฝนหลวง 20 ชุด เพื่อปฏิบัติการให้ทั่วทุกภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเร่งชี้แจงเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย งดทำนาปรังต่อเนื่อง

พร้อมที่มากับภัยแล้งคือไฟป่า ซึ่งเกิดจากความแห้งแล้ง ทำให้เกิดไฟป่าได้โดยง่าย และบางทีก็เกิดจากฝีมือคนทั่วไปที่จุดไฟเผาใบไม้ หรืออื่นๆ เช่นหาของป่า, เผาป่า, หาเห็ด ฯลฯ

จดหมายของผมอาจจะทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมดาๆ เพราะเกิดขึ้นทุกปี แต่อย่าลืมว่า ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ นะครับ เพราะภัยแล้งนี้ทำความเดือดร้อนแสนสาหัส และไฟป่าก็จะทำให้เกิดหมอกควัน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง -น่าเป็นห่วงมากๆ ครับ
 วีระชัย (กาญจนบุรี)

 

   ตอบคุณ ‘วีระชัย’ กาญจนบุรี
ประเทศไทยของเรานี่แปลกที่สุดโลก คือ ไม่ทำอะไรที่เป็นการแก้ปัญหา หรือวางแผนทำงานระยะยาว ดังนั้น จึงเกิดเรื่องสร้างความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ และภัยเกิดจากมนุษย์ ให้คนไทยเป็นประจำ เช่น น้ำท่วมทุกปี – เกิดภัยแล้งทุกปี – ปีแล้วปีเล่า

ยิ่งไปกว่านั้นคือ รัฐบาลได้ทุ่มเทเงินนับแสนล้านบาท เพื่อป้องกันน้ำท่วมที่เรียกว่า “การบริหารจัดการน้ำ” ซึ่งเมื่อตอนน้ำท่วมใหญ่ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ท่วมเป็นประวัติศาสตร์

พอถึงรัฐบาล คสช. นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ก็ประกาศแก้ปัญหาแบบระยะยาว ซึ่งเรียกสายหรูว่า แบบบูรณาการ มีการขุดลอกคูคลอง และอีกมากมายหลายแผนการ แต่ยังไม่มีอะไรเห็นชัดเจน

มาถึงเรื่องไฟป่าก็เช่นกัน เพราะเกิดขึ้นทุกปี และปีนี้ก็เกิดขึ้นแล้วในหลายจังหวัดทางอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งพอถึงเดือนเมษายนที่ร้อน-แห้งแล้งมากๆ ก็จะเกิดไฟป่าได้ง่าย

รัฐบาลจึงต้องวางแผน ‘ดับไฟป่า’ และ ‘ป้องกันไฟป่า’ นับตั้งแต่เวลานี้ – คนไทยไม่สนใจเท่าไร ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือ นายกรัฐมนตรี

ขอเพียงให้ดูแลประชาชนตามนโยบายและคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงและเท่าที่ดูแล้ว ไม่เห็นพรรคไหนมีนโยบายชัดเจนเรื่องภัยธรรมชาติ

“น้ำท่วม-ภัยแล้ง-ไฟป่า” เลยเป็นปัญหาโลกแตกคู่ประเทศไทยตลอดไปหรืออย่างไร ?
       อ๊อด เทอร์โบ

***

‘ดับเครื่องชน’ ส่งท้ายด้วยจดหมายของคุณ ‘วิโรจน์’ บางแสน ซึ่งเป็นข่าวดีที่รอคอย จากมติมหาเถรสมาคมให้จัดระเบียบงานบวชและการสำรวมในบริเวณวัดวาอารามทั่วประเทศ

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอสนับสนุน และขออนุโมทนาสาธุ และหวังว่าต่อไปงานบวช-งานวัดจะเป็นไปอย่างเรียบง่าย–พอเพียง และขอความร่วมมือจากญาติโยมพุทธศาสนิกชนให้ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ

***

   บวชแบบพอเพียง
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวพุทธและบวชแล้ว และทุกวันนี้ก็มีความสุขสงบ พอมีเวลาก็เข้าวัดทำบุญ ทำงาน และหากไม่มีเวลาพอก็จะสวดมนต์ นั่งสมาธิอยู่กับบ้านที่ห้องพระ
ต่อมาเมื่อมีข่าวงานบวชที่วัดสิงห์ ซึ่งขบวนแห่นาคมีเรื่องราวใหญ่โต ไปทำร้ายร่างกาย-ลวนลาม เจ้าหน้าที่ครู นักเรียน จนพวกป่วนเมืองนี้ถูกจับไปเกือบหมดแก๊ง ซึ่งทราบว่าจะมีการลงโทษสถานหนักตามกฎหมาย หลายกระทง ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของคนที่อยากเห็นพวกอันธพาลได้รับโทษ

มีข่าวดีแจ้งให้ทราบว่า เมื่อต้นเดือน มส.(มหาเถรสมาคม) มีมติแจ้งให้เจ้าคณะปกครองหรือพระผู้ใหญ่ผู้ดูแลวัดวาอารามทั่วประเทศ

ต่อไปนี้ห้ามดื่มสุรายาเมาในบริเวณวัด การสูบบุหรี่ในวัดและในการบวชก็ให้เป็นไปแบบพอเพียง และฉลองใหญ่โต เรียกว่าจัดระเบียบการบวชใหม่–ดีจริงๆ ด้วย
  วิโรจน์ (บางแสน)

หัวหน้า คสช.ไม่ใช่ จนท.รัฐ?เปิดคำชี้ขาดศาลรธน. เทียบเคียง “บิ๊กตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364531?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หัวหน้า คสช.ไม่ใช่ จนท.รัฐ?เปิดคำชี้ขาดศาลรธน. เทียบเคียง “บ

วันที่ 5 มีนาคม 2562 – 12:55 น.
คสช,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 1,745 ครั้ง

โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

แม้ กกต.จะเปิดไฟเขียวให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมดีเบตนโยบาย และขึ้นเวทีปราศรัยได้ ทำให้พรรคพลังประชารัฐเตรียมแผนนำ “บิ๊กตู่” ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกในนามแคนดิเดตนายกฯ เพียงหนึ่งเดียวของพรรค ที่ จ.นครราชสีมา บ้านเกิด ในวันที่ 10 มีนาคมนี้แล้วก็ตาม แต่ปัญหาเกี่ยวกับสถานะของ “บิ๊กตู่” ในทางกฎหมายก็ยังไม่จบ

เพราะยังมีคำร้องของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ ที่ยื่น กกต.เอาไว้ ว่า “บิ๊กตู่” มีลักษณะต้องห้ามสำหรับการเป็น “ว่าที่นายกรัฐมนตรีในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอ” เพราะยังดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช.อยู่ ซึ่งถือเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ”

ย้อนดูรัฐธรรมนูญมาตรา 89 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอชื่อ “แคนดิเดตนายกฯ” ของพรรคการเมืองเอาไว้ข้อหนึ่งว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160

เมื่อตามไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 160 จะพบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “คุณสมบัติ” ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มีอยู่ 8 ข้อ / ปัญหาอยู่ที่ข้อ 6 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98

พอตามไปดูมาตรา 98 ก็พบว่าคือ “ลักษณะต้องห้ามของการใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.” / ในวงเล็บ 15 ระบุว่า ห้ามเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ปัญหาอยู่ตรงนี้ เพราะมีการตีความว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช. คือ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” หรือไม่ เพราะเป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจต่างๆ ตามกฎหมาย และยังได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็น “เงินประจำตำแหน่ง และเงินเพิ่ม” ตามพระราชกำหนดเงินเดือนประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตำแหน่ง พ.ศ. 2557″ ด้วย / โดยหัวหน้า คสช.ได้รับเงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาทต่อเดือน และเงินเพิ่ม 50,000 บาทต่อเดือน รวมแล้วเดือนละ 125,590 บาท

หลายคนตั้งคำถามว่า เมื่อหัวหน้า คสช.สามารถใช้อำนาจได้ตามกฎหมาย และมีค่าตอบแทนเป็นรายเดือนตามที่กฎหมายกำหนด แล้วจะไม่เป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ได้อย่างไร

เรื่องนี้ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม บอกเอาไว้ว่า “คสช.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเป็นแค่องค์กรชั่วคราวที่ถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ”

สอดคล้องกับที่ “บิ๊ก ป.ป.ช.” หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เคยบอกเอาไว้ตั้งแต่หลังรัฐประหารใหม่ๆ ว่า คสช.ไม่เข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมาย ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นองค์กรชั่วคราวที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

แต่คำถามก็คือการตีความเช่นนี้ถูกต้องและมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ เพราะมีคนไปค้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2543 ซึ่งเคยตีความคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” มาแล้ว สรุปว่าต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย และปฏิบัติงานประจำ
3.อยู่ในบังคับบัญชา หรือในกำกับดูแลของรัฐ
4.มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

พิจารณาจากลักษณะ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตีความ คีย์เวิร์ดสำคัญที่ยังเห็นแตกต่างมีอยู่อย่างเดียวคือคำว่า “ปฏิบัติงานประจำ” เพราะรองนายกฯวิษณุ และป.ป.ช. บอกว่า “ไม่ประจำ” เป็นแค่ “องค์กรชั่วคราว” / แต่ฝ่ายที่ยื่นให้ตีความอาจจะมองว่า คสช.อยู่มาเกือบ 5 ปีแล้วยังไม่ประจำอีกหรือ ขณะที่ลักษณะข้ออื่นๆ ดูจะปฏิเสธไม่ได้

แน่นอนว่าผู้มีอำนาจวินิจฉัยสุดท้ายย่อมอยู่ที่ กกต. เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่จนถึงวันนี้ กกต.ก็ยังไม่ได้วินิจฉัยออกมา ทั้งๆ ที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคเพื่อชาติบอกว่า เป็นประเด็นสำคัญเสียยิ่งกว่าขึ้นดีเบต ขึ้นปราศรัยได้หรือไม่เสียอีก

และนี่เองที่ทำให้ จตุพร มองว่า นี่อาจเป็นการเพาะเชื้อให้มีช่องทางประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ในอนาคต หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่ตรงใจผู้มีอำนาจ

สุดท้ายเรื่องแบบที่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่…ต้องรอดู !!

สายควัน-พันธุ์รัมย์ “เนวิน” ผนึกพรรคเขียว ลุ้นค่ายสีน้ำเงิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สายควัน-พันธุ์รัมย์ “เนวิน” ผนึกพรรคเขียว ลุ้นค่ายสีน้ำเงิน

วันที่ 5 มีนาคม 2562 – 09:38 น.
เนวิน ชิดชอบ,เนวิน,พรรคภูมิใจไทย,นิรโทษกรรมกัญชา,กัญชาเสรี,พรรคผ่อน,พรรคเขียว,พันธุ์รัมย์,บุรีรัมย์,เลือกตั้ง 2562,ผู้สมัครเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 8,094 ครั้ง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย โหมกระแสกัญชาเสรีอย่างต่อเนื่อง แถมหลังเลือกตั้ง ยังมีงานช้างสำหรับคนสายเขียวที่บุรีรัมย์อีกด้วย

000 ไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทยจะมาถึงจุดที่พรรคการเมืองกว่าสิบชูประเด็น กัญชาเสรี” หาเสียงครึกโครม แถมมีคนขานรับมากมาย ล่าสุด พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสำหรับผู้ครอบครองกัญชา มีผลบังคับใช้แล้ว จึงมีประชาชนไปสอบถามการขอแจ้งยื่น นิรโทษกรรมกัญชา” ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กันหลายร้อยราย และเมื่อวานนี้ (4 มี.ค.) “พรรคผ่อน” และ พรรคเขียว” ได้เชิญผู้ป่วยและแพทย์ที่ต้องการใช้กัญชาในการบำบัดรักษาไปพบกันที่สำนักงาน อย. เพื่อติดตามเรื่องนิรโทษกรรมกัญชา

000 อะไรคือ “พรรคผ่อน” ? ปลายปีที่แล้ว แอดมินเพจลุงเนวิน ได้โพสต์ภาพ เนวิน ชิดชอบ” กับ กรุณา ชิดชอบ” พร้อมข้อความว่า “นายเนวิน ไม่เล่นการเมืองแล้ว แต่สังกัดพรรคผ่อน” โดยโลโก้พรรคนั้นเป็นรูปวงกลมล้อมใบกัญชา 7 แฉก แถมชื่อพรรคยัง “Party Party” คนออกแบบโลโก้นี้คือ แนน” ชิดชนก ชิดชอบ ลูกสาวคนเก่งของเนวิน ที่จบออกแบบตกแต่งภายในมาจากอังกฤษ ว่ากันว่า แนนออกโรงสนับสนุนเรื่องกัญชาเสรีสุดๆ

000 ไม่รู้เท็จจริงอย่างไร ไพศาล พืชมงคล” ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol แจ้งข่าว “พรรคผ่อน” ของเนวิน ชิดชอบ กับเครือข่ายรณรงค์กัญชาทุกเครือข่าย ประกาศจัดงาน “พันธุ์รัมย์” ที่บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19-21 เมษายน แม้งานจะมีตอนหลังเลือกตัั้ง แต่ “สายเขียว-สายควัน” ก็แชร์ข่าวนี้กระหึ่มเมือง

000 โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย โหมกระแสกัญชาเสรีอย่างต่อเนื่อง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคเปิดประเด็น “คัดค้านนายทุนผูกขาดสัมปทานกัญชา” เนื่องจากกฎหมายยาเสพติดใหม่ ผู้ที่จะสามารถเข้ามาเป็นผู้ได้รับอนุญาตผลิต นำเข้า จำหน่าย มีอยู่แค่ 7 กลุ่ม โดยภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วม

พรรคภูมิใจไทยเร่งเครื่องเรื่องกัญชาเสรี 

000 น้องชายเนวินบอกว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล จะผลักดันเรื่อง “กัญชาเสรี” ให้สำเร็จภายใน ปี ถ้าทำไม่ได้ พร้อมนำทัพภูมิใจไทยลาออกแสดงความรับผิดชอบ ค่ายสีน้ำเงินพูดถึง “แคลิฟอร์เนียโมเดล” มานานแล้ว โดยจะเสนอให้ประชาชนยื่นจดขอปลูกกัญชาได้ครัวเรือนละ 6 ต้น “เราต้องการให้ประชาชนปลูกเองอย่างเท่าเทียม” ส่วนผู้บริโภคจะต้องบริโภคในบ้านตัวเอง หรือสถานที่ที่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่บริโภคในที่สาธารณะหรือที่ใดก็ได้

000 ส่องกล้องไปที่สนามเลือกตั้งกว๊านพะเยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ และผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พะเยา ต้องทำงานหนักขึ้น เพราะกระแสเพื่อไทยยังแรง ประกอบกับคู่แข่ง อรุณี ชำนาญยา” อดีต ส.ส.หลายสมัย ขยันเดินเข้าหารากหญ้าเสื้อแดง พร้อมย้ำเลือกเพื่อไทย “ค้าขายดี เศรษฐกิจรุ่งเรือง สมกับที่ได้ฉายาว่า พรรคข้าวแปงจ้าว”

ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังคงมุ่งมั่นหาเสียง

000 จุดอ่อนของพรรคเพื่อไทยเมืองพะเยาคือ เขต 3 (อ.ดอกคำใต้ อ.ภูกามยาว อ.ปง และ อ.เชียงม่วน) ไพโรจน์ ตันบรรจง” อดีต ส.ส. ไม่ค่อยลงพื่้นที่ จึงทำให้คนหน้าใหม่ค่ายพลังประชารัฐ เสี่ยยุ้ย” จีรเดช ศรีวิราช อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ น้องรักของ “ผู้กองธรรมนัส” ที่เข้าถึงง่าย ใจถึง ทำงานไว ลงพื้นที่ด้วยตนเองตลอด มีคะแนนดีวันดีคืนขึ้นมา

จีรเดช ศรีวิราช ตัวเต็งค่ายพปชร. เขต 3 พะเยา

000 ด้วยเหตุนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” จึงลงพื้นที่ อ.ปง จ.พะเยา อย่างรีบด่วน เปิดการปราศรัยหาเสียงช่วยไพโรจน์ ตันบรรจง ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 3 “เฉลิม” ประกาศลั่นเวที เลือกพรรคเพื่อไทยยกจังหวัด ได้ “สุดารัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรี หากเลือกพรรคพลังประชารัฐได้ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ชาวบ้านปรบมือชอบใจกันใหญ่

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไปช่วยคนในตระกูลตันบรรจง หาเสียงพะเยา

000 ไม่เกี่ยวกับการเมือง “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชนหลังจากที่มีกระแสข่าวว่า ตนเองมีคำสั่งให้ วรวิทย์ บุรณศิริ” นายก อบจ.พะเยา พักงานในกรณีทุจริตนั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน กรณีมีคำสั่งให้นายก อบจ. หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ได้ดำเนินการตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนและยังไม่มีการชี้ผิดถูก

ไพโรจน์ ตันบรรจง แชมป์เก่า เพื่อไทย

000 อันที่จริง “เสี่ยอี๊ด” วรวิทย์ บุรณศิริ น้องชายของวิทยา บุรณศิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด นับแต่แยกทางกับ “ผู้กองธรรมนัส” โดยฝ่ายหนึ่งไปสังกัดพลังประชารัฐ แต่เสี่ยอี๊ดยังอยู่พรรคเดิม

จัดทีมรุกสกัดข่าวปลอม!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364534?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดทีมรุกสกัดข่าวปลอม!

วันที่ 5 มีนาคม 2562 – 08:56 น.
สายตรวจเลือกตั้ง,บิ๊กโจ๊ก,บิ๊กป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ทษช,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สื่อโซเชียล
เปิดอ่าน 376 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย…  มณเฑียร อินทะเกตุ 

ใกล้เข้าไปทุกขณะสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอีก 20 วันข้างหน้า จะเรียกว่าโค้งสุดท้ายก็ไม่แปลก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะมี “โซเชียลมีเดีย” เป็นเครื่องมือที่เพิ่มเติมขึ้นมาในการหาเสียง ซึ่งไม่ใช่การหาเสียงแบบเดิม ผ่านการลงพื้นที่ ปราศรัย หรือออกสื่อกระแสหลักเท่านั้น รวมถึงคอการเมืองและประชาชนทั่วไปก็ใช้โซเชียลมีเดียในการเช็กข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และ ไลน์ ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียยอดฮิตสำหรับการติดตามข่าวสารของผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนี้

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งมีสถานการณ์เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการเพิ่มอุณหภูมิทางการเมืองของพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. ให้ต้องติดตามลุ้นว่าพรรคจะถูกยุบหรือไม่ และสิ่งหนึ่งที่ตำรวจ ในฐานะเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากแต่ละหน่วยจัดกำลังลงพื้นที่เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังต้องมีทีมคอยมอนิเตอร์โซเชียลมีเดีย เพราะในห้วงของการเลือกตั้งได้มีการปล่อยข่าวปลอมเผยแพร่ผ่านช่องทางนี้ ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในบ้านเมือง

ถึงแม้ตำรวจจะมีหน่วยงานไว้รับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ แต่ในยุค 4.0 จะตั้งรับในฐานที่มั่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องจัด “ทีมรุก” ด้วยการตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังการกระทำผิดทางโซเชียลมีเดียช่วงเลือกตั้ง ซึ่งปฏิบัติการเชิงรุกแบบนี้เป็นทางถนัดของบิ๊กตำรวจชื่อดังแห่ง พ.ศ.นี้ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.)

“บิ๊กโจ๊ก” ถูกมองว่าเป็นคนสนิทของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือเอาง่ายๆ ว่า “บิ๊กโจ๊ก” เป็นมือขวารัฐบาล ทำหน้าที่ปราบปรามตามนโยบาย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” ผลงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างคะแนนความนิยมให้รัฐบาล โดยเฉพาะการปราบนายทุนเงินกู้นอกระบบ เอาโฉนดที่ดินคืนชาวบ้าน กระทั่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นปฏิบัติการหาคะแนนนิยมให้แก่ “นายกฯ ลุงตู่” เพื่อปูทางสู่การตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคต ขณะเดียวกันเมื่อมีข่าวปลอมโจมตีภาพลักษณ์รัฐบาลในทางเสียหาย ทีมงานของ “บิ๊กโจ๊ก” ก็ปิดจ๊อบจับคนเผยแพร่ในเวลาอันรวดเร็ว และทุกครั้งเมื่อถูกถาม “บิ๊กโจ๊ก” ก็จะบอกว่า “ผมเป็นลูกน้องท่าน ได้บารมีท่านทำงานได้สะดวกรวดเร็ว” แถมยืนยันว่าการปราบนายทุนเงินกู้เอาโฉนดคืนชาวบ้าน ไม่ใช่การหาเสียงให้นายกฯ แต่เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำ และต้องรีบทำ

การตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังการกระทำผิดทางโซเชียลมีเดียช่วงเลือกตั้ง คงเป็นผลพวงมาจากกรณีที่ นายฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เป็นผู้ต้องหาในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14(2) จากกรณีเรื่องค่าฝุ่นมลพิษ พีเอ็ม 2.5 ที่ออกมาระบุว่า สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แห่งหนึ่งผ่านเพจพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อหาค่าพีเอ็ม 2.5 ตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าไม่เป็นจริงตามที่ได้ระบุไว้ ต่อมาโลกออนไลน์ยังมีเรื่องข่าวปลอมเผยแพร่เอกสารคำสั่งย้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตามด้วยข่าวทหารเกณฑ์ จากประจำการ 2 ปี เป็น 4 ปี โดยไม่ให้กลับบ้าน

เกี่ยวกับประเด็นนี้ “บิ๊กโจ๊ก” แจกแจงว่า ตำรวจได้ร่วมกับ กสทช. จัดทำวอร์รูมเฝ้าระวังการใช้สื่อโซเชียลในทางที่ผิด โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้ง ที่มีการใช้สื่อโซเชียลดำเนินการทางการเมืองมากขึ้น แต่ไม่ได้จับตาเพจการเมืองใดเป็นพิเศษ เพราะหากมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ก็จะปรากฏชัดอยู่แล้ว ซึ่งย้ำเตือนไปยังผู้ใช้สื่อโซเชียลต่างๆ ระมัดระวังการโพสต์หรือแชร์ข้อมูล ต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้กระทำผิดแล้วกว่า 50 ราย แม้ยังไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรง แต่ส่วนใหญ่เป็นการโพสต์ข่าวปลอม ข่าวลือ สร้างความตื่นตระหนก ถึงจะทำผิดในต่างแดน ก็สามารถดำเนินคดีได้