แชร์ข่าวมั่ว..คะนองโพสต์เอาฮาระวังคุก!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365169?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แชร์ข่าวมั่ว..คะนองโพสต์เอาฮาระวังคุก!

วันที่ 11 มีนาคม 2562 – 12:38 น.
สายตรวจระวังภัย,แชร์มั่ว,เฟซบุ๊ก
เปิดอ่าน 1,392 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เป็นที่ฮือฮาสนั่นโลกออนไลน์ ไม่แพ้อุณหภูมิเดือดเรื่องการเมืองในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นจะไม่พ้นเรื่องเสี่ยล้งทุเรียนประกาศหาคู่ให้ลูกสาวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว จนสื่อกระแสหลักต้องนำมาเล่นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ และยังออกข่าวโทรทัศน์ทุกสำนัก แต่เพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามบานปลายจนกลายเป็นทำผิด กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ก็อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องออกมาเตือนการโพสต์แนวสีสันบนโลกโซเชียลมีเดียว่า สิ่งที่โพสต์ต้องเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่จริงอาจถูกดำเนินคดี อย่านึกสนุก และคึกคะนองโพสต์เพียงอย่างเดียว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. ได้อธิบายถึงกรณีที่ นายอานนท์ รถทอง เสี่ยล้งทุเรียนชาวชุมพร ได้ประกาศหาคู่ให้ น.ส.กาญจน์สิตา รถทอง ลูกสาวคนสุดท้องผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “อานนท์ รถทอง” ว่า โดยส่วนตัวแล้วมองเรื่องนี้เป็นสีสันบนโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อมีการประกาศหาคู่พร้อมธุรกิจทุเรียนและเงินทุนอีก 10 ล้านบาท จึงทำให้ชายไทยบางกลุ่มเกิดความหวังที่จะพบรักกับหญิงสาว ที่มีเงินมีทอง และยังมีพ่อตาเป็นฝ่ายอุปถัมภ์ให้ แต่อยากจะฝากเตือนไว้ว่า ถ้ามีคนที่คิดอยากจะโพสต์ในลักษณะแบบนี้อีก ถ้าการโพสต์ออกมาแล้วเกิดเป็นเท็จ หรือมีเจตนาบิดเบือน ส่งผลทำให้ประชาชนเกิดความเสียหาย ก็อาจจะสุ่มเสี่ยงกับการถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ได้

“ถ้าใครจะสร้างสีสันก็ขอให้พิจารณาคดีก่อนว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง นึกสนุกคึกคะนองโพสต์ออกมาแล้วเกิดความเสียหายกับประชาชน จะถูกดำเนินคดีแน่นอน ซึ่งจะมาบอกทีหลังว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ได้ โดยอัตราโทษค่อนข้างหนักคือ ม.14(1) ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 อัตราโทษจำคุกไม่เกิด 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวย้ำ

อีกสาเหตุหนึ่งที่ตำรวจต้องออกมาเตือนประชาชนถี่ๆ เกี่ยวกับการโพสต์หรือแชร์เรื่องราวต่างๆ บนโลกโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ ก็เพราะมีการนำเรื่องเท็จ ข่าวปลอม มาปล่อยเผยแพร่ตามช่องทางของสื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เกิดความสับสนวุ่นวายต่อบ้านเมือง ภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับเพจเฟซบุ๊กของกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ก็ได้โพสต์เรื่องราวเตือนประชาชนเช่นเดียวกัน ว่า อย่าหลงเชื่อข่าวมั่ว ข่าวปลอม ที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า ระวัง การนำข้อมูลปลอม ข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการปลอมทั้งหมด หรือแค่บางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การแชร์ หรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จเหล่านั้น ล้วนมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ พร้อมยกตัวอย่างของการกระทำที่เข้าข่ายความผิดในมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ได้แก่ 1.โพสต์ข้อมูลปลอม ทุจริต หลอกลวง เช่น ข่าวปลอม โฆษณาธุรกิจลูกโซ่ที่หลอกลวงเอาเงินลูกค้า และไม่มีการส่งมอบของให้จริง เป็นต้น มีความผิดตามมาตรา 14(1) 2.โพสต์ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับความมั่งคงปลอดภัย มีความผิดตามมาตรา 14(2) 3.โพสต์ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ก่อการร้าย มีความผิดตามมาตรา 14(3) 4.โพสต์ข้อมูลลามก ที่ประชาชนเข้าถึงได้ มีความผิดตามมาตรา 14(4) และ 5.เผยแพร่ ส่งต่อข้อมูล ที่รู้แล้วว่าผิด เช่น กดแชร์ข้อมูลที่มีเนื้อหาเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีนี้ก็ถือว่ามีความผิด จะมีความผิดตามมาตรา 14(5)

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ

การกระทำในลักษณะดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากส่งผลต่อบุคลใดบุคคลหนึ่ง ในลักษณะที่เป็นการหมิ่นประมาท กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่จะเป็นความผิดฐาน “หมิ่นประมาท” หรือ “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 แทน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งในกรณีอย่างหลังนี้สามารถยอมความกันได้ ฉะนั้นตั้งสติก่อนแชร์ พิจารณาก่อนโพสต์ ฮาแต่จะเสี่ยงคุกก็ไม่ไหวนะจะบอกให้..!!​

กทม.เขต 13 ไอติม-ปุ๊น วัดพลังคนรุ่นใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365133?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กทม.เขต 13 ไอติม-ปุ๊น วัดพลังคนรุ่นใหม่

วันที่ 11 มีนาคม 2562 – 11:05 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,พรรคประชาธิปัตย์,ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน,ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ,พรรคเพื่อไทย,พริษฐ์ วัชรสินธุ์,ไอติม,ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส
เปิดอ่าน 1,322 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

 สนามกทม. เป็นสมรภูมิรบที่สีสันจัดจ้าน แม้ภาพรวมฝ่ายพรรคใหญ่สีฟ้าประชาธิปัตย์จะยังคงดี แต่ถ้าวัดตัวๆ บางเขตก็สูสีคู่คี่ โดยเฉพาะที่เขต 13 บางกะปิ-วังทองหลาง

สำหรับเขตนี้ในปีนี้เปลี่ยนจากปี 2554 จากเขต 13 บางกะปิ มาเป็นเขต 15 บางกะปิ แถมยังเพิ่มเขตวังทองหลาง (เฉพาะแขวงพลับพลา) เข้ามาด้วย

คงจำได้ครั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ชนะมา 37,260 คะแนน ส่วนภักดีหาญส์ หิมะทองคำ จากพรรคเพื่อไทยได้มา 32,737 มาปีนี้ฝ่ายเจ้าถิ่นขยับไปลงบัญชีรายชื่อ ขณะที่คู่แข่งฝ่ายแดงย้ายไปอยู่กับพรรคสีชมพู “ชาติไทยพัฒนา”

แต่คะแนนที่ทั้งคู่เคยทำไว้ทำให้น่าคิดว่างวดนี้ถ้าจับกระแสดีๆ ไม่แน่อาจมีพลิก ยิ่งดูหน้าตาตัวแทนจากทั้ง 2 พรรคแล้ว ต่างก็เป็นคนรุ่นใหม่หน้าใหม่ที่เหมือนตั้งใจจับมาชนกันชัดๆ

ฝ่ายสีฟ้าเบอร์ 8 พริษฐ์ วัชรสินธุ์ (ไอติม) อายุ 25 ปี จากกลุ่ม New Dem พรรคประชาธิปัตย์ อาจดูได้เปรียบอีกฝ่าย ตรงที่เป็นหลานชายอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ช่วงแรกๆ สื่อมวลชนฮือฮาให้พื้นที่กับเขาชนิดรายวัน คงจำกันได้ราวมีนาคม 2561 ตั้งแต่คนไทยยังไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งวันไหน ไอติมได้ขึ้นเวทีเสวนากับระดับเก๋าๆ ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคเพื่อไทย อนุทิน ชาญวีรกุล จากพรรคภูมิใจไทย และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคอนาคตใหม่

หลังจากนั้นไอติมก็โดดเด่นมากขึ้นจนผู้ใหญ่ของพรรคบางคนถึงกับอวยว่าคนนี้อาจเป็นถึงนายกฯ ได้

สำหรับไอติมนั้นมีดีกรีปริญญาโทปรัชญาเศรษศาสตร์และการเมือง จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เคยได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมโต้วาทีแห่งเมืองออกซ์ฟอร์ด

          บุคลิกหน้าตา ลีลาการพูด หลายคนบอกนี่คือโคลนนิ่งของน้ามาร์ค และหนึ่งในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่ต้องสงสัย

หันมาข้างผู้ท้าชิงอย่างฝ่ายสีแดง  เบอร์ 5 ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส (ปุ๊น) อายุ 28 ปี จากกลุ่ม Next Gen พรรคเพื่อไทย

เปิดตัวไม่ปังดังเหมือนอีกฝ่าย แต่ตอนนี้เป็นที่จดจำของชาวบางกะปิไปแล้วไม่น้อย ด้วยความที่กัปตันแม่หน่อย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ทั้งปั้นและดันสุดขีดเหมือนกัน

หากเส้นทางของไอติม คือเรียบๆ เนี้ยบๆ เหมือนคุณน้า แต่เส้นทางของปุ๊นอาจทำให้เราสะดุดด้วยความสนใจ

เพราะปุ๊นนอกจากจะจบปริญญาตรี สาขาธุรกิจดนตรี เอกเปียโนแจ๊ส วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว เขายังเคยเป็นมือคีย์บอร์ดวง “เอพริลฟูลส์เดย์” สังกัดอาร์เอส และเป็นนักแต่งเพลงอีกด้วย

          ขณะเดียวกันช่วงหนึ่งธุรกิจครอบครัวเกือบล้มละลายจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ป๊นก็ลุกขึ้นมาเป็นนักธุรกิจตั้งแต่อายุ 21 สานต่อธุรกิจขายกระดาษถนอมสายตา “เปเปอร์กรีน” จนประสบความสำเร็จ

ทีนี้ถ้าไม่บอกว่าสองคนนี้สูสีก็คงแปลก แถมถ้าย้อนไปอีกนิดในการเลือกตั้งปี 2550 ยุคที่กทม.แบ่งได้แค่ 12 เขต ตอนนั้น บางกะปิ เป็นเขต 7 รวมเขตกับมีนบุรี-สะพานสูง-ลาดกระบัง และมีส.ส.ได้ 3 คน

ลืมหรือยังว่าปีนั้นพื้นที่นี้ “พรรคพลังประชาชน” โดยอดีตพระเอก “บรู๊ค” ดนุพร ปุณณกันต์ มาวิน นี่ก็เป็นทีมงานคุณหญิงสุดารัตน์เหมือนกัน

มาเลือกตั้งรอบนี้ถึงต้องบอกว่าลุ้นโค้งสุดท้ายเขตนี้สนุกแน่ๆ เพราะเป็นการวัดพลังกระดูกเบอร์เดียวกันจริงๆ

หมอเมืองน่าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมอเมืองน่าน

วันที่ 11 มีนาคม 2562 – 10:36 น.
นพกิตติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ,หมอเมืองน่าน
เปิดอ่าน 459 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

คนดีของแผ่นดิน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมจำคำพูดของ ‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ท่านกล่าวว่า ‘ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง’ ซึ่งเป็นเรื่องจริงครับ เพราะมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นและพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนโดยไม่ต้องยกตัวอย่าง

ขอเสริมว่าประเทศไทยของเราไม่สิ้นคนดีและสามารถอยู่รอดปลอดภัยเพราะคนไทยมีคนดีมีน้ำใจช่วยเหลือกัน ทำงานอย่างทุ่มเทเสียสละอย่างปิดทองหลังพระ

ทุกๆ ปี จะมีการมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นชนบทและปี 2561 ได้แก่ “นพ.กิตติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ” ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระยุพราช อ.ปัว จ.น่าน

ผมฝากคุณอ๊อดช่วยกระจายข่าวและขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุณหมอท่านนี้เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนไทยได้ปฏิบัติและทราบทั่วกันว่าประเทศไทยไม่สิ้นคนดี
       สาคร (สงขลา)

ตอบคุณ ‘สาคร’ สงขลา
ผมเองก็เฝ้าติดตามหมอชนบทที่จะได้รับรางวัลนี้ทุกปี และขอยกย่องสรรเสริญว่าทำงานอย่างทุ่มเทมีจรรยาบรรณแพทย์และสมควรที่คนไทยจะได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง

โดยทั่วไปแล้วคนในสังคมไทยจำนวนมากมองว่ามีหมอจำนวนมากไม่อยากไปทำงานชนบทห่างไกลความเจริญเพราะมีรายได้น้อยและมีหมออีกมากที่หันมาทำธุรกิจจะเป็นเศรษฐี-มหาเศรษฐี

จึงอยากจะบอกว่าถ้ามีคนดีอย่างคุณหมอท่านนี้แล้วประเทศไทยของเราจะยืนยงคงอยู่ต่อไปเพราะมีผู้ทำงานแบบไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและผลตอบแทน

การคัดเลือกแพทย์ดีเด่นชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลนี้ มีเกณฑ์ชัดเจน

โดยมีการเสนอชื่อแพทย์ที่ปฏิบัติงานในชนบทให้คณะกรรมการพิจารณาขั้นสุดท้าย 7 คน มีการเดินทางไปยังพื้นที่ปฏิบัติงาน สัมภาษณ์แพทย์ ผู้ร่วมงาน ผู้มารับบริการ เยี่ยมชมผลงานและโรงพยาบาล เป็นการพิจารณาขั้นสุดท้ายเพื่อคัดเลือกแพทย์ที่มีความเหมาะสมที่สุด

คุณหมอกิตติศักดิ์ รับราชการเป็นแพทย์อยู่ใน จ.น่าน มาตั้งแต่จบการศึกษาจนถึงปัจจุบันเกือบ 20 ปี มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นำกระบวนการมาตรฐานการบริการสุขภาพระดับชาติมายังพื้นที่ห่างไกล ภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง

โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ส่งผลต่อการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนไม่เฉพาะแต่ผู้ป่วยชาวไทยเท่านั้น ยังมีเพื่อนบ้านชาวลาวในพื้นที่ที่ติดจังหวัดน่านอยู่ในเขตยากจนที่สุดของลาวเข้ามารักษาพยาบาลเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความช่วยเหลือรักษาเหมือนประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียมกันด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม

เวลานี้ใกล้มีการเลือกตั้งและอยากให้พรรคการเมืองหันมาใส่ใจเรื่องสาธารณสุข การดูแลรักษาคนไทยให้มีโรงพยาบาล มีแพทย์พยาบาลและเครื่องมือแพทย์ที่ดี ทันสมัย

คนไทยทุกคนต้องได้รับสิทธิ์ต่างๆ ทุกอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบทตามป่าเขาลำเนาไพร
 อ๊อด เทอร์โบ


 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมเป็นคนชอบหาของกินอร่อยๆ และเชื่อว่าเรามีอาหารอร่อยมากที่สุดในโลกและดีใจที่มีข่าวว่าธนาคารออมสินจะสนับสนุนการยกระดับสตรีทฟู้ด หรือผมเรียกง่ายๆ ว่าอาหารตามสั่ง

สตรีทฟู้ดอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก เมื่อพูดถึงสตรีทฟู้ดจะมีข้อกังขาในเรื่องความสะอาด สุขอนามัย ในเรื่องดังกล่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยได้ โดยการศึกษาวิจัยในเรื่องอาหาร มีตั้งแต่วัตถุดิบ การคัดเลือก การดูแลรักษา การแปรรูป การนำไปประกอบอาหาร

ผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคต้องมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสตรีทฟู้ดบางส่วนนั่งรับประทานที่ร้าน บางส่วนห่อกลับบ้าน ขบวนการบรรจุ บรรจุภัณฑ์ และระยะเวลาการขนส่งจึงสำคัญ

จำเป็นต้องมีกระบวนการพัฒนาอีกมากในด้านการเก็บรักษา การปรุงรสชาติอาหารต่างๆ ให้สม่ำเสมอตลอดจนประเด็นในเรื่องพลังงานที่ใช้ในการทำอาหาร แสงส่องสว่าง หรือการจัดการน้ำทิ้ง

จึงอยากให้ช่วยกันจัดระเบียบหรือยกระดับสตรีทฟู้ดหรือร้านอาหารริมทางหรือร้านตามสั่งให้มีมาตรฐานและเป็นที่พึ่งพาของประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างผม ซึ่งไม่มีเงินหาของกินตามร้านแพงๆ หรอกครับ
 ธงชัย (ตลิ่งชัน)


  ตอบคุณ ‘ธงชัย’ ตลิ่งชัน
ขอบคุณสำหรับข่าวเรื่องสตรีทฟู้ด ซึ่งขอเพิ่มเติมว่าจะต้องทำให้มีมาตรฐาน เช่น เยาวราช น่าจะจัดร้านค้าให้เป็นระเบียบและดูแลเรื่องความสะอาดและมีป้ายบอกชัดเจน

น่าจะทำเป็นต้นแบบหรือจะเป็นจังหวัดอื่นๆ ที่มีนักท่องเที่ยว นักชิม นิยมไป เช่น ถนนคนเดินเชียงใหม่ พัทยา ฯลฯ

ทุกคนจะต้องช่วยกันเพื่อยกระดับและต้องควบคุมคุณภาพความอร่อยและราคามาตรฐาน
   อ๊อด เทอร์โบ

รู้จัก พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365134?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้จัก พ.ร.บ.มั่นคงไซเบอร์

วันที่ 11 มีนาคม 2562 – 10:30 น.
พรบมั่นคงไซเบอร์,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 337 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ…. ผ่านการเห็นชอบโดย สนช.ในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และพูดคุยถึงกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลส่วนบุคคลและโซเชียลมีเดียอาจจะถูกสอดส่องเฝ้าระวังจากการมีกฎหมายฉบับนี้

ด้วยประเด็นข้อสงสัยดังกล่าว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้จัดงานเสวนา “เจาะลึกพ.ร.บ.มั่งคงไซเบอร์’62 คุ้มกันหรือควบคุมพื้นที่ออนไลน์” เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้องมาร่วมหาคำตอบให้สังคมด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว

ผศ.ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในวิทยากรผู้ร่วมเสวนาชี้ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้เป็นฉบับที่ปรับปรุงแก้ไขมาจนเสร็จสิ้นแล้ว โดยตามระยะเวลาการร่างพ.ร.บ. เริ่มตั้งแต่ปี 2557 และมีประเด็นที่เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักในเรื่อง “ซิงเกิล เกตเวย์” จนต้องรีบกลับมาแก้ร่างใหม่

“ปรับนู่นปรับนี่ไปเรื่อยๆ เพราะตอนแรกออกมามีปัญหามาเยอะ ไม่มีการรับฟังเสียงประชาชน ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ตอนหลังเลยเริ่มคุย เริ่มถามความเห็น ให้เอกชน ผู้เชี่ยวชาญช่วยกันดูร่างจนออกมาเป็นร่างแบบที่เป็นมาตรฐานสากล”

ปัจจุบันชุดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัลของประเทศไทย ประกอบไปด้วย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกกันว่าพ.ร.บ.คอมพ์ และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งสามกฎหมายนี้เน้นบังคับใช้ในรายละเอียดที่แตกต่างกัน

กล่าวคือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฉบับดังกล่าว เน้นการควบคุมมาตรฐานระบบไอที หรือระบบคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบไอทีของหน่วยงานหลักและมีความสำคัญหรือที่เรียกว่าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII)

“ปัญหาที่เจอทุกวันนี้คือหน่วยงานหลายแห่งมีระบบไอทีที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีมาตรฐาน เช่นระบบ E-payment ล่มบ่อยมาก พอเกิดความเสียหายก็ต้องมานั่งฟ้อง เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย วิธีแก้ไขเรื่องนี้คือสร้างระบบมาตรฐานว่าต่อไปหน่วยงานต้องมีมาตรฐานทางไอที ซึ่งเราก็ยึดตามหลักขององค์กรระหว่างประเทศว่ามาตรฐานควรเป็นอย่างไร โดยทฤษฎีมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว”

พื้นฐานสำคัญของหลักความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ คือหลักการ CIA (Confidentiality, Integrity, Availability) หรือหลักการเข้าถึงข้อมูลไม่รั่วไหล ข้อมูลถูกต้องไม่มีการแก้ไขโดยผู้อื่นและความพร้อมในการใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูล

ดังนั้นพ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จึงเป็นความพยายามที่จะรักษาระดับมาตรฐานไอทีของประเทศให้มีความปลอดภัย มั่นคง และป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งมีการกำหนดไว้ในพ.ร.บ. และมีการแบ่งภัยคุกคามออกเป็นระดับต่างๆ ตามความรุนแรง

