สมรภูมิลาดกระบัง “อาวิสูตร” กับ “หลานอิ่ม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมรภูมิลาดกระบัง “อาวิสูตร” กับ “หลานอิ่ม”

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:16 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,วิสูตร สำเร็จวาณิชย์,ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์,พรรคเพื่อไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,952 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

พื้นที่ขอบกรุงด้านตะวันออกยังมีสภาพ “กึ่งเมืองกึ่งชนบท” มีความลงตัวระหว่างเขตอุตสาหกรรมกับเขตเกษตรกรรม วิถีชีวิตแบบใหม่กับวิถีชีวิตดั้งเดิม นี่คือเขตลาดกระบัง

ลาดกระบังในสายตาคนเมืองอาจนึกถึงเขตพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และสนามบินสุวรรณภูมิ และพื้นที่ตั้งของแหล่งขนส่งขนาดใหญ่ของบริษัทขนส่งต่างๆ

         ความเป็นลาดกระบังในมิติทางการเมืองก็ต้องพูดถึงตระกูล “สำเร็จวาณิชย์“ ที่ยึดสนามการเมืองท้องถิ่นมาตั้งแต่ “วิบูลย์ สำเร็จวาณิชย์” จนมาถึงน้องชาย “วิสูตร สำเร็จวาณิชย์” 

“วิสูตร สำเร็จวาณิชย์” 

การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพฯ ปี 2553 พรรคเพื่อไทยคว้า 2 ที่นั่ง สก.เขตลาดกระบัง ประกอบด้วยเขต 1 วิสูตร สำเร็จวาณิชย์ เขตที่ 2 ณัฐ สำเร็จวาณิชย์ ลูกชายของวิสูตร

          เลือกตั้งส.ส.ปี 2554 ตระกูลสำเร็จวาณิชย์ ส่ง “อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ลูกสาวของวิบูลย์ ลงสนามเลือกตั้งเขต 20 ลาดกระบัง (เขตเดิม) สังกัดพรรคเพื่อไทย เอาชนะคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ขาดลอย 

“อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

สำหรับการเลือกตั้ง 2562 เขตลาดกระบัง เปลี่ยนมาเป็นเขต 18 “วิสูตร” เป็น ส.ก.เขตลาดกระบัง มาหลายสมัย อยากเป็นส.ส. แต่ไม่มีโอกาสสักที จึงตัดสินใจย้ายจากเพื่อไทยมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ

จริงๆ แล้ว วิสูตรมีความสนิทสนมกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มายาวนาน ถ้ายังจำกันได้สมัยเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่แล้ว คุณหญิงสุดารัตน์ก็มีความคิดจะผลักดันให้วิสูตรเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. หากว่าผู้สมัครผู้ว่าฯ ของเพื่อไทยชนะ

“อิ่ม” ธีรรัตน์ พบประชาชนแบบใจถึงใจ

ช่วงเว้นวรรคการเมืองสมัย คสช.เรืองอำนาจ วิสูตรยังไปร่วมงานวันเกิดของคุณหญิงสุดารัตน์ทุกปี แต่คนเพื่อไทยก็เข้าใจในเหตุผลการสวมเสื้อพลังประชารัฐ

ด้านหลานสาว-ธีรรัตน์ เคยทำงานอยู่แผนกพัฒนาบุคลากร ฝ่ายยุทธศาสตร์การจัดการเรียนรู้แก่ผู้บริหารระดับสูงธนาคารกสิกรไทยมาก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และเมื่ออยู่ในสภาผู้แทนฯ “อิ่ม ธีรรัตน์” สนิทสนมกับ “เดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล” ราวกับครอบครัวเดียวกัน

นักการเมืองอาวุโสลุยหาเสียงหนัก 

“อิ่ม ธีรรัตน์” จัดอยู่ในกลุ่มนักการเมืองหญิงแถวหน้าคนหนึ่งของเพื่อไทย แนวคิดการเมืองของ “อาวิสูตร” กับ “หลานอิ่ม” ค่อนข้างแตกต่างกันในช่วงหลัง ในฐานะคนรุ่นใหม่ ธีรรัตน์ จะวิพากษ์การบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. อยู่บ่อยครั้ง

มีอยู่ปีหนึ่งชาวนาเขตลาดกระบังเดือดร้อนหนักจากราคาข้าวตกต่ำ “ส.ส.อิ่ม” จึงหาลู่ทางขายข้าวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ด้วยเหตุนี้เธอจึงมองว่า รัฐบาลประยุทธ์บริหารประเทศล้มเหลว

ว่ากันตามฟอร์ม “หลานอิ่ม” ย่อมเหนือกว่าในฐานะอดีต ส.ส. แถมสีเสื้อเพื่อไทยในเขตลาดกระบังยังขายได้ แต่เธอไม่ประมาทจึงลงพื้นที่ต่อเนื่อง

จากอดีตสก.เพื่อไทย วันนี้สวมเสื้อพลังประชารัฐ 

“วิสูตร” รู้ตัวว่ากระแสพรรคเป็นรองในพื้นที่จึงอาศัยการเดินเคาะประตูบ้านและชูสโลแกน “เข้าถึงพื้นที่ ทราบดีเรื่องปัญหา น้อมอาสารับใช้ ตั้งใจทำงานจริง” ที่เคยทำสำเร็จในการเลือกตั้งท้องถิ่น

      ศึกสายเลือด “บ้านใหญ่-ลาดกระบัง” อาจทราบผลก่อนถึงช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งก็เป็นได้

นักการเมืองเปิดศึกทหารหวังคะแนนหรือหลักการ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363631?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองเปิดศึกทหารหวังคะแนนหรือหลักการ!

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:04 น.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเพื่อไทย,กองทัพ,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,เกณฑ์ทหาร,เจ๊หน่อย,ไทยรักษาชาติ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคอนาคตใหม่,ทักษิณ,ทักษิณ ชินวัตร,ลุงกำนัน,สุเทพ เทือกสุบรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,104 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านการเปิดศึกของพรรคการเมืองกับกองทัพมีความระอุที่รุนแรง หลังจากเจ๊หน่อย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แห่งเพื่อไทยโยนระเบิดสองลูกใหญ่เข้าใส่กองทัพด้วยการประกาศแนวคิดยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และลดงบประมาณของกองทัพลง 10 เปอร์เซ็นต์หรือปีละกว่าสองหมื่นล้าน ตามซ้ำด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งอนาคตใหม่ ที่เปิดประเด็นก่อน “เจ๊หน่อย” ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเป็นมวยหมัดยังไม่หนักการเปิดประเด็นของเศรษฐีหัวเอียงซ้ายอย่างธนาธร จึงเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

หมัดหนักอย่างเจ๊หน่อย ออกโรงจึงเจอสวนจาก “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สั้นๆ ง่ายๆ ด้วยการให้ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” เท่านั้น อุณหภูมิทางการเมืองก็ร้อนฉ่าขึ้นมาทันที นักการเมืองในซีก ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเพื่อไทย เพื่อชาติ และพันธมิตรอย่าง ธนาธร อนาคตใหม่ ต่างดาหน้าออกมาถล่มกองทัพชนิด “รัวกระสุนใส่ “แบบไม่ยั้ง

ไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) ที่เพลี่ยงพล้ำในเหตุการณ์ “8 กุมภา” ซึ่งกำลัง “หลบเลียแผล” เคยประกาศยุติการรณรงค์หาเสียง รอจังหวะ “วิวาทะ” กับกองทัพ “พลิกลิ้น-กลับท่าที” ขอรณรงค์ ปราศัยหาเสียงใหม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งประชาธิปัตย์ ก็ไม่พลาดโอกาสโหนกระแสปฏิรูปกองทัพเพื่อรักษาฐานเสียงก่อนที่กระแสจะไปพรรคตระกูลเพื่อในเครือข่ายทักษิณ และอนาคตใหม่ โดยประชาธิปัตย์ หาได้ประโยชน์ไม่ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นคำให้สัมภาษณ์ อวดอ้างความดีว่าในครั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรี อัตราการเพิ่มของงบประมาณกลาโหมน้อยที่สุดกว่ารัฐบาลต่างๆ พร้อมสนับสนุนการ “ลดการเกณฑ์ทหาร” มิใช่การเลิกเกณฑ์ทหารแบบอนาคตใหม่และเพื่อไทย เรียกว่ายังมีลีลากั๊กแบบฉบับประชาธิปัตย์อยู่เช่นเดิม

ส่วน “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ แห่งรวมพลังประชาชาติไทย ที่เคยสนับสนุน “กองทัพ-ลุงตู่” อย่างเต็มสูบ ก็ตี “กรรเชียงหนี” ไม่กล้าออกมากางปีกป้องกองทัพ

สภาพของกองทัพในยามนี้จึงเหมือนถูก “โดดเดี่ยว” ไม่มีพรรคใดกล้าโดดอุ้ม มิหนำซ้ำซีกทักษิณและพันธมิตร จะอาศัยโค้งสุดท้ายนี้เชือด “กองทัพกับบิ๊กตู่” ซึ่งตามมาด้วยการท้าตีท้าต่อยกับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยการพยายายาม “ลากลุงตู่ ให้ลงมาสู่เวทีดีเบต แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้ดีว่าเกมดีเบต หรือเกมโต้วาทีจะเป็นเวที “ขยี้ลุงตู่” ได้ชะงัด

แต่คนเป็นอดีตผู้นำเหล่าทัพ หัวหน้าคณะยึดอำนาจและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีหรือจะไม่รู้เกมตื้นๆ ของนักกการเมืองที่เป็น “นักโต้วาที” ต้องรอดูโค้งสุดท้ายว่า “ลุงตู่ “จะพลิกเกมเช่นใด เพราะแน่ชัดแล้วว่าทุกพรรคที่ขอแย่งอำนาจจากรัฐบาลนี้จะเอา “กองทัพ” มาเป็นประเด็นหลักในการขย้ำลุงตู่ เพื่อสร้างกระแส “ต่อต้านเผด็จการ-การสืบทอดอำนาจ” เป็นประเด็นหลักที่จะกระพือกระแสก่อนวัน “พิพากษา”

“ธนาธร” “ปีศาจ” ตนใหม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363533?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธนาธร” “ปีศาจ” ตนใหม่?

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:53 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคอนาคตใหม่,ช่อ พรรณิการ์ วานิช,โฆษกพรรค,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง,ฟ้ารักพ่อ,savethanathorn
เปิดอ่าน 22,419 ครั้ง

ก็ไม่รู้ที่สุดแล้ว เรื่องราวเหล่านี้จะนำพา “พ่อของฟ้า” ไปตรงไหนในโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งนี้ #Savethanathorn จะช่วยได้ขนาดไหน น่าติดตาม

“เอาเข้าไปค่ะ พลาดปุ๊บเหยียบปั๊บ“!!”

ณ จุดนี้ ความคิดเห็นในทวิตเตอร์ของกลุ่มคนที่ติดแฮชแท็ก #Savethanatorn ออกมาในท่วงทำนองโกรธเคืองและผิดหวังแบบนี้หมด เพราะหลายคนเชื่อว่านี่คือการรังแกเพื่อสกัดดาวรุ่งอีกดวงที่กำลังเจิดจ้า

ตอนนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ของเขา กำลังเจอเรื่องราวทางกฎหมายอย่างน้อยก็สองเรื่อง แต่เพียงเท่านี้ คนที่ไม่ไหลเทไปกับ #ฟ้ารักพ่อ พูดเลย…รอดยาก !

เรื่องแรก คือประเด็นที่ธนาธรและพรรคไปเหยียบตาปลา ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ฯ หลังจากการไลฟ์สดรายการคืนวันศุกร์ให้แก่ประชาชนเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561

มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์กระแสข่าวเกี่ยวกับพลังดูด จนไปเจอฝ่ายกฎหมาย คสช. แจ้งความดำเนินคดี

ราวเดือนกันยายนปีที่แล้ว คณะกรรมการบริหารพรรค 3 คน คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ไกลก้อง ไวทยการ และ จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาโดยได้ปฏิเสธทุกข้อ

มาถึงวันนี้ เรื่องนี้กลับมาร้อนแรงจน “ช่อ พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ตั้งข้อสังเกตว่าคดีเงียบหายไปสักพักหนึ่งแล้ว ทำไมถึงกลับมามีความคืบหน้าอีกครั้งช่วงนี้

ซึ่งไม่ว่าจะยังไง 27 กุมภาพันธ์ 2562 กรรมการบริหารพรรคจะไปพบอัยการสูงสุดตามที่ได้รับคำสั่งมา ซึ่งคงต้องรอดูกันว่าจะไปถึงขั้นไหน และจะมีการฝากขังคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่หรือไม่

อันนี้ คือเรื่องความวัว ที่ตอนแรกยังทันไม่จบดี พรรคอนาคตใหม่ ก็มาถูกจับโป๊ะเข้าอีก กับประเด็นรายงานประวัติของธนาธรในเว็บไซต์พรรคอนาคตใหม่ เกิดมีคนตาดีเห็นว่ามีการกรอกข้อมูลผิดไปจากความเป็นจริง

คือระบุว่าเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ติดต่อกันถึง 2 สมัยซ้อน ตั้งแต่ปี 2551-2555 แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่าช่วงปีนั้นมีชื่อบุคคลอื่นรั้งตำแหน่งอยู่ทั้งสิ้น

ตอนแรกหลายคนไม่นึกว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่อง เพราะนี่คือ Human error ที่มีการกรอกข้อมูลผิดเท่านั้น

เว็บไซต์ของพรรคอนาคตใหม่ ก็แค่เข้ามาแก้ไขประวัติในส่วนนี้ให้ถูกต้อง ว่าธนาธรเคยได้รับตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรม จ.นครนายก ตั้งแต่ปี 2550-2554

แต่แทนที่จะจบ กลับลามไปถึงประเด็นทางกฎหมาย เช่นที่ เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาระบุกับสื่อว่าการที่พรรคอนาคตใหม่อ้างว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงาน แต่ทิ้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไว้นานถึง 5 เดือน เป็นคำแก้ตัวที่อ้างยาก

“และความผิดนี้มีโทษถึงขั้น “ยุบพรรค” ตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 73 (5) กำหนดห้ามไม่ให้ผู้สมัครจูงใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยการหลอกลวง”

หรือที่ ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ตอนหนึ่งว่านี่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน

“ดังนั้นผู้ใดจะไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็สามารถกระทำได้ และมีสิทธิที่จะได้รับสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับที่ศาลสั่งปรับผู้กระทำผิดด้วย ผู้ใดอยากได้สินบนนำจับก็ไปแจ้งความได้เลย”

ปรากฏว่าล่าสุด ในการให้สัมภาษณ์เปิดเผยกับรายการ “เป็นเรื่อง เป็นข่าว” ทางสถานีโทรทัศน์ PPTV36 คนโป๊ะแตกคือ รศ.ดร.เจษฎ์ เองนั่นแหละที่ ต้องมากลับคำขอโทษ ว่าตนได้ให้ความเห็นทางกฎหมายที่มีการจำผิดพลาดสลับกันกับมาตราความผิดในฐานอื่นๆ ใน พ.ร.ป. ที่มีโทษถึงยุบพรรค ตนจึงต้องขอโทษเนื่องจากการให้ความเห็นทางกฎหมายครั้งนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมต่อพรรคอนาคตใหม่

 จากนั้น โฆษกพรรค อย่าง พรรณิการ์ ออกมาระบุกับสื่อมวลชน เชื่อว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งจะมีความพยายามเพื่อสกัดกั้นพรรคอนาคตใหม่เช่นนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีหรือการปล่อยข่าวเท็จ เพราะเกรงกลัวว่าพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นที่รวมตัวกันของผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลง ผู้ที่ไม่ยอมจำนนกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น จนอาจจะชนะเลือกตั้ง

ดังนั้น จากที่สาวช่อกล่าวมาข้างต้น คงพอจะนึกกันออก ตัวอย่างเบาะๆ เช่น เรื่องที่โลกโซเชียลนำคำพูดที่หัวหน้าพรรคส้มหาเสียงที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ว่า ขอให้ร่วมกันทำภารกิจเมื่อ พ.ศ.2475 เพื่อให้ประชาธิปไตยยั่งยืนกัน 86 ปียังทำไม่สำเร็จ

ก็มีชาวเน็ตเอาไปโยงถึงวีรกรรมคณะราษฎร์จนพากันไปไกลหนักมาก ทั้งที่ธนาธรเคยพูดแบบนี้มาก่อนแล้วตั้งแต่เปิดตัวใหม่ๆ

ก็ไม่รู้ที่สุดแล้ว เรื่องราวเหล่านี้จะนำพา “พ่อของฟ้า” ไปตรงไหนในโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งนี้ #Savethanathorn จะช่วยได้ขนาดไหน น่าติดตาม

มุมหนึ่งแน่นอน เมื่อกฎหมายมี “ใครพลาดเอง ผิดเอง ก็รับเอง” แต่อีกมุมหนึ่งที่หลายคนกำลังตั้งคำถาม คือ “ปีศาจ” ตนใหม่ได้เผยโฉมอย่างชัดเจนแล้วหรือไม่ ทุกคนถึงออกมาไล่ต้อนกันขนาดนี้ !

/////

ขอบคุณภาพจาก thanathorn.ig

“อนาคตใหม่” ไปต่อหรือพอส่ำนี้?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363531?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ไปต่อหรือพอส่ำนี้?

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:39 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,พรรคส้มหวาน,ยุบพรรค,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 3,892 ครั้ง

บุบบี้ มันเข้าไป แต่หัวหน้าพรรคหนุ่มวัย 40 ปี กำลังทำให้พรรคของเขา ขึ้นเป็นที่ 1 ในใจ “มหาชนคนรุ่นใหม่ 6 ล้านเสียง” เป็นพรรคที่จะใครประมาทไม่ได้

“น่วม” หรือ “ยิ่งตียิ่งดัง” กันแน่ ? สำหรับ ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่”

ถ้าใครว่าอย่างหลัง วันนี้มี “2 ตัวชี้วัด” บวก “1 ตัวชี้วัดพิเศษ” ที่ทำให้เราได้เห็นว่า พรรคที่ขึ้นต้นด้วย อ.อ่าง ชื่อรั้งสุดท้ายในเอกสารของ กกต. แต่ เอก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคหนุ่มวัย 40 ปี กำลังทำให้ขึ้นเป็นที่ 1 ในใจ “มหาชนคนรุ่นใหม่ 6 ล้านเสียง” เป็นพรรคที่จะใครประมาทไม่ได้

ยิ่งตียิ่งดัง

ตัวชี้วัดแรก คือภาพของฝูงชนบ้าคลั่งหลงรักธนาธร ร่ำร้อง “ฟ้ารักพ่อ” กึกก้อง ทั้งที่่สยามเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และอีกครั้งที่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตและละแวกชุมชนสวนอ้อย ซึ่งเขาลงพื้นที่ในวันรุ่งขึ้น

          คล้ายๆ ธนาธรจะประกาศสงครามว่าพรรคนี้ต่อให้หน้าใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ขนม หรือลูกอมของใครแน่นอน

          ที่จริง ถ้าจะนับกระแส “ธนาธร” มาแรง ต้องบอกว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาประกาศตัวลงลุยการเมืองแล้ว

แน่นอน หลายคนอาจเคลมแรงว่าเจ้าตัวและทีมงาน “ใช้สื่อเป็น” แถมหัวหน้าพรรคก็ จบนอก โพรไฟล์แน่น ดีกรีนักธุรกิจองค์กรยักษ์ของไทย

แต่ตลอดมาถ้าไม่อคติ ธนาธรไม่เหมือนนักเลือกตั้งไทยคนไหนเลยในอดีต ถ้าจะ “คล้าย” ที่สุด ก็คงเป็น ทักษิณ ชินวัตร” ตรงความเป็น “ธนกิจการเมือง” ผู้คิดการใหญ่ถึงเก้าอี้นายกฯ !

