4พรรครับประกัน นโยบายไม่ขายฝัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363760?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4พรรครับประกัน นโยบายไม่ขายฝัน

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:05 น.
ดรกอบศักดิ์ ภูตระกูล
เปิดอ่าน 435 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี 

เนชั่นทีวี จัด NATIONDEBATE ศึกเลือกตั้ง 62 โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองมาดีเบตร่วมกัน 4 พรรค คือ “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดำเนินรายการโดย นายวรเทพ สุวัฒนพิมพ์ ในหัวข้อ “นโยบายแห่งความฝัน…กับวันแห่งความเป็นจริง”

  คิดเห็นอย่างไรกับคำกล่าวที่บอกว่าพรรคการเมืองสร้างแต่นโยบายขายฝัน เพ้อฝัน ที่ทำไม่ได้จริง
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล บอกว่า นโยบายของพรรคพลังประชารัฐนั้น เกิดมาจากการไปถามพี่น้องประชาชนว่าเขาติดปัญหาอยู่ตรงไหน อยากได้อะไร แล้วเราก็เอาสิ่งที่ประชาชนคิด หรือประชาชนทำ มาเป็นนโยบายของเรา หลายเรื่องเรามั่นใจว่าเป็นการสืบต่อสิ่งที่ทำอยู่ อย่างพรรคของเรามีสี่รัฐมนตรีที่ทำงานมาหลายปี ก็ได้ทำหลายนโยบายและเป็นนโยบายที่คิดว่าประชาชนจะพอใจ ยืนยันนโยบายพรรคไม่มีเพ้อฝัน เพราะมีอยู่ในปัจจุบัน สามารถจับต้องได้ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ทำมาหนึ่งปีแล้วเป็นนโยบายที่เป็นไปได้รวมถึงนโยบายหาบเร่แผงลอยที่ตึงเกินไป จะมีการดำเนินการผ่อนผันในเรื่องนี้ให้ หากได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาล

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กล่าวว่าา วันนี้พรรคภูมิใจไทย ได้จดยื่นนโยบายกับกกต.ไปทั้งหมด 12 เรื่อง ซึ่งนโยบายของพรรคไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะคิดขึ้นมา แต่พรรคมีการทำวิจัยมาแล้วว่าทำได้จริงไม่มีเพ้อฝัน การขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุดหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว เรื่องแรกที่จะมีการขับเคลื่อนเลยคือ โปรฟิต-แชริ่ง การแบ่งกำไรอย่างเป็นธรรม และไม่ขอออกความเห็นว่าพรรคใดมีนโยบายขายฝันบ้าง เชื่อประชาชนรู้ดีว่าเรื่องอะไรเป็นยาพิษ เรื่องอะไรเป็นยาชูกำลัง จากการรับรู้ข่าวสารประชาชนสามารถตัดสินใจพิจารณาเรื่องนี้ได้เองว่าควรจะเลือกพรรคใด

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ บอกว่า ไม่ขอวิจารณ์พรรคอื่น แต่ขอเรียนว่านโยบายทั้งหมดของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เพ้อฝันและทำได้จริง เนื่องจากหลายนโยบายพรรคเคยทำมาแล้ว และครั้งนี้เป็นการต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ด้วยงบประมาณที่มีมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างทำได้จริงหมด ขอยืนยันว่าทำได้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต ทั้งหมดนี้สามารถทำออกมาเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนและเมื่อถึงเวลาประชาชนตรวจสอบได้แน่นอน
ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวว่า ตลอดปีที่ผ่านมาพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้ใช้วิธีการเดินทางไปในทุกพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา หลังจากนั้นก็นำมาวิเคราะห์วิจัยงานทางวิชาการสนับสนุน มีนักวิชาการ มีเอ็นจีโอ ที่เข้ามาร่วมจัดทำนโยบาย เสร็จแล้วก็ไปศึกษาตัวแบบจากต่างประเทศ ทั้ง 3 กระบวนการนี้ได้ถูกแบ่งออกมาเป็นนโยบาย โดยตั้งฐานจากวิสัยทัศน์ก่อนว่าเราอยากเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นแบบไหน ซึ่งได้กรั่นกรองออกมาเป็นไทยสองเท่า คือ คนไทยเท่าเทียมกันเพื่อนำประเทศไทยไปเท่าทันโลก และออกมาเป็นนโยบาย 12 นโยบายหลัก โดยมีนโยบายเฉพาะกลุ่มอีก 10 กว่าตัว ยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีทางที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคที่ทำนโยบายเพ้อฝันได้เลย เพราะเราเพิ่งตั้งพรรค ยังไม่เคยมีโอกาสเข้าไปเป็นรัฐบาล
การใช้ภาษีประชาชนไปกับคำว่าแจกเงิน คำว่าประชานิยม มีความเหมาะสมหรือไม่
จุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นอุดมการณ์นิยม เพราะมีฐานที่มาจากอุดมการณ์ของพรรคทั้งหมด 10 ข้อ ที่เป็นคำประกาศ ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อ 2489 ทั้งหมดนี้ได้ถูกแปลงมาเป็นนโยบาย และผ่านรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย ทั้งหมดเราเคยทำมาแล้วและก็ทำมาได้จริง
กอบศักดิ์ ระบุว่า เงินที่เราให้ไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็เพื่อช่วยเหลือให้เขาอยู่ได้ แต่หัวใจสำคัญคือนโยบายของพลังประชารัฐมองทะลุว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาหนักของประเทศไทย ซึ่งเกิดมาจากความเชื่อแต่ก่อนที่เราต้องช่วยให้เจ้าสัวรวยก่อน แล้วรายได้จะกระจายลงมาช่วยให้ชาวบ้านดีขึ้นเอง แต่รอมา 40 ปี ไม่เคยไปถึงชาวบ้านเลย ตอนนี้จึงคิดว่าต้องเริ่มใหม่ ทำให้เกิดความเข้มแข็งจากฐานราก เราต้องทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นมายืนได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นนโยบายระยะยาวที่ทำควบคู่ไปกับการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ประชาชน เพื่อเป็นตาข่ายรองรับไม่ให้เขาเกิดปัญหาในชีวิต ซึ่งหากใช้ภาษีก็ไม่ได้ใช้มาก
ปิยบุตร บอกว่า หลังๆ คำว่า ประชานิยม ได้ถูกทำให้กลายเป็นคำที่น่ากลัวไปหมด เอาจริงๆ ทุกพรรคการเมืองที่ลงแข่งขันในการเลือกตั้งต้องทำนโยบายที่สนองต่อความต้องการของประชาชนออกมาอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่ทำเพื่อประชาชน ไม่ให้ประชาชนนิยม อย่างนี้จะให้ใครนิยม จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะต้องทำ
ศักดิ์สยาม ชี้ว่าปัญหาใหญ่ของประเทศ คือเรื่องความยากจนและหนี้สิน เพราะว่าโครงสร้างในการประกอบอาชีพของประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ กฎหมายยังคงไปจำกัดสิทธิบางอย่างอยู่ วันนี้เรื่องของการใช้เงินเพื่อที่จะเป็นสวัสดิการ ต้องถามสองเรื่องก่อน คือ 1.มีการตรวจสอบชัดเจนหรือไม่ว่าเป็นผู้ด้อยจริงๆ 2.งบประมาณของทางราชการมีเพียงพอหรือไม่ พรรคมองว่าต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ ทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน เช่น การกำหนดราคาสินค้าเกษตรที่ไม่เป็นธรรม ของพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด ข้าว ยาง มัน อ้อย ปาล์ม มีแค่อ้อยอย่างเดียวที่ออกพ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ซึ่งปัญหานี้แก้ได้ง่ายมากไม่จำเป็นต้องเอางบประมาณไปแทรกแซง เพราะสามารถใช้โครงสร้างของพ.ร.บ.อ้อยน้ำตาลที่มีกับพืชอีกสี่ตัว แบ่งกำไรที่เกิดขึ้นให้แก่เกษตรกรได้ เพราะสิ่งสำคัญคือต้องทำให้ประชาชนแข็งแรง มีรายได้ที่มาจากศักยภาพของตนเอง