“ประเด็นเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่หลายคนเป็นห่วงว่าจะตีความเกินเหตุแล้วทำให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกิดควร (Abuse power) มีโอกาสเป็นไปได้ยากเพราะตัวหนังสือมันมีเขียนไว้ชัดเจน ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ากลัวว่าคนจะเอาไปใช้ในเจตนาไม่ดี เราควรติดตามว่าเอาไปใช้ไม่ถูกต้องอย่างไร ถ้าหากมีชุดคำอธิบายสาธารณะแล้ว ก็เอามายืนยันได้ว่าของเก่าที่ระบุไว้ว่ามันมีความหมายว่าอะไร จะแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้นะ”

อาจารย์ปิยะบุตรกล่าวอีกว่า การตั้งข้อสงสัยและการพูดคุยถึงประเด็นร่างพ.ร.บ.ไซเบอร์เป็นเรื่องปกติในสังคม และเมื่อสังคมมีความสงสัยต้องการคำตอบก็ควรจะต้องมีผู้ออกมาให้คำตอบ ไม่ควรเก็บเงียบและไม่ตั้งข้อสงสัย เพราะการไม่ให้ความสำคัญหรือความสนใจจะเอื้อให้ผู้มีอำนาจหรือผู้บังคับใช้กฎหมายกระทำการที่ไม่ถูกต้อง  การที่ภาคส่วนต่างๆ ของสังคมโดยเฉพาะผู้ใช้ออนไลน์ที่มีความเกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.นี้ให้ความสนใจถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี และการตั้งคำถามต่างๆ ก็เป็นเรื่องปกติ สังคมประชาธิปไตยควรต้องเปิดรับและหาทางตอบปัญหาด้วยหลักเหตุผลและข้อเท็จจริง ยิ่งเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วก็ยิ่งต้องให้ความสนใจ ช่วยกันมอนิเตอร์เพราะอาจมีประเด็นที่ไม่ได้คาดเดาไว้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติก็ได้

“ผมคิดว่าไม่ใช่คำตอบว่า 0 หรือ 1 อะไรถูกหรือผิดเกี่ยวกับการตั้งคำถามหรือข้อสงสัยของประชาชน เราต้องทำงานอย่างต่อเนื่องถ้าละสายตาไปไม่สนใจเดี๋ยวมีอะไรขึ้นมาเดี๋ยวก็จะตกใจกัน และไม่ควรนั่งรอเฉยๆ เพราะทำแบบนั้นก็ไม่มีอะไรดีขึ้น การร่วมกันจับตาและดูแลด้วยกันคือแนวทางที่ดีที่สุด” อาจารย์ปิยะบุตรทิ้งท้าย

อำนาจตุลาการหรืออนาคตใหม่มีปัญหา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365132?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อำนาจตุลาการหรืออนาคตใหม่มีปัญหา!

วันที่ 11 มีนาคม 2562 – 08:50 น.
ระบอบประชาธิปไตย,พรรคอนาคตใหม่,กวาดบ้านกวาดเมือง,ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,182 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก 

ระบอบประชาธิปไตยไทยเหมือนกับระบอบประชาธิปไตยในนานาอารยประเทศที่แยกอำนาจออกเป็น 3 อำนาจ คือ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ที่อำนาจนิติบัญญัติ (รัฐสภา) กับอำนาจบริหาร (รัฐบาล) มักแยกกันไม่เด็ดขาด โดยฝ่ายบริหารมักมีอำนาจเหนือนิติบัญญัติเสมอ

แต่ทั่วโลกมักแยกอำนาจตุลาการออกอย่างเด็ดขาดเพื่อเป็นการรับประกันความยุติธรรมที่ “ไม่สามารถแทรกแซงได้” และสังคมไทยให้ความไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะ “ศาล” เสมอมา อาจจะมีเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาที่มักจะ “ฟาดงวง ฟาดงา” ใส่กระบวนการยุติธรรม แต่สังคมยังให้การยอมรับอำนาจนิติบัญญัติว่าเป็นอำนาจที่ชอบธรรมเสมอมา

แต่พรรคอนาคตใหม่เปิดเกมท้าทายอำนาจนิติบัญญัติในสองเรื่องสำคัญ คือ หนึ่งกรณีการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการตัดสินยุบพรรคไทยรักษาชาติ ที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงการณ์ในนามพรรค ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ทั้งที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 จนถึง 2560 เปลี่ยนมาแล้ว 3 ฉบับ มีระบุเหมือนกันหมดให้ “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด” ที่ทุกองค์กรต้องยึดปฏิบัติ ถ้าเช่นนั้นพรรคอนาคตใหม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ ถึงกล่าวประกาศในท่วงทำนอง “ไม่ยอมรับ”

ต้องเปรียบเทียบพรรคการเมืองและนักการเมืองเสมือนนักฟุตบอล กกต.และศาลรัฐธรรมนูญเสมือนกรรมการ ที่คอยกำกับให้นักฟุตบอลเล่นตามกติกา หากนักฟุตบอลทำผิดกติกาอย่างร้ายแรงก็สมควรที่กรรมการจะ “ชักใบแดง” ไล่ออก ถ้านักฟุตบอลไม่ยอมรับกติกาหรือกรรมการ การแข่งขันฟุตบอลก็เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นพรรคอนาคตใหม่ที่เข้ามาในการเมืองในกติกา เช่นนั้นก็ต้องยอมรับกติกา หากเห็นว่ากติกาควรเปลี่ยนแปลงก็ว่ากันในอนาคตที่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มิใช่ไม่พอใจกติกาที่เป็นอยู่แล้วจะออกมาให้ “ล้มกติกา” แบบนี้เขาเรียกว่า “เด็กดื้อ”

อีกเรื่องที่น่าตกใจคือการให้สัมภาษณ์ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผ่านเฟซบุ๊กของ Bangkok post จะเอาทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน มารื้อฟื้นคดีใหม่ เพราะเห็นว่า “ผู้พิพากษา” หรือกระบวนการยุติธรรมในยุครัฐบาลทหารไม่น่าเชื่อถือ นี่เข้าข่าย “ลบหลู่” กระบวนการยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง และน่าตกใจที่ผู้สนใจการเมืองอย่างธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร หากประชาชนไว้วางใจ มีแนวคิดที่จะไปแทรกแซงอำนาจตุลาการ

ทุกคนในพรรคอนาคตใหม่มักอ้างเรื่อง “ประชาธิปไตย” ในการดำเนินการทางการเมือง แต่ควรเข้าใจด้วยว่า “มงแต็สกีเยอ” (Montesquieu) นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส ที่ให้หลักการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ และตุลาการ ออกจากกันเพื่อถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย แต่บัดนี้ทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่กำลังมีแนวคิดในการก้าวก่ายข้ามอำนาจ

จึงน่าวิตกว่าหากอนาคตใหม่เข้าไปมีอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ และบริหารแล้วจะเข้าไปแทรกแซงอำนาจตุลาการหรือไม่ เพราะเข้าตัวเสียแล้วว่าอำนาจตุลาการในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ไม่น่ายอมรับ

แต่ก็ดีที่อนาคตใหม่หยิบเรื่องอำนาจตุลาการขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจะได้เป็นโอกาสของคนในสังคมตรวจสอบและทบทวนว่า

“อำนาจตุลาการ” หรือ “อนาคตใหม่” อะไรเป็นปัญหาของสังคมไทย

สุดจัด! ศึกงานบวช จาก “ฟ้ารักลุง” สู่ “กัปตันแม่หน่อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุดจัด! ศึกงานบวช จาก “ฟ้ารักลุง” สู่ “กัปตันแม่หน่อย

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 11:02 น.
พรรคเพื่อไทย,ดราม่างานบวช,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,ศูนย์รังสิต,วิวาทะ,บวชตลาดล่าง,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย,คุณหญิงหน่อย,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
เปิดอ่าน 7,194 ครั้ง

ปัญหาข้างเคียงที่ตอนแรกลุกลามข้ามคลองเชียงรากมาถึงถนนเพชรบุรีที่ “พรรคเพื่อไทย” กลับกลายเป็นกระแสอวยทางการเมือง ชนิดกลับตาลปัตร

อย่างที่รู้กันว่า เรื่องวิวาทะงานบวชระหว่างนักศึกษาลูกแม่โดมรั้วรังสิต กับกลุ่มชาวบ้านเจ้าภาพงานบวช จบไปแล้วเมื่อช่วงวันที่ มีนาคม ที่ผ่านมา เมื่อทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้ตั้งโต๊ะเจรจาหย่าศึกระหว่างนักศึกษาที่เป็นคนโพสต์คลิปและตัวแทนนักศึกษา กับ ธวัช พวงปทุม และ ญานิสา พุ่มแพ เจ้าภาพจัดงานบวช ตัวแทนชุมชนคุ้งผ้าพลับ ย่านคลองเชียงราก

          แต่ปัญหาข้างเคียงที่ตอนแรกลุกลามข้ามคลองเชียงรากมาถึงถนนเพชรบุรีที่ “พรรคเพื่อไทย” กลับกลายเป็นกระแสอวยทางการเมือง ชนิดกลับตาลปัตร

ควันหลงงานบวช

          เรื่องคาบเกี่ยวที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์นั้น คือเรื่องที่ก่อนหน้านี้มีชายชื่อ “ชาญวุฒิ พวงรัตน์” ฝ่ายเจ้าภาพงานบวชได้ออกมาโพสต์ใช้ข้อความข่มขู่นักศึกษา ส่งผลให้นักศึกษาเกิดความกังวลจนต้องไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน

          ที่สุดมีการเปิดวาร์ป จนพบว่าเป็นหนึ่งในทีมของ “ศุภชัย นพขำ” ผู้สมัคร ส..ปทุมธานี เขต หมายเลข พรรคเพื่อไทย แถมชาญวุมิคนนี้ยังเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.อบจ.ปทุมธานี เขต ในกลุ่ม “พลังหนุ่ม รวมใจพัฒนาเมืองคลองหลวง” อีกด้วย

   

ศุภชัย นพขำ” ผู้สมัคร ส..ปทุมธานี เขต หมายเลข พรรคเพื่อไทย ออกมาขอโทษแทนลูกทีม ที่ตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว

          สุดท้ายโป๊ะระเบิด พอเจ้าตัวตั้งสติได้ ก็รีบออกมาโพสต์เฟซบุ๊กขอโทษขอโพย

          แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะไม่เพียงทางด้านนักศึกษาที่เสียความรู้สึกกับหนุ่มคนนี้อย่างแรง แม้กระทั่งต้นสังกัดก็ไม่เอาเขาไว้อีกต่อไป

สั่งลุยจากที่ตั้ง

          เกมแก้สถานการณ์เริ่มต้นทันทีวันที่ มีนาคม ขณะที่ข่าวกำลังร้อน “แม่หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เปิดฉากทวิตข้อความจาก sudaratofficial ทั้งภาพเอกสาร และข้อความระบุว่า ได้ให้ชาญวุฒิออกจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วทันที

          ถ้าสังเกตดีๆ ก่อนหน้านี้คุณหญิงหน่อยจะแทนตัวเองว่า “ดิฉัน” ในการสื่อสารทางสังคมออนไลน์ มีช่วงหลังที่เธอหันมาใช้ชื่อตัวเองว่า “หน่อย” สั้นๆ หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มแทนตัวเองว่า “แม่หน่อย” จากกระแส “ขอเป็นเขยแม่” ติดแฮชแท็ก #จินนี่ที่รัก

http://www.komchadluek.net/news/hotclip/364846

          มาถึงการแก้ปัญหาลูกทีมล้ำเส้น เธอก็ระบุว่า “ถ้าบุคคลที่ทำพฤติกรรมอันน่ารังเกียจนี้เป็นสมาชิกของพรรค เราจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดค่ะ แม่หน่อยได้คุยกับน้องที่ประสบเหตุ เพื่อให้กำลังใจแล้วค่ะ ขอให้กำลังใจน้องๆ ที่จะสอบทุกคนนะคะ”

          ทั้งยังแจ้งไปยัง กกต.จว.ปทุมธานี และสั่งตรวจสอบด้วยว่าถ้าชาญวุฒิเป็นสมาชิกพรรคก็จะได้จัดการตามข้อบังคับให้เด็ดขาดอีกด้วย

          ถึงตรงนี้ก็นับว่าได้ใจประชาชนไปพอสมควร กับการเดินเกมอย่างรวดเร็วฉับไว แถมเด็ดขาด ซึ่งนับเป็นยกแรก

รับฟังปวงชน

          ยกต่อมา อะไรจะเด็ดไปกว่า การได้เห็นตัวจริงเสียงจริงของผู้เป็นฮีโร่ !

          ไม่ว่าเหตุผลลึกๆ ของการปรากฏตัวที่ มธ.ศูนย์รังสิต ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย จะเพื่อแก้ปมที่ทำเอากระแสเพื่อไทยตกวูบๆ แถวเชียงราก

          หรือมาเพราะมีนักศึกษาบางคนแท็กไปหาเขา หรือมาเพราะมีคนไปเปิดไฟสปอตไลท์ส่องขึ้นฟ้าเรียก

          แต่ทันทีที่เขาโพสต์ทวิตเตอร์ว่า “เจอกันที่ประตูเชียงรากประมาณ ทุ่ม” ก็ทำเอาแฟนคลับ และบรรดาลูกแม่โดมส่งเสียงเฮไปตามๆ กัน ออกมารอรับ ตั้งแถว ปูเสื่อ ราวกับรอดูซุปตาร์มาแรงก็ไม่ปาน

          ขณะที่ชาวเน็ตก็ยังพากันรุมคอมเมนต์อวยชัชชาติเป็นยอดมนุษย์รัวๆ เช่น “จริงๆ แล้วชัชชาติไม่ได้จะมาเชียงราก แต่เชียงรากไปหาชัชชาติเอง” หรือ “เมื่อชัชชาติมา ธรรมศาสตร์จะลุกเป็นเพื่อไทย” !!

          ที่สุดช่วงค่ำของวันที่ มีนาคม ภาพที่คนไทยเห็นจากข่าวพร้อมกัน ก็คือประตูเชียงราก มธ.ศูนย์รังสิต แทบแตก

          เมื่อเจ้าของฉายารัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีมาถึง นักศึกษาก็พากันกรูเข้าไปรุมเซลฟี่ และขอจับมือจำนวนมาก

ภาพจากเฟซบุคมนุษย์ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

          แน่นอนครั้งนี้ ชัชชาติได้รับฟังปัญหาจากตัวแทนสภานักศึกษา มธหลายประเด็น และมีการปรึกษาหารือแนะนำกันไปหลายเรื่อง ซึ่งบอกเลยลีลาและมาดของชัชชาติตอนนั้น หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าไม่ใช่ว่าที่นายกฯ รอบนี้ ก็คงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.รอบหน้า

          แต่ที่แน่ๆ พอมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งตะโกนว่า “ฟ้ารักลุง” ออกมาบอกเลยสุดจัดชัชชาติ !

สองคนสองพลัง

          อย่างไรก็ดี งานนี้ไม่รู้จะเป็นการตีคืนกระแส #ฟ้ารักพ่อ หรือไม่ก็ตามที

          แต่เวลานี้ ได้มีการปล่อยกระแสอวยให้สองแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย เป็นสองฮีโร่พันธุ์แกร่งแห่งแดนเชียงรากไปแล้ว

          จากทวิตเตอร์ของคุณหญิงหน่อย ที่ “sudaratofficial” จะพบภาพที่ทวิตมาจากนักศึกษาคนหนึ่ง ชื่อ Tanawat Wongchai‏ กับกราฟฟิกปกภาพยนตร์ค่ายมาร์เวล

          แต่เป็นภาพของคุณหญิงหน่อยในรูปลักษณ์ของกัปตันมาร์เวล และมีชัชชาติกับฮีโร่อีกหนึ่งคนยืนประกบอยู่ด้านหลัง

          ทั้งยังแคปชั่นภาพว่า “กัปตันแม่หน่อย” เธอจะกลายเป็นหนึ่งในฮีโร่ที่มีพลังมากที่สุดในเชียงราก ในขณะที่สงครามระหว่างงานบวชกับนักศึกษา มธได้แผ่ขยายมายังโลกโซเชียล กัปตันแม่หน่อยพบว่าเธอและลุงชัชช่ากำลังอยู่ในศูนย์กลางของมหันตภัยครั้งใหญ่ของเชียงราก พร้อมแฮชแท็ก #แม่มาแล้ว #ทีมแม่ยาย #SaveChiangrak” ก็มีผู้มากดไลค์และรีทวิตจำนวนมาก

          ไปๆมาๆ จากฝ่ายเพลี่ยงพล้ำกลับมาเป็นฝ่ายโกยแต้มซะอย่างนั้น

แค้นข้ามทศวรรษ “คงสมพงษ์” วงศ์เทวัญ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365015?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นข้ามทศวรรษ “คงสมพงษ์” วงศ์เทวัญ

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 10:05 น.
บิ๊กแดง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผบทบ,พลอสุนทร คงสมพงษ์,บิีกจีอด
เปิดอ่าน 70,597 ครั้ง

ศึกที่เปลี่ยนจากรุ่นพ่อมาเป็นรุ่นลูก เพื่อตอกย้ำว่ากองทัพบกภายใต้การดูแลของบิ๊กแดง ไมใช่ใครจะเคี้ยวข่มกันได้ง่ายๆ

นาทีนี้จะมีใครมาแรงเท่า “บิ๊กแดง” พล..อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เขาคือบุคคลผู้ไม่เคยขาดตกไปจากฉายา “นายทหารพิเศษผู้จงรักภักดี” ไปเลยแม้แต่น้อย

          ในมิติประวัติศาสตร์การทหารการเมือง ตระกูล “คงสมพงษ์” ได้เป็น ผบ.เหล่าทัพ ถึงสองคน โดยทิ้งระยะห่างประมาณ 29 ปี จากรุ่นสู่รุ่น ด้วยบุคลิกของพ่อกับลูกที่ไม่ต่างกันนัก

ชาติทหารหยามไม่ได้

          คงยังจำได้ดีกับเคสให้ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” ที่บิ๊กแดงสวนกลับ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ขึ้นปราศรัยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่าจะตัดงบกลาโหม 10% มาสร้างคนรุ่นใหม่

          จากนั้น ยังโชว์เหนือด้วยการหยิบเอานโยบาย Smart Soldier-Smart Army ที่ พล..เฉลิมชัย สิทธิสาท ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบเคยเริ่มไว้ ลุกขึ้นมาเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วกับการโชว์วิดพื้น และซิทอัพ เกณฑ์ 72 ครั้ง และวิ่ง กิโลเมตร

          ที่จริง ลีลาของบิ๊กแดงช่วงหลังๆ ก็มีการมองหากลิ่นแปลกๆ อยู่บ้างพอสมควร ยิ่งมาถึงความเคลื่อนไหวล่าสุด หลายคนก็แทบจะไม่หายใจ

         กับเหตุการณ์เมื่อวันที่ มีนาคม ที่ผ่านมา บิ๊กแดงนำข้าราชการทหารและกำลังพลกว่า 700 นาย กล่าวคำปฏิญาณตนและถวายบังคมหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ หน้าหอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก ด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดกึกก้องไปทั่วบริเวณ ว่า

          “ข้าพระพุทธเจ้า จักรักษามรดกของพระองค์ท่าน ไว้ด้วยชีวิต” (3 ครั้งก่อนจะนำกำลังพลกล่าวคำปฏิญาณตนตามที่ได้เตรียมไว้

        แน่นอนการแสดงออกครั้งนี้ เพื่อตอบโต้ พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ต่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารขณะลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.ปราจีนบุรี

          แต่มองอีกมุม นี่คือการตอกย้ำว่ากองทัพบกภายใต้การดูแลของบิ๊กแดง ไมใช่ใครจะเคี้ยวข่มกันได้ง่ายๆ บรรยากาศการกล่าวคำปฏิญาณตนครั้งนี้ จึงค่อนข้างเข้มขลังไม่น้อยเหมือนกัน

เส้นทาง“บิ๊กแดง”

          เส้นทางชีวิต “บิ๊กแดง” ช่างน่าสนใจ เพราะการได้นั่งตำแหน่งที่คนไทยซึ้งดีว่ามีบทบาทต่อการเมืองไทยขนาดไหน ย่อมเป็นบุคคลไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

          อย่างที่รู้ นอกจากนายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” ที่มีบทบาทอย่างสูงหลังการรัฐประหารปี 2549 แล้ว ยังมีนายทหารสาย “วงศ์เทวัญ” ที่มาคู่คี่กัน เพียงแต่ช่วงหลังจะเฟดออกไปให้สายบูรพาพยัคฆ์มากกว่า

         แต่บิ๊กแดง คือ สายวงศ์เทวัญที่สามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้ หลังว่างเว้นไปถึง 15 ปี นับแต่ พล..สมทัต อัตตะนันทน์ เคยดำรงตำแหน่งในปี 2545-2546

          บิ๊กแดงเกิดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2503 บิดามารดาคือ พล..สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ..หญิง คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์

          ในด้านการศึกษา บอกเลยเข้มทั้งในและต่างประเทศ เพราะนอกจากเขาจะเป็นหนึ่งใน “เซนต์คาเบรียล คอนเนกชั่น” แห่งสายเลือดน้ำเงินขาวแล้ว

          เขายังเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 20 (ตท.20), และยังจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 31 (จปร.31)

นายทหารผู้จงรักภักดี

          เส้นทางรับราชการ บิ๊กแดงเริ่มสังกัดที่หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กองทัพบกไทย นับจากปี พ.. 2527

          โดยเริ่มรับราชการเป็นนักบินที่ศูนย์การบินทหารบก ก่อนโอนย้ายมาอยู่เหล่าทหารราบ ขึ้นเป็นผู้บังคับหน่วยภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (.11 รอ.)

          จากนั้นขยับขึ้นมาตามลำดับชั้น โดยดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 (1 .. 2559–30 .. 2560) โดยการเสนอชื่อของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา

          จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ตั้งแต่วันที่ ตุลาคม 2560 และเข้าสู่เส้นทาง เสือกองทัพบก เป็น ผบ.ทบช่วง ตุลาคม 2561 โดยจะมีอายุราชการถึงปี 2563

          อย่างไรก็ดี ระหว่างทางกว่าที่จะมาถึงวันนี้ ฉากหลังที่โดดเด่นของบิ๊กแดง คือ “จุดยืน ปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ผู้เคยเผชิญหน้ากับม็อบ และแกนนำเสื้อแดงมาไม่น้อย

          ชีวิตส่วนตัว บิ๊กแดงสมรสครั้งที่ กับ ดร.อ้อ กฤษติกา คงสมพงษ์ นักวิชาการและ อดีตพิธีกรรายการโทรทัศน์

          มีบุตรชายบุตรสาวที่เกิดจากภริยาคนแรก ชื่อ “พลุ” ร..พิรพงศ์ คงสมพงษ์ และ “เพลิน” ร..พญ.อมรัชต์ คงสมพงษ์

          แต่ที่เด็ดคือ บิดาเขาคืออดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร หรือ “บิ๊กจ๊อด” พล..สุนทร คงสมพงษ์ ผู้ที่คนไทยไม่เคยลืม

แค้นเก่า “บิ๊กจ๊อดเสรีพิศุทธ์”

ย้อนไปก่อนหน้าจะเกิดรัฐประหาร 2534 สถานการณ์อึมครึมระหว่างกองทัพกับ “ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ทำให้นายกรัฐมนตรี พล..ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เชิญ “พล..มนูญ รูปขจร” หรือ “พล..มนูญกฤต รูปขจร” มาเป็นที่ปรึกษา 

          ตอนนั้น “มนูญกฤต” ดัน “พล...เสรีพิศุทธ์” เป็นผู้บังคับการกองปราบปราม เพราะเชื่อฝีมือในความห้าว ไม่เคยก้มหัวให้ทหาร เสมือนยกระดับกองปราบฯ เป็นกองกำลังปกป้องรัฐบาล

          ผนึกกับ “ร...เฉลิม อยู่บำรุง” ที่เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแล อสมท และประกาศต่อต้านการปฏิวัติ โดยใช้รถโมบายของ อสมท ติดตามความเคลื่อนไหวของการเตรียมการปฏิวัติ 

          ช่วงตึงเครียด พล...เสรีพิศุทธ์ ได้นำกำลังกองปราบฯ มารายล้อมบ้านพักนายกฯชาติชาย ภายในซอยราชครู เมื่อคณะผู้ก่อการยึดอำนาจ ใช้วิธีบุกจับ “พล..ชาติชาย” บนเครื่องบิน “บิ๊กจ๊อด” พล..สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงนั่งหัวโต๊ะประกาศยึดอำนาจ และ “บิ๊กจ๊อด” ได้เป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

          “เฉลิม” หนีออกนอกประเทศ ส่วน พล...เสรีพิศุทธ์ ถูก พล..สุนทร เรียกรายงานตัวที่ศูนย์บัญชาการ รสชสนามเสือป่า

          การที่ พล..อภิรัชต์ ต้องแจ้งความดำเนินคดีหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ถือเป็นการประกาศศึกอีกรอบ ระหว่าง พล...เสรีพิศุทธ์ กับตระกูล “คงสมพงษ์” เพียงแต่เปลี่ยนจากรุ่นพ่อมาเป็นรุ่นลูก

ยุบพรรค ทษช. “เสรีพิศุทธ์” รับส้มหล่น เลือกข้าง”ตระกูลเพื่อ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365027?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุบพรรค ทษช. “เสรีพิศุทธ์” รับส้มหล่น เลือกข้าง”ตระกูลเพื่อ”

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 09:26 น.
เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พรรคเสรีรวมไทย,วัชรา ณ วังขนาย,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้ง,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 9,278 ครั้ง

หลายคนวิเคราะห์กันหนาหูว่า เมื่อพรรคไทยรักษาชาติเกมโอเวอร์ไปแล้ว พรรคไหน หรือใครบ้างที่ได้รับประทานส้ม วันนี้มีคำตอบว่าทำไม พรรคเสรีรวมไทยก็ได้เหมือนกัน

          พลิกแฟ้มข่าวจะพบความสัมพันธ์ของ “วีรบุรุษนาแก” กับเครือข่ายพรรคเพื่อไทยอยู่ ช่วง โดยก่อนเลือกตั้ง 2554 กระแสข่าวแรงจัด “พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” จะลงเล่นการเมืองในเสื้อสีแดง พรรคเพื่อไทย

          นัยว่า “เสรีพิศุทธ์” สนิทกันดีกับ พล...ประชา พรหมนอก นายเก่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พล..ชวลิต ยงใจยุทธ ก็คนกันเอง แถมข้างฝ่ายเจ้าของพรรคตัวจริงก็ถือว่าเป็นรุ่นน้องสองปีที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่ก็ข่าวนี้ก็เงียบหายไป

          เมื่อปีที่แล้ว ช่วงมีข่าวปล่อยคนนั้น คนนี้จะมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็มีข่าว “เสรีพิศุทธ์” เป็นตัวเต็งคนหนึ่งที่จะได้รับไฟเขียวจากคนแดนไกลให้เป็น “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” นัยว่าจะชิงดำกับ “คุณหญิงหน่อย” ด้วย

          คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็ส่งเสียงเชียร์ เพราะชื่นชอบการจัดรายการวิเคราะห์การเมืองทางยูทูบ วิพากษ์ทหารเป็นหลัก จนได้รับเชิญไปนั่งทอล์กทางสถานีทะเว็นตี้โฟร์ทีวี(จอแดงอยู่บ่อยๆ

          ในที่สุด พล...เสรีพิศุทธ์ ก็เลือกที่จะสร้าง “พรรคเสรีรวมไทย” โดยมีแนวทางการเมือง สอดคล้องกับพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อชาติ 

วีรบุรุษนาแก

พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มีชื่อเดิม ว่า เสรี โดยปี 2534 ได้เปลี่ยนชื่อเพราะภรรยามักเจ็บออดๆ แอดๆ จนมีคนแนะนำว่าชื่อภรรยาไม่ถูกโฉลก แต่ถ้าจะเปลี่ยน ต้องให้สามีเปลี่ยนด้วยตามนั้น

          ตามประวัติ เขาเกิดเมื่อ กันยายน 2491 มีชื่อเล่นว่า “ตู่” เป็นคนจังหวัดธนบุรี จบมัธยมจากโรงเรียนทวีธาภิเศก ไปต่อโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 8 (ตท.8) และจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 24 (นรต.24)

          เขาเคยรับราชการอยู่ที่ อ.นาแก จ.นครพนม ช่วงปี 2515-2524 ซึ่งเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่มีคอมมิวนิสต์ชุกชุมในยุคนั้น ที่สุดทำผลงานปราบคอมมิวนิสต์ จนถูกใจคนไทย ได้รับการยกย่องว่าเป็น “วีรบุรุษนาแก” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

          ปี 2529 ที่ย้ายมารับตำแหน่งผู้กำกับการจังหวัดชลบุรี ที่นี่เองที่ พล...เสรีพิศุทธ์ ได้สร้างวีรกรรมท้าชนกำนันเป๊าะ หรือ สมชาย คุณปลื้ม เจ้าพ่อภาคตะวันออก จนนำมาสู่การจับกุมเจ้าพ่อคนนี้ได้ในเวลาต่อมาจากคดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้ว

          เรียกได้ว่า แม้ว่าผลงานทำนองนี้ของเสรีพิศุทธ์ จะมีเพียบ ทั้งจับบ่อนปอ ประตูน้ำคดีบ่อนลอยฟ้าปิ่นเกล้าที่มีตำรวจอยู่เบื้องหลังคดีทุจริตลำไยทุจริตทางด่วนบูรพาวิถี ฯลฯ

          นั่นก็เป็นดาบสองคม เพราะเขามักได้รับผลกระทบจากการเมืองบ่อยครั้ง ถูกโยกย้ายหลายครา เช่นไปนั่งอยู่ตามกองวิทยาการตำรวจ หรือ ประจำกรมตำรวจ เป็นต้น

          แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ปี 2541), จเรตำรวจแห่งชาติคนแรก (ปี 2547)

          ปลายปี 2549 “เสรีพิศุทธ์” กลับมารักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี พล..สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่งตั้งขึ้นแทน พล...โกวิท วัฒนะ เมื่อ ตุลาคม 2550 แถมยังไปมีชื่อเข้าเป็น สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมชอีกด้วย

          ต้นปี 2551 พลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ผ่านไปไม่ทันถึงวันสงกรานต์ เมษายน 2551 นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ออกคำสั่งให้ พล...เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการ ก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนด้วยซ้ำ

          กระทั่งรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามากู้หน้าให้ ด้วยการยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการของ พล...เสรีพิศุทธ์ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553

          สุดท้ายไม่รู้ไปไงมาไง “บิ๊กตู่สายตำรวจ” คนนี้ไปโผล่เป็นผู้สมัครอิสระลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทมช่วงปี 2555 ภายใต้สังกัด “กลุ่มพลังกรุงเทพ” แต่ก็พ่ายแพ้ไป

เสียงเสรี..เขย่า คสช.

เมื่อบ้านเมืองผ่านมาสู่ยุครัฐบาล คสช. “บิ๊กตู่คนนี้” ก็ไปโผล่ออกมาจ้อหน้าจอกับเขาบ้าง แต่ดันไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลประยุทธ์ อย่างถึงพริกถึงขิง ในรายการ “เสียงเสรี SEREE VOICE” ทุกบ่ายเสาร์อาทิตย์ ของ “ฟ้าให้ทีวี” และเป็นช่องแรกที่ถูกคำสั่งมาตรา 44 จอดำในที่สุด

ปี 2557 มีข่าวเล็กๆ “พล...เสรีพิศุทธ์” ประกาศตั้ง “พรรคเสรีรวมไทย” เพื่อให้เป็นพรรคที่ดี มีนักการเมืองเป็นแบบอย่างที่ดี ทำประโยชน์ให้แผ่นดินเกิด โดยมี “มูลนิธิกลุ่มเพื่อนเสรี” เป็นฐานกำลัง

ปลายปี 2561 พรรคเสรีรวมไทย ของ “พล...เสรีพิศุทธ์” เรียกเสียงฮือฮากันพอสมควร เมื่อปรากฏชื่อ “วัชรา ณ วังขนาย” ในฐานะเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย เนื่องจาก “กลุ่มวังขนาย” คืออาณาจักรธุรกิจน้ำตาลรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ผลิตน้ำตาลจากอ้อยปีละนับแสนตัน และสร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันหลายหมื่นล้านบาท

จริงๆ แล้ว เมื่อทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย “วัชรา” รองประธานกรรมการกลุ่มวังขนายจึงตัดสินใจเล่นการเมือง โดยสวมเสื้อ ทรท.ลงสนามที่เขต นครราชสีมา อาศัยฐานมวลชนไร่อ้อย อ.แก้งสนามนาง ได้เป็น ส..สองสมัยติดต่อกัน

เลือกตั้ง 2550 และ 2554 “วัชรา” ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนาแต่พ่ายแพ้แก่ผู้สมัคร ส..จากพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย

แพ้คู่แข่งจากเครือข่ายชินวัตรถึง รอบ เที่ยวนี้ วัชราขอแทงหวยวีรบุรุษนาแก นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค โดยในบัญชีรายชื่อ ส..ของพรรคเสรีรวมไทย ลำดับ พล...เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค และลำดับ วัชรา ณ วังขนาย เลขาธิการพรรค

หลายคนอาจคิดว่า พรรคเสรีรวมไทย ไม่ใกล้ชิดพรรคตระกูลเพื่อ แต่หากมองตัวละครจากกลุ่มน้ำตาลวังขนาย อาจทำให้พรรคของนายตำรวจใหญ่ได้รับอานิสงส์จาก “วิกฤต

“เพื่อชาติ”พรรคแตกจริงหรือ…. สงคราม กิจเลิศไพโรจน์…มีคำตอบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364999?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เพื่อชาติ”พรรคแตกจริงหรือ…. สงคราม กิจเลิศไพโรจน์…มีคำต

วันที่ 9 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สงคราม กิจเลิศไพโรจน์,พรรคเพื่อชาติ,จตุพร พรหมพันธุ์,ยงยุทธ ติยะไพรัช
เปิดอ่าน 4,440 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครีอเนชั่น

“สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวกับ “เครือเนชั่น” ถึงกระแสข่าวแกนนำและผู้สมัครส.ส.ทั้งสองระบบมีปัญหาภายในพรรค เพราะใครบางคนในพรรคมีการแอบอ้างคำสั่งลับและมีการเรียกรับปัจจัยหลายอย่างในการลงสมัคร ส.ส.คราวนี้ จนมีกระแสข่าวว่าสองกองเชียร์และผู้ช่วยการหาเสียงพรรคเพื่อชาติที่ชื่อ “ยงยุทธ ติยะไพรัช และจตุพร พรหมพันธุ์” แยกสายการดูแลพรรค การดูแลผู้สมัครส.ส.และการขึ้นเวทีหาเสียงกันแล้ว

มีข้อมูลลับแจ้งมาว่า หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น…ดีไม่ดีพรรคนี้อาจจะมีบางคนอยู่ที่นี่และบางชีวิตต้องย้ายค่าย คำตอบเรื่องนี้คืออะไร หัวหน้าพรรคเพื่อชาติตอบไว้ที่นี่

“ก็คุยกันอยู่ตลอด ไม่มีอะไร ส่วนเรื่อง พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ที่ลาออกจากรองหัวหน้าพรรคและชี้แจงว่าไม่พอใจการจัดลำดับผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และมีบางเรื่องในพรรคที่เสี่ยงต่อความผิดทางกฎหมายนั้น พ.ต.ท.สมชาย ลาออกจากพรรคเดิมมานานพอสมควร พรรคเพื่อชาติมีปัญหาอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นพรรคเล็กและพรรคใหม่ แต่มีคนสนใจที่จะลงสมัครส.ส.เป็นจำนวนมาก บางเขตมีคนมาสมัคร 7-8 คน พรรคต้องมีการคุยกันก่อน ถ้าไปจี้ว่าจะเอาคนนั้น คนที่เหลือก็จะไม่พอใจ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือให้พวกเขาคุยกันก่อน ถ้าตกลงไม่ได้ค่อยมาโหวต

 กระแสข่าวการซื้อลำดับผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แท้จริงคืออะไร
“ลำดับปาร์ตี้ลิสต์มีผู้แจ้งความจำนงที่จะลงสมัคร 400 กว่าคน แบบนี้จะจัดอย่างไรให้ลงตัว คนที่ผิดหวังจากการสมัครแบบเขตก็มาลงปาร์ตี้ลิสต์

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการลาออกของพ.ต.ท.สมชาย เพราะลำดับปาร์ตี้ลิสต์ของรองหัวหน้าพรรคคนอื่นๆ อยู่อันดับสูงกว่าพ.ต.ท.สมชายนั้น ผมไม่ทราบว่า พ.ต.ท.สมชาย คิดอย่างไร ตอนแรก พ.ต.ท.สมชาย อยู่ลำดับที่สิบกว่าๆ แต่ทีนี้ต้องดูว่าแต่ละคนทุ่มเททำงานให้พรรคขนาดไหน แล้วกรรมการบริหารพรรคก็โหวต

ผมเป็นหนึ่งในคนคัดเลือกนะ ไม่ได้ตัดสินคนเดียว ดังนั้นเราต้องยึดเอาสียงส่วนใหญ่แต่ทุกคนมีเหตุผลชี้แจงว่าทำไมคนนั้นถึงอยู่อันดับนั้น พอมีคนสมัครเยอะเข้า บางคนอาจจะหลุดๆ ไปบ้าง

   พ.ต.ท.สมชายบอกว่าอาจจะมีการเล่นพรรคพวก หรือการใช้เงิน
“ใครจะกล้ามาจ่ายเงินผม เรายังไม่ทราบว่าจะได้ส.ส.สักกี่คน ช่วงแรกประเมินว่าส.ส.แบบเขตได้ศูนย์คน พรรคเราเป็นพรรคเล็ก คณะกรรมการการคัดสรรในพรรค 11 คนมีสิทธิ์มีหนึ่งเสียงเท่ากัน บางคนอาจไม่ได้เข้ามาประชุมก็อาจจะหลุดไปบ้างแต่ที่ประชุมพรรคจดไว้แล้วว่าคุณทำอะไรบ้าง”

 คุณจตุพรบอกว่าพรรคนี้เป็นพรรคกระจอก
“ผมยอมรับ พรรคเราไม่มีนายทุน ผมไม่ได้เป็นนายทุนพรรค ธุรกิจของผมเป็นบริษัทหุ้นส่วนพี่น้อง พวกเขาไม่ให้ผมเอาเงินมาเล่นการเมือง”

   สมาชิกพรรคแต่ละคนพบว่าเป็นแกนนำ นปช. แทบทั้งนั้น
“ก่อนที่จะเข้ามาร่วมพรรคคุยกันแล้วว่าพวกเราต้องการแบบนี้ ถ้าอุดมการณ์ไม่เป็นแบบนี้ไม่ต้องเข้ามาพรรคนี้ ถ้าเข้ามาแล้ว ไม่มีอุดมการณ์แบบนี้ คุณออกไป”

          บทบาทของคุณยงยุทธกับคุณจตุพร มีส่วนร่วมอย่างไรในพรรค
“ไม่มี ส่วนตัวนั้นครอบครัวคุณยงยุทธ ผมรู้จักกันทั้งครอบครัวมีความสนิทกัน ทำธุรกิจกันบางเรื่อง ส่วนคุณจตุพรนั้น เรามีอุดมการณ์เดียวกันคือประชาธิปไตย ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ฉะนั้นอุดมการณ์ในทางการเมืองค่อนข้างเหมือนกัน คุณจตุพรเป็นผู้เช่าตึก (อิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว จัดทำทีวีดาวเทียมคนเสื้อแดง) ก็เป็นธรรมดาที่คุยกัน ตอนที่คุณจตุพรเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ผมก็ไปเยี่ยมไปคุยกันเป็นเรื่องธรรมดา”

ช่วงที่ตั้งพรรคเพื่อชาติทำไมคุณยงยุทธกับคุณจตุพรมีบทบาทในพรรคมากเหลือเกิน
“หลักของการตั้งพรรคนี้คือ ทำไมเราไม่คุยกัน เราควรจะหาพรรคหนึ่งที่เป็นเกาะกลางที่ทุกฝ่ายสามารถคุยกันได้ ไม่ว่าฝ่ายไหนสีอะไร เพราะมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อบ้านเมือง

หากถามว่าทำไมทุกการเคลื่อนไหวของพรรคถึงมีชื่อ 2 คนนี้เสมอนั้น พรรคเพื่อชาติ ชื่อนี้ความหมายดี พวกเราเลยมาคุยกับหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการพรรคชุดก่อน พวกเขาก็เห็นด้วยกับแนวทางของพวกเรา คุณยงยุทธก็อยากสนับสนุน แต่ขออยู่เบื้องหลังในการดู สนับสนุนเรื่องนโยบายต่างๆ คุณจตุพรขอเป็นกองเชียร์พรรค”

