หมัดเด็ด “ลุงกำนัน” รวมพลัง “คนเกลียดแม้ว”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมัดเด็ด “ลุงกำนัน” รวมพลัง “คนเกลียดแม้ว”

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 10:37 น.
สุเทพ,ลุงกำนัน,พรรครวมพลังประชาชาติ,สุเทพ เทือกสุบรรณ,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 4,549 ครั้ง

กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ ลำเลิกเบิกประจาน ขึ้นภาษาพ่อขุน ระดับลุงกำนันผู้ยอมตากหน้าเดิน “คารวะแผ่นดิน” ท่ามกลางเสียงโห่ไล่ คงไม่มีอะไรจะต้องเกรงใจกันแล้วเช่นกัน

คนที่ออกอาการ “ปรี๊ดแตก” ลั่นสวนยางที่สุด เมื่อหัวหน้า “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจุดยืนไม่หนุนลุงตู่เป็นนายกฯ ก็คือคนเคยรักกันมากอย่าง ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย นั่นเอง

ด้านหนึ่งต้องขอบคุณระบบเลือกตั้งรอบนี้จริงๆ ที่อะไรๆ มันบีบให้เราได้รู้เช่นเห็นสัญชาตญานนักการเมืองไทยมากขึ้น

          งานนี้เราจึงได้เห็นลีลาการกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ชนิดลำเลิกเบิกประจาน ขึ้นภาษาพ่อขุน ระดับลุงกำนันผู้ยอมตากหน้าเดิน “คารวะแผ่นดิน” ท่ามกลางเสียงโห่ไล่ เท่านี้คงไม่มีอะไรจะต้องเกรงใจกันแล้วเหมือนกัน!

แน่นอนบางคนอาจคิดว่านี่คือการตอบโต้ตามจุดยืนที่จะหนุนลุงตู่เป็นอุดมการณ์ แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากการช่วงชิงคะแนนเป็นสูตรสำเร็จ

เพราะเมื่อมาร์คเดินเกมแบบนี้ย่อมชัดเจนว่าหวังเก็บแต้มจากฐานเสียงคนใต้ ดังนั้นกำนันเทือกจึงลุกขึ้นมาผลักประชาธิปัตย์ไปอยู่ฝ่ายทักษิณทันที

ดังในการปราศรัยที่ตะกั่วป่า จ.พังงา กับวรรคทองว่า เป็นคนผลักดันให้อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ก็ไม่รู้ว่าชาติหน้าจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่”

และอีกทีที่ลุงกำนันกล่าวปราศรัยที่ ต.บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเป็นผู้เจรจากับเนวิน ชิดชอบ (ซึ่งตอนนั้นอยู่ฝ่ายทักษิณ) ไกลถึงต่างประเทศแล้ว ยังไปหา บรรหาร ศิลปอาชา อีกด้วยถึงที่บ้าน

มีการเจรจาจนบรรลุข้อตกลงและก็เดินสายเจรจากับ นักการเมืองแถวหน้าหลายคน จนในที่สุดก็สามารถจัดการให้นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ เพราะต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปได้

สำหรับเบื้องหลังความสำเร็จในการเจรจากับกลุ่มต่างๆ ยังว่ากันว่าสุเทพใช้กลยุทธ์ใครเคยดูแลกระทรวงไหนก็ให้ดูแลกระทรวงนั้นต่อไปนั่นเอง นี่จึงถือเป็นฉากประวัติศาสตร์สำคัญทางการเมืองไทย

แต่อะไรก็ยังไม่แสบเท่ากับที่บอกว่าฝ่ายปชป.คงหวังให้ฝ่ายทักษิณไหลมาหนุนให้ได้เป็นนายกฯ และที่ผ่านมาทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ก็เคยอยู่ข้างเดียวกันโดยประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 60 มาแล้ว

ถึงตรงนี้คนไทยเปิดวาร์ปไปดูภาพเก่าครั้งเราคล้องนกหวีดกอดกันกลมก็ได้แต่ถอนใจ

อย่างไรก็ดีลีลาหนนี้ของลุงกำนันไม่ใช่น้ำเน่าเคล้าดราม่าแบบไร้น้ำหนัก เหมือนกับเหตุการณ์ช่วงวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา กับฉากที่มีคนไปทำป้ายไล่หัวหน้ามาร์คขณะหาเสียงบางแค ระบุ “ไม่ต้อนรับพรรคการเมืองไม่เอาลุงตู่ (หมดเวลาเกรงใจ)”

นี่ไม่นับเพราะคนไทยรู้ว่างานนี้มีเบื้องหลัง และพี่มาร์คเองก็รีบบอกว่าคนที่ทำคือพี่เมียของ “โกวิทย์ ธารณา” อดีต ส..พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกไป เพราะไม่พอใจเรื่องไม่ได้ลงสมัคร ส.และไปช่วยงานพรรคพลังประชารัฐ

          แต่กลยุทธ์สำคัญที่พรรคลุงกำนันพลิกเกมคือการเน้นไปที่ฐานเสียงคนใต้ที่ไม่เอาทักษิณและรักบิ๊กตู่ ซึ่งก็มีอีกมาก ดังนั้น วาทกรรมที่ว่าถ้า “ไม่เอาลุงตู่ ก็เท่ากับเอาทักษิณ” จึงแพร่กระจายเป็นไวรัลอยู่แถวภาคใต้

ขณะที่ “แทน เทือกสุบรรณ” ลูกชาย ก็สำทับด้วยเกม ถ้าเลือกปชป. ก็แปลว่าเลือกให้ไปเป็นฝ่ายค้าน แต่ถ้าเลือกรวมพลังประชาชาติไทย ก็จะได้อยู่ฝ่ายรัฐบาล จะได้เข้าไปช่วย “นายกฯลุงตู่” ทำงาน

โอ้โหงานนี้คนไทยบอกเลย เลือกตั้งครั้งไหนจะแซบเท่าหนนี้เป็นไม่มีอีกแล้ว!

/////

ภาพเครดิต

เฟซบุค สุเทพ เทือกสุบรรณ

เฟซบุค พรรครวมพลังประชาชาติไทย – ACT Party

“3 ก๊ก 1 กั๊ก” เดดล็อกหลังเลือกตั้ง 62

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365814?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“3 ก๊ก 1 กั๊ก” เดดล็อกหลังเลือกตั้ง 62

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 10:29 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคภูมิใจไทย,พรรคพลังประชารัฐ,เสี่ยหนู,อนุทิน,นายอนุทิน ชาญวีรกูล,เจ๊หน่อย สุดารัตน์
เปิดอ่าน 2,995 ครั้ง

ต้องบอกเลยว่าเลือกตั้งงวดนี้มีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ และวัดใจนักเลือกตั้งชนิดลุ้นกันนั่งไม่ติด

สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 การวิเคราะห์การเมืองหลังเลือกตั้งกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่หัวไร่ปลายนายันล็อบบี้เลาจน์ในโรงแรมหรูระยับ

จากการประเมินผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ รวมถึงบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวบางแห่ง พบว่าจำนวนส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อจำของพรรคเพื่อไทยจะได้จำนวน ส.ส.รวม 130-150 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 90-100 คน, พรรคพลังประชารัฐ 80-90 คน, พรรคภูมิใจไทย 38 คน, พรรคอนาคตใหม่ 30 คน, พรรคเสรีรวมไทย 15-20 คน, พรรครวมพลังประชาชาติไทย 10-15 คน, พรรคชาติไทยพัฒนา 20 คน, พรรคชาติพัฒนา 15 คน, พรรคประชาชาติ 12 คน, พรรคเพื่อชาติ 10 คน และที่เหลือกระจายไปยังพรรคอื่นๆ

ก๊กทักษิณ-ฝ่ายค้าน

ทุกสำนักโพลล์ทุกสำนักข่าว เชื่อว่า พรรคเพื่อไทย” จะได้เสียงจำนวนมากที่สุด แต่ก็ประสบปัญหาในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเมื่อ “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบไปแล้ว

แผนเพื่อไทยโกยส.ส.เขต และไทยรักษาชาติเก็บแต้มสะสมบัญชีรายชื่อต้องสะดุด ความหวังที่เหลือของฝ่ายชินวัตร จึงต้องอาศัยพรรคเพื่อชาติ, พรรคอนาคตใหม่, พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย กวาดแต้มให้ได้มากที่สุด

          สถานการณ์การเลือกตั้ง 2562 ต่างจาการเลือกตั้ง 2554 ไม่อาจจุดกระแส “นารีขี่ม้าขาว” ได้ เพราะภาพลักษณ์ของ “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นนักการเมืองหน้าเก่า บอบช้ำ ไม่สดใหม่เหมือนตอนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงสนาม

อีกประการหนึ่ง “พลังคนเสื้อแดง” อ่อนแรง และถูกแยกสลาย ไม่คึกคักและเข้มข้นเหมือนปี 2554 รูปธรรมแห่งพรรคเพื่อชาติให้คำตอบได้ดีว่า รากหญ้าเสื้อแดงไม่เหมือนเก่า

ก๊กประยุทธ์-รัฐบาล

นักวิเคราะห์การเมืองรุ่นเก๋าสรุปว่า พรรคพลังประชารัฐ” ในชั่วโมงนี้ยิ่งกว่าพรรคสามัคคีธรรม เพราะมีมุ้งย่อยอยู่ในพรรคนี้ประมาณ 10 กลุ่ม แต่ในความหลากหลายก็กลายเป็นจุดแข็งของพรรค เพราะมุ้งเหล่านี้มีนักเลือกตั้งมืออาชีพเป็นแม่ทัพ ซึ่งชำนาญการเลือกตั้งในพื้นที่ชนบท

          นักเลือกตั้งอย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจสมศักดิ์ เทพสุทินวิรัช รัตนเศรษฐอนุชา นาคาศัย และอีกหลายคน ผ่านสนามรบเลือกตั้งมาโชกโชน รู้ดีว่ากติกาเลือกตั้ง “บัตรเดียว” และทุกแต้มถูกนับรวมหมด ทำให้มืออาชีพมีวิธีการ “เก็บแต้ม” เป็นระยะๆ โดยไม่รอนาทีสุดท้าย

สังเกตได้จากการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองเดียวที่มีเวทีปราศรัยมากที่สุด และระดมคนได้เวทีละ 1-2 หมื่นคน โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน

สำหรับแนวร่วมที่ประกาศชัดว่าหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ อีกสองพรรคคือ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา แม้หัวหน้าพรรคหรือผู้ชี้นำพรรค มิได้ลั่นคำว่าหนุนลุงตู่ แต่วงในก็รู้กันดีว่าพวกเขาจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ รวมถึงพรรคพลังท้องถิ่นไท นำโดย ชัชวาลล์ คงอุดม

ก๊กปชป.-ชิงตั้งรัฐบาล

เกมไม่เอาลุงตู่ของ “พรรคประชาธิปัตย์” นั้น มุ่งหวังที่จะดึงการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบทักษิณและไม่ปลื้มลุงตู่ เลยขอเป็น “ทางเลือกใหม่” ในโค้งสุดท้าย

การเลือกตั้งปีนี้ พรรค ปชป.ประสบปัญหาใหญ่ ถูกมองว่าเป็น “พรรคเครื่องเคียง” จึงไม่มี “สปอนเซอร์” รายใหญ่ให้การหนุนช่วย บวกกับขาด “แม่บ้านใจถึง” แบบสุเทพ เทือกสุบรรณ พลอยทำให้ขุนพลในสนามรบทำงานลำบาก

ด้วยเหตุนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงตั้งโต๊ะแถลงไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ กระชากเรตติ้งให้ ปชป.มีราคา และดึงแต้มในกรุงเทพฯ และภาคใต้ ไม่ให้ไหลไปที่พรรคอนาคตใหม่

ก๊กสายกั๊ก-อนุทิน

ว่ากันตามจริง “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีบารมีเหนือพรรคภูมิใจไทย มีสัญญาใจกับกลุ่มบูรพาพยัคฆ์มาแต่สมัยตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์

มาถึงเลือกตั้ง 2562 พรรคภูมิใจไทยยุค “อนุทิน ชาญวีรกูล” มีการรีแบรนด์ภูมิใจไทยให้เป็น “พรรคไม่มีสี” หรือสลัดภาพ “พรรคทรยศนายใหญ่” หวังซื้อใจคนอีสานและเหนือ

ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยจึงเป็น “ขั้วกั๊ก” ที่รอวันจับมือได้ทั้งสองก๊กเพื่อไทยและก๊กประยุทธ์ ขณะเดียวกัน “เนวิน” ผู้มากด้วยเพื่อนพ้องน้องพี่เครือข่าย “กลุ่ม 16” รวมเสียงพลิกเกมเป็น “ขั้วทางเลือก”

         ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมก่อนวันหย่อนบัตรโดยภาพรวม “ก๊ก กั๊ก” เชื่อว่าหลังเลือกตั้งฝุ่นตลบแน่ และอาจเข้าสู่สถานการณ์ “เดดล็อกทางการเมือง” เนื่องจากไม่มี “ขั้วไหน” ได้เสียงข้างมากโดยเด็ดขาด

ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดว่าต้องเลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ภายในกี่วัน กี่เดือน ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้เลือกภายใน 30 วัน นับแต่ประชุมรัฐสภาครั้งแรก ซึ่งจะทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ ต่อได้แบบไม่มีกำหนด แถมยังมี ม.44 อยู่ในมือ

นายทุนชะลอ”อัดน้ำเลี้ยง”สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365574?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายทุนชะลอ”อัดน้ำเลี้ยง”สัญญาณเชิงลบการเลือกตั้ง

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
น้ำเลี้ยง,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 6,556 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ไม่กี่วันข้างหน้าจะรู้ผลเเล้วว่าหลังการปิดหีบเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะเข้าเส้นชัยในอันดับใดบ้าง

การเมืองตอนนี้เเบ่งข้างเเละขั้วที่ชัดเจนกันมาพักใหญ่เเล้วเเละมีเเนวโน้มที่จะเเบ่งขั้วกันต่อไปอีกในอนาคต เเม้บางพรรคเพิ่งจะออกตัวในการเปิดเงื่อนไขทางการเมืองของตัวเองต่อสังคมเเต่ก็ชัดเจนบนเงื่อนเวลาที่ยังมีให้ชาวประชาวินิจฉัย

เเม้จะมีการใช้วาทกรรมเฉือนกันผ่านหน้าสื่อเเละบนเวทีหาเสียงเกี่ยวกับบทบาทของเเต่ละพรรคว่าอยู่ขั้วใดเเละหนุนใคร อีกทั้งยังมีการเเฉความลับของบางฝ่ายในหลายปีที่ผ่านมาออกมาให้สังคมรับรู้

วังวนน้ำเน่าการเมืองไทยยังอยู่ในมิติเดิมๆ เพียงเเต่เปลี่ยนวิธีนำเสนอในหลากรูปเเบบเท่านั้น เเละการหาเสียงคราวนี้เเทบไม่เเตกต่างกับการหาเสียงหลังเหตุพฤกษาทมิฬที่เเบ่งฝ่ายกันว่า ฝั่งนี้คือพรรคเทพ ฝ่ายนั้นคือพรรคมาร เพราะเที่ยวนี้ก็มีการเเยกขั้ว “ต้านเผด็จการ” เเละขั้ว “หนุนบิ๊กตู่”

การเปิดสงครามน้ำลายดิสเครดิตกันเเบบไม่อายฟ้าไม่เกรงใจดินกันนั้น มีสื่อความว่าไม่มีใครยอมใครเเละไม่กี่วันที่เหลือนี้น่าจะเเรงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเวทีปิดท้ายของหลากพรรคที่น่าจะมีการชูความจำเป็นที่สังคมต้องเลือกพรรคของตัวเองเเบบถล่มทลาย เเละทำไมต้องเมินขั้วตรงข้ามเเบบทิ้งกันไม่เห็นฝุ่น
กรณีที่ควรพินิจในขั้นต่อไปคือก่อนที่จะทราบผลเบื้องต้นว่าใครเเละพรรคใดชนะในเขตเลือกตั้งใดนั้น วันนี้กลเกมใต้ดินเป็นเยี่ยงใด โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องสำคัญคือ “เงิน”

ต้นปีที่ผ่านมา “เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์” อธิการบดีมหาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนา “เศรษฐกิจไทยกับการเลือกตั้ง” ช่วงหนึ่งที่น่าคิดต่อว่า ”ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยได้ประเมินไว้ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% โดยในช่วงไตรมาสแรกอาจชะลอตัวเล็กน้อยแต่ยังเชื่อว่าหากการเลือกตั้งออกมาอย่างไร โดยการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้

ทั้งนี้ประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการเลือกตั้งทั้งเลือกตั้งในระดับประเทศและเลือกตั้งท่องถิ่นได้มากกว่า 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสะพัดที่นำไปใช้ในการเลือกตั้งใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาท ที่จะแบ่งเป็นการนำไปใช้ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ผ่านกระตุ้นยอดค้าปลีก และอื่นๆ โดยอีก 30,000 ล้านบาทจะเป็นเงินสะพัดจากการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น โดยเงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้จะดันยอดจีดีพีของไทยได้ถึง 0.3%”

เม็ดเงินห้าหมื่นล้านบาทในการเลือกตั้งส.ส.นั้น เเน่นอนว่าต้องมีการใช้หมุนเวียนในประเทศ เเละการใช้เงินในการหาเสียงนั้น กฎหมายกำหนดไว้คนละ 1.5 ล้านบาท เเต่บนความจริงซึ่งคนการเมืองรู้กันดีว่าใช้ไปเท่าใดเเละเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ รวมทั้งยังรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเเละคู่เเข่งใช้ไปกี่บาท…

“มันเป็นธรรมเนียม อย่างน้อยต้องหนึ่งร้อยบาท ค่าน้ำมันชองชาวบ้าน” “บางหมู่บ้านถามมาเเล้วจะจ่ายเท่ากับเลือกตั้งท้องถิ่นไหม จ่ายเเบบนั้นไม่ไหว เพราะเลือกตั้งท้องถิ่น คนมีสิทธิน้อยกว่าเลือกส.ส. หากให้ราคานั้น ก็ต้องให้เท่ากัน งบบานปลาย” “ไม่ไหวทางนั้นใช้เงินเยอะจัง ไม่รู้มาจากไหน” “ฝั่งนั้นจ่ายมัดจำชาวบ้านเเล้ว 3 ครั้ง ครั้งละหนึ่งร้อยบาทให้ไปฟังปราศรัย เเละจ่ายอีกส่วนที่เหลือในวันเลือกตั้ง” “พรรคเรากระเเสดีกว่า ชาวบ้านเลือก เเต่ฝ่ายนั้นใช้เงินมาก กลัวชาวบ้านเปลี่ยนใจ” ฯลฯ ต่างๆ นานา เหล่านี้คือสิ่งที่คนการเมืองหลากพรรคสะท้อนหลังไมค์กับสื่อหลากสำนักเกี่ยวกับการใช้เงินของตัวเองเเละคู่เเข่ง เเต่บนความจริงฝ่ายตัวเองก็อัดฉีดกันเพียงเเต่น้ำหนักอาจสู้คู่เเข่งไม่ได้….เเละหวังที่จะป้ายสีขั้วตรงข้ามมากกว่า

ตรงนี้จะสอดรับกับการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยหรือไม่ เพราะเม็ดเงินก้อนนั้นน่าจะมีบางส่วนไหลลงมาในระบบใต้ดิน เเละคำศัพท์การเมืองใช้คำว่าหนึ่งกิโลกรัมเเทนค่าเงินหนึ่งล้านบาท

ฉะนั้นผู้สมัครส.ส.หนึ่งคนของหนึ่งพรรคใหญ่เเละกลางจะมีราคาไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับโอกาสเเละความเสี่ยงในการสอบคัดตัวซึ่งประชาชนเป็นคนตัดสิน

เขตเลือกตั้งประเภทบิ๊กเนมปะทะบิ๊กเนม ราคาเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ราว 100 กิโลกรัมต่อหนึ่งคนจากหนึ่งพรรค ซึ่งเป็นน้ำเลี้ยงที่คนการเมืองเเทบทุกพรรควาดหวังกับสิ่งนี้ เเละช่วงท้ายๆ นี้ หากพบว่าคู่เเข่งอัดฉีดดีกว่าก็ต้องชงเรื่องเข้าไปยังเเกนนำพรรคว่าจะเคาะราคาสู้หรือไม่ ส่วนเขตรองๆ ลงมาก็ใช้อัตรา 20-40 กิโลกรัม หากการเเข่งขันไม่รุนเเรงนักก็ใช้ในอัตราไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อหนึ่งเขตเลือกตั้ง (อัตราข้างต้นเป็นตัวเลขโดยประมาณการที่คนการเมืองหลายพรรคให้ข้อมูล)

ตัวเลขเหล่านี้จะชัดเเจ้งก็ต่อเมื่อปิดหีบไปเเล้ว เเต่ละพรรคจะเคาะราคาค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เเต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ล่าสุดตอนนี้บริษัทห้างร้านระดับยักษ์หลากเเห่งที่หลายคนรู้กันดีว่าเป็นเเบ็กอัพในการปล่อยน้ำเลี้ยงทางลับให้หลายพรรคนั้น ผู้สมัครส.ส.กทม.คนหนึ่งเเจ้งว่า ตอนนี้เเกนนำพรรคจ่ายน้ำเลี้ยงมาครึ่งเดียวจากที่รับปากไว้ โดยอ้างว่าบริษัท…ขอชะลอการดูเเลปัจจัยหลักหลายร้อยล้านบาทโดยจะชำระหลังการเลือกตั้งเเทน ทำให้คีย์เเมนพรรคต้องหาเเหล่งทุนอื่นมาให้ก่อนเเละจ่ายเพียงครึ่งเดียว

“ไม่ใช่เเค่ไม่จ่ายเเค่พรรคของผม เเต่พรรคอื่นๆ ก็โดนด้วย”

ส่วนสารตั้งต้นของการที่นายทุนยักษ์ชะลอการอัดฉีดไปยังพรรคต่างๆ เหมือนที่ผ่านมานั้น เเสดงว่านายทุนยักษ์น่าจะอ่านเกมออกเเล้วว่าผลเลือกตั้งจะออกมาเเบบใดเเละสอดรับกับกระเเสข่าวล้มเลือกตั้งที่คนการเมืองกระสากลิ่นนี้มาระยะหนึ่งเเล้วเพราะพรรคบิ๊กเนมพรรคหนึ่งที่น้ำเลี้ยงดียามนี้ปั่นคะเเนนนิยมไม่ขึ้นเลย…เเละอาจหมดหวังที่จะเป็นเเกนนำตั้งรัฐบาลไปพร้อมกับทุนรอนจำนวนมหาศาลที่อัดลงไปยังสามร้อยกว่าเขตเลือกตั้งเเต่สิ่งที่ลงทุนลงเเรงไปนั้นเสมือนว่าสัญญาณตอบรับไม่เเรงพอ…

ฉะนั้นเกมล้มกระดานน่าจะเหมาะที่สุด โดยอาจจะหาสารพัดเรี่องราวมายึดโยงเเละเกี่ยวพันเพื่อชี้ไปว่าการหย่อนบัตรครั้งนี้ควรที่จะโมฆะ เเละกลับคึนสู่ฐานะเดิมของทุกฝ่าย ก่อนที่จะไปจัดรูปเกมกันใหม่เเต่เกมล้มกระดานนี้จะต้องมี “เเพะบูชายัญ” เเละใครจะต้องสังเวยชีพเพื่อบัดพลีกรรมในครั้งนี้ ตรงนี้ต้องติดตาม…
เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามไปได้ง่ายๆ เสียด้วย

ดูหมิ่นศาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365678?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดูหมิ่นศาล

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 09:03 น.
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,สส,ผู้พิพากษา,ดูหมิ่นศาล
เปิดอ่าน 1,965 ครั้ง

โดย…  รองศาสตราจารย์ กรกฎ ทองขะโชค คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ  

ในช่วงใกล้เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) การหาเสียงเป็นเรื่องปกติของผู้สมัครรับเลือกตั้งภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 แต่อย่างไรก็ตามการหาเสียงก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายปกติ โดยเฉพาะการปราศรัยหาเสียงที่อาจกระทบต่อบุคคลภายนอก หากทำให้บุคคลภายนอกเสียหายโดยเฉพาะองค์กรศาล ก็ย่อมได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับบุคคลอื่น และองค์กรอื่นๆ ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 “ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาลต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ในความผิดฐานนี้ การดูหมิ่นศาลจะพิจารณาการกระทำที่เป็นการดูหมิ่นเช่นเดียวกันกับความผิดฐานดูหมิ่นในมาตราอื่นๆ การดูหมิ่น หมายความว่า การดูถูกเหยียดหยาม การสบประมาท หรือทำให้อับอาย และอาจจะกระทำด้วยวาจา เช่น คำด่า คำหยาบคาย คำดูถูก คำค่อนขอด หรือเป็นการกระทำด้วยกิริยาอย่างอื่นเช่น ให้ของลับ ถ่มน้ำลายรด ยกส้นเท้าให้ก็ได้ ดังนั้น การดูหมิ่นศาล จึงหมายถึงการกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นการดูถูก เหยียดหยาม ด่าทอ สบประมาท ทำให้อับอาย และเป็นการกระทำที่จะเป็นการลดคุณค่าของศาลในสายตาของผู้กระทำการดูหมิ่น โดยไม่ว่าจะกระทำด้วยวาจา หรือเป็นลายลักษณ์อักษรหรือกิริยาใด สิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองของความผิดมาตรานี้ คือความเด็ดขาดของอำนาจรัฐในการรักษาความยุติธรรม ความผิดฐานนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะปกป้องคุ้มครองชื่อเสียงของศาลหรือผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการตัดสินพิพากษาคดี ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองพิทักษ์ผู้พิพากษาเป็นการส่วนตัว

ในการคุ้มครองผู้พิพากษา เป็นการคุ้มครองชื่อเสียงของผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งการกระทำที่เป็นการดูหมิ่นนั้น เป็นการกระทำที่กระทบต่อชื่อเสียง ต่อคุณงามความดี ต่อศักดิ์ศรีของผู้พิพากษาที่ได้กระทำหน้าที่ โดยหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของผู้พิพากษาคือ มีหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยผู้พิพากษาจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่โน้มเอียงไปฝ่ายใด เพื่อให้คู่ความได้รับความยุติธรรม ดังนั้น เมื่อมีการกระทำดูหมิ่นเกิดขึ้น กฎหมายได้วางหลักไว้ว่า จะต้องเป็นการดูหมิ่นที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี ซึ่งหมายความว่า ในความผิดดูหมิ่นศาลจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการพูด กล่าว หรือการกระทำใดๆ ที่แสดงว่าเป็นการไม่เคารพหรือไม่พอใจในคำตัดสิน เช่น อาจจะพูดเป็นนัยว่าผู้พิพากษาลำเอียง หรือกล่าวต่อผู้อื่นว่าการตัดสินคดีไม่ยุติธรรม หรือการกล่าวใส่ร้ายผู้พิพากษาว่ารับสินบน หรือแม้กระทั่งเขียนบทความที่เป็นการกล่าวหาว่าการตัดสินคดีนั้นไม่มีความยุติธรรม เป็นต้น

ผู้พิพากษาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวผู้พิพากษา แต่หมายความถึง การทำหน้าที่เป็นศาล ซึ่งการทำหน้าที่เป็นศาลนั้น คือการทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี ไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว นอกจากนี้ การดูหมิ่นนั้นไม่จำเป็นต้องกระทำต่อหน้าศาลหรือผู้พิพากษา จะกระทำลับหลังก็ได้

ในเรื่องความผิดฐานดูหมิ่นศาลนั้น จะเห็นได้ว่า มีลักษณะของการกระทำความผิด คือในเรื่องของการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ความผิดนี้การกระทำที่เป็นการดูหมิ่น คำว่า ดูหมิ่นนี้ก็มีความหมายเหมือนกับ ดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ ดูหมิ่นคนธรรมดาทั่วไป ตามที่กล่าวไปแล้ว ศาล หมายความถึง ศาลยุติธรรม หรือศาลอื่นในราชอาณาจักร เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร ศาลเยาวชน ศาลครอบครัว เป็นต้น

โดยในการคุ้มครองตัวองค์กรหรือสถาบันศาล เป็นเรื่องของค่านิยมคนไทยที่ให้ความเคารพต่อสถาบันศาล ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรตุลาการ กล่าวคือ การที่ประชาชนจะให้ความนับถือศรัทธาองค์กรศาล เพื่อให้ศาลได้ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมตัดสินคดีความนั้น องค์กรศาลเองจะต้องทรงเกียรติ มีความน่าเคารพ และสง่างาม เพื่อที่จะให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในศาล โดยตัวองค์การศาลเองนั้นก็ได้ออกระเบียบ กฎต่างๆ เพื่อที่จะรักษาความทรงเกียรตินี้ไว้ ดังจะเห็นได้จาก “วินัย” ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญในความประพฤติของผู้พิพากษาเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าศาลถูกดูหมิ่นโดยการทำให้เสื่อมเสียอับอาย ลดคุณค่าของศาลลง ก็จะส่งผลต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อศาลได้ และเมื่อเกิดความระแวงในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของศาลเสียแล้ว การจะวินิจฉัยสั่งการอะไรออกไปก็ไม่เกิดความศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งจะทำให้สังคมปั่นป่วนหวั่นไหวได้ เช่น การกล่าวว่า ศาลเชียงใหม่ไม่ดี ตัดสินคดีไม่มีความเป็นธรรม การกล่าวในลักษณะนี้จะส่งผลให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจไปในทางลบและมององค์กรศาลทั้งภาพรวมว่ามีการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ คนในองค์กรไม่ดี หรือไม่ดีเพราะมีการรับสินบน ซึ่งคนที่ได้ยินหรือรับฟังจะสามารถตีความไปได้หลายประการ ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวในลักษณะเช่นนี้ผู้กระทำก็จะมีความผิดฐานดูหมิ่นศาลเช่นกัน

ความผิดฐานนี้มีที่มาจากค่านิยมของคนในชาติที่ให้ความเคารพต่อสถาบันศาลที่สืบเนื่องมาจากอำนาจศาลในสมัยโบราณ และเป็นอำนาจที่พระมหากษัตริย์และผู้ครองแคว้นหรือเจ้าผู้ปกครองเป็นผู้ใช้ ดังที่ปรากฏในศิลาจารึกตอนหนึ่งว่า “ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้นไพร่ฟ้าปกหน้า กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวถึง เจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปสั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสวนความแก่มันด้วยซื่อไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึงชอบ” ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงบัญญัติให้มีการคุ้มครององค์กรศาลขึ้น เพื่อสอดรับกับวัฒนธรรมและจารีตประเพณีของคนในชาติ

“โหวตโน” ป่วน โหวตแบบ “หมอเลี้ยบ” สลายฝ่ายประชาธิปไตย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โหวตโน” ป่วน โหวตแบบ “หมอเลี้ยบ” สลายฝ่ายประชาธิปไตย

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 09:01 น.
โหวตโน,กระแสโหวตโน,เลือกตั้ง 2562,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อชาติ,พรรคอนาคตใหม่,การเมือง,หาเสียงเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส
เปิดอ่าน 14,391 ครั้ง

ปฏิกิริยาโหวตโนของชาวแพร่ ฝ่ายหนุน ทษช. ส่งผลให้ตัวแทน “พรรคอนาคตใหม่” และฝ่ายประชาธิปไตยเดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งที่ตอนแรกกะว่าคะแนนจะไหลมาทางตนเองแท้ๆ

000 งานแรกของอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ในนาม “ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย” ที่ จ.ร้อยเอ็ด “3 เวที เขตเลือกตั้ง” นำโดย จาตุรนต์ ฉายแสง” และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ทั้ง 3 เขตนี้เป็นจุดเสี่ยงที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะ “สอบตก” เพราะเจอคู่แข่ง “แข็งโป๊ก” เริ่มจาก “นิรมิต สุจารี” เขต 3, ฉลาด ขามช่วง” เขต 2  และ วราพงษ์ พันธุ์ศิลา” เขต 1

จาตุรนต์ ฉายแสง

000 จากการเคลื่อนไหวของ “อ๋อย-เต้น” ก็ชัดว่า กลุ่มนี้ยังจะเดินหน้าช่วยหาเสียงให้พรรคเพื่อไทย ตรงกันข้ามกับ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” อดีตผู้สมัคร ส.ส.แพร่ พรรค ทษช. ที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของชาวบ้านให้ “โหวตโน” เพราะเชื่อว่าคะแนนโหวตโนจะชนะ และทำให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล

000 เหตุผลที่ เสี่ยแมว วรวัจน์” มั่นใจสูงยิ่งในชัยชนะของ “โหวตโน” เขตเลือกตั้ง เพราะผลเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคเพื่อไทย เคยได้เขตละ 5-6 หมื่นคะแนน ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส.อันดับ 2 ได้เพียง 2 หมื่นคะแนน

คนแพร่รณรงค์โหวตโน

000 ปฏิกิริยาโหวตโนของชาวแพร่ ส่งผลให้ตัวแทน “พรรคอนาคตใหม่” เดือดเนื้อร้อนใจ ตอนแรกก็แอบหวังว่า คะแนนจาก ทษช.(เพื่อไทยเดิม) จะไหลมาที่พรรคส้มหวานเมืองแพร่ แต่เมื่อเจอ “เกมโหวตโน” ก็โวยทันที

000 ทำนองเดียวกัน สนามเลือกตั้งเมืองแพร่ พรรคเพื่อชาติ ก็ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 2 เขตคือ ธนกฤติ ตุ้ยดี เขต 1 และทักษิณ ฝากมิตร เขต 2 ลึกๆ ก็แอบคาดหวังที่จะได้อานิสงส์จาก ทษช. แต่เจอเกมโหวตโน จตุพร พรหมพันธุ์” ถึงออกปากบ่นน้อยใจว่า หากพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ยังไม่เป็น “เอกภาพ” โอกาสจะรวมเสียงได้มากกว่า “ฝ่าย คสช.” ก็ยากยิ่งนัก

นิชนันท์ วังคะฮาต ช่วยผู้สมัคร ส.ส. พรรคเสรีรวมไทย

000 อีกตัวอย่างหนึ่งของความปั่นป่วนของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” เมื่อ ฐิติมา ฉายแสง ไปช่วยพรรคอนาคตใหม่หาเสียง ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงชลบุรี นิชนันท์ วังคะฮาต” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 ชลบุรี ค่าย ทษช. ประกาศชัดว่า ช่วย ธเนศพล เอกกลาง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 ชลบุรี พรรคเสรีรวมไทย เรียกว่าไปคนละทางสองทาง

000 ด้านแกนนำแดงตะวันตก นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล” อดีตรองหัวหน้าพรรค ทษช. ก็ฝากไปถึงสมาชิก ทษช.ทั่วประเทศเลือกผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย หากเขตไหนไม่มีเพื่อไทย ก็ให้เลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตย นัยว่า “ผู้ใหญ่” ของ ทษช. ให้เทโหวตไปที่ผู้สมัคร ส.ส.คนไหนก็ได้ ที่มองว่า มีแววจะชนะ แต่ต้องอยู่ในฝ่ายเดียวกัน

000 หลายฝ่ายคาดหมายว่า พรรคเพื่อชาติ” น่าจะได้รับการสนับสนุนจากอดีตแกนนำ ทษช. เพราะถือว่ามีความใกล้ชิด “พรรคตระกูลเพื่อ” มากที่สุด เอาเข้าจริง อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรค ทษช. ไม่มีใครนึกถึงพรรคเพื่อชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” จะบ่นน้อยอกน้อยใจว่า พรรคเพื่อชาติคือพรรคกระยาจก

000 เหลืออีกไม่ถึงสิบวันจะเลือกตั้ง “ตู่ จตุพร” จึงสวมหัวโขนประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เรียกร้องมวลชน “คนเสื้อแดง” ลุกออกจากบ้านไปใช้สิทธิ์เลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตย แต่ในคำว่าฝ่ายประชาธิปไตย ประธาน นปช.รู้ดีว่า “แดงก้าวหน้า” เฮโลสาระพาไปเลือกพรรคอนาคตใหม่ จึงต้องออกโรงส่งสัญญาณให้เลือกพรรคเพื่อชาติ

000 ในชั่วโมงนี้ พรรคเพื่อไทยคงต้องเร่งรณรงค์ “เลือกให้ชนะขาด” เหมือนกรณีข้อเสนอของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” ที่เสนอ เลือกอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อชนะขาดอย่างถล่มทลาย” เพราะเกรงว่า การเลือกแบบกระจายให้ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” 4-5 พรรคจะนำมาซึ่งความหายนะของเพื่อไทย

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

000 ว่ากันตามจริง “หมอเลี้ยบ” กังวลว่า ลำพังพรรคเพื่อไทยชนะในเขตเลือกตั้ง แต่ได้คะแนนไม่มากหรือ “ชนะไม่ขาด” ก็จะทำให้คะแนนที่ต้องการเพื่อได้ “ส.ส.พึงมี” (ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์) ลดน้อยลง เรื่องที่พูดกันเล่นๆ ว่า “คุณหญิงหน่อย” จะสอบตกก็มีโอกาสสูง

000 สำหรับสนามเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคชาติพัฒนา นำโดย “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา โฟกัสอยู่ 2 จังหวัดคือ นครราชสีมา และสกลนคร เฉพาะสมรภูมิภูพาน สาคร พรหมภักดี” อดีต ส.ส.สกลนครหลายสมัย อาสาเป็นแม่ทัพใหญ่ วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ตระกูล “พรหมภักดี” ลงสนาม 3 เขต ได้แก่เขต 1 พรศรี พรหมภักดี ภรรยาของสาคร เขต 2 วิลเลี่ยม พรหมภักดี และเขต 3 วีระศักดิ์ พรหมภักดี อดีตนายก อบจ.สกลนคร สองคนนี้เป็นน้องชายของสาคร

สุวัจน์ นำทีมปราศรัยกลางสวนยาง

วีระศักดิ์ พรหมภักดี มีโอกาสชนะ ที่เขต 3 สกลนคร

000 เขตที่พรรคชาติพัฒนา มีโอกาสปักธงได้มากที่สุดคือ วีระศักดิ์” เขต 3 (อ.กุดบาก, อ.นิคมน้ำอูน, อ.พังโคน, อ.วาริชภูมิ และ อ.ส่องดาว) เพราะเป็นฐานเสียงดั้งเดิมของตระกูลพรหมภักดี และแชมป์เก่าจากค่ายเพื่อไทย ได้เป็น ส.ส.จากกระแสยิ่งลักษณ์ มาสมัยนี้ กระแส “หญิงหน่อย” ไม่แรงเหมือนที่คาด

ชาวสกลนคร 2 หมื่นคน ฟังการปราศรัยของพรรคชาติพัฒนา ที่ อ.วาริชภูมิ

000 เล่นการเมืองแบบสุวัจน์ รู้กำลัง รู้ประมาณตัวเอง จึงต้องเลือก “สมรภูมิ” ที่คาดว่าชนะ ไม่รบ “พร่ากำลัง” ต่างจากพรรคใหญ่บางพรรค เปิดแนวรบใหญ่ หวังกวาดแต้ม แต่สุดท้ายอาจพลาดหมด เพราะกระแสพรรคไม่ได้

เอาใจช่วย’การบินไทย’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาใจช่วย’การบินไทย’

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 08:56 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,การบินไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,780 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘ไพศาล’ วิภาวดี ร้องเรียนผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ได้ตรวจสอบความจริงเกี่ยวกับการซื้อเครื่องบินของ ‘การบินไทย’ สายการบินแห่งชาติ

ในอดีตการบินไทยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มจนเป็นสาเหตุให้การบินไทยขาดทุนและหากไม่ปรับปรุงการบริหารงานก็จะถึงขั้นล้มละลายเหมือนแจแปนแอร์ไลน์

เครื่องบินบางรุ่นที่เข้าประจำการในการบินไทย ไม่เหมาะสมกับเส้นทางบิน ค่าซ่อมบำรุงสูง กินน้ำมัน และขายต่อไม่ได้ ต้องจอดตากแดดฝนที่ดอนเมืองและอู่ตะเภา อีกไม่นานก็จะเป็นเศษเหล็ก

ที่ผ่านมาการบินไทยเหมือนขุมทองที่ผู้มีอำนาจและนักการเมืองบางคนส่งคนของตัวไปแสวงหาผลประโยชน์ ไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี

ผู้บริหารระดับสูงขาดความรู้ความสามารถในธุรกิจการบิน ซึ่งมีการแข่งขันสูงมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้การบินไทยมีปัญหาไม่เหมือนสายการบินเอกชนที่กำไรมหาศาล

ถึงเวลาแล้วที่จะปรับปรุงตรวจสอบเพื่อให้ ‘การบินไทย’ เป็นสายการบินแห่งชาติเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ

 เครื่อง ‘การบินไทย’ เป็นเศษเหล็ก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมทำงานอยู่การบินไทยมานานและแม้จะเกษียณอายุราชการแล้วก็ยังมีความรักผูกพันและห่วงใยสายการบินแห่งชาติของเราเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการซื้อเครื่องบิน ซึ่งหวั่นใจว่าจะเกิดความผิดพลาดเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

อะไรคือความผิดพลาดในอดีต ?

บันทึกของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ นร 1102/8853 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ได้เสนอให้บริษัทการบินไทยทบทวนโครงการจัดซื้อเครื่องบิน A340-500 จำนวน 3 ลำ ซึ่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจในช่วงเลานั้นไม่ฟังคำทักท้วงจากสภาพัฒน์ ตรงกันข้ามกลับเห็นชอบตามมติคณะกรรมการบริษัทฯ ในช่วงนั้น ให้ซื้อ A340-500 (ปัจจุบันหยุดผลิตไปแล้ว) เพิ่มจาก 3 ลำ เป็น 4 ลำ และซื้อ A340-600 (ปัจจุบันหยุดผลิตไปแล้ว) เพิ่มจาก 5 ลำ เป็น 6 ลำ

ในเวลาเดียวกันได้เห็นชอบให้บริษัทจัดหา เครื่องบินแบบ A380 จำนวน 6 ลำ รวมเป็นเงินลงทุนประมาณแสนกว่าล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทั้ง A340-500/600 ยังจอดตากแดดตากฝน เพื่อรอการขายอยู่ที่สนามบินดอนเมืองและอู่ตะเภา เป็นเวลาหลายปีแล้ว ยังไม่สามารถขายได้ เพราะเป็นเครื่องบินที่ไม่มีใครต้องการในตลาดการบิน

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 แอร์บัส ได้ประกาศหยุดผลิตเครื่องบินแบบ A380 ภายในปี 2021 สิงคโปร์แอร์ไลน์ เป็นสายการบินแรก ที่ส่งคืนเครื่องบิน A380 แก่ผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าเริ่มถอดชิ้นส่วนของเครื่องบินดังกล่าวขายเป็นอะไหล่ เพราะไม่สามารถหาผู้เช่าต่อได้ เครื่องบิน A380 ของการบินไทยคงจะประสบปัญหาเช่นเดียวกันในอนาคต

การบินไทยได้รับมอบเครื่องบิน A380 เมื่อปี 2555 และตามนโยบายค่าเสื่อมที่ 20 ปี ทำให้คงต้องใช้งานเครื่องบิน A380 ไปจนถึงปี 2575 และหวังว่าคงจะไม่นำ A380 ทั้ง 6 ลำ ไปจอดเป็นเศษเหล็กเพื่อรอการขายเหมือน A340-500/600

โครงการต่างๆ ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และหนึ่งในโครงการนี้คือ ศูนย์ซ่อมเครื่องบิน ที่บริษัท การบินไทยฯ จะร่วมมือกับผู้ผลิตเครื่องบินคือ บริษัทแอร์บัส จัดตั้งศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่เรียกว่า MRO (Maintenance Repair and Overhaul)

ข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับธุรกิจการบินแจ้งว่า ราคาหุ้นของศูนย์ซ่อมสิงคโปร์ ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่คือ เทมาเส็ก ราคาของหุ้นดังกล่าวลดลงกว่า 30% เหตุเพราะเครื่องบินรุ่นใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนการซ่อมบำรุง ดังนั้นงานซ่อมบำรุงจึงลดลงมาทำให้รายได้จากการให้บริการนี้ลดลงตามไปด้วย

ทางแอร์บัสยังไม่ได้ใส่เงินลงทุนในโครงการนี้ เนื่องจากยังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาและยังไม่มีข้อยุติว่าจะมี 2 ศูนย์ซ่อม แข่งขันซึ่งกันและกัน หรือจะมีแค่ศูนย์ซ่อมแค่บริษัทเดียว ซึ่งจะกระทบกระเทือน

ฝ่ายซ่อมบำรุงของบริษัท การบินไทย ซึ่งอาจจะเหมือนถูกบอนไซไปโดยปริยาย และหรือการที่แอร์บัสชะลอการลงทุนเพื่อรอดูการตัดสินใจในการจัดซื้อเครื่องบินรอบใหม่ว่าจะซื้อเครื่องบินจากแอร์บัสจำนวนกี่ลำ

เครื่องมือหลักในการดำเนินธุรกิจการบินคือ “เครื่องบิน” แต่การจะสร้างผลกำไรได้นั้น ต้องบริหารจัดการเครื่องบินให้ได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นเครื่องบินที่จัดซื้อเข้ามาจะต้องตอบโจทย์การให้บริการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นขนาดเครื่องบิน สมรรถนะของเครื่องบิน การซ่อมบำรุงและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการเพื่อจะนำไปใช้ให้เหมาะสมกับเส้นทางการบิน

การจัดซื้อเครื่องบินต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี นับจากสั่งซื้อจากผู้ผลิต จึงจะส่งมอบเครื่องบินได้ เพราะผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารรายใหญ่ในโลกนี้มีแค่ 2 รายเท่านั้น

ข่าวล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2562 ระบุว่า การบินไทยเร่งเสนอแผนการจัดซื้อเครื่องบินฝูงใหม่จำนวน 38 ลำ

ความผิดพลาดในการจัดซื้อเครื่องบินในอดีต เป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้บริหารการบินไทยต้องตระหนักและพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะจัดซื้อเครื่องบินในครั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ผู้บริหารการบินไทยในยุคนี้มีความรู้ความสามารถและความรักในสายการบินแห่งชาติ ตลอดจนปรารถนาดีอยากให้บริษัทกลับมาเติบโตมีผลกำไรและรุ่งเรืองเหมือนในอดีต จึงขอเอาใจช่วยผู้บริหารการบินไทยในการพิจารณาเลือกแบบของเครื่องบินและเครื่องยนต์โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมือง

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นใน ‘การบินไทย’ แดนสนธยา
ไพศาล (วิภาวดี)

ฟ้าสางที่พะเยา “ธรรมนัส” เขย่า 2 เขต “เพื่อชิน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟ้าสางที่พะเยา “ธรรมนัส” เขย่า 2 เขต “เพื่อชิน”

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 08:35 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง
เปิดอ่าน 10,807 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

ร้อนองศาเดือดเมื่อ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำทีมลุยยึดทรัพย์นายทุนดอกเบี้ยโหดและผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน สำหรับพื้นที่ จ.พะเยา มีการตรวจค้นและอายัดทรัพย์ของกลุ่มผู้สมัคร ส.ส.พะเยา

“วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 2 พรรคเพื่อไทย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องออกมาชี้แจงว่า กรณีมีข่าวตนกับพวกหลอกผู้อื่นให้ร่วมลงทุนแชร์น้ำมัน และเงินกู้ระหว่างประเทศว่าไม่เป็นความจริง

“วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” อดีต ส.ส.พะเยา

อย่างไรก็ตาม “วิสุทธิ์” ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยหลังเลือกตั้งก็จะขอต่อสู้ในคดีดังกล่าวตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ข่าวชิ้นนี้ทำให้คนกว๊านพะเยาต้องจับตาโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสนามนี้ เพราะนักสังเกตการณ์การเลือกตั้งภาคเหนือประเมินว่าพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสพลิกแซงแชมป์เก่า-พรรคเพื่อไทย 2 เขต

เขต 1 (อ.เมือง และ อ.แม่ใจ) “อรุณี ชำนาญยา” ผูกขาดการเป็นส.ส.เขตนี้มาตั้งแต่ปี 2544 แม้จะเปลี่ยนชื่อจากไทยรักไทยมาเป็นเพื่อไทย “อรุณี” ยังยึดเก้าอี้ได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งมีฐานคะแนนเสียงเป็นกลุ่มแม่บ้าน สตรีผู้สูงอายุ รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังคงมีความชื่นชอบตระกูลชินวัตร

“อรุณี ชำนาญยา”

ส่วนผู้ท้าชิง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” แม่ทัพภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ มีประสบการณ์ทางการเมืองที่โชกโชนเช่นกัน แถมมือหนัก ใจถึง หัวคะแนนส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน

4-5 ปีที่ผ่านมา “ผู้กองธรรมนัส” ใช้มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด เสมือนเป็นการวางฐานสร้างกลุ่มมวลชนในพื้นที่

“ธรรมนัส พรหมเผ่า”

เขต 3 (อ.ดอกคำใต้ อ.ภูกามยาว อ.ปง และ อ.เชียงม่วน) เป็นฐานที่มั่นของตระกูล “ตันบรรจง” โดย “ไพโรจน์ ตันบรรจง” ยังลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อเพื่อไทย เจอคู่แข่งหน้าใหม่ “นายกยุ้ย” จีระเดช ศรีวิราช นายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ ซึ่งในอดีตเสี่ยยุ้ยก็เป็นหัวคะแนนคนสำคัญของไพโรจน์

“ไพโรจน์ ตันบรรจง”

“ศรีวิราช” เป็นตระกูลใหญ่ใน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา คนในตระกูลล้วนถูกปลูกฝังให้สำนึกรักถิ่นฐานบ้านเกิดและรู้จักตอบแทนคุณแผ่นดินจากรุ่นสู่รุ่น การตัดสินใจเล่นการเมืองระดับชาติภายใต้ร่มเงาของ “ผู้กองธรรมนัส” สร้างความหนักใจให้แก่ไพโรจน์ ตันบรรจง เพราะหนนี้คงไม่ง่ายเหมือนเลือกตั้ง 2554
ประกอบกับ “นายกยุ้ย” เป็นคนเข้าถึงง่าย ใจถึง ทำงานไว ตรงกันข้ามกับไพโรจน์ ที่อาศัยกลไกหัวคะแนนของตระกูลตันบรรจง ไม่ได้ลงคลุกคลีกับชาวบ้านมากนัก

สำหรับเขต 2 (อ.เชียงคำ อ.ภูซาง และอ.จุน) แชมป์เก่า “เสี่ยมี่” วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.ผูกขาดอีกคน หาคู่แข่งในพื้นที่ได้ยาก เนื่องจากเป็นส.ส.ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวบ้านมาโดยตลอด แม้พรรคพลังประชารัฐ จะส่ง “ส.จ.อาง” ธวัช สุทธวงค์ ลงสู้ก็คงยากที่จะชนะ บวกกับธวัชเป็น ส.จ.อำเภอปง เขต 1 แต่ย้ายมาลงสมัคร ส.ส.อีกเขตหนึ่ง

“จีระเดช ศรีวิราช”

หากประเมิน “กระแส” ผู้สมัครพรรค พปชร.ตกเป็นรองค่ายเพื่อไทย ดังที่ทราบพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในใจชาวรากหญ้าในฐานะ “นายกคนเมือง” ตลอดสิบกว่าปีมานี้ แต่มองที่ตัวบุคคล พรรคพลังประชารัฐได้เปรียบ เพราะเป็นคนใหม่ ใจถึง พึ่งได้ บวกกับเครือข่าย “ผู้นำธรรมชาติ” ที่มาช่วยหาคะแนน ก็ประมาทพรรค พปชร.ไม่ได้

          สรุปว่าสองเขตเมืองกว๊านสู้กันถึงฎีกาแน่และอาจถึงขั้นติดดาบปลายปืน หลังกระสุนดินดำยิงถล่มกันจนหมดคลังสรรพาวุธ

พิษร้อนพรรคการเมืองแอบปล่อยผี “โฉนดที่ดิน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365586?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิษร้อนพรรคการเมืองแอบปล่อยผี “โฉนดที่ดิน”

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 08:10 น.
โฉนดที่ดิน,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,สุชาติ ตันเจริญ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ที่ดิน สปก
เปิดอ่าน 2,059 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ทุกครั้งที่มีการส่งทีมสำรวจข้อมูลไปจับเข่าคุยกับ “ชาวบ้าน” ถามว่าปัญหาหนักอกหนักใจที่ทำให้เดือดร้อนมากที่สุดคืออะไร หนึ่งในคำตอบที่รัฐบาลทุกยุคสมัยได้รับตรงกันคือ “ปัญหาไม่มีที่ดินทำกินและอยู่อาศัย” ทำให้พรรคการเมืองที่กำลังจะลงสู่สนามแข่งขันหาเสียงเลือกตั้ง ต้องพยายามหยิบยกเรื่องแจก “โฉนดที่ดิน” มาเป็นไฮไลท์เรียกคะแนนนิยม

ข้อมูลเบื้องต้นจากกรมที่ดินระบุว่า ในจำนวนที่ดินทั้งหมดประมาณ 320 ล้านไร่นั้น มีการแบ่งให้ 4 หน่วยงานดูแลรับผิดชอบ ได้แก่
1.กรมป่าไม้ ดูแลพื้นที่ป่าสงวนประมาณ 145 ล้านไร่ (45%)
2.กรมที่ดินดูแล 130 ล้านไร่ (40%)
3. “ส.ป.ก.” หรือสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดูแล 35-40 ล้านไร่ (11%)
4.กรมธนารักษ์ ดูแลที่ดินราชพัสดุพื้นที่ 10 ล้านไร่ (3%)

ดูเหมือนว่าทั้ง 4 หน่วยงานนั้น “ที่ดิน” ในความรับผิดชอบของ “ส.ป.ก.” จะเนื้อหอมมีคนสนใจอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากสุด โดยเฉพาะพรรคการเมืองกำลังเอาไปใช้เป็นนโยบายเพิ่มคะแนนเสียงเลือกตั้ง

 พรรคไหนบ้างที่สนใจเรียกคะแนนเสียงด้วยนโยบายแจกที่ดิน ?
ช่วงปี 2561 ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินสายเป็นประธานในพิธีมอบคืนโฉนดที่ดินและทรัพย์สินคืนประชาชน โดย “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน” คืนโฉนดที่ดินทั่วทั้งประเทศไปประมาณเกือบ 2,000 ฉบับ มูลค่ารวมกว่า 2,500 ล้านบาท ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ได้ใจชาวบ้านเป็นอย่างมาก ถึงขนาดพรรคพลังประชารัฐเอาไปเป็นแนวทางปูพรมหาเสียงในนโยบายของพรรค ที่เปิดตัวในชื่อ นโยบายเกี่ยวกับการแจกที่ดิน “โฉนดทองคำ”

“ธนกร วังบุญคงชนะ” รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา เกี่ยวกับ “โฉนดทองคำ” ว่าเป็นนโยบายที่ได้หลังลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรหลายจังหวัด ส่วนใหญ่ต้องการให้ช่วยเปลี่ยน “ส.ป.ก.” เป็นโฉนดที่ดิน และจากการสำรวจปัจจุบันพบการถือครองเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 4.8 ล้านครอบครัว กว่า 30 ล้านไร่ แต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนหรือทำธุรกรรมต่างๆ ได้ มีเพียงค้ำประกันกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้ทำนโยบายเปลี่ยน ส.ป.ก.เป็นโฉนด โดยจำกัดสิทธิเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น เชื่อว่านโยบายนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องเกษตรกรเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ รายละเอียดนโยบาย “โฉนดทองคำ” จำนวนกว่า 30 ล้านไร่ ของพรรคพลังประชารัฐยังไม่ชัดเจนมากนัก น่าจะออกมาในรูปแบบการปรับเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็น “ใบสลักสิทธิ์” เพื่อปลดล็อกเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปี 2518 ที่ระบุไว้ว่า ส.ป.ก. เป็นที่ดินในเขตปฏิรูปใช้ทำเกษตรกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น ทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ และผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ต้องมีฐานะยากจน

พรรคพลังประชารัฐเสนอให้เพิ่มเติมวัตถุประสงค์ใหม่เพื่อให้สามารถนำที่ดินไปทำโรงงาน เขตอุตสาหกรรม เพื่อการพาณิชย์ ท่องเที่ยว หรือรีสอร์ทสุขภาพ เน้นให้นำไปใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

“สุชาติ ตันเจริญ” ตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ อธิบายให้สื่อมวลชนฟังว่า ตอนนี้ไทยมีคนจน 2.8 ล้านครอบครัวที่ได้สิทธิ์ในการเป็นคนจนแบบถาวร เพียงแก้กฎหมายไม่กี่บรรทัดด้วยการให้เปลี่ยนมือที่ดินได้ ไม่ใช่เฉพาะทายาทเท่านั้น แต่ต้องออกแบบใหม่ให้ใบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เปลี่ยนเป็นใบสลักสิทธิ์ นำไปซื้อ ขาย โอน เช่า ต้องเสียภาษี ค่าธรรมเนียม ใช้หลักการใกล้เคียงกับกรมธนารักษ์ และกรมที่ดิน จากที่ดินผืนเดิมที่มีมูลค่าราคาเพียงไม่กี่หมื่นบาท ต่อไปก็จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นในทันที เป็น 10-30 เท่า หากทำครอบคลุมทั่วประเทศ ที่ดิน 30 ล้านไร่จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจได้กว่า 10 ล้านล้านบาท ประชาชนจะมีโอกาสเป็นเศรษฐีมีเงินมีรายได้หลายแสน หรือหลายล้านบาทต่อคนต่อครอบครัว ประชาชนสามารถเปลี่ยนจากการทำนาทำไร่ขาดทุนซ้ำซาก ยากจนถาวร มาเป็นการทำรีสอร์ทรองรับนักท่องเที่ยว สร้างตึกแถวค้าขาย ฯลฯ

การวาดฝันนำทรัพยากร “ที่ดิน” มาเป็นนโยบายหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่พรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่พรรคเก่าแก่อย่าง “ประชาธิปัตย์” ก็เคยเสนอมาก่อนหน้านี้แล้วในชื่อนโยบายว่า “โฉนดสีฟ้า”

ช่วงปลายปี 2561 “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศนโยบายเศรษฐกิจยกระดับความเป็นอยู่คนไทย 6 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ “โครงการโฉนดสีฟ้า” หรือการจัดทำในรูปแบบ “พ.ร.บ.โฉนดชุมชน” เพื่อให้สิทธิในการจัดการที่ดินเป็นของชุมชน ยกระดับเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐโดยกู้ผ่านธนาคารและตกทอดถึงลูกหลานได้ รวมถึงการเปิด “ธนาคารที่ดิน” ที่มีจุดประสงค์ในการเพิ่มที่ดินทำกินให้คนไทยและสะสางปัญหาโฉนดที่ดินซึ่งค้างคามายาวนาน รวมถึงเอกสารที่ดินอื่นๆ

หลักการ “นโยบายโฉนดสีฟ้า” มี 3 ข้อด้วยกันคือ 1.ยกระดับโฉนดชุมชนเพื่อความมั่นคงของเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดิน 2.ยกระดับ ส.ป.ก. เพิ่มความมั่นคง และโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของเกษตรกร 3.ยกระดับกระบวนการแปลงเอกสารครอบครองที่ดินชนิดต่างๆ ให้เป็นโฉนดที่ดินโดยเร็ว

นอกจากพรรคใหญ่แล้ว พรรคทางเลือก หรือ พรรคเล็กไฟแรง ก็แอบเตรียมเปิดตัวนโยบายเกี่ยวกับ “ที่ดิน” เช่นกัน เช่น “พรรคอนาคตใหม่” ประกาศเบื้องต้นว่าต้องการปฏิรูปการใช้ที่ดิน ด้วยวิธีแก้กฎหมายการจัดการที่ดินซึ่งซับซ้อนอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับและหลายหน่วยงาน พรรคจะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ดินแล้วนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น

ส่วน “พรรคสามัญชน” ที่เกิดจากการรวมตัวของนักกิจกรรมผู้ทำงานในพื้นที่ภาคส่วนต่างๆ ของไทย ระดับ “นักจิตอาสารุ่นเดอะ” หรือเอ็นจีโอที่เข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับเด็กๆ หรือชาวบ้านมาหลายสิบปี มีนโยบายจัดการที่ดินแบบเน้นหลักประชาธิปไตยฐานราก สร้างความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรที่ดิน อาจเป็นนโยบายในรูปแบบการออกเอกสารสิทธิที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินป่าไม้ ที่ดินรัฐ ฯลฯ

พรรคสามัญชนเน้นย้ำถึงการกระจายการถือครองที่ดิน ต้องให้เกษตรกรทุกครอบครัวเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างน้อย 15 ไร่ต่อครอบครัว

สำหรับ “พรรคพลังสังคม” ที่มีผู้นำพรรคชื่อ “วิฑูรย์ ชลายนนาวิน” อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ อ้างถึงความเชี่ยวชาญด้านแผนที่และภาพถ่ายทางอากาศ พร้อมเดินหน้าชูนโยบาย “โฉนดใบเดียว” แก้ปัญหาที่ดินทำกิน หวังมัดใจคนรากหญ้าแต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจะมีการแปลงในรูปแบบใด รู้แต่เพียงว่ามีความข้องเกี่ยวกับการนำที่ดิน ส.ป.ก.มาแจกจ่ายเช่นกัน

เช่นเดียวกับ “พรรครักท้องถิ่นไทย” เปิดตัวชูนโยบายยกระดับราคาสินค้าเกษตร และสัญญาว่าจะมีนโยบายออกโฉนดที่ดินแทนเอกสารสิทธิ “ส.ป.ก.” เพื่อให้ประชาชนรากหญ้ามีที่ดินทำกินและสามารถนำที่ดินไปจำนองหรือค้ำประกันกับสถาบันการเงินได้จากนโยบายที่ดินข้างต้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เกือบทุกพรรคล้วนแล้วแต่ต้องการข้องเกี่ยวกับ “ที่ดิน ส.ป.ก.” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เสมือนเป็นเค้กก้อนโตอันแสนโอชะ !

แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบดูแลโดยตรง ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ออกมาท้วงติงว่า ผืนดิน ส.ป.ก.ไม่ได้ปลดล็อกง่ายๆ ใครต้องการเข้ามาแบ่งเค้กคงต้องใช้พละกำลังมากหน่อย !?!

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 “กฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลสื่อมวลชนเกี่ยวกับแนวทางหรือนโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอวิธีแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรด้วยการสัญญาว่า จะเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินส.ป.ก.4-01 กว่า 35 ล้านไร่ ให้เป็นกรรมสิทธิ์สามารถซื้อขายเปลี่ยนเจ้าของได้นั้น หากว่ากันตามหลักกฎหมาย “ส.ป.ก.” ยังทำไม่ได้แน่นอน เพราะกำหนดล็อกพื้นที่จัดสรรเพื่อเกษตรกรรมให้แก่ผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกินเท่านั้น เมื่อมอบให้แล้วจำหน่ายจ่ายโอนไม่ได้ ยกเว้นเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท

“ที่ดิน ส.ป.ก.กว่า 30 ล้านไร่ จัดสรรให้เกษตรกร 7–8 ล้านครัวเรือน ถ้ามีพรรคใดจะทำเรื่องนี้ ยืนยันตอนนี้ได้เลยว่ากฎหมายยังไม่เปลี่ยน และไม่เปิดช่อง” รมว.เกษตรฯ กล่าว

การที่พรรคการเมืองกำลังหาเสียงด้วยนโยบายขายที่ดิน ส.ป.ก. 30 ล้านไร่นั้น ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะหากย้อนหลังไป “คดีแจกที่ดินอื้อฉาว ส.ป.ก.” เคยทำให้รัฐบาลถึงกับต้อง “ประกาศยุบสภา” มาแล้ว

ย้อนไปปี 2538 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีมีการแจกเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.4-01 โดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าของโครงการ แต่ปรากฏว่าการแจกที่ดินไม่ได้ทำเพื่อเกษตรกรอย่างเดียว แต่ประกาศให้ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน จนโดนฝ่ายค้านนำมาขุดคุ้ยข้อมูลและนำอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเหตุให้พรรคพลังธรรมถอนตัวจากรัฐบาลและยุบสภาในที่สุด

เนื่องจากคำพูดของผู้มีฉายา “ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง” ที่ว่า “การแจก ส.ป.ก.ก็เหมือนการสอบชิงทุน คนรวย คนจน ย่อมมีสิทธิเท่ากัน”

สุดท้ายคำพูดนี้เหมือนฝันร้าย เสียดแทงหัวใจพรรคประชาธิปัตย์จนถึงปัจจุบัน หากมีใครเอ่ยถึงนโยบายที่ดิน ส.ป.ก.

“วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข” เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงแผนปีงบประมาณ 2562 ที่ตั้งเป้าจัดสรรที่ดินเพื่อให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์เพิ่มอีก 63,000 ราย เนื้อที่กว่า 6 แสนไร่ รวมทั้งดำเนินภารกิจในการตรวจสอบสิทธิการถือครองที่ดิน เพื่อได้รับทราบข้อมูลการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้ดำเนินการจัดสรรไปแล้ว จำนวน 35 ล้านไร่ เกษตรกร 2.8 ล้านครัวเรือน ว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง คือ ทำการเกษตร และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อจะได้ดำเนินการให้ถูกต้อง โดยสั่งการให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ เร่งดำเนินการตรวจสอบ

“อุบล อยู่หว้า” ผู้คลุกคลีกับปัญหาที่ดินของเกษตรกรมาหลายสิบปี กล่าววิพากษ์วิจารณ์นโยบายโฉนดทองคำและโฉนดสีฟ้าของพรรคการเมืองว่า เป็น “ความปรารถนาของนายทุน” ที่จะเอาที่ดินสวยๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยมาเป็นของตน โดยผ่านการให้สิทธิซื้อขายแก่ชาวบ้านก่อน แล้วค่อยไปฮุบรวมขอซื้อมาตอนหลัง
“ขนาดตอนนี้กฎหมายบังคับห้ามซื้อขาย หรือกำหนดให้การซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโมฆะ พวกนี้ยังแอบไปทำสัญญาเงินกู้กับชาวบ้าน เพื่อให้ตัวเองมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เหมือนกับเป็นการซื้อขายแบบปากเปล่า รู้ๆ กันกับพวกนายทุน หรือนักธุรกิจอยากได้ที่ดิน ส.ป.ก. เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สวยงาม อยู่ใกล้ป่าสงวน ใกล้แม่น้ำ ทะเล ภูเขา วิวสวยๆ ทั้งนั้น ที่นักการเมืองบางคนมาบอกว่า เป็นพื้นที่แหล่งเสื่อมโทรม ก็เป็นข้ออ้างน่ารังเกียจมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ พื้นที่รอบทุ่งดอกระเจียว จ.ชัยภูมิ ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน ส.ป.ก.ทั้งนั้น ถึงได้ยังคงความสวยของธรรมชาติไว้ได้ ถ้าพรรคการเมืองไหนอยากปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรจริง ต้องเน้นเอา ส.ป.ก.มาเป็นโฉนดชุมชน ให้ชาวบ้านดูแลกันเอง”

ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรข้างต้นอธิบายต่อว่า โฉนดชุมชน คือวิธีการจริงใจที่สุดที่นำ ส.ป.ก.มาจัดสรรให้ชุมชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หรืออาจซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้เฉพาะคนที่อยู่ในชุมชนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้คนอื่นมายึดถือครอง ที่ผ่านมามีการออกระเบียบเกี่ยวกับโฉนดชุมชนบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจทำกันอย่างจริงจัง แค่ไปตั้งสำนักงานโฉนดชุมชน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินหรือทำเกษตรของชาวบ้านอย่างแท้จริง พร้อมกล่าวแนะนำทิ้งท้ายว่า

“ถ้าพรรคการเมืองอยากปฏิรูปที่ดินเพื่อชาวบ้าน ต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับการแจก ส.ป.ก. หรือไปให้สิทธิซื้อขายเปลี่ยนมือได้ เพราะจะทำให้เกิดการฮุบที่ป่าธรรมชาติสวยงามมากขึ้น หรือฮุบที่ทำแปลงเกษตร ความเหลื่อมล้ำเรื่องในการครอบครองที่ดินของคนไทยเป็นปัญหาใหญ่ต่อเนื่องมานานกว่า 300 ปีแล้ว วิธีแก้ต้องคำนึงถึงสิทธิชุมชน ไม่ใช่สิทธิปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะอ้างเป็นชาวบ้าน นายทุนหรือเกษตรกร ตอนนี้อยากแนะนำให้พรรคการเมืองทั้งหลายมาช่วยกันคิดว่า ช่วยกันเสนอว่าจะมีนโยบายโฉนดชุมชนที่ได้ผลกว่าที่ผ่านมาอย่างไร”

คำแนะนำที่คมคายจากตัวแทนเกษตรกรที่คลุกคลีกับปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านมาทั่วประเทศไทย คงทำให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองหลายคนหยุดคิด หยุดฝันว่าจะ “ฮุบผืนดินสวยๆ” ผ่านคำกล่าวอ้างว่า เพื่อยกระดับฐานะเกษตรกร

เชื่อว่าทั้งนโยบาย “โฉนดทองคำ” และ “โฉนดสีฟ้า” หากไม่ฟังเสียงประชาชนทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ไปฟังแค่เสียงชาวบ้านหรือหัวคะแนนเสียงไม่กี่กลุ่ม

สุดท้ายจะกลายเป็น “นโยบายแจกที่ดินอัปยศ” ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยประเทศไทยอีกครั้ง…
“ส.ป.ก.4-01” หมายถึง
เอกสารสิทธิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ใน เขตปฏิรูปที่ดิน ตาม “พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518” โดยเขตปฏิรูปที่ดินหมายถึง ที่ดินที่เป็นชุมชนเต็มรูปแบบมาก่อน หรือเป็นที่ดินป่าเสื่อมโทรม หมดสภาพป่าและไม่สามารถฟื้นสภาพป่าได้อีก ไม่รวมถึงป่าในเขตอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ หรือเขตต้นน้ำลำธาร

หลักการสำคัญ “ที่ดิน ส.ป.ก.4-01”
1) ที่ดินในเขตปฏิรูปใช้ทำเกษตรกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ทำประโยชน์อย่างอื่น
2) ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.4-01 จะต้องมีฐานะยากจน
3) ไม่อนุญาตให้ซื้อขายที่ดิน ถือเป็นโมฆะ
4) สามารถโอน แบ่งแยก และตกทอดทางมรดกให้แก่บุคคลในครอบครัว ได้แก่ สามีภรรยา บุตร บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา และหลาน สามารถเช่าหรือเช่าซื้อเพื่อเกษตรกรรม
5) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01
6) รัฐสามารถเรียกคืนที่ดินได้หากตรวจสอบพบว่าประชาชนมิได้ใช้ทำการเกษตร

‘100 วัน 1,000 บ้าน’ ลดช่องว่างตำรวจกับชุมชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365561?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘100 วัน 1,000 บ้าน’ ลดช่องว่างตำรวจกับชุมชน

วันที่ 15 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
พตอกิตติศักดิ์ เที่ยงกมล,สายตรวจระวังภัย,ประชาชน,ตำรวจ
เปิดอ่าน 792 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย   โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ

จากรูปแบบเดิมที่ทุกคนเห็นจนเป็นภาพชินตาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหมวกสีทอง ขับขี่รถจักรยานยนต์สายตรวจไปกับคู่บัดดี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของงานป้องกันและปราบปรามของแต่ละโรงพัก เพื่อส่องสอดเฝ้าระวังเหตุร้าย หรือแวะเซ็นชื่อเช็กเวลาที่ตู้แดงตามจุดต่างๆ ชนิดที่เรียกว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับประชาชน จึงส่งผลทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน

ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นปัญหาในช่องว่างดังกล่าว พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ จึงมีแนวคิดที่จะลดช่องว่างระหว่างชาวบ้านกับตำรวจในพื้นที่ กระทั่งเป็นที่มาให้ สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้จัดโครงการ “100 วัน 1,000 บ้าน” ซึ่งเป็นโครงการที่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจทั้ง 5 ชุด ของ สภ.รัตนาธิเบศร์ ที่ปฏิบัติงานตระเวนตรวจตราในพื้นที่ จะต้องหยุดจอดแวะพูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อสร้างความสนิทสนมคุ้นเคย โดยให้ได้อย่างน้อย 2 หลังต่อ 1 ชุด เท่ากับว่าในแต่ละวันเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใกล้ชิดประชาชนเพิ่มขึ้นวันละ 10 หลังคาเรือน เมื่อปฏิบัติตามนโยบายนี้ครบ 100 วัน ก็จะทำให้ตำรวจเข้าถึงชาวบ้านได้ถึง 1,000 หลังคาเรือน

พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ อธิบายว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในโครงการนี้จะต้องเข้าร่วมในแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม “100 วัน 1,000 หลัง” จากนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 ชุด ลงตรวจตราเฝ้าระวังเหตุในพื้นที่แล้ว จะต้องเข้าหาชาวบ้านในพื้นที่ให้ได้อย่างน้อยสองหลังคาเรือน โดยการนั่งพูดคุยไต่ถามปัญหาสารทุกข์สุกดิบต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจากชาวบ้าน ซึ่งถ้าหากเป็นปัญหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถช่วยคลี่คลายให้ได้ ก็ให้ดำเนินการได้ทันทีเลย และสิ่งเล็กน้อยแบบนี้จะสามารถสร้างความประทับใจ เชื่อมความสัมพันธ์ ลดช่องระหว่างชาวบ้านกับตำรวจไปโดยปริยาย นอกจากนี้หลังจากที่ตำรวจได้นั่งพูดคุยสร้างความเป็นกันเองแล้ว ให้ถ่ายรูปเป็นหลักฐานพร้อมชื่อ บ้านเลขที่ และหมายเลขโทรศัพท์ นำมาลงในไลน์กลุ่ม เพื่อส่งงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันทั้ง 5 ชุด

“ผมในฐานะผู้บังคับบัญชาก็จะเข้ามาติดตามตรวจสอบในไลน์กลุ่มแต่ละวัน จากนั้นก็จะสอบถามถึงปัญหาหรือความเดือดร้อนของชาวบ้านที่สะท้อนกลับมาถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจในแต่ละวัน เพื่อนำมาเก็บทำข้อมูลของแต่ละพื้นที่ต่อไป ประชาชนได้ใกล้ชิดตำรวจ ตำรวจก็ได้ประชาชน จะได้มาช่วยกันเป็นหูเป็นตา ดูแลสอดส่องพื้นที่ช่วยตำรวจได้อีกแรง หากมีเหตุความไม่ปลอดภัยใดๆ เบอร์โทรศัพท์หรือไลน์ที่ได้แลกเปลี่ยนกันไว้ ก็จะทำให้ชาวบ้านสามารถสื่อสารกับตำรวจได้โดยตรงอย่างรวดเร็ว ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ตำรวจเข้าถึงประชาชนไปแล้วกว่า 400 หลังคาเรือน ได้รับเสียงชื่นชมจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเพื่อนใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา ด้วยเทคโนโลยีในการสื่อสาร ช่วยลดช่องว่างระหว่างกัน และเข้าถึงกันได้มากขึ้น ต่างจากการลงพื้นที่ตรวจตราในแบบเก่าที่ผ่านมา” พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ ระบุ

ว่ากันว่าตำรวจมีต้นทุนทางสังคมต่ำ มักถูกมองในเชิงลบ เป็นที่หวาดระแวงจากภาพจำของ “ตำรวจนอกรีต” ไม่กี่คน แต่โครงการ “100 วัน 1,000 บ้าน” น่าจะสร้างความไว้วางใจขึ้นได้ไม่น้อย โรงพักไหนสนใจไปปรับใช้ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ ก็ไม่หวง..!!

พันธกิจพรรคการเมืองใหญ่ วาระขับเคลื่อนเศรษฐกิจ4.0

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พันธกิจพรรคการเมืองใหญ่ วาระขับเคลื่อนเศรษฐกิจ4.0

วันที่ 14 มีนาคม 2562 – 13:20 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคชาติพัฒนา,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย,อุตตม สาวนายน,อนุทิน ชาญวีรกูล,สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
เปิดอ่าน 421 ครั้ง

โดย…  เกศินี แตงเขียว สำนักข่าวเนชั่น 

ที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันที่ 13 มีนาคม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เชิญตัวแทน 6 พรรคการเมืองใหญ่ ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), พรรคเพื่อไทย (พท.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคชาติพัฒนา (ชพน.), พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ร่วมดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ การตอบข้อซักถาม ภายใต้หัวข้อการขับเคลื่อนเรื่องที่ประชาชนและเอกชนให้ความสนใจ ซึ่งการดีเบต ได้ให้ผู้แทน 6 พรรคการเมืองแสดงวิสัยทัศน์ ตอบคำถามที่แต่ละคนจับสลากได้ โดยคำถามแต่ละคนนั้นไม่ซ้ำกัน และลำดับพรรคในการตอบคำถามก็จะจับสลากก่อน-หลังในแต่ละรอบ

โดยคำถามเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น พรรคอนาคตใหม่ ที่วันนี้มี วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจเป็นผู้แทนพรรคได้ตอบเป็นคนแรก

คำถามมีว่า พรรคจะดำเนินการปกป้องและดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจของไทยอย่างไรภายใต้ยุคการค้าเสรี ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มกีดกันทางการค้า และสงครามการค้ากำลังเกิดขึ้น

วีระยุทธ : ในส่วนของการค้าเสรี พรรคอนาคตใหม่ได้ศึกษาวิจัยแล้วพบว่า อย่างไรก็ยืนยันที่จะอยู่บนเวทีพหุภาคี ไม่ว่าจะเป็น AEC, WTO ซึ่งไทยก็เป็นประเทศกำลังพัฒนา การที่จะต่อรองกับประเทศใหญ่ต้องอยู่บนเวทีพหุภาคีที่จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถต่อรองร่วมกันได้ ส่วนการเซ็นสัญญาทวิภาคีก็ยังมีความจำเป็นต่อเนื่อง แต่ทวิภาคีโดยตัวของมันเองนั้นมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นก็จะต้องทำด้วยความรอบคอบกว่าปกติ

การพัฒนาเศรษฐกิจ พรรคมองว่าโจทย์หลักทางเศรษฐกิจของไทยมี 3 ข้อ 1.จะทำอย่างไรที่จะผลักดันหรือกระตุ้นให้ทุนใหญ่ ยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในประเทศสามารถที่จะออกไปเติบโตเพื่อเปิดโอกาสให้กิจการขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเติบโตขึ้นมาโดยพัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ 2.จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตข้ามชาติได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ 3.จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้เป็นของตัวเองได้ พรรคเห็นว่าโจทย์ทั้ง 3 ข้อนี้เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้อีก 5-10 ปีประเทศไทยสามารถทะยาน เดินหน้าต่อไปได้และยั่งยืน

ซึ่งนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ที่จะตอบโจทย์ 3 ข้อนี้ก็คือ เสนอให้มีการจัดการทุนผูกขาดอย่างจริงจังและชัดเจน โดยการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าฯ อย่างจริงจัง ซึ่งจะต้องมีการตีความ เพราะที่ผ่านมาปัญหาของกฎหมายดังกล่าวคือ คำว่า “อำนาจเหนือตลาด” นั้นแคบเกินไปซึ่งจะต้องมีการปรับตัวใหม่ ให้เหมาะกับธุรกิจประเภทใหม่ๆ หรือธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการสื่อสารสารสนเทศ ที่จะทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมีพื้นที่หายใจและสามารถเติบโตได้ นอกจากนี้ยังมีนโยบายการขนส่งสาธารณะด้วย

อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ตอบคำถามเรื่อง พรรคมีแนวทางการปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างไรในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะยาว รวมทั้งการจัดการแรงงานให้มีความพอเพียงกับความต้องการของประเทศจากขยายตัวในอนาคตที่จะปรับตัวสูงขึ้น

“คน” คือเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องเทคโนโลยีเราหาได้มีเงินทุนก็ซื้อได้แต่เรื่อง “คน” ต้องใช้เวลาพัฒนา ขณะที่การพัฒนาคนนั้นต้องตอบโจทย์ให้ตรงจุดด้วยว่าประเทศไทยที่จะปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจนั้นต้องการบุคลากรอย่างไร แรงงานในกลุ่มต่างๆ ของอุตสาหกรรม ของภาคบริการ และภาคการเกษตร ควรมีคุณสมบัติ มีทักษะอย่างไร ดังนั้นแนวทางพรรคพลังประชารัฐจึงมุ่งเน้นการพัฒนาแรงงานให้ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจที่กำลังปรับตัว ซึ่งเศรษฐกิจที่กำลังปรับเปลี่ยนต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ด้วยขีดความสามารถที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มสูงได้ ประเทศไทยถึงจะแข่งขันได้ในเวทีโลกแล้วสามารถเติบโตได้อย่างไม่กระท่อนกระแท่น เช่น แรงงาน

วันนี้ที่เราขาดมากคือ “แรงงานอาชีวะ” ในระดับของสายอาชีพ ตรงนี้ พรรคพลังประชารัฐเสนอว่า เราจะต่อยอดสร้างเครือข่ายของมหาวิทยาลัย และของภาคเอกชนเพื่อพัฒนาอาชีวะให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคเกษตร เป้าหมายของประเทศ เรียกว่า “อาชีวะที่มีความหวังเห็นอนาคต” โดยมาร่วมกันทำหลักสูตร ไม่ใช่มหาวิทยาลัยเขียนอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อวันแรกอาชีวะ หรือนักศึกษาเดินเข้ามาต้องตอบโจทย์ได้เลยว่าอนาคตอยู่ตรงไหน ความต้องการของประเทศไทยเป็นอย่างไร เมื่อจบมาทำงานมีรายได้และตรงความต้องการของประเทศ ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามาช่วยตั้งโจทย์ และภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงไม่วาจะเป็นเงินทุน หรือเทคโนโลยี นอกจากนี้ในส่วนของแรงงานในโรงงานก็ต้องปรับทักษะด้วย

ในอนาคตจะมีระบบโรโบติกส์ ระบบอัตโนมัติเข้ามา ซึ่งไม่ใช่เรื่องต้องน่าตกใจแต่ประเทศไทยต้องพร้อมที่จะเอาเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องเสริม-ปรับเปลี่ยนทักษะของแรงงานที่มีอยู่ให้ตรงตามโจทย์นั้นด้วย เพราะสิ่งที่จะดึงดูดให้ต่างประเทศเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วน ลงทุนในประเทศได้ สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือประเทศไทยมีแรงงานรองรับในระยะยาวหรือไม่

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามเรื่อง การแก้ปัญหากฎหมายไทยที่มีความซ้ำซ้อน และความไม่เป็นสากลอยู่มาก เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายที่ตัวเองถือไว้โดยไม่พิจารณาแบบบูรณาการรอบด้าน และขาดการมีส่วนร่วมภาคเอกชนในการมองกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะภาคธุรกิจอย่างไร
แนวคิดและภารกิจของพรรคภูมิใจไทยในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งคือ “ทลายทุกข้อจำกัด ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน เพื่อปากท้องพี่น้องประชาชน” ซึ่งทุกวันนี้ที่ภาคเอกชนทั่วไป และประชาชนทั่วไป มีอุปสรรคใหญ่ๆ ในการทำมาหากินและสร้างรายได้ คือติดข้อจำกัดข้อกฎหมาย เช่นภาคเอกชนจะขอสร้างอะไรสักอย่างต้องไปยื่นใบขออนุญาต 7-10 หน่วยงาน จะลงทุน รับออเดอร์ผลิตของส่งออกก็ติดเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งเคยประสบมาสมัยที่อยู่ภาคเอกชน รับออเดอร์เข้ามานึกว่าจะช่วยบ้านเมืองเอาเงินต่างชาติเข้าประเทศ แต่ปรากฏว่าคนในประเทศเราเอง ระบบราชการประเทศเราเองไม่ตอบโจทย์ ไม่สนับสนุน แทนที่จะได้เงินกลับผลิตไม่ได้ ใบอนุญาตไม่ออก สุดท้ายต้องเสียค่าปรับให้เขา (ต่างประเทศ)

นี่คือตัวอย่างความถดถอยและความไม่พยายามที่สร้างภาครัฐให้สนับสนุนประชาชนในทุกรูปแบบตราบใดที่เขายังหาหรือสร้างรายได้ หรือทำธุรกิจลงทุนให้แก่ประเทศไทยต้องติดข้อกฎหมายข้อจำกัด กฎหมายทุกฉบับในประเทศไทยบอกว่าให้รัฐมนตรีใช้ดุลพินิจเป็นผู้รักษากฎหมาย นี่คือต้นเหตุของการคอร์รัปชั่น ทุกอย่างพัวพันอยู่ตรงนี้ บางทีเรื่องกรณีเดียวกันคนหนึ่งตัดสินอย่างหนึ่ง อีกรายตัดสินอีกอย่างหนึ่ง แล้วต่างชาติที่ไหนจะกล้ามาลงทุน เช่นเซ็นสัญญาภาครัฐไปแล้ววันหนึ่งก็ยกเลิก หรือจะทำอะไรสักอย่างแล้วต้องไปขออนุญาตแต่ไม่มีข้อกำหนดเวลาว่าจะอนุมัติได้ภายในวันใด ดังนั้นหาก พรรคภูมิใจไทยเข้ามาก็จะแก้ปัญหาด้วยการเช็กลิสต์ เราจะไล่ดูว่าสิ่งที่จะทำมีทุนพอหรือไม่ มีการออกแบบที่ดีหรือไม่ มีกำลังการผลิตที่ถูกต้องหรือไม่ จะบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างไร จ้างคนงานอย่างไร จ้างคนไทยแค่ไหน ซึ่งเราจะถือว่าคนที่เข้ามาลงทุนประกอบกิจการ ต้องมีเจตนาที่ดี แต่ถ้าทำผิดจากการเช็กลิสต์ไม่ต้องพูดกัน สิ่งที่พรรคเข้ามาแล้วตั้งใจจะทำที่สุด คือเข้ามาเที่ยวนี้ไม่มีวาระอื่น ไม่มีเรื่องการเมือง ไม่มีการแสวงหาอำนาจใดๆ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ เราจะทำอย่างเดียวคือ ทลายข้อจำกัดของกฎหมายทุกอย่างเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถทำมาหากินได้สะดวก

พรรคภูมิใจไทยเสนออยู่อย่างเดียว เข้ามาทลายทุกข้อจำกัด มีข้อจำกัด กฎหมายตรงไหน มาร่วมกันทำ ซึ่งคำถามก็บอกอยู่แล้วว่าขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ ต้องเริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญเขียนมาขาดการมีส่วนร่วมของการเมือง ก็เป็นอย่างนี้แหละครับ เหมือนกับครับ คนที่มีอำนาจต้องการถืออำนาจไว้ในมือให้มากที่สุด เพื่อจะได้ใช้ดุลพินิจ เพื่อจะบอกว่าอันนี้จะให้ อันนี้จะไม่ให้ แล้วคนที่เดือดร้อนก็คือเอกชน โดยที่ไม่ทราบว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชนที่เลือกพวกเราเข้ามา

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้ตอบคำถาม เรื่องการพัฒนาทำให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของไทย (ICT) ทั้งหมด มีคุณภาพทัดเทียมประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เพื่อดึงดูดความสามารถในการแข่งขันจากต่างชาติมาสู่ไทยเพื่อให้ไทยมีโอกาสก้าวสู่เวทีโลก

เรามีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Information Technology วันนี้ประทศไทยก็ตื่นตัวและปรับตัวมาก ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนก็เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโครงสร้างหลัก เช่น การลงทุนต้องมีสนามบิน มีมอเตอร์เวย์ มีท่าเรือ แต่เรื่อง Information Technology หรือเรื่อง IT ที่สำคัญซึ่งทุกประเทศทั่วโลกเขาไปสู่จุดนี้แล้วก็คือการพัฒนาโครงข่าย 5G เพราะระบบนี้จะเป็นการพัฒนาพื้นฐานเทคโนโลยีสมัยใหม่ในทุกๆ ด้าน เช่นคนต่างจังหวัดที่ต้องเดินทางไกลไปรับการรักษาพยาบาล แล้วโรงพยาบาลต่างจังหวัดอาจขาดแคลนหมอ เป็นช่องว่างระหว่างคนจนกับความรวย แต่ถ้ามีเทคโนโลยี 5G เราจะสามารถรับการรักษาทางไกลได้ ดังนั้นจากนี้ไป 2 ปีเราจะส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงการ 5G ให้นำมาใช้ นอกจากนี้ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนต่างๆ ในเทคโนโลยี คิดว่าเรายังให้ความสำคัญ เชิญมาลงทุนในรูปแบบของการประมูล ให้ผลตอบแทนรัฐเท่าใด รัฐยังเอาตัวเงินเป็นตัวตัดสินใจแทนที่จะมองในเรื่องว่าเมื่อได้โครงข่าย ได้คลื่นอย่างนี้ไปแล้ว จะพัฒนาอย่างไรให้เกิดประโยชน์อย่างไรต่อการลดช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวย ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา การสาธารณสุข

ถ้าคิดในมุมนี้ประเทศจะได้อะไรมากกว่า ที่บอกว่าคุณเสนอมาหมื่นล้าน สองหมื่นล้านแล้วเอาเกณฑ์นี้เป็นการตัดสินใจ ซึ่งเกณฑ์แบบนี้ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาเราก็ไม่ประสบผลสำเร็จแล้วก็ต้องมาเจรจากับผู้รับสัมปทานหรือผู้ลงทุน ดังนั้นวันนี้เมื่อจะไป 5G แล้ว ผมคิดว่าทางรัฐน่าจะมีวิธีคิดเน้น “Indirect Benefits” มีกรอบที่ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศจริงๆ แบบรัฐได้ประโยชน์ สังคมได้ประโยชน์ เศรษฐกิจธุรกิจได้ประโยชน์มากกว่าที่จะเห็นตัวเงิน รวมทั้งการดูเรื่องสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ด้วย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถาม เรื่องการพัฒนาพื้นที่ EEC, SEC ยังเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ในการใช้เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ

เรื่องขีดความสามารถหากถามว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เรื่องหลักๆ จะต้องประกอบด้วย 1.การเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่หมายถึงการรื้อกฎหมายและระบบกฎหมายให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งจะเสริมให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเชื่อมโยงกับโลกและมีความสำคัญในเวทีโลกได้

2.เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเวทีโลก การดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการค้าในเชิงรุก การพิจารณาถึงข้อตกลงความร่วมมือต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์รวมไปถึงการทำยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของประเทศไทยที่จะไปเชื่อมโยงแต่ละภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันทั้งภูมิภาคอาเซียน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือการเชื่อมโยงกับตลาดใหม่ๆ อย่างแอฟริกา
3.การพัฒนา “คน” เป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 4.เราจำเป็นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโครงสร้างประเทศเราไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างมากในระบบเศรษฐกิจไทย

“ขณะที่ปีนี้ประเทศไทย จะเป็นประธานอาเซียน บทบาทของการเป็นประธานอาเซียนต้องเร่งผลักดันวาระซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เริ่มต้นไว้ที่เรียกว่า Connectivity เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม ระบบถนน ระบบราง ระบบการเชื่อมโยงด้านพลังงาน ระบบโทรคมนาคม ซึ่งการผลักดันเรื่องนี้ควรที่จะไปเจรจากับทางจีน ซึ่งมีแนวคิด หนึ่งแถมหนึ่งเส้นทาง ที่ผ่านมาอาเซียนไม่เคยไปต่อรองกับจีนในฐานะอาเซียนที่จะทำให้การเชื่อมโยง 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันแล้วตอบสนองเป้าหมายของอาเซียนซึ่งจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง”

สำหรับตลาดเดิมของเรา ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป หรือสหรัฐฯ เราต้องตระหนักว่าขณะนี้ธุรกิจที่จะต้องส่งออกไปยังประเทศดังกล่าวต้องมีการปรับมาตรฐานหลายอย่างให้เป็นไปตามาตรฐานสากล ดังนั้นธุรกิจใดก็ตามซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่ส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการที่จะให้ปรับตัวเข้าสู่มาตรการต่างๆ ได้ โดยเรามีบทเรียนมาแล้วจากธุรกิจการบิน ธุรกิจประมง ที่สุดท้ายทำให้เราเป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วนตลาดใหม่ๆ ช่องทางที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความโดดเด่น ก็จะต้องทำงานค่อนข้างละเอียดเป็นการเฉพาะ เช่น เมื่อสมัย พรรค ปชป. เป็นรัฐบาล เราผลักดันเรื่องธุรกิจก่อสร้างให้เข้าไปในตลาดใหม่อย่างอินเดีย ตะวันออกกลางได้ หรือหากประเทศตะวันออกกลาง มีความต้องการเรื่องของความมั่นคงทางอาหารเราก็สามารถเจาะตลาดเหล่านั้นโดยการนำจุดแข็งของไทยที่มีแหล่งอาหารที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้ ส่วนคำถามเรื่อง EEC , SEC นั้น ประเทศไทยไม่ได้มีแต่ EEC แต่เราต้องวางเป้าหมายให้ชัดว่า พื้นที่ EEC ควรเป็นพื้นที่ที่ดึงธุรกิจใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่อิงกับเทคโนโลยีในอนาคต ธุรกิจพลังงานสะอาด เป็นต้น ขณะที่ในส่วนของ พรรค ปชป. เห็นว่าต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบราง ถนน ทางเรือ ด้วยเพื่อที่จะต้องดูว่าจะเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ ได้อย่างไร และจะจัดตั้ง 12 มหานครทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางการตอบโจทย์ เช่น ขอนแก่น จะเป็นศูนย์กลางรองรับการทำธุรกิจด้านตะวันออก หรืออย่างพม่าเปิดพื้นที่มา แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายคือ ประโยชน์ใดที่ประชาชนและธุรกิจจะได้รับ มากกว่าการที่มองว่าการลงทุนขนาดใหญ่มีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น

สุดท้าย “นายโภคิน พลกุล” แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ตอบคำถาม เรื่องแนวทางการปฏิบัติช่วง 3-5 ปีข้างหน้าต่อการวางแผนด้านผังเมืองพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วนว่า เรื่องผังเมืองเป็นปัญหามาโดยตลอด ขณะที่ปัจจุบันเรามีเขตเศรษฐกิจชายแดน มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น EEC และเรามีเมืองหลัก มีเมืองรอง เราก็ต้องสร้างเมืองหลักๆ ในแต่ละภาคให้โดดเด่นขึ้นแล้วเชื่อมกับเมืองรองต่างๆ ดังนั้นการวางผังเมืองทั้งหมดต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านั้นด้วย ตัวอย่างการจัดผังเมืองใหม่ในพื้นที่ EEC ที่ต้องผ่านสิ่งแวดล้อมเยอะแยะสุดท้ายก็ไปใช้ ม.44 (อำนาจตามรธน.ชั่วคราว) ขณะที่เราสามารถที่จะดูภาพรวมแล้วมองเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลงไปในชุมชนได้ เช่น ชุมชนที่ปลูกข้าวก็ให้คนมาลองดำน้ำ ทำที่พักเป็นโฮมสเตย์ได้ ขณะที่การปรับผังเมืองเราควรต้องคำนึงถึงคนตัวเล็กให้มากที่สุดเพราะคือเศรษฐกิจฐานราก แต่ทุกวันนี้คนตัวใหญ่ปรับผังเมืองง่าย ตรงนี้เขียวอยู่ก็เอาตรงนี้ไปลงแล้วขอเป็นสีม่วง ประเภทนี้ระบบอำนาจนิยมทำให้คนที่เป็นทุนใหญ่ ทุนเส้นสายทำอะไรก็ได้หมด แต่คนตัวเล็กแถมไม่มีเสียงใดๆ เลย

“ถ้าจะทำให้การแข่งขันดีขึ้น ปัจจัยต่างๆ มีดังนี้คือ 1.ผลิตภาพ เราจะยกระดับได้อย่างไร คนตัวใหญ่ที่มีศักยภาพไปถึงต่างประเทศได้ ไม่ต้องห่วง แต่คนตัวเล็กๆ จะลำบาก เราควรดูแลเรื่องจัดงบประมาณใหม่ งบที่ไม่จำเป็นทั้งหลายอย่างซื้อรถถัง ซื้อเรือดำน้ำ วันนี้ยังไม่จำเป็น เอาสิ่งนี้มาสร้างการแข่งขันให้แข็งแรง 2.ปรับการศึกษาปรับทักษะคนในระบบแรงงาน เรียนรู้สิ่งใหม่ที่จะนำไปทำงาน โดยระบบที่ยังเป็นอุปสรรคที่พูดกันอยู่คือระบบกฎหมาย ระบบราชการ ไม่เอื้อให้คนทำงานได้อย่างรวดเร็วสะดวก ประหยัด สิ่งแรกที่ต้องทำ คือกีโยตินกฎหมาย จากกฎหมายที่มีเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาตอยู่มาก 1,500-1,600 ใบ ก็ปรับเหลืออยู่ 200-300 ใบที่จำเป็นจริงๆ การแข่งขันจะสู้ไม่ได้ถ้าคิดแล้วยื่นวันนี้แล้วอีก 8 เดือนถึงจะได้ใบอนุญาต ดังนั้นข้อมูลข่าวสารราชการจำเป็นต้องเปิดเผยให้ถึงกัน ถ้าข้อมูลไม่ถึงคนทำธุรกิจก็ลำบาก และระบบราชการเองก็เอาตัวเองเป็นเซ็นเตอร์ ไม่ใช่ประชาชนเป็นเซ็นเตอร์ และไม่มีความเป็นมืออาชีพ เช่น 6 เดือนย้าย 1 ปีย้ายก็จะช่วยประชาชน-ภาคเศรษฐกิจไม่ได้ นี่ผมพูดจากแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีที่เขียนอยู่นี้ สิ่งเหล่านี้เราต้องร่วมกันแก้ไขแล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน”