แสตมป์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แสตมป์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 08:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,แสตมป์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 651 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอข่าวที่เป็นมหามงคลของประชาชนชาวไทยมาแจ้งให้ทราบว่า “ไปรษณีย์ไทย” จัดทำแสตมป์ที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งสวยงามพิเศษสุด และจะไม่มีพิมพ์เพิ่มเติมหลังจากจำหน่ายหมดแล้ว

ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นวาระมหามงคลประวัติศาสตร์ของชาติ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความจงรักภักดี

แสตมป์ที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้จะเป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลานต่อไปและเก็บบูชาเป็นสิริมงคลได้
อ๊อด เทอร์โบ


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้บริษัทไปรษณีย์ไทย จัดสร้างตราไปรษณียากร ที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

โดยได้เชิญพระฉายาลักษณ์ ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารบกเต็มยศเป็นแบบตราไปรษณียากร ประกอบอักษรพระปรมาภิไธยและภาพพระบรมมหาราชวังเป็นพื้นหลังเป็นแนวทางภาพเดียวกับเมื่อครั้งจัดสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ.2493 หรือเมื่อ 69 ปีที่ผ่านมา

ความพิเศษของแสตมป์ชุดประวัติศาสตร์นี้คือ การใช้เทคนิคพิมพ์ 5 สี และสีขาว พิเศษบนฟอยล์กระจกเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อเพิ่มความสวยงามแวววาว ได้แก่ภาพบนดวงแสตมป์พร้อมปั๊มดุนนูนอักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. ข้อความชื่อประเทศ ชนิดราคาและองค์พระฉายาลักษณ์ เพื่อให้ประชาชนได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกในวันสำคัญของชาติ จัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์ในประเทศฝรั่งเศส

ทำให้แสตมป์มีความสวยงามน่าสะสมและไม่มีการพิมพ์เพิ่มหลังจำหน่ายหมดแล้ว จึงอยากให้ประชาชนหาซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึกเพื่อร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ไทย

ตราไปรษณียากรที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีกำหนดจำหน่ายวันแรกวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ตรงกับวันเริ่มต้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จำนวน 1,500,000 ดวง

เปิดสั่งจองตั้งแต่วันนี้ ผ่านเว็บไซต์ http://www.thailandpostmart.com จำนวน 150,000 แผ่น หรือ 1,500,000 ดวง และเปิดจองซองวันแรกจำหน่ายจำนวน 40,000 ซอง ราคาซองละ 20 บาท โดยสั่งจองได้ที่ไปรษณีย์ทั่วประเทศ และที่เว็บไซต์ http://www.thailandpostmart.com

ไปรษณีย์ไทยจะจัดส่งให้ฟรีตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม เป็นต้นไป หรือผู้ที่จองไม่ได้สามารถหาซื้อได้ตั้งแต่วันแรกจำหน่าย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ
จึงขอแจ้งให้พสกนิกรผู้จงรักภักดีได้ทราบโดยทั่วกัน


 นโยบายหาเสียง-ขายฝัน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมขอฝากเรื่องนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือประกาศออกมาเพื่อเรียกคะแนนเสียงให้ประชาชนฝันหวานมากกว่าจะทำได้เป็นจริง

เรื่องนี้ไม่ต้องบอกว่าพรรคไหนมีนโยบายอย่างไร แต่จะขอยกตัวอย่างเรื่องการปลูกกัญชาถูกกฎหมาย.หรือล่าสุดมีพรรคใหญ่ที่ข่าวว่าจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลประกาศตูมให้ฮือฮาว่าต่อไปค่าแรงขั้นต่ำจะให้ 425 บาทต่อวัน หรือคนจบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน 20,000 บาท รวมถึงการประกันราคาข้าว-ราคายาง ฯลฯ
ผมไม่ต้องการคำตอบหรือคำชี้แจงจากคุณ “อ๊อด เทอร์โบ” แต่ขอฝากถึงนักการเมืองทุกพรรคว่านโยบายเหล่านี้ทำเป็นจริงได้หรือ?

พอเข้าสภาและเป็นรัฐบาลจะทำได้ตามคำมั่นสัญญาตามนโยบายประกาศต่อประชาชนหรือไม่? เพราะคงไม่ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก

แล้วประชาชนไทยไทยจะเรียกร้องทวงหานโยบายขายฝันหรือให้เป็นจริงกับใคร?
วิเชียร (สุโขทัย)

“เสี่ยต่อ” หนาวศึกสามอ่าว เผชิญหน้า “ชาดา-ธรรมนัส”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365955?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เสี่ยต่อ” หนาวศึกสามอ่าว เผชิญหน้า “ชาดา-ธรรมนัส”

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 14:20 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สนามประจวบคีรีขันธ์,เลือกตั้ง62,ชาดา ไทยเศรษฐ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,เสี่ยต่อ,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 6,346 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

นับแต่การเลือกตั้ง 2548 เป็นต้นมา สนามประจวบคีรีขันธ์ ไม่ค่อยมีสื่อส่วนกลางให้ความสนใจ เนื่องจาก “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในนาม “บ้านใหญ่ปราณบุรี” จัดแถวนักการเมืองท้องถิ่นทุกซุ้ม ทุกกลุ่มให้อยู่ใต้ร่มธงผืนเดียวกัน

เสี่ยต่อสร้าง “ประจวบโมเดล” อันหมายถึงการเมืองระดับชาติผูกพันอยู่กับระดับท้องถิ่น ด้วยสโลแกน “คำไหน คำนั้น” ไม่แก่งแย่งตัดแข้งตัดขา มีแต่เกื้อหนุนกัน

เฉลิมชัย ศรีอ่อน แม่ทัพ ปชป.

สำหรับปีนี้ “เสี่ยต่อ” ตั้งกองบัญชาการ “กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย” อยู่ที่ร้านอาหารบ้านดาวล้อมเดือน ถนนราชพฤกษ์ โดยเสี่ยต่อรับอาสาดูแลผู้สมัคร ส.ส.ภาคกลางเหมือนเดิม

เฉพาะสนามประจวบฯ เขต 1 มนตรี ปาน้อยนนท์ และเขต 2 เฉลิมชัย ศรีอ่อน คงไม่ต้องเหนื่อยอะไรมากนัก ยกเว้นเขต 3  ประมวล พงศ์ถาวราเดช ที่เจอศึกหนัก

เมื่อมีคนในบ้านใหญ่ออกไปจัดทีมมาสู้แชมป์เก่า พร้อมกับ “บิ๊กมะพร้าว” ที่ได้สีเสื้อตัวใหม่ เดินหน้าหาเสียงทุกรูปแบบ ทำเอา “เสี่ยต่อ” ต้องออกปากผ่านสื่อว่า “ที่เขต 3 สองพรรคการเมืองใหญ่รุมกินโต๊ะผู้สมัครของพรรค ปชป. ถือว่าการทำงานการเมือง ยังไม่พ้นจากวงจรอุบาทว์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐวางเฉย”

ประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีต ส.ส.ประจวบฯ ปชป.

เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.ทับสะแก, อ. บางสะพาน และ อ.บางสะพานน้อย “ประมวล พงศ์ถาวราเดช“ เป็น ส.ส.เขตนี้มาหลายสมัยแล้ว แต่วันนี้ “สมพงษ์ ทั่งศรี” ส.อบจ.ประจวบฯ เขต อ.บางสะพานน้อย สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ลงสู้ทีมบ้านใหญ่

ลำพัง “สจ.สมพงษ์” คงไม่เท่าไร หากไม่มี “สวาป เผ่าประทาน” กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) และอดีตกำนัน ต.ทับสะแก มาเป็นพี่เลี้ยง และลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 15

   “สวาป” เป็นผู้กว้างขวางในประจวบฯ และยังเป็นที่นับถือของมุสลิมสายปาทาน “ชาดา ไทยเศรษฐ” รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงประสานงานดึงกำนันสวาป มาช่วยจัดทีมผู้สมัคร ส.ส.ประจวบฯ ค่ายสีน้ำเงิน

กำนันสวาป พาสมพงศ์ ทั่งศรี ออกหาเสียง

ก่อนหน้านั้น พรรคเพื่อไทยพยายามติดต่อ “มาเรีย เผ่าประทาน” กำนัน ต.ทับสะแก ลูกสาวของสวาป ให้ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ทัน “ชาดา” ที่ต่อสายตรงคุยกับกำนันสวาป

นอกจากพรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เขต 3 จะต้องเจอ “วนิชย์ ปักกิ่งเมือง” นายกสมาคมชาวสวนมะพร้าวแห่งประเทศไทยอีกครั้ง

เลือกตั้ง 2554 “ประมวล” เอาชนะ “วนิชย์” ที่สวมเสื้อเพื่อไทยไปสบายๆ แต่รอบนี้ “บิ๊กมะพร้าว” ลาออกจากเพื่อไทยไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยการประสานงานของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” 

วนิชย์ ปักกิ่งเมือง พรรคพลังประชารัฐ

ถ้ายังจำกันได้ ปลายปีที่แล้ว มะพร้าวราคาตกต่ำจนเกิดม็อบใหญ่ “ผู้กองธรรมนัส” ได้พา “วนิชย์” ในฐานะนายกสมาคมชาวสวนมะพร้าวแห่งประเทศไทย เข้าพบ กฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ เพื่อเสนอและหามาตรการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ

 “วนิชย์” เป็นเจ้าของบริษัท วานิช วรกุล กรุ๊ป จำกัด ดำเนินธุรกิจแปรรูปมะพร้าวส่งออกรายใหญ่ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่องทุนรอนไม่ต้องห่วง การได้สังกัดค่ายใหญ่ ที่มีแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงทำให้ “บิ๊กมะพร้าว” คึกคักยิ่ง

ค่ำวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562 เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ลานตลาดเปิดท้ายวันอังคาร ตรงข้ามวัดห้วยทรายขาว อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีประชาชนเข้าร่วมนับหมื่นคน อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค จึงประกาศบนเวทีว่า พปชร.จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.ทั้ง 3 เขตของเมืองสามอ่าว

          เซียนบอลแถวสามอ่าวสเตเดี้ยมยังยืนยันว่า เขต 1-2 เสี่ยต่อเอาอยู่ เหลือแต่เขต 3 คงต้องออกแรงเหนื่อยกว่าสมัยที่แล้วหลายเท่า เพื่อรักษาเก้าอี้เอาไว้ 

ปล่อยกู้ในโซเชียลแค่ลวงเหยื่อร้อนเงิน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365959?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปล่อยกู้ในโซเชียลแค่ลวงเหยื่อร้อนเงิน!

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 14:05 น.
สายตรวจระวังภัย,พตอศิริวัฒน์ ดีพอ,ปอท,ปล่อยกู้ในโซเชียลแค่ลวงเหยื่อร้อนเงิน
เปิดอ่าน 3,347 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  กรกมล อักษรเดช

ในยุคปัจจุบันนี้โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร สาระความบันเทิง การติดต่อสื่อสารรวมถึงการทำธุรกิจค้าขายบนโลกออนไลน์ สร้างความสะดวกสบายและรวดเร็ว แม้แต่เงินกู้ เงินด่วนนอกระบบยังมีการเปิดเพจเฟซบุ๊กเชื้อเชิญคนมากู้เงิน แต่ละเพจมียอดคนติดตามหลักหมื่นคนขึ้นไป

แน่นอนว่าการปล่อยกู้เงินนอกระบบและคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนดเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่สำหรับคนที่เดือดร้อนต้องการเงินเร่งด่วนก็ยังทำใจยอมรับเงื่อนไข “ดอกโหด” ได้ แต่การประกาศปล่อยเงินกู้นอกระบบบนโซเชียลมีเดีย นั้น กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในฐานะ “ตำรวจไซเบอร์” ได้ออกมาเตือนสติให้ประชาชนระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อ เพราะไม่มีจริง หากแต่เป็นบรรดามิจฉาชีพเปิดเพจมาหลอกลวงเหยื่อที่ “ร้อนเงิน” ทั้งสิ้น โดยมีการจับดำเนินคดีแล้วหลายราย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. เตือนว่า กรณีที่มีการหลอกลวงผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งนอกจากการหลอกลวงซื้อขายสินค้าทางออนไลน์แล้ว ยังมีรูปแบบหนึ่งที่มิฉาชีพนิยมใช้ในการหลอกลวงประชาชน นั่นคือการเปิดเพจมาหลอกลวงให้กู้เงินด่วนนอกระบบ มีรูปแบบที่สามารถกู้ได้โดยง่าย เช่นคนที่ติดแบล็กลิสต์ก็สามารถกู้ได้ ไม่ต้องใช้หรือมีหลักค้ำประกัน การพิจารณาอนุมัติเสร็จภายใน 1 ชั่วโมง เมื่อมีประชาชนอยากใช้เงินด่วนก็จะให้ติดต่อแล้วพูดคุยผ่านทางโปรแกรม Facebook Messenger ก่อนให้เหยื่อส่งหลักฐานต่างๆ ไปประกอบการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ อาทิ ภาพถ่ายบัตรประชาชน สมุดบัญชีเงินฝาก เพื่อส่งไปให้ประกอบการพิจารณา จากนั้นไม่นานก็จะแจ้งผลกลับมาว่าพิจารณาอนุมัติแล้วผ่าน ซึ่งมิจฉาชีพจะมีการพิมพ์เอกสารผลการพิจารณาอนุมัติทำให้ดูน่าเชื่อถือโดยมีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด ทำให้เหยื่อตายใจและเชื่อถือมากขึ้น

“ขั้นตอนจากนั้นคนร้ายจะขอค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการ หรือดอกเบี้ยก่อนเป็นจำนวนประมาณ 10% ของวงเงินที่จะกู้ เช่นกู้ 10,000 บาท ก็ต้องโอนดอกเบี้ยไปก่อน 1,000 บาท เมื่อได้โอนไปแล้วคนร้ายก็จะบล็อกเฟซบุ๊กหนีไป ติดต่ออะไรไม่ได้อีกเลย นอกจากนี้หากคนร้ายแชทพูดคุยเหยื่อแล้วยังเห็นว่าเหยื่อไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกอีกก็อาจจะหลอกลวงเพิ่มอีกได้ ด้วยการสอบถามว่าจะเพิ่มวงเงินกู้หรือไม่ ถ้าต้องการก็จะประสานขอกับหัวหน้าให้ แต่ขอเงินค่าธรรมเนียม หรือดอกเบี้ยเพิ่ม แต่เมื่อเห็นว่าหลอกต่อไม่ได้ก็จะบล็อกเฟซบุ๊กหลบหนีทันที” พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ อธิบาย

ขณะเดียวกันนอกจากเงินที่ผู้เสียหายถูก “โจรออนไลน์” หลอกให้ไปแล้ว การที่ผู้เสียหายส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนส่งไปให้ทางออนไลน์อาจถูกนำไปใช้หลอกลวงบุคคลอื่นต่อ แทนที่จะเป็นแค่เหยื่ออาจจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอื่นได้อีก ดังนั้นตำรวจจึงต้องเตือนว่าเพจเงินกู้นอกระบบด่วนเหล่านี้ไม่ไช่เรื่องจริง เจตนาที่มิจฉาชีพเปิดเพจออนไลน์ขึ้นมาเพื่อต้องการหลอกให้โอนเงินมัดจำหรือเงินดอกเบี้ยก่อนเท่านั้นเอง โดยพบว่ามีมิจฉาชีพนิยมใช้วิธีการเปิดเพจเหล่านี้ขึ้นมาจำนวนมากในเฟซบุ๊ก ฉะนั้นอย่าหลงกลเด็ดขาด ถ้าเดือดร้อนจริงๆ ขอให้ไปใช้บริการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินที่มีมาตรฐานจะดีที่สุด และปลอดภัยกว่า แม้ขั้นตอนการกู้ยืมจะต้องมีการตรวจสอบมากหน่อย แต่ก็จะไม่โดนหลอกแบบนี้อย่างแน่นอน

สถิติการแจ้งความถูกฉ้อโกงทางโลกโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้นทุกปี การจับกุมก็มีอย่างต่อเนื่อง ทุกคดีมีร่องรอยให้สืบสวนติดตาม ไม่ว่าจะโอนเงินไปทางไหน แม้จะใช้วิธีการให้เหยื่อโอนผ่าน “กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์” ก็ตาม ซึ่งในเรื่องนี้ พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. กำชับให้ขยายผลจับกุมเพจอื่นๆ เพราะเป็นการหากินบนความเดือดร้อนของผู้อื่น..!!

ผลิกเกมหาเสียง”กองทุนประกันสังคม”1.8ล้านล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365966?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผลิกเกมหาเสียง”กองทุนประกันสังคม”1.8ล้านล้าน

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 13:35 น.
ระบบประกันสังคม,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคพลังประชารัฐ,สุวิทย์ เมษินทรีย์,มนุษย์เงินเดือน
เปิดอ่าน 834 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“ระบบประกันสังคม” คือหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคการเมืองในประเทศเจริญแล้วให้ความสำคัญเอามาหาเสียงเลือกตั้ง เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่เกี่ยวข้องกับ

อนาคตประชาชน….แต่ดูเหมือน นักการเมืองไทยยังไม่พูดถึงเงินกองนี้มากนัก มีแต่พูดถึงนโยบายประชานิยมหวังดึงคะแนนเสียงระยะสั้น…

ทุกวันนี้ “มนุษย์เงินเดือน” ทั่วประเทศไทยต้องควักกระเป๋าส่งเงินสมทบตามฐานเงินเดือนที่เกิน 15,000 จ่าย 750 บาท

ตอนนี้กองทุนประกันสังคมประเทศไทยมีเงินหน้าตักประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญจาก “ไอแอลโอ” หรือองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ประเมินไว้ว่าถ้ารัฐบาลยังไทยยังกำหนดให้เก็บเงินสูงสุดแค่เดือนละ 750 บาท ไม่เกิน 30 ปีข้างหน้า หรือปี 2587 กองทุนนี้อาจถังแตก เพราะคนไทยอายุยืนมากขึ้น รายจ่ายเงินชราภาพมากขึ้นตามไปด้วย แต่เงินจากวัยทำงานน้อยลง อีกไม่นานจะมีผู้เกษียณอายุนั่งรอรับเงินส่วนนี้ทุกเดือนไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน

หลายฝ่ายเริ่มร้องเตือน “รัฐบาล” ออกนโยบายดูแล “กองทุนประกันสังคม” ไม่ให้กองทุนเจ๊ง จนสั่นคลอนกลายเป็นภาระหนี้ของภาครัฐอนาคต

ข้อมูลสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ระบุเมื่อ 30 กันยายน 2561 ว่ากองทุนมีเงินประมาณ 1.86 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยเงินสมทบเก็บจากผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลจำนวน 1.29 ล้านล้านบาท ดอกผลจากการลงทุนสะสม 5.7 แสนล้านบาท

ส่วนรายจ่ายของกองทุนประกันสังคมประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ รายจ่ายเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน ค่าบริหารสำนักงาน และรายจ่ายอื่นๆ ประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท โดยรายจ่ายเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกรณีเจ็บป่วย 7 พันล้านบาท ชราภาพ 2.9 พันล้านบาท ช่วยค่าคลอดบุตร 1.6 พันล้านบาท กรณีสงเคราะห์บุตร 1.1 พันล้านบาท กรณีว่างงาน 1.5 พันล้านบาท กรณีทุพพลภาพ 176 ล้านบาท และกรณีเสียชีวิต 520 ล้านบาท

เห็นได้ว่า “กองทุนประกันสังคม” มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยไม่น้อย ทั้งตอนเกิด ตอนทำงาน ตอนเจ็บป่วย ตอนเกษียณ …ดูแลชีวิตปัจจุบันและในอนาคต แต่ดูเหมือน “พรรคการเมือง” ที่กำลังแข่งกันหาเสียงเลือกตั้งนั้น ยังไม่ค่อยมีพรรคไหนไปแตะ หรือไปเก็บเอามาเป็นนโยบายหาเสียงอย่างจริงจัง มีเพียงพูดถึงแบบลอยๆ ตามกระแสคำถามมากกว่า!?!

เริ่มจากพรรคเก่าแก่อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวแค่ว่าปัจจุบันคนไทยที่อยู่ในระบบประกันสังคมต้องจ่ายเงิน 2 ต่อ คือ เสียภาษีดูแลระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทยทุกคน และยังต้องเสียเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมด้วย เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์อยากเสนอให้เปิดโอกาสให้คนในระบบกองทุนประกันสังคมตัดสินใจว่าอยากอยู่ในระบบนี้ต่อหรือไม่ หากไม่อยากจะเสียเงินสมทบก็ออกไปอยู่กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นอกจากนี้ยังเสนอให้ทุกกองทุนมีมาตรฐานและพื้นฐานของการรักษาพยาบาลหรือคุณภาพยาต้องเท่าเทียมกัน

ขณะที่ “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีนโยบายเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมโดยตรงนัก เพียงกล่าวกว้างๆ ว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทยต้องเท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำแต่ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่จ่ายเงินสมทบทุกเดือน ควรมีสิทธิที่จะพักรักษาตัวอยู่ในห้องเดี่ยวหรือห้องพิเศษในโรงพยาบาลที่มีบริการพิเศษ เช่น อาหาร

ส่วน “พรรคอนาคตใหม่” ออกเป็นนโยบายกว้างๆ ว่า ‘ไทยเท่าเทียม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร’ เสนอให้ผู้ใช้แรงงานได้เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน เพิ่มเงินเลี้ยงดูบุตร 0-6 ปี เป็น 1,200 บาท และเมื่อคนไทยเข้าสู่วัยทำงาน แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบจะต้องมีหลักประกันในอนาคตภายใน 5 ปี โดยขยายและปรับปรุงระบบประกันสังคมเพื่อให้คนที่เกษียณอายุมีเงินบำนาญที่สามารถดำรงชีพให้สอดคล้องกับหลักความเป็นจริงและขยายสิทธิประโยชน์ประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ

ส่วน พรรคพลังประชารัฐ กล่าวเน้นย้ำเพียงแค่ “นโยบายสร้างชาติ เพิ่มพลังเศรษฐกิจ” “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เสนอให้ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์เพราะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ใช้การลงทุนผ่าน 3 หลักประกัน คือ หลักประกันสังคมถ้วนหน้า หลักประกันการศึกษาถ้วนหน้า และหลักประกันรายได้ถ้วนหน้า โดยทุกคนต้องได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานเท่ากัน

จากตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพรรคการเมืองของไทย โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคใหญ่ ยังจับประเด็น “นโยบายประกันสังคม” ไม่ค่อยจะแม่น อาจเป็นเพราะนักการเมืองไทยไม่ค่อยคุ้นเคยและไม่ค่อยมีประสบการณ์ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน

มนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวถึงนโยบายพรรคการเมืองว่า ยังเป็นลักษณะประชานิยมทั่วไป ไม่ได้กล่าวถึงกองทุนประกันสังคมโดยตรง ทั้งที่เป็นเงินกองทุนจำนวนมากที่สุดของประเทศไทยที่กำกับดูแลนโยบายโดยกระทรวงแรงงาน

“มีหลายพรรคที่เสนอว่าหากได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลจะสนับสนุนให้เงินเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดหลักหมื่นหลักแสนบาทต่อคน ฟังแล้วไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเงินจากกองทุนไหน หรือว่าส่วนหนึ่งเป็นเงินจากกองทุนประกันสังคมหรือเปล่า หากเป็นไปได้อยากเห็นนโยบายขยายสมาชิกของผู้ประกันตน ระบุไปเลยว่าคนไทยอายุครบ 15 ปีขึ้นไปสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ โดยจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือนและจะได้เงินสมทบจากรัฐบาลมาช่วยด้วย ช่วยให้ตอนทำงานหรือตอนเกษียณมีเงินสะสมมากพอที่ดำรงชีวิตอยู่ได้แบบไม่เดือดร้อน หากเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนอายุมากขึ้นจำนวนเงินก็จะได้มากขึ้นไปด้วย จากที่เคยกำหนดไว้ว่าต้องเป็นลูกจ้างมีนายจ้าง หรือเป็นแรงงานนอกระบบ”

มนัส เสนอความคิดเห็นต่อว่านโยบายดูแลสุขภาพหรือความเจ็บป่วยของคนไทยควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน คือให้เข้ามาในระบบประกันสังคม คนไทยช่วยกันออม แล้วสามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนได้ ไม่ต้องพึ่งพาแค่บัตรทองหรือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ปีนี้รัฐต้องช่วยเหมาจ่ายหัวละ 3,600 บาทต่อปี เงินก้อนนี้สามารถนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ แทนได้  ปัจจุบันตัวเลขคนไทยเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพียงแค่ประมาณ 13 ล้านคนเท่านั้น

“นอกจากนี้พรรคการเมืองควรมีนโยบายป้องกันโรค หรือส่งเสริมสุขภาพประชาชนคนไทยมากกว่ารอให้เจ็บป่วย ตอนนี้ต่างประเทศพยายามลงทุนด้านการป้องกันโรคไม่น้อยไปกว่าการรักษาโรค เพื่อลดต้นทุนคนป่วยในอนาคต พวกเราต้องสนับสนุนให้สถานประกอบการมาร่วมรับผิดชอบสุขภาพของคนงานด้วย เช่นกัน หรือกำหนดเป็นนโยบายรัฐบาลไปเลยว่าโรงงานไหนมีลูกจ้างเกิน 200 คนขึ้นไป ต้องมีห้องพยาบาล เพื่อลดต้นทุนของคนงานไม่ต้องไปคลินิกหรือโรงพยาบาลถ้าไม่ได้เจ็บไข้รุนแรง” ตัวแทนเครือข่ายประกันสังคมเสนอความเห็นไปยังพรรคการเมือง
ประเทศไทยนอกจากมนุษย์เงินเดือนที่เรียกกันว่า “แรงงานในระบบ” หรือลูกจ้างที่มีนายจ้างแล้ว ยังมีแรงงานอิสระหรือ “แรงงานนอกระบบ” ที่มีจำนวนมากกว่า แต่พวกเขาเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไทยไม่ได้มีนโยบายจริงจังในการดูแลสนับสนุนพวกเขาให้เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมมากนัก
“อรุณี ศรีโต” ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งพยายามติดตามฟังว่ามีพรรคการเมืองไหนพูดถึงนโยบายช่วยเหลือกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ 20 กว่าล้านทั่วประเทศไทยบ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มีพรรคไหนให้ความสำคัญหรือพูดถึงเลย โดยเฉพาะปัญหาที่กลุ่มแรงงานเหล่านี้ไม่เคยได้รับสวัสดิการเหมือนแรงงานกลุ่มอื่นในประเทศไทย

“พวกเราคือคนงานรับจ้างทั่วไป ไม่มีนายจ้าง เป็นคนขับแท็กซี่ คนขายหมูปิ้ง แม่ค้าตลาด หาบเร่แผงลอย หมอนวดไทย เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 22 ล้านคน เทียบกับแรงงานในระบบมีนายจ้างประมาณ 13 ล้านคน ในเมื่อแรงงานนอกระบบมีจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นคนจนเลยถูกหลงลืม น่าน้อยใจที่ไม่มีพรรคการเมืองไหนสนใจทำนโยบายช่วยเหลือพวกเรา นโยบายที่พวกเราเรียกร้องและอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือคือสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคม เพราะนั่นคือความมั่นคงในอนาคตของพวกเรา ตอนนี้รัฐบาลเปิดให้สมัครเป็นสมาชิกประกันสังคมได้ แต่ก็มีความแตกต่างมีความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียม ขอให้ใครที่จะมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ไหม”

ป้าอรุณี ตัวแทนชาวบ้านที่ประกอบอาชีพอิสระหาเช้ากินค่ำ อธิบายต่อว่า สิ่งที่พวกเขาอยากได้คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนประกันสังคม แม้ไม่มีเงินเดือนหรือนายจ้างแต่หลายคนพร้อมจ่ายเท่าที่พอจะควักกระเป๋าได้ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาวิธีจ่ายเงินสมทบถูกกำหนดไว้หลายรูปและหลายทางเลือกจนทำให้สับสน เช่น แรงงานจ่ายเดือนละ 70 บาท รัฐสมทบแค่ 30 บาท หรือจ่าย 100 รัฐสมทบ 50 บาท หรือจ่าย 300 รัฐสมทบ 150 บาท และแต่ละแบบก็ให้สิทธิไม่เท่ากัน

“พรรคการเมืองไหนได้เป็นรัฐบาลใหม่ขอให้เข้าไปผลักดันเปลี่ยนรูปแบบให้แรงงานนอกระบบทุกคนส่งเงินสมทบเท่ากันหมดเช่น จ่ายเดือนละ 200 บาท รัฐสมทบเข้าไปอีก 200 บาท หรือ 150 บาทก็ได้ สอนให้ชาวบ้านรู้จักการออม เป็นเงินสะสมบำนาญในอนาคต ถ้าแรงงานช่วยกันสมทบหลายสิบล้านคน เงินก้อนนี้ในแต่ละเดือนจะมีจำนวนมาก สามารถเอาไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าเจ็บป่วย ว่างงาน ค่าทำศพ ฯลฯ ได้เท่าเทียมกับแรงงานในระบบ ไม่ต้องมีความเหลื่อมล้ำอีกต่อไป เป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข และควรจัดให้มีระบบตรวจร่างกายประจำปีฟรีด้วย เพราะถ้าใครรู้ว่าตัวเองเสี่ยงเป็นโรค หรือสุขภาพไม่ค่อยดี จะได้รีบดูแลตัวเองไม่ให้ป่วยจนถึงขั้นร้ายแรง ตอนนี้โรคหลายชนิดป้องกันรักษาได้หากรู้เร็วตั้งแต่ต้น เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดฯลฯ นโยบายแบบนี้นักการเมืองที่เข้ามาบริหารกระทรวงแรงงานคือผู้มีอำนาจแท้จริงในการกำหนด”

ตัวแทนแรงงานนอกระบบกล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า หากพรรคการเมืองใดกลับมาทบทวนและพลิกเกมยกนโยบายพัฒนา “กองทุนประกันสังคม” 1.8 ล้านล้านบาท ขึ้นเวทีหาเสียง เชื่อว่าจะได้คะแนนสียงจากเครือข่ายพวกตนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งพื้นที่ จังหวัด อำเภอ หรือเขตเลือกตั้งไหนๆ ก็ตาม

เกาหลีเหนือ 99.99%

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365952?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกาหลีเหนือ 99.99%

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 12:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เลือกตั้ง,อ๊อด เทอร์โบ,เกาหลีเหนือ
เปิดอ่าน 315 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ อาทิตย์ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งเวลานี้เข้าสู่โค้งสุดท้ายและบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ก็เหยียบคันเร่งหาเสียงด้วยกลยุทธ์ทุกรูปแบบ

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ของดการวิจารณ์หรือชี้แนะประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนแต่อยากให้ไปช่วยกันเลือกคนดีมีฝีมือมีคุณธรรมเข้าสภาอย่านอนหลับทับสิทธิ์ เพราะเหตุผลว่าไม่ว่างหรือไม่รู้จะเลือกใคร

พูดถึงการเลือกตั้งแล้วอยากจะย้อนกลับไปดูการเมืองของเกาหลีเหนือบ้างเพราะล่าสุดมีคนไปใช้สิทธิ์ถึง 99.99%

นี่ไม่ใช่ตัวเลขยกเมฆหรือจินตนาการเอาเอง เพราะสำนักข่าวแห่งชาติของเกาหลีเหนือยืนยันมาแล้วว่าการเลือกตั้งสมัชชาประชาชนสูงสุด (เอสพีเอ) ของเกาหลีเหนือเมื่อ 10 มีนาคม มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ถึง 99.99%

สาเหตุที่ไม่ถึง 100% เพราะชาวเกาหลีเหนือในต่างแดนหรืออยู่ในทะเลไม่สามารถลงคะแนนได้

เกาหลีเหนือที่แต่ก่อนเรียกว่าอยู่ในแดนสนธยา มีข่าวในทางลบออกมามากมาย แต่ระยะหลังผู้นำสูงสุด ‘คิม จองอึน’ เปิดตัวให้โลกเห็นตัวเป็นๆ มีการประชุมสุดยอดกับอเมริกา

ความเด่นของ ‘คิม จองอึน’ นั้น ข่มประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ดับสนิทไปเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เวลานี้ดิฉันสังเกตเห็นว่าคนไทยใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างคุ้นชิน ยกตัวอย่างเช่น การซื้อกาแฟ 1 แก้ว สร้างขยะพลาสติกมากถึง 4 ชิ้น ได้แก่ แก้วพลาสติก ฝาพลาสติก หลอดพลาสติก และถุงพลาสติก

ถึงแม้จะมีการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้ามาหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในประเทศไทยยังไม่ลดน้อยลง และยังคงเห็นกันในชีวิตประจำวัน เป็นผลมาจากความคุ้นชิน และพฤติกรรมของคนไทยที่ฝังรากลึก เมื่อใดก็ตามที่ซื้อสินค้า ไม่ว่าจะชิ้นเล็ก หรือชิ้นใหญ่ ส่วนใหญ่จะต้องการให้ร้านค้าใส่ถุงพลาสติก ทำให้การซื้อของแต่ละครั้ง มีไม่ต่ำกว่า 2-3 ถุง เพราะความสะดวกสบายในการหิ้ว

จึงขอเรียกร้องอยากให้คนไทยตระหนักและตื่นตัวในการลดการสร้างขยะพลาสติก สร้างพฤติกรรมใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก

เราต้องหันมามีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่การลด ละ เลิกการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง หันมาใส่ใจสุขภาพของตนเอง เช่น ปัจจุบันผู้คนเริ่มมองหาแก้วน้ำ กล่องข้าวพกพา เพื่อนำไปใส่เครื่องดื่มและอาหาร เป็นการลดขยะพลาสติกไปอีกทาง

ขอให้บริษัทห้างสรรพสินค้า, ร้านอาหาร, ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ ทำตัวอย่างลดใช้ถุงพลาสติกและอาจลดราคาให้หากนำถุงผ้าหรือภาชนะมาใส่ของ ใส่อาหารเอง จะดีไหม?
พรทิพย์ (บางนา)

ตอบ คุณ ‘พรทิพย์’ บางนา
ผมขอร่วมเรียกร้องให้เลิกใช้ภาชนะพลาสติกทุกชนิดรวมถึงกล่องโฟม ซึ่งย่อยสลายยากมากและสร้างปัญหาผลกระทบตามมามากมายอย่างนึกไม่ถึง ซึ่งตัวอย่างเห็นได้ชัดจากจดหมายของคุณที่ยกกรณีตัวอย่างมา

สมัยตอนน้ำท่วม ซึ่งเกิดจากขยะพลาสติกไปอุดตันท่อระบายน้ำหรือกล่องโฟมต่างๆ และหลายปีที่ผ่านมาเริ่มมีการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาสนใจเรื่องนี้

เวลานี้ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งเริ่มโครงการใช้ถุงผ้าแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากและนอกจากลดปัญหาขยะพลาสติกแล้วยังประหยัดเงินได้อีกมาก

อย่างการรณรงค์ให้ใช้กระทงใบตองหรือใบไม้ธรรมชาติแทนกระทงโฟม ซึ่งได้ผลดีมาก ควรเป็นต้นแบบสร้างความรับผิดชอบหรือจิตสำนึกในเรื่องการใช้พลาสติก

ไม่ต้องใช้กฎหมายบังคับหรอกครับ แต่ขอความร่วมมือก็เพียงพอแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 พระกับสมาร์ทโฟน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังพระสงฆ์)

ผมเป็นชาวพุทธที่บวชแล้ว ขอกราบนมัสการไปยังพระคุณเจ้าว่าถึงเวลาแล้วที่จะช่วยกันสร้างศรัทธาเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา

ควรรู้ด้วยว่าเรื่องใดควรส่งไม่ควร ไม่ใช่แค่ต้องการจะอวดว่าตัวเอง อย่าไปทำอะไรที่ฆราวาสรับไม่ได้

โดยเฉพาะเจ้าอาวาสต้องพัฒนาวัดไปทางใดทางหนึ่งจากภารกิจของคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน แต่อย่าพัฒนาวัดแบบฆราวาสพัฒนาวัด ที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสีย

การเป็นเจ้าอาวาสต้องคอยมีคนมาช่วยงาน ต้องมีเวลาพัฒนาวัด ทำวัตร ต้องมีเวลาให้พระ เณร ภายในวัด เพื่ออบรมสั่งสอน ที่สำคัญอย่าอคติ อย่าลำเอียงในการปกครองวัด อย่าเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่าการส่งเสริมการเรียนนักธรรมบาลี เพื่อสร้างพระ เณร ให้มีคุณภาพ

ส่วนสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ไม่ควรบริโภคเทคโนโลยีมากจนเกินไป การส่งต่อข้อมูลผ่านทางออนไลน์

แม้ว่าเทคโนโลยีสมัยก่อนมีความจำเป็นต่อชีวิต แต่ต้องใช้ให้เหตุเหมาะสมและสำรวม
สมเกียรติ (คนข้างวัด)

เข้าใจโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365953?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าใจโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 10:55 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,โรคซึมเศร้า,วัยรุ่น
เปิดอ่าน 546 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เหตุการณ์การฆ่าตัวตายของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายรายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อสัปดาห์เศษๆ ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสตื่นตัวเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและปัญหาการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นในสังคมไทย งานจุฬาฯ เสวนาครั้งที่ 18 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จึงใช้หัวข้อ “เข้าใจปัญหาเยาวชนกับภาวะซึมเศร้า” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาแนวทางคลี่คลายปัญหา ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็น นักจิตวิทยา นักการศึกษา จิตแพทย์ และ องค์กรอาสาสมัคร ร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีเสวนาครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต อาจารย์สาขาจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในวิทยากรของงานเสวนาอธิบายว่า อาการเศร้าเป็นอารมณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นได้สำหรับมนุษย์ แต่กระบวนการฟื้นฟูจากอาการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หลายคนเมื่อเศร้าแล้วกลับมาสู่สภาพเดิมได้ แต่หลายคนมีอาการซึมเศร้าหนักขึ้น และกลายเป็นโรคซึมเศร้าตามมาในท้ายสุด

ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่ชี้ว่าอาการซึมเศร้าจะถูกกระตุ้นจากอาการเสียศูนย์จากปัจจัยต่างๆ เช่น การถูกประเมิน ทั้งคะแนนสอบ เมื่อผิดหวังไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็จะเสียศูนย์ หรือแม้แต่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความรักความสัมพันธ์ และความรู้สึกผิด ก็ล้วนมีผลเช่นกัน

“แม้แต่คนที่เกิดอาการเสียศูนย์อย่างฉับพลันก็ไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีวิธีรับมือต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่ภายในตัวว่าจะทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นร้ายแรงแค่ไหน เนื่องจากคนแต่คนมีประสบการณ์ชีวิตต่างกัน มีรูปแบบความคิดต่างกัน มองโลกไม่เหมือนกัน”

และเป็นเหตุให้การแสดงออกของแต่ละบุคคลต่างกันไปด้วย บุคคลที่มีอาการซึมเศร้าอาจมีพฤติกรรมบางประการที่ต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุน ดังนั้นปัจจัยแวดล้อม เช่น ครู เพื่อน ครอบครัว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นที่พึ่งพิง

ผศ.ดร.ปิยวรรณ วิเศษสุวรรณภูมิ หัวหน้าภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้าในนักศึกษาพบว่า นักศึกษาที่เรียนชั้นปีสูง ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า และมีมากกว่าร้อยละ 6.4 ที่ฆ่าตัวตาย

งานวิจัยชี้อีกว่า ชีวิตของนักศึกษากว่า 50 เปอร์เซ็นต์เกี่ยวข้องกับการเรียนหนังสือ ดังนั้นครูอาจารย์จึงมีบทบาทสูงมากในความชอบหรือไม่ชอบในการเรียน ขณะเดียวกัน คนที่นักศึกษาขอรับความช่วยเหลือเป็นคนแรกคือเพื่อน ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายมาจากปัญหาการทะเลาะกับคนใกล้ชิด รวมถึงปัญหาจากการเรียนหนังสือ

อาจารย์ปิยวรรณกล่าวว่า เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การสอบได้คะแนนไม่ตรงตามความคาดหวังคือตัวแปรที่ทำให้เด็กอาจเกิดการเสียศูนย์ เด็กที่สอบได้คะแนนดีมาตลอด แต่เมื่อได้คะแนนลดลงอาจเกิดอาการไม่คาดคิด จนเกิดเป็นความเศร้า ขณะเดียวกันเด็กที่สอบได้คะแนนไม่ดีมาตลอด ก็เห็นคุณค่าตัวเองน้อย ดังนั้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กแต่ละคนจำต้องมีความหลากหลาย

ผศ.นพ.ณัฐทร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์เด็กจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายในมุมมองของแพทย์ว่าโรคซึมเศร้ามีสเปกตรัมคือความรุนแรงของโรคตั้งแต่ในระดับที่น้อย ไปจนถึงระดับที่มากจนต้องเข้ารับการรักษา ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่มาพบแพทย์มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน โรคซึมเศร้าก็ยังถูกมองว่าเป็นโรคจิต ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไม่ต้องการไปพบแพทย์ และไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า

ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า จะมองโลกให้แง่ลบ มองในแง่สิ่งเลวร้าย และสามารถนำไปสู่ความคิดที่จะฆ่าตัวตาย การรักษาจำเป็นต้องอาศัยการปรับวิธีคิด และการสร้างเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ให้กับผู้ป่วยผ่านวิธีต่างๆ พร้อมทั้งการสร้างแนวทางให้กลับไปใช้ชีวิตได้ดังเดิม

“ในทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีภาวะที่เรียกว่า ภาวะสิ้นยินดี คือไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้สึกสนุกอะไรเลย กินไม่ได้ น้ำหนักลด นอนไม่หลับ เบลอๆ แต่ละคนมีอาการไม่เหมือนกัน หนักเบาต่างกัน วิธีการรักษาก็จะต่างกัน”

พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีภาระโรคสูงสุด จากการตายก่อนวัยอันควรด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ทุกวันนี้ยังถือว่าเป็นโรคที่จับต้องไม่ได้เพราะเป็นโรคน่าอาย

ปัจจุบันกรมสุขภาพจิตทำเครื่องมืดคัดกรองและระบบพัฒนาเฝ้าระวังโรคซึมเศร้ามาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ในระดับวัยรุ่นยังไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพราะไม่ถูกให้น้ำหนักเท่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ขณะเดียวกัน การแสดงออกของวัยรุ่นที่เป็นโรคซึมเศร้า ยังคงถูกมองว่าเป็นปัญหาพฤติกรรม ทำตัวเกเร มากกว่าที่จะถูกมองว่าเป็นโรค

พญ.ดุษฎี ยังระบุอีกว่าการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของนักศึกษาในสื่อ ที่มีการผลิตซ้ำและอธิบายถึงวิธีการกระทำ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เลียนแบบและทำให้อัตราการฆ่าตัวตายสูงตาม ในทางกลับกันหากมีการนำเสนอในสื่อเมื่อมีข่าวคนฆ่าตัวตายถึงวิธีการแก้ไขปัญหาและการรับมือกับโรคซึมเศร้า พบว่าการฆ่าตัวตายของประชาชนจะลดลง

“การป้องกันการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นมี 4 แนวทาง 1.การสร้างทักษะชีวิต วัยรุ่นต้องมองโลกตามความเป็นจริง จัดการอารมณ์และสังคมได้อย่างเหมาะสม 2.ไม่ผลิตข่าวซ้ำ 3.จำกัดวิธี เช่น เอาคนไปเฝ้าสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และ 4.มีระบบเฝ้าระวัง เป็นโจทย์ของโรงเรียนและสถานศึกษาในการหาวิธี” คุณหมอดุษฎีกล่าวทิ้งท้าย

อย่าสร้างความขัดแย้งใหม่ 24 มีนา “ตัดสินประเทศ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าสร้างความขัดแย้งใหม่ 24 มีนา “ตัดสินประเทศ”

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 09:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง เลือกตั้ง 62,หย่อนบัตรเลือกตั้ง,กปปส
เปิดอ่าน 454 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก 

        อีก 6 วันสุดท้ายก่อนที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 51 ล้านเศษ จะมีโอกาสตัดสินอนาคตของประเทศด้วยการไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้ เวลาที่เหลือ 6 วันนี้ จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 51 ล้านคน ที่จะทบทวน พิจารณา ทั้งเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง 12 ปีที่ผ่านมา นโยบาย รวมทั้งพฤติกรรมของนักการเมืองแต่ละพรรค เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้ ออกมา “เลวน้อยที่สุด” 

จงอย่าเลือก เพียงเพราะความชอบในตัวบุคคล ว่า คนนั้นหล่อ-สวย, หนุ่ม-สาว, คนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่า เพราะเราจะได้คนทำงานไม่เป็นมาบริหารประเทศ

จงอย่าเลือกเพราะ เคยอยู่สีแดง-สีเหลือง หรือ กปปส.มาก่อน เพราะจะทำให้สังคมไทยไม่หลุดพ้นจากความขัดแย้ง

จงอย่าเลือกเพราะอามิสสินจ้างหรือเงินซื้อเสียง เพราะสุดท้ายคนที่เข้าไปจะถอนทุนและสร้างวงจรอุบาทว์เดิม กลับมา

จงอย่าเลือกเพียงแค่เห็นนโยบายฟุ้งเฟ้อ แข่งกันลด-แลก-แจก-แถม เพิ่มประชานิยม เพราะเป็นยาพิษสำหรับประเทศในระยะยาว

จงอย่าเลือกเพียงเพราะ “อยากลองของใหม่” เพราะคิดว่าจะได้ “เปลี่ยน” เพราะของใหม่อาจจะเป็น “ปีศาจใหม่” ที่สร้างหายนะให้ประเทศมากกว่าเดิม

         แต่ขอให้ใช้ดุลพินิจเลือกอย่างถี่ถ้วน เลือกความสงบของประเทศมาก่อน เพราะความสงบจะทำให้ประเทศเดินหน้า เลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อ ชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ เพราะ 3 สถาบันนี้ ทำให้บ้านเมืองของเราดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัยมาหลายร้อยปี

ขอให้พิจารณาเลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีแนวทางแก้ไขปัญหาให้คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหลัก มากกว่าแค่ความ “สะใจ” หรือ “ความดังส่วนตัว” เพราะทุกข์ของคนส่วนใหญ่ยังเป็นทุกข์ของประเทศ จึงฝากไว้ประกอบการพิจารณา ในการ “พิพากษา” ประเทศ หลังจากเราว่างเว้นการเลือกตั้งมาแล้วเกือบ 8 ปี ประชากรทุกกลุ่มทั้ง รุ่นใหม่-รุ่นกลาง และรุ่นเก่า ทุกคนมีสิทธิในการกำหนด “อนาคต” ประเทศร่วมกันดังนั้น ขอให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ โดยเจตจำนงอิสระของตัวเอง หลังจากพิจารณาข้อทบทวนข้างต้นจนครบถ้วน

และเมื่อ เจ้าของอำนาจ “อธิปไตย” ได้ใช้สิทธิ์ในการตัดสินใจแล้ว พรรคการเมืองและนักการเมือง พึงเคารพ และยึดเอาผลการตัดสินใจของประชาชนเป็น “ฐาน” ในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ

นั่นคือต้องรวบรวมเสียงกันให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรในการจัดตั้งรัฐบาล มิใช่ได้เสียงเพียงหยิบมือ (126 เสียง) แล้วไปร่วมมือกับสมาชิกวุฒิสภา ตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะมัน “ไม่ชอบธรรม”

          แต่มิได้หมายความว่าพรรคที่ได้อันดับ1 เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลทุกพรรคมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลหากรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพราะ ส.ส.ทุกคนทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อคือ “ผู้แทนปวงชน”

ฉะนั้นพรรคที่ได้ ส.ส.มากอันดับ 1 มิได้หมายความว่าต้องเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเสมอไป หากเพื่อนไม่ “คบ” หรือผู้แทนปวงชนไม่โหวตให้

ตรงกันข้ามพรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับ 1 อาจจะเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้

          เมื่อผลออกมาอย่างไรขอให้ทุกพรรคยอมรับกติกา และทำงานในรัฐสภาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เลิกออกมาเล่นการเมือง “ข้างถนน”

ขณะเดียวกันการเมืองในสภาและรัฐก็อย่าสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิด “การเมืองข้างถนนและการรัฐประหาร” อีก

เลือกตั้งจึงจะเป็นคำตอบที่ว่า “ประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองที่เลวน้อยที่สุด”

    โชคดีประเทศไทย

แค้นนายใหญ่ สั่งล้ม “วราเทพ” ปลุกแดงทั้งแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365954?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นนายใหญ่ สั่งล้ม “วราเทพ” ปลุกแดงทั้งแผ่นดิน

วันที่ 18 มีนาคม 2562 – 08:55 น.
วราเทพ รัตนากร,พื้นที่ จกำแพงเพชร,เมืองชากังราว,ผู้สมัคร สส,เลือกตั้ง 2562,หาเสียง,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย,คุณหญิงหน่อย,นายใหญ่,สายตรงนายใหญ่
เปิดอ่าน 115,288 ครั้ง

ดังที่รู้กัน “วราเทพ รัตนากร” แกนนำกลุ่มกำแพงเพชร ยกทีมไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเวลาไม่มากนักในการสรรหาตัวผู้สมัคร ส.ส.แทนคนเก่า!!

000 ย่างเข้าสัปดาห์สุดท้าย ก่อนถึงวันเข้าคูหาจริง การหาเสียงเลือกตั้งจะเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ ทักษิณ ชินวัตร” นักเล่นเกมเสี่ยง High Risk High Return เสี่ยงสูงย่อมได้ผลตอบแทนสูง อาจมีกลยุทธ์เด็ดๆ ออกมาในช่วงสุดท้าย เพื่อให้ “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ได้เสียงรวมกันมากกว่า 250 ที่นั่ง

000 ที่เห็นชัดขึ้นคือ กลยุทธ์ “ชนะขาด” ในพื้นที่ “แดงเข้ม” ของพรรคเพื่อไทย ดังข้อเสนอของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ที่ให้เลือกกันไปเลยพรรคเดียว และให้ได้คะแนน 8 หมื่นถึง 1 แสนคะแนนต่อเขต

000 การยกทีมไปเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่เมืองชากังราวเมื่อวันก่อน แม้จะมีแค่ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ไร้เงา “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” และ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” แต่ก็มีประชาชนมานั่งฟังมากกว่า หมื่นคน ที่บริเวณด้านหน้าตลาดเคไนท์ ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร บรรยากาศการหาเสียงของเพื่อไทย ทำให้คนเมืองกล้วยไข่วิจารณ์กันอึงมี่ เนื่องจากผู้สมัคร ส.ส.กำแพงเพชร ทั้ง 3 คนล้วนเป็น “คนหน้าใหม่” ไม่เคยมีประสบการณ์เล่นการเมืองระดับชาติ

คนเสื้อแดงกำแพงเพชร 2 หมื่นคน

000 ดังที่รู้กัน วราเทพ รัตนากร” แกนนำกลุ่มกำแพงเพชร ยกทีมไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ทำให้พรรคเพื่อไทยมีเวลาไม่มากนักในการสรรหาตัวผู้สมัคร ส.ส.แทนคนเก่า แต่สัญญาณจาก “นายใหญ่” ต้องส่งคนไปสู้กับทีมวราเทพ ทำให้แกนนำเพื่อไทยเลือกนักการเมืองท้องถิ่น และอดีตตำรวจชั้นประทวนลงสนามครบ 4 เขต

ทีมเพื่อไทยหน้าใหม่ เมืองชากังราว

000 มองจากคนนอก อาจคิดว่า “ทีมวราเทพ” คงลอยลำ แต่ฟังคนในพื้นที่บอกเล่า กลับไม่ง่ายเหมือนคิด เนื่องจากพื้นที่ อ.คลองขลุง อ.ขาณุวรลักษบุรี อ.คลองลาน และ อ.ทรายทองวัฒนา เป็นที่มั่นใหญ่ของ “คนเสื้อแดง” ประกาศไม่เลือกทีมเพื่อไทยเก่า

000 ก่อนเดินทางไปเวทีปราศรัยใหญ่ “คุณหญิงหน่อย” ได้ลงเดินขอคะแนนชาวบ้านในตลาดท่ามะเขือ อ.คลองขลุง โดยการเลือกเป็นจุดหาเสียงแรกนั้น นับว่าเป็นการท้าทาย “ผู้มีบารมี” เหนือทีมวราเทพ เพราะคนคลองขลุงทราบดีว่า ตลาดท่ามะเขือ เป็นที่ตั้ง “บ้านใหญ่คลองขลุง” ของ สนั่น สบายเมือง” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร

000 ยุคไทยรักไทย “ผู้มากบารมีคลองขลุง” หนุน วราเทพ รัตนากร” ยึดเมืองกำแพงเพชร พอมาถึงยุคแดงทั้งแผ่นดิน สนั่น สบายเมือง นำทีมอดีต ส.ส.ชากังราว อย่าง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย จัดตั้งกองกำลังคนเสื้อแดงใน 3-4 อำเภอที่กล่าวมาข้างต้น

วราเทพ กับ อนันต์ ผลอำนวย ลูกเขยของ สนั่น สบายเมือง 

000 ด้วยเหตุนี้ ลูกเขยของเจ้าพ่อคลองขลุง อย่าง อนันต์ ผลอำนวย” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร เขต 3 จึงตกที่นั่งลำบาก เพราะคนเสื้อแดง “ไม่เอาลุงตู่” และจะเทคะแนนให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมถึง ปริญญา ฤกษ์หร่าย” อดีต ส.ส.เขต 4 ที่เจอแดงพันธุ์แท้รวมหัวต้านเหมือนกัน

000 มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ ค่ายเพื่อไทย สามารถระดมคนเสื้อแดงได้ถึงหลักหมื่นนั้น เป็นเรื่องไม่ธรรมดา และหากไม่ได้ “แรงหนุน” จากคนแดนไกล การบริหารจัดการคนให้ได้เยอะๆ คงทำไม่ได้มากมายขนาดนี้

000 เช่นเดียวกัน วันก่อน “คุณหญิงหน่อย” ขึ้นไปร้อยเอ็ดอีกรอบ เพราะมีการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ 2 เขตคือ เขต 1 และเขต 3 เพราะคะแนนเสียงของวราวงษ์ พันธุ์ศิลา และนิรมิตร สุจารี ตามหลังคู่แข่งจากพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ โดยคุณหญิงหน่อยย้ำให้เลือก “เพื่อไทย” พรรคเดียว “เลือกให้ชนะขาด” ไม่ต้องห่วงพรรคพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตย

คุณหญิงหน่อย ลุยทั่วไทย

000 จริงๆ แล้ว พรรคเพื่อไทยในอีสาน การจัดปราศรัยใหญ่น้อยครั้งมาก เพราะมีค่าบริหารจัดการ “เก้าอี้” พอประมาณ แต่การที่ผู้สมัครเพื่อไทยได้จัดเวทีใหญ่ ย่อมตีความได้ว่า ท่อน้ำเลี้ยงเริ่มไหลแล้ว

สุเทพ เทือกสุบรรณ แตกหัก ปชป.

000 เกมเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้าย ยังไงก็หนีไม่พ้นวาทกรรมเดิมๆ ระบอบทักษิณ” หรือ แดงทั้งแผ่นดิน” เพราะคนที่ลี้ภัยอยู่ต่างแดนไม่ยอมแพ้ ด้วยเหตุนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ” จึงออกมา ปลุกผีทักษิณ” อีกหน และวันจันทร์ที่ 18 มีนาคมนี้ “สุเทพ” แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย จะขึ้นปราศรัยใหญ่ที่สวนเบญจสิริ ใจกลางกรุงเทพฯ จะกระหึ่มไปด้วยเสียงนกหวีด และเสียงมือตบ

รวมพลพลังนกหวีด

000 หลายคนปรามาสว่า “ลุงกำนัน” หมดมุก และจนตรอก จึงต้องงัดวาทกรรม “ไม่เอาระบอบทักษิณ” มาปลุกระดมมวลชน กปปส. ไปเลือกพรรค รปช. แต่คนระดับสุเทพไม่ได้คิดแค่ 24 มีนาคม หากแต่มองทะลุข้ามช็อตไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลผสม อย่างน้อย 8-9 เสียงก็คงได้ 1 เก้าอีี้รัฐมนตรีเป็นอย่างต่ำ

“พ่อของฟ้า” วัดใจพลังเงียบ ฤาโพลล์หลอกดาว?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365819?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“พ่อของฟ้า” วัดใจพลังเงียบ ฤาโพลล์หลอกดาว?

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 13:17 น.
โพลเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,การเมือง,การหาเสียง,นิด้าโพล,รังสิตโพล,กรุงเทพโพล,มอโพล
เปิดอ่าน 4,015 ครั้ง

โพลใต้หนุน “ธนาธร” นั่งนายกรัฐมนตรี ทำเอาหลายคนนั่งไม่ติดเพราะเรารู้ดีว่าพื้นที่นี้ใครครอง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

แม้ว่าโพลล์สำรวจจะถือเป็นงานทางวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดแล้วตอนนี้้ แต่กับบ้านเราโดยเฉพาะ “โพลล์เลือกตั้ง” บางครั้งไม่รู้มาจาก “ตัวเลขจริง” หรือ “กระแสชั่ววูบ” กันแน่

กับคำถามว่า “คนไทยอยากได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี” และ “อยากให้พรรคไหนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ที่ล่าสุดโพลล์ ม.อ.ออกมาเผยว่าประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ หนุน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั่งนายกรัฐมนตรี ทำเอาหลายคนนั่งไม่ติดเพราะเรารู้ดีว่าพื้นที่นี้ใครครอง นี่จึงนับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

แต่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความรักความชอบในพรรคและนักการเมืองจริงแท้ และจะกลายเป็นคะแนนเสียงจริงๆ ตอนเข้าคูหาหรือไม่ ก็น่าคิด

ปรากฏว่าเมื่อส่องโพลล์หลายสำนักช่วงนี้ก็พบว่าตัวเลขที่ออกมากลุ่มหนึ่งก็ยังคงมาแนวเดิม คือไม่ได้ทำให้คนไทยแปลกใจมากนัก ขณะที่อีกกลุ่มกลับออกมาอย่างสร้างปรากฏการณ์ทางสังคมตามที่เกริ่นไป

สายดั้งเดิม

จะเรียกกลุ่มนี้ว่าฝ่าย Conservative หรือ “อนุรักษนิยม” ก็คงไม่เกินไปนัก โดยสำนักโพลล์ที่คนไทยติดตามมานาน สื่อมวลชนเผยแพร่บ่อยครั้งก็คงหนีไม่พ้น 3 สำนักโพลล์ดังต่อไปนี้

          “กรุงเทพโพลล์” มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในหัวข้อ นับถอยหลัง 14 วัน สู่การเลือกตั้ง” 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ระบุว่าประชาชนตัดสินใจเลือกพรรค 1.เพื่อไทย 21.7% 2.พลังประชารัฐ 19.0% 3.ประชาธิปัตย์ 15.5% ขณะที่ 21.6% ยังไม่ตัดสินใจ

          ส่วนประชาชนที่ตัดสินใจแล้วอยากได้ใครเป็นนายกฯ คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 24.8% 2.คุณหญิงสุดารัตน์ 17.3% และ 3.อภิสิทธิ์ 13.3% ขณะที่ 17.7% ยังไม่ตัดสินใจ

การสำรวจนี้เป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้ และทั้ง 4 ครั้ง ผลออกมาที่ 1-3 เป็นสามพรรคสามคนนี้ทุกครั้ง แม้ตำแหน่งนายกฯ จะสลับกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญใดๆ มากนัก

          “รังสิตโพลล์” โดย ศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ปีที่แล้วประกาศหยุดทำโพลล์เลือกตั้ง เพราะทำออกมาทีไร พล.อ.ประยุทธ์ มาวินทุกที

  

          แต่ล่าสุดวันที่ 10 มีนาคม ผลออกมาว่านายกฯ อันดับแรก คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 23.51% 2.อภิสิทธิ์ 17.67% 3.คุณหญิงสุดารัตน์ 14.63%

          “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่แล้วสร้างปรากฏการณ์ “ไปปุ๊บเปลี่ยนปั๊บ” เมื่อผู้อำนวยการศูนย์ “ณพงศ์ นพเกตุ” ไปลงการเมือง “พรรคพลังประชารัฐ” หลังจากนั้นโพลล์ครั้งที่ 5 ของปี 2561 ในวันที่ไม่มีเงาของ “อดีตผอ.ศูนย์” คนนี้ ออกมาว่าคนไทยอยากได้นายกฯ เป็นคุณหญิงสุดารัตน์ 25.16% ทั้งๆ ที่ “บิ๊กตู่” ยึดหัวหาดผลสำรวจของที่นี่มาตลอด

ล่าสุดในการสำรวจช่วงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คนไทยอยากได้นายกฯ 4 อันดับแรก คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ 26.06% 2.คุณหญิงสุดารัตน์ 24.01% 3.ไม่แน่ใจ 11.91% และ 4.อภิสิทธิ์ 11.43%

          สำหรับพรรคการเมืองที่อยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล อันดับแรก คือ 1.เพื่อไทย 36.49% 2.พลังประชารัฐ 22.57% 3.ประชาธิปัตย์ 15.21%

สรุปโดยรวมแล้วยังคงวนเวียนอยู่ 3 รายชื่อพรรคใหญ่ทั้งหมดนี้

สายทางเลือก

กลุ่มนี้จะเรียกว่าฝ่าย Alternative “ฝ่ายทางเลือก” หรือวัยรุ่นจะเรียก “โพลล์อินดี้” ก็คงไม่ผิด

ไม่ใช่จะบอกว่าไม่น่าเชื่อถือ เจ้าสำนักย่อมทำทุกอย่างตามหลักการ แต่ผลที่ออกมาทำให้หลายคนเซอร์ไพรส์มากกว่า

ดังที่ “ม.อ.โพล” มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทำเอาคนไทยสตันท์ไปหลายวิ กับประเด็น “ภาคใต้ 62” ที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เกินกว่าครึ่งยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคไหน 66%”

          แต่กลุ่มที่ตัดสินใจแล้วระบุเลือก 1.อนาคตใหม่ 8.10% 2.ประชาธิปัตย์ 7.30% และ 3.เพื่อไทย 5.80% ตามลำดับ!

ถามว่าอยากให้ใครเป็นนายกฯ กลุ่มนี้ระบุ 1.ธนาธร 16.10% 2.อภิสิทธิ์ 12.00% และ 3.พล.อ.ประยุทธ์ 10.30% แต่มีอีก 41% ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯ”

ถัดจากโพลล์สะตอ มาดูโพลล์ข้าวเหนียว กับ อีสานโพล ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสานของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับผลล่าสุด 13 มีนาคม หัวข้อ “คนอีสานกับโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ส.ส.2562”

สรุปว่าคนอีสานเลือกพรรค 1.เพื่อไทย 43.6% 2.อนาคตใหม่ 23.2% 3.พลังประชารัฐ 11.7% และ 4.ประชาธิปัตย์ 6.6%

          และนายกฯ ที่เลือกคือ 45.4% ต้องการผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย แบ่งเป็น 1.คุณหญิงสุดารัตน์ 31.1% และชัชชาติ 14.3% 2.ธนาธร 24.9% 3.พล.อ.ประยุทธ์ 11.9% 4.อภิสิทธิ์ 7.0%

จริงอยู่ที่โพลล์อีสานค่อนข้างชัดเจนและระยะของตัวเลขทิ้งจนเห็นได้ชัด แต่วันนี้ถ้าโฟกัสที่ “ธนาธร” เรียกว่ามาแรงทั้งในโพลล์คนใต้และได้อันดับสองในโพลล์ฝั่งอีสานด้วยย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา!

ไหนจะยังมีโพลล์ทางเลือกอีกแหล่งอย่าง Google Trends ที่ล่าสุด 13 มีนาคม ที่ผ่านมา กระแสชี้ว่าแคนดิเดตนายกฯ ไทย ได้แก่ 1.ธนาธร 2.ชัชชาติ 3.คุณหญิงสุดารัตน์ 4.อภิสิทธิ์ 5.พล.อ.ประยุทธ์

         งานนี้ต้องจับตาเพราะก่อนหน้านี้ Google Trends ทำนายผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐตรงเผงมาแล้วว่าเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

วันนี้กับ “พรรคอนาคตใหม่” ก็คงเหมือนกันที่อย่าดูเบา “ความใหม่” ยิ่งกับสนาม กทม. อะไรก็เกิดขึ้นได้ คนตามการเมืองรู้ดีว่าครั้งหนึ่งหลังจากที่พรรคประชากรไทยเคยยึดหัวหาดสนามกทม. มาตลอดหลายปี อยู่ๆ เลือกตั้งปี 2535 พรรคพลังธรรม” พรรคเกิดใหม่ ก็ปาดหน้าเค้กมาเป็นที่หนึ่ง พาดหัวหนังสือพิมพ์ตอนนั้นว่า “พลังผักชนะพลังเงิน”!

          คงไม่ลืมว่าบริบทการเมืองไทยตอนนั้นผู้คนมีความเบื่อหน่ายต่อการเมืองเต็มทีแล้ว มีทั้งการรัฐประหารของกองทัพ ที่นายทหารเข้าไปมีบทบาททางการเมืองและส่อเค้าจะมีการสืบทอดอำนาจ ตอนนั้นพรรคพลังผักวางกลยุทธ์งชูคุณธรรมความดีในการสู้ศึกแบบมินิมัล-สมถะ โดยใช้ฝาเข่งมาทำป้ายหาเสียง โดนใจคนกรุงสุดๆ

ถามว่าตอนนี้บริบทการเมืองไทยต่างกันตรงไหน นึกเอาเอง แต่ถ้าพรรคส้มหวานรักษากระแสที่มีอยู่ แล้วแปลง พลังเงียบ” ที่โพลล์รายงานไว้ข้างต้น ตัวเลขไม่น้อยเลย ตรงนี้ถ้าเอาให้มันเป็นคะแนนขึ้นมาให้ได้ ก็มีเฮล่ะพี่น้อง

งัดถั่งงัด! “มาร์ค” ชิงการนำ เสี่ยงเป็นหรือเสี่ยงตาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/365816?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งัดถั่งงัด! “มาร์ค” ชิงการนำ เสี่ยงเป็นหรือเสี่ยงตาย

วันที่ 16 มีนาคม 2562 – 12:05 น.
พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย,ลุงตู่,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,มาร์ค อภิสิทธิ์
เปิดอ่าน 1,811 ครั้ง

เกมขั้วที่ 3 ของพี่มาร์คงวดนี้ จะออกหัวออกก้อย หรือ มะลิลาเป็นมะลิซ้อนเรามารอดูกัน

“มาร์คเป็นตัวของตัวเอง มาร์คผิดตรงไหน” ไม่ใช่โฆษณาแว่นแถมนาฬิกา แต่เป็นลีลาเที่ยวล่าของคนรูปหล่อ มาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กับจุดยืน สองไม่เอา ตู่-แม้ว” คือนอกจากไม่เอาขั้วเครือข่าย “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ตามอุดมการณ์เดิมแล้ว ที่เพิ่มเติมคือไม่ร่วมแผนหนุน บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งอีกด้วย

ที่สุดสถาปนาค่ายพระแม่ธรณีเป็น ขั้วที่ 3” ในสนามรบเลือกตั้ง จากที่เคยเจอกระแส “เอาให้ชัด” วันนี้เลยชัดยิ่งกว่าชัดเสียอีก เมื่อทุกอย่างออกมาเป็นมติพรรคว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต”

กลยุทธ์นี้ของหัวหน้ามาร์คจะไม่ปรบมือก็คงไม่ได้เพราะหันไปดูอีก 2 ขั้ว ก็ทำเอากระเทือนไปเหมือนกัน

คสช.โนแคร์?

ที่จริงคนไทยรู้จักสไตล์นายกฯ ลุงตู่ กันดีว่าถ้าลองไปถามเรื่องนี้ปฏิกิริยาจะออกมาแบบ “ไม่สน ไม่แคร์” อย่างที่เห็น เอาเวลาไปปรับภาพลักษณ์เป็น “โอปป้าตู่” ดีกว่า

แต่ถ้าไปจับอาการของคนอื่นๆ ในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ขั้วการเมืองที่่ประกาศหนุนบิ๊กตู่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งนั้น ก็ดุเด็ดเผ็ดจัด!

อย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ผู้ที่รู้กันดีว่าเป็นกุนซือใหญ่แห่งค่ายพลังประชารัฐ จากที่คนไทยไม่ค่อยได้เห็นออกลีลาอะไรมากนักทางการเมือง

แต่ในการสัมมนาผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ เมื่อ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา ดร.สมคิด ถึงกับหัวร้อนออกมาเฉ่งถึงเกมครั้งนี้ของพี่มาร์คว่าทำให้การลงทุนที่รอดูอยู่ต้องชะงักงัน

          เพราะหลายคนหวังว่าหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นคาดว่าจะเป็นรัฐบาลผสม แต่การแสดงจุดยืนนี้ทำให้เกิดความสับสน ที่สำคัญหากตั้งรัฐบาลไม่ได้ขึ้นมา การเมืองก็อาจถึงทางตันเข้าจนได้

ก็ไม่รู้ทางตันของใคร แต่ที่แน่ๆ เจ้าของขั้วที่ 3 ออกมาระบุทันทีที่ประกาศตัวชัดว่าไม่หนุน “บิ๊กตู่” ทำไมตลาดหุ้นขึ้นติดๆ กัน วัน แต่คำพูดของ ดร.สมคิด ที่บอก “ถ้าไม่ให้เลือกตั้งก็ได้” จะสับสนมากกว่ามั้ง!

อย่างไรก็ดีภาพที่ว่าเดือดของสองคู่ชกคู่นี้ หลายคนมองออกว่าอาจเป็นเพียงฉากหนึ่งของละครการเมืองของคนหน้าหล่อ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ก่อนที่ภายหลังจะมาเกาะขอบโต๊ะพูดจาพาทีร่วมรัฐบาลผสมก็เป็นได้ ใครจะรู้

ดังความเห็นของ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค พปชร. ที่ออกมาระบุว่าการประกาศเทบิ๊กตู่ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าเป็นการสืบทอดอำนาจนั้น เป็นเพียงวาทกรรมคำหล่อในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเท่านั้น แถมยังสะท้อนความใจแคบของผู้พูดอีกด้วย

          ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำ เราคนไทยเห็นกันแล้วว่าคะแนนนิยมในฐานเสียงถิ่นสะตอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เทไปทางพรรคอนาคตใหม่ จากโพลล์ของ “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ล่าสุด

งานนี้ถ้าพี่มาร์คไม่ทำอะไรให้ชัดๆ จะแจ้ง วัยโจ๋เขาไม่ชอบ ดังนั้นถ้าประกาศไม่เอาแม้วแล้วได้ใจคนใต้กลุ่มเดิมมาแล้วหนึ่งกระบุง ก็ต้องประกาศไม่เอาลุงเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อคะแนนจากคนใต้รุ่นใหม่

อย่างว่าวันนี้ทุกอย่างมันชัดเจนแล้วว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่เอาขั้วเดิมแน่ๆ งั้น ปชป. ขอเป็นทางเลือกที่เธอฝันก็แล้วกัน

เพื่อไทยโนเวย์?

หันไปดู ขั้ว 2” พรรคเพื่อไทย งานนี้ชัดเจนว่า “ไม่โอเคและโนเวย์สเตชั่น” แต่ไม่ใช่เพราะไม่เอาทักษิณ เพราะเรื่องนี้รู้กันอยู่แล้วว่ายังไงเส้นทางสองพรรคนี้จะร่วมกันคงยาก

แต่น่าจะเป็นอาการหมั่นไส้ที่พรรคประชาธิปัตย์มาขโมยซีนตาใสเอาช่วงนี้มากกว่า แต่อะไรจะแรงเท่ากับที่คนเพื่อไทยล้วน “รู้ทัน” ในลีลาหล่อเนียนของหัวหน้ามาร์ค เพราะหากดูคำพูดของเขาวันแถลงจุดยืนที่ระบุไว้นั้น ฟังแล้วยังต้องพยามแปลไทยเป็นไทยอีกที เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดพรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์จะอยู่ในส่วนไหน

คำตอบมีว่า “ผมไม่สนับสนุนคนโกงและไม่สนับสนุนเผด็จการ จะขอเป็นฝ่ายค้าน ไม่เป็นพรรคร่วม พรรคจะทำตามจุดยืน ใครรวมเสียงข้างมากได้ ตามหลักสากล ต่อให้พรรคที่ 1 ก็ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากต้องร่วมงานกับพรรคใดก็ตาม ทางพรรคประชาธิปัตย์ขอเวลาทบทวนและยืนยันต้องเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล และเดินตามนโยบายของพรรคเท่านั้น”

ดังนั้นลีลาของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สองแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย จึงออกมาระบุตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า ที่บอกไม่หนุนลุงตู่เป็นนายกฯ เพราะจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเปิดมาแบบนี้คุณหญิงหน่อยก็แสดงจุดยืนทันทีว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์เด็ดขาดเหมือนกัน!!

ในขณะที่ วัฒนา เมืองสุข ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางแค พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่างานนี้ฝ่ายพี่มาร์คน่าจะกำลังเล่นลิเกทางการเมือง หากหัวหน้าและพรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นกับประชาธิปไตยสุจริตอย่างที่ปากว่าโดยตาไม่ขยิบ ไม่มีเหตุผลใดที่จะร่วมสังฆกรรมกับพรรคที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจทุกรูปแบบ ประชาธิปไตยสุจริตไม่ได้เกิดขึ้นด้วยลมปาก แต่ต้องเริ่มจากสุจริตต่ออำนาจประชาชน

         งานนี้ใครจะว่าอะไรก็ว่าไป เหลืออีกไม่กี่วันจะถึงวันเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ผู้เพิ่งขอเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของคนไทย เวลานี้ก็ต้องเก็บปากเก็บคำ เก็บแต้มโกยคะแนนหลังเลือกตั้งดีกว่า

ถึงตอนนั้นจะออกลีลาหล่อแบบไหน รอดูกันอีกที