เช็กลิสต์ราคาก่อนปล่อยตัว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365383?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กลิสต์ราคาก่อนปล่อยตัว

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 09:10 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,หย่อนบัตร,เลือกตั้ง62,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 635 ครั้ง

คอลัมน์… จี้จุดตายคลายจุดเป็น โดย… เร้นกาย ไร้เงา

โค้งสุดท้ายก่อนหย่อนบัตร สงครามน้ำลายสาดกันสะบัด แต่ละพรรค แต่ละคนจัดการตอบโต้และขุดเรื่องราวฝ่ายตรงข้ามมาประเคนกันแบบไม่ยั้งจนคนไทยหลายคนเพลียใจว่าน้ำเน่ายังเวียนวนกับคนการเมืองมิจางหาย

ขณะเดียวกันสิบกว่าวันนี้พรรคต่างๆ ปล่อยตารางหาเสียงรวมทั้งชุดนโยบายกันแบบถี่ยิบ เพราะตอนนี้เริ่มชัดแจ้งแล้วว่า ใครและพรรคใดมีโอกาสจะเข้าวินในเขตเลือกตั้งใดบ้าง

แม้บางเขตที่มีลุ้นทั้งสอบได้และอาจหลุดโผคีย์แมนพรรคจะเลือกกันแบบแก้ตารางกันวุ่นเพื่อลงไปตีตรา ป้องกันเหตุสุดวิสัย

และบางพื้นที่แม้ไม่มีลุ้นแกนนำบางพรรคก็ต้องไปเพื่อปรากฏตัวเชิงสัญลักษณ์ว่า พรรคนี้มิได้ละเลย…

          แต่ที่แน่ๆ ยิ่งกว่าแช่แป้ง คือน้ำเลี้ยงที่แต่ละพรรคจะปล่อยออกให้ผู้สมัครนั้นว่ากันว่ายามนี่ไหลแล้ว แต่ความแรงดันจะต่ำหรือสูง ขึ้นอยู่กับผลโพลล์ว่าโอกาสจะเป็นเช่นใด

ค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้คือไม่เกินคนละ 1.5 ล้านบาทนั้น ความจริงแล้วไซร้…แทบไม่พอหากหวังแตะอันดับดีๆ

คนการเมืองหล่นวาจาให้ได้ยินว่า อันดับ 1 นั้นพบว่าอัตราตัวเลขอยู่ที่แปดหลักจนถึงเก้าหลักในเขตที่ปะทะกันแบบช้างชนช้างนั้น ดีกรีอยู่ที่ว่าจะใช้กี่กิโลกรัม (ศัพท์การเมือง 1 กิโลกรัมคือ 1 ล้านบาท) และพื้นที่ราบสูงที่มี 116 เขตเลือกตั้ง คือพื้นที่ที่ผู้สมัครแต่ละพรรคต้องคำนวณพิกัดน้ำหนักของน้ำเลี้ยงแจ้งคีย์แมนพรรคมากที่สุด

ส่วนภาคเหนือ, กลาง, ตะวันออก และตะวันตก รวมทั้งปักษ์ใต้ และเมืองหลวงนั้น ต้องดูกันรายพื้นที่ว่าตาชั่งของคีย์แมนพรรคจะแตะไปที่อัตราใด…

          และคราวนี้มีการอัดน้ำเลี้ยงกันแบบอู้ฟู่เพราะหนึ่ง ส.ส. คือหนึ่งตัวแปรทางการเมืองที่มีสามนัย บนบัตรเลือกตั้งหนึ่งใบ

นัยแรก คือ เป็น 1 ใน 350 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีผลกับการคิดฐานส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคต้นสังกัด

นัยสอง คือ จะส่งผลไปยังพรรคต้นสังกัดว่าจะยืนขั้วใดระหว่างรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

นัยสาม คือ แคนดิเดตนายกฯ

ดังนั้นผู้สมัคร ส.ส.คราวนี้อาจจะใช้คำเปรียบเทียบว่ามูลค่ายิ่งกว่ามนุษย์ทองคำ เพราะคราวนี้ค่าใช้จ่ายในการปล่อยน้ำเลี้ยงเพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสตบเท้าเข้าสภาผู้แทนฯ นั้นมากยิ่งกว่ามากหากเทียบกับการเลือกตั้งในอดีต

รวมทั้งกลยุทธ์ดูดแต้มจากพรรคที่หมดลุ้นและพรรคที่หมดสิทธิ์ลงแข่ง โดยมีการเสนอเงื่อนไขแบบงามๆ เพราะหลายวันมานี้ได้ทราบมาว่าอดีตคนในเครือข่าย ทษช.โดนตื๊อหนักมากและมีการเปิดดีลงามๆ กันหลายเคส แต่ ทษช.นั้นรู้คำสั่งทางลับไปแล้วว่าจะเทแต้มให้พรรคใดและเขตไหน เพื่อหักหน้า ปชป., พปชร., คสช. และลุงตู่

ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ “ชาวนากับงูเห่า” ภาคสาม บนเวทีการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งในการประสานตัวขอเสียงและใจแบบข้ามห้วย โดยเคสนี้จะเกิดขึ้นในช่วงการโหวตเลือกนายกฯ เพราะไม่ว่าพรรคใดจะจับมือกับพรรคอื่นๆ ตั้งรัฐบาล แน่นอนว่า หนึ่งเสียงนั้นมีความหมาย และหนึ่งเสียงนั้นอาจนำพาอีกหลากเสียงมาได้จนเปลี่ยนดุลการเมือง

          แว่วว่าอดีตผู้จัดการรัฐบาลบางคนวางเกมไว้แล้วว่าจะช้อนใครเข้าก๊วนด้วยเงื่อนไขใดบ้าง

สมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งคุมพรรคประชากรไทย และทักษิณ ชินวัตร ในยามที่เร่ร่อนต่างแดนช่วงที่พลังประชาชนโดนยุบและไร้หัวหน้าพรรค คือสองตำนานชาวนาที่โดนงูเห่าฉกไปเต็มๆ

งูเห่าภาคสามนั้น สายสืบไปเลาะตะเข็บข้อมูลได้ความว่า คนใน ปชป., พท. คือเป้าหลักที่ท่อน้ำเลี้ยงลึกลับจะต่อเข้าไปแบบเหมาเข่ง และหากบิ๊กดีลนี้ผ่าน จะมีการสลับขั้วย้ายพรรครวมทั้งบรรณาการสุดงามแบบไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้

          แว่วมาว่า เกมตลบหลังเจาะว่าที่ ส.ส.พปชร. มาร่วมขบวนกับขั้วตรงข้ามนั้น ก็มีการวางแผนไว้แล้ว 

เพราะมีการปล่อยข่าวกันในหมู่คนการเมืองแล้วว่า ยามนี้คะแนนนิยมของ พปชร.และลุงตู่มิได้ติดลมบน แม้ช่วงนี้ พปชร.และลุงตู่จะมีการปล่อยของออกมาเพียบ แต่มันเหมือนไร้ปฏิกิริยาตอบรับในยามนี้และยามหน้า

จึงมีท่าทีเบื้องต้นแล้วว่าลุงตู่อาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน และปูดข่าวลอยลมให้คนการเมืองไล่เช็กกันว่าแกนนำใน พปชร. แต่ละมุ้งสวมคอนเวิร์สกันมาพักใหญ่แล้ว

หากแยกย่อยกลุ่มก๊วนใน พปชร.แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก 1.กลุ่ม 4 อดีตรัฐมนตรี นำโดย อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค 2.กลุ่มอดีตกปปส. นำโดย ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค 3.กลุ่มสามมิตร นำโดย สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

หาก 3 กลุ่มที่เริ่มผิดใจกันแตกหักกันขึ้นมา ก๊กที่สบายสุดหนีไม่พ้น สามมิตร ที่ชำนาญด้านย้ายพรรค พลิกขั้ว พลิกลิ้น โดยเฉพาะ สมศักดิ์ ที่ขน ส.ส.มัชฌิมาประเคนให้แก่แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในหลายครั้ง ส่วนอีก 2 ก๊ก คงหนีไปเกาะพรรคอื่นยาก

แต่หาก สามมิตร คิดตีตัวออกห่าง ก็ต้องเช็กลิสต์คดีของตัวเองให้ดี เพราะหลายคนมาด้วยเงื่อนไขของคดีติดตัว หากไม่เช็กทิศทางลมให้ดีมีหวังภัยถึงตัวได้เหมือนกัน

          ทว่าสูตร พปชร.หักกันเอง ย้ายขั้วซบตักพรรคตรงข้ามจับมือตั้งรัฐบาลคงยาก เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า 250 ส.ว.จะโหวตใคร คะแนนฝั่งตรงข้ามเติมให้เต็มคงยาก แถม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีอำนาจใช้ ม.44 ออกมาตรการทุกอย่างได้หมด อภินิหารทางกฎหมายที่เล่นแร่แปรธาตุได้ตลอด ไม่มีใครกล้าหืออือ
ชั่วโมงนี้ข่าวปล่อยจัดตั้งรัฐบาลมีหลายสูตร โดยเฉพาะฝั่ง พท. ที่พยายามกดดันไปที่ปชป. เพราะถือเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล หาก ปชป.เคาะว่าจะร่วมหัวจมท้ายกับใคร โอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลมีสูง เงื่อนไขของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แค่เรียกกระแสตีกินแต้มโค้งสุดท้าย