 ทำไมบทบาทของพรรคเพื่อชาติขึ้นอยู่กับคุณจตุพร
“ไม่ได้อยู่ที่คุณจตุพร พวกเราพูดกันและมีการปรึกษาหารือ คุณจตุพรก็มาเป็นผู้ถ่ายทอดสู่สังคม”

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาคุณยงยุทธบอกว่าจะพาคุณทักษิณ ชินวัตรกลับบ้าน แบบนี้แสดงว่าทิศทางของพรรคไม่ได้เป็นเกาะกลางเสียแล้ว เพราะเหมือนกับการท้าทาย คสช.ตรงๆ

“ทิศทางของพรรคยังไม่เปลี่ยน นโยบายพรรคและอุดมการณ์พรรคยังเหมือนเดิม เหตุที่คุณยงยุทธบอกว่าจะพาคุณทักษิณกลับมา หมายความว่าคนที่มีปัญหาอยู่ทำไมไม่เอามาคุยกันด้วย คสช.กลัวคุณทักษิณหรือ เพราะบางฝ่ายไปสร้างภาพและเกิดกลัวกัน ความจริงมีอะไรก็เรียกมาคุยกันสิ เกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกามีปัญหามานานวันนี้ยังคุยกันได้เลย”

คสช.บอกว่าไม่ได้ห้ามคุณทักษิณกลับบ้าน พรรคมีนโยบายนี้อย่างไร
“เราต้องดูว่าการที่พวกเขาพูดแบบนี้ ถ้าพวกเขาเจอแบบนี้ (กรณีทักษิณ ชินวัตร) จะกลับมาไหม ต้องดูว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงอะไร ช่วงประชาธิปไตยหรือเปล่า หากกลับเข้ามาแล้วจะเสียเปรียบไหม”

แต่ช่วงที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกฯ คุณทักษิณก็ไม่กลับประเทศ
“ก็ยังกลับไม่ได้”

มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อชาติมีแผนบางอย่างซ่อนอยู่และหัวหน้าพรรคเพื่อชาติแอบไปคุยกับคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคพลังประชารัฐมาแล้ว
“ไม่มี ผมไม่ได้เจอคุณสุริยะตั้งแต่คุณสุริยะหายตัวไปจากการเมือง ไม่รู้ว่าข่าวนี้มาได้อย่างไร ยอมรับว่ามีคุยแบบเป็นทางการอยู่บ้าง แต่ไม่มีการแอบคุย”

          “ผมเป็นหนึ่งในคนคัดเลือกนะ ไม่ได้ตัดสินคนเดียว ดังนั้นเราต้องยึดเอาสียงส่วนใหญ่แต่ทุกคนมีเหตุผลชี้แจงว่าทำไมคนนั้นถึงอยู่อันดับนั้น พอมีคนสมัครเยอะเข้า บางคนอาจจะหลุดๆ ไปบ้าง”

          “ก่อนที่จะเข้ามาร่วมพรรค คุยกันแล้วว่าพวกเราต้องการแบบนี้ ถ้าอุดมการณ์ไม่เป็นแบบนี้ ไม่ต้องเข้ามาพรรคนี้ ถ้าเข้ามาแล้ว ไม่มีอุดมการณ์แบบนี้ คุณออกไป”

อดีตสองนายพลสีกากีวิพากษ์การเมืองกับตำรวจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/364964?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อดีตสองนายพลสีกากีวิพากษ์การเมืองกับตำรวจ

วันที่ 8 มีนาคม 2562 – 14:27 น.
พลตตวิชัย สังข์ประไพ,สีกากี,นายพล,พลตตสุพิศาล ภักดีนฤนาถ
เปิดอ่าน 2,415 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การเมืองกับตำรวจนั้น แทบจะแยกกันไม่ออก เพราะสังคมมองว่าคนการเมืองกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มักจะโดนกล่าวถึงในเชิงลบเสมอและมีอิทธิพลร่วมกันจนมีการเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูปตำรวจ” เป็นระยะ

เครือเนชั่นได้สัมภาษณ์ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตหลักสี่และจตุจักร พรรคประชาธิปัตย์ กับ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในประเด็นการเมืองกับตำรวจไว้อย่างน่าสนใจ

       ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่มาก จะแก้ไขแบบจริงจังอย่างไร
พล.ต.ต.วิชัย : พรรคประชาธิปัตย์ยกเรื่องนี้เป็น 1 ใน 10 นโยบายของพรรค ยาเสพติดถือเป็นปัญหาของชาติ สร้างปัญหามาก คดีทุกวันนี้ 80% เกิดจากยาเสพติด คนติดยาเสพติดทั่วประเทศมีประมาณ 3 ล้านคน งบประมาณที่เอามาดูแลเรื่องยาเสพติดก็เสียไปมหาศาล เงินในส่วนนั้นสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้ ในแต่ละปีเพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ปัญหานี้น้อยลง

พล.ต.ต.สุพิศาล : ผมดูแลเรื่องยาเสพติดตั้งแต่เป็น ร.ต.อ. อยากให้สังคมรู้ว่าทำไมยาเสพติดยังอยู่ในเมืองไทย ขอเรียนว่าสามเหลี่ยมทองคำเป็นต้นตอของยาเสพติดที่เข้ามาในประเทศ เป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดความมั่นคงทางทหารของประเทศหนึ่ง เป็น Army Trade เมื่อเกิดขึ้น สิ่งที่เป็นสินค้าที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความไม่มั่นคงคือยาเสพติด

สิ่งที่เราควรทำลายคือสารตั้งต้นของยาเสพติดที่มาจากประเทศมหาอำนาจหรือนำสารเหล่านี้ผ่านประเทศเรา และต้องสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเจ้าของดินแดนนั้น ยาเสพติดในบ้านเรา คนไทยเป็นเหยื่อของยาเสพติดมาตลอด คนผลิตมียาเสพติดเป็นโรงงาน อย่างไรก็กำไร คนเสพโดนจับก็ไม่รู้เรื่อง

  แนวของปะฉะดะที่พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงจะทำเช่นใด และแนวทางของพรรคอนาคตใหม่จะแก้ไขเรื่องนี้แบบใด
พล.ต.ต.วิชัย : ต้องยอมรับว่ายาเสพติด ทำให้เกิดความร่ำรวยให้บางคน แต่ฆ่าคนทั้งประเทศ นโยบายพรรคประชาธิปัตย์เป็นนโยบายที่จับต้องได้ ทำได้เลย ปะฉะดะ ปะ คือ พบ ฉะ คือ ทำผิดคือลงโทษ ดะ คือไม่เลือกหน้า ตอนนี้ต้องยอมรับว่าการสืบสวนเป็นอำนาจของตำรวจ ถ้าเราให้ ป.ป.ส.มีอำนาจในการสอบสวนมากขึ้น เป็นการคานอำนาจและแบ่งเบางานตำรวจ เพราะในทางสอบสวน ป.ป.ส.มีข่าวสารยาเสพติดมากกว่าตำรวจอีก ป.ป.ส.ทำสำนวนจับกุมและส่งอัยการและฟ้องศาลได้โดยไม่ต้องผ่านตำรวจ

พรรคประชาธิปัตย์จะเพิ่มโทษให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสอบวินัยผู้บังคับบัญชา ส่วนผู้เสพถือเป็นผู้ป่วย หากจับมาแล้วควรทำการบำบัดรักษา แต่สังคมก็ไม่ยอมรับพวกเขา แต่ถ้าบำบัดหลายรอบแล้วยังไม่เลิก ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

พล.ต.ต.สุพิศาล : แนวทางแก้เรื่องนี้ของพรรคคือปลดล็อก ปรับโครงสร้าง เปิดโอกาส วันนี้ยาบ้าเป็นยาเสพติดที่ต้นทุนต่ำ แต่ขายได้ราคาสูง ดังนั้นกฎหมายต้องเปลี่ยนด้วยการแทรกแซงตลาด การรีดิวซ์ราคายาเสพติดให้ลดลงเป็นหัวใจสำคัญ ต้องมองถึงโครงสร้างของกระบวนการ งานป้องกันเป็นหัวใจ ผู้ต้องหาจำนวนมากเกิดจากยาเสพติด ถ้าคนพวกนี้คือเหยื่อของอาชญากรรม เราคิดว่าพวกเขาคือผู้ป่วย พวกเขาหลงผิดกับมูลค่าของเงิน ถูกหลอกเพื่อขาย ซึ่งต้นทางสามารถคัตเอาท์ได้เลย

    เป้าหมายจริงๆ คืออะไรในการแก้ปัญหาเรื่องนี้
พล.ต.ต.วิชัย : วันนี้ผู้เสพในเรือนจำแทบจะไม่มี เพราะมีการคัดกรองนำไปบำบัดเพื่อส่งกลับสู่สังคม แต่สิ่งที่เราจะทำคือเน้นปฏิบัติการ ผมปราบปรามยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2544 จนกทม. ฝั่งธนบุรี แทบไม่มียาเสพติดในตอนนั้น กฎหมายระบุว่ายาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต ตัวอย่าง ถ้าศาลตัดสินแล้วควรนำไปประหารชีวิตเลย ยาเสพติดจะเบาบางลงทันที มาตรการในการปราบปรามมันเป็นความจำเป็น

มาตรการแรกคือการให้ความรู้ พ่อแม่ต้องดูแลลูก โรงเรียน สังคม ทหาร ต้องดูแลตรงนี้ ถ้าทำทั้งหมดอาจสอดคล้องหรือและมีผลดีต่อตำรวจที่หลายฝ่ายช่วยทำตรงนี้ เพราะการล่อซื้อบางทีล่อซื้อเทียมให้พวกเขาส่งมาหลายล้านเม็ด แต่มันไม่ได้ผล เราก็จับได้แค่ตัวปลอมที่มาส่ง ตัวจริงก็ผลิตต่อไป ก็ถอนลำบาก เราต้องทำให้ผู้เสพน้อยลง ถ้าจะมัวแต่ป้องกันก็ไม่ได้เพราะเด็กยังเสพอยู่ ดังนั้นเราต้องทำให้คนมีความรู้ก่อน สถานบำบัดต้องมีเยอะเข้าไว้ ต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ที่คอยบำบัด

พล.ต.ต.สุพิศาล : สิ่งสำคัญคือการทำจริงคือ 1.ต้องตัดเส้นทางสารตั้งต้นให้ได้ 2.ลดแรงจูงใจของผู้ค้า ให้ความรู้แก่ผู้ค้า 3.หน่วยงานที่ต้องแข็งแรง คือตำรวจ D.A.R.E ของสหรัฐ (Drug Abuse Resistance Education โครงการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนเข้าใจการต่อต้านการใช้ยาเสพติดและการหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง) พวกเขาใช้ตำรวจ D.A.R.E ไปฟูมฟักให้ความรู้แก่เด็ก เพราะเด็กคือเหยื่อ ดังนั้นตำรวจ D.A.R.E ต้องถูกสร้าง และให้กองทุนมากขึ้น เพื่อไปปรับปรุงฟื้นฟูเด็กให้เตรียมรับแรงกระแทกจากปัญหายาเสพติด ถ้าเด็กป้องกันตัวเองได้นั่นคือขั้นแรกของนโยบาย คือ ชุมชน เปิดโอกาสให้ชุนชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเฉพาะการกระจายอำนาจจากรัฐบาลในเรื่องเม็ดเงิน ให้ชุมชนสามารถใช้เงินโดยความคิดของพวกเขาเอง แบบที่ต้องทำเอง ตำรวจมีหน้าที่เข้าไปดูแล และมีตำรวจ D.A.R.E เข้าไปให้ความรู้ จัดสถานที่ของชุมชนให้แข็งแรง หาทิศทางหรืองานให้เด็กที่ติดยาเพื่อระบายกิจกรรมที่พวกเขาอยากเล่นอีกเส้นทางหนึ่ง เรียกว่าชุมชนบำบัด ซึ่งเป็นหัวใจหลักและเสริมตำรวจ D.A.R.E ให้มากที่สุด เพื่อให้พวกเขาสร้างองค์ความรู้ในรากฐาน

ส่วนกฎหมายหรือผู้ที่ต้องขังยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ที่ค้า เราอย่าคิดว่าพวกเขาเป็นผู้กระทำผิด ถ้าเราเปลี่ยนยาเสพติดให้เหมือนกัญชาที่เราจะเอามาขาย ถ้ายาเสพติดราคาถูก โดยตัดราคา และเปลี่ยนทิศทางของการลงโทษ เพราะการประหารชีวิตไม่ได้ผล รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ทิศทางของการปราบปรามไม่มีการสิ้นสุด

การสิ้นสุดของเรื่องนี้คือ 1.ตัดต้นทางของสารตั้งต้น 2.สร้างรากฐานชุมชน ช่วยกันบำบัดตรงกลาง ต้องปลดปล่อยคนที่เป็นเหยื่อทั้งหมดออกไป และสุดท้ายคนไทย คือการเปิดโอกาสให้คนในสังคมร่วมบูรณาการทั้งหมด ตั้งแต่ระดับครอบครัว และต้องเอาใจใส่คนในสังคม ให้ความรู้ เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วนต้องลงมาบูรณาการอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยตัวใครตัวมัน ส่วนเรื่องการปราบปรามต้องเด็ดหัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้ได้ อย่ามัวเด็ดปลายแถวเพื่อสร้างผลงาน

พล.ต.ต.วิชัย : เรื่องสารตั้งต้นนั้นรัฐบาลทำอยู่แล้ว เราต้องยอมรับว่า ประเทศรอบบ้านนั้นเดิมอาจจะมีประเทศเดียว แต่ตอนนี้ บางประเทศมองว่าเป็นรายได้ที่ดี หลายประเทศเริ่มทำตรงนี้ ถ้าเราจะไปพูดในการเมือง ให้พวกเขาหยุดในเรื่องสารตั้งต้น พวกเขาก็รับปาก แต่ตรงนี้คือรายได้ของประเทศเหล่านี้ และพวกเขาอาจจะอยู่เบื้องหลังด้วย ดังนั้นมันค่อนข้างยากที่จะไปบังคับพวกเขา เพราะเป็นรายได้และเป็นเรื่องการเมืองของพวกเขา มันยุ่งยากพอสมควร ฉะนั้นเราต้องแก้ไขภายในประเทศเราให้ได้

ตอนที่ผมอยู่กับผู้ว่าฯ กทม. เราดูแลชุมชน บำบัดนักศึกษา โรงเรียนต่างๆ แต่ต้องยอมรับว่าสังคมเรา ยาเสพติดนั้นคนติดยามาจากคนรากหญ้า คนจน พ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูกและไปเสพยาเสพติด อันนี้เป็นต้นตอของปัญหา ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องเข้าไปดูแล อย่างเช่น ถ้าเอาทุกมหาวิทยาลัยมาลงช่วยด้านการศึกษากับชุมชน มันจะช่วยได้เยอะมาก

พล.ต.ต.สุพิศาล : เราต้องเข้าใจว่า ปัญหานี้กระทบกับชุมชนข้างล่าง ดังนั้นเกราะที่สำคัญคือคนข้างๆ เด็ก นั่นคือต้องเอาใจใส่ ส่วนภาครัฐนั้นขาดการและประมวลผล เคยติดตามผู้ที่เข้ารับการเยียวยาและปลดล็อกออกจากผู้เสพแล้วกลับไปบ้าน เราจะติดตามพวกเขาด้วยเทคโนโลยี เราต้องเข้าถึงเรื่องความรู้ ที่อยู่อาศัย ผลลัพธ์ที่บอกว่าพวกเขาหาย จากการเสพยานั้น เรื่องแบบนี้มันจะกลับมาอีกหรือไม่

 ส่วนการปฏิรูปตำรวจนั้น “ผู้การแมว” และ “ผู้การแต้ม” แสดงมุมมองเรื่องนี้ว่า
พล.ต.ต.สุพิศาล : คนที่จะมาประกอบอาชีพตำรวจนั้น จากนี้ไม่ต้องเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และโรงเรียนเตรียมทหาร พาตำรวจกลับบ้าน กลับสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วกระจายอำนาจ หากทำแบบนี้จะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีงบประมาณมากมาย

ส่วนการแต่งตั้งนั้น นายกรัฐมนตรีไม่ควรยุ่งกับการแต่งตั้งระดับล่างลงไป ยกเว้นตำแหน่ง ผบ.ตร.เพียงคนเดียว โดยการแต่งตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นอยู่กับบอร์ดก.ต.ช. โดยจะถูกออกแบบจากตำรวจเท่านั้น อาจจะมีผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านกระบวนการคัดสรรมาจากภาคประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมด้วย โดยมีการเลือกรายชื่อว่าที่ ผบ.ตร. และลงคะแนนจาก ผกก.ทุกสถานี โดยว่าที่ ผบ.ตร. 2 คน นำคุณสมบัติเข้าบอร์ดก.ต.ช. และเป็นสิทธิของนายกฯ ที่จะเลือก ผบ.ตร.คนใหม่ ตรงนี้คือโครงสร้างที่จะถูกตัดเรื่องของการกระจายอำนาจทางการคลัง จะต้องลงไปที่ อปท. หน่วยงานที่จะเป็นแม่งานให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อทำสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มี ปัจจุบันตำรวจยังต้องหิ้วสมบัติส่วนตัวไปที่สถานีตำรวจ ตรงนี้คือส่วนหน้าของงานทั้งหมด

นโยบายใหม่จะต้องถูกออกแบบโดยรื้อโครงสร้าง และนำเทคโนโลยีเข้ามา การทำงานส่วนหน้า จะต้องมี co-space เพื่อให้ประชาชนเข้ามาใช้ ห้องคุมขังจะไม่มี ต้องฝากขังที่ศาล ห้องควบคุมจะเป็น co-space เป็นที่ให้ความรู้ เชื่อมความสัมพันธ์ ตกลงคดีความที่ไม่อยากขึ้นศาล คดีที่ขึ้นศาลจะต้องเป็นคดีที่สำคัญ ความยุติธรรมชุมชนจะเกิดที่นี่ ยุติธรรมสมานฉันท์อาจจะเกิดที่อัยการ

เราจะสร้าง justech คือ justice+technology ตั้งแต่การเอาตัวจนถึงปล่อยตัว เรื่องของการควบคุมอาชญากรรม จากเครื่องมือเทคโนโลยีที่มี คือเรื่อง inside outside คือตำรวจที่ต้องรับใช้ชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ จาก 5 ทฤษฎีกับ 1 หลักการ 1 หลักการสุดท้ายคือหลักการแก้ไขปัญหาผันไปตามความต้องการของประชาชน

พล.ต.ต.วิชัย : ตำรวจมีทั้งดีและไม่ดี ประชาชนสนใจแค่ตำรวจไม่ดี ดังนั้นต้องมีการปฏิรูป ระบบของเราแทบจะเหมือนกับญี่ปุ่น แต่ของญี่ปุ่นไม่มีปัญหา ดังนั้นมันอยู่ที่คน เราต้องแก้ที่คน เราต้องมีวิธีการปฏิรูป นายกฯไม่มีสิทธิ์แต่งตั้ง ผบ.ตร. ไม่อย่างนั้นตำรวจอยู่ข้างการเมือง เพราะนายกฯเป็นคนแต่งตั้งตำรวจ โครงสร้างเสีย ตำรวจที่ทำงานดีๆ เลยเสียไปเลย ผบ.ตร.ต้องมาจาก ก.ตร. เพราะคนที่รู้ดีว่าใครดีและไม่ดี คือตำรวจ เพราะฉะนั้นนเราต้องคัดผบ.ตร.จาก ก.ตร. ถ้าผบ.ตร.ไม่ดี นายกฯ หรือสังคมสั่งปลดได้

ทำไมงานสอบสวนสมัยก่อนไม่เสียหาย มาเสียหายในบางช่วง เพราะเราไม่เคยแก้ให้พวกเขา คนที่ได้ทำงานสอบสวนก็ท้อ เพราะงานหนัก ความเจริญก้าวหน้าก็ไม่มี ทำไมเราไม่แก้ตรงนี้ ทุกวันนี้ที่บอกว่าสังคมต่อว่ามากที่สุดคือ เรื่องสอบสวน ความยุติธรรมกับประชาชน เราต้องไปดูแลเรื่องการบริการ ความรวดเร็ว ความเป็นธรรม และตำรวจต้องทำเรื่องสืบสวนและเรื่องการป้องกันเท่านั้น อันไหนที่ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมาย มอบให้คนที่ทำหน้าที่นั้นๆ ทำงาน ไม่ต้องให้ตำรวจทำ”