ระวัง ‘พนันเลือกตั้ง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง ‘พนันเลือกตั้ง’

วันที่ 8 มีนาคม 2562 – 14:23 น.
ระวัง 'พนันเลือกตั้ง'
เปิดอ่าน 249 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

ใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาทุกทีและมีการสำรวจหรือทำโพลล์จากหลายแห่งออกมาทำนายผลการเลือกตั้งว่าพรรคไหนจะได้จำนวน ส.ส.เท่าไร

การวิเคราะห์หรือทำโพลล์เหล่านี้ผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่ที่ ‘ดับเครื่องชน’ จะเตือนแบบฟันธงเลยว่าระวังข้อมูลเหล่านี้จะเป็นผลกระทบที่จะทำให้การเลือกตั้งมีผลคลาดเคลื่อนได้จาก ‘การพนัน’ ของบรรดาผู้มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน

คนไทย (บางคน) ที่มองเห็นอะไรเป็นการพนันได้-เสีย จะพนันผลการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีตลอดและขอเตือนให้ทางการโดยเฉพาะตำรวจตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อปราบปราม ‘โต๊ะพนัน’ หรือ ‘บ่อนพนัน’ เลือกตั้ง

ขอเรียนให้ทราบว่านี่เป็นเรื่องจริงเพราะปกติจะมี ‘โต๊ะพนันบอล’ แต่ ‘โต๊ะพนันเลือกตั้ง’ นี่บรรดาเซียนพนันออกราคาเล่นวันเป็นแสนเป็นล้าน หรือพวกเงินน้อยก็เล่นกันตามอัตภาพ

จึงขอแจ้งล่วงหน้าให้ตำรวจจัดการโต๊ะพนันเลือกตั้ง อย่าให้เกิดขึ้นได้และมีผลต่อการลงคะแนนด้วย
    อ๊อด เทอร์โบ



 ปัญหา ‘พระธรรมทูต’
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมติดตามข่าวเรื่อง ‘พระธรรมทูต’ คือมีการส่งพระสงฆ์ไปเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศแล้วเห็นว่าจะต้องมองดูความจริงที่เกิดขึ้น
อย่างล่าสุดมีการอบรมพระที่จะส่งไปต่างประเทศแล้วผมเห็นว่าจะมีปัญหาแอบแฝงอยู่มากดังที่มีข่าวปรากฏว่า

การทำงานด้านเผยแผ่ในต่างแดนนั้น ยุคแรกๆ ที่ทำงานด้านนี้ ซึ่งถือได้ว่ามีความลำบากในการทำงานมากเพราะติดขัดทั้งในเรื่องกฎหมาย การถูกล้อเลียน ดูถูกจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา

การทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศต้องหนักแน่น เข้มแข็ง อดทน ที่สำคัญต้องทำงานให้สอดคล้องกับทั้งพระธรรมวินัย และกฎหมายในแต่ละพื้นที่จะทำถูกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ นอกจากนี้ไม่ควรทำงานแบบแบ่งนิกาย

ผู้ที่เข้ารับการอบรมจะต้องอบรมเป็นระยะเวลา 3 เดือน ผ่านการอบรมอย่างเข้มข้นและต้องไปศึกษาดูงานด้านการเผยแผ่ที่ประเทศอินเดียและเนปาล ต้องเลือกประเทศที่ต้องการจะเดินทางไป เพื่อที่จะฝึกภาษาท้องถิ่นเพิ่มเติมด้วย โดยผู้ที่เข้าอบรมรุ่นที่ 25 ยังคงเลือกประเทศที่จะเดินทางไปคือสหรัฐและประเทศแถบทวีปยุโรปมากที่สุด

ผมเป็นคนตรงไปตรงมามองว่าพระธรรมทูตยังมีระบบเส้นสายหรือเลือกปฏิบัติหรือยังมีกิเลสรักความสุขสบายโดยมุ่งไปที่อเมริกาหรือยุโรปที่เจริญแล้ว

ทำไมไม่จัดส่งพระสงฆ์ไปจำพรรษาในภาคใต้บ้างเพราะวัดวาอารามหลายแห่งเป็นวัดร้าง ไม่มีพระอยู่ควรพิจารณาส่งไปจะดีกว่าส่งพระธรรมทูตไปเมืองนอก
        สมเกียรติ (ยะลา)

 ตอบ คุณ ‘ สมเกียรติ’ ยะลา
ผมชอบใจในความคิดของคุณอย่างมาก โดยเฉพาะในตอนท้ายของจดหมายที่อยากคัดหา-อบรม ส่งพระไปจำพรรษาไปยังวัดในชายแดนหรือชนบทที่วัดขาดพระสงฆ์ไปเผยแพร่พุทธศาสนา เป็นขวัญกำลังใจให้แก่พุทธศาสนิกชน

ดีกว่าส่ง ‘พระธรรมทูต’ ไปต่างประเทศ ซึ่งควรพิจารณาว่ามีประโยชน์หรือจำเป็นแค่ไหน และพระบางรูปก็อยู่ยาว

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นและกรมการศาสนาจะต้องทบทวนแนวทางปฏิบัตินับแต่บัดนี้
       อ๊อด เทอร์โบ



‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘จรรยา’ แม่ลูกสอง ซึ่งสนับสนุนการรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำ

อยากให้ทางกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการทำแบบต่อเนื่องให้ยาวนานจะได้ผลดีมีประโยชน์มากกว่านี้
     อ๊อด เทอร์โบ



 ช่วยเด็กจมน้ำเอาชีวิตรอด
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันขอสนับสนุนแผนการของกระทรวงสาธารณสุขจัดรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำว่า

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กำหนดให้วันเสาร์แรกของเดือนมีนาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์ป้องันเด็กจมน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่ง

มากกว่าโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อในรอบ 10 ปี พบว่าเด็กจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 904 คน หรือวันละ 2.5 คน ช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงทุกปี โดยเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ปีที่ผ่านมา มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 231 คน เกือบครึ่งของเหตุการณ์เป็นการชวนกันไปเล่นน้ำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ส่วนใหญ่ขาดทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำและไม่รู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง

ให้ทุกจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ลงร้อยละ 50 ภายในปี 2564 และขอให้ดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด

พื้นที่เล่นต้องปลอดภัยมีคอกกั้น ส่วนเด็กโตสอนให้ยึดหลัก ตกน้ำอย่าตกใจ ตั้งสติลอยตัวไว้ การช่วยเพื่อนที่ตกน้ำให้ใช้หลักตะโกนโยนยื่น อย่าลงไปในน้ำเพราะอาจจมน้ำพร้อมกันได้
    จรรยา (แม่ลูกสอง)

เมืองหลวงโคราช “สุวัจน์” แรง “ค่ายแดง” แผ่ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364936?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมืองหลวงโคราช “สุวัจน์” แรง “ค่ายแดง” แผ่ว

วันที่ 8 มีนาคม 2562 – 13:05 น.
พรรคชาติพัฒนา,พรรคเพื่อไทย,ภูมิใจไทย,สุวัจน์ ลิปตพัลลภ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 1,726 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา เขตเลือกตั้ง 14 เขต มี ส.ส. 14 คน สภาพการต่อสู้โดยภาพรวม เป็นศึกคนหน้าเดิม ที่แยกย้ายกันไปอยู่ในพรรคต่างๆ

วิรัช รัตนเศรษฐ พาครอบครัวไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เช่นเดียวกับอดีต ส.ส.โคราชอีกหลายคน ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี หอบลูกไปอยู่ภูมิใจไทย ส่วนอดีต ส.ส.เพื่อไทย ยังอยู่ครบ เช่นเดียวกับพรรคชาติพัฒนา

กล่าวกันว่า เขตที่กล่าวว่าเป็น “เมืองหลวงโคราช” คือ เขตเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 2

2 เขตเลือกตั้ง เป็นที่มั่นของ “พรรคชาติพัฒนา” มาหลายยุคหลายสมัย อย่างสมัยที่แล้ว ผู้ชนะคือ เขต 1 วรรณรัตน์ ชาญนุกูล และเขต 2 วัชรพล โตมรศักดิ์

เขต 1 อ.เมืองนครราชสีมา (4 ตำบล) ที่ปรึกษาใหญ่ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ดึง “ธงชัย ลืออดุลย์” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา มาลงสมัครรักษาเก้าอี้ในเขตนี้แทน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล

ผู้ว่าฯ เบิร์ด หรือธงชัย ลืออดุลย์ อยู่กับคนโคราชมากว่า 30 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอ และสมัยเป็นผู้ว่าฯ เป็นคนสั่งรื้อถอนร้านอาหารรุกล้ำเขื่อนลำตะคอง และทำโครงการผันน้ำจากเขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี มาใช้ผลิตประปาในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา

ด้านพรรคเพื่อไทย ส่ง “ร.ต.อ.สุปชัย อินทรักษา” หรือ “นายกหลี” อดีตรองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และอดีตเลขานุการของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

เดิมทีเขตตัวเมืองย่าโม มีกลุ่มคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม โดยเลือกตั้่ง 2554 พรรคเพื่อไทย ส่งสมโภชน์ ประสาทไทย แกนนำ นปช.โคราช ลงสนาม แต่ก็พ่ายพรรคชาติพัฒนา ปีนี้ กลุ่มเสื้อแดงยังให้การสนับสนุน ร.ต.อ.สุปชัย บวกกับฐานเสียงสมัยที่ทำงานการเมืองท้องถิ่น ผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเพื่อไทย จึงไม่ขี้เหร่เท่าไร

เหนืออื่นใด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะลูกย่าโมคนหนึ่ง เดินทางมาช่วยหาเสียงให้ “นายกหลี” สองรอบแล้ว

ศึกครั้งนี้ สุวัจน์จึงทุ่มสุดตัวและมั่นใจในความนิยมของชาวโคราชที่มีต่ออดีตผู้ว่าฯธงชัย เชื่อว่า ธงชัยมีคะแนนนำ “นายกหลี” จากพรรคเพื่อไทย

พรรคภูมิใจไทย ส่ง “อดุลย์ อยู่ยืน” สมาชิกสภา อบจ.นครราชสีมา, รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา มีฐานเสียงอยู่ในเขต อ.เมืองโคราช อยู่พอสมควร

เขต 2 อ.เมืองนครราชสีมา (16 ตำบล) แชมป์เก่าคือ “วัชรพล โตมรศักดิ์” ค่ายชาติพัฒนา มีประสบการณ์การทำงานการเมืองท้องถิ่นยาวนาน เป็น ส.อบจ.นครราชสีมา 4 สมัย, รองนายก อบจ. 2 สมัย และประธานสภา อบจ.