เพราะประวัติศาสตร์ของ ปชป. รู้กันทั้งบางว่า หากอยากจับขั้วรัฐบาล ต้องมีกองทัพหนุนอยู่ข้างหลัง ไม่เช่นนั้นก็ซดแห้วมานมนาน อภิสิทธิ์โดดมาเล่นเกมนี้ ตั้งโต๊ะแถลงบรรดาพรรคการเมืองอื่นยังไม่เชื่อน้ำคำ รอดูสัญญาณจาก ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคปชป. จะออกลูกไหน เพราะเหมือนจงใจซ่อนไพ่ นายหัวชวน เป็นท่าไม้ตายเผื่อพลิกเกม

การเมืองเข้มข้นช่วงโค้งสุดท้าย การต่อรอง แรงเสียดทาน มุ่งตรงไปที่ระดับแกนนำพรรคจะตัดสินอนาคตของพรรคอย่างไร สูตรจัดตั้งรัฐบาลมีหลายตัวเลือก แต่โฟกัสหลักยังอยู่ที่ “พล.อ.ประยุทธ์”

อุบัติภัยบนถนน..ลดลงได้ด้วยวินัยจราจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุบัติภัยบนถนน..ลดลงได้ด้วยวินัยจราจร

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 07:10 น.
สายจตรวจระวังภัย,อุบัติภัยบนถนน,วินัย,จราจร,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,ผบชสตม
เปิดอ่าน 619 ครั้ง

คอลัมน์…  สายจตรวจระวังภัย  โดย… กรกมล อักษรเดช

อุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียเป็นสถิติที่สูงทุกปี แม้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีการรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัยอยู่ตลอด หลายคนระมัดระวัง อีกไม่น้อยก็ขับรถด้วยความประมาท คนส่วนใหญ่เคารพกฎจราจร แต่อีกจำนวยมากยังขาดวินัยฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างปีใหม่และสงกรานต์ ที่มักมีอุบัติเหตุจำนวนมาก

สถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 7 วันอันตราย (27 ธ.ค. 61-2 ม.ค. 62) แสดงให้เห็นว่าการรณรงค์ค่อนข้างล้มเหลว เพราะเกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 463 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,892 คน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 40.39 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 28.30 ซึ่งยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.64 รถปิกอัพ 6.95 ​นอกจากนี้ช่วงหลังได้เกิดอุบัติเหตุกับรถสาธารณะ โดยเฉพาะรถโดยสาร ทำให้แต่ละครั้งที่เกิดอุบัติเหตุมีจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะจึงต้องมีความรับผิดชอบเป็นเท่าตัว

แม้ผลการรณรงค์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่หลายฝ่ายยังคงเดินหน้ารณรงค์ เพื่อลดการบาดเจ็บสูญเสียจากอุบัติภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะการปลูกฝังวินัยจราจรให้แก่ผู้ขับขี่ ด้วยเหตุนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. พ.ต.อ.อำนาจ โฉมฉาย ผกก.3 บก.ทท.1 พ.ต.อ.จันทร์ชัย แดงประเสริฐ ผกก.ด่านตม.ท่าอากาศยานกรุงเทพ(ดอนเมือง) จึงได้ร่วมกันเปิดโครงการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติบนท้องถนน “ขับขี่ปลอดภัย ปลูกฝังวินัย อุ่นไอรัก” โดยมีผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) กว่า 300 คน เข้าร่วมอบรม

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ กำหนดให้มีโครงการอบรมเสริมสร้างวินัยจราจรในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ ที่ผ่านมา ดังนั้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงน้อมนำโครงการดังกล่าวมาต่อยอด ด้วยการริเริ่มโครงการรณรงค์เสริมสร้างวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระองศ์ท่าน สอดรับกับตามมติที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินโครงการเสริมสร้างวินัย ลดอุบัติภัยบนท้องถนน ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ

“โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและลดอุบัติภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดจาก รถแท็กซี่ และเพื่อสร้างจิตสำนึกและมารยาทในการใช้รถใช้ถนนให้แก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และความปลอดภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนของผู้ขับขี่รถแท็กซี่ ให้ได้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองในการเข้ามามีส่วนร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน ถือเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างระมัดระวัง ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่สามารถป้องกันและลดอุบัติภัยบนท้องถนนได้ ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 300 คน ในครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการกระตุ้นจิตสำนึก แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กจุดหนึ่ง แต่เชื่อว่าจุดเล็กๆ นี้ จะสามารถผลักดันทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางสังคมได้” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ อธิบาย

สิ่งที่ทุกภาคส่วนรณรงค์มาตลอดคือเรื่องวินัยจราจร การเคารพกฎ ขับรถด้วยความไม่ประมาท ถ้าทุกคนถือปฏิบัติจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ แม้อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด แต่การมีวินัยจราจรจะเป็นเหมือนเกราะป้องกันให้สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ยากขึ้น..!!

“ความหวังเอสเอ็มอีไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365262?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ความหวังเอสเอ็มอีไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่”

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 12:55 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,เอสเอ็มอี
เปิดอ่าน 297 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง การเมืองยิ่งชุลมุน แต่ก็ยังมีเวลาอีกพอสมควรที่ภาคส่วนต่างๆ จะเสนอความเห็น และยื่นข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดการผลักดันไปสู่นโยบาย อย่างที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี(SMEs) ได้จัดเวทีสาธารณะสะท้อนความคิดของเอสเอ็มอีไทยไปสู่พรรคการเมือง โดย “สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย” ร่วมกับ “สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส” จัดเวทีสะท้อนพลังคนตัวเล็กในหัวข้อ “ความหวัง SMEs ไทยในมือรัฐบาลชุดใหม่” มีผู้เข้าร่วมคือ กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่(อนค.) อนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายและรองโฆษกด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มาเข้าร่วม ได้แสดงความคิดเห็นต่อพรรคการเมืองโดยตรง

“สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เรามุ่งที่จะเป็นเครือข่ายของเอสเอ็มอีไทย ที่จะเป็นหลักในการพัฒนาพวกเราในทุกมิติ โดยรวมพลังกับภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตั้งใจจะยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ จึงอยากเป็นกระบอกเสียงให้แก่พวกเราที่เป็นคนตัวเล็กๆ ด้วยกัน” คำกล่าวเปิดเวทีสะท้อนพลังคนตัวเล็กจาก “โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ” ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ทั้งได้ระบุวัตถุประสงค์ในการจัดงานไว้ 3 ประการ คือ 1.สะท้อนเสียงของคนตัวเล็ก และบอกแนวทางแก้ปัญหาที่ต้องการเกี่ยวกับเอสเอ็มอี 2.รับฟังและแลกเปลี่ยนนโยบายด้านเอสเอ็มอีกับผู้ที่กำลังจะเข้ามาพัฒนาประเทศ และ 3.เป็นการรวมพลสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
ณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ประธานศูนย์วิจัยธุรกิจและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ กล่าวว่า “ของขวัญที่เอสเอ็มอีอยากได้จากรัฐบาลชุดใหม่ไม่ใช่เงิน แต่เป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น” นั่นคือ อยากเห็นเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าเอสเอ็มอีนั้นเป็นกลุ่มของคนตัวเล็กที่มุ่งมั่นจะทำธุรกิจ ไม่ได้เป็นคนตัวเล็กที่รอแต่ความหวังจากสิ่งที่รัฐบาลให้มา แต่ต้องการจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยอยากให้รัฐบาลพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นและสงบสุข รวมทั้งการเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้แก่ประชาชน

จากข้อมูลของ SME Poll พบว่า ในปี 2561 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคจำนวนมาก โดยปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยหลักๆ เลยก็คือ สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ปัญหาเรื่องที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินต่างๆ ได้ ปัญหาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาเรื่องราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และการจำหน่ายสินค้าได้ลดลง ทั้งยังมีเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือโดยด่วนด้วย อย่างเช่นการเข้ามาทำการแข่งขันในอุตสาหกรรมขนาดเล็กของทุนต่างชาติ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การขาดความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เอสเอ็มอียังต้องต่อสู้ต่อไป

ดร.ณัฐพลบอกว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยสนับสนุนให้มีแหล่งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยปราศจากภาระผูกพัน หรือภาระค้ำประกันมากที่สุด โดยข้อมูลที่ได้มาจากทาง SME Poll มาจากการเก็บข้อมูลของกลุ่มเอสเอ็มอีจำนวน 1,800 ตัวอย่าง ในช่วง 15 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นผู้หญิง ร้อยละ 52 และเป็นผู้ชาย ร้อยละ 48 ส่วนมากมีอายุอยู่ที่ 40-50 ปี รองลงมาคือ มีอายุอยู่ที่ 30-40 ปี ทำให้รู้ว่ากลุ่มที่เป็นเอสเอ็มอีไม่ใช่กลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจจะทำธุรกิจ และมีประสบการณ์ ทั้งที่เริ่มต้นมาด้วยตัวเอง และต่อยอดมาจากธุรกิจครอบครัว ทั้งยังเป็นกลุ่มที่เรียกได้ว่าเป็นคนตัวเล็กอยู่จริงๆ เพราะส่วนมากยังเป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายได้ธุรกิจไม่เกิน 50,000 บาท/เดือน และดำเนินธุรกิจมานานกว่า 6 ปี

  วิสัยทัศน์ที่แต่ละพรรคการเมืองมีต่อเอสเอ็มอี
กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะร้อยละ 99 จากวิสาหกิจของประเทศไทยมาจากกลุ่มเอสเอ็มอี รวมถึงการเป็นแหล่งจีดีพีที่สำคัญของประเทศ ซึ่งปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอี มาจากการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ไปไม่สุด เรามีเอสเอ็มอีแบงก์ บสย. กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ มี สสว. ซึ่งทั้ง 4 หน่วยงานไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทางพรรคพลังประชารัฐ จึงมีเป้าหมายที่จะทำให้ทั้ง 4 หน่วยงานนี้ ทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน ไม่ใช่ตามมีตามเกิดอย่างในปัจจุบัน และมีเป้าหมายที่จะ “สร้างผู้ประกอบการจาก 3 ล้านรายให้กลายเป็น 5 ล้านราย” ด้วย

อนุชา บูรพชัยศรี กรรมการนโยบายและรองโฆษกด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง ตามสโลแกนของพรรคที่ว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต” เราจึงมุ่งเข้ามาแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ไม่ใช่เข้ามาเพื่อปกครองประชาชน และเรื่องของเอสเอ็มอี เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม โดยรัฐบาลที่เข้ามาจะต้องเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ผู้นำ ต้องทำให้กฎหมายที่จะออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอี ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการทำธุรกิจเอสเอ็มอี ให้ประกอบการได้อย่างคล่องตัว ไม่ใช่ออกกฎหมายมาให้พวกเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า ต่อไปนี้ต้องทำให้เอสเอ็มอีเป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป โดยพรรคอนาคตใหม่จะทำ 3 เรื่อง คือ “ปลดล็อก ปรับโครงสร้าง และเปิดโอกาส” เราจะปลดล็อกในเรื่องของกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และเอื้อต่อทุนใหญ่ที่เป็นการผูกขาด เช่น เรื่องการขอใบอนุญาต และต่อไปนี้ต้องเป็น E-Government ที่หมายถึง การให้บริการของภาครัฐ ผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการปลดล็อกเรื่องเงินทุน ปรับโครงสร้างให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในการทำธุรกิจ ให้คนตัวเล็กมีอำนาจต่อรองกับทุนใหญ่ และเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศ ให้สมกับศักยภาพที่มีอยู่

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกว่า หลักการของพรรคเพื่อไทย ที่ใช้อย่างต่อเนื่องช้านาน คือ “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” ที่เป็นหลักคิดที่อยากฝากเอสเอ็มอีไปพิจารณา ซึ่งเพิ่มรายได้ก็คือ ความสามารถในการขายสินค้าที่มากขึ้น ต้องมองว่าภาครัฐจะเป็นกำลังซื้อที่สำคัญของเอสเอ็มอีได้อย่างไร จะสามารถไปร่วมงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศได้อย่างไร เป็นส่วนที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ส่วนการลดรายจ่าย รู้สึกเห็นใจเอสเอ็มอี เพราะเวลาไปกู้เงินต้นทุนจะแพงกว่าธุรกิจอื่น และธนาคารให้กู้ก็มีน้อย ก็หวังว่าในอนาคตหากพรรคเสนอให้ทางธนาคารใหญ่ปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจขนาดกลาง เพื่อแก้ปัญหาแหล่งเงินกู้ จะได้รับการตอบรับที่นำไปสู่การขยายโอกาสให้เอสเอ็มอีได้

และนี่คือเสียงสะท้อนด้านวิสัยทัศน์ ที่แต่ละพรรคการเมืองมีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็น “คนตัวเล็ก” แต่แท้จริงแล้วเป็นเป็นกลุ่มใหญ่ในเศรษฐกิจของประเทศอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้เสนอให้มีการจัดตั้ง “สภาเอสเอ็มอี” เพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีไปข้างหน้าอย่างก้าวไกลกับทางพรรคการเมืองด้วย ซึ่งทั้ง 4 พรรคการเมือง ต่างก็เห็นด้วยกับการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอีให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เอสเอ็มอีได้เสนอปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันกับภาครัฐได้โดยตรง เป็นการผลักดันที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ในการประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีที่มากขึ้นอีกทางหนึ่ง

เด้งตำรวจเซ่นพิษการเมือง !?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เด้งตำรวจเซ่นพิษการเมือง !?

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 12:45 น.
พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,บิ๊กแป๊ะ,สายตรวจเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 5,674 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย… มณเฑียร อินทะเกตุ 

จะว่าไปแล้วการเมืองกับตำรวจแทบจะแยกกันไม่ออก เพราะในสังคมยังมองว่าบุคคลทางการเมืองกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มักจะถูกกล่าวถึงในเชิงลบ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายวาระต่างๆ ขั้วใครมา ขั้วไหนวิน ฝ่ายไหน พวกใคร ได้ดิบได้ดี เสมือนหนึ่งมีอิทธิพลร่วมกัน

ผ่านพ้นไปแล้วหลังจากที่ตั้งตารอมานานแสนนาน สำหรับคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจวาระประจำปี 2561 ระดับ สารวัตร (สว.) ถึง รองผู้บังคับการ (รองผบก.) ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหูว่าต้องเลื่อนออกไป และอาจจะส่งผลต่อการจัดวางกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง ถือเป็นอีกเรื่องที่ได้รับความสนใจไม่น้อยไปกว่าความร้อนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน

เกี่ยวกับเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.สรไกร พูลเพิ่ม รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (รองผบช.สกพ.) ได้ออกมาชี้แจงแถลงไข เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา เพราะ ผบ.ตร.ได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากมีจำนวนมากทำให้ต้องมีความละเอียดรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด อีกทั้งครั้งนี้มีการปรับตำแหน่งในสถานีตำรวจทั่วประเทศ 1,482 สถานี ซึ่งปรับโละ สารวัตรปราบปราม (สวป.) แต่เพิ่ม สารวัตรสอบสวน ให้เป็นไปตามนโยบายของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รวมทั้ง “บิ๊กแป๊ะ” เอง ที่จะให้มีการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพงานสอบสวน ให้มีการกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนไปตามปริมาณคุณภาพงาน จึงแต่งตั้งรวมไปในคราวเดียวกัน โดยให้ตำรวจไปรับตำแหน่งใหม่ ในวันที่ 13 มีนาคม นี้

ท่ามกลางการรอลุ้นโผแต่งตั้งโยกย้ายจะออกหรือไม่ออก โดยกระแสข่าวจากแหล่งข่าวคนสำคัญในรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ออกแน่ในวันที่ 6 มีนาคม ทั้งนักข่าวและนายตำรวจต่างตั้งตารอกันทั้งคืน แต่ยังเงียบ จู่ๆ วันรุ่งขึ้นกลับปรากฏคำสั่งย้าย “บิ๊กตำรวจ” จ.พะเยา ที่ลงนามโดย “บิ๊กแป๊ะ” ซึ่งเป็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 180/2562 ลงวันที่ 6 มีนาคม ใจความว่า เพื่อให้การปฏิบัติราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงให้ พล.ต.ต.อดุลย์ ดรุณเพท ผบก.ภ.จว.พะเยา มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการ ศปก.ตร.มอบหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

การเด้งเข้ากรุครั้งนี้ว่ากันว่าเป็นผลพวงจากเรื่องร้อนทางการเมือง ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง จากกรณีที่ น.ส.อรุณี ชำนาญยา ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 1 พรรคเพื่อไทย ได้หอบเอกสารหลักฐานที่ถูกชายชุดดำติดตามตลอดช่วงลงพื้นที่ ขณะที่คณะหาเสียง หรือหัวคะแนนของพรรคมักจะมีรถยนต์แปลกหน้าขับวนเวียนรอบๆบ้าน นอกจากนี้ตัวแทน หรือกลุ่มผู้หาเสียง หรือผู้สนับสนุนพรรค ยังมีโทรศัพท์ลึกลับเข้ามาข่มขู่ สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้ที่สนับสนุนพรรคและตัวผู้สมัครเป็นอย่างมาก จึงได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแล จึงอาจเป็นความบกพร่องที่เกิดขึ้น จนไปนำไปสู่การสั่งเด้ง

นอกจากนี้ยังมีนายตำรวจอีกคนที่เฉียดฉิว โดย “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ในฐานะที่กำกับดูแลการเลือกตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตำหนิด้วยวาจาต่อ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และสั่งให้ยุติการสำรวจความคิดเห็นหรือทำโพลล์ตำรวจในสังกัด เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีขึ้น เนื่องจากจะทำให้เกิดประเด็นและข้อครหาตามมา ซึ่งเบื้องต้น พล.ต.ต.พิเชษฐ ยืนยัน เป็นการสำรวจเฉพาะกลุ่มตำรวจ ไม่ได้สำรวจความเห็นประชาชน ทำให้ “บิ๊กปู” มองว่า ยังไม่เข้าข่ายความผิด ตามมาตรา 72 และมาตรา 157 ของกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากไม่เข้าข่ายชี้นำ หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็น แต่จะส่งเรื่องให้ กกต.พิจารณาว่าเป็นความผิดหรือไม่ และคงไม่ต้องสั่งกำชับตำรวจทั่วประเทศ เพราะการตำหนิตำรวจเชียงใหม่ครั้งนี้ น่าจะทำให้ตำรวจทั่วประเทศไม่กล้าทำเช่นนี้อีก

แน่นอนว่าการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้งมีหลายคนสมหวัง และมีอีกไม่น้อยที่อกหัก แต่เป็นตำรวจต้องมีจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เป็นผู้เสียสละพร้อมทำงานได้ทุกที่ และแม้เคสเด้งเข้ากรุของผู้การฯ พะเยา ทั้งเจ้าตัวและผู้ใหญ่ในรั้วปทุมวันจะไม่มีคำอธิบายเหตุผล แต่สื่อทุกสำนักต่างฟันธงว่าเป็นเพราะพิษการเมือง..!!

เขต 1 เมืองหอยใหญ่ วัดพลัง “รักนายชวน-รักลุงกำนัน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365252?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขต 1 เมืองหอยใหญ่ วัดพลัง “รักนายชวน-รักลุงกำนัน”

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 10:45 น.
ธีรภัทร พริ้งศุลกะ,เลือกตั้ง 62,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุเทพ เทือกสุบรรณ,ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์,พรรคประชาธิปัตย์,พรรครวมพลังประชาชาติไทย
เปิดอ่าน 1,949 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง.. ช้างชนช้าง

แทบไม่น่าเชื่อ ศึกเลือกตั้งโค้งสุดท้ายจะเป็นการเผชิญหน้ากัน ระหว่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”

หลังจาก “อภิสิทธิ์” แถลงย้ำจุดยืนไม่สนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี และจะไม่จับมือร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยอย่างแน่นอน

ด้าน  “สุเทพ”  ได้โพสต์เฟซบุ๊กสุเทพ เทือกสุบรรณ ตอบโต้หัวหน้าพรรค ปชป. ทันทีว่า “ผมเคารพในการตัดสินใจครั้งนี้ของท่าน  แต่ก็เสียดายในฐานะคนคุ้นเคย ที่เคยร่วมในอุดมการณ์เดียวกันมาอย่างยาวนาน เคยร่วมสร้างปาฏิหาริย์ครั้งที่  1  โดยการออกมาเดินบนท้องถนนท่ามกลางมวลมหาประชาชนเรือนแสนเรือนล้าน เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณและคว่ำกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง”

จากนั้น  ลุงกำนันของมวลมหาประชาชน  ได้ย้อนอดีตสมัยพลังนกหวีด  “คนที่เคยเสียสละ  เสียเลือด เสียเนื้อ  บาดเจ็บล้มตายเพราะมีอุดมการณ์ร่วมกันในครั้งนั้น คนที่เคยเลือกประชาธิปัตย์มาตลอดชีวิตเหมือนผม  ตัดสินใจชัดเจน  ประกาศหนุนพลเอกประยุทธ์  แบบไม่ต้องเกรงใจ  ด้วยเช่นกัน”

          วันนี้  “อภิสิทธิ์”  เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ส่วน  “สุเทพ”  หันหลังให้พรรคเดิมมาเป็น  “ผู้สนับสนุนหลัก”  พรรครวมพลังประชาชาติไทย

ฉะนั้น  สุราษฎร์ธานีจึงเป็นสมรภูมิใหญ่ที่สื่อส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะพื่้นที่เลือกตั้งนี้ จะทำให้ ปชป.ไปไม่ถึงเป้าหมาย  กวาด “50 ส.ส.” ภาคใต้ เมื่อ “พรรคเทือกสุบรรณ” ขอปักธง 2 เขต ประกอบด้วยเขต 1 “ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์”  ที่ต้องเจอ  “กำนันเล็ก”  ธานี เทือกสุบรรณ” น้องชายของสุเทพ งานนี้ทีม ปชป.ก็อยู่นิ่งไม่ได้

“ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์”

เขต 6 “ธีรภัทร พริ้งศุลกะ” อดีต ส.ส. ลูกชายของ นิภา พริ้งศุลกะ อดีต ส.ส.หลายสมัยเจอกับ “ภูมิ เทือกสุบรรณ” ส.อบจ.สุราษฎร์ธานี เขต อ.ท่าชนะ ลูกชายดำรงค์ เทือกสุบรรณ รองนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายลุงกำนัน

เฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 1 “ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์” ค่าย ปชป. อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสุราษฎร์ธานี และรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำงานการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน 25 ปี หากมองในชื่อชั้นอาจเป็นรองคู่แข่งอย่างอดีต ส.ส.อย่างกำนันเล็ก

อย่างไรก็ตาม วันเสาร์ที่ 16 มีนาคมนี้ ทัพใหญ่ของ ปชป. นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และชวน หลีกภัย พร้อมขุนพลปักษ์ใต้อีกนับสิบคนที่จะไปเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สนามข้างโรงแรมวังใต้ สภากาแฟเมืองหอยใหญ่บอกว่า หลังการปราศรัยใหญ่ก็น่าจะทราบแล้ว ปชป.เมืองหอยใหญ่จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้ครบทุกเขตหรือไม่ ?

“ธานี เทือกสุบรรณ”

ส่วน “ธานี เทือกสุบรรณ” ผู้สมัครจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย น้องชายคนเล็กของสุเทพนั้น เคยเป็นกำนันตำบลท่าสะท้อน อ.พุนพิน เหมือนพี่ชาย ต่อมา ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.สุราษฎร์ฯ จากนั้นได้เข้าสู่งานการเมืองระดับชาติ โดยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สุราษฎร์ธานี ในการเลือกตั้งซ่อม 2552

ถ้ายังจำกันได้ “กำนันเล็ก” นี่แหละที่เป็นคนแรกที่เปิดเผยข่าวว่า สุเทพในฐานะประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย(มปท.) เตรียมการจะก่อตั้งพรรคการเมือง

          แม้รู้ว่าแพ้กระแสพรรคแน่ๆ แต่กำนันเล็กก็ไม่ยอมถอย เชื่อมั่นในความเป็นผู้แทนคนติดดินทำงานพื้นที่ต่อเนื่อง จึงแอบลุ้นลึกๆ ว่า บารมีลุงกำนันจะพลิกสถานการณ์ได้ในวันสุดท้ายก่อนเปิดหีบเลือกตั้ง 

กำนันเล็ก เดินหาเสียงทุกวัน 

ไผเป็นไผ รับโอนคะแนน “ทษช.” สกัดต่อท่ออำนาจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ รับโอนคะแนน “ทษช.” สกัดต่อท่ออำนาจ

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 09:51 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,พรรคอนาคตใหม่,ฮั้วเลือกตั้ง,การเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,หาเสียง,ผู้สมัคร,เบอร์ผู้สมัครเลือกตั
เปิดอ่าน 4,008 ครั้ง

เป็นข่าวใหญ่ไปแล้ว “เจ๊เปิ้ล” ฐิติมา ฉายแสง โพสต์เฟซบุ๊ก “24 มีนาคม เข้าคูหากาพรรคฝั่งประชาธิปไตย เขต 1 ฉะเชิงเทรา เลือกพรรคอนาคตใหม่ !

000 นาทีนี้ สมรภูมิเลือกตั้งไทย ไม่ต่างอะไรจาก สงคราม ก๊ก” มีทั้ง ก๊กลุงตู่ก๊กนายใหญ่ก๊กอนาคตเศรษฐีแสนล้านก๊กโปลิศ-โรงน้ำตาล และก๊กที่เลิก “กั๊ก” ประกาศเป็น “ขั้วไม่เอาลุงตู่” ต่างก๊กต่างก็ดำเนินกลยุทธ์ “ช่วงชิงคะแนนเสียง” ด้วยหมัดเด็ดยกสุดท้าย ชาวบ้านร้านช่องพลอยตื่นเต้นเร้าใจไปด้วย

000 อันเนื่องจากพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ถูกยุบ ส่งผลให้ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต 176 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 108 คน ต้องออกจากสนามไปก่อนจะเวลาหย่อนบัตร แม้พวกเขาทั้งหลายไม่มีสถานะผู้สมัคร ส.ส. แต่ก็สามารถนั่งเชียร์คนอื่นอยู่ข้างสนามได้

เจ๊เปิ้ล โชว์รำหน้านาคสวยงาม

000 เป็นข่าวใหญ่ไปแล้ว เจ๊เปิ้ล” ฐิติมา ฉายแสง โพสต์เฟซบุ๊ก “24 มีนาคม เข้าคูหากาพรรคฝั่งประชาธิปไตย เขต 1 ฉะเชิงเทรา เลือกพรรคอนาคตใหม่ กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ เบอร์ 10 ค่ะ” โดยก่อนหน้านั้น “เจ๊เปิ้ล” ไปโชว์รำหน้านาค แถววัดใกล้บ้าน และย้ำให้คนแปดริ้วเลือกพรรคอนาคตใหม่ เพราะ “เบอร์อื่นๆ ที่แข่งกันหนักขณะนี้ เป็นพวกเดียวกับประยุทธ์ทั้งนั้น”

000 ข้างพี่ชาย เสี่ยโก้” วุฒิพงศ์ ฉายแสง ที่ลงสมัครเขต 4 ยังไม่แสดงท่าทีอะไรว่าจะเชียร์ใคร หรือโยกคะแนนให้ใคร หลายปีมานี้ ตระกูลฉายแสง บารมีหายไปเยอะ เลือกตั้ง 2554 เขต อ.เมือง-บางคล้า ฐิติมาแพ้โหรบุญเลิศ ไพรินทร์ ส่วนเขตบ้านโพธิ์-บางปะกง วุฒิพงศ์พ่าย พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ ศึกหนนี้ก็มองกันว่า จะปราชัยยกตระกูลอีกหน

000 พื้นที่การเมืองระดับชาติรอบนี้ สามพี่น้อง “จาตุรนต์-ฐิติมา-วุฒิพงศ์” กลายเป็นประชาชนคนสามัญ จึงเหลือที่มั่นการเมืองอยู่ที่เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเท่านั้น “กลยุทธ ฉายแสง” นั่งเก้าอี้นายกเล็กผูกขาดมา 7 สมัยต่อเนื่อง

วินัย ภัทรประสิทธิ์ และ สุณีย์ เหลืองวิจิตร

000 ตระกูลมังกรการเมืองแห่งบ้านดง จ.พิจิตร วินัย ภัทรประสิทธิ์“ สวมเสื้อ ทษช.ลงสนาม ก็แบเบอร์ว่าชนะแน่ แต่เจอยุบพรรค “วินัย” แจ้งมวลชนว่า ทุกคะแนนจะไม่สูญเปล่าหรือทิ้งลงน้ำ” ขอเวลาทำใจอีกวันหรือสองวัน จะบอกว่าพวกเราจะเดินทางไหน

000 รายนี้ไม่ใช่อดีต ส.ส. แต่ดังจากจอแดง “ปอย” ตรีชฎา ศรีธาดา พิธีรายการประชาชนข่าวที่โด่งดังในหมู่คนเสื้อแดง จึงลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อ ทษช. กระแสพรรคมาแรง ไม่แพ้อดีต ส.ส. “จักรัตน์ พั้วช่วย” พรรคพลังประชารัฐ โดยวันนี้ สาวไทหล่ม “ปอย ตรีชฎา” อัพสเตตัสเชียร์ให้คนเขต 2 เพชรบูรณ์ เลือก “จักรพงษ์ ขันตี” พรรคเสรีรวมไทย แทนตัวเอง

ปอย ตรีชฎา พิธีกรข่าวจอแดง

000 ข้ามไปทางระยอง ภีมเดช อมรสุคนธ์” ไทยรักษาชาติ เขต 1 กระโจนขึ้นเวทีปราศรัยของ โป๊ะเชะ” ดนัย วิริยะสหกิจ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ภูมิใจไทย โดยโชว์ถอดเสื้อ ทษช.ออก และสวมเสื้อ ภท. บนเวทีปราศรัยหาเสียงที่สวนศรีเมือง อ.เมืองระยอง

ทนายอ๊อด สวมเสื้อภูมิใจไทย หลังพรรค ทษช.ถูกยุบ

000 คอลูกหนังไทยคงจำได้ “ทนายอ๊อด” ภีมเดช อมรสุคนธ์ สมัยที่มีหัวโขนนายกสโมสรฟุตบอลจังหวัดระยอง เคยเป็นหัวหอกพลพรรคบอลไทย ขับไล่ “บังยี” ออกจากนายกสมาคมฟุตบอลไทย วันนี้มาเล่นการเมือง แต่เจอปัญหาพรรคถูกยุบ จึงเชียร์ “โป๊ะเชะ” นักกีฬาเจ็ตสกีดีกรีแชมป์

000 ที่เมืองแพร่ ชาวบ้านมารวมตัวที่สำนักงาน ส.ส. “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล“ เรียกร้องให้ “วรวัจน์” เสนอทางออกโดยเรียกร้องให้ประชาชน “โหวตโน” เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ขณะที่ จาตุรนต์ ฉายแสง” ในนาม “กลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย” ไม่เสนอ NO VOTE เพราะจะทำให้คะแนนของการเลือกตั้งครั้งนี้ “ตกน้ำ” ของจริง

สุชาติ ตันเจริญ ทุ่มเต็มที่ช่วย หนุ่ม ชัชวาล ที่ร้อยเอ็ด

000 ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน สุชาติ ตันเจริญ” ตะลุยหาเสียงช่วยลูกทีมในสายบ้านริมน้ำอย่างสุดกำลัง วันก่อนเลาะไปชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้ ช่วย บักบิ๊ก” ชัชวาล แพทยาไทย ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 พรรคพลังประชารัฐ 2 จุดคือ อ.เกษตรวิสัย และ อ.ปทุมรัตต์ มีชาวบ้านมานั่งฟังจุดละ 5 พันคน

คนร้อยเอ็ดแห่มาฟังการปราศรัยของ สุชาติ พปชร.แน่นขนัด

000 “บักบิ๊ก” เป็นนักการเมืองดาวรุ่งลูกหลานชาวเกษตรวิสัย ที่สุชาติหวังจะดันเป็น ส.ส.ให้ได้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่า ตกเป็นรองทั้งกระแสพรรค และตัวบุคคล เนื่องจากคู่แข่งคือ ศักดา คงเพชร” พรรคเพื่อไทย ที่เป็นผู้แทนฯ เขตนี้มา 7 สมัยแล้ว

ชัชวาล เด็กปั้นสุชาติหวังคว่ำ ศักดา คงเพชร

000 มีประการหนึ่ง พรรคพลังประชารัฐ น่าจะเป็นพรรคเดียวในภาคอีสาน ที่มีการจัดเวทีปราศรัยใหญ่บ่อยครั้งมาก และมากกว่าพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำไป การปราศรัยแต่ละครั้งมีชาวบ้านเข้าร่วมนับหมื่นคน แต่ไม่เป็นข่าวในสื่อหลัก แกนนำพรรคส่วนกลางควรเร่งแก้ไขในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายนี้

“ถีบมิตรพิชิตชัย” ปชป.ไม่เคยเปลี่ยน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ถีบมิตรพิชิตชัย” ปชป.ไม่เคยเปลี่ยน

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 09:20 น.
นพประเวศ วะสี,พรรคพลังธรรม,พรรคประชาธิปัตย์,ชวน หลีกภัย,อภิสิทธิื เวชชาชีวะ,สมัชชาประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 12,240 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 40 ปีมานี้ คอการเมืองรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งไม่นิยม “พรรคประชาธิปัตย์” เพราะไม่ชอบวิธีเล่นเกมเลือกตั้งแบบว่า “เอาตัวรอดเป็นยอดดี”

หลายคนเลยไม่แปลกใจ กรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เพราะเป็นการสืบทอดอำนาจคือความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของพรรค คือประชาชนเป็นใหญ่

ในอดีต ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ปชป. ไม่เอาทหาร แต่ยอมนั่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว หลังไปเจรจากับจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในค่ายทหารที่ลพบุรี

ปลายปี 2551 กลุ่มขุนศึกบูรพาหนุน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ หลังเหตุยุบพรรคพลังประชาชน ก็มีการพบปะหารือของแกนนำพรรคการเมือง 4 พรรค ภายในค่ายทหาร

          หลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด 2535 “ชวน หลีกภัย” ปล่อยหมัดเด็ดโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2535/2 “ยึดมั่นในระบบรัฐสภา คัดค้านอนาธิปไตย” และคำว่า “อนาธิปไตย” นั้น มีนัยถึงพรรคพันธมิตรในเครือข่าย “พรรคเทพ” 

กว่าจะถึงจุดแตกหัก 17 พฤษภาคม 2535 ได้มีความเคลื่อนไหวจุดประกายไฟการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหารในนาม “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” (รสช.) มานานกว่า 7 เดือนก่อนหน้านั้น

ปลายปี 2534 คณะกรรมการร่างธรรมนูญของฝ่าย รสช. กำลังยกร่างเข้าสู่ขั้นที่สอง นักการเมืองบางพรรคได้เรียกร้องให้ภาคประชาชนจัดตั้ง “สหพันธ์ประชาธิปไตย” เพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ รสช.

ถัดมา นพ.ประเวศ วะสี ลุกขึ้นมาประกาศจัดตั้ง “สมัชชาประชาธิปไตย” เพื่อรณรงค์เรียกร้องให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับทีี่เป็นประชาธิปไตย

ปฐมบทการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต้าน รสช.ครั้งแรก หรือที่เรียกว่า “มติทุ่งพระเมรุ” นั้น จึงเกิดขึ้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2534

วันนั้น มีการชุมนุมมวลชนครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง จัดโดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับ 7 พรรคการเมือง

ใครที่เกิดไม่ทันยุคนั้น อาจคิดไม่ถึงว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, สมัคร สุนทรเวช, ชวน หลีกภัย และบุญชู โรจนเสถียร จะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่เวทีเดียวกัน ท่ามกลางมวลชนกว่า 5 หมื่นคน

มีเพียงพรรคการเมือง 3 พรรค ที่ไม่ถูกรับเชิญขึ้นเวทีทุ่งพระเมรุ คือ พรรคสามัคคีธรรม, พรรคกิจสังคม และพรรคชาติไทย เพราะส่งสัญญาณชัดว่า อยู่ข้างขั้วทหาร รสช.

          นับเป็นการแยกขั้วแยกค่ายกันในกลุ่มพรรคการเมือง ระหว่าง “ฝ่ายประชาธิปไตย” กับ “ฝ่ายเผด็จการ” ซึ่งกลายเป็น “พรรคเทพ” กับ “พรรคมาร” หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ใกล้เลือกตั้ง โพลล์หลายสำนักพุ่งเป้าไปที่ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” กับ “ชวน หลีกภัย” โดยทั้งคู่เป็นผู้นำพรรคในเครือข่ายพรรคเทพ แม้ พล.ต.จำลอง มีชื่อเสียงโดดเด่นจากสมรภูมิราชดำเนินในฐานะผู้นำมวลชนต้านเผด็จการทหาร แต่ก็เจอสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทยสมัยนั้นออกมาแฉยุทธการ “พาคนไปตาย” ทำเอามหาจำลองต้องออกแรงชี้แจงพัลวัน

          ก่อนถึงวันหย่อนบัตร 1 สัปดาห์ ปชป.ออกแคมเปญชูภาพชวน หลีกภัย ผู้นำพรรคที่ “ยึดมั่นในระบบรัฐสภา คัดค้านอนาธิปไตย” เป็นการพลิกเกมโยนระเบิด “อนาธิปไตย” ไปใส่พรรคพลังธรรม 

ผลปรากฏว่า ปชป.ชนะเลือกตั้งได้ 79 ที่นั่ง เฉือนชนะพรรคชาติไทยที่ได้ 76 ที่นั่งไปเพียง 3 คน ส่งผลให้ “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกฯ ส่วนพลังธรรมได้ที่นั่งผิดเป้าหมายไปเยอะ

          นี่คือยอดนักกลยุทธ์ ปชป. ที่ไม่เคยทำให้กองเชียร์ของตัวเองผิดหวัง เพราะนาทีท้ายๆ มักมีกลเกมชิงคะแนนมาให้ผู้ใช้สิทธิ์ได้ตัดสินใจก่อนเข้าคูหาอยู่เสมอ 

“13 หมูป่า” เป็นหนังดังระดับโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365251?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“13 หมูป่า” เป็นหนังดังระดับโลก

วันที่ 12 มีนาคม 2562 – 08:20 น.
13 หมูป่า,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ถ้ำหลวง
เปิดอ่าน 1,006 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

’13 หมูป่า’ กลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ย้ายครอบครัวมาอยู่เชียงราย มีธุรกิจทำรีสอร์ทใกล้ดอยนางนอนที่ปีก่อนเกิดเหตุการณ์สะท้านโลก “13 หมูป่า” ติดถ้ำหลวง และมีการช่วยเหลือทุกชีวิตรอดออกมาได้อย่างปาฏิหาริย์

เหตุการณ์นั้นทำให้ ‘ถ้ำหลวง’ ใกล้บ้านผมกลายเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ มีผู้คนนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมกันมาก โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดยาวคึกคักเป็นพิเศษ

ผมคิดอยู่ในใจว่าอีกหน่อยคนก็ลืม เพราะคนไทยลืมง่าย แต่ตรงกันข้ามครับ เพราะรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นประธานสื่อสร้างสรรค์กรณี ‘ถ้ำหลวง’ หรือพูดแบบเข้าใจง่ายๆว่าจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษมีหน้าที่ดูแลควบคุมสิทธิประโยชน์เหตุการณ์นี้ได้ทำงานอย่างมีแบบแผนและล่าสุดได้อนุมัติบริษัทสร้างหนังดังจากอเมริกาได้รับสิทธิการสร้าง โดยมีการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย

โดยมีการคัดเลือกบริษัทผู้ผลิตสื่อภาพยนตร์ให้ได้สิทธิการสร้างภาพยนตร์ในเหตุการณ์ช่วยเหลือ 13 ชีวิต ทีมหมูป่าอะคาเดมี จากวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ระหว่างวันที่ 15-30 พฤศจิกายน 2561 โดยมี 6 บริษัทเสนอโครงการเข้าพิจารณาคัดเลือกรอบสุดท้าย โดยผ่านหลักเกณฑ์จำนวน 2 บริษัท คณะกรรมการได้ให้ 13 หมูป่าและครอบครัว จัดตั้งบริษัท 13 ถ้ำหลวง จำกัด ทำหน้าที่ดูแล พิจารณาธุรกิจหรือธุรกรรมต่างๆ ทั้งเรื่องข้อกฎหมายที่ถูกต้อง ผลประโยชน์ที่จะได้รับ รวมทั้งให้มีส่วนพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่จะเข้ามาสร้างภาพยนตร์และบริษัท เอสเค.โกลบอล เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จากสหรัฐอเมริกา ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับสิทธิในการสร้างภาพยนตร์

การพิจารณาคัดเลือกบริษัทนี้โดยผู้ปกครองและเด็กๆ พิจารณาเห็นชอบตามความเหมาะสม คณะกรรมการให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับข้อเสนอ 2 บริษัทในรอบสุดท้าย

พิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องสิทธิของเยาวชนที่จะเกิดขึ้น สิทธิที่ถูกจำกัด ตลอดจนข้อกังวลของรัฐบาลในการที่ประเทศไทยจะนำเรื่องราวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไปใช้ประโยชน์กับสาธารณชนได้อย่างไรบ้าง ภายหลังจากทำสัญญากับบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์จนนำมาสู่การตัดสินใจของผู้ปกครอง เลือกบริษัทนี้

โดยเห็นว่าบริษัทดังกล่าวให้ประโยชน์ต่อประเทศไทยและนำเรื่องราวของเยาวชนไปเผยแพร่ได้โดยไม่จำกัดสิทธิ ทั้งนี้เป้าหมายของการสร้างภาพยนตร์จะเน้นการถ่ายทอดเรื่องราวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างมีคุณค่า ไม่ได้มีความบันเทิงอย่างเดียว แต่จะต้องมีประโยชน์ เนื้อหามีสาระมีความรู้ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทย

ผมเห็นรู้จักกับเด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองหมูป่าทุกคน รู้สึกดีใจที่รัฐบาลไม่ทอดทิ้งและทราบมาว่าเด็กๆ จะได้เงินตอบแทนหรือค่าตัวเกือบคนละ 3 ล้านบาท ก็ขอให้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าและเอาไปเป็นทุนเรียนหนังสือเพื่ออนาคตที่สดใสต่อไป
  สินชัย (ดอยนางนอน)

 ตอบคุณ ‘สินชัย’ ดอยนางนอน
เหตุการณ์ “13 หมูป่า” นี้เหมือนปาฏิหาริย์จริงๆ ครับ เพราะช่วงนั้นใครๆ ก็คิดว่าหมดหนทางที่จะค้นหาพบและช่วยชีวิตออกมาได้ เพราะมีอุปสรรคมากมาย แต่นี่เหลือเชื่อจริงๆ

แต่เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเจ้าป่าเจ้าเขามาช่วยให้คนไทยและคนจากทั่วโลกเอาใจช่วยและร่วมมือกันหาหนทางวิธีการจนพาออกมาได้และชีวิตของหมูป่าก็กลายเป็นคนดัง มีการเชิญไปดูบอลระดับโลก ไปพบปะบุคคลสำคัญทั่วโลก และที่น่ายกย่องก็คือได้ไปตระเวนขอบคุณผู้ช่วยเหลือทุกคนโดยเฉพาะ ‘จ่าแซม’ อดีตหน่วยซีลผู้สละชีวิต

จนมาบัดนี้จะมีการถ่ายทำภาพยนตร์ซึ่งทราบว่าต่อไปจะเป็นหนังดังระดับโลก หรือระดับฮอลลีวู้ดออกฉายทั่วโลก และจะเป็นภาพยนตร์ประวัติศาสตร์

ผมเชื่อว่าชีวิต “13 หมูป่า” จะก้าวเดินต่อไปและใช้ชีวิตอย่างเด็กนักเรียนทั่วไปและเงินทองที่ได้มาขอให้รู้จักใช้เพื่อการเรียน ศึกษาหาความรู้ใส่ตัว เพื่อสร้างอนาคตตามความใฝ่ฝันของทุกคน
     อ๊อด เทอร์โบ

***

 ‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากประชาชนที่ยังสับสนเรื่อง ‘กัญชา’ ว่าเป็นยาเสพติดหรือไม่?
โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงนี้มีพรรคการเมืองหลายพรรคชูนโยบายปลุกกัญชาเสรี ดังนั้นจึงขอสรุปว่า ‘กัญชา’ ยังอยู่ในเครือข่าย ‘ยาเสพติด’ และสามารถสอบถามได้ที่ ป.ป.ส. 1386 / อย.1556 ในเวลาราชการ

โดยมีการยืนยันจากป.ป.ส. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) ว่ากัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนั้นการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครอง หรือเสพ โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย ทั้งจำคุกหรือปรับ เพียงแต่กฎหมายผ่อนปรนให้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น ซึ่งการอนุญาตให้ผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก และครอบครองในช่วง 5 ปี ต่อจากนี้รัฐจะดำเนินการเอง หรือหากเป็นเอกชนต้องเป็นการดำเนินการร่วมกับรัฐ ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรการกำกับดูแล สามารถโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ในวันและเวลาราชการ (08.30-16.30 น.) ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. หมายเลข 1386 กด 3 กับสายด่วน อย. หมายเลข 1556 กด 3
จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งมาให้ทราบและสามารถสอบถามได้โดยตรง
        อ๊อด เทอร์โบ

อนุทิน ชาญวีรกูล “หากบ้านเมืองจะสงบต้องมี”ภท.”ร่วมรัฐบาลใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนุทิน ชาญวีรกูล “หากบ้านเมืองจะสงบต้องมี”ภท.”ร่วมรัฐบาลใหม่

วันที่ 11 มีนาคม 2562 – 14:20 น.
ภูมิใจไทย,อนุทิน ชาญวีรกูล,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 692 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

พรรคสีน้ำเงินที่ชื่อ “ภูมิใจไทย” นั้น หวังจะเป็นหนึ่งในเเกนนำตั้งรัฐบาล หลายคนมองว่า “ภท.” คือพรรคหนึ่งที่มีความพร้อมสูงในหลายๆ ด้าน เเละถูกนับเป็นหนึ่งในสี่พรรคที่เป็นตัวเต็งบนกระดานเลือกตั้งครั้งนี้

“ภท.” เเม้บางคนจะวางอันดับให้อยู่ “เต็งสี่” เเต่เต็งหนึ่ง เต็งสองเเละเต็งสาม ก็มีท่าทีหวาดวิตกพรรคสีน้ำเงินพอสมควรในช่วงหาเเต้มจากสังคม เเสดงว่าพรรคนี้มีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเเละบางคนฟันธงไปเเล้วว่าไม่ว่าขั้วใดขึ้นเป็นรัฐบาล ”ภูมิใจไทย” จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งในนั้น…

“ภท.” มีหน่อเนื้อถือกำเนิดเเยกตัวจากพรรคพลังประชาชนที่โดนยุบไป เเละก่อตั้งเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2551 โดยคีย์เเมนพรรคยามนั้นคือ เนวิน ชิดชอบ ที่วันนี้วางมือทางการเมืองไปเเล้ว

“ภท.“ เคยโดนผู้ที่ชื่นชอบคนไกลบ้านตำหนิอย่างรุนเเรงว่า ”พรรคเนรคุณ“ หลังจากที่คนโตบุรีรัมย์ปล่อยวรรคทองในช่วงย้ายขั้วไว้ว่า ”มันจบเเล้วครับนาย” เพราะยามนั้น 32 ชีวิตของพรรคสีน้ำเงินเป็นพรรคหนึ่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้ง “เพื่อไทย” ได้เป็นรัฐบาล พรรคนี้ย้ายไปอยู่ฝ่ายค้านที่มีสามสิบสี่ ส.ส.ในมือ

เลือกตั้งครั้งนี้ 150 ปาร์ตี้ลิสต์ เเละ 325 เขต คือจำนวนผู้สมัครส.ส.สองระบบที่ ภท.ส่งประกวด เเละมุมมองของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มองไปถึงเสียงตอบรับจากการลงพื้นที่หาเสียงครั้งนี้ไว้ว่าอย่างไร..คำตอบอยู่ที่นี่

   ที่ผ่านมาพรรคถูกมองว่าใกล้ชิดกับทหาร
“ถ้าใกล้ชิดจริงทำไมจึงถูกด่าว่าเลอะเทอะ (นโยบายกัญชาเสรี) ส่วนหลังเลือกตั้งพรรคจะร่วมรัฐบาลกับใครได้หรือไม่นั้น เรายึดประชาชนเป็นหลัก วันนี้พิสูจน์ได้แล้วว่าเราไม่ได้ติดหนี้บุญคุณใครและไม่มีการจับมือกับใครก่อน ต่างคนต่างแข่งขัน เชื่อว่าพรรคจะมีส.ส.มากพอที่จะเข้าไปผลักดันนโยบายและแก้ปัญหาได้ในสภา”

          พรรคตั้งเป้าได้จำนวนส.ส.กี่ที่นั่ง
“ผู้บริหารพรรคทราบหมดว่าจะได้ส.ส.เข้ามากี่คน คาดหวังว่าพรรคจะได้ทำในสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยนำพาประเทศไปข้างหน้าแบบไร้ความขัดแย้ง

สิ่งที่ผมบอกในเบื้องต้น ผมย้ำผู้สมัครทุกคนให้ทำการบ้าน การได้เป็นส.ส.นั้นอยู่ที่ชาวบ้านไว้ใจ ผมทำงานการเมืองมาหลายปี ไม่เคยเป็นส.ส.ตรงนี้ผมด้อยกว่าคนอื่น เเม้ผมจะเป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัยเเล้ว เเต่เทียบได้ยากกับการเป็นส.ส.ที่ชาวบ้านเลือกมา

ครั้งนี้ผมเเละผู้สมัครส.ส.ของพรรค ไปอาสาชาวบ้านมาทำหน้าที่ หากทำได้มันคือความภูมิใจ เเต่จำนวนส.ส.ที่พรรคจะได้นั้นอยู่ที่ประชาชนตัดสิน เเต่มั่นใจว่าครั้งนี้พรรคจะมีส.ส.มากกว่าเดิม เเละทุกคะเเนนของการเลือกตั้งมีความหมายกับทุกพรรค เเม้จะเเพ้ในระบบเขต เเต่ปาร์ตี้ลิสต์จะได้คะเเนน ผมเชื่อว่าพรรคจะมั่นคง     ขึ้นหลังการนับคะเเนน”

   แนวโน้มรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะมีเสถียรภาพหรือไม่
“หวังว่าต้องมีพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลจึงจะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคง ถ้ามีพรรคจะไม่มีขั้วและจะบอกทุกฝ่ายให้ไปในทางสายกลาง ทุกพรรคมีความตั้งใจและอยากเห็นประเทศชาติก้าวหน้า แต่ที่ผ่านมามันไม่มีทางลง ดังนั้นครั้งนี้ก็สามารถหาทางลงผ่านมาทางพรรคภูมิใจไทยได้”

“พรรคพร้อมเพราะใช้เวลาหลายปีไปพบประชาชนเพื่อสอบถามความต้องการมาทำเป็นนโยบายพรรค การเลือกตั้งครั้งนี้นั้น ห้ามประชานิยม นโยบายพรรคสอดรับ เเละเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน สร้างรายได้ ปฏิบัติได้จริง นโยบายพรรคนั้นจะใช้งบประมาณรัฐน้อยมากเพราะเราจะให้ชาวบ้านสร้างรายได้ด้วยตัวเอง พรรคจะไปทลายทุกข้อจำกัดทางกฎหมายเปิดทางให้ชาวบ้าน”

การเมืองวันนี้มีสองขั้วจุดยืนของพรรคจะจับมือขั้วใดเพราะเคยบอกไว้ว่าพรรคได้ร่วมรัฐบาลชุดใหม่เเน่นอน
“วิงวอนทั้งสองขั้วว่าควรเคารพกติกาเเละเสียงของประชาชน หากทุกฝ่ายบอกว่าได้ทำทุกอย่างในช่วงหาเสียงเเล้ว ผลออกมาเเบบใดควรยอมรับ บ้านเมืองจะได้เดินหน้า

วันนี้ทุกฝ่ายตื่นตัวทางการเมือง เชื่อว่าประชาชนไปใช้สิทธิมากกว่าร้อยละ 80 หากถามว่าทำไมผมมั่นใจว่าจะได้ร่วมรัฐบาล ผมไม่มีความขัดเเย้งกับใคร พรรคมีความพร้อมทุกด้าน ผู้บริหารพรรคก็มีประสบการณ์หลายคน ที่ผ่านมาพรรคลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนเเล้วมาวางนโยบายพรรค หากมีโอกาสพรรคทำงานให้สังคมตามที่หาเสียงไว้ได้ทันที

ผมบอกหลายครั้งเเล้วว่าบ้านเมืองหมดเวลากีฬาสีเเล้ว วันนี้พรรคพร้อมจะช่วยยุติกีฬาสีโดยจะเป็นตัวเชื่อมทั้งสองขั้ว”

          เเสดงว่าพร้อมเป็นผู้เลือกเเละผู้ถูกเลือกในการร่วมรัฐบาล
“ทุกอย่างมีสองขั้ว เเละตามกติกาครั้งนี้รัฐบาลใหม่จะมาจากพรรคเดียวไม่ได้ เพราะไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งเเน่นอน คนที่จะเชื่อมสองขั้วคือคนกลาง พรรคคือคนกลางทางการเมือง พรรคไม่ใช่คู่ขัดเเย้งเเละพร้อมโน้มน้าวทุกฝ่ายให้เห็นประโยชน์ของประเทศ สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ผมมั่นใจว่าชาวบ้านทั่วประเทศจะให้โอกาสพรรค”

“ทั้งสองขั้วควรเคารพกติกาเเละเสียงของประชาชน หากทุกฝ่ายบอกว่าได้ทำทุกอย่างในช่วงหาเสียงเเล้ว ผลออกมาเเบบใดควรยอมรับ บ้านเมืองจะได้เดินหน้า”

ชัยเกษม”เราไม่ใช่วัวสันหลังหวะที่ต้องกลัวเวลาอีกาบินผ่าน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365136?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชัยเกษม”เราไม่ใช่วัวสันหลังหวะที่ต้องกลัวเวลาอีกาบินผ่าน”

วันที่ 11 มีนาคม 2562 – 13:05 น.
พรรคเพื่อไทย,ชัยเกษม นิติสิริ
เปิดอ่าน 1,518 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

พรรคเพื่อไทยเน้นหนักในการหาเเต้มช่วงที่ผ่านมาเเละช่วงจากนี้ไปอย่างเต็มสปีดเพราะการประกาศชัดเเล้วว่ายืนคนละขั้วกับรัฐบาล คสช.เเละพรรคพลังประชารัฐ

คีย์เเมนพรรคย้ำเสมอกับการขอเเต้มสังคมเพื่อคว้าคะเเนนให้ชนะพปชร.เเบบเอาให้ขาด

จะได้รู้กันไปเลยว่าสังคมจะอยากอยู่เเบบที่ผ่านมาหรือต้องการเปลี่ยนเเปลง…..

“ชัยเกษม นิติสิริ” อดีตอัยการสูงสุดในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เเละหนึ่งในสามผู้เสนอตัวมาทำหน้าที่ สร.1 พรรคเพื่อไทย ให้สังคมตัดสินเคียงข้างพรรคอื่นๆ ที่ชูชื่อบุคคลต่างๆ มาประชัน กล่าวกับ “เครือเนชั่น” ถึงจังหวะทางการเมืองก่อนการหย่อนบัตร 24 มีนาคม ว่าทิศทางของพรรคเเละการเมืองไทยในช่วงจากนี้ไป

ลงพื้นที่กับพรรคเสียงสะท้อนเป็นเช่นใด
“ประชาชนสะท้อนปัญหาปากท้องเรื่องนี้เกี่ยวกับกฎหมายที่ออกมาด้วยนะเพราะกฎหมายบีบคนไทยหลายฉบับ การเเก้ไขภาวะเศรษฐกิจต้องเดินคู่กับการเเก้กฎหมาย

ผมลงพื้นที่กับพรรคไปฟังเสียงสะท้อนจากสังคม ผมบอกสังคมเสมอว่าผมเคยทำงานด้านกฎหมายไม่เคยออกตัวว่าเป็นเเคนดิเดตนายกฯ ผมพูดจริงๆ ผมเซอร์ไพรส์ที่กรรมการบริหารพรรคเสนอชื่อผมเป็นหนึ่งในสามเเคนดิเดตนายกฯ นะ วันที่มีการเสนอชื่อผม ผมยังไม่รู้ตัวเลย ผมไม่ได้ตัดสินใจเองเเละเราจะชูตัวเองไม่ได้ เมื่อมติกรรมการบริหารพรรคออกมาเเบบนี้ ผมก็ต้องทำตามมติพรรค (ยิ้ม)

พรรคทำงานเป็นทีมหลายคนมีความสามารถในการทำงาน ย้ำว่าพวกเราไม่มีการเเข่งขันกันเพื่อเเย่งตำเเหน่งนายกฯ”

หากสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งออกมาปรากฏว่าพรรคเสนอให้ทำหน้าที่นายกฯ จะทำอะไรก่อน
“วันนี้เร็วไปที่จะพูดเเบบนั้น (ยิ้ม) เเคนดิเดตนายกฯ สามคนของพรรคพร้อมที่จะทำงาน เรื่องนี้ผมไม่คิดอะไรล่วงหน้า วันนี้ทำหน้าที่หาเสียงให้พรรคให้ดีที่สุดก่อน

การทำหน้าที่นายกฯ มีหลายปัจจัยที่พรรคต้องคิด เช่น พรรคมีเสียงข้างมากพอไหม จะเชิญพรรคใดมาร่วมรัฐบาล นโยบายรัฐบาลจะมีจุดร่วมกันเเบบใด สิ่งเหล่านี้ต้องทำเป็นทีม

ผมมองว่าภารกิจเเรกของรัฐบาลใหม่ต้องเเก้ไขภาวะเศรษฐกิจ หลายพรรคก็ชูเรื่องนี้ ถามว่ารัฐบาลปัจจุบันเเก้ไขได้ไหม? วันนี้สังคมก็ตอบมาเเล้วในเรื่องนี้

ผมมองว่าสังคมต้องเลือกคนเเละพรรคที่ทำงานนี้เป็นเเละมั่นใจว่าพรรคทำได้ สังคมจะให้โอกาสพรรค

การเเก้ไขปัญหาบ้านเมืองช่วงนี้ต้องทำวาระเร่งด่วนเป็นเรื่องๆ ไปนะ เพราะมีหลายเรื่องมากเเต่พรรคมั่นใจว่าหากสังคมให้โอกาสพรรคจะทำทันที”

          เงื่อนไขทางการเมืองเเละกฎหมายในช่วงที่ผ่านมาเเละช่วงจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรที่บางฝ่ายมองว่าอาจมีการจัดการบุคคลที่ข้องเกี่ยวกับพรรค
“การใช้กฎหมายมาจัดการกับคดีของคนในพรรคนั้นไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เเล้วจะนำมาใช้ได้โดยไม่มีการยึดหลักนิติธรรมเเละหาเรื่องพวกเราได้ เพราะการดำเนินคดีทางกฎหมายต้องมีเหตุผล หากถามว่ากระเเสข่าวที่เกิดขึ้นว่าอาจจะมีการใช้กฎหมายมาจัดการคดีความที่คนในพรรคเกี่ยวข้องด้วยนั้น หากคดีมีมูลฝ่ายนั้นคงจัดการพวกเราไปเเล้ว เเละหากมีเเต่กระเเสข่าวเเล้วจัดการเเบบที่เรียกว่า “คดีไม่มีมูล” ฝ่ายนั้นจะเสียคะเเนนเอง เพราะหากมีการกลั่นเเกล้งกันจะส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชน”

  มองว่าคดีต่างๆ ที่คนในพรรคเกี่ยวข้องนั้นจะเกิดอะไรบ้าง
“คนในพรรคโดนกล่าวหาเเละมีคดีเยอะเเละเราไม่รู้ว่าจะนำมาพิจารณาเมื่อใด เเต่เท่าที่ผมติดตามนั้นหลายคดีปราศจากมูลเหตุที่ควรจะอ้างได้นะ หากมีการเร่งรัดคดีมันจะเกิดเเรงสะท้อนกลับไปฝ่ายนั้นอาจเดือดร้อนเอง

ผมก็มีคดีที่โดนฟ้องร้องนะ เเต่ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ที่พูดเเบบนี้ไม่ได้กระตุ้นอีกฝ่ายนะ”

          ตอนนี้มีกระเเสข่าวว่าคดีจำนำข้าวลอตที่สองออกมา บุคคลในตระกูลชินวัตรบางคนโดนกล่าวถึงว่าอาจถูกฟ้องร้องเพิ่ม
“ข้อกล่าวอ้างตามกระเเสข่าววันนี้ยังไม่มีใครยืนยันเลย หากมีการซัดทอดถึงใครจริงนั้นผมมองว่าคดีคงไม่ช้า วันนี้ผมมองว่ากระเเสข่าวที่ออกมาอาจอ้างเพื่อดิสเครดิตทารการเมืองเพราะฟังดูเเล้วเหมือนปล่อยออกมาลอยๆ เเล้วก็หายไป”

          คดีต่างๆ ในอดีตที่คนในพรรคเกี่ยวข้องเเละเคยต่อสู้ว่าข้อกล่าวหาไม่เป็นธรรมหากผลการเลือกตั้งออกมาพรรคมีโอกาสตั้งรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อ
“หลายคนมองว่าพรรคเเละคนในพรรคมีเเผลเยอะ ผมเป็นสมาชิกพรรคยืนยันว่าไม่มีเหตุผลเเบบนั้น ผมมองว่าเราไม่ใช่วัวสันหลังหวะที่ต้องกลัวเวลาอีกาบินผ่าน วันนี้เรายืนด้วยใจบริสุทธิ์ในการกระทำสิ่งต่างๆ ที่เสนอต่อสังคม เราไม่มีเจตนาที่จะหยิบโครงการในยุครัฐบาลนี้หรือสิ่งที่คสช.ทำต่อสังคมมาดูเพื่อรังเเกนะ สิ่งใดที่สังคมได้ประโยชน์ก็ต้องทำต่อ สิ่งใดที่มีข้อกังขาเราจะเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาสอบถามข้อเท็จจริงมาสอบถาม เพราะไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลหากมีสิ่งผิดปกติก็ต้องสอบถามกันอยู่เเล้ว หากตรวจสอบเเล้วไม่มีอะไรผิดก็เดินหน้า ยืนยันเราไม่เต้าเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายใครเเน่นอน”

      ช่วงที่ผ่านมากฎหมายในยุคนี้มีผลบังคับใช้หลายฉบับมีสิ่งใดที่มองเเล้วว่าเเปลกหูเเปลกตาบ้าง
“เยอะ ขอเรียนนิดว่า สิ่งใดที่พรรคคิดนโยบายออกมา มีการหารือรอบด้านเเละทำอย่างดีโดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน กฎหมายบางฉบับช่วงนี้ทำเเบบไม่ถูกหลักการ หากเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเราจะยึดหลักนิติธรรมในการทำงานหลายเรื่องเราก็ฟังเสียงสังคมควบคู่กันนะ
วันนี้ยังไม่อยากลงรายละเอียดมากนักเพราะพูดอะไรตอนนี้ก็ป่วยการ ไว้รอหลังเลือกตั้งค่อยมาว่ากัน ผมพอทราบว่าบางคนที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างกฎหมายบางฉบับก็ไม่กล้าพูดความจริง เนื่องจากช่วงยกร่างนั้นนโยบายของฝ่ายที่มีอำนาจวางไว้เหนือหลักเหตุผล

เเต่ขอเรียนว่าก่อนจะเเก้ไขสิ่งใดเราจะเชิญฝ่ายต่างๆ มาหารือว่ากฎหมายบางฉบับจะเอาอย่างไร หากหลายฝ่ายบอกว่าดีเเล้ว เราก็ปล่อย”