“คุณหญิงหลุยส์” อุ้มหลาน “น้ำผึ้ง” ฝ่าด่านเพื่อไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คุณหญิงหลุยส์” อุ้มหลาน “น้ำผึ้ง” ฝ่าด่านเพื่อไทย

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 12:45 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,คุณหญิงหลุยส์,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,มนพร เจริญศรี,น้ำผึ้ง ณัฐธ์ภัสส์
เปิดอ่าน 9,735 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นครพนม หัวเมืองชายโขงคึกคักยิ่ง เมื่อแกนนำของพรรคใหญ่ลงหาเสียงประชัน ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะแชมป์เก่า ต้องลุ้นเหนื่อยกว่าสมัยที่แล้ว เมื่อโพลล์หลายสำนักระบุว่า เขต 2 และเขต 4 คะแนนนิยมตกเป็นรองคู่แข่ง

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.เมืองนครพนม (เฉพาะ 6 ตำบล), อ.โพนสวรรค์ และ อ.ท่าอุเทน “ส.ส.เดือน” หรือ “มนพร เจริญศรี” อดีต ส.ส. 2 สมัย ยังลงสนามป้องกันแชมป์ โดยเช้าวันที่ 13 มีนาคมนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พา “โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร” มาช่วยหาเสียงให้มนพร ก่อนจะเดินทางไปเขต 3 และเขต 4

คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ กับ หลานสาวย-น้ำผึ้ง

ก่อนหน้านั้นวันหนึ่ง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ปราศรัยที่สนามกีฬากลาง อ.เมือง จ.นครพนม ช่วย “น้ำผึ้ง ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 มีประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยล้นหลาม

“น้ำผึ้ง ณัฐธ์ภัสส์” สื่อมวลชนมักเรียกขานเธอว่า “หลานสาวบิ๊กจิ๋ว” แต่เลือกตั้ง 2562 พ่อใหญ่จิ๋วไม่ได้ช่วยอะไรเลย หากแต่เป็นเรื่องของเธอ และคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ยกทัพไปช่วยน้ำผึ้งหาเสียง

ที่บ้านพักริมโขงของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีชื่อผู้พักอาศัยในทะเบียนราษฎร 3 คนคือ พ่อใหญ่จิ๋ว, คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ และน้ำผึ้ง ช่วงหลังคุณหญิงหลุยส์ย้ายทะเบียนบ้านออกไปแล้ว พ่อใหญ่จิ๋วไม่ได้กลับมานครพนมนานแล้ว

“พ่อใหญ่จิ๋ว” เคยช่วยหลานน้ำผึ้งลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม ปี 2555 แต่เธอก็แพ้ทีมนายก อบจ.คนเก่า หลังการปราชัย น้ำผึ้งยังคงพบปะพี่น้องประชาชนในเขต อ.เมืองนครพนม ตั้งโรงทานนำอาหาร ขนม น้ำดื่มแจกจ่ายพี่น้องในงานบุญ นอกจากนี้ได้นำข้าวของที่จำเป็นไปให้ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ในชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม

ว่ากันว่า คุณหญิงหลุยส์พาหลานสาวไปพบ “ผู้ใหญ่” ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อขอฝากหลานลงสนามเขต 2 นครพนม และทางผู้ใหญ่ก็มอบหมายให้ “สมชอบ นิติพจน์” นายก อบจ.นครพนม เป็นผู้สนับสนุนน้ำผึ้ง

          ลำพังคะแนนนิยมส่วนตัวของน้ำผึ้ง คงสู้กระแสพรรคเพื่อไทยไม่ได้ แต่การได้ตัวจอมยุทธ์การเมือง “สมชอบ” ที่มีเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นมาช่วย ก็ทำให้คู่แข่งออกอาการหนาวเดือนสามทันที

หลายปีผ่านมา น้ำผึ้งทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านตลอดเวลา

ส่วน “ส.ส.เดือน” มนพร เจริญศรี อดีต ส.ส.นครพนม ที่เคยช่วยหลานน้ำผึ้งชิงนายก อบจ.นครพนม เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว แต่วันนี้ ต้องมาห้ำหั่นกันเอง ดูตามเกม “ส.ส.เดือน” เป็นต่อ “น้ำผึ้ง” แน่นอน

พ.ศ.นั้น พ่อใหญ่จิ๋วได้รับแรงใจจาก “คนดูไบ” และตัวมนพร ก็อาสาพาหลานสาวพ่อใหญ่หาเสียงเต็มที่ โดยมีแกนนำ นปช. ยกทีมมาช่วยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ผลเลือกตั้งปรากฏว่า หลานพ่อใหญ่จิ๋ว พ่ายสมชอบแบบไม่มีลุ้น

“สมชอบ” ผนึกกำลังไพจิต ศรีวรขาน อดีต ส.ส., ชูกัน กุลวงษา อดีต ส.ส. และศุภชัย โพธิ์สุ อดีต รมช.เกษตรฯ จึงเอาชนะหลานพ่อใหญ่จิ๋วได้ แต่มาวันนี้ สมชอบคิดการใหญ่ อาสารับเป็นเสนาธิการเบื้องหลัง พปชร.นครพนม ถ้าคว้า ส.ส. 2-3 เก้าอี้ สมชอบก็วางแผนต่อยึดท้องถิ่นทันที

ส.ส.เดือน หรือมนพร เจริญศรี เพื่อไทย

          สำหรับ “ส.ส.เดือน” เป็นแกนนำแดงนครพนม และได้เป็น ส.ส. ก็เพราะพลังมวลชนเสื้อแดง แต่มาถึงปีนี้ กระแสแดงราโรย ชาวบ้านบางส่วนเริ่มเห็นอกเห็นใจน้ำผึ้ง เพราะไม่เคยทอดทิ้งชาวบ้าน

ด้านหนึ่ง นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ อดีต ส.ส.นครพนมหลายสมัย เคยปั้น “ส.ส.เดือน” มากับมือ ได้แยกตัวออกจากเพื่อไทยไปสังกัดพรรคเสรีรวมไทย จึงทำให้มนพรต้องสู้ตามลำพัง

          หากน้ำผึ้งชนะเลือกตั้ง ก็ยิ่งกว่าล็อกถล่ม คุณหญิงหลุยส์คงยิ้มร่า เพราะปั้นหลานไปถึงดวงดาวสำเร็จ 

วันนี้ ส.ส.เดือน ต้องหวังพึ่งคะแนนคนเสื้อแดงนครพนม

ถวายความจงรักภักดี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถวายความจงรักภักดี

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 11:50 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ถวายความจงรักภักดี,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 533 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นช่วงโอกาสมหามงคลที่พสกนิกรชาวไทยจะร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานตราสัญลักษณ์พร้อมความหมาย

รัฐบาลขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน ตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเครื่องสักการะ

ขอเชิญชวนประดับตราสัญลักษณ์ตามอาคารสถานที่และบ้านเรือน เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยพร้อมเพรียงกัน และเพื่อให้ถูกต้องตามประเพณีมีความสง่างาม สมพระเกียรติ

ตราสัญลักษณ์นี้จะปรากฏใน 6 แห่ง คือ 1.เครื่องใช้ในพระราชพิธีคนโทน้ำจาก 108 แห่งทั่วประเทศ 2.การทำซุ้ม 3.ธงสัญลักษณ์ 4.เสื้อหรือหมวก 5.เข็มตราสัญลักษณ์ และ 6.การนำสัญลักษณ์ไปใช้ ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ประดับในแก้วน้ำ ขวดน้ำ จาน ชาม ช้อน แจกัน เหยือกน้ำ กำไล จี้ กล่องบรรจุภัณฑ์

เว้นแต่สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยการนำไปเผยแพร่ในรูปของแผ่นพับหรือสติกเกอร์ จะต้องใช้สีที่ถูกต้องตามต้นแบบ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

การขอใช้ตราสัญลักษณ์ฯ นั้น หน่วยงานของรัฐ องค์กร ภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคม ชมรม หรือบริษัทห้างร้าน ที่มีความประสงค์จะเชิญตราสัญลักษณ์ไปประดับหรือประดิษฐาน

ให้มีหนังสือแจ้งความประสงค์พร้อมแบบคำขอใช้ตราสัญลักษณ์ ไปที่คณะอนุกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการขอใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ระหว่างวันนี้ – 4 พฤษภาคม 2563 โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (www.opm.go.th)

ในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแบบเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ โดยด้านหน้าเป็นแบบตราสัญลักษณ์ ส่วนด้านหลังมีคำว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562” ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดทำเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนได้เชิญไปประดับในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รายได้จากการจำหน่ายเข็มที่ระลึกฯ ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย รัฐบาลจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

ในส่วนของเสื้อโปโลสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างจัดทำเสื้อต้นแบบ คาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้พร้อมกับเข็มที่ระลึกฯ ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2562

โดยวันที่ 31 มีนาคม จะเปิดจำหน่วยให้ประชาชนทั่วไปเป็นปฐมฤกษ์ จำนวนอย่างละ 20,000 ชุด ณ อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์ กทม.

จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันแสดงความจงรักภักดีโดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 เตรียมรับมือหมอกควันอันตราย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวแม่ฮ่องสอน เมืองสามหมอก ซึ่งขอเรียนมาให้ทราบว่า พวกเราได้รับผลกระทบจากหมอกควันไฟป่าอย่างรุนแรง จนวันก่อนต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายไฟลท์เพราะหมอกควันปกคลุมสนามบินแม่ฮ่องสอนเป็นอันตรายต่อการบิน

ที่เขียนจดหมายมานี่เพื่อแจ้งให้ทราบว่าเมื่อเข้าเดือนเมษายน อากาศจะร้อนมากจะเกิดไฟป่า ซึ่งไม่เฉพาะเขตประเทศเราแต่อย่างเขตพม่าที่มีป่าทึบก็เกิดไฟป่าเมื่อลมพัดมาก็หอบเอาควันมา

อย่างเขตตัวเมืองแม่ฮ่องสอน บ้านผมมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะทำให้หมอกควันปกคลุมนานมาก และนอกจากมีอันตรายต่อการบินแล้วยังมีอันตรายต่อระบบหายใจด้วย

ผมจึงแจ้งเตือนมายังผู้จะเดินทางมาแม่ฮ่องสอนหรือจังหวัดภาคเหนือรวมถึงอีสานต้องระวังอันตรายโดยเฉพาะท่านที่ขับรถยนต์-จักรยานยนต์ หากเกิดหมอกควันต้องเปิดไฟหน้ารถและหากมีปัญหาต้องจอดพักรถ

อย่าเสี่ยงอันตรายขับรถในหมอกควันทึบ อาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ขอเตือนมาด้วยความหวังดี
มานพ (แม่ฮ่องสอน)

ตอบ คุณ ‘มานพ’ แม่ฮ่องสอน
ก่อนอื่นต้องขอบคุณในความปรารถนาดีแสดงความห่วงใยส่งมาพร้อมกับจดหมายที่มีประโยชน์ และเดือนเมษายนเป็นช่วงวันหยุดยาวเทศลาลสงกรานต์ จะมีปริมาณยวดยานสัญจรเดินทางมาก ต้องระวังเป็นพิเศษ

ผมเองชอบไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนเพราะธรรมชาติสวยงามและหลายๆ อำเภอก็มีศิลปวัฒนธรรมประเพณีแตกต่างออกไป ประทับใจ

แต่ในช่วงฤดูร้อนนี่อาจจะมีหมอกควันเป็นปัญหาการเดินทาง จึงขอให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะผู้ไม่ชินคุ้นเคยเส้นทางต้องระวังเป็นพิเศษ
อ๊อด เทอร์โบ

ทหารพรึบ!เลือกตั้งล่วงหน้า รู้แล้วอยู่ตรงไหน ??

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365528?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทหารพรึบ!เลือกตั้งล่วงหน้า รู้แล้วอยู่ตรงไหน ??

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 11:15 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,ทหาร
เปิดอ่าน 1,812 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

อดทนกันถึงนาทีสุดท้าย สำหรับ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ภายหลังกองทัพถูกหยิบยกมาโจมตีในช่วงระหว่างการหาเสียงของพรรคการเมืองกว่า 2 เดือน และลุกลามไปถึงการหมิ่นเกียรติทหาร นอกจากจะหวังโกยคะแนนรับเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้แล้ว เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยนระบบ ทำให้กองทัพ ‘ง่อยเปลี้ยเสียขา’

การประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก วาระพิเศษ มี ผบ.หน่วยคุมกำลังรบทั่วประเทศกว่า 700 นาย เข้าร่วมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “บิ๊กแดง” จัดหนัก จัดเต็ม ทั้งปลอบขวัญและปลุกใจกำลังพลให้ฮึกเหิม ด้วยการนำถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนจะบิวท์อารมณ์ด้วยการเปิดสกู๊ปพิเศษ  ที่สั่งตัดต่อเองกับมือ เป็นการรวบรวมวิกฤติการเมืองในห้วง 18  ปีที่ผ่านมา ย้ำความทรงจำอีกครั้ง

สกู๊ปดังกล่าวเปิดฉากด้วยปมเหตุความขัดแย้ง เริ่มตั้งแต่การเข้ามามีอำนาจของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เมื่อปี 2544  สังกัดพรรคไทยรักไทย และได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างท่วมท้นจนสามารถอยู่ในตำแหน่งครบวาระ 4 ปี แต่ในปี 2549 เกิดการประท้วงโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พมธ.) หรือ ‘คนเสื้อเหลือง’ ที่ไม่พอใจการบริหารงาน เนื่องจากนายทักษิณถูกกล่าวหาบริหารประเทศมีผลประโยชน์ทับซ้อน ปกปิดทรัพย์สินระหว่างดำรงตำแหน่งการเมือง หลีกเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะข้อกล่าวหารุนแรงคือ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

กลายเป็นที่มาการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และศาลตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยด้วยข้อหาโกงการเลือกตั้ง ทั้งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองนายทักษิณ 5 ปี ในขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สั่งอายัดทรัพย์ของทักษิณและครอบครัวรวม 76,000 ล้านบาท

นับเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดตัว กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ‘คนเสื้อแดง’ ขับไล่ คมช. กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายการชุมนุมยุติลง มีการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมากลุ่ม พธม.กลับมาชุมนุมอีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าพรรคพลังประชาชน เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ได้ยกระดับการชุมนุม โดยการบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากตำแหน่ง ก่อนยุติการชุมนุมเมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน

ความขัดแย้งยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้กลุ่ม นปช.กลับมาชุมนุมอีกครั้งในปี 2552 และ 2553  เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ในเดือนพฤษภาคม 2553 เกิดวิกฤติการเมืองรุนแรงที่สุด มีการเผาบ้าน  เผาเมือง ใช้อาวุธสงครามกระทำต่อกัน นำไปสู่การสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

การเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกครั้ง พรรคเพื่อไทย ได้คะแนนเสียงข้างมาก ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เกิดวิกฤติการเมืองอีกรอบ เมื่อรัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนทั้งประเทศ เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.)  ขณะที่กลุ่ม นปช.จัดการชุมนุมตอบโต้

เหตุการณ์สุ่มเสี่ยงทำให้เกิดการปะทะ มีการใช้อาวุธสงครามกระทำต่อผู้ชุมนุมกลุ่มกปปส.จนเกิดรัฐประหาร 2557 นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ส่งกำลังทหารเข้าไปสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายปะทะกัน พร้อมส่งกลับบ้าน ก่อนจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองยุติลงจนถึงทุกวันนี้

การย้อนวิกฤติการเมือง พล.อ.อภิรัชต์ ต้องการย้ำให้ ผบ.หน่วยคุมกำลังกว่า 700 นาย ได้รู้ว่า การเลือกตั้ง 24 มีนาคมนี้ ทหารควรอยู่จุดไหน ที่ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ประชาชนไม่แบ่งแยก นำไปสู่ความขัดแย้งเหมือนในอดีต พร้อมกำชับกำลังพลและครอบครัวออกไปใช้สิทธิ์ สำหรับการทำหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ห้ามยุ่งเกี่ยวกับคูหาเลือกตั้ง การนับคะแนน การขนย้ายหีบบัตร เพื่อป้องกันข้อครหา ‘โกงเลือกตั้ง’

เลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย์ 17 มีนาคมนี้ คงเป็นหน้าประวัติศาสตร์ เพราะทหารทั้งกองทัพ จะตบเท้าเข้าคูหาอย่างพร้อมเพรียง เนื่องจากวันจริงติดภารกิจดูแลรักษาความปลอดภัย และกำลังพลบางส่วนอยู่ระหว่างการฝึกยกระดับพลทหารเพื่อนำไปใช้ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ใน  4 ศูนย์ ประกอบด้วย กทม. จ.ลพบุรี จ.ปราจีนบุรี จ.สระแก้ว โดยแต่ละหน่วยได้ทำหนังสือขออนุญาตคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) ใช้ยานพาหนะขนกำลังพลในหน่วยไปคูหาเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป 2562 น่าจะเป็นทางออกให้ประเทศก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างมั่นคง ยั่งยืน หลุดพ้นจากวังวนความขัดแย้ง หากเลือกคนดี มีความรู้ เข้าสู่รัฐสภา เพราะทหารรู้ว่าต้องยืนตรงไหน
แล้วคนทั้งประเทศรู้หรือยัง ???

จุดยืน ปชป. -“ลุงตู่” ไม่สะเทือน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365529?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดยืน ปชป. -“ลุงตู่” ไม่สะเทือน

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 10:05 น.
กระดานความคิด,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 661 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น 

ชัดถ้อยชัดคำสำหรับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งโพสต์คลิปวิดีโอลงบนเฟซบุ๊ก “ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน เพราะการสืบทอดอำนาจ เท่ากับสร้างความขัดแย้ง” และยังขึ้นพูดบนเวที THE STANDARD DEBATE “ชัดๆ เลยนะครับ ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อแน่นอน” แค่นั้นไม่พอยังขนกรรมการบริหารพรรคมาแถลงข่าวยืนยันอีกว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถามว่า คำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง จะส่งผลให้เกิดการพลิกผันถึงขนาดดับฝัน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ บอกได้เลยว่าไม่ถึงขนาดนั้น แม้ว่าจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น   นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งยากขึ้นบ้าง เพราะขาดเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ โหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา

แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ออกแบบไว้แล้วโดยเฉพาะเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ คือ 1.ให้สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) มีสิทธิลงมติเห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ไม่เคยมีที่ให้ ส.ว.มาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย และวุฒิสมาชิกมีจำนวน 250 คน ซึ่งมาจากการคัดเลือกของ คสช.ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีเสียงสนับสนุนอยู่ในมือเห็นๆ อยู่แล้ว 250 เสียง และ 2.บุุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องได้เสียงสนับสนุนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในบทเฉพาะกาล รัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 250 คน รวม 750 คน ดังนั้น บุคคลที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องได้เสียงสนับสนุนจากรัฐสภา 376 เสียงขึ้นไป ในส่วน พล.อ.ประยุทธ์ก็ไปหาคะแนนเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรอีก 126 เสียง ก็จะได้ 376 เสียง และพรรคพลังประชารัฐซึ่งเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในบัญชีชื่อนายกฯ ตามโพลล์ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็น่าจะได้ประมาณ 100 ที่นั่ง ก็หาเสียงจากพรรคการเมืองอื่นอีกในสภาผู้แทนฯ ประมาณ 26 เสียง มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เป็นนายกฯ แล้ว ในขณะที่พรรคการเมืองอื่น ต้องไปหาคะแนนเสียงในสภาผู้แทนฯ ถึง 376 เสียง(เพราะไม่มีเสียง ส.ว. 250 เสียง คอยสนับสนุน) บุคคลที่พรรคการเมืองนั้นสนับสนุนจึงจะได้เป็นนายกฯ ซึ่งไม่มีทางหาได้อยู่แล้ว ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกนั่นเอง ที่ออกแบบให้เป็นการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งทำให้พรรคการเมืองได้คะแนนเฉลี่ยกันไป ไม่ให้พรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงจำนวนมากจนเป็นพรคการเมืองขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามมีการแย้งในเรื่องที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ ต่อแน่ โดยมองตรงประเด็นที่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ต้องมีเสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภาผู้แทนฯ เป็นเสียงข้างมากด้วย อย่างน้อยต้องเกินครึ่งคือ 251 เสียง (และถ้าจะให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ต้องได้ถึง 270-280 เสียง เผื่อเกิดการหักหลังในสภาผู้แทนฯ) ไม่ใช่มีแค่ 126 เสียงในสภาผู้แทนฯ เพื่อโหวตสนับสนุนนายกฯ เท่านั้น ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐซึ่งคาดว่าจะได้ ส.ส. 2 ระบบ รวมกันราวๆ 100 ที่นั่ง หากต้องการตั้งรัฐบาลก็ต้องหาเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนฯ อีกราวๆ 150-200 เสียง แต่เมื่อพรรคพลังประชารัฐไม่สามารถจับมือกับฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายได้ ฉะนั้นก็จะเหลือ “ประชาธิปัตย์” เพียงพรรคเดียวเท่านั้น (ไม่นับภูมิใจไทย ชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา ที่พร้อมร่วมทุกขั้วอยู่แล้ว) นี่คือความสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลายเป็น “ตัวแปรที่แท้จริง” หลังการเลือกตั้ง โดยยุทธศาสตร์ของพรรคคือ พรรคที่ได้คะแนนลำดับ 2 อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตามโพลล์คาดว่าจะได้ ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์รวมกันประมาณ 100-120 ที่นั่ง แต่หากใครจะตั้งรัฐบาล จะขาดพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เลย ฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีอำนาจต่อรองสูงสุด โดยเฉพาะในฝั่งพลังประชารัฐ เพราะไม่มีทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้อยู่แล้ว เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ประกาศชัดว่า ตราบเท่าที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถออกมาจากการครอบงำของกลุ่มคนเล็กๆ ที่มีผลประโยชน์กับประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ไม่อาจร่วมงานด้วยได้ ในขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ก็สวนทันควันว่าไม่ขอร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพรรคพลังประชารัฐจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย ก็ต้องจับมือกับพรรคเล็กอื่นทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย…และนี่จึงเป็นโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อรองให้ “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ แทน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ถ้าพรรคพลังประชารัฐไม่ยอม การเมืองก็มีโอกาสติดล็อก ไม่มีฝ่ายใดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เลยทั้งสองฝั่ง และนี่คือแผนลึกของพรรคประชาธิปัตย์กับยุทธศาสตร์พรรคอันดับ 2 ที่ไม่ใช่แค่ร่วมรัฐบาล แต่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ ไปพร้อมกันเลย

แต่คนที่แย้งแบบนี้ คงลืมคิดไปว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ คือมีเสียง ส.ส.สนับสนุน ไม่ถึง 251 เสียง  แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วจะมีอำนาจต่อรองสูงในการดึงพรรคการเมืองต่างๆ มาสนับสนุนในภายหลัง นี่ยังไม่รวมถึงการพร้อมที่จะเกิด “งูเห่า” ในสภา ผู้แทนยกมือโหวตสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องต่างๆ เพราะแม้ว่าสุดท้ายอาจถูกขับออกจากพรรค แต่ก็รัฐธรรมนูญฉบับนี้เองที่ให้ ส.ส.หาพรรคการเมืองใหม่สังกัดได้ภายใน 30 วัน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมที่จะอ้าแขนรับ ส.ส.เหล่านั้น อยู่แล้ว เพื่อรัฐบาลจะได้มีความแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น

“อภิสิทธิ์”ข่มเพื่อน ส่อทำการเมืองสู่ทางตัน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อภิสิทธิ์”ข่มเพื่อน ส่อทำการเมืองสู่ทางตัน!

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 09:15 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 1,293 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท : ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

การเมืองหลังเหตุการณ์ “8 กุมภาพันธ์” ทุกสำนักวิเคราะห์ว่า จะกลายเป็นศึกชิงที่ 2 ระหว่างประชาธิปัตย์ที่ส่งชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี กับพลังประชารัฐ ที่ส่งชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงสนามแข่งขัน ขณะที่ขั้วพรรคในเครือทักษิณ ที่พ่ายน็อกในเหตุการณ์ “8 กุมภาพันธ์” เป็นฝ่ายค้านค่อนข้างแน่

แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับสร้างเงื่อนไขที่อาจจะก่อให้เกิดทางตันทางการเมือง ที่หลังเลือกตั้งอาจเกิดกรณีตั้งรัฐบาลไม่ได้หรือเกิดภาวะ “เดดล็อก” (deadlock) เพราะการประกาศว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับทั้งเพื่อไทยและไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เท่ากับ ทำลายมิตรการเมืองหมดสิ้น

สารพัดเหตุผลที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยกมาสนับสนุนในการไม่ร่วมงานกับเพื่อไทยและไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ล้วนเป็นเหตุผลที่ “คนอื่น” เลวทั้งสิ้น มีดีอยู่พรรคเดียว คือประชาธิปัตย์ แถมยังบอกด้วยว่า จะเอาพรรคพลังประชารัฐร่วมหรือไม่ ต้องดูว่ามีคนอยู่ในกระบวนการสืบทอดอำนาจหรือไม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงลืมไปว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นรัฐบาลผสม การจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ หลังเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ จึงต้องอาศัยการร่วมด้วยของพรรคการเมืองใหญ่ที่อย่างน้อยสองพรรคแล้ว จึงจะไปหาพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กเข้ามาเพิ่มเติม

ว่ากันตามหน้าไพ่ทางการเมือง ขณะนี้มีเพียง 3 พรรคการเมืองเท่านั้น ที่โอกาสจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาเกิน 100 ที่นั่ง คือ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ หากอภิสิทธิ์ ถึงแม้จะได้อันดับสอง และมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะ “ปาก” อภิสิทธิ์ ได้สร้างความขัดแย้งจนอาจจะถึงภาวะทางตันในการตั้งรัฐบาล

เพื่อไทยโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สวนให้ทันทีว่า ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมกับเพื่อไทย เพื่อไทยก็ไม่เอากับประชาธิปัตย์ ส่วน อุตตม สาวนายน จัดเต็มกลับไป “ให้จำไว้นะว่าพูดอะไร”
คนไม่เคยพบความยากลำบากในการต่อรองตั้งรัฐบาลผสม อย่างอภิสิทธิ์ คงไม่เข้าใจว่าบางทีการ “กลืนเลือด”จำเป็นกว่า “ปากไว” เพราะตั้งรัฐบาลปี 2551 ที่ทำให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้จัดการรัฐบาลรับหน้าเสื่อคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลชื่อ ”สุเทพ เทือกสุบรรณ”

เห็นอารมณ์นี้ทางการเมือง บอกได้เลยว่า หลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม นี้คำว่า deadlock เราจะได้ยินบ่อยขึ้น และถ้าคลายล็อกไม่ได้ พลเอกประยุทธ์ คนเดียวเท่านั้นที่ยังมีอำนาจ “ยุบสภา” เลือกตั้งใหม่อีกหน

เปิดแล้ว “น้องไพศาล”คลังสมอง “อนาคตใหม่” ศูนย์กลาง “ซ้ายไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365523?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดแล้ว “น้องไพศาล”คลังสมอง “อนาคตใหม่” ศูนย์กลาง “ซ้ายไทย”

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 08:58 น.
พรรคอนาตรใหม่,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,ไพศาล พืชมงคล,พิชัย พืชมงคล,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,การเมือง,ผู้สมัคร สส,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ฐานเสียงภาคใต้
เปิดอ่าน 28,477 ครั้ง

ข้อมูลน่าสนใจว่าแถวหน้าของอนาคตใหม่เป็นคนรุ่นใหม่ก็จริง แต่ข้างหลังมากไปด้วยคนระดับคุรุจำนวนมาก หนึ่งในคนเบื้องหลังพรรคอนาคตใหม่นั้นคือ “พิชัย พืชมงคล”

000 ไม่ต้องไปรออ่าน “ม.อ.โพล” มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ “สภากาแฟโพลล์” แถวปักษ์ใต้ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เสาไฟฟ้าทรุด” คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ลดฮวบ ด้วยเหตุนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จึงต้องประกาศจุดยืน “สองไม่เอา” ไม่เอาลุงตู่ และไม่เอาเสี่ยแม้ว

000 ชั่วโมงนี้คะแนนนิยมของ “พรรคอนาคตใหม่” ดีวันดีคืนทั่วภาคใต้ ตามมาด้วยพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ ฉะนั้นสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตร ทัพใหญ่ ปชป.ต้องเดินสายปูพรม “อ้อนขอคะแนนคนใต้” ตามสูตรเดิม

000 ภาพรวมทั้งประเทศปฏิเสธไม่ได้ว่า “พรรคส้มหวาน” อยู่ในกระแสความนิยมคนรุ่นใหม่และคนอยากลอง ของใหม่” เหมือน ไพศาล พืชมงคล” กุนซือ “บิ๊กป้อม” โพสต์ในเพจ Paisal Puechmongkol ว่า “กระหึ่มไปทั้งพรรคอนาคตใหม่จากผลโพลล์ลับและข้อมูลจาก Google Trend ว่าจะเกิดสึนามิทางการเมืองในประเทศไทย!”

ไพศาล พืชมงคล

000 ตอนท้าย “ไพศาล” เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจ “แถวหน้าของอนาคตใหม่เป็นคนรุ่นใหม่ อายุยังน้อยก็จริง แต่ข้างหลังมากไปด้วยคนระดับคุรุจำนวนมาก” แสดงว่าไพศาลเป็นคนรู้จริง และรู้ลึกเสียด้วย ประเด็น “คนทำงานเบื้องหลัง” หรือ “คลังสมอง” ของอนาคตใหม่ ยังไม่มีสื่อไหนเคยเปิดเผยมาก่อน

000 หนึ่งในคนเบื้องหลังพรรคอนาคตใหม่นั้นคือ “พิชัย พืชมงคล” ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดการบริษัท ธรรมนิติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นน้องชายของไพศาล พืชมงคล “พิชัย” กระโจนเข้ามาช่วยพรรคส้มหวานตั้งแต่ก่อนวันก่อตั้งพรรค โดยการชักชวนของเพื่อนๆ ในนาม “คนรุ่น 6 ตุลา” สายยุวชนสยาม หรือสายศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย

พิชัย พืชมงคล

000 สืบไปสืบมาพบว่า “พิชัย พืชมงคล” เป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่น 90 (เข้าเรียนปี 2514 จบปี 2518) หรือสวนกุหลาบคอนเนกชั่น “รุ่น OSK90”  ถือว่าเป็นรุ่นที่เต็มไปด้วยคนดัง เช่น เนวิน ชิดชอบ, วัฒนา เมืองสุข, ทรงศักดิ์ ทองศรี, สมชัย ศรีสุทธิยากร, วุฒิสาร ตันไชย, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และวีระ สมความคิด เป็นต้น

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

000 สมัยนักเรียนขาสั้น พิชัย” จะอยู่ในกลุ่มเดียวกับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และผองเพื่อน “ขาสั้นคอซองซ้ายจัด” ซึ่งในวันนี้ พวกเขาอยู่ในช่วงวัย 60 ปี ต่างเข้ามาทำงานเป็น “อาสาสมัคร” ให้พรรคอนาคตใหม่ รวมถึง พลากร จิรโสภณ” เจ้าของธุรกิจตุ๊กตาหมี Four Bears ครั้งหนึ่ง พลากรเคยเข้าป่าอยู่ในสำนัก 54 เขตน่าน ที่มี ส.แผ้ว หรือ จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นเจ้าสำนัก พลากรไม่เคยเล่นการเมือง แต่ครั้งนี้ทุ่มเต็มที่เพื่ออนาคตใหม่ของประเทศไทย

000 คนรุ่นนี้มีความใฝ่ฝันอยากเปลี่ยนแปลงสังคมไทย แต่การเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ทำให้ชีวิตพลิกผันต้องกลายเป็น คนแพ้สงคราม” จวบจนวันที่ ทักษิณ ชินวัตร” ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย คนหนุ่มสาวยุค 1970 ได้โถมตัวเข้าสนับสนุนพรรค ทรท.เต็มที่ แต่ทักษิณพาพวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝัน

กระแสอนาคตใหม่มาแรง

000 เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรือง” นายทุนหัวก้าวหน้า ตัดสินใจตั้งพรรคอนาคตใหม่ ทำให้แรงใจไฟฝันคุโชนอีกครั้ง คนรุ่น ตุลา” จึงระดมพลไปช่วยพรรคอนาคตใหม่ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยหวังจะเห็นคำขวัญ ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” เกิดขึ้นจริงเสียที เพราะรอกันมานาน ร่วงโรยร่วงหล่นไปตามสังขาร

เจ๊หน่อย จะสอบตก

000 ข่าวลือว่า “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย มีโอกาสจะ “สอบตก” น่าจะเป็นจริง เพราะเซียนการเมืองวิเคราะห์ตรงกัน พรรคเพื่อไทยจะได้ “ส.ส.เขต” แต่ไม่ได้ “ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” เพราะเจอพรรคฝ่ายเดียวกันตัดคะแนน ทั้งพรรคอนาคตใหม่ พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย

000 สัญญาณจากสนามเลือกตั้งอุบลราชธานี มีประชาชนกว่า 3 พันคนเข้ามาร่วมฟังการปราศรัยของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่ง “คนชั้นกลาง” ในตัวเมืองอุบลฯ ต้องการเปลี่ยนการเมืองระดับประเทศ “วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์” ลูกชาย “เกรียง กัลป์ตินันท์” ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พรรคเพื่อไทย ได้รับผลกระทบแน่นอน ส่วนพรรคพลังประชารัฐ จะไม่มีผลอะไร เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เลือกพรรคสายทหารอยู่แล้ว

วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์

000 แถมสัญญาณจากเขต 4 มหาสารคาม สรรพภัญญู ศิริไปล์” อดีตผู้สมัครพรรคไทยรักษาชาติ ได้ประกาศให้การสนับสนุน เจ๊แมว” กุสุมาลวตี ศิริโกมุท ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 พรรคเพื่อชาติ ส่งผลให้ “จิรวัฒน์ ศิริพานิชย์” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสี่ยงต่อการสอบตกสูงมาก

เจ๊แมวกับ สรรพภัญญู อดีตผู้สมัคร ส.ส.ไทยรักษาชาติ

000 ตรวจสอบไปทั่วแนวรบอีสาน คำพูดที่ว่าอีสานเป็น ของตาย” ที่พรรคเพื่อไทยจะโกยแต้มได้มากมาย มาถึงวันนี้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นแล้ว เพราะ “ตัวแปร” ที่จะแย่งคะแนนเสียงจากเพื่อไทย กลายเป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเสียเอง

“อนุมัติ-กูเซ็ง” นำทัพชน “ปชป.-รปช.”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365381?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนุมัติ-กูเซ็ง” นำทัพชน “ปชป.-รปช.”

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 11:15 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,กูเซ็ง ยาวอหะซัน
เปิดอ่าน 3,854 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ปลายเดือนที่แล้ว “อนุมัติ อาหมัด” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สนช. เพื่อมานำทัพพรรคพลังประชารัฐ รณรงค์หาเสียงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีกำหนดปราศรัยใหญ่ที่ จ.นราธิวาส 17 มีนาคมนี้ แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปลี่ยนใจไม่ขึ้นเวทีหาเสียง “อนุมัติ​” จึงเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ อ.สุไหงโก-ลก

ว่ากันว่า “อนุมัติ” ได้รับมอบหมายจาก “ผู้ใหญ่” ให้มาดูแลสนามชายแดนใต้ จึงจับมือ “กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส 3 สมัย จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส โดยตระกูล “ยาวอหะซัน” เคยส่งลูกชาย “กูเฮง-วัชระ” ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา และได้เป็นส.ส.นราธิวาส มาแล้วคนละสมัย
เที่ยวนี้ กูเฮง ยาวอหะซัน ไปสังกัดพรรคประชาชาติ จึงเหลือแต่ “วัชระ ยาวอหะซัน” ที่ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคพลังประชารัฐ

เขต 1 (อ.เมืองนราธิวาส และ อ.ตากใบ) วัชระ ยาวอหะซัน ประธานสโมสรฟุตบอลนรา ยูไนเต็ด และอดีตส.ส.นราธิวาสอาศัยฐานเสียงของบิดา-กูเซ็งเป็นหลัก แต่ประมาท “กูอาเซ็ม กูจินามิง” อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ยังสวมเสื้อตัวเดิมลงสนาม

“กูอาเซ็ม กูจินามิง” ปชป. เขต 1 นราธิวาส

จะว่าไปแล้วบทบาทของวัชระ ในการทำทีมลูกหนัง “กอและพิฆาต” นรา ยูไนเต็ด ก็ได้รับความนิยมจากแฟนบอลมากมาย ใครก็รู้เมืองนราฯ เป็นเมืองคนบ้าบอล ขนาดจัดทัวร์นาเมนต์ท้องถิ่นผู้คนยังเข้าชมเกมลูกหนังนัดละหลายพันคน

ส่วนกูอาเซ็ม กูจินามิง อดีตนายกเทศมนตรีตากใบ ยังต้องอาศัยกระแสพรรค กระแสชวนมาช่วยอุ้มเข้าสภาอีกสมัย แต่เขตเมืองนราฯ ปรากฏว่า คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่กำลังตื่นเต้นกับ “อนาคตใหม่ฟีเวอร์” นี่อาจส่งผลต่อคะแนนพรรค ปชป.

เขต 2 (อ.สุไหงปาดี อ.สุไหงโก-ลก และอ.แว้ง) “สุรเชษฐ์ แวอาแซ” แชมป์เก่า ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ มาสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย อดีตส.ส.หลายสมัย ยังแข็งแกร่ง แต่พรรคพลังประชารัฐส่ง “สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ หจก.บลูไอซ์ หะยีมะดาโอ๊ะ (โรงน้ำดื่มตราไลฟ์วอเตอร์) และอดีต ส.ท.เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ลงสู้มวยเก๋า

“สุรเชษฐ์ แวอาแซ”  รปช. เขต 2 นราธิวาส

สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ พปชร. เขต 2 นราธิวาส

          “สัมพันธ์” เป็นทีมงานของสุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก และอยู่ในเครือข่าย “ยาวอหะซัน” เหมือนกัน

ความแข็งแกร่งของ พปชร.เมืองนราฯ อยู่ที่แกนนำทัพอย่าง “นายกฯ กูเซ็ง” กับ “อนุมัติ” สนช.คนดัง ทั้งคู่ควงแขนกันลุยหาเสียงมาแต่ปลายปีที่แล้ว

“อนุมัติ” มุสลิมปาทานเป็นนักธุรกิจชายแดนใต้ เติบโตจาก อ.สะเดา จ.สงขลา เริ่มต้นธุรกิจด้วยทำการค้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์เพื่อการส่งออกและเป็นนักธุรกิจมุสลิมที่ประสบความสำเร็จด้านพลังงานและปิโตรเลียม

มิเพียงเท่านั้นอนุมัติยังเป็นกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในโควตาจุฬาราชมนตรี และยังคั่วตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยอีกด้วย

อนุมัติคาดหวังคะแนนจาก อ.สุไหงโก-ลก ที่ทีมงานการเมืองท้องถิ่นจะช่วยกวาดคะแนนมาเป็นกอบเป็นกำ ช่วยให้สัมพันธ์เอาชนะแชมป์หลายสมัยไปได้

          ทั้งกูเซ็ง-อนุมัติ คงเล่นเกมชนบทล้อมเมืองเพื่อจะคว้า 2 เก้าอี้มาครอง แต่คู่แข่งจากค่าย ปชป. และรปช. คงไม่ยอมให้ผ่านไปได้ง่ายๆ 

อ่านยุทธศาสตร์ ปชป.พรรคอันดับ 2 ชิงตั้งรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365379?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่านยุทธศาสตร์ ปชป.พรรคอันดับ 2 ชิงตั้งรัฐบาล

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 10:30 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 1,184 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง.. พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ยังคงเป็นประเด็นที่วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับ “จุดยืนไม่หนุนบิ๊กตู่” ของ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นมติพรรคประชาธิปัตย์กันเลยทีเดียว

งานนี้หลายเสียงวิเคราะห์ว่า กระทบกับคะแนนนิยมของพรรค โดยเฉพาะกลุ่มแฟนประชาธิปัตย์ที่ไม่เอาพรรคเครือข่ายทักษิณ อาจเปลี่ยนใจหันไปเทคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐแทน

นอกจากนั้นยังถูกมองอย่างไม่ไว้ใจว่า อภิสิทธิ์อาจพาพรรคไปจับมือกับเพื่อไทยเพื่อตั้งรัฐบาลร่วมกัน ตามที่มีข่าวมาตลอดช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ว่าอาจมีสูตร 2 พรรคใหญ่จับมือไม่เอาทหาร ด้วยข้ออ้างสร้างปรองดองทางการเมือง ทำให้ “เดอะมาร์ค” ต้องให้สัมภาษณ์ย้ำชัดๆ อีกครั้งว่าถึงอย่างไรก็ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน และยืนยันว่าการประกาศจุดยืนครั้งนี้ ถึงจะกระทบกับคะแนนเสียงบ้างก็ต้องยอม

แม้คำประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ จะทำให้โดนวิจารณ์ในเชิงลบค่อนข้างมาก แต่จากการสอบถามผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะที่ไม่ใช่ฐานเสียงสำคัญของพรรค เช่น ในภาคอีสาน อย่าง จ.ชัยภูมิ ได้รับคำยืนยันจากผู้สมัครว่า หลังหัวหน้าพรรคประกาศจุดยืนไม่หนุน “บิ๊กตู่” ไม่เอาการสืบทอดอำนาจ ปรากฏว่าคะแนนนิยมของพรรคในพื้นที่ดีขึ้น

สอดคล้องกับ “โพลล์ลับ” ของพรรคฝ่ายประชาธิปไตยพรรคหนึ่ง ที่เพิ่งทำเสร็จสดๆ ร้อนๆ หลังพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ และพรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่เอา “ลุงตู่” ปรากฏว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ตามโพลล์ลับของพรรคนี้ขยับสูงขึ้น

โดยคะแนนตามโพลล์ลับ เป็นโพลล์เฉพาะ ส.ส.ระบบแบ่งเขต 350 เขต พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดยังคงเป็นเพื่อไทย คาดว่าจะได้ ส.ส. 125-160 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์ 85 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 70 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 45 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 12 ที่นั่ง (เป็น ส.ส.เขตที่จะได้หลังยุบพรรคไทยรักษาชาติ จากเดิมที่โพลล์หลายสำนักระบุตรงกันว่า อนาคตใหม่น่าจะไม่ได้ ส.ส.เขตเลย)

แนวโน้มนี้ยังสอดคล้องกับเหตุผลที่แกนนำพรรคแย้มว่า การประกาศชัดๆ ว่าไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ เพราะต้องรักษาฐานคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในภาคใต้เอาไว้ เนื่องจากคนใต้จำนวนไม่น้อยสิ้นหวังกับรัฐบาล คสช. เพราะทำให้ราคายางและราคาปาล์มตกต่ำ รวมทั้งมาตรการปลดธงแดง “ไอยูยู” ก็ทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้ประกอบการประมงและชาวประมงใน 28 จังหวัดชายทะเล ฉะนั้นหากพรรคประชาธิปัตย์ยังแทงกั๊ก ก็จะสูญเสียคะแนนในส่วนนี้ไป ขณะที่ ส.ส.แบบแบ่งเขตในภาคใต้ก็มีแนวโน้มจะได้ลดลงราวๆ 10 ที่นั่งอยู่แล้ว (จาก 48-50 เขต เหลือราวๆ 38 เขต) เพราะมีคู่แข่งมากขึ้น

ข้อมูลที่เป็นเหตุผลยืนยันในเรื่องนี้ก็คือ โพลล์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ “ม.อ.โพลล์” มหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคใต้ที่เพิ่งเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ออกมา ปรากฏว่า ในกลุ่มประชาชนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกพรรคไหน มีแนวโน้มเลือกพรรคอนาคตใหม่มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 8.10 รองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.30 และพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 5.80 ขณะที่พรรคพลังประชารัฐถูกทิ้งห่าง

ส่วนบุคคลที่คนใต้อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุดในกลุ่มที่ตัดสินใจแล้ว ก็คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 16.10 รองลงมาถึงจะเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12 และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 10.30

คะแนนนิยมที่สะท้อนออกมาแบบนี้เองที่เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้อง “ประกาศจุดยืน” ครั้งสำคัญ ซึ่งโดยปกติพรรคการเมืองไทย ไม่ค่อยทำกันแบบนี้

แต่ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ลึกล้ำกว่านั้น เพราะหากไล่ดูคะแนนจากผลโพลล์ทุกโพลล์ จะเห็นได้ว่าพรรคจะได้ ส.ส.เขตราวๆ 80-90 ที่นั่ง เมื่อรวมกับปาร์ตี้ลิสต์ จะได้ราวๆ 100-120 ที่นั่ง จำนวนเสียงขนาดนี้ ถือว่าเป็น “ตัวแปรสำคัญที่สุด” ในการตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพมั่นคง

หากลองดู “โพลล์ลับ” ของพรรคฝั่งประชาธิปไตย สมมุติว่าพรรคเพื่อไทยได้ 150 ที่นั่ง (อาจได้แค่นี้ เพราะปาร์ตี้ลิสต์มีแนวโน้มไม่ได้เลย) หากจะตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพ ต้องหาเสียง ส.ส.อีกราวๆ 150 เสียง เพื่อรวมให้ได้ 300 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร แต่ลองไล่ดูคะแนนพรรคอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐ จะพบว่ารวมกันทุกพรรคที่เหลือแล้ว รวมอย่างไรก็ยังไม่ถึง 150 เสียง นี่ยังไม่นับการโหวตนายกฯ ในรอบแรกที่ต้องใช้เสียงถึง 376 เสียงอีกด้วย

ในทางกลับกันอีกด้านหนึ่ง ถ้าพรรคพลังประชารัฐซึ่งคาดว่าจะได้ ส.ส. 2 ระบบรวมกันราวๆ 100 ที่นั่ง ต้องการตั้งรัฐบาล ก็ต้องหาเสียงสนับสนุนอีกราวๆ 150-200 เสียง โดยไม่สามารถจับมือกับฝั่งเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายได้ ฉะนั้นก็จะเหลือประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวเท่านั้น (ไม่นับภูมิใจไทย ชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา ที่พร้อมร่วมทุกขั้วอยู่แล้ว)

นี่คือความสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลายเป็น “ตัวแปรที่แท้จริง” หลังการเลือกตั้ง โดยยุทธศาสตร์ของพรรค คือพรรคที่ได้คะแนนลำดับ 2 แต่หากใครจะตั้งรัฐบาล จะขาดประชาธิปัตย์ไม่ได้เลย ฉะนั้นประชาธิปัตย์ก็จะมีอำนาจต่อรองสูงสุด โดยเฉพาะในฝั่งพลังประชารัฐ เพราะไม่มีทางที่ประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับเพื่อไทยได้อยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพลังประชารัฐจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย ก็ต้องจับมือกับพรรคเล็กอื่นทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเท่านั้น นี่จึงเป็นโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อรองให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แทน “บิ๊กตู่” ได้

ถ้าไม่ยอม การเมืองก็มีโอกาสติดล็อก ไม่มีฝ่ายใดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เลยทั้งสองฝั่ง

และนี่คือแผนลึกของประชาธิปัตย์ กับยุทธศาสตร์พรรคอันดับ 2 ที่ไม่ใช่แค่ร่วมรัฐบาล แต่จะเป็นนายกฯ ไปพร้อมกันเลย

นักวิชาการฝรั่งอึ้ง! คนอีสาน 3 หมื่นฟังปราศรัยพรรคฝั่งทหาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365369?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักวิชาการฝรั่งอึ้ง! คนอีสาน 3 หมื่นฟังปราศรัยพรรคฝั่งทหาร

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 10:02 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ปราศรัย,เปิดปราศรัย,ผู้สมัคร สส,วิรัช รัตนเศรษฐ
เปิดอ่าน 5,042 ครั้ง

อะไรจะขนาดนั้น เมื่อฝรั่งมังค่า เห็นคนเรือน 30,000 มาฟังปราศรัยใหญ่ของพลังประชารัฐที่ขอนแก่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว!

           000 เมื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีล้มแผนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ทำเอาแกนนำ “พรรคพลังประชารัฐ” ปีกนักเลือกตั้ง รู้สึกหงุดหงิดบ้าง ในที่สุด “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” สวมหัวโขนนายกรัฐมนตรี ก็มีคิวงานตรวจราชการที่ภาคอีสาน จังหวัดซ้อนในวันที่ 13 มีนาคมนี้ เริ่มจากที่ขอนแก่นเป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานอาคารสถานีรถไฟขอนแก่น และตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ที่นครราชสีมา 

เวทีปราศรัยใหญ่ พปชร.ที่โคราช 

           000 การเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดโคราชหนนี้ “ลุงตู่” ก็มีคิวจะไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ลอดประตูชุมพล และไหว้ศาลหลักเมืองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวโคราชเคารพนับถือเพื่อเป็นสิริมงคล

          000 ก่อนหน้านั้น “วิรัช รัตนเศรษฐ” แม่ทัพโคราชของพลังประชารัฐ เตรียมการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตลาดเซฟวัน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา โดยหวังว่า “พล..ประยุทธ์” แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค จะมาปรากฏตัวต่อหน้าเอฟซีลุงตู่ ในวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชารัฐยังเดินหน้าจัดเวทีปราศรัยใหญ่ตามแผนเดิม โดยมีชาวโคราช 32 อำเภอมาร่วมฟังการปราศรัย หมื่นคน

ชาวบ้านที่มาฟังการปราศรัย ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ของวิรัช รัตนเศรษฐ 

          000 เช่นเดียวกัน “เอกราช ช่างเหลา” แม่ทัพใหญ่ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ วันเสาร์ที่ มีนาคม ที่พุทธมณฑลอีสาน จ.ขอนแก่น โดยมีชาวบ้านหลายหมื่นคนเดินทางมาร่วมฟังการหาเสียง ส่วนใหญ่มาจากเขตเลือกตั้ง และ 10 ซึ่ง “วัฒนา ช่างเหลา” ลูกชายของเอกราช ผู้สมัคร ส..เขต บอกนักข่าวว่า มั่นใจชนะใจชาวบ้านและจะชนะเลือกตั้งแน่นอน 

เอกราช ช่างเหลา

 วัฒนา ช่างเหลา ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น

        000 ที่น่าสนใจเว็บไซต์ข่าวสารทางเลือก isaanrecord.com เดอะอีสานเรคคอร์ด ได้เสนอรายงานการปราศรัยใหญ่ที่ขอนแก่น ของพรรค พปชรผ่านบันทึกของ “นักวิชาการชาวต่างชาติ” ที่กำลังมาทำงานวิจัยเรื่องโลกาภิวัตน์ในขอนแก่น ตอนหนึ่งระบุว่า “หากจะพูดว่า พรรคพลังประชารัฐ “พรรคฝั่งทหาร” กำลังเผชิญกับการต่อสู้อันยากลำบากในภาคอีสาน หลังจากผลโพลล์ระบุคนอีสานยังคงเลือก “เพื่อไทย” คงจะไม่น่าเป็นจริงเท่าใดนัก เพราะการปราศรัยใหญ่ของพลังประชารัฐที่ขอนแก่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้ร่วมฟังมากถึง 30,000 คน” 

          000 บันทึกของนักวิชาการต่างชาติได้บรรยายภาพตอนเลิกเวทีปราศรัย การจราจรติดขัด ชาวบ้านนั่งรถกระบะกลับบ้าน และสรุปตอนท้ายว่า “หากเมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับเวทีปราศรัยวันนี้ ผู้คนที่อยู่ด้านหลังรถกระบะพากันตอบว่า พร้อมที่จะลงคะแนนเสียงให้พรรคพลังประชารัฐ” นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่นักวิชาการกลุ่มนี้มีคำถาม เพื่อไทยยังวางใจในคะแนนนิยมอยู่หรือ?  

        000 ตัวเลขมวลชนของ พปชรทีมงานเอกราชระบุว่า มีผู้มาฟังการปราศรัยมากถึง 35,000 คน และอาจจะมีการจัดปราศรัยอีกครั้ง โดยตั้งเป้าจะให้มีผู้ร่วมฟังการปราศรัย 50,000 คน ไม่ใช่ตัวเลขขี้โม้โอ้อวดแน่ เพราะเคยทำมาแล้วเมื่อวันเสาร์ 

อรอนงค์ สาระผล เพื่อไทย

          000 ความหวังสูงสุดของ “เอกราช” คือ ทุ่มสรรพกำลังดัน “วัฒนา ช่างเหลา” เป็นส..ให้ได้ แต่คู่แข่งจากเพื่อไทย “อาจารย์เต่า” อรอนงค์ สาระผล ก็ถือว่าเป็นด่านโหดหิน เพราะตลอดเวลาที่ “ภูมิ สาระผล” เป็นผู้แทนฯ ขอนแก่น 6-7 สมัย อาจารย์เต่าก็เดินเคียงข้างสามีตลอดมา จึงรู้จักหัวคะแนนทุกหมู่บ้าน

เจริญ แซ่เต็ง

          000 อีกเขตหนึ่งที่พรรคพลังประชารัฐหวังเจาะที่มั่นเพื่อไทย เขต 10 ขอนแก่น “เจริญ แซ่เต็ง” เดินเคาะประตูบ้านอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย เพราะรู้ตัวดีว่ายังเป็นรอง “บัลลังก์ อรรณนพพร” น้องชายของพงศกร อรรณนพพร อดีต ส..ขอนแก่น และอยู่ในเครือข่ายสาย “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ 

ปัณณวัฒน์ นาคมูล อดีตแกนนำ นปช.เมืองลับแล

          000 สื่อหลายสำนักจัดทำบทวิเคราะห์ ส..เขตทั่วประเทศ โดยระบุว่า “พรรคอนาคตใหม่” จะไม่ได้เก้าอี้ “ส..เขต” เลย แต่สายสืบเลือกตั้งประเมินว่าพรรคส้มหวานมีโอกาสจะได้ ที่นั่งจากเขต อุตรดิตถ์ โดยตัวผู้สมัคร ส..อย่าง เลิศศักดิ์ จันทร์สูง ก็ไม่โดดเด่นอะไร แต่ทีมงานเบื้องหลัง “ปัณณวัฒน์ นาคมูล” หัวหน้าคณะทำงานพรรค จ.อุตรดิตถ์นั้น มีประสบการณ์ทำงานมวลชนเสื้อแดงโชกโชน และเคยช่วยงาน “ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย” อดีต ส..เมืองลับแล สมัยมาก่อน

ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต ส.ส. อุตรดิตถ์

        000 จะว่าไปแล้ว “กนก ลิ้มตระกูล” อดีตส..อุตรดิตถ์ ผู้สมัคร ส..เพื่อไทย เขต คะแนนนิยมส่วนตัวตกต่ำ และได้เป็น ส..สมัยที่แล้วก็เพราะกระแสยิ่งลักษณ์ ส่วน “ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย” ขยับขึ้นเป็นผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 พรรคเพื่อไทย ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยกนกเต็มที่หรือเปล่า

ธนาธร กับเลิศศักดิ์ จันทร์สูง

          000 เชื่อว่านักสังเกตการณ์ทางการเมืองกำลังจับตามองพรรคอนาคตใหม่ที่มาแรงในโลกออนไลน์ หลายคนเฝ้าดูว่าคะแนนในโลกเสมือนจริงจะแปรเป็น “คะแนนดิบ” ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ พื้นที่ “เขตเมืองใหญ่”ในทั่วประเทศ ปรากฏว่า กระแสฟ้ารักพ่อ ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ 

ไฟใต้ – ไฟป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365384?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟใต้ – ไฟป่า

วันที่ 13 มีนาคม 2562 – 10:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ไฟใต้,ไฟป่า
เปิดอ่าน 255 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีความวิตกอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่มาพร้อมๆ กันจากฝีมือผู้ก่อการร้าย คือ ‘ไฟใต้’

กับ ‘ไฟป่า’ ที่กำลังมาพร้อมๆ กับภัยแล้ง จนมีประชาชนจดหมายมาให้จัดการโดยเด็ดขาดรวดเร็ว

คุณ ‘พิทักษ์’ สตูล แจ้งให้ทราบว่าปกติเมืองสตูล มีความสงบสุข ประชาชนมีความเป็นอยู่แบบพอเพียง แต่ปรากฏว่า มีการวางระเบิดแบบไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย รวมถึงเขตพัทลุง

นี่แสดงว่า ‘ไฟใต้’ ลุกลามไปจังหวัดสตูล-พัทลุง แล้วหรือ เพราะปกติจะมีรุนแรงแค่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

จึงขอให้ทหารออกมาช่วยดับไฟใต้ แทนที่จะแค่รวมพลังแสดงอำนาจเพื่อการเมือง อย่าปล่อยให้ประชาชนคนใต้ต้องมีชีวิตแขวนอยู่กับเส้นด้ายเลย
อ๊อด เทอร์โบ


   ระวัง ‘ไฟใต้’ – ‘ไฟป่า’ ลุกลาม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนเมืองสตูล จังหวัดเล็กๆ ที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติทางทะเลและป่าเขาสวยงามจนเป็นที่หมายปองของนักท่องเที่ยวไปใต้ได้สักครั้งในชีวิต

แต่มาวันก่อนสตูลบ้านผมมีผู้ก่อการร้ายวางระเบิดใกล้สถานีตำรวจ-ขู่วางระเบิดทางรถไฟ ฯลฯ เรียกว่ามากันเป็นชุดเลยครับ

รวมไปถึงพัทลุงบ้านเพื่อนผมด้วย ซึ่งปกติก็เงียบสงบไม่มีคนร้าย ซึ่งทำให้ผมคิดว่าต่อไป ‘ไฟใต้’ คือการก่อการร้าย – การวางระเบิดจะลุกลามไปทั่วภาคใต้หากปล่อยไว้

ผมเป็นคนรักสงบจึงขอให้ทหารช่วยส่งกำลังมาช่วย เพราะตำรวจเอาไม่อยู่แล้ว ต่อไปจะมีระเบิดอีก ต้องไปและขอร้องให้ทหารคุ้มครองประชาชน ขจัดเสี้ยนหนามของแผ่นดิน อย่าไปยุ่งกับการเมืองหรือนักการเมืองเลย เพราะคนไม่ดีอยู่ได้ไม่นาน

นอกจาก ‘ไฟใต้’ ลามไปถึงสตูล – พัทลุงแล้ว ผมขอเตือนว่า ‘ไฟป่า’ ภาคเหนือ – อีสาน ก็กำลังมาพร้อมกับภัยแล้ง

ขอนำรายงานอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยามาแจ้งให้ทราบว่า วันนี้จนถึง 17 มีนาคม ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพ เนื่องจากมีอากาศร้อนขึ้น โดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในตอนกลางวัน

ต้องระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตก ควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่
ด้วยความปรารถนาดีครับ
 พิทักษ์ (สตูล)



   ขายของออนไลน์ – ต้องคุมเข้ม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีน้องสาวที่ชอบซื้อของออนไลน์มาก โดยบอกว่าทันสมัย ไวทันใจดี แต่วันก่อนก็เจอดีเพราะสั่งซื้อเสื้อผ้าแล้วถูกหลอกลวงเงียบหายไป

เวลานี้เลยรู้สึกเซ็งในชีวิต เพราะไม่รู้จะไปฟ้องร้อง ไปบอกใครก็อายเดี๋ยวจะถูกแซวว่าโง่ และผมจึงขอเป็นสื่อกลางเขียนจดหมายนี้มา เพราะได้ข่าวว่าทางราชการเตรียมแผนการจัดระเบียบคุมเข้มการขายของออนไลน์ โดยมีหลายหน่วยงานช่วยกัน

โดยมี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จัดหาแนวทางควบคุมธุรกิจสินค้าออนไลน์ แบบเบ็ดเสร็จ โดยเชิญทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมกันหารือถึงแนวทางการควบคุมและการป้องกันปัญหาการหลอกลวง ทั้งหน่วยงานที่ดู ด้านมาตรฐานสินค้า เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) และหน่วยงานที่ดูด้านสื่อออนไลน์โดยเฉพาะ คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

จะได้ร่วมกันคิดถึงการวางแนวทางในอนาคตจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ให้หมดลงไปอย่างไรเพราะปัจจุบันการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์มีประเด็นที่ร้องเรียนมามากที่ สคบ. หรืออาจจะพบเห็นในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบธุรกิจก็มีการหลบเลี่ยง การนัดมาประชุมกันอีกครั้งจึงน่าจะมีความก้าวหน้าในการควบคุมให้เกิดผลมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน และสิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริโภคจะได้รับความปลอดภัยจากการซื้อสินค้าออนไลน์

สคบ.ดูแลเกี่ยวกับธุรกิจสินค้าออนไลน์ ต้องเร่งหาทางดึงผู้ประกอบธุรกิจเข้ามาจดทะเบียนขายตรง และตลาดแบบตรง ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะในรายที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีอยู่หลายแสนราย แต่มีผู้มาจดทะเบียนจริงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพียง 4 หมื่นราย และมาจดทะเบียนกับ สคบ.เพียงแค่หลัก 100 รายเท่านั้น หากผู้ใดไม่รีบมาจดทะเบียนจะมีบทลงโทษ คือจำคุก 1 ปี และปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

ปีนี้ ได้มอบนโยบายให้ควบคุมสินค้าออนไลน์เป็นพิเศษ และสามารถใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าไปดำเนินการได้ในทันที ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ สคบ.ไปตรวจสอบ ทำการล่อซื้อ และสุ่มตรวจการขายสินค้าออนไลน์จากผู้ประกอบธุรกิจหลายรายแล้ว หากพบว่า ไม่จดทะเบียนถูกต้อง จะมีความผิดและถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด

ผมจึงขอสนับสนุนให้ทางการช่วยควบคุมจัดการระเบียบการค้าออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้ปล่อยไว้อาจเหมือนแชร์ลูกโซ่ในอดีตครับ
   ประโยชน์ (ปทุมวัน)

 ตอบคุณ ‘ประโยชน์ (ปทุมวัน)’
ผมได้รับการร้องเรียนเรื่องการถูกหลอกลวงการซื้อสินค้าออนไลน์หลายราย โดยส่วนใหญ่จะไม่ได้รับของหรือไม่ก็ได้สินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อแล้วพอจะไปฟ้องตำรวจแจ้งควาดำเนินคดีก็ถูกหาว่าไว้ใจพวกนี้ได้อย่างไร – สรุปว่าตำรวจไม่รับแจ้งแล้วบอกให้ไปติดตามฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันเอง
พอมาอ่านข่าวจากจดหมายของคุณแล้วก็อนุโมทนาเห็นด้วยที่ สคบ.จะเป็นแกนนำจัดการเรื่องนี้ก่อนที่จะเกิดเรื่องลุกลามจนแก้ไขไม่ได้แล้ว จะมีผู้เสียหายเป็นวงกว้างแบบแชร์ลูกโซ่สมัยก่อน

เวลานี้ สคบ. จะต้องก้าวทันโลกออนไลน์ อย่าคิดว่าผู้ซื้อต้องระวังตัวเองนั้นคือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เชื่อว่ามีกฎหมายควบคุมจัดการผู้หลอกลวงต้มตุ๋น ปะปนอยู่แล้ว และอย่าอยู่นิ่งเฉยลอยแพ

ขอร่วมเป็นกำลังใจและส่งเสริมสนับสนุนให้ สคบ.คุ้มครองประชาชนอย่างเร่งด่วนด้วย
      อ๊อด เทอร์โบ