ที่โดดเด่นคือ ผลงานด้านกีฬา เคยเป็นประธานสโมสรวอลเลย์บอลนครราชสีมา เดอะมอลล์วีซี และผู้จัดการทีม “สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี โดยส่วนตัว วัชรพลเป็นนักประสานสิบทิศ จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้อีก

ส่วน “สุธรรม พรสันเทียะ” นักธุรกิจบ้านจัดสรร พรรคเพื่อไทย และ “ประพิศ นวมโคกสูง” อดีตครูโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา พลังประชารัฐ รวมทั้ง “ลบพาล ธีระบุตร” นักธุรกิจบ้านจัดสรรชื่อดัง พรรคภูมิใจไทย ขอท้าชิงแชมป์ คอการเมืองบอก วัชรพลเป็นเต็งแชมป์ แต่ “สุธรรม” ก็มีลุ้น เพราะพรรคเพื่อไทยยังเป็นที่ชื่นชอบคนฐานราก

สรุปว่า เก้าอี้ ส.ส.เขตเมืองหลวงโคราช 2 เขต ยังจะเป็นของพรรคชาติพัฒนาอีกสมัย

สายล่อฟ้าของแท้ยี่ห้อ “เสรีพิศุทธ์” จากบิ๊กจ๊อดถึง บิ๊กแดง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สายล่อฟ้าของแท้ยี่ห้อ “เสรีพิศุทธ์” จากบิ๊กจ๊อดถึง บิ๊กแดง

วันที่ 8 มีนาคม 2562 – 08:39 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค,ยุบพรรคไทยรักษาชาติ,ผู้สมัครเลือกตั้ง,ตัดสิทธิ์ทางการเมือง,เสรีพิสุทธ์,พรรคเสรีรวมไทย,บิ๊กแดง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กจ๊อด พลอสุนทร คงสมพงษ์
เปิดอ่าน 11,964 ครั้ง

เกมเลือกตั้งก็ร้อนแรง เกมนอกสนามก็น่าจับตาใกล้ชิด จน “บิ๊กแดง” ต้องทำอะไรบางอย่าง แต่อย่าลืม หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยคนนี้แหละ ที่เคยปะฉะดะกันมาก่อนตั้งแต่รุ่นพ่อ

000 ถ้าเปรียบ “เกมอำนาจการเมืองไทย” เป็นหนังเรื่องหนึ่ง คนไทยก็มักได้ชมหนังม้วนเก่าอยู่บ่อยๆ จากกรณียุบพรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน แล้วก็มาถึงพรรคไทยรักษาชาติ

แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ

000 ดังที่ทราบกัน พรรคไทยรักษาชาติ ถูกออกแบบให้เป็น พรรคเก็บแต้ม” โดยหวังที่จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประมาณ 30-40 ที่นั่ง จึงไม่เน้น “ส.ส.เขต” แต่เท่าที่ตรวจสอบดูก็มี ผู้สมัคร ส.ส.เขต เกรดเอ” จำนวน 3 เขตคือ พิจิตร เขต 1 วินัย ภัทรประสิทธิ์” อดีต ส.ส.หลายสมัย แม้ตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” จะย้ายไปอยู่พรรคไหน ก็ไม่เคยสอบตก

วินัย ภัทรประสิทธิ์

000 อีก 2 เขตอยู่ใน จ.แพร่ ได้แก่ เขต 1 “ทศพร เสรีรักษ์“ และเขต 2 วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” สองอดีต ส.ส.ที่ยึดพื้นที่นี้มานานกว่า 3 สมัยแล้ว บางสมัยอดีต ส.ส.ทศพรลงไม่ได้ ก็ให้ภรรยาลงแทน

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล

ทศพร เสรีรักษ์

000 จะว่าไปแล้ว คะแนน” ของพรรคไทยรักษาชาติ ก็คือคะแนนนิยมของผู้ที่ชื่นชอบพรรคเพื่อไทยมาแต่เก่าก่อนนั่นแหละ แต่โชคร้ายที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบ 350 เขต ดังนั้น คะแนนดังกล่าวจะไหลไปที่พรรคไหน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคเสรีรวมไทย

000 เกมเลือกตั้งก็ร้อนแรง เกมนอกสนามก็น่าจับตาใกล้ชิด หลายคนยังจำได้ สมัยที่ “เสธ.แดง” อาละวาดผู้นำกองทัพยุค “ป.ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ได้ บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สมัยที่ยังเป็น ผบ.ร.11 รอ. ในฐานะแกนนำยังเติร์กยุคใหม่ หัวขบวนเตรียมทหารรุ่น 20 และ จปร.รุ่น 31 รวมพลเพื่อนพ้องน้องพี่ออกมาแสดงพลังปกป้อง ผบ.ทบ.สมัยโน้น

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์

000 ปี 2556 “บิ๊กแดง” ยังเคยนำนายทหารไปตบเท้าแสดงพลังหน้าสื่อใหญ่ฉบับหนึ่ง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยเป็น ผบ.ทบ. ซึ่งสะท้อนว่า จุดยืนในการปกป้องผู้บังคับบัญชา และปกป้องสถาบันเบื้องสูงของเขาโดดเด่นมานานแล้ว

000 สืบเนื่องจากหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ตะเพิดนายทหารที่ปราจีนบุรี บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพบก ได้นำผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน ระดับผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการกองพลทหารบก พร้อมนายทหารระดับสูงทั่วประเทศกว่า 796 นาย กล่าวปฏิญาณตนขอรักษาสถาบันกษัตริย์ ป้องเกียรติและศักดิ์ศรีทหาร พร้อมหนุนรัฐบาลที่ยึดระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

000 ฝ่าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ไม่ได้กังวลใจอะไรกับการถูก ผบ.ทบ.ฟ้องร้องดำเนินคดี โดยบอกตอนนี้ขอเวลาหาเสียง “เรื่องนี้ ขอให้สบายใจได้ ไม่มีปัญหา ทุกอย่างให้เป็นไปตามขั้นตอน ผมไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

000 การเผชิญหน้ากันระหว่าง “อดีตนายตำรวจใหญ่” ที่สวมเครื่องแบบนักการเมือง กับนายทหารที่กุมอำนาจกองทัพ ทำให้หลายคนนึกถึง “สถานการณ์อึมครึม” บรรดา “ขุนทหาร” ไม่ค่อยพอใจรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ดึงตัว พล.ต.มนูญ รูปขจร” หรือ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร มาเป็นที่ปรึกษา โดยตอนนั้น “มนูญกฤต” ดัน “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” มาเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม เสมือนเป็นกองกำลังปกป้องรัฐบาล

000 ด้วยเหตุนี้ คณะผู้ก่อการยึดอำนาจ จึงใช้วิธีบุกจับ “พล.อ.ชาติชาย” บนเครื่องบิน เพราะช่วงขัดแย้งแหลมคม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้นำกำลังกองปราบฯ มารายล้อมบ้านพัก “น้าชาติ” ภายในซอยราชครู แต่สุดท้ายก็เจอแผน “จับตัวน้าชาติ” ทุกอย่างก็จบ

เมื่อ บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นั่งหัวโต๊ะประกาศยึดอำนาจ และ “บิ๊กจ๊อด” ได้เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

000 หลังรัฐประหาร “ผู้การมนูญ” ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “มนูญกฤต” และคล้อยหลังได้ไม่นาน พล.ต.อ.เสรี เตมียเวส เปลี่ยนชื่อสกุลเป็น “เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” ดังทุกวันนี้

หาเสียงที่ไหน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะโจมตี คสช. เป็นหลัก

000 จะว่าไปแล้ว ชีวิตของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยิ่งกว่า “แมวเก้าชีวิต” ช่วง รสช.เรืองอำนาจ ก็ตกต่ำอยู่พักหนึ่ง เมื่อ “มนูญกฤต” ไปเป็นที่ปรึกษา “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ สมัยนั่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย “เสรีพิศุทธ์” ก็ถูกดึงมาใช้งานอยู่พักใหญ่ หรือแม้แต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ยังดึงมาปราบมาเฟียโบ๊เบ๊ และสอบทุจริตลำไยอบแห้ง

สมศักดิ์ เทพสุทิน นำภาพติดคู่กับน้องสาว พรรณสิริ ที่สุโขทัย

000 รู้สึกผิดหวังลึกๆ สำหรับ สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กรณี “บิ๊กตู่” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค จะไม่ขึ้นปราศรัยในเวที 4 ภาค นักเลือกตั้ง “จมูกมด” อย่างสมศักดิ์และพวกรู้ดีว่า “กระแสพรรค” ของ พปชร.ในขอบเขตทั่วประเทศ สู้พรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ และประชาธิปัตย์ ไม่ได้ จึงอยากได้ภาพน่ารักๆ และลีลาพูดจาปราศรัยของ “ลุงตู่” มากระชากเรตติ้งโค้งสุดท้าย