โดยยังไม่ได้พูดเรื่อง “อารมณ์” ด้วยซ้ำว่าสองคนนี้มาในไทม์มิ่งที่คนไทยรู้สึกต้องการ ความเปลี่ยนแปลง” จริงๆ สักที เพียงแต่กลุ่มเป้าหมายของสองพรรคนี้น่าจะเป็นคนละกลุ่ม

แต่ไม่ว่าจะยังไง กระแสโจมตีธนาธรก็ดาหน้าเข้ามานับแต่วันแรกๆ มีทั้งที่มองว่าอนาคตใหม่ ก็แค่ “แบรนด์ไฟติ้ง” ให้พรรคเพื่อไทย

มองว่านี่คืออีกหนึ่ง “นายทุน” ที่เข้ามาการเมืองเพื่อหวังผลบางอย่าง ไปจนถึงความไร้เดียงสาการเมือง ที่ธนาธรไม่มีประสบการณ์ใดๆ เลยในเส้นทางสายนี้

แต่ตลอดมา ธนาธรและพรรคส้มหวาน ยังคงเดินหน้าประกาศจุดยืนของตน ว่าคือพรรคฝ่ายประชาธิปไตยในแบบฉบับอนาคตใหม่จริงๆ

แถมถ้าไปเช็กดีๆ พลพรรคของอนาคตใหม่ ล้วนเต็มไปด้วยคนเดือนตุลาและแดงอุดมการณ์อยู่ไม่น้อย

แต่จะด้วยอะไรก็ตาม ที่สุดเมื่อการเลือกตั้งงวดเข้ามา ธนาธรก็พุ่งพรวดขึ้นมามีกระแสแรงอีกครั้ง กับแฮชแท็ก #ฟ้ารักพ่อ

ที่มีมือดีหัวใส นำธนาธรมาเปรียบเป็น ป๋าใหญ่ใจดี” เหมือนในละคร “ดอกส้มสีทอง” ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่ ไหลไปกับพายุอารมณ์ เป็นปลื้มธนาธรกันถ้วนหน้า

ยิ่งทุบยิ่งกระจาย

หลายคนบอก ธนาธรกลับมาส่องแสงสว่างวาบช่วงโค้งก่อนสุดท้ายนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่แดงดาวรุ่ง พรรคไทยรักษาชาติ” ดับวูบชั่วคืน แต่หลายก็บอกว่า เฮ้ย มันได้” ธนาธรก็ครบเครื่องพอที่จะเป็นพ่อของฟ้า !

แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร สิ่งนี้ทำให้มาถึงตัวชี้วัดที่ 2 ที่ว่าทำไมธนาธรคือคนที่ประมาทไม่ได้

ก็เมื่อความร้อนแรงของ #ฟ้ารักพ่อ ไปส่องเข้าตาใครหลายคน ปรากฏการณ์ “รุมบี้ ขยี้เอก” ก็เกิดขึ้น ไล่ตั้งแต่ระดับนักเขียน นักแต่งเพลง นักวิชาการ นักการเมือง นักการตลาด คนบันเทิง มาครบหมดทุกค่าย ออกมาพูดถล่มธนาธรกันพร้อมเพรียงเสียงด่า

แต่ที่ร้อนแรงสุดๆ ก็ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่โพสต์เฟซบุ๊กแซะธนาธรว่าต้องการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ตามอุดมการณ์ของเขา จึงเอาแต่พาประชาชนให้โกรธประเทศนี้

งานนี้ หลายคนบอกช่วงแรกก็พอทำใจได้ว่า การเมืองเหมือนละเม็งละครที่มีรักชังริษยา จนพอมาถึง ตัวชี้วัดพิเศษ” ที่เพิ่งโผล่มานี่แหละ ทำเอาหลายคนมีหนาว

กับการดำเนินทางกฎหมายกับธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ในคดีวิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

จากการที่ธนาธรจัดรายการ คืนวันศุกร์ให้ประชาชน” ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์เพจอนาคตใหม่ และเพจ Thanathorn Juangroongruangkit ช่วงปีก่อน ที่ได้มีการวิจารณ์เรื่องกระแสข่าวพลังดูดของ คสช.

ที่สุด เรื่องนี้กลุ่มฟ้าของพ่อย่อมมองว่า มันคือการเร่งรัดส่งสำนวนเพื่อสรุปคดีและเอาผิดธนาธรอย่างชัดเจน !!

ดังนั้น ไม่กี่วันมานี้การเมืองไทยจึงกลับมาระอุ เปลี่ยนบรรยากาศจากสดใสกิ๊วก๊าวด้วย #ฟ้ารักพ่อ มาเป็นขุ่นข้องโกรธเคืองด้วยแฮชแท็ก #Savethanatorn จนกระจายไปอย่างร้อนแรง ติดเทรนด์อันดับ 1 ของทวิตเตอร์ไทย

ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นนี้ทั้งดี-ร้าย สุมรุมเข้ามาที่ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ อยู่คนเดียว-พรรคเดียวตอนนี้ ถามว่าไปไงมาไง น่าจะตอบได้แล้ว !

///////

หมายเหตุ ภาพปกเครดิตจาก thanathorn.ig

“ทษช.” บาดเจ็บ นายใหญ่ส่ง “โอ๊ค” ลงสู้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ทษช.” บาดเจ็บ นายใหญ่ส่ง “โอ๊ค” ลงสู้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:11 น.
โอ๊ค พานทองแท้,พานทองแท้ ชินวัตร,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,นายใหญ่ดูไบ,ทักษิณ,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 11,826 ครั้ง

 อ่านเกมใหม่ของ “พรรคพี่น้อง” ขยับปรับหมาก สะท้อนว่า “คนแดนไกล” ไม่ตระหนักถึงการเพลี่ยงพล้ำในเกมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ

กลยุทธ์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อย อาจไปไม่ถึงเป้าหมาย เมื่อพรรคไทยรักษาชาติ กำลังเผชิญสถานการณ์ “ยุบหรือไม่ยุบพรรค” พรรคเพื่อไทยในฐานะยานแม่ จึงต้องปรับขบวนหาเสียงใหม่ ดึง “โอ๊ค” แก้วตาดวงใจของ “ทักษิณ ชินวัตร” ขึ้นเวที แค่โชว์ตัวไม่ปราศรัย ก็เรียกเรตติ้งได้แล้ว

จาก เฟซบุค Club เพื่อไทย

ส่วนพรรคไทยรักษาชาติ ก็ปรับแผน “ท้าสู้” กางแผนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งไปจนถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันกาบัตร ทั้งที่มีการส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้ว่า “ขอพัก” ดูสถานการณ์ชั่วคราว

อ่านเกมใหม่ของ “พรรคพี่น้อง” ขยับปรับหมาก สะท้อนว่า “คนแดนไกล” ไม่ตระหนักถึงการเพลี่ยงพล้ำในเกมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ แถมยังเดินหน้าท้ารบ หวังเขย่าฐานอำนาจของฝ่าย คสช.ให้สั่นคลอน

โอ๊ค” เกมต่อสู้เชิงสัญลักษณ์

การปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่หน้าศาลาว่าการ กทม. เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้มี “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นกำลังใจ และร่วมฟังการปราศรัยด้วย

วันนั้น “โอ๊ค พานทองแท้” บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ต่อจากนี้ไปจะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียง โดยจะไปพร้อม “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” การลงพื้นที่ไม่ได้เน้นที่จะไปขึ้นเวทีปราศรัย แต่อยากจะไปพบปะกับพี่น้องประชาชน เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ และเพื่อช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อน

19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา “โอ๊ค” ได้ร่วมคณะคุณหญิงสุดารัตน์ และชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประเดิมหาเสียงที่อุบลราชธานี เนื่องจากสังเวียนเลือกตั้งเมืองอุบลฯ ทั้ง 10 เขต สุ่มเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำให้พรรคคู่แข่งประมาณ 8 เขต โดยวันนั้น “คุณหญิงสุดารัตน์” ควง “โอ๊ค” ลูกชายนายใหญ่ลุยรวดเดียว 8 เขต ซึ่งทุกเวทีมีการประกาศย้ำว่า “นี่คือลูกชายของคนที่พี่น้องรักมากที่สุด”

ถ้ายังจำกันได้ “โอ๊ค พานทองแท้” ถูกอัยการสั่งฟ้องในคดีทุจริตการปล่อยกู้สินเชื่อของธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน จากกรณีมีชื่อปรากฏเป็นผู้รับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท

จาก เฟซบุค Club เพื่อไทย

ช่วงนั้น “โอ๊ค” ประกาศทางบัญชีเฟซบุ๊กของเขาเมื่อ ตุลาคม 2561 “เอาคดีปักมันไว้ มันจะได้ไม่อยู่ให้รำคาญใจ ช่วงเลือกตั้ง..!!” และ “ไม่อยากให้ผมไปช่วยหาเสียง-ผมก็จะไปมันทุกจังหวัด”

นัยว่า เมื่อลูกชายหัวแก้วหัวแหวน วัย 38 ของทักษิณ ต้องเดินขึ้นสู่ศาล ด้วยเดิมพันสูงสุดคือโทษจำคุก 1-10 ปี โดยมีอายุความ 15 ปี ทักษิณจึงเลือกพลิกวิกฤติทางคดีให้เป็นโอกาสทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

ว่ากันตามจริง พรรคเพื่อไทยก็มีแผนจะให้โอ๊คเดินสายหาเสียงไปทุกสนามรบ แต่ดันเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อน กรณีพรรคไทยรักษาชาติ กับแผนสะท้านฟ้าสะเทือนดิน

ทษช.” ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง?

พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กำลังจะชะตาขาด เสี่ยงที่จะถูกยุบพรรค เพราะการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้นำมาซึ่ง “พระราชโองการ เป็นการกระทำที่มิบังควร”

เหตุการณ์พลิกผันเร็วมาก มันเกิดขึ้นเพียงแค่รอบวันของ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตามมาด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยพิจารณายุบ ทษช. เพราะสอบสวนแล้วพบว่า “การดำเนินการดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 92”

          ถัดมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ รับคำร้องของ กกต. และกำหนดพิจารณาคดีดังกล่าวในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ อันเป็นวันสำคัญของการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง

โดยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ผ่านมา สุรชัย ชินชัย และนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความพรรคไทยรักษาชาติ ได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ รวม 20 หน้า ต่อศาลรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อยแล้ว

ด้านหนึ่งภายในพรรคไทยรักษาชาติ สะท้อนอาการร้าวลึกจากกรณีเขย่าขวัญ 8 กุมภาพันธ์ ระหว่างคนวงใน (คณะกรรมการบริหารพรรค) กับคนวงนอก

เมื่อจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรค และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรค ตั้งโต๊ะแถลงว่า จะงดกิจกรรมการรณรงค์หาเสียงและการปราศรัย รวมถึงการจัดกิจกรรมพบปะประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนในช่วงที่คดียุบพรรคอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

พรรคแบงก์ย่อยไม่ปล่อยวาง

ผ่านมาถึง 22 กุมภาพันธ์นี้ สถานการณ์ภายในพรรค ทษช.พลิกกลับอีกรอบ เมื่อ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แถลงข่าวว่า พรรคจะกลับมาปราศัยใหญ่อีกครั้ง ตั้งแต่ 23 กุมภาพันธ์–18 มีนาคม 2562

“เต้น ณัฐวุฒิ” กล่าวว่า พรรค ทษช.ยังยืนยันในหลักการเรื่องการหาเสียง เมื่อทางพรรคส่งผู้สมัคร ส.ส. ก็มีพันธะผูกพันในการทำงาน เมื่อเสนอตัวรับใช้ประชาชน ทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าต่อไป แต่ในการเปิดเวทีและการปราศรัยจะไม่มีกรรมการบริหารพรรคไปร่วมด้วย แม้ในทางกฎหมายไม่ได้ห้าม แต่เห็นว่าคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญละเอียดอ่อน จึงขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารและทีมกฎหมาย ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ดีกว่า

เมื่อตรวจดูตารางการปราศรัยใหญ่ ก็พบว่าจะวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดียุบพรรคเป็นครั้งแรก ทางพรรค ทษช. ไม่มีกิจกรรมการเมืองใดๆ

มีข้อน่าสังเกต “จาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานยุทธศาสตร์ ไม่ปรากฏตัวในวันแถลงข่าวครั้งล่าสุด และไม่มีคิวปราศรัยใหญ่ของพรรค ทษช.ที่ฉะเชิงเทรา ซึ่งน้องชาย-น้องสาวของจาตุรนต์ ลงสมัคร ส.ส.เขตด้วย

           แหล่งข่าวในเครือข่ายสายชินวัตร เปิดเผยว่า จาตุรนต์ และอดีต ส.ส.ระดับผู้ใหญ่ในพรรค มีความกังวลใจในสถานการณ์อันละเอียดอ่อน จึงไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ดูเหมือนว่า “เฮีย พ.” ผู้บัญชาการเกมในประเทศ ได้รับไฟเขียวจากแดนไกล จึงสั่ง “เต้น” ขยับเกมหาเสียง

ว่ากันว่า หาก ทษช.ถูกยุบพรรคจริง ความเสียหายก็จะเกิิดกับพรรคเครือข่ายนายใหญ่ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัคร ส.ส.เขตเพียง 250 เขต จาก 350 เขต ส่วนพรรคไทยรักษาชาติ ส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต 175 เขต มีหลายสิบเขตที่ทับซ้อนกับเพื่อไทย ไม่หวังได้ ส.ส. ก็เพื่อเก็บคะแนนตกน้ำ หากพรรค ทษช.ถูกยุบก่อนวันเลือกตั้ง พื้นที่เก็บคะแนนของพรรคจะหายไปกว่า 120 เขต

ที่เสียหายหนัก สมรภูมิภาคใต้ 50 เขต เพื่อไทยส่งแค่ 2 เขต ที่เหลือเป็นผู้สมัคร ส.ส.ไทยรักษาชาติ

          แผนแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยประสบปัญหาแน่นอน แม้ปากของแกนนำเพื่อไทยจะบอกว่า ให้เลือกฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพรรคอนาคตใหม่ ลึกๆ ในใจนั้น คงไม่มีใครอยากเทคะแนนไปให้พรรคอื่น ที่ไม่ใช่ดีเอ็นเอเดียวกัน

ผ่านโยบายเศรษฐกิจพปชร. สนธิรัตน์ย้ำคิดเพื่อความยั่งยืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363471?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่านโยบายเศรษฐกิจพปชร. สนธิรัตน์ย้ำคิดเพื่อความยั่งยืน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
เปิดอ่าน 317 ครั้ง

ผ่านโยบายเศรษฐกิจพปชร. สนธิรัตน์ย้ำคิดเพื่อความยั่งยืน

“สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกับเครือเนชั่นเกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคที่ใช้หาเสียงว่า “แคมเปญ 7-7-7” คือเศรษฐกิจประชารัฐ สังคมประชารัฐ สวัสดิการประชารัฐ ที่แตกเป็นเจ็ดเรื่องย่อยในแต่ละหมวด

เศรษฐกิจประชารัฐคือการเพิ่มรายได้ให้ฐานรากคือ เกษตรกรที่มีราวสามสิบล้านคน เอสเอ็มอีที่มีกว่าร้อยละ 90 ในระบบธุรกิจ เราต้องทำคนกลุ่มนี้ให้เข้มแข็ง และคนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพที่ชอบความอิสระในการทำงาน แรงงานกว่า 10 ล้านคนที่มีอยู่ในทุกระดับ ธุรกิจการค้าและบริการ ตรงนี้พรรคจะมีนโยบายในการยกระดับกลุ่มเหล่านี้

ภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยมีตัวแปรที่เปลี่ยนเร็ว คือเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัล เศรษฐกิจวันนี้แทบทุกกลุ่มได้รับแรงกระทบ แสดงว่ามันคือสึนามิที่กวาดทั้งระบบ รัฐบาลใหม่ต้องเข้าใจ เช่น ค้าปลีกแบบเดิมวันนี้จะเหนื่อย เพราะมีอีคอมเมิรซ์เข้ามา ฉะนั้นต้องผสมผสานการแก้ไขทั้งหมดและทั้งระบบ

เศรษฐกิจไทยวันนี้แบ่งได้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มบนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก คือทุนนิยมและทุนใหญ่ที่หลายชาติปฏิเสธไม่ได้ วันนี้ทุนต่างชาติไหลเข้าทั่วทุกประเทศ เราจะส่งเสริมทุนใหญ่ของไทยแข่งขันกับทุนต่างชาติได้อย่างไร กลุ่มเอสเอ็มอี เราต้องดูว่าเราจะช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้รอดได้อย่างไร เพราะกลุ่มนี้คือกลุ่มใหญ่ของประเทศ กลุ่มล่างคือฐานราก คือผู้ใช้แรงงาน แม่ค้าแผงลอยและเกษตรกร

พรรคมองสามมิตินี้และสร้างสมดุลให้เดินไปได้และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า แกนนำพรรคทั้ง 4 คนเคยเป็นรัฐมนตรียังแก้ไขไม่ได้ วันนี้จะขับเคลื่อนแนวทางของพรรคที่จะดำเนินการนั้นได้ผลอย่างไร สนธิรัตน์กล่าวว่า “4 ปีเศษที่คสช.และรัฐบาลเข้ามานั้น ขอชี้แจงว่า 2 ปีแรก ต้องแก้ปัญหา เศรษฐกิจไทยเหลือแต่ราก มันคือช่วงแก้ไขและฟื้นฟู ปีที่ 3 เริ่มวางโครงสร้างใหญ่ๆ เช่น อีอีซี การปรับการแข่งขันระหว่างประเทศที่ไม่ได้ทำมา 10 ปีเศษ ช่วงนั้นผมมาทำหน้าที่ดูแลการส่งออก ที่ทำแบบเดิมมากว่า 20 ปี หากยังเป็นแบบนี้ไทยจะแข่งขันกับประเทศที่ใช้แรงงานเป็นหลัก หากไม่เปลี่ยนแปลงไทยจะแข่งขันอย่างไร และปีที่ 4 คือผลักดันการทำงาน ผมทำหน้าที่รมว.พาณิชย์ ได้ 1 ปี และยังทำหน้าที่ไม่เสร็จแต่ต้องลาออกเพื่อทำงานการเมือง

ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องใช้เวลาแต่ผมและอดีตรัฐมนตรีที่มาอยู่ที่พรรครู้ทิศทางการแก้ไขปัญหาเพราะลงมือไปแล้ว นโยบายพรรคนั้นมองในสิ่งที่ทำและสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยนั้นจะมีความแตกต่าง สถานะ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นเวอร์ชั่นใหม่ เพราะการเมืองจะมีบริบทที่แตกต่างกัน เพราะจะสัมผัสประชาชนมากขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงกับประชาชนที่มาจาก ส.ส.

เราต้องเห็นมิติที่แตกต่าง 4 ปีที่แล้วมันคือมิติหนึ่ง เพราะประชาชนบางส่วนยังบอกว่านโยบายรัฐบาลยังไปไม่ถึง เพราะไม่มี ส.ส. เมื่อมีพรรคพปชร.แล้วจะรู้ว่าเราตอบความต้องการของประชาชนได้จริงหรือไม่ โดย ส.ส.จะสะท้อนขึ้นมา ตรงนี้คือหัวใจของรัฐบาลประชาธิปไตย และมีความสวยงาม เพราะจะเชื่อมนโยบายกับการปฏิบัติเข้าหากัน

บางคนบอกว่า พรรคจะเป็นรัฐบาลเผด็จการนั้น ขอเรียนว่าต้องปรับวิธีพูดกันใหม่ หากพรรคได้เป็นรัฐบาลเพราะมาจากการเลือกตั้ง พรรคนี้ตั้งขึ้นเพราะจะมีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านทางความขัดแย้งของบ้านเมือง จะเป็นทางออกของประเทศ

ส่วนการเสนอนายกฯ นั้น พรรคมองการเมืองและความขัดแย้งยังเปลี่ยนไม่มาก นายกฯ ต้องสอดรับกับรัฐธรรมนูญและการเปลี่ยนผ่านของชาติ และทำให้ประชาชนเชื่อว่าจะไม่ย้อนกลับไปเหมือนอดีต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความสุจริต มีประสบการณ์ในการทำงาน สิ่งที่ทำไว้เริ่มออกผล คือหนึ่งในบุคคลที่พรรคมองว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ จึงไปเรียนเชิญมา และบุคลิกของผู้นำนั้น ต้องทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าบ้านเมืองจะไม่ย้อนกลับไปแบบอดีต

ผลโพลล์ในช่วงหลายเดือนมานี้พบว่า พล.อ.ประยุทธ์ติดอันดับหนึ่งมาตลอด พรรคจึงไปเชิญมา

สิ่งที่บางคนกล่าวหาว่าพรรคเป็นเผด็จการนั้น ขอเรียนว่ามันเป็นคนละส่วน พรรคไม่มีสิทธิพิเศษเหนือพรรคอื่น และอยู่ในกติกาเดียวกัน แถมยังต้องระวังตัวมากกว่าพรรคอื่นเพราะพรรคนี้เป็นน้องใหม่ที่น่าจะมาแรง การกล่าวหาในข้างต้นนั้นไม่เป็นธรรมกับพรรค”

เมื่อถามว่า ทหารทำงานการเมืองและมาแก้เศรษฐกิจนั้น มีความชำนาญสู้นักการเมืองมืออาชีพไม่ได้ สนธิรัตน์กล่าวว่า “ความชำนาญแต่ละอาชีพย่อมไม่เหมือนกันแต่เมื่อมารวมเป็นรัฐบาลก็เหมือนรวมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกันตามเป้าประสงค์

รัฐบาล คสช.ทำโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไว้มากกว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น อีอีซี, ระบบคมนาคม, รถไฟฟ้าหลายสาย, รถไฟความเร็วสูง, เครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ประเทศจะไม่มีจุดขาย เพราะการลงทุนนั้นนานาชาติหนีออกจากเมืองไทยไปนานแล้ว หากเป็นแบบนั้นเมืองไทยจะแข่งขันอะไรกับชาติอื่นๆ ได้ และเศรษฐกิจในอนาคตจะแข่งขันบนพื้นฐานโครงสร้างดิจิทัล ฉะนั้นจะพบว่ารัฐบาลคสช.ได้วางสิ่งเหล่านี้ไว้

โครงสร้างนี้ไม่เกิดผลทันที แต่รัฐบาลอื่นๆจะรับอานิสงส์หล่านี้

พรรครู้ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร
ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ยังทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ ไปพบแจ๊ค หม่า ที่ใช้ “เถาเป่าโมเดล” (ต้นแบบการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในจีน โดยมีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวของชาวบ้านในชุมชนที่ชาวบ้านกว่า 1,000 ครัวเรือนจับมือกันผลิตและวางขายสินค้าของตนเองและเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อการพัฒนาอีคอมเมิร์ซในชนบทในจีน) มาปรับใช้ในไทยเพื่อแก้ความยากจนที่ต้องใช้สิ่งใหม่ๆ และต้องทำต่อไป และนำไปเป็นหนึ่งในนโยบายพรรค

ร้านโชห่วยที่จะใช้บัตรสวัสดิการประชารัฐเข้ามาเพื่อให้อยู่ได้ โดยใช้บัตรเหล่านี้อุ้มชูสังคมแบบดั้งเดิมให้อยู่และต่อยอด ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นแบบในที่วันนี้ร้านค้าสะดวกซื้อเข้ามา ร้านโชห่วยตายไป ผมใช้ “อูเล่ โมเดล” ของฮ่องกง (ต้นแบบการค้าออนไลน์ โดยทางการจีนนำมาใช้แก้ไขปัญหาร้านค้ารายย่อย ร้านค้าในชนบทที่กำลังจะปิดตัว จากการเกิดขึ้นและขยายตัวของการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ) มาใช้ เป็นรูปธรรมแก้เศรษฐกิจฐานรากและใช้เวลาในการทำต่อ

ส่วนที่กล่าวหาว่าเอื้อนายทุนนั้น ผมถามว่า สินค้าอุปโภคบริโภคเหล่านี้ใครผลิต จำหน่ายที่ใดในความจริงวันนี้ ผมนำเม็ดเงินที่จะไปตกที่ห้างสรรพสินค้ามาลงสู่ร้านค้าชุมชนผ่านบัตรนี้ที่หลายหมื่นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐทั่วประเทศ ผมทำแบบนี้กลับโดนห้างสรรพสินค้าตำหนิเพราะบัตรนี้ใช้ที่นั่นไม่ได้

ส่วนข้อหากระเป๋าตุง กระเป๋าแฟบนั้น รอยต่อเศรษฐกิจวันนี้มีรอยต่อที่สูงมาก ช่วงต้นรัฐบาลนี้เศรษฐกิจโลกแย่ และเริ่มกลับมาดีในช่วง 2-3 ปีหลัง เพราะตอนแรกไทยยังส่งออกได้น้อยและค่อยๆ ฟื้นไข้ เราต้องปรับโครงสร้างการส่งออก และรวมทั้งสินค้าเกษตรที่ต้องไล่แก้ปัญหาที่ค้างคาไว้นาน และกว่าจะทำให้ฟื้นได้นั้น มันต้องใช้เวลา”

ส่วนที่กล่าวหาว่าเศรษฐกิจและส่งออกแย่เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ นานาชาติไม่ยอมรับ สนธิรัตน์ย้ำว่าการค้ากับการเมืองคนละมิติกัน กระเป๋าตุง กระเป๋าแฟบนั้น ควรดูระยะเวลาด้วย เพราะบางครั้งกระเป๋าตุงเพียงแวบเดียว ย้ำว่ารัฐบาลคสช.มีการเลี่ยงการใช้ประชานิยม ไม่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ และค่อยๆ ใช้เวลาให้เศรษฐกิจปรับตัวในช่วงที่ผ่านมา และขอโอกาสพรรคในการเป็นรัฐบาลชุดใหม่ จะทำให้ดู

ภาระหนี้ครัวเรือนที่มีสูงและสั่งสมมานาน สนธิรัตน์บอกว่า “การจะลดตรงนี้ได้นั้น รัฐบาลพยายามลดภาระหนี้ชนชั้นล่าง นโยบายพรรคจะพักหนี้กองทุนหมู่บ้านสามปีเพื่อให้กองทุนแข็งแรง และปรับเศรษฐกิจฐานราก นโยบายเกษตร เช่น ข้าวนั้นพรรคมีการต่อยอด เพราะได้ชะลอการขายและเพิ่มรายได้ให้ชาวนา ข้าวหอมมะลิวันนี้ 17,000-18,000 บาท ชาวนาพอใจ และการสร้างสมดุลความยั่งยืนสินค้าเกษตรนั้นมี 2 ระยะคือ ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ อย่าลืมว่าสินค้าเกษตรนั้นจะออกมาพร้อมกัน หากขายพร้อมกัน ราคาจะถูกลง สินเชื่อยุ้งฉางที่ทำให้เกษกรจะช่วยด้านราคา ฉะนั้นการมียุ้งฉางก็เป็นการชะลอและเก็บไว้ มันจะช่วยราคาไม่ให้ตกลง โดย ธ.ก.ส.ปล่อยกู้จากยุ้งฉาง”

หากถามว่านโยบายต่างๆ นั้นจะใช้เงินจากที่ใด สนธิรัตน์กล่าวว่า “โครงการรัฐบาลใช้ภาษีทั้งนั้น สินค้าเกษตรนั้นรัฐบาลใช้ภาษี 2 แสนล้านบาทดูแล พรรคคิดนโยบายและมองแล้วว่าใช้งบจากที่ใด เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้เงินกองทุนประชารัฐที่มี 1 แสนล้านบาท หัวใจคือนำคนที่ลำบากมาขึ้นทะเบียนและดูว่าควรช่วยเหลืออย่างไร และต้องฝึกอาชีพเพื่อพัฒนาชีวิตเพื่อให้พ้นจากเส้นความยากจนและมีรายได้ ทิศทางแบบนี้คือแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับล่าง”

“ยืนยันต่อยอดนโยบายรัฐบาลที่ดีๆ และไม่ได้ลอกพรรคใด แก่นของนโยบายพรรคต่างๆ ไม่แตกต่าง มันอยู่ที่รายละเอียดและมียุทธศาสตร์ไว้อย่างไร พปชร.มีนโยบายพรรคที่แตกต่าง ไม่ได้มองระยะสั้น แเต่มองระยะกลางและระยะยาวของคนทุกชนชั้นในประเทศ สิ่งที่บางคนบอกว่าพรรคลอกนโยบายบางพรรคนั้น ขอเรียนว่า การเมืองมีการชิงไหวพริบแต่ประชาชนต้องตัดสิน”

“พรรคพลังประชารัฐมอง 3 มิติคือ กลุ่มทุนใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี และดูแลกลุ่มล่างที่เป็นฐากราก สร้างสมดุลให้เดินไปได้และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการในเรื่องนี้”

ดอกไม้การเมืองไม่ตรงปก…ตกรอบ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดอกไม้การเมืองไม่ตรงปก…ตกรอบ?

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
ดอกไม้การเมืองไม่ตรงปก...ตกรอบ?
เปิดอ่าน 4,547 ครั้ง

การเลือกตั้งใหญ่งวดนี้ นอกจากปรากฏการณ์ต่างๆ จะดาหน้าเกิดขึ้นจนบางคนบอกว่าเป็นครั้งที่สีสันสนุกที่สุดแล้ว

ยังมีเรื่องผู้สมัคร ส.ส.ที่เป็นสาวสวยจากหลายๆ พรรค ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดเผลอคิดไปว่านี่เวทีการเมืองหรือเวทีขาอ่อนนางงามกันแน่ ?

พูดก็พูดไป ต้องบอกก่อนว่าแต่ละคนก็ไม่ได้หน้าสวยอย่างเดียว แต่ครบเครื่องต้มยำทั้งเก่ง ทั้งสวย ทั้งรวยอีกด้วย

แต่คนไทยกับดราม่า เป็นของคู่กัน สุดท้ายประเด็นเรื่อง “สวยไม่ตรงปก” ก็ยังถูกนำมาละเลงในกระแสการเลือกตั้งจนได้ ไปดูกันว่าใครได้ ใครโดนกันบ้าง

++

       สวยไม่ตรงปก”
คำนี้ถูกจั่วไปที่ “เบล” บุษยา ตั้งภากรณ์ อายุ 29 ปี ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครสวรรค์ เขต 1 “พรรคเพื่อไทย”

“เบล” บุษยา ตั้งภากรณ์

จนเกิดเป็นข่าวดราม่า ให้เจ้าตัวต้องใช้เวลามาโต้ตอบเกรียนคีย์บอร์ดที่คอมเมนต์เธอเรื่อง “สวยไม่ตรงปก” ว่า “ทำไมรูปนี้หน้าไม่เหมือนแต่ละรูปที่โพสต์ใน IG”

ถามกันแบบนี้ผู้หญิงเขาถือ พอๆ กับถามอายุและน้ำหนัก ถ้าจะต้องใช้เวลาตรงนี้ สาวเบลก็ต้องทำ โดยออกมาแจงว่า จะเอารูปถ่ายตอนใช้ชีวิตปกติมาเปรียบเทียบกับรูปถ่ายตอนหาเสียง แล้วมาบอกว่า “ไม่ตรงปก” ไม่ได้ เพราะเป็นคนละหน้าที่กัน โดยกรณีเดินหาเสียง จะไม่แต่งหน้า ติดขนตาปลอม หรือใส่คอนแทคเลนส์ ซ้ำร้ายต้องเดินตากแดดทั้งวัน

คนนี้ดีกรีปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และยังเป็นลูกสาว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง

++

  สวยผู้ประกาศ
มาถึง “เดียร์” เกศปรียา แก้วแสนเมือง ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตบางขุนเทียน เบอร์ 11 และยังเป็นถึงโฆษก “พรรคเพื่อชาติ”

เดียร์ เกศปรียา แก้วแสนเมือง

ถ้าจำได้ เธอคืออดีตผู้ประกาศข่าวสปริงนิวส์ ดีกรีปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และปริญญาโท คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สาวสวยวัย 28 จากขอนแก่นรายนี้ หลายคนบอกหน้าหวานจนไปประกวดนางงามยังได้ สุดท้ายเปิดวาร์ปเจอว่าช่วงปี 2556 ขณะเรียนอยู่ปี 4 เคยลงสมัครเวทีนางสาวไทยมาแล้วจ้า สวยเบอร์นี้ไม่ตรงปกได้ไง

++

        สวยสายแซบ
มาว่ากันที่ “อาย” วราไพรินทร์ ธนวริสพร อายุ 28 ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตลาดพร้าว เบอร์ 10 “พรรคชาติไทยพัฒนา”

พื้นเพเป็นชาวชัยภูมิ แต่คนไทยจำเธอได้ดีจากบทบาท “บีบี” นางงามเต้าไต่ในซีรีส์ “สงครามนางงาม” และยังไต่เต้าเข้าวงการบันเทิงจากการเคยประกวดดัชชี่บอย & เกิร์ล 2012

“อาย” วราไพรินทร์ ธนวริสพร

เปลี่ยนชื่อเสริมดวงมาเยอะ เช่นปี 2559 อรไพลิน ลภัสนิธิโรจน์, ปี 2560 พรไพรินทร์ แก้วมณีโชติ, ปี 2561 วราไพรินทร์ ลภัสนิธิโรจน์ จนมาเป็น วราไพรินทร์ ธนวริสพร ในปัจจุบัน

ชีวิตจริงเธอคือทายาทพันล้าน บ้านทำธุรกิจโซลาร์เซลล์ ถ้าจะ “สวยไม่ตรงปก” ก็ตรงภาพลักษณ์ใสๆ ตอนหาเสียงเบอร์ 10 มันช่างคนละมุมกับภาพจำจากบทบาทของ “บีบี” ที่เธอตีบทแตกสุดๆ !

++

     สวยมาดเท่
สาวงามจาก “พรรคประชาธิปัตย์” สุชาดา แทนทรัพย์ หรือ “ไอเดียร์” สาว อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เช่นกัน แต่สังกัดรุ่นใหม่ New Dem วันนี้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 84

ที่ว่าเท่เพราะรูปร่างเป๊ะปังฟิตเฟิร์ม เคยเป็นเด็กในคาถาของค่ายเจ๊เอ ศุภชัย ที่เคยผ่านงานละครหลายเรื่อง

ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์

แถมยังมีดีกรีวิศวะฯ ภาคอินเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชูนโยบาย “ชาย-หญิงเท่าเทียม” ตรงปกไม่ตรงปก แต่ตรงใจสายฟิตจริงๆ

++

   สวยสายขาอ่อน
คนนี้ฟาดเรียบทั้งเวที มิสเอเชียแพเจนท์ 2004, มิสโกลบอลบิวตี้ควีน อินเตอร์เนชั่นแนล 2006 ที่ฮ่องกงทั้งสองเวที และมิสฮอนด้า

“เนย” ณหทัย เล็กบำรุง

“เนย” ณหทัย เล็กบำรุง สวยดังแวมไพร์แม้จะอายุ 42 ปีแล้ว เป็นผู้บริหารบริษัทธุรกิจความงาม อดีตผู้อำนวยการการจัดการประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์ และโลดแล่นอยู่ในแวดวงขาอ่อนมาหลายเวที

โพรไฟล์แน่น ยืนยันความสวย “ตรงปก” ได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 45 “พรรคไทยรักษาชาติ” คนนี้ เพียงแต่วันนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าพรรคที่เธอสังกัดจะไปลงเอยที่ตรงไหนแค่นั้นเอง

++

      สวยสายเหนือ
อีกคนกับ “น้องออม” พิมดารา ศิริสลุง อายุ 32 ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 4 เบอร์ 2 จาก “พรรคอนาคตใหม่” ผู้จบปริญญาตรี นิเทศศาสตรบัณฑิต มรภ.อุตรดิตถ์ เคยทำงานด้านเออี ธนาคาร และบริษัทขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ บอกเลยสวยตรงปกเข้ากระแสไอดอลสุดๆ

“น้องออม” พิมดารา ศิริสลุง

++

สวยสารคาม
สุดท้าย ไม่ท้ายสุด เพราะสาวสวยในเวทีการเมืองไทย พ.ศ.นี้มีอีกเพียบ มารวมตัวกันเมื่อไร อาจเข้าใจว่างานแสดงยานยนต์ พริตตี้เอ็มซีกิตติมศักดิ์

คนนี้เลย พลอยไพลิน รัตนเสถียร ที่โซเชียลมีเดียกำลังฮือฮากันอยู่ตอนนี้นี่เอง เธอลงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ. มหาสารคามเขต 1 เบอร์(19) “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ของเฮีย ชัช เตาปูน

พลอยไพลิน รัตนเสถียร

ดีกรี วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มมส. ดูกันเองว่าตรงปกหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ น่ากลัวงานนี้คนไทยจะกลายเป็น “คนอยากเลือกตั้ง” อยากที่จะ “เข้าคูหากาเบอร์เธอ” กันหมดแล้วกระมัง (ฮา)

“ไทยลีก” อู้ฟู่ ฤดูหาเสียง 2019 ทีม “บอลการเมือง” ทุ่มหนัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363409?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ไทยลีก” อู้ฟู่ ฤดูหาเสียง 2019 ทีม “บอลการเมือง” ทุ่มหนัก

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 17:38 น.
พรรคชาติไทยพัฒนา,ราชบุรี มิตรผล เอฟซี,อนงค์วรรณ เทพสุทิน,การเมือง,เลือกตั้ง 2562,ผู้สมัคร สส,ไทยลีก,ฤดูกาลไทยลีก 2019,เทวัญ ลิปตพัลลภ,สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี,ตราด เอฟซี,โฮม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช,ยงยุทธ ติยะไพรัช,กัญจนา ศิลปอาชา
เปิดอ่าน 1,029 ครั้ง

ช่วงนี้ประมุข ประธานสโมสรไทยลีกหลายที่ พากันไปหาเสียงเลือกตั้งกันหมด เลยส่งคนใกล้ชิดมาทำหน้าที่แทนในสนามหญ้า จนไม่รู้สนามไหนจะมันสุดติ่งกระดิ่งแมวมากกว่ากัน       

       000 ศึกไทยลีกฤดูกาลใหม่ 2019 นัดแรกเริ่มแล้ว ศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ “ราชบุรี มิตรผล เอฟซี” พบ “ตราด เอฟซี” แต่ไทยลีกในฤดูหาเสียงเลือกตั้ง ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในหลายสโมสร เริ่มจาก “สุโขทัย เอฟซี” ประมุขค้างคาวไฟ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ต้องไปกรำศึกใหญ่ในฐานะแม่ทัพหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ จึงให้ “มาดามเป้า อนงค์วรรณ เทพสุทิน” เป็นประธานสโมสรแทน

อนงค์วรรณ เทพสุทิน              

    000 ขยับขึ้นไปเหนือสุด “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” ก็เปลี่ยนตัวประธาน “โฮม ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” น้องสาวของ “ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช” มานั่งเก้าอี้ประธานกว่างโซ้ง เพราะ “เสี่ยฮั่น” ไปรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ และเวลานั้น เสี่ยฮั่นก็กำลังลุ้นคดียุบพรรคอยู่

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช

          000 ล่องลงมาแถวภาคกลาง ชัยนาท ฮอร์นบิล“ ได้ผู้นำคนใหม่คือ “เสี่ยรุท อนุรุทธิ์ นาคาศัย” ประธานฝ่ายบริหารและผู้จัดการทีม ส่วนพี่ชาย “เสี่ยแฮงก์ อนุชา นาคาศัย” ไปลงสมัคร ส..เขต ชัยนาท แถมยังต้องวิ่งรอกปราศรัยในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคกลางของพรรคพลังประชารัฐ 

เสี่ยรุท อนุรุทธิ์ นาคาศัย

          000 ข้ามลุ่มเจ้าพระยาไปทางตะวันตก “กำนันตุ้ย วิวัฒน์ นิติกาญจนา” อดีต ส..ราชบุรี กลับมาเป็นประธานสโมสรราชบุรี มิตรผล เอฟซี ต่อจากคู่ชีวิต “บุญยิ่ง นิติกาญจนา” ที่ไปลงสนามเลือกตั้งราชบุรี เขต พรรคพลังประชารัฐ ในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ “กำนันตุ้ย” ประกาศทุ่ม 120 ล้านบาท หวังติดท็อปโฟร์ไทยลีก 

กำนันตุ้ย  คู่ชีวิตแม่บุญยิ่ง แห่งราชบุรีมิตรผล     

            000 ไม่ไกลจากราชบุรี “สุพรรณบุรี เอฟซี” ยังเป็นประธานสโมสรคนเดิมคือ “วราวุธ ศิลปอาชา” ประธานยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา อาจเพราะมีพี่สาว กัญจนา ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าพรรค เลยมีเวลามาดูทีมช้างศึกยุทธหัตถี ซึ่ง “ท็อป” ดูแลทีมนี้มาเป็นปีที่ โดยปีนี้เสริมนักเตะเพียบ นัยว่ามีทุนรอนไม่ธรรมดา 

วราวุธ ศิลปอาชา

          000 คราวนี้ไปทางอีสาน “เทวัญ ลิปตพัลลภ” แถลงผ่านเพจสโมสร Nakhonratchasima FC ขอยุติบทบาทประธานสโมสรเพื่อเข้าไปรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว สำหรับประธานคนใหม่ยังไม่มี แต่วันเปิดตัวทีมสวาทแคท “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ประธานกิตติมศักดิ์ สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เป็นประธานเปิดงาน

เทวัญ ลิปตพัลลภ

          000 มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่ง ฤดูกาลไทยลีก 2019 สโมสรลูกหนังในไทยลีกของ “นักการเมือง” ได้ใช้งบประมาณทำทีมสูงมาก เช่นการซื้อนักเตะต่างชาติเกรดดีๆ มาเข้าทีม ต่างจากสองสามฤดูกาลที่ผ่านมา ยุค คสช.เรืองอำนาจ ทีมลูกหนังสายการเมือง ก็ออกอาการร่อแร่ ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงมาเติมพลังสร้างทีม 

หนักแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363405?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนักแผ่นดิน

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หนักแผ่นดิน,ผู้พิการ,ผู้สูงวัย
เปิดอ่าน 392 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีจดหมายจากคุณ ‘เสถียร’ คนรักชาติ แสดงความเห็นเรื่องประเด็นขัดแย้งจากกรณีเพลง ‘หนักแผ่นดิน’ มา ซึ่งจากการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่จะตัดงบประมารทหารมาพัฒนาประเทศและยกเลิกการเกณฑ์ทหาร

กรณีนี้ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขออนุญาตไม่แสดงความเห็นแต่อยากแสดงความรู้สึกว่าประเทศไทยได้แบ่งข้างแบ่งฝักฝ่ายเรียบร้อยแล้วคือ ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทหารและฝ่ายตรงข้ามทหาร

จึงขอให้ทุกฝ่ายมีสติมีเหตุผลและเหตุต่าง ‘ดับเครื่องชน’ แบบไม่มีเกียร์ถอยหลังแล้ว ต่อให้เสร็จเลือกตั้งก็จะมีเหตุการณ์รุนแรงตามมาเป็นระลอก 2 แน่ๆ
อ๊อด เทอร์โบ

ooo

ใครเป็นคน “หนักแผ่นดิน”
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จดหมายของผมต่อไปนี้ส่งมาจากคนไทยรักชาติที่มองว่าการเมืองจะทำให้ประเทศไทยของเราแตกเป็นสองฝ่าย จากนโยบายหาเสียงที่ประกาศว่าจะตัดเงินทหารมาใช้พัฒนาประเทศและยกเลิกทหารเกณฑ์

เหมือนเอาน้ำมันไปราดกองไฟ เพราะผบ.ทบ.สวนควันปืนที่ข่าวบอกว่าฟิวส์ขาดโต้กลับว่าพวกคิดแบบนั้นเป็นพวกหนักแผ่นดิน และกดปุ่มไฟเขียวให้วิทยุทหารเปิดเพลง ‘หนักแผ่นดิน’ และเพลงปลุกใจ

หลังจากนั้นก็มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งขอบอกว่ากรณีนี้เหมือนแก้วที่แตกแล้วยากจะประสานเชื่อมต่อให้เหมือนเดิมได้

ผมว่าเลือกตั้งแล้วจะมีรัฐบาลใหม่แบบไหนก็แล้วแต่ ขอบอกว่าการเมืองถึง ‘จุดเดือด’ ครับ
    ‘เสถียร’ คนรักชาติ

ooo

ข่าวดีถึงผู้พิการ-สูงวัย
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมอายุ 70 ปีแล้ว แต่ยังชอบไปโน่นนี่ด้วยรถไฟฟ้าเพราะราคาพิเศษและสะดวกรวดเร็วแต่มีปัญหาขึ้นลงปละมีข่าวดีมาบอกว่า

สำนักงานระบบขนส่งสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ได้รับจัดสรรงบประมาณจำนวน 240 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างลิฟต์โดยสารสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการในระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้า) ตามแนวเส้นทางสัมปทานเพิ่มเติมให้ครบสองฝั่งใน 16 สถานี จำนวน 19 ตัว

โดยจะก่อสร้างลิฟต์จากชั้นพื้นดินถึงชั้นจำหน่ายตั๋วจำนวน 17 ตัว และก่อสร้างลิฟต์จากชั้นจำหน่ายตั๋วถึงชานชาลา จำนวน 2 ตัว ปัจจุบันอยู่ระหว่างประกาศประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างมาดำเนินการ โดยโครงการดังกล่าวได้คำนวณราคากลางอยู่ที่ 191 ล้านบาท กำหนดเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 210 วัน นับจากวันที่ลงนามสัญญาว่าจ้าง

สำหรับสถานีที่จะติดตั้งลิฟต์ 16 สถานี ประกอบด้วย 1.สถานีนานา 2.สถานีพร้อมพงษ์ 3.สถานีทองหล่อ 4.สถานีเอกมัย 5.สถานีพระโขนง 6.สถานีอ่อนนุช 7.สถานีราชเทวี 8.สถานีพญาไทย 9.สถานีสนามเป้า 10.สถานีอารีย์ 11.สถานีสะพานควาย 12. สถานีหมอชิต 13.สถานีราชดำริ 14.สถานีช่องนนทรี 15.สถานีสุรศักดิ์ และ 16.สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

ความคืบหน้าโครงการขยายสถานี S6 หรือสถานีรถไฟฟ้าสถานีสะพานตากสินจากรางเดี่ยวเป็นรางคู่ว่าอยู่ระหว่างจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) ส่วนงบประมาณในการปรับปรุง 1,100 ล้านบาท บีทีเอสจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก่อน ทั้งนี้แผนการปรับปรุงขยายสถานี S6 ในช่วงแรกจะมีการปิดเบี่ยงการจราจรเพื่อขยายสะพานสาทรก่อนที่จะมีการทุบ หรือรื้อย้ายโครงสร้างสถานี S6 และก่อสร้างสถานีใหม่พร้อมรางคู่

จะมีการปิดสถานีสะพานตากสินโดยให้ผู้โดยสารขึ้นลงที่สถานีถัดไปคือสุรศักดิ์แทน ซึ่งบีทีเอสจะจัดรถชัตเติลบัสรับส่งผู้โดยสารฟรีระหว่างสถานีสะพานตากสิน-สถานีสุรศักดิ์ ทดแทนการขึ้นลงที่สถานีสะพานตากสิน

ขอขอบคุณที่โครงการช่วยเหลือผู้สูงวัยหรือคนแก่อย่างผมและผู้พิการด้วยครับ
 สมภพ (สะพานควาย)

  ตอบคุณ ‘สมภพ’ สะพานควาย
เป็นข่าวดีจริงๆ ครับ เพราะผมเองก็เดินทางด้วยรถไฟฟ้าเช่นกันและต่อไปจะสะดวกสบายขึ้นหากมีลิฟต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ

โครงการนี้เห็นเรียกร้องกันมานานแล้วและรอคอยจนเกือบลืมไปแล้วจนความหวังความฝันกลายเป็นจริง

นี่แหละเรียกว่า ‘เมตตาธรรมค้ำจุนโลก’ และพิสูจน์ได้ว่าคนไทยมีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน

จี้พรรคการเมืองชูขึ้นภาษีบุหรี่เหล้าหยุดตายโรคเรื้อรัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363404?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จี้พรรคการเมืองชูขึ้นภาษีบุหรี่เหล้าหยุดตายโรคเรื้อรัง

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:48 น.
ภาษี,บุหรี่,เหล้า,พรรคการเมือง,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 227 ครั้ง

บทความพิเศษ…

หลังผลวิจัยชี้ชัดตายจากบุหรี่ปีละ 55,000 คน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 22,000 ราย สูญเสียงบรักษาปีละ 7 หมื่นล้าน  หนทางหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้ก็คือ  มาตรการทางภาษี ที่เชื่อว่าจะสามารถสกัดการตายด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของคนไทยเอาไว้ได้

ศ.นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะประธานกรรมการกำกับทิศแผนงานการพัฒนาดัชนีภาระทางสุขภาพเพื่อการพัฒนานโยบาย สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยถึงผลการศึกษา “ต้นสายปลายเหตุ ภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่คนไทยต้องแบกรับ” ซึ่งพบว่า “รายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากร” ชี้สาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง “บุหรี่-เหล้า-ความดันโลหิตสูง-โรคอ้วน” ทำคนไทยป่วย-ตายก่อนวัยอันควร โดยบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งทำคนไทยตายสูงสุด 55,000 คนต่อปี และคนสูบบุหรี่ตายเร็วขึ้นเฉลี่ยคนละ 18 ปี จากโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง และโรคปอด

ด้าน ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ หัวหน้าแผนงานการพัฒนาดัชนีภาระทางสุขภาพเพื่อการพัฒนานโยบาย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เปิดเผย “รายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากร พ.ศ.2557” ที่ทำการศึกษา 14 ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่สำคัญของคนไทย พบสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและตายก่อนวัยอันควรในเพศชาย ได้แก่ การดื่มสุราและสูบบุหรี่ ส่วนเพศหญิงได้แก่การมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนและภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งพฤติกรรมทางสุขภาพที่เสี่ยงเหล่านี้ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคมะเร็ง หัวใจและหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และยังส่งผลต่อการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนที่เป็นผลจากการดื่มสุรา

ทั้งนี้บุหรี่ยังคงเป็นต้นเหตุสำคัญอันดับหนึ่งของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในคนไทย โดยพบครึ่งหนึ่งของคนสูบบุหรี่จะเสียชีวิตจากบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันคนไทยสูบบุหรี่ 10.7 ล้านคน และในแต่ละปีคนไทยตายจากบุหรี่ปีละ 55,000 คน ซึ่งเฉลี่ยจะตายก่อนวัยอันสมควรคนละ 18 ปี นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังทำให้ทุกข์ทรมานจากการป่วยก่อนเสียชีวิตประมาณ 3-4 ปี จนก่อให้เกิดความสูญเสียงบประมาณในการรักษา ประมาณ 74,884 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รัฐเก็บภาษีได้เพียงปีละไม่มากซึ่งมูลค่าที่สูญเสียสูงกว่าภาษีจากบุหรี่ที่รัฐจัดเก็บได้ถึง 2 เท่า

ขณะที่ ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รอง ผอ.ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) พบว่า แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ในคนไทยมีแนวโน้มที่ลดลง และสัดส่วนของคนไม่สูบบุหรี่ต่อคนสูบบุหรี่สูงขึ้น แต่ยังจะพบอัตราการตายจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งการศึกษาทั่วโลกพบการเปลี่ยนแปลงของอัตราการตายจากบุหรี่จะเกิดขึ้นช้ากว่าอัตราการสูบบุหรี่ที่ลดลงถึง 30-40 ปี หรือกล่าวได้ว่าอัตราการตายจากบุหรี่ในปัจจุบันเป็นผลของสถานการณ์การสูบบุหรี่เมื่อ 30-40 ปีก่อนหน้า ทั้งนี้มาตรการสำคัญในการควบคุมการบริโภคยาสูบต้องดำเนินต่อเนื่องอย่างเข้มข้นเพื่อช่วยลดความสูญเสียอันเกิดจากการสูบบุหรี่

ดังนั้นมาตรการเร่งด่วนในปัจจุบันที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือการปรับอัตราภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวกันคือ 40% ตามแผนที่กำหนดไว้ในเดือนตุลาคม 2562 กรมสรรพสามิตควรเร่งพิจารณาขึ้นภาษียาเส้นที่ปัจจุบันมีราคาถูกว่าบุหรี่โรงงานหลายเท่าทั้งที่พิษภัยจากการสูบไม่แตกต่างกัน และจัดระบบควบคุมบุหรี่ผิดกฎหมาย

ส่วนผลศึกษาปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ดร.ภญ.อรทัย วลีวงศ์ นักวิจัยจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญที่ทำให้คนไทยป่วยและตายก่อนวัยอันควร และยังคงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดความสูญเสียของการมีสุขภาวะที่ดีในผู้ชายไทย แต่ละปีคนไทยเสียชีวิตจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 22,000 ราย ซึ่งเฉลี่ยจะตายก่อนวัยอันสมควรจากการป่วยด้วยโรคจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คนละ 29 ปี เนื่องจากปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพเฉพาะตัวผู้ดื่ม แต่ยังสร้างปัญหาสุขภาพต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่มด้วยทั้งร่างกายและจิตใจ เช่น การทำร้ายร่างกาย การได้รับอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ คุณภาพที่ชีวิตที่แย่ลง

นอกจากนี้ ดร.ภญ.อรทัย ยังเปิดเผยว่า ความเข้าใจที่ว่ามีระดับการดื่มที่ปลอดภัยนั้น องค์การอนามัยโลกย้ำว่า “ไม่มีการดื่มในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ เหล้าเข้าปากเมื่อไร เสี่ยงเมื่อนั้น” การจัดการปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากจะลดภาระโรคและความสูญเสียทางด้านสุขภาพและรักษาชีวิตนักดื่มแล้ว ยังช่วยลดปัญหาสังคมอื่นๆ ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งดำเนินการนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การขึ้นภาษี การลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือการจัดการที่จุดจำหน่ายหรือบริการ และการควบคุมการโฆษณาส่งเสริมการขายของบริษัทเหล้า ซึ่งเป็นนโยบายที่มีประสิทธิผลในการลดการดื่มของประชาชนและลดผลกระทบในภาพรวมของประเทศได้

ด้าน นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ได้กล่าวย้ำถึงอันตรายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพทำคนไทยตายมากกว่าโรคติดต่อถึง 3 เท่า และ ยังได้เรียกร้องให้พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงในช่วงเลือกตั้งควรแสดงจุดยืนและประกาศนโยบายพรรคเพื่อจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเหล่านี้ ซึ่งมาตรการสำคัญคือการขึ้นภาษีสินค้าที่ทำลายสุขภาพโดยเฉพาะบุหรี่และสุรา

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมที่มาจากปัญหามลพิษก็เพิ่มขึ้น ดร.ภญ.ฐิติพร สุแก้ว นักวิจัยแผนงานการพัฒนาดัชนีภาระทางสุขภาพเพื่อการพัฒนานโยบาย ได้เสนอถึงความสำคัญของการมีมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ตัวอย่างผลกระทบของมลพิษทางอากาศจากฝุ่นขนาดเล็กกับสุขภาพจากการศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจากหมอกควันภาคเหนือพบความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มขึ้นของระดับมลพิษ พีเอ็ม 10 รายวัน มลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นในช่วงหมอกควันภาคเหนือ 2.5-4 เท่าของระดับมลพิษปกติในแต่ละจังหวัด มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอัตราการตายก่อนวัยอันควรและการเข้ารับการรักษาพยาบาลจากโรคทางเดินหายใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด