พ่อหลอกฟ้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366257?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พ่อหลอกฟ้า

วันที่ 20 มีนาคม 2562 – 09:14 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ,พ่อหลอกฟ้า
เปิดอ่าน 87,191 ครั้ง

คอลัมน์… ออฟเรคคอร์ด ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

พ่อของฟ้า ธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ แสดงความโปร่งใส เซ็นโอนหุ้นธุรกิจในเครือมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท ให้ บล.ภัทร ไปบริหาร และ ดูแลทรัพยสินทั้งหมด ในรูปแบบ Blind Trust มาพร้อมกับเอ็มโอยู ห้ามบล.ภัทร เอาไปลงทุนในหุ้นในประเทศ และจะขอคืนทรัพย์สินพร้อมผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อหลังออกจากตำแหน่ง 3 ปี

เป็นอีกกลยุทธ์การตลาด ที่ถูกตีปี้บ เพื่อโกยคะแนนโค้งสุดท้าย หวังเคลียร์ตัวเอง ก่อนเข้าสู่การการมือง เป็นที่ถูกใจกองเชียร์ “ฟ้ารักพ่อ” ยิ่งนัก

แต่ไม่ทันจะข้ามคืน กลายเป็นว่า กระแสในโซเชียลตีกลับ หลังถูกฝ่ายๆต่างออกมาตรวจสอบอย่างหนัก โดย เฉพาะ “ธนาธร” ไม่ใช่คนแรกตามที่กล่าวอ้าง ในอดีตยังเคยมี 15 รัฐมนตรี ก็เคยกระทำการในลักษณะที่คล้ายๆแบบนี้มาก่อนแล้ว

ส่วน “เอ็มโอยู” 2 ข้อพ่วงท้าย ที่กองเชียร์ “ฟ้ารักพ่อ” บอกว่าเป็นมาตรฐานขั้นสูง ทำเกิน 15 นักการเมืองในอดีตนั้น กรณ์ จาติกวณิช นักการเมืองรุ่นพี่ ที่รู้กลไกตลาดทุนยิ่งกว่าลายมือตนเอง บอกว่า ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะโปร่งใส ทุกคนตรวสอบได้ เพราะทรัพย์สินที่โอนไปจะ “มองไม่เห็น”

เมื่อทุกคนบอดสนิท (สมชื่อกองทุน) กับข้อเท็จจริงว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้าง การตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเกิดขึ้นไม่ได้ ตรรกะง่ายๆไม่ต้องตีความให้ซับซ้อน

หากอยากจะโปร่งใส ปลดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ต้องขายขาด แต่ถ้าไม่อยากขาย ก็เลือกเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้มีการตรวจสอบได้ ไม่ใช่เลือกโอนเข้าไปในที่ๆ“มองไม่เห็น”แบบนี้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎ กระแสโซเชียลที่ ชื่นชม กลายเป็น ชัง ในข้ามคืน ช่างขมขื่นเหลือเกิน เมื่อ พ่อที่ฟ้ารัก กลับมา หลอกฟ้า ได้ลงคอ

อีสานสะเทือน แดงใหม่หนุน “ธนาธร” เมิน “แม้ว” สู้ไม่จริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366251?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อีสานสะเทือน แดงใหม่หนุน “ธนาธร” เมิน “แม้ว” สู้ไม่จริง

วันที่ 20 มีนาคม 2562 – 08:55 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยุบตร แสงกนกสกุล,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,นักการเมือง,แดงอีสาน,พื้นที่อีสาน,ยุทธภูมิอีสาน,ชัน ภักดีศรี,กลุ่มคนเสื้อแดงสายประชาธิปไตยประชาชน แดงใหม่,นปช,คนเสื้อแดง,คนอีสาน
เปิดอ่าน 8,396 ครั้ง

 “ปรากฏการณ์ธนาธร” ในเวทีปราศรัยใหญ่กลางเมืองอุบลราชธานี และอุดรธานี คนฟีงร่วม 5 พันคน โดยไม่มีการบริหารจัดการ ทำให้ผู้แทนเก่าหลายคนหนาวๆ

000 ในที่สุดพรรคการเมืองที่พยายามแบ่งขั้ว “ฝ่ายประชาธิปไตย” หรือ “ฝ่าย คสช.” ก็หันมาบอกหัวคะแนนเลือก “โหวตยุทธศาสตร์” หมายถึงไม่ต้องเกรงใจใคร เลือกพรรคเพื่อไทยให้คะแนนนำขาดไปเลย แม้แต่ขั้วหนุนประยุทธ์ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ยังแอบกระซิบบนเวทีปราศรัยให้ “คนรักลุงตู่” หันมาเลือก รปช.บ้าง อย่าคิดแต่จะเลือกพรรคพลังประชารัฐ

000 แกนนำพรรคเพื่อไทยสายที่ราบสูง เริ่มออกอาการหวั่นไหว เมื่อพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ “กระแสแรง” แค่กรุงเทพมหานคร หากแต่ภาคอีสาน คะแนนนิยมดีวันดีคืน ดูจาก ปรากฏการณ์ธนาธร” ในเวทีปราศรัยใหญ่กลางเมืองอุบลราชธานี และอุดรธานี ที่มีผู้เข้าร่วมฟังการปราศรัยประมาณ 4-5 พันคน โดยไม่มีการบริหารจัดการ ทำให้ผู้แทนเก่าหลายคนต้องจับตามองพรรคของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ปิยบุตร เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ลุยอีสาน

000 สังเกตให้ดี “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะให้ความสำคัญของ “ยุทธภูมิอีสาน” มากเป็นพิเศษ เนื่องจาก “คนอีสาน” เคยมีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับอำนาจรัฐส่วนกลางมานับร้อยปี และระหว่างปี 2552-2553 คนเสื้อแดงอีสานกลายเป็นกองหน้าของขบวนการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน

นักวิชาการหนุ่มในมาดนักเลือกตั้ง

000 แม่ทัพอีสานของพรรคอนาคตใหม่คือ ชัน ภักดีศรี” นักกิจกรรมมวลชน ที่เคยจัดตั้งกลุ่มรักษ์ภูเวียง และผู้ประสานงานเครือข่ายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ แต่คนที่อยู่เบื้องหลัง “ชัน” น่าสนใจกว่า เพราะเป็น “นักจัดตั้ง” หัวแถวภาคอีสาน และฝ่ายความมั่นคง เฝ้าติดตามทุกฝีก้าวมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549

ชัน ภักดีศรี แม่ทัพอีสานอนาคตใหม่

000 กุนซือเงาพรรคส้มหวานสายอีสานคนนี้ชื่อ พิชิต พิทักษ์” แกนนำ “กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน” และผู้ปฏิบัติงานระดับสูงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ภาคอีสาน ยุคสมัยไทยรักไทย “พิชิต” เป็นเอ็นจีโอปีกซ้าย และเคยทำงานที่มูลนิธิดวงประทีป ของประทีป อึ้งทรงธรรม มาก่อน

เวทีปราศรัยใหญ่ของอนาคตใหม่ที่อุดรธานี

000 ช่วงแดงทั้งแผ่นดินปี 2554-2556 “พิชิต” พยายามยกระดับการศึกษาความคิดการเมืองของ “คนเสื้อแดง” ให้เป็นกองหน้าประชาชน โดยการจัดตั้ง “กลุ่มคนเสื้อแดงสายประชาธิปไตยประชาชน” (แดงใหม่) ที่ไม่ได้ขึ้นต่อ นปช. แต่หลังรัฐประหาร 2557 กลุ่มพลังเหล่านี้ก็สลายตัวไป

000 การตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ของ “พิชิต” น่าจะมาจากการได้เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทหาร ร่วมกับกลุ่มดาวดิน และกลุ่มของ “รังสิมันต์ โรม” ศิษย์เอกของปิยบุตร แสงกนกกุล อีกด้านหนึ่ง กลุ่มจัดตั้งมวลชนก้าวหน้าสายอีสาน หรือ แดงใหม่” ใฝ่ฝันถึง “พรรคมวลชน” ที่มีลักษณะก้าวหน้ามานานแล้ว เพราะรู้สึกผิดหวัง “พรรคเพื่อไทย” ที่ยังถูกครอบงำโดยตระกูล “ชินวัตร” มาแต่สมัยไทยรักไทย

000 สปิริตแรงจัด อนุชา นาคาศัย” ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคกลาง พรรคพลังประชารัฐ วิ่งรอกขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ไม่เฉพาะภาคกลาง ทีมแกนนำ พปชร.ไปภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ก็เห็นหน้า “เสี่ยแฮงก์” บนเวที เหมือนจะไม่ได้ลงหาเสียงในพื้นที่เขต 1 ชัยนาทเลยแม้แต่วันเดียว

อนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส.ชัยนาท

000 “เสี่ยแฮงก์” และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไป 5 ปี รวมแล้วไม่ได้สัมผัสการเมืองมา 10 ปี ก็ได้ พรทิวา นาคาศัย” มาลงสนามส.ส.แทน ส่วนตัวเขาเองทำทีมลูกหนัง ชัยนาท ฮอร์นบิล” จนได้ขึ้นชั้นไทยลีก เที่ยวนี้เสี่ยแฮงก์ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 และวันก่อนลงพื้นที่หาเสียงตลาดภาษีซุง อ.เมืองชัยนาท กลัวชาวบ้านลืมหน้าลืมเบอร์

000 รายนี้ก็ขยันสุดยอด ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเหนือล่องใต้ไม่มีวันหยุด แม้แต่สนามอีสานที่ ปชป.มีหวัง ส.ส.แค่ 3 คน “นายชวน“ ก็ควง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” ออกเดินสายแบบจรยุทธ์ โดยชูคำขวัญ ไม่เอาประยุทธ์” หวังได้แต้มเพิ่มจากคนเบื่อรัฐบาลทหาร

ป้ายหาเสียง ปชป.อีสาน “ไม่เอาประยุทธ์”

000 เย็นวันอังคารที่ 19 มีนาคม 2562 พรรคพลังประชารัฐ ยกทัพปราศรัย จ.อุบลราชธานี ที่ศาลากลางหลังเก่า สอบถามสมาชิกสภากาแฟแถวทุ่งศรีเมือง ประเมิน พปชร.อุบลฯ น่าจะสอบผ่าน 6 เขต ได้แก่เขต 3 โยธากาญจน์ ฟองงาม” (ลูกสาวสุพล ฟองงาม) เขต 4 ตวงทิพย์ จินตะเวช” (ลูกสาวตุ่น จินตะเวช) เขต 5 สุทธิชัย จรูญเนตร” อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว เขต 6 ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์” (พี่ชายสิทธิชัย โควสุรัตน์) เขต 9 รำพูล ตันติวณิชชานนท์” (ภรรยาสุชาติ ตันติวณิชชานนท์ อดีต ส.ส.อุบลฯ)  และเขต 10 ประจักษ์ แสงคำ” ส.จ.เขต อ.น้ำยืน

สุทธิชัย จรูญเนตร พลังประชารัฐอุบลฯ

000 พรรคพลังประชารัฐ ยังมีความหวังจะเบียดแนวต้านจาก “คนรักทักษิณ” เจาะบางพื้นที่ของอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ นครพนม นครราชสีมา และสุรินทร์ แต่ก็คงจะเหนื่อยมากขึ้น เมื่อเจอกระแสธนาธรเข้ามาชิงคะแนนในหลายจังหวัด

มอเตอร์เวย์ไปโคราช

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366147?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มอเตอร์เวย์ไปโคราช

วันที่ 20 มีนาคม 2562 – 08:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,มอเตอร์เวย์,สายบางปะอิน-นครราชสีมา,ถนนสวยที่สุดของไทย
เปิดอ่าน 4,870 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 ถนนสวยที่สุดของไทย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเพื่อนทำงานอยู่กรมทางหลวง เมื่อวันก่อนได้ส่งข่าวดีมาให้ทางไลน์ให้ทราบว่ามอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา จะเสร็จใช้งานได้ปีหน้าคือ พ.ศ.2563 แล้วครับ

บริษัท ซีวิล เอนจีเนียริ่ง ผู้รับเหมาก่อสร้างส่งมอบงานเสร็จก่อนกำหนดถึง 9 เดือน และได้แชร์ภาพมาให้ดูด้วย ซึ่งเห็นแล้วต้องยกนิ้วให้ว่าต่อไปจะเป็นถนนที่สวยที่สุดของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ผมเห็นแล้วยังคิดว่าเป็นเมืองนอกเสียอีก

เส้นทางของทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 หรือมอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา มีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมต่อกับถนนกาญจนาภิเษก หรือถนนวงแหวนรอบนอกตะวันออก และถนนพหลโยธิน บริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

มอเตอร์เวย์สายนี้จะตัดเป็นถนนเส้นใหม่ขนานกับถนนพหลโยธินและ ถนนมิตรภาพมีช่วงยกระดับเหนือถนนมิตรภาพตอนที่อ่างเก็บน้ำลำตะคอง ไปสิ้นสุดที่ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา (บายพาส) จังหวัดนครราชสีมา หากใช้มอเตอร์เวย์สายนี้ จะใช้เวลาเดินทางเพียง 127 นาที ที่ระยะทาง 196 กม.เชื่อมโยงกรุงเทพมหานคร และภาคกลาง เข้ากับศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือจังหวัดนครราชสีมา และเมืองอื่นๆ ในภาคอีสานให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น รองรับการเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม และจีนตอนใต้โครงการตัดผ่านพื้นที่ 3 จังหวัด

การก่อสร้างแบ่งออกเป็น 2 ช่วง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน อำเภอวังน้อย อำเภออุทัย จังหวัดสระบุรี อำเภอหนองแค อำเภอเมืองสระบุรี อำเภอแก่งคอย อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดนครราชสีมา อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอเมืองนครราชสีมา แบ่งโครงการการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ มอเตอร์เวย์ หมายเลข 6 บางปะอิน-นครราชสีมา พื้นที่โครงการ ผ่าน 3 จังหวัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา รวมระยะทาง 196 กม. มูลค่าโครงการ 84,600 ล้านบาท

โดยแบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 77,970 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินอีก 6,630 ล้านบาท แบ่งสัญญาการก่อสร้างออกเป็น 40 สัญญา เพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ใช้งบประมาณปี 2559 จำนวน 25 สัญญา แล้วเสร็จ ปี 2562 เปิดให้บริการ ปี 2563

ผมเป็นคนโคราช ต้องทนทรมานกับการขับรถไปบ้านมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวอย่างปีใหม่-สงกรานต์ จะใช้เวลานานกว่าปกติ

จึงรอคอยมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช ด้วยใจระทึกและด้วยความยินดีมากๆ ครับ
บุญถึง (โคราช)


ตอบ คุณ ‘บุญถึง’ โคราช
ผมก็ติดตามข่าวนี้เช่นกันและต่อไปมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช จะทำให้การเดินทางไปเมืองย่าโมและจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงภาคอีสานสะดวกสบายรวดเร็วปลอดภัยขึ้น

เดิมทีนั้น จะไปโคราชต้องใช้ถนนมิตรภาพเป็นหลัก ซึ่งการจราจรติดขัดมากดังที่คุณแจ้งมา โดยเฉพาะช่วงขึ้นภูเขาใกล้มวกเหล็ก-ปากช่อง-ลำตะคอง

สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือผู้ใช้รถใช้ถนนจะต้องปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการจำกัดความเร็วและการบรรทุกให้อยู่ในพิกัด

การบำรุงรักษาดูแลมอเตอร์เวย์ ตลอดจนหน่วยช่วยเหลือต้องรวดเร็วทันสมัย

โดยเฉพาะบริเวณที่พักริมทางต้องจัดระเบียบให้มีร้านอาหาร-ห้องน้ำ ต้องดีสะอาดมีมาตรฐานและจัดระเบียบจราจรเพราะเป็นบริเวณมีรถเข้าออก อย่าให้เกิดจุดต้นเหตุรถติดเหมือนมอเตอร์เวย์ไปพัทยา

เมื่อมีของดีใช้แล้วพวกเราทุกคนต้องช่วยกันดูแลเพราะสร้างจากเงินภาษีของคนไทย ทุกคน
อ๊อด เทอร์โบ


อาทิตย์ 24 มีนาคม 2562 จะมีเลือกตั้งทั่วประเทศและเมื่อ 17 มีนาคม สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ไปใช้สิทธิ์มากเกินคาดคิด ดังจดหมายจากคุณ ‘เทพชัย’ ห้วยขวาง แจ้งมา

‘อ๊อด เทอร์โบ’ เชื่อมั่นว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีว่าจะมีผู้ไปลงคะแนนมากขึ้นและจะเป็นการเมืองยุคใหม่ที่เข้าสู่จุดเปลี่ยนการเมืองของไทย

ผลการเลือกตั้งจะฟันธงชัดเจนว่าประชาชนต้องการใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาล
อ๊อด เทอร์โบ


 สัญญาณจากเลือกตั้งล่วงหน้า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าที่ ร.ร.จันทร์หุ่นบำเพ็ญ เขตห้วยขวาง กทม. และเรียนให้ทราบว่าตกใจมากครับเพราะมีผู้ไปใช้สิทธิ์มากเหลือเกิน

ส่งผลกระทบถึงการจราจรติดขัดเป็นวงกว้างไปทั่วกทม. ขนาดอากาศก็ร้อนแต่ผู้คนก็ไม่กลัว ที่น่าเห็นใจคือผู้สูงอายุก็ยังนั่งรถเข็นให้ลูกหลานพาไป เรียกว่ารักประชาธิปไตยในสายเลือดจริงๆ

เห็นรองนายกรัฐมนตรี ดร.วิษณุ เครืองาม บอกว่ารวมเฉลี่ยแล้วมีผู้มาลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 80%

นี่คือสัญญาณที่ดีครับเพราะอาทิตย์ 24 มีนาคม จะเป็นวันเลือกตั้งใหญ่จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยและจะเป็นเครื่องชี้วัดว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี

โปรดอย่ากะพริบตา อาจจะมีพลิกล็อกถล่มทลายก็เป็นได้
เทพชัย (ห้วยขวาง)

“ทุกฝ่ายควรยอมรับสิ่งที่ประชาชนตัดสิน” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ทุกฝ่ายควรยอมรับสิ่งที่ประชาชนตัดสิน” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

วันที่ 20 มีนาคม 2562 – 08:38 น.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 2,181 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ 

“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย หนึ่งในสามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศว่า เลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยขออาสาพาสังคมข้ามความยากลำบากจากยุคของการยึดอำนาจ

สตรีวัย 58 ปีคนนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวบนสังเวียนการเมืองมา 27 ปี เป็นอดีตส.ส.กทม. 3 สมัย และเคยเป็นเลขาธิการพรรคพลังธรรม จากนั้นย้ายไปเป็นหัวหน้ากลุ่มรวมพลังไทย และลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2543 ก่อนที่จะผันตัวเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และคว้าตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย รวมทั้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ส่วนดีกรีทางการเมืองนั้นเคยทำหน้าที่รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“คุณหญิงหน่อย” อ่านหมากกระดานการเมืองไว้อย่างไรหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ และ “เพื่อไทย” จะฝ่าดงระเบิดที่คนในพรรคตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ (ไทยรักไทย, พลังประชาชน, เพื่อไทย) วางไว้ รวมทั้งมรสุมกระสุนที่ฝ่ายตรงข้ามตั้งป้อมกราดยิงมายังพรรคเพื่อไทยไปได้อย่างไร เพราะบางฝ่ายมองว่าครั้งนี้อาจเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของพรรคซึ่งคนไกลบ้านให้การสนับสนุน

          ผ่านเหตุการณ์ยึดอำนาจมา 3 ครั้งในช่วงทำงานการเมือง 27 ปีนั้น มองการเมืองวันข้างหน้าอย่างไร และพรรคจะโดนกลั่นแกล้งเหมือนในอดีตหรือไม่
“ดิฉันเข้ามาทำงานการเมืองครั้งแรกในการเลือกตั้งวันที่ 22 มีนาคม 2535 จากนั้นเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ต่อมาก็อยู่ร่วมในช่วงที่ รสช.ยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และเป็นประชาชนในช่วงการยึดอำนาจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2557 ขอเรียนว่า พรรคเพื่อไทย, พลังประชาชน และไทยรักไทย เป็นฝ่ายถูกกระทำ หากไปย้อนดูคดีความที่เกี่ยวกับการยุบพรรค จะพบว่าพวกเราไม่มีความผิด (พรรคไทยรักไทย) เพราะการดำเนินคดีทางอาญา ศาลระบุแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด แต่ธงการเมืองช่วงนั้นตั้งไว้

วันนี้มีการต่อสู้ทางการเมืองสองขั้วคือ พรรคที่มาจากประชาชนกับบางกลุ่มในสังคมที่ “อภิสิทธิชนและทหารบางนาย” หนุนหลัง แต่จากนี้ควรยอมรับสิ่งที่ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้ง”

    หนักใจหรือไม่ที่รับหน้าที่ 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้
“กดดันนะ เพราะหลังยึดอำนาจแล้ว พรรคต้องมาปรับระบบใหม่ วันนั้นสภาพพรรคเหมือนโดนระเบิด ขวัญกำลังใจหายหมด ทุกคนต้องมาช่วยกันบูรณะพรรคในทุกด้าน จากนั้นแกนนำพรรคและผู้สมัคร ส.ส.ก็ลงพื้นที่ทั่วประเทศ ประชาชนสะท้อนความลำบาก ตรงนี้คือภาระที่พรรครับมาและอาสาแก้ไข อีกทั้งยังต้องสู้กับอำนาจ และกติกาที่ไม่เป็นธรรมอีก

ดิฉันทำงานการเมือง ผ่านการยึดอำนาจมา 3 ครั้ง ครั้งนี้ยอมรับว่าหนักมาก แต่ต้องสู้ เพราะประชาชนฝากความหวังไว้กับพรรค

เมื่อมติกรรมการบริหารพรรคออกมาแบบนี้และตกลงใจแล้ว ก็ต้องสู้ แม้รู้ว่าครั้งนี้สู้กับคนที่มีเส้น(ยิ้ม) แต่ต้องอดทนเพราะรับมอบหมายมาแล้วต้องทำหน้าที่ให้ลุล่วงและสำเร็จให้ได้ วันนี้พวกเราจึงระวังตัวทุกก้าวเพราะบางฝ่ายจับตา”

     เลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยหรือไม่
“พรรคไม่ได้ทำสงครามกับใคร พรรคเพื่อไทยจะทำงานเพื่อคนไทยทุกคนในทุกวัน วันที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคและได้โอกาสทำงาน ตั้งความหวังไว้ว่าจะทำให้พรรคเป็นสถาบันและปรับให้เข้ากับยุคสมัย ตั้งใจว่าจะรักษาไว้ให้ได้เพื่อให้พรรคมีโอกาสทำงานให้สังคมต่อเนื่อง วันนี้พรรคพยายามสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพหลายด้านให้มีโอกาสทำงานการเมืองและเพื่อได้มีโอกาสทำงานให้สังคม”

          กังวลกับข้อกล่าวหาด้านทุจริตในรัฐบาลไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย ที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้ทางการเมืองได้เสมอหรือไม่
“หลายคดีที่ผ่านมามีการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมแล้วว่าไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา วันนี้ขอชี้แจงว่า นักการเมืองและทุกพรรคต้องพร้อมถูกตรวจสอบ แต่การตรวจสอบนั้นตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำต้องเป็นธรรมโดยแท้จริง เพราะในอดีตที่ผ่านมาเช่นการยุบพรรคไทยรักไทยนั้นจะพบว่าหลายประเด็นไม่เป็นธรรม ตรงนั้นมันเป็นตะกอนที่สะสมมาจนวันนี้

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน หรือผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ก็ชี้ว่า การขาดความยุติธรรมเป็นหนึ่งในสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

ย้ำว่าพรรคพร้อมรับการตรวจสอบแต่ควรมีความยุติธรรมและเที่ยงธรรมเพื่อให้ปัญหาร้าวใจมันหมดไป”

   หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ความวุ่นวายทางการเมืองจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
“ไม่ทราบ ไม่ใช่หมอดู(ยิ้ม) แต่พื้นฐานประชาธิปไตยและการเลือกตั้งนั้น เป็นความหวังของคนไทยที่รอมาหลายปี ส่วนตัวมองว่าเลือกตั้งครั้งนี้คนไทยมีความคาดหวังมากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ควรนำไปสู่การไม่ติดขัดในการมีรัฐบาลใหม่

ควรมีการวางแนวทางป้องกันไว้ 3 ข้อดังนี้คือ การซื้อเสียง การใช้อำนาจรัฐ และการโกงการเลือกตั้ง เพราะหลายฝ่ายบอกมาแล้วว่าเลือกตั้งครั้งนี้ไม่แฟร์จากกติกาที่วางไว้ วันนี้สองข้อแรกที่ดิฉันระบุมันเกิดแล้ว หากข้อที่สามยังเกิดขึ้นอีก เลือกตั้งครั้งนี้จะได้รับการยอมรับหรือ

ฉะนั้นต้องฝากความหวังไว้กับ กกต. ว่าจะจัดการ 3 ข้อในข้างต้นเพื่อให้ความหวังของคนไทยเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะดิฉันหวังว่า 3 ข้อที่กล่าวไว้ต้องไม่มีขึ้นและการแจกใบสีต่างๆ ควรชัดเจนและเป็นธรรม”

หารือเบื้องต้นกับพรรคอื่นๆ ไว้บ้างแล้วหรือไม่ในการเดินเข้าสู่รัฐสภาและตึกไทยคู่ฟ้า
“รอดูผลเลือกตั้งก่อน(ยิ้ม) แต่ย้ำว่าหลังทราบผลเลือกตั้งทุกพรรคควรยึดกติกาและประเพณีปฏิบัติ คือพรรคอันดับหนึ่งควรได้สิทธิเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลก่อน”

          “เลือกตั้งครั้งนี้คนไทยมีความคาดหวังมากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ควรนำไปสู่การไม่ติดขัดในการมีรัฐบาลใหม่”

ตร.เข้มเลือกตั้งหวั่นมือที่สามป่วน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตร.เข้มเลือกตั้งหวั่นมือที่สามป่วน!

วันที่ 20 มีนาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตอศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล,เลือกตั้ง62,มือที่สาม,ป่วน
เปิดอ่าน 473 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  สุริยา ปะตะทะโย

อีกไม่เกิน 5 วัน คนไทยผู้มีสิทธิ์ออกเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการ “กำหนดอนาคตประเทศ” ที่ต้องจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่หลายฝ่ายเรียกร้องหาประชาธิปไตย แต่เพื่อความบริสุทธิ์ ยุติธรรม จึงเป็นหน้าที่หลักของตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายต้องรักษาความสงบเรียบร้อย วางแผนรับมือสิ่งที่ไม่คาดคิด

แม้ที่ผ่านมาจนมาถึงโค้งสุดท้ายแบบท้ายที่สุดจะยังไม่มีเรื่องต้องกังวลเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่สถานการณ์ในภาคใต้ที่มีกลุ่มก่อความไม่สงบลอบวางระเบิด ยิ่งใกล้ถึงวันเลือกตั้ง จึงไม่อาจปฏิเสธความกังวลนี้ได้ ด้วยเพราะอาจมี “มือที่สาม” อาศัยสถานการณ์เช่นนี้มาสร้างความปั่นป่วนในกระบวนการประชาธิปไตยครั้งนี้ได้

ด้วยอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงเช่นนี้ เพื่อเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ที่ดูแลงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ และในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศลต.ตร. ประกอบกับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ จึงได้มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดถึง ผบช.น., ผบช.ภ.1-9, ผบช.ก., ผบช.ปส., ผบช.ทท. และ ผบช.สตม. ความว่า เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โดยสั่งการให้ดำเนินการดังนี้ 1.ตั้งจุดตรวจจุดสกัดร่วมทหารฝ่ายปกครอง ตำรวจและภาคประชาชน โดยแบ่งเป็น 3 วงรอบ ประกอบด้วย วงรอบชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นในเพื่อปิดทางลำเลียง ตัดโอกาสการกระทำความผิดและสกัดกั้นการหลบหนี กรณีมีคนร้ายก่อเหตุโดยใช้ยานพาหนะ, อาวุธหรือวัตถุระเบิด 2.ปิดล้อมตรวจค้น ตรวจสอบ พิสูจน์ทราบ บ้านเช่า หอพัก แหล่งซุกซ่อนอาวุธ ยานพาหนะ อุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิด เพื่อพิสูจน์ทราบกลุ่มที่น่าจะก่อเหตุร้าย 3.ควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอุปกรณ์ที่คนร้ายจะนำมาประกอบเป็นระเบิดเพื่อการก่อเหตุร้าย โดยจัดทำทะเบียนผู้ซื้อขายในกลุ่มร้านค้าที่จำหน่ายโทรศัพท์ เครื่องไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ปุ๋ยเชื้อเพลิง ถังแก๊ส ถังดับเพลิง ตรวจและควบคุมอู่ซ่อมรถ โรงโม่ เพื่อป้องกันการจัดทำวัตถุระเบิด 4. นำอุปกรณ์พิเศษมาเสริมในการปฏิบัติโดยการจัดทำแผ่นพับใบปลิว ป้ายไวนิล เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อปฏิบัติในการป้องกันเหตุและแจ้งข่าว ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ ตรวจสอบกล้องซีซีทีวีในพื้นที่รับผิดชอบให้สามารถใช้งานได้ โดยตั้งทิศทางให้ถูกต้องและกำหนดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบให้ชัดเจน เก็บภาพถ่ายทะเบียนรถ บัตรประชาชนของผู้ขับขี่บริเวณจุดตรวจจุดสกัด นำสุนัขดมกลิ่นระเบิด ยาเสพติด มาร่วมปฏิบัติ ณ จุดตรวจจุดสกัดและชุดอีโอดี พร้อมปฏิบัติการเมื่อได้รับแจ้งเหตุ

5.แสวงหาความร่วมมือจากพลังมวลชนและกลุ่มประชาชนแจ้งข่าวและช่วยสังเกตวัสดุสิ่งของ ยานพาหนะ บุคคลต้องสงสัย 6.ติดตามจับกุมผู้ต้องหาหมายจับคดีค้างเก่า เกี่ยวกับคดีความมั่นคงและคดีอื่นๆ 7.ระดมกวาดล้าง ปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับอาวุธปืน ยาเสพติด ของหนีภาษีที่เป็นปัจจัยหนุนต่อการก่อเหตุร้าย 8.กำหนดแผนเผชิญเหตุการณ์ก่อเหตุร้ายและซักซ้อมตามแผนดังกล่าว และ 9.หากมีเหตุฉุกเฉิน เหตุด่วนเหตุร้ายในพื้นที่รับผิดชอบให้ทุกหน่วยงานรายงานให้ ตร.ทราบ โดยผ่านศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.)

ทั้งนี้ยังให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.) สืบหาข่าวที่เกี่ยวกับการก่อเหตุร้ายอันอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ส.ส. และวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การก่อเหตุร้ายอีกด้วย

เลือกตั้งหนนี้คนไทยตื่นรู้ ต้องการเดินหน้าไปตามระบอบประชาธิปไตย หวังว่ามาตรการที่ตำรวจงัดมาใช้จะเอาอยู่..!!

มิ่งขวัญกับการไล่ฝัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366098?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มิ่งขวัญกับการไล่ฝัน

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 12:50 น.
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,พรรคเศรษฐกิจใหม่
เปิดอ่าน 802 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่หายไปจากแวดวงการเมืองก่อนการยึดอำนาจ โดยลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อปลายปีที่แล้วมิ่งขวัญออกมาเปิดเผยว่าจะกลับมาทำงานการเมือง และคำตอบคือ ชายคนนี้มาทำงานที่พรรคเศรษฐกิจใหม่และตัวเองรับหน้าที่หัวหน้าพรรค

สังคมไทยรู้จักชื่อเสียงของมิ่งขวัญในฐานะอดีตผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้าประเทศไทย จำกัด แเคยมาช่วยงานพรรคไทยรักไทยในการบูมอีเวนท์ทางเศรษฐกิจ จนได้รับความไว้ใจให้ไปแปรรูปช่อง 9 จนรับหน้าที่ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) คนแรก

เมื่อพรรคไทยรักไทยโดนยุบไป ชายคนนี้เข้ามาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชาชน และเมื่อชนะการเลือกตั้งก็รับหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ จากนั้นโดนโยกไปเป็น รมว.อุตสาหกรรม ต่อมายังเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในยุคนารีขี่ม้าขาว

ครั้งหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อมิ่งขวัญเป็นนายกฯ แทน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากการอภิปรายในครั้งนั้นมิ่งขวัญสามารถล้มรัฐบาลได้…และคำตอบในวันนั้นทุกคนก็รับรู้แล้วว่าชายคนนี้ไปถึงฝั่งฝันหรือไม่

การกลับคืนเวทีการเมืองคราวนี้ ความฝันของ “มิ่งขวัญ” กับความเป็นจริงที่ยากเย็น ? นั้นจะเป็นอย่างไร “เครือเนชั่น” มีคำตอบ
       อะไรทำให้หายตัวไปจากแวดวงการเมือง การหันหลังให้กับการเมืองครั้งนั้นคืออกหัก และไปขัดทางคนมีอำนาจ ?
“ผมไปช่วยงานผู้บริหารมหาวิทยาลัยรัฐหลายแห่ง ในเรื่องสาธารณสุข การศึกษา เกษตร ย้ำว่าไม่ได้อกหักกับการเมือง เรื่องนี้ไม่จริง วันที่ผมจะออกจากพรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารพรรคยังบอกเลยว่า อย่าออก ออกทำไม ผมบอกไปว่า ขอให้ผมไปทำงานมหาวิทยาลัยเถอะ”

        ความฝันของพรรคเศรษฐกิจใหม่จะมี ส.ส.กี่เสียง ?
“ตอบไม่ได้ เพราะดูโพลล์ คนเกินกว่า 50% ยังไม่ตัดสินใจ”

   วางตัวเองอยู่ขั้วไหน ?
“ตอนแรกผมอยู่นิ่งๆ แต่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าผมไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ ผมประกาศชัดเจนว่า ไม่ไปอยู่ ผมไม่อยากอยู่ให้คนไทยอยู่ในความขัดแย้ง ผมไม่อยู่ขั้วใด ผมอยู่ตรงกลาง อยู่กับประชาธิปไตย

ผมลงสมัครเป็นนายกฯ ในครั้งนี้ สมมุติว่า ถ้าครั้งนี้ผมไม่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ หากพรรคอื่นๆ เห็นว่าผมมีความสามารถทำงานด้านใดได้ หากมีการทาบทาม ผมก็มีสิทธิรับหน้าที่ในตำแหน่งอื่นๆ ได้”

   แรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้กลับมาสู่การเมืองและนโยบายของพรรคที่เด็ดที่สุดคืออะไร ?
“เวลาที่ผมเลือกมหาวิทยาลัย ผมเลือกมหาวิทยาลัยของต่างจังหวัด เพราะเป็นสมองของภูมิภาคนั้นๆ ผมสอบถามชีวิตประชาชน ทุกคนมักบอกว่า “ไม่มีเงิน”

และช่วงที่ไปสมัครงานที่ อสมท ซึ่งตอนนั้นกำลังแย่ ผมใช้วิสัยทัศน์ ชวนคนในองค์กรเปลี่ยน และสำเร็จ

แรงบันดาลใจคือ ถ้าประเทศไทยเศรษฐกิจไม่ดี ผมสงสารคนไทย ประสบการณ์ของผมช่วยได้

นโยบายพรรคที่ใช้หาเสียงคือ การคืนความสุขให้คนไทยอย่างแท้จริงดังนี้ 1.ลดราคาน้ำมันลง ประชาชนสามารถเอาเงินส่วนนั้นไปใช้ทำอย่างอื่นได้ เงินก็เข้าประเทศในรูปภาษี  หากถามว่าจะนำเงินที่ไหนมาลดราคาน้ำมัน ผมเป็นนักยุทธศาสตร์ เป็นนักบริหาร อันนี้เป็นนโยบายเบื้องต้น ทุกพรรคจะมีเงินอยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท คนไทยได้เงินคืนไป พวกเขาก็กลับมาซื้อของ รัฐบาลก็ได้ภาษีคืน

การลดราคาน้ำมันนั้นจะลดจากส่วนต่างทางการตลาด ภาษีสรรพสามิตบางส่วน สนับสนุนการใช้น้ำมัน E20 เพื่อให้สินค้าเกษตรราคาดีขึ้น โดยเป็นการลดค่าครองชีพให้ประชาชน หากให้ลดราคาสินค้าเกษตร ราคาค่าครองชีพไม่ได้ลดลง เพราะทุกอย่างมีราคาต้นทุนคือน้ำมัน

2.ไฟฟ้า ค่าไฟฟ้าในเมืองไทยหน่วยละ 3-4.5 บาท ต้นทุนแบบนี้เราดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไม่ได้ มีแต่คนยื่นความสนใจจะลงทุนแต่ติดที่ค่าแรงแพง เราจะแก้ปัญหาค่าขนส่งให้ถูกลง และลดค่าไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ลดต้นทุนง่ายที่สุดคือลดหน่วยละ 1 บาท การลดค่าไฟฟ้านี้สามารถลดได้จากไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เรามีระบบสัมปทานให้เอกชนประมูล เอกชนผลิต 100% กฟผ.จะซื้อโดยมาตรฐานอยู่ที่ 65-70% ที่เหลือทิ้งไป กฟผ.ซื้ออยู่ที่หน่วยละ 2.50 บาท เราจะให้ กฟผ.ซื้อไฟฟ้าเต็มอัตราการผลิต คือขอซื้อหมดแล้วเอามาผสมกับสิ่งที่ กฟผ.ผลิตได้ แล้วให้ราคาที่ 1.50 บาทต่อหน่วย

ใน สปป.ลาว ผลิตไฟฟ้าได้เยอะมาก จากอัตรา 100% สปป.ลาวขายให้ไทยอยู่ที่ 1.70 บาทต่อหน่วย 70% คืออัตราที่ขายมา ส่วนร้อยละ 30 สปป.ลาวนำไปใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่มันยังไม่มาอย่างที่คิด ทุกวันนี้นักลงทุนหนีไปเวียดนาม เราก็เลยบอกว่า 30% ที่ สปป.มีอยู่ ไทยจะซื้อหมดเลย ในราคาหน่วยละ 1.50 บาท

3.นโยบายด้านการดูแลสังคม บางประเทศประชาชนเสียภาษีตลอดชีวิต เมื่อครบ 60 ปีมีทอนคืน แปลว่าหากคุณเสียภาษีเยอะ คุณก็ได้เงินทอนเยอะ ถ้าเราเอาฐานจากผู้ที่มาลงทะเบียนคนจน 11.5 ล้านคนที่ขยับมาเป็น 14.5 ล้านคน จากข้อมูล รัฐบาลแจกในอัตราที่ต่างกัน เราจะรวบทั้งหมดมาเป็นก้อนเดียวบวกเงินนิดหน่อย และรับเงินไปตรงๆ จะทำอะไรก็ได้ แต่เงินก้อนนี้ต้องนำไปดูแลชีวิต ผมจะเพิ่ม 3 ข้อคือ 1.จะขอให้โรงพยาบาลราชการเปิดให้มี fast track สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 2.รัฐวิสาหกิจ เราจะขอส่วนลด 50% ให้ผู้สูงอายุ 3.ผู้รับสัมปทานของรัฐ เช่น รถไฟฟ้า จะขอความร่วมมือให้ส่วนลด 50% สำหรับคนสูงอายุ ตรงนี้จะทำให้สถานภาพของครอบครัวดีขึ้น

4.นโยบายสินค้าเกษตรไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ช่วงที่ผมทำงานในรัฐบาล ผมเคยทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูงสุดมาแล้ว วันนี้สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแต่ผมคิดว่าทำได้ ผมมีประสบการณ์ เคยทำมาแล้ว

5.สร้างอาชีพให้คนรุ่นใหม่ เปิดบันเทิงไทยสู่บันเทิงโลก ส่งออกไปสู่โลกแบบที่เกาหลีใต้ทำมาแล้ว”

 นโยบายที่ระบุไว้หากจะทำแบบนี้ ประเทศจะขาดรายได้ คำนวณหรือยังว่าจะใช้ภาษีเท่าไร ?
“ทั้งหมดที่พูดมาใช้ภาษี 2 แสนกว่าล้านบาท แบ่งเป็นน้ำมันบวกลบไม่เกิน 1 แสนล้านบาท เงินหายไปต้องแยกภาษีอากร งบประมาณแผ่นดิน เราไม่ได้เอาตรงนี้มา แต่ทำดักไว้บางตัว มีทอนคืน ได้ 7% กลับคืน เงินกระจายสู่รากหญ้า ลดค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ ทำให้พืชเกษตรมีราคาสูงขึ้น 3 ตัวอย่างแน่นอน
ส่วนวิธีหาเงินเข้าประเทศคือ การท่องเที่ยว วันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคนเข้ามาเมืองไทย มีรายได้ 2 ล้านล้านบาทต่อปี แต่เงินไม่เข้าประเทศหรือเข้าน้อย เพราะนักท่องเที่ยวซื้อทัวร์ที่ตัวแทนต่างชาติ ฉะนั้นทัวร์ศูนย์เหรียญต้องไม่มี พูดง่ายๆ ประเทศท่องเที่ยวทำอย่างไร เมืองไทยก็ต้องทำแบบนั้น เราจะทำเทียบเท่ามาตรฐานสากล 2 ล้านล้านบาทต้องได้เข้าประเทศมาเต็มๆ เปิดเป็นประเทศยกเว้นภาษี (duty free) วางยอดนักท่องเที่ยวไว้ที่ 50 ล้านคนต่อปี เพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็น 4 ล้านล้านบาท

การค้าออนไลน์ 99% แอพพลิเคชั่นการค้าออนไลน์ทั้งหมดคนไทยเสียเงินให้ต่างชาติ 3 ล้านล้านบาทขึ้นไป ฉะนั้นเราจะออกกฎหมายโดยทุกแอพพลิเคชั่นต้องมีเจ้าของเป็นคนไทยอย่างแท้จริง”
          “หากถามว่าจะนำเงินที่ใดมาลดราคาน้ำมัน ผมเป็นนักยุทธศาสตร์ เป็นนักบริหาร อันนี้เป็นนโยบายเบื้องต้น ทุกพรรคจะมีเงินอยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท คนไทยได้เงินคืนไป พวกเขาก็กลับมาซื้อของ รัฐบาลก็ได้ภาษีคืน”

แผน’พิทักษ์เลือกตั้ง 62′

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366097?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผน’พิทักษ์เลือกตั้ง 62′

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 12:15 น.
แผนพิทักษ์เลือกตั้ง 62,หย่อนบัตร,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,บิ๊กแป๊ะ,พลตอศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล,บิ๊กปู
เปิดอ่าน 482 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย…  มณเฑียร  อินทะเกตุ 

โค้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับการเลือกตั้งที่กำหนด 24 มีนาคม 2562 เป็นวัน “หย่อนบัตร” ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกคนที่ใช่มาเป็นตัวแทนบริหารบ้านเมือง หากนั่งนับนิ้วก็เหลือแค่ 6 วันเท่านั้น ซึ่งถือเป็นอีกวันสำคัญที่กำหนดทิศทางประเทศไทย พรรคไหนจะเข้าวิน กลุ่มก๊วนไหนจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ อุณหภูมิทางการเมืองที่ไม่ต่างจากสภาพอากาศหน้าแล้ง และการตื่นตัวของ “หน้าที่พลเมืองไทย” ที่เห็นได้ชัดจากการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา ทุกหน่วยเลือกตั้งมีความคึกคัก มีคนออกมารักษาสิทธิ์ของตัวเองเกิน 80% นับเป็นการตื่นตัวไม่น้อยถึงขั้นการจราจรติดขัด ขนาดคนมีหมายจับหลายคดียังต้องปลอมตัวมาใช้สิทธิ์ก่อนเกิดเรื่องน่าเศร้าเมื่อตำรวจตามจับแต่เลือกหนีลงน้ำจนจมหายเสียชีวิตที่เขตบางเขน

แน่นอนว่าการเลือกตั้งทุกครั้งมักจะเกิดคดีอาญาเป็นเงาตามตัว ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่เป็นหน่วยงานหลักสำหรับการป้องกันเหตุและสนับสนุนภารกิจการเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ เป็นผู้ควบคุมสั่งการเพื่อดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น กระทั่งมีการตั้ง ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) ซึ่ง “บิ๊กปู” นั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์

สำหรับแผนการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งครั้งของตำรวจ ซึ่งก่อนหน้านี้ “แม่ทัพสีกากี” อย่าง “บิ๊กแป๊ะ” ได้มีวิทยุในราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด่วนที่สุดถึงผู้บัญชาการทุกหน่วย และผู้บังคับการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าตามแผนรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือใช้รหัสเรียกขานว่า “พิทักษ์เลือกตั้ง 62” ที่เป็นแนวทางของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการพลเรือน พุทธศักราช 2499 เพื่อให้การปฏิบัติในส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงมีมาตรการ “สุดเฮี้ยบ” ให้ตำรวจปฏิบัติตาม

1.ไม่ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองใดๆ 2.ไม่ใช้สถานที่ราชการในกิจกรรมทางการเมือง 3.ไม่วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลให้ปรากฏแก่ประชาชน 4.ไม่แต่งกายเครื่องแบบราชการไปประชุมร่วมพรรคการเมือง หรือไปร่วมประชุมในที่สาธารณะใดๆ อันเป็นการประชุมที่มีลักษณะทางการเมือง 5.ไม่ประดับเครื่องหมายพรรคการเมืองในเวลาสวมเครื่องแบบราชการ หรือในเวลาราชการ หรือในสถานที่ราชการ 6.ไม่แต่งเครื่องแบบของพรรคการเมืองเข้าไปในสถานที่ราชการ 7.ไม่บังคับให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือประชาชนเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใด และไม่กระทำการในลักษณะให้คุณให้โทษ เพราะเหตุที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือประชาชนนิยมหรือเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใดที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย

8.ไม่ทำการขอร้องให้บุคคลใดอุทิศเงินหรือทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง 9.ไม่โฆษณาหาเสียงเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ ที่เป็นการเปิดเผยในที่ประชุมพรรคการเมือง และในที่ปรากฏแก่ประชาชนหรือเขียนจดหมาย หรือบทความไปลงหนังสือพิมพ์ หรือพิมพ์หนังสือ หรือใบปลิวซึ่งจำจำหน่ายจ่ายแจกไปยังประชาชน อันเป็นข้อความที่มีลักษณะทางการเมือง 10.ไม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อแทรกแซงในทางการเมือง หรือใช้การเมืองเป็นเครื่องมือเพื่อกระทำกิจการต่างๆ และ 11.ในช่วงที่มีการเลือกวุฒิสมาชิกและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่แสดงออกโดยตรงหรือโดยปริยายที่จะเป็นการช่วยเหลือส่งเสริม สนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในการกลับกันไม่กีดกัน ตำหนิติเตียน ทับถมหรือให้ร้ายผู้สมัครเลือกตั้ง

ทั้งนี้ทั้งนั้น “บิ๊กปู” ในฐานะ ผอ.ศลต.ตร. ยังมีหนังสือสั่งไปทุกกองบัญชาการที่เกี่ยวข้องมอบหมายภารกิจหลัก คือ 1.การลงพื้นที่หาข่าวตรวจสอบข้อมูลที่กระทบการเลือกตั้ง การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 2.อำนวยความสะดวกการรักษาความปลอดภัย 3.การอำนวยการด้านจราจร และ 4.ติดตามก่อน ขณะ หลังการเลือกตั้ง การหาเสียง การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีเรื่องใดให้กังวล เพราะทุกคนอยากก้าวไปข้างหน้าตามแนวประชาธิปไตย แต่ปรากฏการณ์ตื่นตัวของคนไทยต่อการเลือกตั้ง ทำให้ต้องมุ่งเน้นมาบริหารจัดการเรื่องจราจรที่มีกรณีศึกษาจากวันเลือกตั้งล่วงหน้ามาแล้ว

ขณะเดียวกันตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้ง ได้มีบทบัญญัติให้ ผบ.ตร. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจัดให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือการจัดการเลือกตั้ง 2 ประเภท ได้แก่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และ เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย โดยให้มีอำนาจหน้าที่รักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณสถานที่เลือกตั้งและบริเวณโดยรอบ รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่อำนวยความสะดวกและจัดระเบียบการจราจร ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติตามที่ กกต.ร้องขอ ฉะนั้นตำรวจแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศต้องจัดกำลังพลพร้อมยานพาหนะและสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย รวมทั้งการจัดการจราจร และให้การสนับสนุน กกต. ตามแผนงานการจัดการเลือกตั้งที่กำหนด และให้ถือเป็นภารกิจสำคัญของตำรวจทุกหน่วย

ความสงบเรียบร้อย การเลือกตั้งคราวนี้ตำรวจบอกเอาอยู่ หายห่วง ส่วนชะตาประเทศก็อยู่ที่คนไทยผู้มีสิทธิ์เป็นผู้กำหนด..!!

‘เอาทักษิณกลับบ้าน” ยงยุทธ-ตู่ เสียงแตก จับตากองทัพ “งูเห่า’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366091?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เอาทักษิณกลับบ้าน” ยงยุทธ-ตู่ เสียงแตก จับตากองทัพ “งูเห่า’

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 10:56 น.
พรรคเพื่อชาติ,ยงยุทธ ติยะไพรัช,คนเสื้อแดง,ตู่ จตุพร,จตุพร พรหมพันธุ์,ยุทธ แม่จัน,สนามเลือกตั้ง,ภาคเหนือ,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง,การเมืองไทย,พรรคพลังประชารัฐ,วราเทพ รัตนากร
เปิดอ่าน 5,679 ครั้ง

รอยร้าวในพรรคเพื่อชาติ ยังดำรงอยู่ในสภาพ “สองก๊ก” เมื่อวันก่อน “ยงยุทธ ติยะไพรัช” นั่งแถลงข่าวประกาศนโยบาย “พาทักษิณกลับบ้าน” โดยเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย

000 หลังเลือกตั้ง 24 มีนา มีคนพูดถึง ปรากฏการณ์งูเห่า” มากขึ้น เนื่องจากประเมินว่า “คณิตศาสตร์การเมือง” จะไม่มีขั้วใดขั้วหนึ่งได้เสียงข้างมากชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงต้องเป็น “รัฐบาลผสม” หลายพรรค เหนืออื่นใด ในพรรคการเมืองขนาดกลางและใหญ่ มีสภาพ “มุ้งย่อย” ในมุ้งใหญ่ ผนวกกับพรรคขนาดเล็กจะมีมากขึ้น

000 ฉะนั้น สภาวะ “เดดล็อกทางการเมือง” อาจทำให้เกิดกรณี “งูเห่า” เหมือนตอนจัดตั้ง “รัฐบาลชวน” (รอบสอง) รวมถึงปรากฏการณ์ “พรรคขนาดกลาง” เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลสมัยปี 2518

000 รอยร้าวในพรรคเพื่อชาติ ยังดำรงอยู่ในสภาพ “สองก๊ก” เมื่อวันก่อน ยงยุทธ ติยะไพรัช” นั่งแถลงข่าวประกาศนโยบาย พาทักษิณกลับบ้าน” โดยเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เป็นสากล จากนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ จะกลับบ้านมาต่อสู้คดีตามขั้นตอนกฎหมาย

ยงยุทธ ติยะไพรัช

000 ลึกๆ แล้ว ยงยุทธ ติยะไพรัช” กับ จตุพร พรหมพันธุ์” ต่างฝ่ายต่างแยกทางสร้างดาว ยงยุทธรับผิดชอบภาคเหนือ จตุพรดูแลภาคอีสาน และภาคใต้ หลังเลือกตั้งค่อยมาประเมินผลคะแนนจากแต่ละภาค ใครได้มากได้น้อย ด้วยเหตุนี้ ยงยุทธจึงต้องงัดไม้เด็ด “เอาแม้วกลับบ้าน” มาช่วงชิงคะแนนจากฐาน “เพื่อไทย” ในภาคเหนือตอนบน

000 เหนืออื่นใด พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ลูกชาย “ฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ก็ถูกเว้นวรรคการเมือง 10 ปี “ยุทธ แม่จัน” จึงต้องลุ้นลูกสาว โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ประธานสโมสรสิงห์ เชียงรายฯ กับพี่สาว บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์” ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 2 และ 6 เป็น ส.ส.ให้ได้

จตุพร ปลุกกระแสเสื้อแดงอีกครั้ง

000 ข้างฝ่าย “จตุพร พรหมพันธุ์” และแกนนำ นปช. ชูคำขวัญ ส่งประยุทธ์กลับบ้าน” โดยปลุกพลังคนเสื้อแดงให้เข้าคู่หากา “พรรคเพื่อชาติ” ปรากฏว่า ได้เสียงตอบรับจากคนเสื้อแดงเป็นอย่างดี โดยเฉพาะที่มุกดาหาร และอำนาจเจริญ ชาวบ้านสวมเสื้อ “แดง นปช.” มาฟังการปราศรัยจุดละหลายพันคน แต่บนเวทีพรรคเพื่อชาติ สายอีสาน ไม่มีการพูดเรื่อง “พาทักษิณกลับบ้าน” เหมือน “ยุทธ แม่จัน” กับ “ตู่ ศรัทธาธรรม” อยู่กันคนละพรรค

เครื่องแบบเสื้อแดงถูกนำมาโชว์ใหม่

000 กระแสเสื้อแดงที่แรงขึ้นช่วงนี้ อาจทำให้พรรคเพื่อชาติ ได้ ส.ส.เขต ในภาคอีสานถึง 3 ที่นั่งคือ กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส. 3 สมัย เขต 4 มหาสารคาม, เฉลิมชัย อุฬารกุล อดีต ส.ส. 5 สมัย เขต 2 สกลนคร และ วิทยา บุตรดีวงศ์ อดีต ส.ส. 2 สมัย เขต 2 มุกดาหาร

ธง นปช. ปลิวไสวเหนือเวทีหาเสียง

เสื้อแดงคืนชีพช่วยพรรคเพื่อชาติ

000 สภาน้ำชาชายแดนใต้พูดกันขรม เมื่อเห็นรายการ อนุมัติจัดให้” ที่สนามกีฬากลาง อบจ.นราธิวาส เพราะมีพี่น้องชาว 3 จังหวัดชายแดนใต้ กว่า 3 หมื่นคนมาฟังการปราศรัยของ “3 ยอดกุมาร” อุตตม สาวนายน, สุวิทย์ เมษินทรีย์ และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล แถมด้วยคลิป “ลุงตู่” บอกรักคนแดนใต้

อนุมัติ อาหมัด

000 รายการอนุมัติจัดให้ (ภาคการเมือง) นั้น ต้องให้เครดิต อนุมัติ อาหมัด” อดีต สนช. สายตรง “บ้านป่ารอยต่อฯ” ที่บารมีล้นปลายด้ามขวาน ด้วยเป็นนักธุรกิจด้านพลังงาน และเคยชนะเลือกตั้ง ส.ว.สงขลา ปี 2557 แต่ได้ทำงานแค่ 22 วัน ก็เกิดรัฐประหาร และอนุมัติก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น สนช.

000 แกนนำพลังประชารัฐชายแดนใต้ แอบลุ้นถึง ที่นั่ง แต่ที่ชัวร์ๆ อย่างน้อย ที่นั่งจากสนามนราธิวาส เพราะเชื่อมือทีมงานของ กูเซ็ง ยาวอหะซัน” นายก อบจ.นราธิวาส ที่จับมืออนุมัติลุยหาเสียงทุกรูปแบบ

มวลชน 3 หมื่นที่นราธิวาส

000 เจอเกมมวลชนของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” อดีต สวป.สภ.เมืองกำแพงเพชร ที่รับบทขุนพลเพื่อไทย รับผิดชอบพื้นที่นครสวรรค์-กำแพงเพชร ซึ่งระดมพลคนเสื้อแดงจาก 2-3 จังหวัดมาฟังการปราศรัยในตัวเมืองกล้วยไข่วันก่อน ทำเอา “วราเทพ รัตนากร” ในฐานะหัวหน้า “กลุ่มชากังราว” นิ่งเฉยไม่ได้ จึงพาผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย ไผ่ ลิกค์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย ไปขึ้นเวทีปราศรัยย่อยที่ อ.ทรายทองวัฒนา เพื่ออธิบายความว่า เหตุใดจึงย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย “วราเทพ” ทิ้งท้าย ขออย่าเลือกคนไกล ขอให้เลือกคนใกล้บ้านไว้ใช้” หมายถึงให้เลือกคนเก่าใกล้ตัว ดีกว่าคนหน้าใหม่ แต่ต้องคอยฟังคนแดนไกล

วราเทพ นำทีมหาเสียงอ้อนคนเสื้อแดง

000 ว่ากันตามเกมโค้งสุดท้าย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ระดับอดีต ส.ส.ทั้งหลาย ต่างงัดกลยุทธ์ชูผลงาน “ตัวบุคคล” แทนชูความเป็น “ลุงตู่” ที่กระแสไม่แรงนักในภาคอีสานและภาคเหนือ เมื่อเปรียบเทียบกับทักษิณ นักเลือกตั้งเหล่านี้ยังเชื่อมั่นในกลไกการจัดตั้ง และระบบการทำคะแนนของทีมงาน

เขต 5 อุดรฯ “อีโต้อีสาน” ฝ่ากระแส “ทักษิณ-ธนาธร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366089?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขต 5 อุดรฯ “อีโต้อีสาน” ฝ่ากระแส “ทักษิณ-ธนาธร”

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 09:55 น.
แรมโบ้อีสาน,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,อานันท์ อมรินทร์,พรรคอนาคตใหม่,จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์,พรรคเพื่อไทย,ธีระชัย แสนแก้ว,พรรคภูมิใจไทย,อีโต้อีสาน,สุภรณ์ อัตถาวงศ์
เปิดอ่าน 3,256 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

ไม่น่าเชื่อว่าฉายา “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา และ “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว อดีต ส.ส.อุดรธานี เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว จะกลายเป็นแบรนด์ประจำตัวของนักการเมืองสองคน

วันนี้สองหน่อแยกทางกันเดิน “แรมโบ้อีสาน” สังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ “อีโต้อีสาน” ยังอยู่พรรคภูมิใจไทย

เมื่อปลายปีที่แล้วที่ศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย ต.นายูง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี “ธีระชัย” ได้เปิดสนามมวยอีโต้อีสานขึ้นในบริเวณพื้นที่บ้านของธีระชัย พร้อมกับเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 8 เขต

ธีระชัย แสนแก้ว พรรคภูมิใจไทย

วันนั้น ธีระชัยให้ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 8 เขต สวมนวมเหมือนนักมวยพร้อมชก ซึ่งผู้สมัครส.ส.ส่วนมาก เคยสังกัดพรรคของทักษิณ ซึ่งประเด็นนี้บอกว่า ยอมรับว่าก่อนหน้านั้นเป็นฝ่ายแดง แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปจึงแสวงหาพรรคและเพื่อน ทำงานเพื่อสร้างประโยชน์โดยเฉพาะเกษตรกร แต่ถามว่า เหลืองหรือไม่ ก็ตอบว่าขอเป็นกลางๆ

สำหรับ “อีโต้อีสาน” ลงสมัคร ส.ส.ในเขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.กู่แก้ว อ.ไชยวาน อ.วังสามหมอ อ.ศรีธาตุ และอ.กุมภวาปี เฉพาะสามตำบล โดยเขตนี้เป็นพื้นที่เดิมของธีระชัย แสนแก้ว ตั้งแต่สมัยสังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน

          ช่วงรัฐบาลสมัคร “อีโต้อีสาน” ได้เป็น รมช.เกษตรฯ เมื่อ เนวิน ชิดชอบ ทิ้ง “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย และเขารับเป็นคนทำงานเบื้องหลังให้ค่ายสีน้ำเงิน เมื่อเลือกตั้ง 2554 โดยส่งน้องชาย-อุทัย แสนแก้ว ลงสนามเขตนี้ แต่พ่ายแพ้ “เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์” จากเพื่อไทยยับเยิน

บทเรียนจากการปราชัยครั้งนั้น ธีระชัยได้เตรียมตัวกลับคืนสนามเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกับชาวไร่อ้อยและชาวสวนยาง จนได้เป็น “ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน” และ “ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)”

จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย

เดิมที เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ก็เป็นทีมงานของธีระชัย เมื่อลูกพี่ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้งย้ายไปพรรคใหม่ เกียรติอุดมลงเลือกตั้งซ่อม และได้เป็น ส.ส.อุดรธานี แทน

สำหรับปี “เกียรติอุดม” ถูกตัดสิทธิทางการเมือง จึงส่งภรรยา “จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์” ลงสนามเขต 5 โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้เดินทางมาหาเสียงช่วยภรรยาของเกียรติอุดม ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

อย่างที่ทราบกันอุดรธานีเป็นฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2554 เกียรติอุดมได้กระแสยิ่งลักษณ์ จึงเอาชนะน้องชายของอีโต้อีสานไปกว่า 4 หมื่นคะแนน

ฉะนั้นการส่งภรรยา-จุฑาพัตธน์ ลงแทนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เนื่องจากคนรักทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ยังอยู่เต็มพื้นที่ แต่ปี 2562 เกียรติอุดม กลับเจอ “กระแสธนาธร” ที่กำลังทวีความแรงขึ้นทุกวัน

อานันท์ อมรินทร์ พรรคอนาคตใหม่

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ที่ลานศาลาสังคีต สวนสาธารณะหนองประจักษ์ จ.อุดรธานี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.ของจังหวัดทั้ง 8 เขต ร่วมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ปรากฏว่ามีประชาชนมาร่วมกิจกรรมกว่า 5 พันคน ทำเอาคอการเมืองรู้สึกทึ่งในพลังคนรุ่นใหม่

ที่เขต 5 พรรคอนาคตใหม่ส่ง “อานันท์ อมรินท์” คนหนุ่มรุ่นใหม่สู้กับอดีตส.ส. โดยมีเอ็นจีโอใหญ่-ชัน ภักดีศรี เป็นกุนซือ แม้จะเป็นคนหน้าใหม่ แต่กระแสของพรรคอาจได้แต้มมากกว่าที่คาด

          อีโต้อีสานหนักกว่าภรรยาของเกียรติอุดม เพราะต้องฝ่าด่านคนแดนไกล และด่านไพร่หมื่นล้าน ถ้ามีชัยในสนามเที่ยวนี้ก็ต้องขอรางวัลใหญ่จากผู้มากบารมีบุรีรัมย์เสียแล้ว

“อนาคตใหม่” ในร่างเงา “พรรคคณะนิติราษฎร์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/366094?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ในร่างเงา “พรรคคณะนิติราษฎร์”

วันที่ 19 มีนาคม 2562 – 09:15 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 14,358 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

มาถึงวันนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” สองหนุ่มผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองแนว Social Democracy ก็ประสบความสำเร็จเกินครึ่งฝันแล้ว หลังผลสำรวจโพลล์หลายสำนักออกมาระบุตรงกันว่า พรรคอนาคตใหม่ได้รับความนิยมทั่วทุกภาค

ลองย้อนดูเส้นทางของสองหนุ่มใหญ่อีกครั้ง “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นลูกชายคนโตของ พัฒนา-สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เจ้าของอาณาจักรไทยซัมมิทกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์แห่งภูมิภาคเอเชีย

เดิมทีตระกูลของ “พัฒนา” ใช้นามสกุล “แซ่จึง” เมื่อทำการค้า ในฐานะพี่ชายใหญ่ก็นึกว่าจะตั้งนามสกุลอะไรดี ให้กิจการรุ่งเรือง เลยเลือกนามสกุล “จึงรุ่งเรืองกิจ”

พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ ทำธุรกิจชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ ในยุค “การเมือง 2.0” ประเทศไทยหลุดพ้นจากประชาธิปไตยครึ่งใบ สู่ระบบธนาธิปไตย  ด้วยเหตุนี้ พัฒนาจึงต้องไปเล่นกอล์ฟก๊วนเดียวกับเสนาะ เทียนทอง และมนตรี พงษ์พานิช ด้านหนึ่ง พัฒนาส่งน้องชาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ไปทำงานการเมืองกับสมศักดิ์ เทพสุทิน สมัยอยู่ที่พรรคกิจสังคม

หลังพัฒนาเสียชีวิต “เอก ธนาธร” ก็เข้ามาแบกรับธุรกิจของครอบครัว ในยุค “การเมือง 3.0” ซึ่งมีทักษิณ ชินวัตร เป็นโมเดลการเมืองใหม่

สมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์ “เอก ธนาธร” เป็นแอ็กติวิสต์หัวก้าวหน้า หลังเรียนจบได้เข้าทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ในกลุ่มเพื่อนประชาชน(FOP) เอกยังให้ความสำคัญกับการเมืองภาคประชาชน

หลังรัฐประหาร 2549 “เอก” แสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่ออยู่เป็นระยะๆ ด้วยจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ทายาทจึงรุ่งเรืองกิจ ยังได้แสดงออกถึงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับ “อำมาตยาธิปไตย” ผ่านการเข้าร่วมชุมนุมกับ นปช. รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนเรียกร้องการแก้กฎหมายล้าหลังของคณะนิติราษฎร์

จริงๆ แล้ว แกนหลักทางความคิดของพรรคอนาคตใหม่คือ “อาจารย์ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นศิษย์รุ่นแรกของ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” แห่งสำนักนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลังจบปริญญาเอกกฎหมายจากฝรั่งเศส ก็มาเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์

ภาพจำของผู้คนคือ “ปิยบุตร” ในบทบาทนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ เพื่อทวงคืนนิติรัฐ-ประชาธิปไตย หนึ่งในข้อเสนออันแหลมคมคือการลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร และแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ฉะนั้น คณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ และกลุ่มพลังอาสาสมัครของพรรค จึงประกอบด้วยนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม และแดงอิสระบางกลุ่ม ที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกับคณะนิติราษฎร์

ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจอันใดเลย หากจะมีกลุ่มแดงอิสระหรือแดงก้าวหน้า เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงเป็นอาสาสมัครของพรรคอย่างคึกคัก

          ในอดีต คนรุ่นนี้เคยฝากผีฝากไข้กับพรรคไทยรักไทย แต่ผู้ก่อตั้งพรรคติดกับดักคดีทุจริตหลายคดี จนต้องหนีไปอยู่ต่างแดน ดังนั้น เมื่อ “เอก” กับ “อาจารย์ป๊อก” ตั้งพรรคอนาคตใหม่ พวกเขาเหล่านั้น จึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ใช่เลย คณะผู้ก่อการอภิวัฒน์ยุคดิจิทัล”

อาจารย์ป๊อกเคยให้สัมภาษณ์สื่อบีบีซีไทย ตอนตั้งพรรคใหม่ๆ ว่า “การเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเสี่ยง คุณเสนออะไรที่มัน.. เขาคิดว่าก้าวหน้าเกินไป หรือเขาคิดว่าอันตรายต่อเขา เขาอาจหาวิถีทางกำจัดออกไป อย่างประสบการณ์ที่เราพบเห็นมาตลอดตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ ประวัติศาสตร์มันบอกไว้ ถามว่าความเสี่ยงลักษณะแบบนี้มันพร้อม มันคุ้มไหมที่จะลองมาเสี่ยงดู ผมคิดว่ามันคุ้ม”

แน่นอน ปิยบุตรประเมินว่า เกมนี้คือเกมเสี่ยง แต่จากที่ติดตามการหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่ในช่วงโค้งสุดท้าย ก็เห็นว่า มันเกินคุ้มแล้วสำหรับสองหนุ่ม-ผู้ก่อการอภิวัฒน์

“มันเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ถ้าไม่ทำตอนนี้ โอกาสนี้อาจจะหลุดมือไป ห้วงเวลาประวัติศาสตร์นี้อาจจะหลุดมือไป”

          คำพูดของปิยบุตรโดนใจ “ซ้ายไทย” ถึงกับเคลิ้มฝันถึงสังคมพระศรีอาริย์ หลัง 24 มีนา..ประเทศไทยจะเปลี่ยนแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ด้วยชัยชนะของพรรคคณะนิติราษฎร์