หลักฐานเบี่ยงเบน ประวัติ “ธนาธร” ไม่ได้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364808?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลักฐานเบี่ยงเบน ประวัติ “ธนาธร” ไม่ได้

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 12:35 น.
ออฟเรคคอร์ด,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 19,814 ครั้ง

คอลัมน์…  ออฟเรคคอร์ด  ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

25 เม.ย.2556 มติบอร์ด PICNI เห็นชอบควบรวมกิจการกับ เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) เพื่อนำหุ้นกลับมาเทรดรอบใหม่ ต่อมา วันที่ 27 พ.ค. 2557 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รายงาน ก.ล.ต.ซื้อหุ้น ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น (PICNI) จำนวน 7.1% ในวันเดียวกันนั้น เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) แจ้งขายหุ้น PICNI จำนวน 86.36%

24 พ.ย. 2557 PICNI เข้าควบรวมกิจการกับ เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ WP และกลับมาซื้อขายรอบใหม่เมื่อ 1 ก.พ.2561

ผู้ถือหุ้น WP ณ วันที่ 6 พ.ย.2557 มีชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือ 7.45% ผ่านไปถึง 25 มี.ค.2559 สัดส่วนลดเหลือ 3.72% ก่อนจะค่อยๆถอยออกไปจนล่าสุดไม่ปรากฏรายชื่อ

เป็นประวัติศาสตร์ที่ ธนาธร จะปฏิเสธไม่ได้ เพราะทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริง

ขณะที่ WP เลือกที่ปฏิเสธประวัติศาสตร์เช่นกัน ราวกับว่า ธนาธร เป็นคนไม่ดีหรืออย่างไร เป็นคนทำให้บริษัทเสื่อมเสียอย่างนั้นหรือ

การออกมาชี้แจงของ ธนาธร ที่อาสามาเป็นผู้นำชาติ การออกมายอมรับว่า เคยถือหุ้น PICNI และขายออกไปแล้ว น่าจะสง่างามกว่าการไปกล่าวหาว่าเป็นการทำลายล้างทางการเมือง

หากคิดจะแล่นการเมืองต้องยอมที่ต้องเปียกฝน เพราะว่าเมื่อเดินเข้าสู่รัฐสภา หรือ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องถูกตรวจสอบหนักกว่านี้หลายเท่า

ธนาธร จะต้องเผชิญหน้ากับความจริง หากเผชิญหน้ากับความจริงไม่ได้ ก็ไม่ควรเข้ามาสู่การเมือง และออกไปจากการเมืองซะ

“คนเราไปแก้ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ไม่ได้ แต่ชี้แจงเหตุผลที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ได้ ไม่ควรเบี่ยงเบน ยกเรื่อง เหตุผลทางการเมืองมากลบเกลื่อนความจริงทางประวัติศาสตร์”

ส่วนบางบริษัทที่เลือกใช้การ “ขู่ฟ้อง” เพื่อปิดปากสื่อ ช่างเป็นวิธีการไดโนเสาร์ที่เขาเลิกทำกันแล้ว ทุกคนต้องพิสูจน์กับความจริง เพราะไม่มีใครหนีความจริงหรือปฏิเสธความจริงได้ตลอดไป!

ไม่คุ้ม- “บิ๊กตู่” ช่วยหาเสียง พปชร.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่คุ้ม- “บิ๊กตู่” ช่วยหาเสียง พปชร.

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 12:05 น.
กระดานความคิด,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 922 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  ร่มเย็น

 ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)  ก็ออกมาบอกแล้วว่า “ไม่ได้ช่วยหาเสียงอะไรกับใคร”

และยังมีการอ้างถึง “แหล่งข่าวใกล้ชิด” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า  ในวันที่ 10 มีนาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ไปร่วมปราศรัยหาเสียงช่วยพรรคพลังประชารัฐที่ จ.นครราชสีมา ตามที่พรรคกำหนด และในสัปดาห์นี้จะยังไม่มีการลงพื้นที่หาเสียงนอกเวลาราชการในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนโค้งสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงหรือไม่ก็ต้องพิจารณาอีกครั้งตามความเหมาะสม

เมื่อนักข่าวเอาเรื่องนี้ไปถามนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  นายอุตตม บอกว่า เป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้พิจารณาเองและพรรคจะเคารพการตัดสินใจของท่านและยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าหาเสียงต่อไป เพราะพรรคมีการวางแผนในส่วนของพรรคไว้แล้ว
มันจึงสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่มีรายงานข่าวว่า “พปชร.” ได้ล้มแผนดัน “บิ๊กตู่” ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พปชร. ขึ้นปราศรัย 4 ภาค เนื่องจากแกนนำของพรรคได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบทุกประเด็น จึงได้ข้อสรุปกันว่านอกจากเงื่อนไขบางประการในข้อกฎหมายแล้ว หากพล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นปราศรัย สิ่งที่ตามมาจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะจะเจอการถูกรุมโจมตีจากฝ่ายต่างๆ รวมถึงประเด็นการตอบโต้ที่จะมีตามมาของผู้เกี่ยวข้องในพรรค จะส่งผลกระทบต่อสิ่งที่พรรคได้นำเสนอแก่ประชาชนให้หันไปสนใจประเด็นขัดแย้งมากกว่านโยบายของพรรคในด้านต่างๆ ที่อุตส่าห์หาเสียงมาโดยตลอด ดังนั้น พปชร.จึงจะใช้ช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้งมุ่งนำเสนอนโยบายจะเป็นผลดีต่อพรรคมากกว่า

       การที่พรรคพลังประชารัฐนึกขึ้นได้และหันกลับมาใช้แนวทางชูนโยบายของพรรคมากกว่า “ตัวบุคคล” ที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ช่วยหาเสียงนั้น น่าจะถูกต้องแล้ว

เพราะแม้ว่าก่อนหน้านี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ตอบข้อซักถามของพรรคพลังประชารัฐว่า พล.อ.ประยุทธ์ สามารถช่วยหาเสียง ร่วมกิจกรรม และขึ้นเวทีปราศรัยได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ก็ใช่ว่าพรรคพลังประชารัฐและพล.อ.ประยุทธ์ จะปลอดภัย  เพราะหนังสือที่ กกต. ตอบกลับมามีข้อความด้วยว่า “แต่ต้องไม่เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด”

สรุปก็คือทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้มีเงื่อนไข ซึ่งจะมีปัญหาตามมาในเงื่อนแง่กฎหมาย  เช่น การไปช่วยหาเสียงต้องดำเนินการนอกเวลาราชการเท่านั้น การไปช่วยหาเสียงไม่สามารถใช้ทรัพยากรของรัฐ เช่น ไม่สามารถใช้รถยนต์ประจำตำแหน่ง ไม่สามารถใช้เจ้าพนักงานของรัฐติดตามอำนวยความสะดวก การเดินทางไปต่างจังหวัดโดยเครื่องบินไม่สามารถใช้เครื่องบินของราชการแม้ว่ามีภารกิจงานราชการในช่วงกลางวันแต่มีการหาเสียงตอนเย็น  เหล่านี้อาจนำไปสู่การที่พล.อ.ประยุทธ์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นการแอบแฝงใช้ทรัพยากรของรัฐเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองได้ทั้งสิ้น
นั่นเป็นเพียงในเรื่องปัญหาข้อกฎหมาย แต่ยังอาจมีปัญหาในเรื่องข้อเท็จจริงที่ถูกมองว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นนายกฯ และหัวหน้าคสช. ไปช่วยหาเสียงให้พรรคพลังประชารัฐเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น  ไหนจะเรื่องบุคลิกที่พูดจาโผงผางของพล.อ.ประยุทธ์ ที่อาจเป็น “พิษ” ส่งผลด้านลบต่อพรรคพลังประชารัฐได้ตลอดเวลา  ไม่ได้มีแต่ด้านบวกอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่
และหากมองย้อนไปก่อนหน้าได้มี “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” หรืออาจารย์แหม่ม กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในมันสมองคนสำคัญที่ร่วมผลักดันนโยบายของพรรคมองว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ช่วยหาเสียงให้พรรคก็คงไม่ถือเป็นจุดที่จะทำให้พรรคเสียเปรียบ เนื่องจากพรรคยังมีวิธีอื่นๆ ที่สามารถดำเนินการได้ และเชื่อว่าคะแนนเสียงจากประชาชนที่จะมีให้พรรคนั้นมาจาก 3 ส่วน คือ 1.ผู้นำ 2.นโยบาย และ 3.ผู้สมัคร โดยบริบทในบางพื้นที่นั้นภาพผู้นำของพรรคไม่ได้สำคัญไปกว่าตัวผู้สมัครที่ใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่ หรือบางพื้นที่ ประชาชนจะมองที่นโยบายของพรรคว่าสามารถแก้ไขปัญหาให้เขาได้หรือไม่เป็นหลัก

และ “อาจารย์แหม่ม” ยังเปิดเผยด้วยว่านับตั้งแต่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค มันส่งผลทั้งในด้าน “บวก” และ “ลบ” ในเวลาเดียวกัน
แต่ “นโยบายของพรรค” ที่มีความเป็นไปได้มากกว่าอีกหลายพรรคที่มุ่งแต่หวังผลทางการเมือง และเกิดขึ้นจากเสียงเรียกร้องของประชาชน มีระดมสมองช่วยกันคิดจากคนในพรรค เพื่อตอบโจทย์ให้ประชาชน รวมถึงได้หยิบยกผลงานวิจัยต่างๆ ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาปลุกปั้น  ดูตามสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปในแบบภาพรวมตามความจำเป็น ดำเนินงานตามแผนและยุทธศาสตร์ที่มีกำกับไว้ เพื่อให้บรรลุผลได้จริง  ดังนั้นนโยบายของพรรคต่างหากที่สำคัญที่สุด