   นโยบายปากท้องอันเป็นเรื่องสำคัญของประเทศในขณะนี้
ปิยบุตรอธิบายว่า พรรคมีนโยบายในการปลดหนี้สำหรับเกษตรกรที่ทำเกษตรไม่ไหวแล้ว ส่วนเกษตรกรที่ยังมีศักยภาพในการทำงานอยู่แต่มีหนี้สิน จะมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้ ปัญหาที่ดินทำกินในเรื่องที่ทับป่า ป่าทับที่ เราจะเข้าไปยุติการดำเนินคดีเป็นการชั่วคราว และต้องมีการขีดเส้นแบ่งกันใหม่ เอาความคิดเรื่องป่าชุมชนสิทธิชุมชนมาใช้ ให้ใช้ประโยชน์ใช้สอยร่วมกัน เรื่องสวัสดิการเรามีนโยบายคือเด็กแรกเกิดเราจะมีเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตร 1,200 บาทต่อเดือน เยาวชนอายุ 18-22 ปี จะมีเงินเดือนให้เดือนละ 2,000 บาท อย่างน้อยที่สุดเขาจะได้มีโอกาสเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาโดยไม่ต้องกู้กยศ.
ศักดิ์สยามบอกว่า พรรคบอกมาตลอดว่าปัญหาใหญ่ของประเทศคือเรื่องความยากจนและหนี้สินของประชาชน ซึ่งเรามองกลุ่มใหญ่ที่สุดคือเกษตรกร ในการปลูกพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด พืชไม่ได้มีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่กลไกการกำหนดราคา ซึ่งไม่มีกฎหมายมารองรับให้เป็นธรรม มีตัวเดียวที่ทำก็คืออ้อย ที่เป็นการแบ่งปันกำไรอย่างเป็นธรรม ซึ่งเราจะมาทำเรื่องนี้ให้พืชเศรษฐกิจทุกตัว จะส่งเสริมให้มีการใช้เอทานอล ไบโอดีเซล ให้เต็มรูปแบบ เป็นการประหยัดเงินที่จะไปซื้อปิโตรเลียม และสามารถส่งออกได้ เรื่องหนี้กยศ.ที่มีปัญหา ซึ่งจะปรับโครงสร้างให้ ดอกเบี้ยต้องไม่มี เบี้ยปรับต้องไม่มี ผู้ค้ำประกันก็ไม่ควรมีแล้วเพราะเป็นการลงทุนเพื่อการศึกษา สิ่งสำคัญคือระยะเวลาในการชำระคืนต้องยาว เวลาปลอดหนี้ต้องเพิ่ม จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนฟรีด้วยระบบออนไลน์ และความเท่าเทียมในเรื่องของสุขภาพ ที่จะยกระดับ อสม.
จุรินทร์ ยืนยันว่าเรื่องปากท้องคือการแก้จนของพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งต้องเพิ่มรายได้ สองต้องลดรายจ่าย สามต้องแก้หนี้ สี่ต้องเพิ่มเงินเก็บหรือเงินออม จึงจะแก้จนได้ ซึ่งพรรคมีนโยบายที่จะประกันรายได้ทั้งข้าว มัน ยาง ปาล์ม ข้าวโพด และก็อ้อยที่จะมีระบบการบริหารจัดการอีกแบบหนึ่ง จะมีกองทุนน้ำชุมชนเพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดการแหล่งน้ำในชุมชนไว้ใช้ทำเกษตรได้ ผู้ใช้แรงงานจะประกันรายได้ 120,000 บาทต่อปี พรรคจะไม่เลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่จะปรับวิธีการให้ดีขึ้น จะให้เป็นเงินสดสามารถไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในหมู่บ้านในตำบลได้ที่ไม่ใช่แค่ร้านธงฟ้า โดยจะเพิ่มเงินให้เป็น 800 บาทต่อคน สำหรับคนจน ส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็น 1,000 บาท และอสม.ก็จะเพิ่มเป็น 1,200 บาท ส่วนการลดรายจ่ายก็คือ เรื่องของสวัสดิการต่างๆ เช่น เรียนฟรี เกิดปั๊บรับแสน โดยเดือนแรกเราจะให้ 5,000 บาท ต่อไปจะอยู่ที่เดือนละ 1,000 บาท ไปจนถึงอายุ 8 ขวบ เพื่อให้แม่มีเงินไปซื้ออาหารครบสามมื้อ
กอบศักดิ์บอกว่า  นโยบายที่พรรคจะทำมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน เรียกว่าการสานต่อสิ่งที่ดีๆ อยู่ในขณะนี้ การแก้ไขในสิ่งที่พลาดพลั้งไป และเรื่องของการเพิ่มเติม เรื่องปากท้องอย่างเช่น บัตรประชารัฐ เราขยายผลต่อแน่นอน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เรื่องบ้านล้านหลังที่จะทำ เพราะมองว่าคนจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีบ้าน ทำเรื่องการอุดหนุนชาวนาว่าจะทำอย่างไรให้เขาได้รับรายได้ที่เหมาะสม แต่เราจะไม่จำนำเกินราคา แต่จะจำนำในราคาที่เหมาะสม แต่ส่วนที่เหลือก็อุดหนุนชาวนาไป เช่น ค่าเก็บเกี่ยว รวมถึงเรื่องการปลูกไม้มีค่า เราจะสานต่อเรื่องนี้ที่เพิ่งมีพ.ร.บ.ออกมา รวมถึงนโยบายหาบเร่แผงลอยที่ตึงเกินไป จะมีการดำเนินการผ่อนผันในเรื่องนี้ให้หากได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาล จะมีการจัดทำนโยบายมารดาประชารัฐเพื่อแม่และเด็ก การทำเรื่องส.ป.ก. 4.0 ให้สามารถโอนย้ายสิทธิ์ได้ พร้อมเพิ่มมูลค่าเมื่อนำไปค้ำประกัน

อุดรแดงเดือด “เมียขวัญชัย” ชน “น้องอีโต้อีสาน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363757?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุดรแดงเดือด “เมียขวัญชัย” ชน “น้องอีโต้อีสาน”

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:45 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,อาภรณ์ สาราคำ,ขวัญชัย ไพรพนา,อุทัย แสนแก้ว,่ พรรคเพื่อไทย,อีโต้อีสาน,ธีระชัย แสนแก้ว,คนรักทักษิณ,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 10,656 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ภาพรวมสมรภูมิเลือกตั้งอุดรธานี 8 เขต ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ยังเป็นต่อทุกสังเวียน แม้ครั้งนี้ จะมีพรรคการเมืองใหม่ๆ ลงสนามมากขึ้น แต่ด้วยกระแสคนเสื้อแดง และกระแสคนรักทักษิณ ยังทำให้อดีต ส.ส.เพื่อไทย หายใจคล่องกว่าพรรคอื่น

อาภรณ์ เดินเคาะประตูบ้าน

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วย อ.หนองหาน, อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ อ.เมืองอุดรธานี (บางตำบล) เจ้าของแชมป์เขตนี้คือ ทองดี มนิสสาร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เสียชีวิตเมื่อเดือนกันยายน 2557 ทำให้พรรคต้องเลือกเฟ้นกันอยู่นาน กว่าจะมาลงเอยที่คู่ชีวิต “ขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดร
ปลายปีที่แล้ว มีข่าว พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะลงสนามเขต 4 “ขวัญชัย” ก็ไลฟ์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวแก่สมาชิกชมรมคนรักอุดรว่า อาภรณ์ สาราคำ ภรรยา ไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง

อาภรณ์ สาราคำ

ฝ่าย พ.ต.ท.สุรทิน ได้จัดงานบวงสรวงใหญ่เอาฤกษ์เอาชัยที่บ้านหนองขาม เพราะสุรทินนับถือเจ้าปู่จงมาประมาณ 20 ปี หลังทราบข่าวดีจากพรรค

          29 มกราคม “ขวัญชัย” แจ้งข่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติส่ง “อาภรณ์” เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 อุดรธานี ส่วน พ.ต.ท.สุรทิน ได้ข่าวว่า ขาดคุณสมบัติ ลงสมัคร ส.ส.ไม่ได้

กลางปีที่แล้ว “ขวัญชัย” ออกจากเรือนจำ ได้แถลงชัดเจน ขอเป็นกองเชียร์หนุนภรรยา “อาภรณ์” อดีต ส.ว.อุดรธานี ลงสมัคร ส.ส.เขต ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย

ขวัญชัย ไพรพนา เคยหนุนภรรยา เป็น ส.ว.อุดรฯ มาแล้ว

ส่วนคู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทยคือ “อุทัย แสนแก้ว” อดีต ส.จ. และอดีตแกนนำมวลชน น้องชาย “ธีระชัย แสนแก้ว” อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์

         ทั้งขวัญชัย และอุทัย ก็เคยทำงานร่วมกันในนาม “คนรักทักษิณ” ช่วงปี 2550 ได้เคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนเกิดเหตุปะทะกัน โดยเวลานั้น “ธีระชัย” เป็นมือขวาของเนวิน ชิดชอบ ในการจัดทัพมวลชนสนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ

อุทัย แสนแก้ว อดีตแกนนำคนรักทักษิณ เมืองอุดรฯ

ขวัญชัย ไพรพนา และอุทัย แสนแก้ว ตกเป็นจำเลยคดีทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และทำให้เสียทรัพย์ เหตุเกิดในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม เทศบาลนครอุดรธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 โดยคดีดังกล่าวนำเข้าดำเนินการในศูนย์สมานฉันท์และสันติวิธีของศาลจังหวัดอุดรธานี ระหว่างโจทก์ทั้ง 7 คน กับอุทัย แสนแก้ว จำเลยที่ 2 สามารถพูดจาตกลงกันได้ ส่วนขวัญชัยถูกจำคุก 2 ปีเต็ม และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561

อุทัย ไปหาเสียงที่ไหน หนีบหัวหน้าพรรคไปด้วย 

ดังที่ทราบกัน “อีโต้อีสาน” ธีระชัย แสนแก้ว เลือกเดินตามกลุ่ม “นายใหญ่บุรีรัมย์” ออกจากค่าย “นายใหญ่ชินวัตร” มาตั้งพรรคภูมิใจไทย ช่วงรัฐบาล คสช. “อีโต้อีสาน” ยังทำงานกับชาวไร่อ้อย และชาวสวนยาง โดยมีตำแหน่งเป็น “ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน” และ “ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)”

ปลายปีที่ผ่านมา ธีระชัย แสนแก้ว ในฐานะแม่ทัพภูมิใจไทย อุดรธานี ได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 8 เขต ที่สนามมวยอีโต้อีสาน จึงมีการโชว์พลังความพร้อม ด้วยการสวมนวมชกมวยขึ้นเวที

ธีระชัย แสนแก้ว ฉายา “อีโต้อีสาน”

ฉะนั้น การพบกันระหว่าง “อาภรณ์” ภรรยาขวัญชัย กับ “อุทัย” น้องชายอีโต้อีสาน เหมือนการรีเทิร์นแมตช์อดีต “คนกันเอง”

          ศึกนี้ต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ น้องอีโต้อีสาน อาจเป็นรองในด้านกระแสพรรค แต่มีลูกตื๊อลูกตาม และกำลังภายในจากพี่ชาย คงมีลุ้นจนถึงคืนสุดท้าย

ลึก-ลึกศึกงานบวช “วัดสิงห์คอนเนกชั่น” “ม่วงศิริ” ปึ้กกว่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363762?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลึก-ลึกศึกงานบวช “วัดสิงห์คอนเนกชั่น” “ม่วงศิริ” ปึ้กกว่า

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:26 น.
วัดสิงห์,มัธยมวัดสิงห์,เฉลิม อยู่บำรุง,คนใหญ่บางบอน,วัน อยู่บำรุง,โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์,ทีมงานใจถึงพึ่งได้,บางขุนเทียน-จอมทอง,พื้นที่เลือกตั้ง,ตระกูลอยู่บำรุง,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง,สมัคร สส
เปิดอ่าน 108,203 ครั้ง

ศึกวัดสิงห์ ตอนแรก “วัน” ดูจะเดินเกมแรง แต่ข้ามวันไปก็ลดดีกรีลงมา คงเกรงปฏิกิริยามวลชนในพื้นที่ หรือไม่ก็นึกได้ว่าไม่ใช่พื้นที่เลือกตั้งของตระกูลอยู่บำรุง!

          000 ศึกแดงเดือดพรีเมียร์ลีกกร่อยไปเลย เมื่อเจอข่าวกลุ่มชายฉกรรจ์ “ตลาดล่างวัดสิงห์” บุกถล่ม “โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์” ตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ยันบ่ายวันจันทร์ ข่าวนี้ยึดครองพื้นที่ข่าว ประกอบกับตัวละครสมทบอย่าง “วัน อยู่บำรุง” ผู้สมัคร ส..เขตบางบอนหนองแขม ออกมาปกป้อง “ลูกสาว” (นักเรียนที่ถูกทำร้ายของสมาชิก “เอฟซีใจถึงพึ่งได้”

          000 ตอนแรก “วัน” ดูจะเดินเกมแรง แต่ข้ามวันไปก็ลดดีกรีลงมา คงเกรงปฏิกิริยามวลชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ก่อเหตุล้วนเป็นคนย่านบางขุนเทียน อีกอย่างหนึ่ง บางขุนเทียนจอมทอง ไม่ใช่พื้นที่เลือกตั้งของตระกูลอยู่บำรุง

วัน อยู่บำรุง กับแม่ลำเนา ศิษย์เก่ามัธยมวัดสิงห์

         000 ใช่เลย “...เฉลิม อยู่บำรุง” และ “ลำเนา อยู่บำรุง” เคยเรียนห้องเดียวกันที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เพราะทั้งคู่เป็นคนย่านนี้ “เฉลิม” อยู่แถวทุ่งบางบอน ส่วน “อาจารย์แป้น ลำเนา” อยู่สวนส้มบางมด สมัยเรียนวัดสิงห์ไม่ได้ชอบพอกัน ความรักมาผลิบานตอนที่ “อาจารย์แป้น” เรียนครูอยู่ที่โรงเรียนฝึกหัดครูสวนดุสิต และ “เฉลิม” เพิ่งเรียนจบโรงเรียนนายสิบทหารบก

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กับลูกชาย – วัน

          000 ถ้ายังจำกันได้ ต้นปี 2559 “...เฉลิม อยู่บำรุง” ควงลูกชาย “วัน” ไปร่วมงาน “คืนสู่เหย้า สิงห์สัมพันธ์ 59 ชาวชมพูเขียว” ที่สนามโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ เพื่อกลบกระแสข่าว “เฉลิม” ป่วยหนักอาการร่อแร่ นัยว่า “เนาวรัตน์เถลิง” น้องชายของเฉลิมเรียนที่มัธยมวัดสิงห์ ยกเว้นลูกชาย คน ที่เรียนสวนกุหลาบฯ  

ปี 2559 เฉลิม มาร่วมงานคืนสู่เหย้า รร.มัธยมวัดสิงห์

          000 เดิมทีโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ชื่อโรงเรียนวัดสิงห์ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสิงหราชพิทยาคม เมื่อปี 2514 และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ปี 2538 เนื่องจากโรงเรียนแห่งนี้รองรับเด็กๆ ในพื้นที่บางขุนเทียน และบางบอน ผู้มีอุปการคุณของโรงเรียน จึงเป็นนักการเมืองท้องถิ่นในตระกูล “ม่วงศิริ” ตั้งแต่ “กำนันปลิว” จนมาถึงรุ่นลูก

กำนันประเสริฐ ม่วงศิริ แห่งบ้านใหญ่บางบอน

          000 ปัจจุบัน “ทีมม่วงศิริ” ได้เข้ามาดูแลโรงเรียนนี้เต็มที่ “สุเทพ ม่วงศิริ” เป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ “กำนันประเสริฐ ม่วงศิริ” อดีต ส..กรุงเทพฯ เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และ “กำนันประพันธ์ ม่วงศิริ” อดีต ส..เขตบางบอน เป็นประธานมูลนิธิมัธยมวัดสิงห์

ทีมงานม่วงศิริ

          000 สำหรับที่ตั้งของวัดสิงห์ และโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 23 เขตจอมทอง เขตธนบุรี (เฉพาะแขวงดาวคะนอง แขวงบุคคโล และแขวงสำเหร่ซึ่งเป็นฐานการเมืองของ “เจ๊นัน” นันทพร วีรกุลสุนทร ภรรยาของ “เฮียล้าน” สุทธิชัย วีรกุลสุนทร

          000 สมรภูมิเลือกตั้งปากน้ำ 2562 มีความคึกคักมากเป็นพิเศษ เมื่อตระกูล “อัศวเหม” ขอทวงพื้นที่คืนจากพรรคเพื่อไทย เพราะการเลือกตั้ง สมัยที่ผ่านมา “บ้านใหญ่อัศวเหม” พ่ายแพ้แก่พลังเสื้อแดง และพรรคของทักษิณมาตลอด หนนี้ กลุ่มอัศวเหมสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสู้ค่ายเพื่อไทย แชมป์เก่า

ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

          000 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ขึ้นที่ จ.สมุทรปราการ นำโดย อุตตม สาวนายนสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจอนุชา นาคาศัยอิทธิพล คุณปลื้ม และชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ ท่ามกลางพลังมวลชนมากกว่า หมื่นคน

อัครวัฒน์ อัศวเหม

          000 หัวหน้าทีมอัศวเหม ในสังเวียนเลือกตั้งคือ “อัครวัฒน์ อัศวเหม” อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ และหลานของวัฒนา อัศวเหม ลงเขต .เมืองสมุทรปราการ (เฉพาะ ต.ปากน้ำซึ่งเทศบาลนครสมุทรปราการนั้น อยู่ใต้การบริหารของคนในเครือข่ายบ้านใหญ่อัศวเหม 

ทีมสมุทรปราการก้าวหน้า ในสีเสื้อพลังประชารัฐ

          000 ฝั่งพระประแดง “ฐาปกรณ์ กุลเจริญ” หลานชายของสนิท กุลเจริญ อดีต ส..หลายสมัย ก็ร่วมทีมอัศวเหม หวังนำตระกูล “กุลเจริญ” คืนสู่สภาผู้แทนฯ อีกรอบ 

เสี่ยเอ๋ ในบทบาทประธานสโมสรลูกหนัง

          000 มิเพียงการเมือง “เสี่ยเอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” ทุ่มเทเพื่อบ้านเกิดเมืองนอน โดยรับตำแหน่งประธานสโมสร “สมุทรปราการ ซิตี้” (ชื่อเดิมพัทยา ยูไนเต็ดลุยศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 โดยนัดเปิดสนามฤดูกาล วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 ที่สนามสมุทรปราการ สเตเดี้ยม (กกท.บางพลีทีมปากน้ำเอาชนะทีมเชียงใหม่ เอฟซี ไปได้สกอร์ 3-2 ภายใน ปี “เสี่ยเอ๋” สัญญากับชาวสมุทรปราการ จะสร้างสนามเหย้าที่มีความจุ 32,000 คนแน่นอน

ลอกคราบ “อนาคตใหม่” ซ้ายซ่อนรูป

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363751?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “อนาคตใหม่” ซ้ายซ่อนรูป

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:40 น.
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,กระดานความคิด,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 7,036 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา  บางปะกง

หลายคนกังขาท่าทีของ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ต่อพรรคอนาคตใหม่ และ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่จิกกัดไม่เลิกรา

ถ้ายังจำกันได้ กลางปีที่แล้ว “ปวิน” เชื้อเชิญธนาธรไปร่วมบรรยายในหัวข้อ “การเมืองแห่งความหวัง : ก้าวพ้นทศวรรษที่สูญหาย” ที่มหาวิทยาลัยโดชิชา ที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีปวินเป็นเจ้าของคลาส ตอนนั้น ฝ่ายที่ไม่ชอบธนาธร ก็วิจารณ์อย่างหนัก กรณีหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไปพูดตามคำเชิญของนักวิชาการที่มีชื่ออยู่ใน “บัญชีดำ” ของ คสช. เกี่ยวกับความมั่นคงและสถาบันเบื้องสูง

สเตตัสล่าสุดของ “ปวิน” ที่วิจารณ์ตรงๆ ว่า “นักวิชาการไทยที่หันไปเชียร์อนาคตใหม่เพราะเบื่อเพื่อไทย นั่นเป็นทางเลือกของคุณ จะชอบของใหม่เพราะภาพลักษณ์ธนาธร นั่นก็เป็นสิทธิ แต่ถ้าจะมาเถียงว่าเพราะเพื่อไทยสู้ไปกราบไปแล้วเบื่อ เลยหันไปเลือกอนาคตใหม่ อันนี้ขอด่านักวิชาการพวกนี้ว่าอีตอแหล”

          จริงๆ แล้ว ปวินคาดหวังสูงว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” จะสานต่อเจตนารมณ์ของ “คณะนิติราษฎร์” ในการแก้ไขมาตรา 112 โดยบรรจุไว้ในแนวทางนโยบายของพรรค แต่แกนนำสองคนนี้ ไม่เอาประเด็นละเอียดอ่อนมาทำเป็นนโยบายหาเสียง 

สองแกนนำอนาคตใหม่ ตระหนักดีถึงปฏิกิริยาโต้กลับ และความแตกต่างระหว่าง “คณะนิติราษฎร์” กับพรรคการเมือง จึงเดินหน้าหาฐานเสียงในกลุ่มที่ไม่ชอบ คสช. ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่

รูปแบบการเปิดตัวของ “พรรคอนาคตใหม่” ก็คือการตลาดการเมือง โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์คน (Personal Brand) พวกเขาเชื่อมั่นในทฤษฎี Political Marketing ที่ว่า “พรรคการเมืองจะประสบชัยชนะในการเลือกตั้งได้ ต้องเป็นพรรคที่มีเข็มมุ่งทางการตลาดเท่านั้น”

“ทักษิณ“ สร้าง ”พรรคไทยรักไทย“ ด้วยการนำกลยุทธ์การตลาดเข้ามาใช้ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา จนสามารถเสนอ ”โปรดักท์” ที่เรียกว่า “ประชานิยม” อันแตกต่างในตลาดจนประสบชัยชนะในสนามเลือกตั้ง

พรรคอนาคตใหม่ กำลังก้าวเดินไปตามทฤษฎี Political Marketing โดยเริ่มจากการสร้างแบรนด์ “ผู้นำพรรค” อย่าง “เอก ธนาธร” เป็นภาพผู้นำคนรุ่นใหม่ การใช้กลยุทธ์ออนไลน์ปั่นกระแส “ฟ้ารักพ่อ” ก็เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว

          เชื่อว่า แกนนำพรรคส้มหวาน คงได้บทเรียนจากในอดีตของ “พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย” และ “พรรคพลังใหม่” เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว สองพรรคการเมืองนี้เป็นศูนย์รวมปัญญาชนก้าวหน้า ผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

พรรคสังคมนิยมฯ ปักป้ายสังคมนิยมเด่นชัด ส่วนพรรคพลังใหม่ ยังอยู่ก้ำกึ่งระหว่างเสรีนิยมกับสังคมนิยมแบบรัฐสวัสดิการ

เลือกตั้ง 2518 สองพรรคคนรุ่นใหม่ ได้ ส.ส.มาเกินคาด และส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ แต่โชคร้ายที่อุดมการณ์สังคมนิยมเบ่งบาน กลางสมรภูมิระหว่างฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย

เลือกตั้ง 2519 กระแสลมขวาจัดพัดแรงราวพายุใหญ่ กวาดอดีต ส.ส.พรรคสังคมนิยมฯ และพรรคพลังใหม่สอบตกกราวรูด

ว่ากันตามจริง ปิยบุตร จบกฎหมายจากฝรั่งเศส และมีความสนใจในการเติบใหญ่ของ “พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส” มานานแล้ว การสร้างพรรคอนาคตใหม่ โดยไม่มีนายทุนคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของพรรค ก็ไม่ต่างจากการสร้างพรรคสังคมนิยม ที่มีอุดมการณ์ชี้นำพรรค วัฒนธรรมภายในองค์กร ก็พยายามทำให้เป็นประชาธิปไตยตั้งแต่รากขึ้นมา

แต่ ใจ อึ๊งภากรณ์ กลับมองว่า มันเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่พรรคอนาคตใหม่ ดูเหมือนยังไม่สามารถก้าวพ้นรูปแบบพรรคเดิมๆ ของไทย เพราะพรรคกระแสหลักเดิมๆ มักจะมีนายทุนหรือทหารเป็นแกนนำ และมีนายทหารเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกด้วย

ทำนองเดียวกัน สุวินัย ภรณวลัย มองว่า คำประกาศกวาดล้างมรดก ของ คสช. และข้อเสนอของปิยบุตรเหล่านี้คือ Manifesto หรือ คำประกาศการปฏิวัติของพรรคปฏิวัติ ตามโมเดลการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ปิยบุตรเป็นผู้รู้ระดับต้นๆ ของประเทศนั่นเอง

          24 มีนาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ กลายเป็นพรรคแห่งความหวังของคนรุ่นใหม่ หรือพรรคปีกซ้ายที่มีชะตากรรม ไม่ต่างจากพรรคพลังใหม่ และพรรคสังคมนิยมฯ ในอดีต

‘เพชรรา’ ในดวงใจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เพชรรา’ ในดวงใจ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ศิลปินแห่งชาติ,เพชรา เชาวราษฎร์,โครงการ รักพี่วิน,เครดิตบูโร
เปิดอ่าน 762 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีข่าวน่ายินดีที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติประกาศชื่อ “ศิลปินแห่งชาติ” พ.ศ.2561 ซึ่งมีหลายแขนงหลายท่านด้วย และมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ถือได้ว่าทุกท่านเป็นบุคคลผู้ทรงคุณค่าเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลัง

มีอยู่ท่านหนึ่งที่ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ยินดีปลาบปลื้มเป็นพิเศษคือนางเอกตลอดกาล ‘เพชรา เชาวราษฎร์’ ซึ่งคนรุ่นก่อนก็รู้จักกันดี เจ้าของฉายา ‘นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง’ แปลเป็นภาษาชาวบ้านที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ‘เพชราตาหวาน’ ซึ่งแต่ก่อนใครตาสวยตาหวานก็จะยกย่องเรียกว่า ‘ตาหวานเหมือนเพชรา’

ก่อนอื่นขอนำเรื่องชีวิตของนางเอกตาหวานจากเมืองระยองมาสรุปพอสังเขปให้คนรุ่นหลังได้ทราบว่า

“เพชรา เชาวราษฎร์” แสดงภาพยนตร์มาประมาณ 300 เรื่อง ประสบความสำเร็จงดงามทุกเรื่อง ทำกำไรให้ผู้สร้างภาพยนตร์เป็นที่กล่าวขาน แม้ชาวบ้านในชนบทไม่มีโอกาสดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ได้ดูหนังกลางแปลงแค่ชื่อเพชรา เชาวราษฎร์ เป็นที่ติดปาก ติดอกติดใจคนไทย

แม้หยุดการแสดงไประยะหนึ่งแล้วด้วยปัญหาสุขภาพด้านดวงตา แต่ยังอยู่ในวงการบันเทิงอยู่เบื้องหลังการจัดรายการเพลงทางสถานีวิทุยและถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ประสงค์จะเข้าสู่วงการภาพยนตร์ รวมทั้งอยู่เบื้องหลังงานภาพยนตร์

ภาพยนตร์ที่ทำให้มีชื่อเสียงคือ “นกน้อย” ออกฉายเมื่อปี 2507 โดยดอกดิน กัญญามาลย์ เป็นผู้ให้โอกาส ปรับเปลี่ยนบทบาทให้มีความโดดเด่น เป็นเด็กกำพร้า ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ แต่ก็สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างชื่อให้ได้รับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองในสาขาผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม

ดังนั้นจึงไม่เกินเลยหากผมจะขอบอกว่า ‘เพชรา’ ในดวงใจเพราะเธอคือนางเอกที่งดงามและโดนเด่นเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในจอเงินและชีวิตจริง

‘เพชรา’ ต้องต่อสู้กับชีวิตมาตั้งแต่เด็กและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาจนถึงเวลานี้

ooo

ขอบคุณที่ไม่ทอดทิ้งกัน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นเด็กวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ดีใจที่ธนาคาร 5 แห่ง ได้จัดโครงการช่วยเหลือเงินกู้ ซึ่งเวลานี้พวกเราต้องเจอดอกมหาโหด กู้เงินมาซื้อมอเตอร์ไซค์และอยากให้รับรู้ว่าเป็นเรื่องดีมากและขอให้ชาววินทุกคนได้ทราบนโยบายนี้ว่า

โครงการ “รักพี่วิน” ร่วมกับ 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยเครดิตเพื่อราย่อย จำกัด (มหาชน) ปล่อยเงินกู้และช่วยค้ำประกันกลุ่มอาชีพอิสระ อาทิ วินมอเตอร์ไซค์ หรือกลุ่มผู้ประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์สาธารณะ

พี่วินเป็นโครงการนำร่องให้สินเชื่อแก่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และจะขยายไปยังกลุ่มอาชีพอื่น ซึ่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มอาชีพอิสระ ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น ใช้สนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อตามโครงการนี้ 10,000 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 100,000 บาท คาดช่วยกลุ่มอาชีพอิสระเข้าถึงสินเชื่อ 10,000 ราย แบ่งเป็น 1.กู้ซื้อรถใหม่ อนุมัติไม่เกิน 100,000 บาท 2.กู้ฉุกเฉิน ซ่อมแซมรถ และแก้หนี้นอกระบบไม่เกิน 50,000 บาท โครงการนี้จะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 4,580 ล้านบาท ลดปัญหาหนี้นอกระบบได้กว่า 100 ล้านบาท

วินมอเตอร์ไซค์ติดเครดิตบูโร หรือมีพฤติกรรมการชำระหนี้ไม่ดีนั้นจะได้รับการปล่อยกู้จากธนาคารเพียงบางแห่งเท่านั้น อาทิ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ในวงเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย คิดดอกเบี้ยค้ำประกันไม่เกิน 28% ต่อปี อาทิ ถ้ากู้เงิน 50,000 บาท ผ่อน 4 ปี ซื้อมอเตอร์ไซค์จากร้านค้าทั่วไปผ่อนเดือนละ 2,500 บาท หากกู้ผ่านโครงการรักพี่วินผ่อนเดือนละ 1,500 บาท ประหยัดเดือนละ 1,000 บาท หรือมากกว่า 40,000 บาท ใน 4 ปี

คุณสมบัติจะต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีบัตรประจำตัวประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์สาธารณะ (บัตรเหลือง) มีสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศกว่า 200,000 คน

ผมในฐานะวินมอไซค์จึงขอแจ้งข่าวดีนี้ให้พวกเราได้ทราบและขอบคุณที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ขอให้คำมั่นว่าจะบริการอย่างดีโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นประการแรกและจะประพฤติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
      บุญเกิด (วินห้วยขวาง)

 

   ตอบคุณ ‘บุญเกิด’ ห้วยขวาง
เรียนให้ทราบว่าผมเองก็ใช้บริการวินมอไซค์เป็นประจำ บอกตามตรงว่าทีแรกก็กลัวๆ จะเฉี่ยวชนหรือหล่นลงมา แต่ตอนหลังก็ปรับตัวได้ ได้พูดคุยกับพี่ๆ วินแล้วเห็นบ่นเสียงเดียวกันว่าต้องไปกู้เงินนอกระบบมาดาวน์และหารายได้ผ่อนเอา และที่สำคัญต้องเซ้งเสื้อวินมาราคาเป็นหลายหมื่น พวกคิววินดีๆ ราคาเป็นแสน
นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเมื่อกลุ่มธนาคารมีนโยบายช่วยเหลือให้กู้เงินปล่อยสินเชื่อแบบนี้จึงน่าสนับสนุนอย่างมาก

ขอฝากให้ชาววินช่วยรักษาความดี เมื่อได้เงินกู้มาอย่าเอาไปกินเหล้า เล่นพนัน จะหมดตัวครอบครัวลำบาก และอย่าไปทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และขับขี่ด้วยความระมัดระวังโดยคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ เป็นประการสำคัญ

หัวใจพระพุทธศาสนา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หัวใจพระพุทธศาสนา

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:46 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,มาฆบูชา,นักเรียน,นักศึกษา
เปิดอ่าน 643 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วัน ‘มาฆบูชา’ ที่ผ่านมา สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงนำไปปฏิบัติเพื่อเข้าใจถึงแก่นแท้พุทธศาสนา ดังนี้

ooo

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ‘หัวใจพระพุทธศาสนา’ ในงานวันมาฆบูชา ใจความว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัทให้ตระหนักถึงคุณค่าของการพัฒนาจิตใจว่า

“คนมีปัญญา ทำจิตที่ดิ้นรนกวัดแกว่งรักษายาก ให้ตรงได้เหมือนช่างศรทำลูกศรให้ตรงได้” ฉะนั้นการอบรมจิตใจให้ถึงความเป็นบัณฑิตผู้เจริญด้วยสติปัญญาย่อมเป็นวิถีทางของการเป็นพุทธศาสนิกชน แต่หนทางที่จะก้าวไปสู่ความเป็นบัณฑิต ต้องอาศัยการศึกษาพระธรรมเป็นหนทางสายเอก ด้วยอำนาจพระมหากรุณา จึงประทานโอวาทปาฏิโมกข์เป็นบทสรุปวิถีทางอบรมจิตใจของพุทธบริษัทไว้ 3 ประการ

โดยการทำความดี ละเว้นความชั่ว และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ดังที่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธศาสนา เนื่องในดิถีมาฆบูชา ขอพุทธบริษัททุกหมู่เหล่าใช้โอกาสนี้ เร่งสำรวจจิตใจของตนด้วยอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเปรียบประดุจศรที่ยังคดงอประการใดบ้าง

เมื่อพบแล้ว จงหันมาเอาใจใส่ศึกษาปริยัติธรรมชำระจิตใจให้สะอาดผ่องแผ้ว
จนยกระดับสู่ขึ้นปฏิบัติธรรมเปรียบประดุจการทำลูกศรให้ตรง นำไปสู่การบรรลุถึงปฏิเวธธรรมอันเป็นเป้าประสงค์ได้สมมโนปณิธาน

จึงขอให้พัฒนาจิตใจให้บรรลุสู่หัวใจพระพุทธศาสนา
ooo

 เด็กรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมขอบใจนโยบายของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และอยากให้ทุกสถาบันถือเป็นโมเดล ดังนี้

ในปีการศึกษา 2562 มหาวิทยาลัยยังคงเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ถูกรีไทร์กลับเข้าเรียน ถือเป็นปีที่ 2 ที่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ หลังจากปีการศึกษา 2561 ได้รับผลตอบรับออกมาดีมาก นักศึกษาที่กลับเข้าเรียนใหม่ที่ผ่านมาเป็นนักศึกษาที่ขาดทุนทรัพย์หรือมีความจำเป็นจำต้องทำงานจึงต้องเลิกเรียนกลางคัน ซึ่งเมื่อทุกคนกลับเข้ามาเรียนจึงมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก โดยในปีนี้เชื่อว่าจะมีนักศึกษาสนใจกลับเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเห็นตัวอย่างจากปีที่แล้วว่า มทร.ธัญบุรี สามารถทำเรื่องนี้ได้จริง

อย่ามองว่าเด็กที่ถูกรีไทร์ออกไปเป็นเด็กเกเร เพราะเด็กบางส่วนมีปัญหาทางบ้าน มีความจำเป็นต้องออกกลางคัน จึงควรเปิดใจให้โอกาสเด็กได้กลับเข้ามาเรียนต่อ

สำหรับนักศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และมีผลการเรียนที่อาจเข้าข่ายที่จะต้องถูกรีไทร์นั้น มหาวิทยาลัยมีแนวทางการช่วยเหลือ โดยจะเปิดโอกาสให้สามารถเทียบโอน หรือย้ายสาขาไปเรียนยังสาขาอื่นที่ชอบหรือที่ถนัดได้ เพื่อช่วยเหลือนักศึกษา

นี่คือการให้โอกาสและผมเชื่อว่าเด็กถูกรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่-เด็กเกเร
  สุรพล (กทม.)

ooo

  ตอบคุณ ‘สุรพล’ กทม.
ผมก็มีความเชื่อว่าเด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ถูกรีไทร์ไม่ใช่เด็กโง่หรือเด็กเกเร แต่บางคนมีปัญหาเรื่องครอบครัว, ขาดเงิน ฯลฯ

การที่ มทร.ธัญบุรี โดยท่านอธิการบดี “รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ” ได้มีนโยบายให้เด็กถูกรีไทร์กลับเข้าเรียนจึงเป็นโอกาสทองอย่างดียิ่ง

นี่คือ ‘เมตตาธรรมค้ำจุนโลก’ และเป็นการช่วยเหลืออย่างเข้าถึงและขอให้ทุกสถาบันได้โปรดให้โอกาสเช่นนี้

   อ๊อด เทอร์โบ
oddturbo1900@gmail.com

มีจดหมายส่งมากจากทั่วประเทศถึงเรื่อง ‘กัญชา’ ซึ่งอาจจะมีความสับสนจึงขอนำข่าวความคืบหน้าล่าสุดมาเพื่อความชัดเจน

จากจดหมายของคุณ ‘กำชัย’สารคาม และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

ooo

    ‘กัญชา’ ใช้ทางการแพทย์
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

มีพรรคการเมืองหลายพรรคนำเรื่องกัญชาเป็นนโยบายหาเสียงแต่ข่าวต่อจากนี้เป็นเรื่องน่าสนใจเพราะ อย.มีประกาศออกมาแล้วครับ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการประชุมพิจารณาอนุบัญญัติทั้งหมด 5 ฉบับ ประกอบด้วย กฎกระทรวง 1 ฉบับ เกี่ยวกับการผลิต การปลูก การสกัด การวิจัย การจำหน่ายและการส่งออกและประกาศอีก 4 ฉบับ

แบ่งเป็นประกาศตำรับที่มีส่วนประกอบของกัญชาที่จะใช้ในทางการแพทย์ แพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านที่จะอนุญาตให้ปรุงยา ประกาศเกี่ยวกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชา 3 ฉบับ ซึ่งให้ผู้ครอบครองมาแจ้งภายใน 90 วัน หลังกฎหมายบังคับใช้ โดยไม่ต้องรับโทษ

ประกอบด้วย 1.หน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ ภาคเอกชน วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียน มหาวิทยาลัยหน่วยงานที่ทำการวิจัย 2.ผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่ามีความไม่สบายใจจริงๆ ก็ให้มาแจ้งและสามารถใช้ยาจากกัญชาต่อไปได้ และ 3.บุคคลอื่นที่ไม่อยู่ในคุณสมบัติทั้ง 2 ข้อ จะต้องส่งมอบกัญชาหรือยาที่เข้ากัญชาให้กับหน่วยงานของรัฐหรือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำไปทำลาย

คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นชอบในร่างอนุบัญญัติทั้งหมดในเบื้องต้น แต่ยังต้องมอบให้ อย.ไปดำเนินการรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน
เมื่อแจ้งการครอบครองแล้วก็ให้ผู้ป่วยใช้ยานี้ไปจนกว่าจะได้ไปพบแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน และได้รับการสั่งให้มีการใช้กัญชาตามระบบใหม่ที่เกิดขึ้น ยึดหลักว่าผู้ป่วยจะต้องได้รับการรับรองจากแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทย รับรองมาว่าป่วยจริง เพราะกฎหมายมีเจตนาที่ดีให้ผู้ป่วยที่ขณะนั้นไม่สามารถมีช่องทางอื่นในการรักษาไปใช้ยาไม่ได้รับอนุญาต

สำหรับ 4 กลุ่มโรคที่มีการเสนอในคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ คือ ลมชักในเด็ก กล้ามเนื้อแข็ง ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน จากการได้รับยาเคมีบำบัด และปวดเรื้อรัง

รวมถึงอีก 2 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคที่น่าจะมีประโยชนทางการแพทย์ อาทิ โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เครียด และการใช้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย

ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มที่อาจจะมีประโยชน์ เช่น การใช้น้ำมันกัญชาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะต้องเริ่มวิจัยตั้งแต่หลอดทดลอง และระดับคลินิก

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งเรื่องกัญชาให้ทราบและเข้าใจตรงกันครับ
กำชัย (สารคาม)

พ.ร.บ.ข้าวที่เป็นธรรม?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363634?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พ.ร.บ.ข้าวที่เป็นธรรม?

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
พรบข้าว,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 536 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติข้าว หรือพ.ร.บ.ข้าว ฉบับใหม่กำลังเป็นประเด็นร้อน เมื่อมีการพบว่าหลายมาตราในร่าง พ.ร.บ.ข้าวไม่เอื้อต่อการช่วยเหลือชาวนาไทย มิหนำซ้ำยังเป็นการผูกขาดให้ธุรกิจการค้าข้าวตกอยู่ในกำมือของกลุ่มนายทุน จนในเวลาต่อมาที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องเลื่อนวาระการประชุมออกไปเป็นวันที่ 26 กุมภาพันธ์

คงต้องเฝ้าจับตาอย่างต่อเนื่องว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีการแก้ไขมากน้อยเพียงใด แต่สำหรับ รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้มีปัญหาตั้งแต่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย

“ผมมองว่ากระบวนการพิจารณากฎหมายมันรวบรัดมาก และไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี ผลปรากฏว่าคนที่รู้เรื่องนี้มีน้อยมาก ไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้”

อาจารย์ประภาสชี้ว่า กระบวนการพิจารณากฎมายที่รีบเร่งเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดแต่ผลเสีย และไม่เอื้อประโยชน์แก่ประชาชน ดังนั้นสนช.ควรยุติการผ่านร่างกฎหมายที่เหลือค้างอยู่ในสภาเสียก่อน เช่นร่างพ.ร.บ.โรงงาน ร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หรือแม้แต่ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นต้น

“เดือนที่ผ่านมา สนช.ผ่านกฎหมายออกไป 66 ฉบับ รีบเร่งขนาดนี้ ผมเรียกการกระทำแบบนี้ว่าปิดประตูตีแมว ทำในรัฐบาลระบบปิด เร่งรีบ รวบรัด ไม่รอบคอบ ประชาชนไม่ได้รับรู้ ไม่ได้พิทักษ์ประโยชน์ สนช.ควรหยุดทำเสียเพราะเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ดีทางการเมือง” อาจารย์ประภาสกล่าว

ในขณะเดียวกันการกำหนดตัวคณะกรรมการในการจัดนำนโยบายตามที่พ.ร.บ.ข้าวระบุ ก็มีตัวแทนของชาวนาและภาคประชาสังคมเข้าไปร่วมวงน้อยมาก ในทางกลับกันพบว่ามีฝ่ายธุรกิจ ข้าราชการ ทหารเข้าไปเป็นจำนวนมาก และอาจส่งผลให้นโยบายดังกล่าวไม่สะท้อนถึงปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญ

อาจารย์ประภาส กังวลว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวแก้ปัญหาข้าวไม่ตรงจุด เพราะเน้นการแก้ปัญหาข้าวชนิดข้าว พันธุ์ กข. หรือข้าวอายุสั้นที่ไทยใช้ส่งออก จนล่าสุดมีราคาตกลงเรื่อยๆ จนชาวนาไม่ได้เงินจากการปลูกข้าว

“ชาวนาอยู่ไม่รอดถ้าไม่ปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวอินทรีย์ ข้าวคุณภาพสูง เช่นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ โดยเน้นแนวทางเกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน แต่พ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้ไม่ได้ไปสนับสนุนหรือส่งเสริมเรื่องเหล่านี้เลย”

อาจารย์ประภาสชี้ว่าชาวนาไทยต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตเสียใหม่เพราะไม่สามารถผลิตข้าวแข็งซึ่งมีราคาต่ำได้แล้ว แต่ควรมุ่งเน้นให้ชาวนาปรับตัวผลิตข้าวที่มีความเฉพาะตัว มีเอกลักษณ์ เช่น ข้าวเฉพาะถิ่น อย่างข้าวหอมนครชัยศรีของกลุ่มชุมชนบ้านโฉนด ชุมชนคลองโยง-ลานตากฟ้า ที่สถาบันวิจัยสังคมเข้าไปร่วมมือพัฒนาด้วย

“กลุ่มชุมชนข้าวหอมนครชัยศรีเป็นการผลิตข้าวแนวเกษตรกรรมยั่งยืน ทำกันในกลุ่มเกษตรกร เราพบว่าข้าวก็ขายได้ ดังนั้นการพิจารณากฎหมายควรจะดูด้วยว่าจะเข้าไปสนับสนุนการปรับตัวของชาวนามากน้อยแค่ไหน”

เนื่องจากร่างพ.ร.บ.ข้าวฉบับเจ้าปัญหากำหนดให้การจัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เฉพาะข้าวที่ผ่านการจดทะเบียนและควบคุมโดยกรมการข้าวเท่านั้น จึงเปิดโอกาสต่อการผูกขาดโดยนายทุน ซ้ำยังไม่สนับสนุนให้มีการคิดค้น เพาะพันธุ์ พันธุ์ข้าวใหม่ๆ อย่างที่ควรจะเป็นแนวทางเกษตรกรยุคใหม่

“ผมมองว่าผู้มีอำนาจในเชิงการกำหนดนโยบายประเทศไม่เชื่อว่าชาวนารายย่อยๆ จะปรับตัวลุกขึ้นมาขายข้าว เพาะพันธุ์ข้าวเองได้ แต่ปัจจุบันชาวนาไทยกลายเป็นแบบนี้กันแล้ว แต่เขายังมองไม่ออก มองเห็นเพียงภาพใหญ่ว่าการค้าขายข้าวต้องมีธุรกิจขนาดใหญ่เข้าไปควบคุมนะ ไม่มองวิธีคิดไปที่เกษตรกรรายย่อยๆ”
อาจารย์ประภาสชี้ว่าปลายทางของประเทศเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกต่างล้วนไปสู่การปลูกข้าวคุณภาพสูง เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม ที่ปัจจุบันเริ่มมีการส่งออกข้าวท้องถิ่นของตนเองไปต่างประเทศแล้ว แต่ที่สำคัญทิศทางของกฎหมายพ.ร.บ.ข้าวที่ควรจะเป็นต้องเป็นกฎหมายที่สนับสนุนและส่งเสริมชาวนารายย่อยไม่ใช่กฎหมายที่ถูกสั่งการออกมาจากผู้มีอำนาจในเชิงนโยบายที่ถูกสั่งจากผู้มีอำนาจเพียงอย่างเดียว

พิสูจน์หลักฐานตำรวจไทย..ใบรับรองมาตรฐานโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิสูจน์หลักฐานตำรวจไทย..ใบรับรองมาตรฐานโลก

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:01 น.
สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 409 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย… สุริยา ปะตะทะโย

“ตำรวจ” เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่บังคับใช้กฎหมาย ทำงานใกล้ชิดประชาชน จึงถูกตั้งความคาดหวังไว้สูงเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นเมื่อเกิดคดีน้อยใหญ่ แต่การประพฤติตนของ “ตำรวจนอกรีต” บางนาย ส่งผลกระทบให้ภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในด้านลบ ความเชื่อมั่นเชื่อใจของชาวบ้านหดหาย แม้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีหลายหน่วยงาน แต่ก็ถูกเหมารวม และตั้งข้อสังเกตของชาวบ้านว่าจะยังได้รับความเป็นธรรมในแต่ละคดีที่เกิดขึ้นหรือไม่

จะว่าไปแล้วคดีน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคดีอาญา สำหรับกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจจนถึงการพิพากษาของศาล การตัดสินถูกผิดขึ้นอยู่กับความหนักแน่นน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน ทั้งจากพยานบุคคล พยานแวดล้อม วัตถุพยาน โดยเฉพาะหลักฐานทาง “นิติวิทยาศาสตร์” ถือว่าเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำบอกเล่า หรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ฉะนั้น “สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.)” จึงเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการทำสำนวนคดีอาญา ซึ่งมีภารกิจในการสนับสนุนงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยใช้วิทยาการสมัยใหม่ในการตรวจหาและเพิ่มน้ำหนักพยานหลักฐานในทางคดีให้มีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าคดีอาชญากรรมใหญ่ระดับประเทศ คดีดังระดับโลกที่มีผลกระทบระหว่างประเทศ หลายคดีถูกคลี่คลาย คนร้ายจำนนต่อหลักฐาน ด้วยฝีมือตำรวจพิสูจน์หลักฐาน หรือเรียกได้ว่า “ตำรวจนักวิทยาศาสตร์” และการันตีด้วยใบรับรองมาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในงานนิติวิทยาศาสตร์ด้านนี้ โดย พล.ต.ท.พนมพร อิทธิประเสริฐ ผบช.สพฐ.ตร. เป็นประธานพิธีรับมอบใบรับรองระบบหน่วยงาน ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17020:2012 จาก นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

พล.ต.ท.พนมพร อธิบายว่า สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้วางแผนและผลักดันให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจให้ได้การรับรองมาตรฐานกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ โดยต้องมีการเตรียมการฝึกอบรมในเรื่องมาตรฐาน และสร้างความชำนาญให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดำเนินการจัดทำเอกสารต่างๆ และได้ดำเนินแผนขยายงานตรวจสถานที่เกิดเหตุของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจทั่วประเทศ จนสามารถยื่นขอรับการรับรองระบบงานหน่วยตรวจ ต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ใน 3 ขอบข่าย ได้แก่ การตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเกี่ยวกับชีวิต การตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเกี่ยวกับทรัพย์ และ การตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีเกี่ยวกับระเบิด จนได้รับการรับรองระบบงานตรวจประเภท C ตามข้อกำหนดการตรวจสอบ และรับรองข้อกำหนด สำหรับหน่วยตรวจมาตรฐานเลขที่ มอก.17020:2012-2556 (IOS/IEC17020:2012) นั่นก็หมายถึงว่า สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการรับรองมาตรฐานโลก

“นอกจากนี้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ยังได้รับการรับรองระบบหน่วยตรวจ (ISO 17020) ในงานนิติวิทยาศาสตร์ด้านอื่นด้วย อาทิ ด้านตรวจลายพิมพ์นิ้วมือแฝง และการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ (ISO 17025) ด้านตรวจยาเสพติด ซึ่งปัจจุบันสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจกำลังดำเนินการเข้าสู่การรับรองมาตรฐานในงานนิติวิทยาศาสตร์ในงานด้านอื่นๆ ที่เหลือต่อไป จนครบทุกหน้างาน” พล.ต.ท.พนมพร ระบุ

ต้องเข้าใจว่าคดีอาชญากรรมโดยเฉพาะคดี “ฆาตกรรมอำพราง” ต้องคลี่คลายด้วยหลักฐานวิทยาศาสตร์ อาจต้องใช้เวลา คงไม่ได้รวดเร็วทันใจเหมือนในหนัง แต่อย่างน้อยชาวบ้านน่าจะอุ่นใจได้ว่าตำรวจพิสูจน์หลักฐานไทยมีใบรับรองมาตรฐานระดับโลก..!!

change สำรวจ “ปัญหาร้อนใจ”..อยากให้พรรคแก้ไขด่วน !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363635?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

change สำรวจ “ปัญหาร้อนใจ”..อยากให้พรรคแก้ไขด่วน !

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
เซ็บไซต์Changeorg,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,อังคณา นีละไพจิตร
เปิดอ่าน 427 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

เว็บไซต์รณรงค์ชื่อดัง “Change.org ที่มีผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 267 ล้านคนและในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคนจัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นคนไทยเกี่ยวกับนโยบายเลือกตั้ง 2562 หัวข้อ ‘YOUR VOICE :ส่งเสียงเปลี่ยนประเทศ’ ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาเป็นคำถามถึงคาดหวังต่อพรรคการเมือง ปัญหาเร่งด่วนที่อยากให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแก้ไข หรือนโยบายหาเสียงที่อยากได้ ผลปรากฏว่ามีผู้มาร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 5,136 คน ผู้ชายร้อยละ 62 และผู้หญิงร้อยละ 37

ผู้มาตอบคำถามร้อยละ 90 บอกว่าจะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแน่นอน แต่ก็รู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับความโปร่งใสของการจัดเลือกตั้งทั้งระบบ เช่น การทำงานของกกต. การซื้อเสียง การโกงผลเลือกตั้ง ฯลฯ ประมาณร้อยละ 60 และมีกว่าครึ่งเชื่อหรือร้อยละ 52 ว่า “การเลือกตั้ง” ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างขั้วการเมืองต่างๆ

ส่วนข้อที่ให้เลือก “จัดลำดับความสำคัญประเด็นปัญหาสังคมที่ต้องการให้แก้ไขเร่งด่วน” หรืออยากให้เป็นนโยบายพรรคมากที่สุด ปรากฏว่าปัญหาที่มีผู้โหวตมากสุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ “ความเป็นธรรมทางกฎหมาย/ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” จำนวนร้อยละ 63 ส่วนปัญหาลำดับ 2 คือ “ความโปร่งใส การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” จำนวนร้อยละ 56 ส่วนเรื่อง “ปัญหาเศรษฐกิจ รายได้และปากท้อง” เป็นอันดับ 3 จำนวนร้อยละ 56

เมื่อถามถึงเรื่องสิทธิผู้หญิง ระบบบริการสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษา ผลปรากฏว่าปัญหาเกี่ยวกับ “สิทธิผู้หญิง” ที่อยากให้มีการแก้ไขมากสุด เรียงลำดับได้ตามนี้

ความรุนแรงในครอบครัว ร้อยละ 55 การคุกคามทางเพศในที่สาธารณะและที่ทำงาน ร้อยละ 47 การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง และการฟื้นฟูให้กลับสู่สังคม ร้อยละ 38

ปัญหาสาธารณสุข คนโหวตร้อยละ 60 อยากให้คนไทยทั่วประเทศได้รับบริการรักษาอาการเจ็บป่วยดูแลสุขภาพด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีเหลื่อมล้ำของสิทธิทั้ง 3 กลุ่มคือ สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการอันดับต่อไปคือ การพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล และการแพทย์ฉุกเฉิน ร้อยละ 42 และ เพิ่มการเข้าถึงบริการแพทย์ของประชาชน เช่น โรงพยาบาลชุมชน ร้อยละ 41

ส่วน ปัญหาสิ่งแวดล้อม มีการโหวตให้ ปัญหาขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม มากที่สุดถึงร้อยละ 67 ถัดมาคือปัญหามลพิษทางอากาศ พีเอ็ม 2.5 ร้อยละ42 และ ปัญหาการควบคุมการใช้สารพิษทางการเกษตรและการฟื้นฟูดิน ร้อยละ 33 และ “ปัญหาสิทธิมนุษยชน” มีการโหวตเรียกร้อง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จำนวนร้อยละ 36

ส่วนประเด็นเกี่ยวข้องกับ “สิทธิผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง” มีคำถามว่าคนไทยอยากเห็นสัดส่วนของผู้หญิงเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ปรากฏว่ามีผู้ตอบว่าอยากให้สัดส่วนผู้หญิงเพิ่มเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ จำนวนร้อยละ 28 เพิ่มสัดส่วนผู้หญิงเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ จำนวนร้อยละ 22 เพิ่มเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ จำนวนร้อยละ 15 ส่วนผู้ตอบว่าจำนวนเท่าเดิมดีอยู่แล้วมีเพียงร้อยละ 8 และมีผู้ตอบว่า “ไม่แน่ใจ” ร้อยละ 17

เมื่อ “คม ชัด ลึก” นำโพลล์สำรวจความคิดเห็น ‘YOUR VOICE :ส่งเสียงเปลี่ยนประเทศ’  ไปสอบถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจ โดยเฉพาะปัญหากระบวนการยุติธรรม ที่แทบจะไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสนใจนำมาเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งอย่างจริงจัง ทั้งที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนมากที่สุด!

“อังคณา นีละไพจิตร” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แสดงความเห็นถึงปัญหา ความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม ได้รับความสนใจสูงสุด เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมเมื่อตัวเองเป็นผู้เสียหาย สอดคล้องกับข้อมูลของคณะกรรมการสิทธิฯ ที่มีผู้ร้องเรียนในเรื่องนี้เข้ามาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เช่น การทำงานของตำรวจในการจับกุมผู้กระทำผิด ความล่าช้าในการหาหลักฐาน การส่งคดีไปศาล การประกันตัวผู้ต้องหา ฯลฯ

“ปัญหาเหล่านี้เหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่โตเหมือนปัญหาเศรษฐกิจหรือระบบการศึกษา แต่กลายเป็นปัญหาที่ทำให้คนเดือดร้อนที่สุด น่าเสียดายตอนนี้ไม่มีพรรคการเมืองไหนนำประเด็นนี้มาทำเป็นนโยบายอย่างหาเสียงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น นโยบายปฏิรูปตำรวจ นโยบายการเยียวยาผู้เสียหาย นโยบายการคุ้มครองพยาน การใช้สิทธิประกันตัว หรือการแก้ไขระบบสืบสวนหาหลักฐานการดำนเนินคดีความต่างๆ ส่วนตัวแล้วอยากให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหม่หมด เช่น เปลี่ยนจากระบบกล่าวหา ไปเป็นระบบไต่สวน หมายความว่าถ้าใครถูกแจ้งความว่าทำผิดกฎหมาย ต้องไปหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ไม่ใช่ให้เป็นภาระของผู้แจ้งความที่ต้องไปหาหลักฐานมาบอกว่าคนนั้นทำผิดอย่างไร”

นอกจากนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนข้างต้นยังเสนอให้พรรคการเมืองมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ เพราะเป็นเรื่องที่มีคนร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากว่าไม่ได้รับความยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งคนที่เป็นผู้เสียหายหรือคนที่เป็นผู้ต้องหา ปัญหาเรื่องการอุ้มหายหรือการทรมานในห้องขัง ก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสิทธิความเสมอภาคทางเพศที่คนไทยโหวตว่าเป็นปัญหาสำคัญ ก็เพราะว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ ภรรยาถูกสามีทำร้ายร่างกาย ข่มขืนกระทำชำเรา หรือแม้กระทั่งเรื่องการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน มีคนร้องเรียนเข้ามาตลอด เรื่องแบบนี้ไม่มีพรรคการเมืองพูดถึงเท่าไรนัก
นอกจากนี้ “อังคณา” ยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีผู้มาโหวตให้ความสำคัญร้อยละ 36 แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังไม่คิดว่าตัวเองมีเสรีภาพในเรื่องนี้ รวมถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วย ช่วงหาเสียงเลือกตั้งไม่มีพรรคการเมืองกล่าวถึงนโยบายเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น เรื่องเกี่ยวกับ กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ หรือพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ที่รัฐบาลคสช.ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2558 ถือเป็นการคุมคามเสรีภาพของประชาชนโดยตรง แต่พรรคการเมืองใหญ่ๆ ก็ยังไม่พูดว่าจะแก้ไขกฎหมายนี้อย่างไร ถ้าได้เป็นรัฐบาล

ตัวแทนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยมีความหวังกับพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่มากนัก เพราะดูๆ แล้ว ยังมีกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่มาจากการแต่งตั้ง ต่อให้นักการเมืองที่ได้รับเลือกเป็นส.ส จะอยากแก้ไข แต่ถ้าพวก ส.ว.ไม่เห็นด้วยหรือไม่สนับสนุนก็คงจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยาก”

ขณะที่ตัวแทนพรรคการเมือง “ดร.รัชดา ธนาดิเรก” กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัครส.ส กทม.กล่าวถึงผลสำรวจของเว็บไซต์ change.org ว่าคนไทยอยากให้มีการแก้ไข “ความไม่ยุติธรรม” มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาการใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ เริ่มจากคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง และไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องสิทธิเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะ “ตำรวจ” ผู้เป็นด่านสำคัญในการพิทักษ์สิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนยังพึ่งพาไม่ได้เต็มที่

“เช่น ประเด็นทางสังคมที่คนไทยสนใจอยากให้แก้ไขมากสุดคือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและการคุกคามทางเพศในที่ทำงานหรือที่สาธารณะ ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากคดีความเหล่านี้ไม่ได้รับความยุติธรรม ตำรวจไม่ได้เอาจริงเอาจังในการจับคนทำผิดมาลงโทษ เพราะทุกครั้งที่มีคนไปแจ้งความก็ไม่ได้มีการสืบหาหลักฐานไปดำเนินคดีและต่อให้ใครโชคดีผ่านขั้นตอนตำรวจมาได้ เมื่อส่งคดีไปที่อัยการก็ยังเจอปัญหาอุปสรรคไม่ได้ความยุติธรรมในขั้นตอนสั่งฟ้องอีก หรือแม้จนกระทั่งถึงการฟังคำพิพากษาของศาล หลายครั้งคนไทยรู้สึกว่าแปลกๆ หรือมีคำถามมากมายเกี่ยวกับคำพิพากษาของหลายคดี ก็เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมเหล่านี้มีการแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีบารมีได้ง่าย คนยิ่งจนก็ยิ่งถูกกีดกันออกไป ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยที่พรรคการเมืองต้องช่วยกันเสนอนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ซึ่งของพรรคประชาธิปัตย์พยายามเสนอให้เพิ่มพนักงานสอบสวนผู้หญิง เพราะรัฐบาล คสช.สั่งไม่ให้เพิ่มโควตาตรงนี้ แต่เราไม่เห็นด้วย เพราะตำรวจหญิงคือด่านแรกที่จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมในการสืบสวนคดีต่างๆ และควรมีการกระจายอำนาจการโยกย้ายตำรวจไปยังส่วนภูมิภาค ไม่ให้จำกัดรวมศูนย์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น”

ส่วนประเด็นที่อยากให้เพิ่มโควตาหรือสัดส่วนของผู้หญิงหรือเพิ่ม “สิทธิผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง” ขึ้นไปเป็น 20–30 เปอร์เซ็นต์ นั้น “ดร.รัชดา” กล่าววิเคราะห์ว่า อาจเป็นไปได้ยากเพราะที่ผ่านมาสมาชิกสภามักมีสัดส่วนผู้หญิงเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เนื่องจาก ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดีพร้อมทุกอย่าง ไม่ค่อยอยากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากนัก

“อยากเล่าให้ฟังว่า แม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์เอง พยายามสนับสนุนผู้หญิงมาลงเลือกตั้นหรือเป็นกรรมการบริหารพรรค เช่น บัญชีรายชื่อในทุก 5 คน ให้มีผู้หญิง 1 คน ก็ยังหาคนอยากมาสมัครยาก หรือโควตากรรมการพรรคที่มี 29 คน ให้ผู้หญิง 10 คน ก็ยังหาไม่ครบ การเดินทางมาประชุมที่พรรคบ่อยๆ หรือการเดินหาเสียงเป็นผู้แทนราษฎร ต้องใช้ความทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังเงิน เดินตากแดดหาเสียง ไปงานศพ งานแต่ง งานต่างๆ ควักเงินเองหมด แล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เฉพาะเงินเดือนส.ส.คงไม่พอ ส่วนมากผู้หญิงที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ทั้งการศึกษา หน้าที่การงาน ครอบครัว ฯลฯ เวลาที่เราไปชวนก็จะปฏิเสธ เพราะมีทางเลือกที่ดีในอาชีพอื่นๆ กว่ามาก”

ทั้งนี้ ดร.รัชดา กล่าวทิ้งท้ายว่ารู้สึกดีใจที่ change.org ทำโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนมาให้พรรคการเมืองรับรู้ เชื่อว่า ส.ส.ทุกคน อยากรู้ว่าประชาชนในเขตเลือกตั้งตัวเองมีความต้องการอยากให้แก้ไขปัญหาเร่งด่วนอะไรบ้าง หลายครั้งเกิดความขัดแย้งกันเองในชุมชน ส.ส.เองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เช่น ปัญหาที่เรียกร้องให้มอเตอร์ไซค์สามารถขึ้นสะพานข้ามแยก เพราะในต่างจังหวัดทำได้แต่ในกรุงเทพฯ ห้ามทำ เมื่อหลายฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ถ้ามีการทำโหวตลงคะแนนเสียงหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เป็นปัญหาขัดแย้งแบบนี้จะดีมาก เพราะคนที่เป็นส.ส.เขตนั้น จะได้มีข้อมูลมาช่วยตัดสินใจได้ว่าจะมีนโยบายแก้ไขอย่างไรให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด

“วริศรา ศรเพชร” ผู้อำนวยการ Change.org ประเทศไทยแสดงความคิดเห็นว่าการส่งเสียงของผู้ใช้ Change.org กว่า 5 พันคนครั้งนี้ เสมือนเป็นการส่งสัญญาณบอกนักการเมืองว่าอย่าลืมประชาชน เพราะพวกเขามีความหวังให้ตัวแทนที่เลือกมาไปแก้ปัญหาต่างๆ เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญ ทำให้คนธรรมดาเกิดพลังในการส่งเสียงเรียกร้องนโยบายที่อยากได้ หรือไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปัญหาสังคมได้ ใครบ้างที่ฟังพวกเขาและใครบ้างที่รักษาสัญญา ใครบ้างที่ไม่ลืมประชาชน

“จากผลสำรวจพบว่าปัญหาใหญ่อยากให้แก้มากที่สุดคือปัญหากระบวนการยุติธรรม สิทธิผู้หญิงคุณภาพการรักษาพยาบาล ปัญหาขยะ มลพิษอากาศ ฯลฯ ผลที่ได้ครั้งนี้ ทางเราจะส่งต่อไปยังสื่อต่างๆ เพื่อช่วยกันสื่อสารให้พรรคการเมืองที่มาลงเลือกตั้งได้รับรู้ หรือรับทราบว่าประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนใจและอยากให้แก้ไขก่อน จากนั้นจะเชิญชวนให้สมาชิกมาช่วยกันเปิดหัวข้อรณรงค์ประเด็นหรือปัญหาที่ตัวเองสนใจ และชวนผู้ลงสมัครมาตอบประเด็นข้อเรียกร้องต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและผู้แทนฯ มีโอกาสสื่อสารและเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น ครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามมากถึงร้อยละ 93 อยากให้ภาครัฐรับฟังเรื่องร้องเรียนออนไลน์ด้วย”

นอกจากผลสำรวจข้างต้นแล้ว change.org ยังมีโครงการสำรวจพื้นที่แต่ละจังหวัดว่ามีปัญหาอะไรที่ประชาชนอยากให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเร่งด่วนมากที่สุด เช่น เชียงใหม่เป็นเรื่องอากาศพิษ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นปัญหาการดูแลเกษตรกร หรือจังหวัดชัยภูมิเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ฯลฯ

นอกจากเว็บไซต์ข้างต้นแล้วยังมีเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายรูปแบบ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ยูทูบ ฯลฯ ที่กำลังช่วยกันทำหน้าที่ “ส่งเสียงเปลี่ยนประเทศไทย’ เป็นเสมือน “สื่อกลาง” สะท้อนความต้องการของ “ผู้ลงคะแนนเสียง” ไปยัง “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง” หากพรรคการเมืองไหนมีความชาญฉลาดในการรับฟังและเร่งมือทำนโยบายที่เป็นประโยชน์แท้จริงต่อพื้นที่เลือกตั้งของตนเอง เชื่อว่าต้องได้รับเลือกตั้งอย่างแน่นอน

ส.ส.สอบตกก็คือคนที่ปล่อยให้ “เสียงของประชาชน” หายไปกับสายลม!

ฮึดสู้ยกสุดท้าย “3 ทัพเพื่อชิน”ลุยอีสาน กวาดทุกแต้มชดเชยทษช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363640?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮึดสู้ยกสุดท้าย “3 ทัพเพื่อชิน”ลุยอีสาน กวาดทุกแต้มชดเชยทษช.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:43 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคเพื่อไทยลงพื้นที่,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562,ศึกเลือกตั้ง,สุดารัตน์ เกยุราพันธ,คุณหญิงหน่อย,คุณหญิงสุดารัตน์,โอ๊ค,พานทองแท้ ชินวัตร,นายใหญ่
เปิดอ่าน 8,037 ครั้ง

สถานการณ์พลิกผัน “พรรคไทยรักษาชาติ” ออกอาการ “ลูกผีลูกคน” หากโชคร้ายเกิดถูกยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้งก็วุ่น ค่ายเพื่อไทยจึงดำเนินกลยุทธ์ “กวาดเก็บทุกแต้ม” !!

         000 สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสมรภูมิอีสานคึกคักด้วย “ทัพเพื่อไทย” ที่ยกขบวนไปหาเสียงทั้งทัพใหญ่ทัพเล็ก เพราะสังเวียนที่ราบสูง มี ส..ร้อยกว่าคน อีกอย่าง พรรคเครือข่าย “นายใหญ่” เป็นแชมป์ ส..อีสาน สมัยซ้อนตั้้งแต่เลือกตั้ง 2544, 2548, 2550 และ 2554 สำหรับเลือกตั้ง 2562 ก็คงได้ครองแชมป์สมัยที่ ตามคาด

          000 เมื่อสถานการณ์พลิกผัน “พรรคไทยรักษาชาติ” ออกอาการ “ลูกผีลูกคน” หากโชคร้ายเกิดถูกยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้งก็วุ่น ค่ายเพื่อไทยจึงดำเนินกลยุทธ์ “กวาดเก็บทุกแต้ม” ไม่ให้เหลือเผื่อแผ่ไปถึง “แนวร่วม” อย่างพรรคอนาคตใหม่พรรคเพื่อชาติพรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย

          000 ฉะนั้นในวันที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์“ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งเพื่อไทยไปหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส..ที่หนองคาย และ อุดรธานี จึงประกาศ “ขอให้กาเพื่อไทยชนะทุกเขต ไม่ต่ำกว่า หมื่นเสียง” เพราะแค่เลือกให้เพื่อไทยชนะไม่พอเพราะจะต้องให้เพื่อไทยได้คะแนนถล่มทลายมากกว่า ส..250 คน จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

          000 “คุณหญิงหน่อย” ใช้ข้ออ้างว่าสู้กับ “..250 คน” เพื่อกระตุ้นแฟนคลับ “ชินวัตร” กาเพื่อไทยเบอร์เดียว ไม่ต้องปันใจให้พรรค “สีเดียวกัน” ลึกๆ แล้ว เพื่อไทยต้องการ “คะแนน” มาชดเชยอีก 100 เขต ที่ไม่ได้ส่งผู้สมัคร ส.. ในกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

โอ๊ค พานทองแท้ ยังเดินสายคู่คุณหญิงสุดารัตน์

          000 ที่ขาดไม่ได้สำหรับ “ทีมสุดารัตน์” คือ “พานทองแท้ ชินวัตร” โดยทั้งคุณหญิงหน่อย และ “โอ๊ค” จะเดินฝ่าฝูงชนจำนวนมากที่เข้ามาสวมกอด คล้องพวงมาลัย ผูกผ้าขาวม้า และขอจับมือ ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง เสียงปรบมือต้อนรับยาว

          000 หลังทีมสุดารัตน์กลับถึงกรุงเทพฯ “...เฉลิม อยู่บำรุง” ก็เดินทางถึงหนองคาย โดยขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงที่หน้าวัดโพธิ์ชัย พร้อมผู้สมัคร ส..หนองคาย เขต คือ กฤษฎ ตันเทอดทิตย์ชนก จันทาทอง และเอกธนัช อินทร์รอด นับเป็นหนที่สองที่ “เหลิม บางบอน” ตะลอนมาถึงชายแดนหนองคาย

...เฉลิมไปหาเสียงที่หนองคายหนที่สอง

           000 ย้อนไปดูผลเลือกตั้ง 2554 พรรคเพื่อไทยชนะ “ยกจังหวัด” ทั้งหนองคายและอุดรธานี เก็บแต้มได้เฉลี่ยเขตละ 4-5 หมื่นคะแนน ดังนั้นรอบนี้เพื่อไทยคงกังวล “คะแนนลด” เพราะกระแสพรรคอนาคตใหม่กำลังมาแรงในภาคอีสานเช่นกัน

          000 สองทัพไปอีสานเหนือ ทัพที่สามไปอีสานใต้ นำโดย “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บุกไปอุบลราชธานี ช่วยทีม “เกรียง กัลป์ตินันท์” คนสนิทของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ โดยขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ อ.วารินชำราบ  ช่วยหาเสียงให้ “ส..เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ผู้สมัคร ส..เขต แถมยังเดินสายไป อ.เดชอุดม และ อ.นาจะหลวย ช่วยผู้สมัคร ส..อีกสองเขต

อดีตนายกฯ สมชาย มีชาวบ้านมาต้อนรับอบอุ่น

          000 กี่โพลล์ที่สำรวจมาชื่อของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ยังไม่ติด ใน ของผู้ที่ประชาชนต้องการให้เป็นนายกฯ แต่ “เสี่ยหนู” ไม่ท้อ ลุยหาเสียงไปทั่วประเทศ วันก่อนไป อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี  ช่วยผู้สมัคร ส..เขต พลกฤติ ปุญญอมรศรี หาเสียงบริเวณตลาดมวกเหล็ก มีกลุ่มมวกเหล็กคาวบอยและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรมวกเหล็กมาต้อนรับ

เสี่ยหนู นำทีมลงพื้นที่ อ.มวกเหล็ก

          000 สมรภูมิสระบุรี พรรคภูมิใจไทยต้องขับเคี่ยวกับพรรคเพื่อไทย เขตคือ เขต 2 “..เชง” พลกฤต ปุญญอมรศรี เจอแชมป์เก่า อรรถพล วงษ์ประยูร“ เพื่อไทย และเขต สองผู้แทนฯ เก่าต้องวัดฝีมือ “วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ” ค่ายภูมิใจไทย กับ “องอาจ วงษ์ประยูร” ค่ายเพื่อไทย เนื่องจากประชากรลด จำนวน ส..จาก คนก็เหลือ คน เลยกลายเป็นไฟท์บังคับของคนดังสระบุรี 

วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย สระบุรี

          000 ตำนานการเมืองสระบุรีมีอยู่ ตระกูลใหญ่คือ “อดิเรกสาร” กับ “วงษ์ประยูร” ซึ่งวันนี้ทายาท พล...ประมาณ อดิเรกสาร หายไปจากสนามเลือกตั้งนับแต่ “หลานปู่มาณ” พ่ายเลือกตั้งเมื่อปี 2554 เหลือแต่ลูกชายของ “ผู้ใหญ่อ๊อด” บัญญัติ วงษ์ประยูร อดีตส..สระบุรี สมัย ที่ยังยึดพื้นที่อำเภอรอบนอกแถว อ.พระพุทธบาท อ.บ้านหมอ อ.หนองแซง และอ.มวกเหล็ก

          000 ในวัย 84 ปี “ผู้ใหญ่อ๊อด”  ยังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลพุกร่าง อ.พุทธบาท และยังคงความเป็น “บ้านใหญ่” แห่งพุกร่าง ที่มีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย ทั้งในแวดวงราชการและภาคธุรกิจ