ดังนั้นคงจะพูดได้ไม่ผิดว่าการที่ “พรรคพลังประชารัฐ” กลับมาใช้วิธีเดินหน้าหาเสียงด้วยนโยบายในช่วงโค้งสุดท้ายนำหน้า การชูตัว “ผู้นำ” จึงมาถูกทิศถูกทางแล้ว

เหรียญมหามงคล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหรียญมหามงคล

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 11:25 น.
เหรียญมหามงคล,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,018 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันนี้มีเรื่องมหามงคลมาให้ทราบจากจดหมายของคุณ ‘อภิชัย’ ราชดำเนินเกี่ยวกับการจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4 พฤษภาคม 2562

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางมาแจ้งให้ทราบเพื่อพี่น้องประชาชนจะได้รีบจองด่วนก่อนหมดและขอบคุณที่กรุณาแจ้งข่าวนี้มา
อ๊อด เทอร์โบ

***

   เหรียญเฉลิมพระเกียรติมหามงคล
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีความคืบหน้าฝากผ่านมายังประชาชนชาวไทยเรื่องเหรียญที่ระลึกและเหรียญเฉลิมพระเกียรติในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ขอเรียนว่าเป็นเหรียญมหามงคลสมควรจะมีไว้ในภายภาคหน้า จะเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลาน ทราบว่าเปิดให้จองแล้วจะมีประชาชนไปเข้าคิวจองซื้อตั้งแต่ตี 5 จึงขอให้รีบจองด่วน ซึ่งผมขอสรุปความให้ทราบพอสังเขปดังนี้ครับ

กรมธนารักษ์เปิดให้จองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และเหรียญเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4 พฤษภาคม 2562

โดยมีประชาชนมาจองซื้อต่อเนื่องทั้งที่กรมธนารักษ์และธนาคารกรุงไทย ไปรษณีย์ไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิสในเซเว่นอีเลฟเว่น โดย ณ สิ้นวัน กรมธนารักษ์ระบุว่ามียอดจองเหรียญจากทุกช่องทางที่เปิดจำหน่ายทั้งสิ้นแล้วประมาณ 5% ของจำนวนเหรียญทั้งหมด เป็นเงิน 121 ล้านบาท
บรรยากาศการเปิดให้จองวันแรกจะมีคนมาเข้าคิวที่กรมธนารักษ์ไม่มากเท่ากับการจองเหรียญรอบที่ผ่านๆ มา เนื่องจากในครั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน กรมได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ไปรษณีย์ไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิสในเซเว่นอีเลฟเว่น

ทำให้มีจุดให้บริการเพื่อจองเหรียญทั่วประเทศมากกว่า 10,000 แห่ง รวมทั้งยังมีการจองในระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมธนารักษ์ ธนาคารกรุงไทย และไปรษณีย์ไทย อีกด้วย

ปีนี้มีจุดให้จองจำนวนมากขึ้นจึงทำให้เกิดการกระจายการจอง โดยตั้งแต่เปิดให้จองช่วงเช้าวันที่ 4 มีนาคม พบว่าคนมาจองธนาคารกรุงไทยมากสุด รองลงมาคือเคาน์เตอร์เซเว่นฯ กรมธนารักษ์ และไปรษณีย์ ซึ่งการเปิดให้จองเหรียญที่ระลึกในครั้งนี้ มีกำหนด 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม-4 เมษายน และสามารถรับเหรียญได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562

การจองเหรียญแพลทินัม ซึ่งมีราคาแพงที่สุดในราคา 1 ล้านบาท และมีการผลิตเป็นครั้งแรกในไทย พบว่าชั่วโมงแรกของการเปิดให้จองมีประชาชนที่สนใจจองมาเป็นหลักสิบเหรียญ และตลอดทั้งวันมียอดจองทั้งสิ้น 27 เหรียญ เป็นเงิน 27 ล้านบาท

เหรียญดังกล่าวนั้นไม่ได้จำกัดจำนวนจองแต่ทั้งหมดจะผลิตไม่เกิน 1,000 เหรียญเท่านั้น ดังนั้นหากยอดจองเต็ม 1,000 เหรียญ ก็จะเปิดรับจองทันที
ประชาชนที่สนใจจะสั่งจองเหรียญที่ระลึกในครั้งนี้ นอกเหนือจากเหรียญแพลทินัมที่ไม่มีกำหนดการจองแล้ว เหรียญที่ระลึกราคาอื่นกำหนด 1 คน 1 หมายเลขบัตรประชาชน ที่แสดงความเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่ทางราชการออกให้จองได้ 1 สิทธิ์ ดังนี้

1.เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเหรียญทองคำขัดเงา ราคาจำหน่ายเหรียญละ 40,000 บาท จองได้จำนวน 1 เหรียญ 2.เหรียญเงินขัดเงา ราคาจำหน่ายเหรียญละ 3,000 บาท จองได้จำนวน 1 เหรียญ 3.เหรียญโลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคาเหรียญละ 20 บาท จองได้ไม่เกิน 20 เหรียญ 4.เหรียญที่ระลึกเหรียญเงินรมดำพ่นทราย จำหน่ายราคาเหรียญละ 5,000 บาท จองได้จำนวน 1 เหรียญ และ 5.เหรียญทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ จำหน่ายราคาเหรียญละ 3,000 บาท จองได้จำนวน 1 เหรียญ

ผมจึงเรียนมาเพื่อพสกนิกรประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีได้ทราบ ณ โอกาสนี้ ครับ
  อภิชัย (ราชดำเนิน)

***

    เรื่อง ห้ามเขียนที่อยู่ติดบนกระเป๋า!!
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

หลายคนเวลาเดินทางมักชอบเขียนชื่อที่อยู่ติดกระเป๋า เพราะคิดว่าหากกระเป๋าหายอย่างน้อยก็มีชื่อที่อยู่ให้คนที่พบเจอส่งกลับได้ แต่รู้หรือไม่ว่าเราอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ขนยาเสพติดข้ามชาติได้ ซึ่งผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะเอายาเสพติดใส่กระเป๋าเราโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อเราผ่านจุดคนเข้าเมือง หรือเครื่องสแกนกระเป๋า เราก็อาจเป็นผู้บริสุทธิ์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการขนส่งยาเสพติดข้ามชาติโดยไม่ได้ตั้งใจ

สำหรับใครที่ชอบเดินทางไกลโดยเฉพาะเดินทางข้ามประเทศควรทราบ เพราะวันนี้ดิฉันมีข้อมูลดีๆ จากคุณมิ แอร์โฮสเตส สายการบินหนึ่ง มีคำแนะนำจากสายการบินที่ควรรู้มาฝาก 2 เรื่อง คือ

1.ห้ามเขียนที่อยู่ติดกระเป๋า เพราะเราอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ขนส่งยาเสพติดข้ามชาติโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้เขียนเฉพาะชื่อ เบอร์ติดต่อ และอีเมล เท่านั้น เพราะอย่างน้อยถ้ากระเป๋าเราหายหรือตกหล่นระหว่างการเดินทางคนที่พบเห็นก็สามารถติดต่อเราทางเบอร์โทร หรืออีเมลที่เราระบุไว้ได้

2.ห้ามทิ้งตั๋วเดินทางสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะบัตรที่นั่ง หรือบอร์ดดิ้งพาส จะมีบาร์โค้ค ผู้โดยสารบางคนคิดว่าเมื่อขึ้นเครื่องมาแล้ว บัตรที่นั่งก็ไม่มีความจำเป็นอาจจะทิ้งไว้ตามที่นั่งของเรา เชื่อไหมว่าเราอาจตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายได้ ถ้าผู้ก่อการร้ายนำบัตรที่นั่งของเราไปสแกนบาร์โค้ดก็จะทราบข้อมูลของเราทั้งหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องระวัง หากใครจะทิ้งแนะนำว่าให้มาทิ้งที่บ้าน หรือฉีกทำลายไม่ให้ตัวบาร์โค้ดสมบูรณ์

เห็นไหมคะว่าเรื่องบางเรื่องอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ เราไม่ควรมองข้ามนะคะ
  ขอบคุณค่ะ
วันทนา (ดอนเมือง)

  ตอบคุณ ‘วันทนา’ ดอนเมือง
จดหมายของคุณมีประโยชน์และเป็นคำเตือนที่น่ารับฟังและนำไปปฏิบัติเป็นการป้องกันเหตุร้ายจากมิจฉาชีพ ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วจะเดือดร้อนอย่างมากเพราะผิดกฎหมายร้ายแรง

ผมเองก็มีนามบัตรติดประเป๋าเดินทางเพราะกลัวกระเป๋าหายจะได้มีชื่อที่อยู่ติดอยู่ มีคนนำมาคืนซึ่งนึกไม่ถึงว่าจะมีอันตรายจากแก๊งยาเสพติด

รวมไปถึงบอร์ดดิ้งพาสด้วยเพราะปกติพอลงจากเครื่องแล้วก็ทิ้งลงถังขยะไปเลย

ขอบคุณสำหรับคำเตือนและข้อมูล ‘คุณมิ’ แอร์โฮสเตสที่มีความปรารถนาดีมายังผู้เดินทาง
      อ๊อด เทอร์โบ

คนเมืองโวย!นโยบายพรรค “ค่ารถถูกและดี” ยังไม่โดนใจ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนเมืองโวย!นโยบายพรรค “ค่ารถถูกและดี” ยังไม่โดนใจ?

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 11:16 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทีดีอาร์ไอ,รถเมล์,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,379 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

วินาทีนี้ “ปัญหาหนักอก” ของคนกรุงหรือคนอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ทั่วไทยคือ ค่าเดินทาง หรือค่าโดยสารรถสาธารณะ ซึ่งนับวันพุ่งกระฉูดจนเป็นรายจ่ายมากกว่าค่าอาหารหรือค่าข้าวแล้ว…

พรรคการเมืองที่หวังได้คะแนนโหวตมาเป็นรัฐบาลชุดต่อไป ต้องมีนโยบายแก้ปัญหานี้ให้โดนใจคนเมืองให้ได้ ไม่ใช่ราคาถูกแต่บริการแย่สกปรก หรือราคาแพงคุณภาพดีแต่จ่ายไม่ไหว !?!

ที่ผ่านมาระบบขนส่งสาธารณะประเทศไทย เช่น รถเมล์ รถราง รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า มีความล้าหลังและไม่ได้รับการสนใจพัฒนาจากรัฐบาลมากนัก เช่น โครงการสั่งซื้อรถเมล์แอร์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน มูลค่า 4 พันกว่าล้านบาท กำหนดส่งมอบตั้งแต่ปี 2561 สุดท้ายมีปัญหาฉ้อโกงทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด หรือการยกเลิกไม่ให้มีรถเอกชนแท็กซี่ การชะลอเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้าในเมือง ฯลฯ

ปัญหาเหล่านี้ล้วนทำให้คนเมืองถูกมัดมือชก จำใจควักกระเป๋าจ่ายค่ารถไฟฟ้าบีทีเอสหรือเอ็มอาร์ที หรือรถเมล์แอร์แสนแพง ถ้าวันไหนเงินหมดต้องก้มหน้ารอขึ้นรถเมล์ร้อนๆ รอนานเป็นชั่วโมงๆ แบบไม่มีทางเลือก

ที่ผ่านมา รัฐบาลทั้งจากพรรคการเมืองและจากค่ายทหาร ล้วนไม่ได้สนใจไยดีจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “ระบบขนส่งสาธารณะอย่างครบวงจร” มีแต่สนใจเข้าไปยุ่งกับงบก่อสร้างถนน งบซื้อรถไฟฟ้าเพิ่ม แล้วโยนภาระให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำโครงการประชานิยม รถไฟฟรี รถเมล์ฟรี ช่วยคนจน คนชรา ผู้พิการ ฯลฯ
เป็นแบบนี้มานานกว่า 10 กว่าปีแล้ว ยุคทักษิณ ต่อเนื่องมาถึง ยุคอภิสิทธิ์ ตามด้วยยุคทหารลุงตู่

หลายคนสงสัยว่า คนเมืองกรุงจ่ายค่ารถสาธารณะแพงแค่ไหน ?

ข้อมูลสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ศึกษาพบว่า คนกรุงกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 5 ล้านคน ไม่สามารถควักเงินจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น ผู้มีรายได้ 1-1.5 หมื่นบาท ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าตลอดสายต้องจ่ายเที่ยวละ 42 บาท แล้วถ้าต่อ 2 สายเพิ่มเป็น 84 บาท ไป-กลับเสียวันละ 168 บาท เดือนละกว่า 3,000 บาท ยังไม่รวมค่าวินมอเตอร์ไซค์หรือต่อแท็กซี่ในบางถนนอีกวันละเกือบร้อยบาท

ทำให้คนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อย จำใจขึ้นรถไฟฟ้าเฉพาะวันที่จำเป็นจริงๆ หรือรถติดมากๆ เท่านั้น ส่วนวันธรรมดาหันไปขึ้นรถเมล์แทน

ถ้าเจอเรื่องฉุกเฉินต้องขึ้นแท็กซี่ ก็ต้องควักแพงขึ้นไปอีก แถมเรียกยากเย็นแสนเข็ญ เปิดประตูถามหลายคันกว่าจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นรถ อ้างรถติด เติมแก๊ส ส่งรถไม่ทัน ฯลฯ

ทีดีอาร์ไอ ยังวิเคราะห์ไว้ว่าปัญหาคุณภาพและบริการของรถแท็กซี่ เกิดจาก “รายได้คนขับไม่เหมาะสม” หรือต่ำเกินไป บางคนหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือติดกระเป๋ากลับบ้านแค่ 300 กว่าบาทเท่านั้น จึงเสนอให้ปรับขึ้นค่าโดยสารอีกร้อยละ 10 เพื่อให้แท็กซี่เหลือเงินกลับบ้านไม่ต่ำกว่าวันละ 400-500 บาท หากเปรียบเทียบทั่วโลก เมืองไทยคิดค่าโดยสารต่อ 5 กิโลเมตร ต่ำสุดในโลก ประมาณ 66.50 บาท จีน 154 บาท ญี่ปุ่น 255 บาท อังกฤษ 353 บาท ถูกกว่ามาเลเซียร้อยละ 30 ถูกกว่าฟิลิปปินส์ร้อยละ 10

ส่วนค่ารถเมล์นั้น ข้อมูลจาก “โครงการศึกษาการพัฒนาความปลอดภัยและคุณภาพการให้บริการของรถโดยสารประจำทาง” กรมการขนส่งทางบกระบุว่า ค่าโดยสารรถเมล์ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าจ้างและค่าซ่อม ทำให้คุณภาพตกต่ำ จากการศึกษาต้นทุนรถเมล์แอร์ควรเพิ่มจาก 15 บาท เป็น 23 บาทต่อกิโลเมตร ส่วนรถเมล์ทั่วไป ปัจจุบันมีต้นทุนวันละ 5,000 บาท แต่มีรายรับไม่ถึงวันละ 4,000 บาท ขาดทุนสะสมทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่าพันบาท ทำให้ไม่สามารถมีงบประมาณมาพัฒนาเส้นทางหรือซื้อรถเมล์เพิ่มเติมได้

ปัญหาข้างต้น ทำให้คนกรุงปวดใจ ไม่รู้ว่าทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาถึงเมินเฉยไม่เคยสนใจไยดี ทุกๆ วันต้องเผชิญปัญหาขึ้นรถไฟฟ้าก็แพง รถเมล์ราคาถูกแต่ไม่มีรถให้ขึ้น แท็กซี่ก็เรียกยากไม่รับผู้โดยสาร วินมอเตอร์ไซค์ก็ขูดเลือดขูดเนื้อ ฯลฯ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 เครือข่ายภาคประชาชนได้ร่วมกันจัดงานเสวนา “ระบบขนส่งสาธารณะที่ทั่วถึง ปลอดภัยและทุกคนเข้าถึงได้” เชิญนักวิชาการ ตัวแทนผู้พิการ ตัวแทนผู้สูงอายุ ตัวแทนแรงงาน กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค มาร่วมกันคิดหาไอเดียหรือวิธีการที่จะช่วยแก้ไขการเดินทางของคนในเมืองใหญ่
เช่น ตัวแทนคนพิการ เสนอว่า การพัฒนาทางขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ชานต่ำ ไม่ได้ทำเฉพาะให้คนพิการ แต่ผู้สูงอายุ เด็ก คนป่วย ก็สามารถใช้ได้ด้วย ส่วนตัวแทนผู้สูงอายุเล่าถึงปัญหาการเข้าห้องน้ำที่สถานีรถไฟฟ้า ที่เป็นอุปสรรคในการเดินทาง บางครั้งต้องกลับบ้านไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับออกมาใหม่อีกครั้ง หรือป้ายรถเมล์อยู่ไกลเดินไม่ไหว ไม่มีรถโดยสารในซอยเปลี่ยว

ผลสรุปจากงานเสวนาพบว่า คนกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยล้วนเจอปัญหาเดียวกันคือ ระบบขนส่งสาธารณะไม่ทั่วถึง ราคาแพง หรือไม่ได้มาตรฐาน โดยมีความหวังกับรัฐบาลชุดต่อไปว่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาปรับปรุงให้ราคาถูกลง เข้าถึงได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น

“คม ชัด ลึก” สำรวจ “นโยบายด้านคมนาคม” ที่พรรคการเมืองนำมารณรงค์หาเสียงในช่วงนี้ พบว่า พรรคการเมืองใหญ่ๆ ยังขายฝันทั่วไป ไม่ได้กล่าวถึงนโยบายแก้ปัญหา อย่างเป็นรูปธรรมมากนัก ส่วนพรรคการเมืองเล็กๆ ก็เน้นหาเสียงไปในแนวประชานิยมของฟรีของถูก ตัวอย่างเช่น

พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ทำให้พรรคชูนโยบายพลังงานสะอาด หรือให้รถมีเครื่องกำจัดไอเสียดักเขม่า ด้วยมาตรการภาษีจูงใจและปรับรถโดยสารสาธารณะมาใช้ระบบไฟฟ้า โดยเปลี่ยนรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 5,000 คัน ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้าภายใน 7 ปี รูปแบบ “Smart Bus” รัฐจะช่วยตรึงราคาค่าโดยสารไว้เหมือนเดิม รถเมล์ไฟฟ้าทั้งระบบ ไร้ฝุ่น มลพิษ มีเส้นทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าและเรือ ส่วนแท็กซี่ปรับเป็น “Smart Taxi” ทำรถส่วนตัวที่มาให้บริการจากแอพพลิเคชั่นให้ถูกกฎหมาย

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้นำพรรคลงพื้นที่หาเสียงกับคนกรุงเทพฯ รับปากว่าจะพยายามเพิ่มระบบขนส่งมวลชนเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าให้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มรถโดยสารประจำทาง เพิ่มวินจักรยานยนต์รับจ้างและรถรับจ้างอื่นๆ

ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคถึงขนาดลงทุนนั่งขับรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าหาเสียงรณรงค์ให้รถขนส่งสาธารณะเป็นรถไฟฟ้า EV ทั้งหมด เพื่อลดฝุ่นควัน และให้ทันสมัย สะดวกสบายมากขึ้น พร้อมนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ไฟฟ้า รับส่วนลด 1 แสนบาท นอกจากนี้ยังมี “กองทุนรถแท็กซี่” ไม่ต้องเช่าแต่เป็นเจ้าของรถเอง เพิ่มโครงการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ สนับสนุนให้เปลี่ยนระบบขนส่งมวลชนเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด เช่น รถเมล์ไฟฟ้า แท็กซี่ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการประกาศหาเสียงด้วยนโยบายขนส่งไร้รอยต่อ โดยนำระบบคอมพิวเตอร์หุ่นยนต์เอไอมาช่วยแก้ปัญหาระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ และ “BANGKOK CARD” การ์ดใบเดียวใช้เดินทางได้ทั้งรถไฟฟ้า เรือ รถเมล์ พร้อมด้วยรถเมล์วิ่งตอนดึก มอเตอร์ไซค์รับจ้างปลอดภัยได้มาตรฐาน

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เสนอให้ปลี่ยนรูปแบบคมนาคมขนส่ง จากระบบถนนมาเป็นระบบรางด้วยรถไฟเป็นหลัก จะเร่งสร้างรางรถไฟครอบคลุมทั่วประเทศไทย และพัฒนาขนส่งระบบรอง เช่น รถบัส หรือ รถมินิบัส เชื่อมต่อชุมชนกับขนส่งมวลชนหลักอย่าง สถานีรถไฟและสนามบิน นอกจากนี้ยังเสนอนโยบายสร้างระบบรางขนส่งไฮเปอร์ลูป หรือระบบที่ยานพาหนะเคลื่อนที่ในอุโมงค์สุญญากาศด้วยแรงขับแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้รวดเร็วกว่ารถไฟความเร็วสูง ใช้พลังงานเพียงร้อยละ 15 ของระบบเดิม และใช้งบประมาณน้อยกว่าครึ่ง

ส่วนพรรคเล็กที่มีนโยบายด้านนี้ชัดเจนได้แก่ พรรคประชานิยม พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ หัวหน้าพรรค เสนอวิธีแก้ปัญหารถเมล์ด้วยคำสัญญาว่าจะเพิ่มรถโดยสารปรับอากาศเอ็นจีวี จำนวน 1 หมื่นคัน และเปลี่ยนค่าโดยสารรถปรับอากาศเหลือเพียง 10 บาทตลอดสาย และ 40 บาทตลอดวัน

รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงนโยบายขนส่งมวลชนว่า เมืองใหญ่ที่ดีต้องมีพื้นที่ถนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 เพื่อช่วยการเดินทางให้สะดวกสบาย เมืองหลวงกรุงเทพฯ มีพื้นที่ถนนแค่ร้อยละ 3.76 เท่านั้น วิธีการที่เสนอให้รัฐบาลใหม่ไปลองคิดทำ คือ เพิ่มพื้นที่ถนนโดยใช้ที่ดินของรัฐ เช่น พื้นที่ของหน่วยงานทหารที่มีอยู่จำนวนมาก จะช่วยให้มีพื้นที่ถนนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15

“นโยบายทุกพรรคตอนนี้​ยังขาดทิศทางการพัฒนาประเทศ​ในด้านระบบคมนาคมขนส่งและจราจร​ ถ้าไม่มีเป้าหมายว่าประเทศจะเป็นอะไรในอนาคต​ ก็ตั้งแนวทางพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและจราจรไม่ได้​ เช่น ถ้ากำหนดว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางการเงินการธนาคารของอาเซียน​ ก็มีแนวพัฒนาระบบขนส่งแตกต่างจากเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาลระดับโลก นโยบายตอนนี้เหมือนจับแพะชนแกะ​ พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายด้านนี้ละเอียดที่สุด​ แยกเป็นประเภทการคมนาคมต่างๆ​ แต่ยิ่งละเอียดก็ยิ่งเห็นชัดว่าไม่มีทิศทาง​ สะเปะสะปะ​ เอาทุกอย่างทั้งเชื่อมโยงระหว่างประเทศ​ ศูนย์กลางขนส่งสินค้า​ รถไฟทางคู่​ รถไฟฟ้าความเร็วสูง​ ท่าเรือ​ สนามบิน​ แต่ไม่มีเป้าหมายหลักชัดเจน”

รศ.ดร.พนิต วิเคราะห์ต่อว่า ตอนนี้ทุกพรรคพูดถึงโครงสร้างขนาดใหญ่และขนาดใหญ่พิเศษ​ เช่น​ มอเตอร์เวย์ ถนนสายหลัก​ รถไฟความเร็วสูง​ รถไฟทางคู่​ ท่าเรือน้ำลึก​ สนามบินนานาชาติ​ แต่ปัญหาหลักของคนไทยคือเส้นทางสายรอง​ ทั้งถนนสายรอง​ รถไฟสายรอง​ การเดินทาง การขนส่งในลำคลองต่าง​ๆ​ หรือสนามบินภายในประเทศ​ นโยบายเหล่านี้หายไปเพราะอยากเน้นสร้างไทยให้เชื่อมกับโลก​ แต่ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่หรือเส้นทางสายหลักก็ยังเชื่อมโยงกับศูนย์กลางต่างๆ​ รวมถึงเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐในเมืองใหญ่ไม่ได้ตามเดิม​ สรุปคือเน้นช่วยคนรวยหรือคนมีโอกาส​อยู่แล้ว แต่คนในชนบทยังไม่มีโอกาสเช่นเดิม
สอดคล้องกับ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผอ.การวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ กล่าวยอมรับว่า พรรคการเมืองเน้นหาเสียงด้านการลงทุน เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือระบบรถไฮเทคบางประเภท แต่ไม่ได้กล่าวถึงอัตราค่าโดยสาร

“สิ่งที่ควรทำเร่งด่วนคือ แก้ปัญหาราคารถเมล์และคุณภาพ เพราะเป็นสิ่งที่คนเมืองต้องการ ปรับราคารถเมล์สูงขึ้นสักนิดแล้วเพิ่มบริการให้ดีขึ้น มีป้ายรถเมล์มากขึ้น ที่สำคัญคือ ควรทำตั๋วรถโดยสารแบบรวมกัน รถไฟฟ้าไม่ควรราคาเกิน 15–30 บาทตลอดสาย ส่วนค่ารถเมล์ที่เหมาะสมประมาณ 12-15 บาท ไม่ควรเกิน 20 บาทตลอดสาย”

ขณะที่ตัวแทนคนขี่จักรยาน “วิเศษ คุณฤทธิพงศ์” มูลนิธิกองทุนไทย เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวในการเสี่ยงอันตรายว่าสุดแสนลำบาก ขี่ในถนนซอยก็โดนรถยนต์บีบแตรไล่ ออกมานอกถนนก็โดนรถเมล์เบียด ส่วนทางจักรยานก็โดนมอเตอร์ไซค์หรือหาบเร่แผงลอยยึดเอาไป

“ทั้งที่รัฐบาลรณรงค์ลดเลิกใช้รถยนต์ ลดโลกร้อน ลดฝุ่นพิษ แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองไหนเสนอนโยบายเรื่องเส้นทางจักรยาน หรือให้ลดการไปทำงานที่ออฟฟิศ เปลี่ยนเป็นทำที่บ้านแทน”

“รสนา โตสิตระกูล” แสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนว่า คนกรุงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมากมานานแล้ว จะนั่งรถไฟฟ้าก็แพง ไม่รู้จะเอารถยนต์ไปจอดที่ไหน จะขึ้นรถเมล์ก็ไม่ทันนัดหมาย ต้องเดิน 3 กิโลกว่าจะเจอป้าย ปัญหาเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน

          “เพราะฉะนั้นคนในชุมชนต้องออกมารวมตัวช่วยกันคิดว่าจะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ตัวเองอย่างไร กำหนดทิศทางด้วยตัวเอง เชื่อมโยงกับภาครัฐ พวกเรามีสิทธิ เพราะเป็นคนจ่ายเงินภาษี อย่าปล่อยให้นักการเมืองหรือรัฐมีอำนาจฝ่ายเดียว อำนาจต้องกลับมาอยู่ที่ประชาชน คนไทยไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีอำนาจอย่างไรบ้าง ถ้าไม่รวมตัวกันก็จะไม่มีอำนาจต่อรองในการสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ”

ความคิดเห็นข้างต้น นับเป็นการสรุปวิธีการแก้ปัญหาสะสม “ระบบการขนส่งสาธารณะ” ที่เกิดมาเนิ่นนานในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ทั่วประเทศไทยเป็นอย่างชัดเจน

ห้วงเวลาไม่กี่วันข้างหน้านี้ เป็นโอกาสอันดีที่ผู้ลงคะแนนเสียงในแต่ละเขตเลือกตั้ง จะนัดรวมตัวกันเพื่อใช้ “อำนาจ” ของตัวเอง เสนอระบบขนส่ง “ค่ารถถูกและดี” ให้โดนใจ ร่วมกันออกแบบเสร็จแล้วเสนอไปยังนักการเมืองในท้องถิ่นนั้นได้ทันที ช่วยกันหาวิธีการต่อรองกับพรรคการเมือง ให้รู้ว่าคะแนนเสียงมีค่า อยากได้ต้องมีนโยบายเหล่านี้ตอบแทนกลับมา

หากพรรครับปากแล้ว ขายนโยบายสำเร็จแล้ว สุดท้าย ชาวบ้านในเขตเลือกตั้งจะเป็นคนติดตามเองว่าได้ผลมากน้อยเพียงไร หรือเป็นเพียงนโยบายกลเม็ดหาเสียงลอยลม

ขอให้อย่าลืมไปว่า “อำนาจ” ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ยังคงอยู่ในมือประชาชน

สังเวียนชากังราว “ค่ายวราเทพ” ชน “ค่ายหมอปรีชา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังเวียนชากังราว “ค่ายวราเทพ” ชน “ค่ายหมอปรีชา”

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 11:05 น.
สังเวียนเลือกตั้งวช้างชนช้าง
เปิดอ่าน 635 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้งว..ช้างชนช้าง 

 ตำนานการเมืองกำแพงเพชร หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า 40 ปีที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ชนะยกจังหวัด 2-3 สมัยติดต่อกัน ซึ่งต้องให้เครดิต “เสนาะ พึ่งเจียม” ผู้รับเหมาก่อสร้างเมืองขาณุวรลักษบุรี และ “นพ.ปรีชา มุสิกุล” ที่สร้างฐานสมาชิกพรรค ปชป.ให้เติบใหญ่

“นพ.ปรีชา” เป็นชาวนครปฐม แต่มารับราชการที่ รพ.กำแพงเพชร ตั้งแต่หนุ่มๆ และเปิดคลินิก “หมอปรีชา” รับใช้ชาวชากังราว จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ปี 2518 หมอปรีชาลาออกจากราชการ ลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้เป็นผู้แทนฯ สมใจ จากวันนั้นถึงวันนี้ หมอปรีชา เป็น ส.ส.กำแพงเพชรมา 11 สมัยแล้ว

หมอปรีชากับ สุขวิชาญลูกชาย 

ปี 2526 “เรืองวิทย์ ลิกค์” เจ้าของหมู่บ้านจัดสรร และ ส.จ.เขต อ.เมืองกำแพงเพชร ก้าวลงสนามใหญ่ในสีเสื้อกิจสังคม พร้อมสโลแกน “ใจถึง พึ่งได้ พบง่าย ใช้คล่อง” และได้เป็น ส.ส. ร่วมกับหมอปรีชา ค่าย ปชป.

กระทั่ง “วราเทพ รัตนากร” ทายาทกำนันคนดังและเจ้าของกิจการรับซื้อพืชไร่รายใหญ่แห่งขาณุฯ คว่ำเสนาะ พึ่งเจียม ได้เป็น ส.ส. จากนั้น วราเทพจับมือกับเรืองวิทย์ ผนึกกำลังสร้างกลุ่มการเมืองให้เป็นปึกแผ่น ทำให้เมืองกล้วยไข่แบ่งเป็น 2 ขั้วคือ “กลุ่มวราเทพ” กับ “กลุ่มหมอปรีชา” ที่แข่งขันกันมาแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน

“ไผ่ ลิกค์”

เลือกตั้ง 2562 กำแพงเพชร มี 4 เขตเลือกตั้ง แต่เขต 1 และเขต 2 เป็นสงครามตัวแทนระหว่าง “เรืองวิทย์-วราเทพ” ที่ย้ายจากเพื่อไทยมาพลังประชารัฐ กับ “กลุ่มหมอปรีชา” ค่าย ปชป. ที่คู่คี่สูสีมาก

เขต 1 อ.เมืองกำแพงเพชร (ยกเว้น ต.สระแก้ว และ ต.ไตรตรึงษ์) “ไผ่ ลิกค์” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร อาศัยฐานเสียงเดิมของพ่อ เรืองวิทย์ ลิกค์ ต้องแข่งกับเด็กในคาถาของ “หมอปรีชา” คือ “ธิติ มหบุญพาชัย” ลูกชายเจ้าของวิทยาลัยอาชีวศึกษาภักดีพณิชยการและเทคโนโลยี จากประชาธิปัตย์

“ธิติ มหบุญพาชัย” เขต 1 ชน “ไผ่ ลิกค์”

มีข้อน่าสังเกต “ไผ่ ลิกค์” ไม่ได้ขายนโยบายพรรคหรือชูแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ หากแต่ขายความเป็นลูกชายของเรืองวิทย์ อดีต ส.ส. 9 สมัยเมืิองชากังราว เพื่อลดกระแสต้านจากคนเสื้อแดง

ที่น่าสนใจ ในเขตเทศบาลเมืองกำแพงเพชร กระแสพรรคอนาคตใหม่ค่อนข้างแรง และอาจทำให้คนเสื้อแดงบางปีกเทคะแนนไปให้พรรคส้มหวาน ดังนั้น วงการต่อรองที่บอกว่า ไผ่ ลิกค์ ขี่เด็กหมอปรีชา ก็ไม่แน่เหมือนกัน

“ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์”  นำทีมกำแพงเพชร พลังประชารัฐ 

เขต 2 อ.โกสัมพีนคร, อ.พรานกระต่าย, อ.ลานกระบือ, อ.ไทรงาม (เฉพาะ ต.มหาชัย ต.หนองคล้า ต.หนองทอง และ ต.พานทอง) และ อ.เมืองกำแพงเพชร (เฉพาะ ต.สระแก้ว) “หมอปรีชา” แชมป์เก่าสมัยที่แล้ว ไม่ลง ส.ส.เขต หลบไปอยู่ปาร์ตี้ลิสต์ โดยส่งลูกชาย “สุขวิชาญ มุสิกุล” ลงสนามชนกับ “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ค่ายพลังประชารัฐ

ปี 2554 “สุขวิชาญ” ลูกหมอปรีชา ลงเขต 1 แพ้ไผ่ ลิกค์ จึงย้ายมาเขต 2 ส่วน “กำนันตู้” สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ที่เคยลงเขต 2 สมัยที่แล้ว แพ้หมอปรีชาแค่ 1,800 คะแนน ขยับไปอยู่บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ลงหาเสียงช่วยไวพจน์อีกแรงหนึ่ง

          ไวพจน์รู้ตัวดีว่า เมื่อย้ายจากเพื่อไทย จะต้องเจอกระแสคนเสื้อแดงแอนตี้ จึงใช้กลยุทธ์ขาย “ตัวบุคคล” ขายความเป็นไวพจน์ ที่ช่วยเหลือชาวบ้านมายาวนาน 

ศึกเลือกตั้งหนนี้ “วราเทพ รัตนากร” มีเดิมพันสูง และต้องนำพา “กลุ่มกำแพงเพชร” เข้าสภาให้ได้ทั้ง ส.ส.เขต 4 คน และบัญชีรายชื่อ 2 คน

          หมอปรีชาจะซ้ำรอยปี 2548 หรือเปล่า…ปชป.สอบตกยกจังหวัด คืนสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตร ต้องสู้ด้วยดาบปลายปืนอย่างแน่นอน

สมาชิกวุฒิสภาใน’กรุ’คสช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364781?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมาชิกวุฒิสภาใน’กรุ’คสช.

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 10:25 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กป้อม,คสช,สมาชิกวุฒิสภา
เปิดอ่าน 595 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…พลซุ่มยิง

250 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไม่ใช่แค่ตัวช่วยปูทางการกลับเข้ามามีอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นเสาค้ำบัลลังก์รัฐบาลในอนาคตตามที่คาดการณ์ไว้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ด้วยภาพลักษณ์โดดเด่น ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนและการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ

ข้อครหา ‘สืบทอดอำนาจ’ จากฝ่ายการเมืองเด่นชัดขึ้นหลัง ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยอมรับว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้นั่งเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาส.ว. และไม่ขอเปิดเผยรายชื่อผู้เข้าร่วมอีก 9-12 คน ที่จะทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจำนวนไม่เกิน 400 คน และส่งให้ คสช. เคาะชื่อให้เหลือ 194 คน

ก่อนจะนำมารวมกับอีก 6 คนที่จะมาทำหน้าที่โดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีส.ว.อีกส่วนที่มาจากการเลือกกันระหว่างกลุ่มอาชีพ 10 กลุ่ม โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบอิสระ และองค์กรเสนอชื่อ จำนวน 200 คน ก่อนส่งให้ คสช.เลือกอีกเช่นกันให้เหลือ 50 คน

คณะกรรมการสรรหาส.ว.ชุดดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นแค่เพียง ‘พิธีการ’ เพราะคสช.มีรายชื่อทั้ง 194 คน ไว้ในใจแล้ว โดยเฉพาะสัดส่วนอดีตนายทหารและตำรวจ คาดว่าน่าจะมีชื่อ “บิ๊กกี๋” พล.อ.นพดล อินทรปัญญา สนช. เพื่อนรัก “บิ๊กป้อม” หลังเคยรวบรวมรายชื่อสมาชิกสนช. จำนวนหนึ่ง ยื่นฟ้องศาลปกครองกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติให้สนช. ยื่นและเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

รวมทั้งคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร อีกหลายคน พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ พล.อ.วลิต โรจนภักดี พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. พล.ร.อ. ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ส่วนเพื่อนเตรียมทหาร(ตท.) รุ่น 12 ของพล.อ.ประยุทธ์ คาดว่าจะมีชื่อเป็น ส.ว. อาทิ พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมทั้ง พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน อดีตผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ตท.10 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ตลอดจนถึง พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พล.อ.สกล ชื่นตระกูล อดีตแม่ทัพภาค 4 พล.ท.พจุณ ตามประทีป อดีตทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม อดีตเลขา สมช.
นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนของทหารที่กำลังเกษียณราชการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดยคาดว่า “บิ๊กเจอร์รี่” พล.อ.ธนเกียรติ ชอบชื่นชม ผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย น้องรักของพล.อ.ประวิตร อีกคน จะมีชื่อเป็น ส.ว.

การรณรงค์ผ่านการหาเสียงของหลายพรรคการเมือง ขอให้ประชาชนต่อต้าน 250 ส.ว. ที่จะเข้ามาโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เหมือนตุนคะแนนไว้ให้ พล.อ.ประยุทธ์

พล.อ.ประยุทธ์ เคยระบุถึงข้อครหาดังกล่าวว่า การเสนอชื่อนายกฯ ขึ้นมา เป็นเรื่องที่ต้องเสนอร่วมกันทั้งสองสภา ซึ่งส.ว.มีอำนาจแค่ตรงนี้ เป็นการแก้ปัญหากรณีที่พรรคนี้ได้ แต่พอเสนอชื่อขึ้นมาแล้วพรรคอื่นไม่ยอมรับก็จะมีความขัดแย้งกันต่อไป จึงต้องหาวิธีการปลดล็อกตรงนี้

ทั้งนี้ ส.ว.ยังต้องเข้าไปต่อกรกับพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม คสช. ที่ประกาศจะรื้อแผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของคสช.ทั้งระบบหากมีอำนาจ เนื่องจาก ส.ว.มีหน้าที่โดยตรง ในการติดตาม ผลักดันแผนดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังกำหนดให้ ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ที่สำคัญส.ว.ยังมีอำนาจตรวจสอบนักการเมืองโดยการรวบรวมสมาชิกให้ได้ตามที่กำหนดร้องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการสิ้นสุดการเป็นสมาชิกภาพ ว่าขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ การตรวจสอบการเสนอ แปรญัตติ รวมถึงการกระทำใดของคณะรัฐมนตรี( ครม.) เกิดความเสียหายแล้วไม่ยับยั้ง สามารถร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้ ครม. พ้นจากตำแหน่งไปทั้งครม

การเพิ่มอำนาจให้ส.ว.โหวต ‘นายกรัฐมนตรี’ จะเป็นที่ยอมรับของประชาชนหรือไม่ หากคนที่ได้รับเลือกอาจไม่ได้มาจากพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

ปอกเปลือก “พงศกร” โยง “ปิยบุตร” ซ้ายใหม่ รอล้างมรดก คสช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปอกเปลือก “พงศกร” โยง “ปิยบุตร” ซ้ายใหม่ รอล้างมรดก คสช.

วันที่ 7 มีนาคม 2562 – 09:36 น.
พรรคอนาคตใหม่,พงศกร รอดชมภู,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พลทพงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,พลทพงศกร รอดชมภู,รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,การเมือง,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 3,820 ครั้ง

เส้นทางสายสีเขียวของ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ไม่ธรรมดายังไง ถึงได้มาอยู่ในบัญชีรายชื่อ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลำดับต้นๆ

000 อุณหภูมิการเมืองร้อนระอุไม่แพ้อากาศยามเที่ยงวัน เพราะมีคดีฟ้องร้องกันมากมาย เนื่องจากสื่อโซเชียลเข้ามามีบทบาทอย่างสูงใน สงครามเลือกตั้ง” ครั้งนี้ ข่าวเท็จแพร่ระบาดหนัก เปรียบเหมือน “ใบปลิวเถื่อนออนไลน์”

000 ล่าสุด พล.ท.พงศกร รอดชมภู” รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกดำเนินคดีแชร์ข่าวปลอมบนบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเนื้อข่าวที่แชร์ระบุว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ‘เบิกงบกาแฟแก้วละ 12,000 บาท’ ซึ่ง “ดร.โหน่ง” หรือ พล.ท.พงศกร ได้ลบออกไปหลังทราบว่าเป็นข่าวปลอม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกฎหมาย คสช. ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

พล.ท.พงศกร รอดชมภู

000 หลายคนกังขา นายทหารที่เคยดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ” (สมช.) เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบที่มาของข่าวชิ้นนั้นก่อน นี่น่ะหรือ…ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลำดับต้นๆ ก่อนหน้านี้ รองหัวหน้าพรรคส้มหวานก็แสดงความเห็นแปลกๆ ไม่สมราคามันสมองของพรรค

000 ย้อนไปดูเส้นทางสายสีเขียวของ พล.ท.พงศกร รอดชมภู เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 14 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ. แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไร ปี 2551-2553 พล.ท.พงศกร ยังเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ กองบัญชาการทหารสูงสุด นั่งตบยุงรอวันเกษียณอายุราชการ แต่ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับได้ตำแหน่งรองเลขาธิการ สมช. สร้างความประหลาดใจให้แก่คนในหน่วยงานความมั่นคงอย่างมาก โดยทำงานร่วมกับ “เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ที่เป็นคนวงใน “ชินวัตร”

000 ถ้าเป็นสมัยสงครามเย็นช่วงท้ายๆ เสธ.โหน่ง หรือ ดร.โหน่ง น่าจะอยู่ใน “กลุ่มทหารประชาธิปไตย” เพราะมีแนวคิดไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และต้องการนำกองทัพออกจากการเมือง ฉะนั้น “ดร.โหน่ง” จึงเป็นนายทหารคนเดียวที่ลงนามไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 2549 ร่วมกับนักวิชาการปีกต้านเผด็จการ ตามมาด้วยการเข้าร่วมลงชื่อกับ “เครือข่ายสันติประชาธรรม” เรียกร้องหยุดให้ท้ายพันธมิตรฯ หยุดนำประเทศไปสู่อนาธิปไตยและการรัฐประหาร เมื่อปี 2551

000 ด้วยเหตุนี้ “ดร.โหน่ง” จึงสนิทสนมกับนักวิชาการหัวก้าวหน้า โดยเฉพาะคณะนิติราษฎร์ ดังนั้น เมื่อ ปิยบุตร แสงกนกกุล” ชักชวนมาร่วมกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ดร.โหน่ง จึงตอบรับทันที อีกประการหนึ่ง นายทหารคนนี้ มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบกลางซ้ายหรือสังคมนิยมประชาธิปไตย เหมือนกับเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ที่เรียนจบกฎหมายจากฝรั่งเศส และซึมซับความคิดพวกปีกซ้ายมาเยอะ

ปิยบุตร แสงกนกกุล

000 หลายปีก่อน คนเสื้อแดงที่หลบภัยในอยู่ใน สปป.ลาว พูดกันอึงมี่เรื่อง “สวนยางพารา” ของนักธุรกิจไทยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งพักพิงของแดงฮาร์ดคอร์ และนักธุรกิจคนนี้ “สุรชัย แซ่ด่าน” เคยพูดผ่านยูทูบว่าเป็น นายทุนก้าวหน้า” อันสอดคล้องกับแนวคิด “กลุ่มแดงเก่า” (อดีตสมาชิก พคท.สาย-ธง แจ่มศรี) ที่เคยเสนอคำขวัญ “ทุนก้าวหน้า ดีกว่าอำมาตย์ล้าหลัง”

ธนาธรปราศรัยที่ปัตตานี จะถอนทหารออกจากชายแดนใต้

000 วันนี้ กลุ่มแดงเก่าประกาศหนุนพรรคการเมืองของ “นายทุนก้าวหน้า” คนนั้น และระดมพลฝ่ายซ้ายเก่า ออกหาเสียงช่วยพรรคที่ก้าวหน้าที่สุด ทั้งในเขตเมืองและชนบท พร้อมยกย่องว่า “นายทุนชาติ” คนนี้แหละที่จะมาสานต่อเจตนารมณ์ 2475 ของคณะราษฎร์

000 ชักเละ ไม่รู้ใครปล่อยข่าว สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ไปคุยกับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ ทำเอาโฆษกพรรคต้องออกมาแก้ข่าวว่า “สงคราม” ไม่ได้เจอกับ “สุริยะ” มาเป็นสิบปีแล้ว พร้อมย้ำว่า “เราจะเป็นพรรคฝั่งประชาธิปไตย”

สงคราม กิจเลิศไพโรจน์

000 อันที่จริง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กับ “จตุพร พรหมพันธุ์” เป็นนักเลือกตั้งคนละสายพันธุ์ แต่หลังรัฐประหาร 2557 “ยงยุทธ ติยะไพรัช” หรือ “ยุทธ แม่จัน” ผู้มากบารมีแห่งเชียงราย กลายเป็น “แกนนำ” คนสำคัญของ นปช. โดยไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เนื่องจาก“ยงยุทธ” จะมาประจำการอยู่ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว จัดรายการทีวีชื่อ “ฉุกคิด” ทำให้ “ยงยุทธ” มาผูกพันกับ “ตู่ จตุพร” มากขึ้น

ยงยุทธ ติยะไพรัช

จตุพร พรพมพันธุ์

000 เมื่อมาก่อร่างสร้างพรรคเพื่อชาติ “ยุทธ แม่จัน” กับ “ตู่ จตุพร” ก็เดินไปด้วยกัน ท่ามกลางอาการระแวงแคลงใจจากแกนนำ นปช.อีกฟากหนึ่งที่ไปอยู่พรรคไทยรักษาชาติ และในที่สุด สองคนนี้ก็เกิดรอยร้าวลึกในหัวใจ นี่คือปมที่มาของความวุ่นวายในพรรคเพื่อชาติ

สงคราม ยงยุทธ จตุพร ในวันปราศรัยใหญ่

000 เชื่อกันว่า หากพรรคไทยรักษาชาติ ประสบอุบัติเหตุคดียุบพรรค ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อชาติ สายเหนือที่ ยุทธ แม่จัน” รับผิดชอบ จะได้รับอานิสงส์เต็มๆ อย่างเช่น แพร่ เพชรบูรณ์ และพิจิตร แต่พรรคเพื่อชาติสายอีสาน จะไม่ได้อะไรเลย เหตุผลเพราะคนชื่อ “ตู่” เป็นผู้รับผิดชอบ