“การเมืองคนรุ่นใหม่ ไม่ขัดแย้งแล้ว ใช่หรือไม่?”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“การเมืองคนรุ่นใหม่ ไม่ขัดแย้งแล้ว ใช่หรือไม่?”

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:15 น.
ประชาธิปัตย์,เพื่อไทย,พลังประชารัฐ,เพื่อชาติ,ภูมิใจไทย,รศดรสิริภิญญ์ อินทรประเสริฐ,วิพัตรา โตเต็มโชคชัยการ,จิราพร สินธุไพร,เกศปรียา แก้วแสนเมือง,ภาดาท์ วรกานนท์
เปิดอ่าน 844 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

คนรุ่นใหม่กับการเมืองไทยวันนี้มีเยอะมาก แต่ละพรรคไปคัดสรรหนุ่มสาวหน้าใหม่ที่สนใจและอาสาทำงานการเมืองผ่านการเลือกตั้ง

“ความขัดแย้ง” คือหนึ่งปมปัญหาที่สังคมไทยติดหล่มนี้มานานหลายปี ฉะนั้นหนุ่มสาวหน้าใหม่บนสนามการเมืองจะช่วยหาวิธีแก้ไขและลดความขัดแย้งนี้ให้จางหายไปจากสังคมไทยได้อย่างไร

ตัวแทน 5 พรรคคือ ประชาธิปัตย์, เพื่อไทย, พลังประชารัฐ, เพื่อชาติ และภูมิใจไทย สะท้อนไอเดียนี้ออกมาโดยเชื่อว่าจะแก้ไขความขัดแย้งที่มีมายาวนานให้ยุติลงได้และเพื่อให้เมืองไทยกลับไปเป็นสยามเมืองยิ้มเต็มรูปแบบอีกครั้ง…

+++

“รศ.ดร.สิริภิญญ์ อินทรประเสริฐ” ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 4 พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า “วันนี้คนรุ่นใหม่ลงมาทำงานการเมืองกันเยอะในหลายพรรค ตรงนี้เป็นสิ่งที่ดีกับการเมืองไทยในวันนี้และวันหน้า

เชื่อว่าทุกคนจากทุกพรรคมีความหวังดีกับบ้านเมืองทั้งนั้น ส่วนตัวมองว่าผู้หญิงและผู้ชายที่เป็นคนรุ่นใหม่และอาสาทำงานการเมืองนั้น ทุกคนช่วยแก้ไขความขัดแย้งได้โดยเปิดใจรับฟังกันและกัน เพื่อหลอมรวมสิ่งต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว

ดิฉันก็เป็นหนึ่งในคนหน้าใหม่ที่มั่นใจในนโยบายพรรคที่มีจุดยืนเป็นกลางทางการเมืองและไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร หัวหน้าพรรคบอกสังคมเสมอว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ขัดแย้งกับใคร เพราะประเทศไทยต้องก้าวพ้นความขัดแย้ง ความทุกข์ยาก และความไม่สงบเรียบร้อย ตรงนี้ดิฉันและคนรุ่นใหม่ในพรรคยึดถือและไปชี้แจงกับสังคมตลอดเวลา”

+++

“วิพัตรา โตเต็มโชคชัยการ” กรรมการนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า “อันดับแรกคนรุ่นใหม่จะต้องตระหนักถึงความสำคัญ มองเห็นประโยชน์ที่แท้จริง และตั้งเป้าหมายในการก้าวข้ามความขัดแย้งให้ชัดเจนก่อน เพราะเป้าหมายที่ชัดเจน จะนำไปสู่การวางแผนการกำหนดความคิดและพฤติกรรมที่ดีตามมา

หลักการสำคัญของการก้าวข้ามความขัดแย้ง คือ การเปลี่ยนความขัดแย้งเป็น “ความเข้าใจ” เปิดใจให้กว้าง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของทุกฝ่าย หาจุดตรงกลางร่วมกันด้วยสันติวิธี โดยใช้ความรู้ความเข้าใจและหลักการของเหตุผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

ควรเริ่มต้นจากตนเองก่อน เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น ฝึกการจัดการอารมณ์ และกระบวนการคิดแก้ปัญหาที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นวิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ทุกเรื่อง และใช้ได้กับคนทุกรุ่น ไม่เพียงเฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันสังคมก็ควรต้องมีการสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนที่ถูกต้องในเรื่องนี้ มีระบบ กฎหมาย กติกา ที่เป็นธรรมรองรับด้วย เพื่อไม่ให้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้คนเกิดความขัดแย้งในใจตามมา

สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยที่เรื้อรังมายาวนาน คนไทยทุกคนจำเป็นจะต้องเปลี่ยนการยึดถือประโยชน์ส่วนตน เป็นประโยชน์ส่วนรวม โดยให้ความสำคัญกับการยึดถือประชาชนเป็นใหญ่ ยึดหลักประชาธิปไตยที่สุจริต เปิดกว้างให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าด้วยกันอย่างมีความเที่ยงธรรมและสงบสุข แม้ในช่วงแรกอาจจะเป็นเรื่องท้าทาย เพราะแต่ละคนเติบโตมาด้วยการมีประสบการณ์ ความคิดและความเชื่อเดิมที่แตกต่างกัน แต่หากทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ พร้อมมีระบบในสังคมที่ดีรองรับ ประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าก้าวข้ามความขัดแย้งจากที่มีอยู่ในปัจจุบันได้มากขึ้นอย่างแน่นอน”

+++

 “จิราพร สินธุไพร” ผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทย ระบุว่า “ปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการ หากประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนอย่างแท้จริง สังคมนี้จะไม่เกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ แต่จะเป็นการแสดงความเห็นที่แตกต่างภายใต้สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นความสวยงามภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นดิฉันจึงเห็นว่า วิธีการลดความขัดแย้ง คือ ประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยและอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ในฐานะคนทำงานการเมืองรุ่นใหม่

ในขณะเดียวกันดิฉันเห็นว่า ผู้หญิงและผู้ชายมีความเท่าเทียมกัน และสามารถปฏิบัติงานทางการเมืองได้ดีเหมือนกัน หากจะมีความแตกต่างคงเป็นเรื่องของแนวความคิด วิสัยทัศน์ และอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ดี ดิฉันเห็นว่า ความเป็นนักการเมืองผู้หญิงมีความได้เปรียบในเรื่องของความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ซึ่งจะเป็นการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่สร้างสรรค์ และช่วยลดอุณหภูมิในยุคที่การเมืองกำลังร้อนแรงได้

ดิฉันพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยการร่วมกันสร้างกติกาที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ในขณะเดียวกันดิฉันเห็นว่าความเป็นนักการเมืองผู้หญิงมีความได้เปรียบในเรื่องของความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ ซึ่งจะเป็นการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่สร้างสรรค์ และช่วยลดอุณหภูมิในยุคที่การเมืองกำลังร้อนแรงได้”

+++

 “เกศปรียา แก้วแสนเมือง” โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า “พรรคประกาศกับสังคมไปแล้วว่าพรรคจะเป็นเกาะกลางให้ทุกฝ่ายมาพูดคุยเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม จุดเริ่มต้นของพรรคจะพบว่าพรรคมีบุคลากรจากหลากหลาย เปิดให้ทุกฝ่ายที่สนใจมาร่วมอุดมการณ์พรรค ย้ำว่าสมาชิกพรรคไม่ใช่แค่มาจากพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง พรรคไม่ใช่นอมินีของคนแดนไกล แต่พรรคคือนอมินีของคนไทยทุกคน

พรรคจะทำงานต่อในนโยบายที่ดีของรัฐบาลและพรรคต่างๆ จากนี้พรรคจะเสนอนโยบายทลายกำแพงใจเพื่อลดความขัดแย้ง วันนี้สังคมคุยกันน้อยลง

ฉะนั้นวันนี้ควรเปิดใจ โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐรณรงค์ในชุมชนต่างๆ เพื่อให้คนในชุมชนพูดคุยกันมากขึ้น

ความขัดแย้งแม้บางคนยังมองว่ามันยังมีอยู่ในสังคมและยังแบ่งขั้วอยู่ คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาการเมืองวันนี้ต้องมองว่าความหลากหลายและแตกต่างในประชาธิปไตย มันคือสิ่งสวยงาม แต่ควรเลือกสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าดีต่อบ้านเมือง และไม่ควรยึดแนวคิดตัวเองเป็นหลัก จนไม่ฟังความเห็นคนอื่น

เชื่อว่าทุกพรรคที่เสนอนโยบายต้องการลดความขัดแย้งและอยากให้บ้านเมืองพัฒนารวมทั้งสงบสุข ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น ควรรับฟังคนอื่น ยอมรับจุดดีจุดด้อยของแต่ละฝ่าย คดีต่างๆ ควรยึดกระบวนการยุติธรรม การทลายกำแพงในใจนั้น คือการมานั่งคุยแบบเปิดใจกัน เพราะทุกคนคือคนไทยที่รักแผ่นดิน ควรลดความเชื่อมั่นของตัวเองลงและรับฟังคนอื่นให้มากขึ้น ย้ำว่าสีเสื้อต่างๆ ไม่มีการพูดถึงแล้วในพรรค”

+++

  “ภาดาท์ วรกานนท์” ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า “พร้อมคุยทุกฝ่าย พรรคมีจุดเริ่มต้นจากการรับฟังทุกกลุ่มและร่วมงานกับทุกฝ่าย พวกดิฉันก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มาจากสาขาอาชีพต่างๆ มาร่วมเวิร์กช็อปกับพรรค เสนอแนวคิดจากคนรุ่นใหม่จนบรรจุเป็นนโยบายพรรคหลายด้าน และให้พวกดิฉันที่เป็นคนรุ่นใหม่มาทำงานการเมืองและผสมกับคนการเมืองที่มีประสบการณ์ ตรงนี้คือการผสมความคิดของคนสองรุ่นในพรรค และเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่ขัดแย้ง

พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคตั้งใหม่ และแต่ละพรรคมีอุดมการณ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะทุกพรรคต้องดูประชาชน แต่พลังประชารัฐนั้น สังคมทราบแล้วว่าพรรคประกาศจะก้าวข้ามความขัดแย้ง เมื่อรวมกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ในพรรคย้ำว่าไม่ต้องการความแตกแยกแล้ว สงครามสีเสื้อนั้นควรไม่มีอีก

หากใครถามว่าพรรคคือพรรคที่หนุนเผด็จการ ขอถามว่าปัญหาก่อนการยึดอำนาจนั้น ฝ่ายใดที่ก่อปัญหาทางการเมืองและฝ่ายใดที่ออกมายุติปัญหาเพื่อไม่ให้บ้านเมืองบอบช้ำลงไปอีก วันนี้คนไทยเข้าใจเหตุผลที่ คสช.ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาแล้ว และพร้อมก้าวข้ามอดีตเพื่อสร้างอนาคตที่ไม่มีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคม

ประวัติศาสตร์เพื่อนบ้าน เช่นสิงคโปร์ที่ตั้งประเทศเพราะโดนให้ออกจากการร่วมเป็นรัฐหนึ่งของมาเลเซีย ลี กวน ยู ก็สร้างชาติขึ้นมา แม้วันนั้นลี กวน ยูจะร้องไห้เพราะบ้านเมืองไม่มีทรัพยากรใดๆ แต่ลี กวน ยูก็สร้างชาติและคนสิงคโปร์ขึ้นมาจนเข้มแข็ง ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่คนไทยควรศึกษา

นโยบายของพรรคใดที่ดีนั้น พรรคพร้อมสนับสนุน”

สงครามสาววารินฯ “สุพล” ปะทะ “เกรียง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามสาววารินฯ “สุพล” ปะทะ “เกรียง”

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:05 น.
สุพล ฟองงาม,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เกรียง กัลป์ตินันท์,โยธากาญจน์ ฟองงาม,แมงปอ,เพื่อไทย,เจ๊แดง,สจเปิ้ล,กิตติ์ธัญญา วาจาดี,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 10,128 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

 สมรภูมิเลือกตั้งอุบลราชธานี 10 เขต เป็นการต่อสู้กัน ระหว่าง “สุพล ฟองงาม” กับ “เกรียง กัลป์ตินันท์”

ดังที่ทราบกันเหตุปัจจัยหลักแตกแยกของเพื่อไทยอุบลราชธานี มาจากการแย่งชิงตำแหน่งแม่ทัพอีสานใต้ แม้สุพลจะเคยเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย แต่เกรียงได้แรงสนับสนุนจาก “เจ๊แดง” มีเครือข่ายอดีต ส.ส.อุบลฯ มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

รอยปริร้าวในเพื่อไทยเมืองดอกบัวปะทุขึ้นอีกเมื่อ 31 พฤษภาคม 2561 สุพล ฟองงาม, สุทธิชัย จรูญเนตร และโกวิทย์ ธรรมานุชิต ขึ้นโรงพักแจ้งความเอาผิดอดีตส.ส.เพื่อไทยคนหนึ่งในข้อหาหมิ่นประมาท และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

อันเนื่องจากอดีต ส.ส.เพื่อไทย นำภาพถ่ายอดีตส.ส. 3 คน มาโพสต์ในกลุ่มไลน์ ระบุข้อความใต้ภาพว่าอดีต ส.ส.กลุ่มนี้ ยอมศิโรราบฝ่ายทหารแล้ว สุพลแจงว่าได้รับเชิญจากมณฑลทหารบกที่ 22 ให้เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีไถ่ชีวิตกระบือเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

“แมงปอ” โยธากาญจน์ ฟองงาม

สำหรับผู้สมัคร ส.ส.เขต พรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วยเขต 1 อดุลย์ นิลเปรม เขต 2 โกวิทย์ ธรรมมานุชิต เขต 3 โยธากาญจน์ ฟองงาม เขต 4 ตวงทิพย์ จินตะเวช เขต 5 สุทธิชัย จรูญเนตร เขต 6 ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ เขต 7 เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ เขต 8 ณรงค์ศักดิ์ โกศัลวัฒน์ เขต 9 รำพูล ตันติวณิชชานนท์ เขต 10 ประจักษ์ แสงคำ

พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย เขต 1 วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เขต 2 ณรงค์ชัย วีระกุล เขต 3 กิตติ์ธัญญา วาจาดี เขต 4 เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เขต 5 รัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์ เขต 6 พิสิษฐ์ สันตพันธุ์ เขต 7 ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เขต 8 สมบัติ รัตโน เขต 9 ประภูศักดิ์ จินตะเวช และเขต 10 สมคิด เชื้อคง

แมงปอ กับพ่อสุพล ฟองงาม

        จบการเลือกตั้งทั่วไปแล้วหากมีการเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ คาดว่าทีมสุพล กับทีมเกรียง ก็จะชิงชัยกันอีกรอบ โดยใช้สนามเลือกตั้ง ส.ส.หนนี้ เป็นการอุ่นเครื่อง

ที่น่าสนใจและเป็นสีสันก็คือเขตเลือกตั้งที่ 3 อ.วารินชำราบ เป็นการต่อสู้ของ “แมงปอ” โยธากาญจน์ ฟองงาม ลูกสาวคนสวยของสุพล ฟองงาม กับ “ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ค่ายเพื่อไทย

“ส.จ.เปิ้ล” เป็นส.อบจ.อุบลฯ เขต 1 วารินชำราบ ก็รู้จักมักคุ้นกับสุพลเป็นอย่างดี แต่รอบนี้ ส.จ.เปิ้ล หวังโกยคะแนนจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีอยู่หลายกลุ่มในเขต อ.วารินชำราบ

“ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี

เดิมทีนั้นคนเสื้อแดงเมืองอุบลแตกออกเป็นหลายก๊ก ตอนหลังอ่อนแรงลงเยอะเพราะปัญหาคนเสื้อแดงหลายคนติดคุกในคดีเผาศากลาง แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากแกนนำระดับนักการเมืองในพื้นที่เลย ขณะเดียวกันแดงอุบลฯ บางปีกได้ลงสมัครส.ส.ในสังกัดพรรคอนาคตใหม่

ถ้ามองตามเกม “แมงปอ โยธากาญจน์” ได้เปรียบจากฐานคะแนนของตระกูลฟองงาม ที่ลงหลักปักฐานมายาวนาน ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน เสี่ยเกรียงยิ่งใหญ่ในฝั่งเทศบาลเมืองอุบลฯ ข้ามมาทางฝั่งวารินชำราบ ก็เป็นที่มั่นของสุพล

เกรียง กัลป์ตินันท์ กองหนุน ส.จ.เปิ้ล

          จุดอ่อนของสาวแมงปอคือกระแสพรรคพลังประชารัฐตกเป็นรอง เมื่อเปรียบเทียบกัับกระแสเพื่อไทย ฉะนั้นสุพลจึงเน้นขายตัวบุคคลและผลงานในอดีตโดยหัวคะแนนจะเน้นย้ำว่า “อย่าดูชื่อพรรค ให้ดูที่คนของเรา”

แม้ว่าค่ายสรรพสิทธิประสงค์จะอยู่ในเขต อ.วารินชำราบ แต่ลูกเมียทหารชั้นประทวนส่วนใหญ่ชื่นชอบทักษิณ คะแนนในเขตทหารก็มักจะเทให้พรรคเพื่อไทย

การต่อสู้ของ “สองสาววารินฯ” ก็เป็นการวัดกำลังระหว่าง “กระแสตัวบุคคล” กับ “กระแสพรรค” และที่สำคัญแม่ทัพใหญ่ค่ายพลังประชารัฐคงไม่ยอมให้ลูกสาวสอบตก

ร่างพ.ร.บ.ข้าว:เพื่อชาวนาจริงหรือ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่างพ.ร.บ.ข้าว:เพื่อชาวนาจริงหรือ?

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:37 น.
ร่างพรบข้าว,ชาวนา,เกษตรกร
เปิดอ่าน 330 ครั้ง

โดย…  นิพนธ์ พัวพงศกร

เหตุผลของการตรากฎหมายข้าวเป็นเหตุผลที่ดี กล่าวคือผู้ร่างต้องการแก้ปัญหาอาชีพชาวนาที่เสี่ยงขาดทุนสูง คนรุ่นใหม่ไม่มีแรงจูงใจจะทำนา ร่างกฎหมายข้าวต้องการให้มีนโยบายข้าว และสถาบันที่สนับสนุนส่งเสริมการพัฒนากระบวนการผลิต (และจำหน่าย) ตลอดห่วงโซ่การผลิตเกิดการพัฒนาอาชีพทำนาที่มั่นคง ยั่งยืน อย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ

แต่ในร่างแรกที่นำเข้าสู่สนช. กลับเน้นเรื่องให้อำนาจแก่กรมการข้าวในการควบคุมและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าว เสมือนหนึ่งประเทศไทยยังอยู่ในยุคด้อยพัฒา หรือภาวะสงคราม รวมทั้งการเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กรมการข้าว ทั้งๆ ที่อำนาจหน้าที่เหล่านั้นมีหน่วยราชการอื่นดูแลรับผิดชอบตามกฎหมายอยู่แล้ว โดยไม่มีสาระสำคัญด้านการแก้ปัญหาอาชีพชาวนาและการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตข้าว

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ตัดมาตราเหล่านั้นออกหลายมาตรารวมทั้งแก้ไขความขัดแย้งระหว่างหน่วยราชการเรื่องการกำหนดให้กระทรวงเกษตรฯ (โดยกรมการข้าว) เป็นเลขานุการคนที่หนึ่งของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว

อย่างไรก็ตามสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ข้าว ที่ผ่านวาระ 1 เมื่อ 30 มกราคม 2562 ยังมีมาตราสำคัญบางมาตราที่เป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพข้าวไทย อีกทั้งยังไม่มีมาตราชัดเจนเรื่องการพัฒนาอาชีพทำนาที่มั่นคงและการส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตข้าว หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านกฎหมายดังกล่าวจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อวงการข้าวไทย โดยเฉพาะการซื้อขายเมล็ดพันธุ์ข้าว

นี่คือเหตุผลที่สมาคมด้านข้าว 4 สมาคม และสถาบันด้านวิชาการ 2 สถาบันต้องร่วมกันจัดสัมมนาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อแถลงข้อเท็จจริงและผลกระทบด้านต่างๆ ให้สังคมได้รับทราบและมีส่วนร่วมแสดงข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

อนึ่ง นานๆ ครั้งเราจะเห็นสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยสมาคมผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาคมโรงสี และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยมารวมตัวกันได้เพราะมีความเห็นตรงกันเรื่องความเสียหายที่จะเกิดจากมาตราบางมาตรา ปกติสมาคมทั้งสี่ (และสมาคมชาวนาอีกสี่สมาคม) มักจะมีความเห็นขัดแย้งกัน

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รับทราบผลการสัมมนาและเข้าใจปัญหาของร่างพ.ร.บ.ข้าว เป็นอย่างดีและด้วยความกังวล ฯพณฯ จึงมีบัญชาให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ปรึกษาหารือกับรองประธานกรรมาธิการวิสามัญ (พล.ท.จเรศักดิ์ อานุภาพ) และกรรมาธิการวิสามัญบางท่านรวมทั้งประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ เพื่อหาทางแก้ไขร่างพ.ร.บ.ข้าว หลังจากนั้นกรรมาธิการวิสามัญก็ได้ประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาเมื่อวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2562

ประเด็นสำคัญที่สุดที่มีการแก้ไขได้แก่ มาตรา 27/1 วรรค 3 เรื่องการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะจำหน่ายได้เฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าวรับรองแล้วเท่านั้น แม้จะมีข้อยกเว้นให้ชาวนาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองให้แก่ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าว แต่ผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวไม่สามารถนำไปขายต่อได้….หากผู้รวบรวมนำไปขายต่อก็ติดคุก…..และทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับการซื้อขายเมล็ดพันธุ์และข้าวเปลือกไรซ์เบอร์รี่จะผิดกฎหมายทันทีเพราะกรมการข้าวยังไม่ได้รับรองพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่

มาตรานี้จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการค้าขายของประชาชนอย่างร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นกรรมาธิการไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน จึงไม่มีความเข้าใจเรื่องการพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวไทย แต่กลับเข้าใจผิดว่า “พันธุ์ข้าวส่วนใหญ่ในตลาด” ไม่มีคุณภาพ และหากสามารถจำกัดการค้าขายเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับรองชาวนาจะได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพไปปลูก

มาตรา 27/1 วรรคสาม จะปิดกั้นกระบวนการพัฒนาปรับปรุงพันธ์ข้าวของตลาดข้าวไทยอย่างไร???

ตลาดข้าวไทยมีกระบวนการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพสูง ข้าวอร่อยถูกปากทั้งคนไทยและคนเอเชียและอาฟริกา ข้าวไทยขายได้ราคาสูงกว่าคู่แข่ง และระยะหลังเริ่มมีข้าว “สี” เพื่อสุขภาพเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วเช่น ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ทับทิมชุมแพ ฯลฯ กระบวนการคัดสรรคุณภาพข้าวนี้เกิดจากวีรบุรุษ/วีรสตรีนิรนาม (unsung heroes) ในวงการข้าว ไม่ว่าจะเป็นชาวนาผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าว โรงสี หยง ผู้ส่งออก ผู้ผลิตเครื่องจักรกลเกษตร รวมทั้งนักวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยต่างๆ บุคคลเหล่านี้ร่วมกันพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด และทำให้ตนได้กำไรจากการปลูก/การสี/การค้าข้าวพันธุ์ไหนที่ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่ำ หรือสีแล้วเต็มไปด้วยข้าวหัก ผู้บริโภคไม่ชอบ ก็จะถูกทิ้งไป (รวมทั้งพันธุ์ที่ราชการให้การรับรองแล้ว) พันธุ์ไหนที่อร่อยถูกปาก ขายได้มีกำไรดี ก็จะมีการบอกต่อๆ กัน กลายเป็นพันธุ์ยอดนิยมในตลาดก่อนที่ทางราชการจะให้การรับรองในภายหลัง เพราะกระบวนการรับรองต้องมีขั้นตอน ต้องใช้เวลาเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อนำไปปลูกทั่วประเทศจะไม่มีปัญหา

ระบบการคัดสรรพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพแบบนี้เรียกว่าการควบคุมคุณภาพแบบกระจายอำนาจในตลาดข้าวที่เป็นการค้าเสรี

ศ.ดร.เบญจวรรณ ฤกษ์เกษม นักวิชาการด้านเกษตรที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการนับถือยกย่องในระดับนานาชาติให้ความเห็นว่า

“มาตรา 27/1 ดูเป็นการจำกัดการพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ…..ในปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นปัจจัยการผลิตที่มีการซื้อขายมากขึ้น มีการผลิตเพื่อใช้เอง และแลกเปลี่ยนกันน้อยลง

ที่ผ่านมาข้าวพันธุ์ท้องถิ่นหรือพันธุ์พื้นเมือง (ที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากกรมการค้าข้าว) ที่ได้กลายเป็นพันธุ์ยอดนิยม (รวมทั้งข้าวหอมมะลิ) ได้แพร่หลายไปโดยชาวนาก่อน แล้วราชการ (ในชื่อกรมการค้าข้าว หรืออื่นๆ) จึงทำเป็นพันธุ์รับรองตามหลัง

หากพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกใช้ก่อน พ.ศ.2500 เราคงอดมีข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ขาวตาแห้ง 17 ช้าวไรซ์เบอร์รี่ ฯลฯ

หลังจากการทำความเข้าใจถึงประเด็นนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงมีมติให้ตัดวรรคที่เป็นปัญหาดังกล่าวออกจากร่างพ.ร.บ.ที่ผ่านวาระหนึ่งและใช้วรรคต่อไปนี้แทน

“เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพอันจะสร้างความเสียหายต่อชาวนาและเศรษฐกิจของประเทศ ให้อธิบดีกรมการค้าข้าว โดยความเห็นชอบคณะกรรมการมีอำนาจประกาศห้ามมิให้มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจากพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพดังกล่าวได้”

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการเพิ่มมาตราด้านการส่งเสริมชาวนา เพราะร่างเดิมไม่มีมาตราด้านนี้เลย มาตราที่จะเพิ่มขึ้น คือ “เพื่อเป็นกรมส่งเสริมให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพในการเพาะปลูก (และมีความเหมาะสมกับเขตศักยภาพการผลิตที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศ) ให้ชาวนาซึ่งปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่กรรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์และเพาะปลูกในพื้นที่มีความเหมาะสม (ตามเขตศักยภาพการผลิตข้าว) ได้รับความช่วยเหลือ ส่งเสริมหรือสนับสนุนตามมาตรการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นธรรมของคณะรัฐมนตรี

การแก้ไขดังกล่าวน่าจะพอยอมรับได้ในระดับหนึ่งเพราะมีการตัดมาตราที่จะก่อความเสียหายแก่วงการข้าวออกมีมาตราที่กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนชาวนาที่ใช้พันธุ์ข้าวของรัฐ และที่สำคัญคือชาวนามีตัวแทนในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว

อย่างไรก็ดีร่างพ.ร.บ.ข้าว ยังมีจุดอ่อนสำคัญ 3 ประการ ประการแรก มาตรา 20 กำหนดให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกออกใบรับซื้อข้าวเปลือกทุกครั้งและให้ส่งสำเนาใบรับรับซื้อข้าวเปลือกให้กรมการข้าวโดยให้มุ่งเน้นการใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

มาตรานี้เป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะแม้จะมีผู้รับซื้อข้าวเปลือกที่ตัดราคาชาวนา แต่ใบรับซื้อข้าวเปลือกไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ เพราะทันทีที่ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ผู้รับซื้อก็นำข้าวเปลือกที่ซื้อมาเทกองรวมกับข้าวเปลือกของชาวนารายอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้นปัจจุบันโรงสีก็ต้องเก็บหลักฐานใบรับซื้อให้กรมสรรพากรตรวจ และรวบรวมทำรายงานการค้าข้าวส่งให้กระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว

หากกรมการค้าข้าวอ้างว่าจะนำหลักฐานใบรับซื้อข้าวเปลือก ไปจัดทำบิ๊กดาต้า (big data) ก็กรุณาเขียนกฎหมายบังคับว่ากรมจะนำข้อมูลไปทำประโยชน์อะไรบ้างให้ชาวนาหรือวงการข้าวเพื่อให้คุ้มกับเงินภาษีของประชาชนและถ้าเป็นเรื่องบิ๊กดาต้า ก็ไม่ต้องมีบทลงโทษ ไม่ต้องให้อำนาจเจ้าพนักงาน เพราะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาการทุจริต

จุดอ่อนประการที่สอง คือ ร่างกฎหมายยังไม่มีมาตราที่จะพัฒนาส่งเสริมอาชีพชาวนาให้มั่นคงยั่งยืน หรือสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มาประกอบอาชีพทำนาตามเหตุผลที่ระบุไว้ในร่าง

จุดอ่อนข้อสามของร่างพ.ร.บ.ข้าว (มาตรา 27/3) คือการโอนอำนาจการควบคุมเมล็ดพันธุ์ข้าวในพ.ร.บ.พันธุ์พืช 2518 และอำนาจการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตามพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 จากกรมวิชาการเกษตรมายังกรมการข้าวในปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรก็สามารถทำหน้าที่กำกับควบคุมได้เป็นอย่างดี แม้จะล่าช้าตามระบบราชการบ้างก็ตาม การโอนอำนาจหน้าที่นี้ไปกรมการข้าวจะเกิดผลเสีย 2 ประการ คือ (ก) สร้างปัญหาความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของกรมการข้าวในฐานะผู้วิจัยและให้ทุนวิจัยด้านข้าว กับอำนาจการกำกับควบคุมโดยการออกใบอนุญาต (ข) การทำหน้าที่ตามกฎหมายสองฉบับข้างต้น ต้องอาศัยทีมงานนักวิชาการสาขาต่างๆ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก เรียกว่าเกิดประโยชน์จากการมีความรู้หลากหลายสาขา และความชำนาญเฉพาะด้าน (economies of scale and specialization) การแยกงานด้านกำกับควบคุมข้าวออกไปนอกจากจะลดทอนประสิทธิภาพของการกำกับดูแลด้านข้าวแล้ว รัฐยังต้องสูญเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นทั้งด้านลงทุนในอุปกรณ์ เครื่องมือ และเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในกรมการข้าว โดยไม่ทราบว่าจะได้ประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

นอกจากนั้นก็มีจุดอ่อนอื่นๆ เช่น การขาดระบบการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ การที่คณะกรรมการด้านผลิตและด้านการตลาดส่วนใหญ่ยังประกอบด้วยปลัดกระทรวง และ อธิบดี (รวม 14 คน) และผู้แทนภาคเอกชนและเกษตรกร (รวม 7 คน) แทนที่จะเป็นกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากวงราชการและไม่มีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา

กรมการข้าวเป็นหน่วยงานสำคัญด้านวิจัยและพัฒนาข้าวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งเป็นกรม

หลักการและเหตุผลของการจัดตั้งกรมการข้าวในปี พ.ศ.2549 กำหนดให้กรมการข้าว “เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลเรื่องข้าวโดยเฉพาะให้ครอบคลุมถึงการปรับปรุงพัฒนาการปลูกข้าวให้มีผลผลิตต่อพื้นที่และคุณภาพสูงขึ้นการพัฒนาพันธุ์อนุรักษ์และคุ้มครองพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ การตรวจสอบรับรองมาตรฐาน การส่งเสริมและเผยแพร่เพื่อพัฒนาชาวนา การแปรรูปและการจัดการอื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว รวมทั้งการตลาดและส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับข้าว” (ราชกิจจานุเบกษาพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549)

การมีพันธกิจหลักด้านการวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวทำให้กรมการข้าวเป็นกรมขนาดเล็กคนบางคนเลยอยากให้กรมการข้าวมีอำนาจในการกำกับควบคุมเพื่อจะได้เพิ่มจำนวนข้าราชการและงบประมาณมากขึ้น

การกำหนดให้กรมการข้าวเพิ่มอำนาจหน้าที่ด้านกำกับควบคุมนอกจากจะกระทบประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังจะลดทอนความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจที่ชาวนาและผู้เกี่ยวข้องมีให้กรมการข้าวเพราะกรมการข้าวจะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งด้านการเมืองและผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ

แม้กรมการข้าวจะเป็นกรมขนาดจิ๋วแต่แจ๋วการทำงานวิจัย-พัฒนาและรับรองพันธุ์ข้าวเป็นงานปิดทองหลังพระที่ก่อคุณค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลต่อชาวนาและเศรษฐกิจของประเทศ งานปิดทองหลังพระเหล่านี้จึงเป็นงานที่ “มีพลานุภาพ” ยิ่งกว่าอำนาจทางกฎหมายในการกำกับควบคุม นักวิชาการของกรมการข้าวไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งดังกล่าว ปล่อยให้หน่วยงานอื่นทำหน้าที่กำกับควบคุมจะดีกว่า

หากสมาชิกสนช.ต้องการเห็นร่างพ.ร.บ.ข้าว เป็นประโยชน์แท้จริงต่อชาวนา และอนาคตวงการข้าวไทยขอความกรุณาระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาข้าวตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเพิ่มเติมหรือแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างรอบคอบก่อนตราเป็นกฎหมายทิ้งประเด็นการเมือง โดยเอาผลประโยชน์ของชาวนาและการค้าข้าวเป็นหลักในการพิจารณาและหากเป็นไปได้ขอให้เพิ่มมาตราจัดตั้งกองทุนวิจัยและสร้างระบบและกลไกความร่วมมือด้านการวิจัยและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ระหว่างนักวิจัย-นักส่งเสริมเกษตร 4 ฝ่าย คือกรมการข้าว มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชาวนา และความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

หรูริมทะเล…โรงแรมเถื่อนนอมินีต่างชาติ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หรูริมทะเล…โรงแรมเถื่อนนอมินีต่างชาติ!

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
โรงแรมเถื่อน,นอมินี,ต่างชาติ
เปิดอ่าน 1,532 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

“เกาะสมุย” เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศต่างขนานนามให้ว่าเป็น “สวรรค์กลางอ่าวไทย” ทำให้เกาะสมุยเป็นแหล่ง “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” ที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งของไทย จึงไม่แปลกที่นักธุรกิจจะมาลงทุนดำเนินกิจการต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ที่พัก รีสอร์ท สนามกอล์ฟ สปา ร้านอาหาร สถานบันเทิง บริการนำเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่สิ่งที่แฝงมากับธุรกิจท่องเที่ยวคือการกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ “โรงแรมเถื่อน” และอาจเป็น “นอมินี” ของต่างชาติ !

ด้วยเหตุนี้ นายอาทิตย์ บุญญะโสภัติ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้สำนักการสอบสวนและนิติการ นำโดย นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา 1 และ นายราเยส ราย หัวหน้ากลุ่มงานกำกับสืบสวนและปราบปราม 1 ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ลงพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจสอบโรงแรม โอเรียลทอล ล็อดจ์ ซึ่งเป็นวิลล่าหรูทรงไทย ติดชายหาดริมทะเล มูลค่าหลายร้อยล้านบาท เพราะมีการลักลอบเปิดให้บริการมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยเข้าดำเนินการเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นายรัฐวิช เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ร่วมกับปลัดอำเภอ อ.เกาะสมุย และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้าตรวจสอบโรงแรมดังกล่าว พบว่า ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียน ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ตามที่ได้รับแจ้ง และประสานความร่วมมือจากดีเอสไอ จากนั้นได้ร่วมกันตรวจยึดเอกสารหลักฐาน นำส่งพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง อ.เกาะสมุย และร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับเจ้าของกิจการความผิดฐาน “ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” ตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 59 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีโทษปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน

“หากกิจการใดเป็นการให้บริการที่พักรายวัน หรือต่ำกว่ารายเดือน ถือว่าเข้าข่ายเป็นโรงแรม ตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งการประกอบธุรกิจโรงแรมจะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียน หรือมีการจดแจ้งยกเว้นไม่เป็นโรงแรม ซึ่งใน กทม. สามารถไปติดต่อขอรับใบอนุญาตได้ที่สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง (วังไชยา) ส่วนในภูมิภาค ติดต่อขอรับใบอนุญาตได้ที่ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง เนื่องจากการประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นกิจการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยต่างๆ เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความมั่นคง เช่น การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การฟอกเงิน ฯลฯ โดยเฉพาะการลงทะเบียนผู้พัก และการแจ้งการเข้าพักของคนต่างด้าว ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการหรือผู้จัดการ และอยู่ในความควบคุมและกำกับดูแลโดยเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่สุ่มเสี่ยงของอาชญากรรม หรือเป็นแหล่งกบดานของคนร้าย หรืออาจเป็นที่ซ่องสุมของอาชญากรข้ามชาติได้ หากประชาชนพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ที่เป็นกฎหมายอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการปกครอง สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรืออำเภอทุกแห่งได้ทันที” นายรัฐวิช อธิบาย

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ บอกว่า การตรวจค้นเพื่อขยายผลสอบสวนกรณีชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันลงทุนเปิดกิจการโรงแรมโอเรียลทอล ล็อดจ์ โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการให้หญิงชาวไทยซึ่งเป็นภรรยาของชาวต่างชาติกลุ่มนี้เปิดบริษัทบังหน้า เพื่อดูแลกิจการโรงแรม ในส่วนของดีเอสไอจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลถึงเงินที่นำมาประกอบธุรกิจ รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไม่เพียงแค่เกาะสมุย แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกหลายแห่งที่ดีเอสไอพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติบางกลุ่ม ซึ่งแฝงตัวมาจดทะเบียนสมรสกับหญิงไทย แล้วนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายในต่างประเทศ มาลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อฟอกเงิน ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ..!!

‘รัฐสวัสดิการ’… ไหวหรือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363238?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘รัฐสวัสดิการ’… ไหวหรือ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:35 น.
มารดาประชารัฐ,รัฐสวัสดิการ,คสช,พรรคประชาธิปัตย์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,706 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

นโยบาย “มารดาประชารัฐ” ของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ชื่อเก๋ไก๋ เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมาก โดยพรรคพลังประชารัฐคิดว่าความสมบูรณ์ของเด็กไม่ใช่แค่ดูแลเมื่อคลอดออกมาเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญทั้งแม่และเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงจะมีสุขภาพและสมองที่ดี มีการพัฒนาเจริญเติบโตในทุกๆ ด้าน นโยบาย “มารดาประชารัฐ” จึงจะดูแลมารดาตั้งครรภ์ไปจนถึงคลอด และดูแลต่อไปจนเด็กอายุ 6 ปี

นโยบาย “มารดาประชารัฐ” จะดูแลตั้งแต่แม่ฝากครรภ์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวมสูงสุด 27,000 บาท ค่าคลอด 10,000 บาท หลังจากนั้นจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กอีกเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เกิดจนมีอายุครบ 6 ปี เป็นจำนวนเงินรวมสูงสุด 144,000 บาท รวมตั้งแต่ตั้งครรภ์จนอายุถึง 6 ขวบ เป็นเงิน 181,000 บาท ต่อเด็ก 1 คน

นอกจากนี้ นโยบาย “มารดาประชารัฐ” ยังคำนึงถึงการดูแลในมิติอื่นๆ อย่างครบวงจร ถือเป็นการลงทุนในเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

และ “พรรคพลังประชารัฐ” นี่เอง ที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในบัญชีของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ “รัฐบาล คสช.” มีแผนจะใช้งบ 40 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประเทศ ไปอัดฉีด “ระบบสวัสดิการประชาชน” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยตามแนวทาง “ประชารัฐ”

แปลความว่า “รัฐบาล คสช.” ตั้งเป้าให้ประเทศไทยกลายเป็น “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนพรรคการเมืองอื่น อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีนโยบายคล้ายกันคือ เกิดปั๊บรับสิทธิเงินแสน คือเด็กแรกเกิดจะได้รับเบี้ยเด็กเข้มแข็ง ทันที 5,000 บาท และจ่ายเดือนละ 1,000 บาท จนกว่าเด็กจะอายุครบ 8 ปี

“พรรคอนาคตใหม่” ก็ชูเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” ในการหาเสียง

และ “รัฐสวัสดิการ” ไม่ใช่ “ประชานิยม”

“ประชานิยม” คือ นโยบายที่เน้นแจกเงิน แจกสิ่งของ เพื่อให้ประชาชนนิยม ส่วนผลลัพธ์ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน เอาไว้ทีหลัง

ส่วน “รัฐสวัสดิการ” คือ นโยบายที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม เน้นช่วยคนลำบากให้สามารถเงยหน้าอ้าปากกับเขาได้ เน้นการสร้างระบบไม่ใช่เน้นแจกเงิน

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “ประชานิยม” กับ “รัฐสวัสดิการ” ก็คือ ประชานิยมเป็นโครงการที่สามารถยืดได้หดได้ เมื่อใดที่ประเทศมีฐานะดี ก็สามารถเริ่มหรือขยายโครงการประชานิยมได้ เมื่อใดที่ประเทศฐานะไม่ดี ก็สามารถยกเลิกหรือลดทอนประชานิยมได้

ส่วน “รัฐสวัสดิการ” นั้น เป็นการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของประชาชน ดังนั้น เมื่อเริ่มโครงการแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่สามารถยกเลิกได้ มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นๆ จนในที่สุดก็มี “ความเสี่ยง” อาจจะมากไปจนเกินขอบเขต ดังที่เกิดขึ้นแล้วในยุโรป

หลักคิดเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” นั้นถึงแม้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ก็เป็นภาระต่องบประมาณมาก จึงทำให้ประเทศในยุโรปต้องเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก โดยอัตราสูงสุดสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในหลายประเทศสูงเกินร้อยละ 50 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือในบางประเทศก็สูงถึงร้อยละ 25

ประเทศที่เคยเก็บภาษีสูงที่สุดในโลกคือเดนมาร์ก เมื่อปี 2552 เดนมาร์กเก็บภาษีเฉลี่ย 62.3% หมายความว่า คนเดนมาร์กคนหนึ่งหาเงินได้ 100 บาท ต้องจ่ายภาษีให้รัฐ 62.30 บาท ส่วนที่ “สวีเดน” เคยเป็นประเทศที่เก็บภาษีสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก คือ เก็บภาษีก้าวหน้าโดยเฉลี่ย 56.7%

และจากประสบการณ์ของประเทศในยุโรป แม้ว่า “รัฐสวัสดิการ” สามารถใช้เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่อาจจะกระทบต่อการแข่งขันของประเทศ เพราะประชาชนเคยชินกับการช่วยเหลือจากภาครัฐในทุกด้าน ไม่กระตือรือร้น ประสบการณ์ของประเทศในยุโรปจึงเป็นข้อเตือนใจว่า “รัฐสวัสดิการ” ที่มากจนเกินพอดีก็อาจจะสร้างปัญหาได้ไม่น้อยกว่า “ประชานิยม” ดังนั้น หากรัฐอุ้มชูประชาชนเพียงพอดีๆ น่าจะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม การเป็น “รัฐสวัสดิการ” ดีหรือไม่ดี ยังขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน พวกที่ชอบก็บอกว่าดี เพราะทำให้เกิดความยุติธรรม “รัฐสวัสดิการ” ลดความขัดแย้งในสังคม ทำให้มีการแบ่งปันทรัพยากรของชาติอย่างเป็นธรรม แม้จะป่วย จะตกงาน จะแก่เฒ่า ก็ยังมีเงินเดือน

ส่วนพวกที่ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ดี เพราะทำให้คนไม่อยากทำงาน ทำงานมาก ก็ต้องเสียภาษีมาก สู้ทำงานน้อยดีกว่า เสียภาษีน้อย แต่มีเวลาว่างเหลือเยอะ

“รัฐสวัสดิการ” ดีหรือไม่ดี ยังขึ้นอยู่กับสถานะของคนมองด้วย คนที่เป็นนายทุนหรือคนที่อยู่ระดับบนของสังคมที่หาเงินได้เยอะๆ คงไม่ชอบสักเท่าไร เพราะต้องเสียภาษีเยอะ แต่คนระดับล่างที่มีรายได้น้อย เป็นคนจน ก็จะชอบ

สำหรับ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า เรื่องรัฐสวัสดิการ สำหรับประเทศไทย มีความเป็นไปได้และไม่ใช่เรื่องยาก

“การสร้างรัฐสวัสดิการไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงมีความมุ่งมั่นปฏิรูประบบภาษี ปรับทัศนคติใหม่ เลิกอยู่กับระบบอุปถัมภ์ นี่จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต้องแข่งขันกันว่า จะสร้างรัฐสวัสดิการแบบไหน ถ้าเราไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย อุดช่องโหว่การทุจริตได้บางระดับ อุดช่องโหว่งเรื่องภาษี เวิลด์แบงก์บอกว่า ไทยก็จะได้ภาษีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5 ของจีดีพี ขณะที่ระบบรัฐสวัสดิการไทยตอนนี้ ใช้เงินเพียงร้อยละ 10 ของจีดีพีเท่านั้น ทีดีอาร์ไอศึกษาว่า การจะทำรัฐสวัสดิการแบบ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน คนไทยจะมีเงินบำนาญเดือนละ 1,000 บาท เพียงเก็บภาษีเพิ่มได้ร้อยละ 2.5 ของจีดีพีต่อปีเท่านั้นเอง”

อย่างไรก็ตามก็ยังมีคนสรุปว่า  ตราบใดที่ประเทศไทยยังคงปกครองด้วย “กลุ่มทุน” เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะเป็น “รัฐสวัสดิการ” ประเทศไทยจึงเป็นได้เพียง “สังคมสวัสดิการ” ที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องลุกขึ้นมาจัดสวัสดิการให้แก่ตนเองเพราะไม่อาจพึ่งรัฐได้

เจาะนโยบายร้อนทั้งฝ่ายการเมือง-ทหารลิดรอนอำนาจประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363236?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะนโยบายร้อนทั้งฝ่ายการเมือง-ทหารลิดรอนอำนาจประชาชน

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:30 น.
รศดรพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต,ทหาร,ประชาชน,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 442 ครั้ง

รายงาน…

หมายเหตุ – รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะข่าวเช้านี้ ดำเนินรายการโดย ดร.ธีรารัตน์ พันทวี ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ เมื่อเช้าวันที่ 20 กุมภาพันธ์ โดยวิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังรณรงค์หาเสียงอยู่ในขณะนี้

ดร.พิชาย วิเคราะห์ว่า ตอนนี้พรรคการเมืองหาเสียง 3 เรื่องหลักๆ กรอบคิดแรกจะเป็นกรอบคิดนโยบายเชิงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งกรอบคิดนี้มีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งได้เสนอขึ้นมา แล้วก็เป็นที่ถกเถียงกันในแวดวงสังคมพอสมควร โดยนโยบายที่ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดนี้ เช่น นโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การยกเลิกรัฐธรรมนูญ การปรับลดงบประมาณกองทัพ รวมถึงเรื่องของการปรับยุทธศาสตร์ชาติต่างๆ ซึ่งก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง

ดร.พิชายมองว่า พรรคที่เด่นชัดในเรื่องนี้ก็คือ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคเพื่อไทย “เป็นพรรคที่มีความชัดเจนที่สุดว่าจะมีการเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง โครงสร้างทางการเมืองแบบนี้คือโครงสร้างทางเมืองที่เกิดขึ้นในยุคที่มี คสช.เข้ามาดูแลมามีอำนาจ ซึ่งโครงสร้างนี้ก็แล้วแต่คนมองทางฝ่ายหนึ่งอาจมองว่าโครงสร้างแบบนี้ช่วยสร้างดุลอำนาจไม่ให้อำนาจตกอยู่ในฝ่ายของการเมืองมากเกินไปอย่างในช่วงก่อนปี 2557 ที่ดุลอำนาจได้ตกอยู่ในฝ่ายการเมืองมากและการตรวจสอบในส่วนต่างๆ ยังมีอยู่น้อย ก็นำไปสู่การมีวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เราได้ประสบกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”

แน่นอนว่าถ้าหากพรรคเหล่านี้เข้ามามีอำนาจ หมุดหมายอันหนึ่งที่เขาเข้ามาก็เพื่อที่จะปรับโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ให้ฝ่ายทางการเมืองไปมีอำนาจมากขึ้นในรัฐสภา อย่างเช่น เรื่องของอำนาจวุฒิสมาชิก ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่จะไปเพิ่มอำนาจของฝ่ายการเมืองเข้าไป แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งเคยอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็คืออำนาจของประชาชนซึ่งก็มีมาตลอดไม่ว่าจะเป็นปี 2550 ปี 2560 ในรัฐธรรมนูญ

แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอำนาจของประชาชนในเชิงที่เป็นรูปธรรมในเชิงขององค์การหรือเรื่องของสิทธิ์ต่างๆ นั้น ดูเหมือนว่าจะมีน้อยกว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาในอดีต แต่ว่าในอดีตถึงจะมีเรื่องของการมีส่วนร่วมออกมาอยู่ในรัฐธรรมนูญก็จริง แต่ฝ่ายการเมืองเองก็ไม่ได้มีการผลักดันเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างดุลอำนาจของประชาชนให้เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด คือทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่มาจากฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายรัฐประหาร พอเมื่อเข้ามามีอำนาจก็พยายามที่จะสร้างหลักสร้างกฎเกณฑ์ในเชิงโครงสร้างอำนาจให้ฝ่ายของตนเองมีดุลอำนาจเหนือกว่าอำนาจของฝ่ายอื่น แต่ทั้งคู่จะทำการลิดรอนอำนาจของประชาชนอยู่เสมอ อย่างฝ่ายการเมืองก็อาจจะมีแต่ตัวรูปแบบแล้วไม่มีเนื้อหา ส่วนฝ่ายที่มาจากรัฐประหารก็ไม่มีทั้งเนื้อหาและรูปแบบ

อย่างไรก็ตามทางประชาชนก็คงต้องมีการเรียกร้องกันต่อไปเพื่อให้อำนาจของประชาชนเข้าไปเป็นอีกเสาหนึ่งในดุลอำนาจของโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ซึ่งจะต้องมีความสมดุลกันระหว่างฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ และฝ่ายประชาชน

กรอบคิดที่สองเป็นกรอบคิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประชานิยมทั้งมวล ซึ่งกรอบคิดที่เกี่ยวข้องกับประชานิยมทั้งมวลแต่ละพรรคการเมืองทั้งพรรคใหญ่พรรคเล็กก็มีการเสนอกันทุกพรรค โดยการนำเสนอของแต่ละพรรคก็จะหยิบยกนำเอาประเด็นที่แต่ละพรรคคิดว่าจะสามารถดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้และเหนือกว่าคู่ต่อสู้คู่แข่งได้ ทั้งในเชิงของจำนวนเงินที่ให้ในกลุ่มต่างๆ อย่างเช่นสวัสดิการผู้สูงอายุ ก็มีหลายพรรคที่เสนอจำนวนเพิ่มขึ้นให้เป็นหลักพันขึ้นไป จากเดิมที่เป็น 600-1,000 บาท โดยจะไม่มีการแบ่งเป็นระดับเหมือนเก่า

ดร.พิชาย ได้ยกตัวอย่างถึงนโยบายเพื่อมารดาที่ตั้งครรภ์และเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบด้วยว่า “นโยบายเรื่องนี้ก็มีทุกพรรค โดยพรรคที่โดดเด่นในเรื่องนี้และมีการออกมาเกทับกันก็คือพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีนโยบายเกิดปั๊บรับแสน ของพรรคพลังประชารัฐก็เป็นนโยบายมารดาประชารัฐที่ให้ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ขวบ ตัวเลขก็ประมาณ 180,000 บาทต่อคน เพราะฉะนั้นตัวเลขและเงินต่างๆ ที่นำเสนอออกมานั้นก็เพื่อสร้างความดึงดูดใจ”

ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็จะเป็นประชานิยมที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงาน โดยรับประกันค่าจ้างขั้นต่ำ หรือการรับประกันราคาสินค้าการเกษตรว่าจะได้ราคาเท่าไร อย่างเช่น จะให้ราคายางอยู่ที่ 60 บาท หรือ 80 บาท เป็นการดึงดูดใจประชาชนที่อยู่ในกลุ่มต่างๆ ด้วยนโยบายประชานิยม ซึ่งปมปัญหาของนโยบายประชานิยมก็คือการเอาเงินของรัฐไปแจกประชาชน

ซึ่งปัญหาของประชานิยมก็คือพรรคที่เอานโยบายนี้มาใช้ก็เพราะหวังคะแนนเสียงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไปหรือช่วงเวลาต่อไป เป็นเหมือนการเอาทรัพยากรมาใช้ให้หมดในพริบตา เพื่อให้ตนเองเข้ามามีอำนาจโดยไม่ได้สนใจว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร รวมถึงการแจกเงินหรือการให้สวัสดิการต่างๆ แก่ประชาชน เป็นสิ่งที่ทำได้แต่ต้องมีการคำนวณกันโดยละเอียด ต้องคำนวณแหล่งที่มาของเงินอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่จะเอาเงินมาอย่างทันทีทันใด และไม่รู้ว่ามีที่มาอย่างไร ปัญหาคือเรื่องแหล่งที่มาที่ไปของเงินต้องมีความชัดเจน เพราะหากแหล่งที่มาไม่ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดแล้วเกิดมีการไปดึงงบประมาณจากส่วนอื่นมาใช้ก็จะทำให้เกิดความไม่สมดุลในการพัฒนาระหว่างภาคส่วนขึ้นได้

และกรอบที่สาม เป็นกรอบนโยบายเกี่ยวกับนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่ามีเยอะพอสมควรที่แต่ละพรรคได้คิดค้นขึ้นมาเป็นนโยบายใหม่ๆ ทั้งที่มาจากกระแสของสังคม และการต่อยอดจากนโยบายเดิมอย่างเช่นนโยบายขับแท็กซี่ขับ Grab หรือนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการปลูกกัญชาเสรี นโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น

ซึ่ง ดร.พิชาย ได้แนะถึงวิธีในการตัดสินใจก่อนลงคะแนนเสียงว่า “ให้ถามใจของตนเองว่าสนใจประเด็นอะไรบ้างมากที่สุด ซึ่งประเด็นที่สนใจ อาจสนใจเพราะมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของตนเองต่อชุมชนต่อสังคมก็ได้ และเมื่อกำหนดความสนใจของตนเองได้แล้วให้นำเอานโยบายต่างๆ ในเรื่องที่ตนสนใจของพรรคการเมืองมาเปรียบเทียบกันดูว่าแต่ละพรรคนำเสนออะไรบ้าง และวิเคราะห์ดูว่าข้อเสนอเหล่านั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่แล้วชั่งน้ำหนักดูถึงความเป็นไปได้ที่สอดคล้องกับผลที่ตนและสังคมจะได้รับเป็นเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจก่อนจะลงคะแนนเสียง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าการตัดสินใจเลือกเพียงเพราะความชอบหรือความเกลียดที่มีอยู่”

“กองทัพ-เพื่อไทย” ไม้เบื่อไม้เมา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กองทัพ-เพื่อไทย” ไม้เบื่อไม้เมา

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:00 น.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,กองทัพ,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,ผบทบ
เปิดอ่าน 677 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง   โดย… พลซุ่มยิง

ตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10 เปอร์เซ็นต์ ยกเลิกระบบการเกณฑ์ทหารและไล่ทหารที่เกษียณอายุราชการออกนอกพื้นที่หลวง คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของพรรคเพื่อไทยเพื่อหวังกอบโกยคะแนนเสียงจากประชาชนในศึกเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก 1 เดือนข้างหน้า 24 มีนาคมนี้

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อของพรรค นำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาชูเป็นนโยบาย เพราะไม่ใช่แค่การทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพเท่านั้น  แต่อาจบอกได้ว่า นี่คือ การกระทบไปยังรัฐบาล คสช. ด้วยเช่นกัน

ไม่ต่างจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ อีก 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อของพรรค ที่ร่วมหัวจมท้ายเพื่อหวังปิดเกมในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จึงประโคมนโยบายกระทบไปยังกองทัพ เพราะหากกระทบกับสถาบันกองทัพก็อาจบอกได้ว่ากระทบไปถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดยเฉพาะปฏิกิริยาของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่นอกจากสวมหมวกเป็นเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.แล้ว  แต่ยังหมายถึงการทำหน้าที่ควบคุมดูแลสถานการณ์บ้านเมืองภายใต้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ กกล.รส. ที่แสดงอาการไม่พอใจ ตั้งแต่อย่าล้ำเส้น จนมาถึงวาทกรรมเด็ด “หนักแผ่นดิน” ที่เป็นชื่อเพลงปลุกใจในอดีต

และอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญ กลายเป็นที่มาของคำสั่งให้กองทัพบกหน่วยทหารทั่วประเทศ และ 126 สถานีวิทยุในเครือข่าย เปิดเพลงปลุกใจให้รู้หน้าที่ของกำลังพลในกองทัพ ด้วยเพลง “หนักแผ่นดิน, มาร์ช ทบ. และความฝันอันสูงสุด” คือ 3 เพลงที่จะถูกนำมาเปิดให้กำลังพลฟัง ในช่วงเช้า กลางวัน และเย็น หรือช่วงเวลาก่อนกลับบ้าน คล้ายเป็นการส่งสัญญาณตอบโต้นโยบายเอาคืนกองทัพของฝ่ายการเมือง

แม้ว่า พล.อ.อภิรัชต์ จะประกาศวางตัว และจุดยืนกองทัพเป็นกลางทางการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์ที่ต้องบอกว่า อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมืองและประเทศกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลเลือกตั้ง ที่ทุกอย่างต้องอยู่ในความสงบ และทุกพื้นที่ต้องปลอดภัยเพื่อรองรับการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า หลังรัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา กองทัพถูกผลักให้ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามพรรคเพื่อไทย พร้อมๆ กับพรรคเครือข่ายนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหาคดีที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะและกลับมามีอำนาจบารมีจนเกิดวิกฤติการเมืองหลายครั้ง เป็นเหตุให้เกิดการปะทะของทั้งสองฝ่ายจนบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน

ในช่วงหนึ่งกองทัพ-เพื่อไทย เคยเล่นบทสมานฉันท์ ในยุครัฐบาล สมัคร สุนทรเวช กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

และที่เด่นชัดมากที่สุด คือยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาพนั่งรถ ขึ้นเครื่องบิน ล่องเรือ ที่ร่วมผนึกกำลังแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ยังติดตาประชาชน แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด เมื่อเกิดวิกฤติการเมืองอีกครั้งและทำให้เกิดรัฐประหารครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตาม งบประมาณกระทรวงกลาโหม มีการปรับลด-เพิ่ม มาตลอด ไม่เฉพาะแค่ในช่วงที่รัฐบาล คสช.ขึ้นมาบริหารประเทศเท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 70% ค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการภายในกองทัพ ที่รวมไปถึงเงินเดือน สวัสดิการ ส่วนอีก 30% การลงทุนใช้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และปรับโครงสร้างของกองทัพ

นอกจากนี้ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา พยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนโดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ จะต้องมีการลดกำลังคน หรือลดค่าใช้จ่ายและลดความรั่วไหล และไปเพิ่มงบลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ที่มีผลบังคับใช้ และถ้าจะลดงบประมาณเพิ่มอีก 10% ตามที่เพื่อไทยเสนอผลกระทบที่ตามมา ทั้งงบบริหารจัดการ สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล และเงินเดือนหรือแม้แต่การจัดซื้ออาวุธของกองทัพเอง

แม้ว่ากระทรวงกลาโหมจะไม่เปิดเผยยอดกำลังพลเนื่องจากเป็นชั้นความลับแต่หากเทียบเคียงก็ไม่ต่างจากข้อมูลของสถาบันยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา หรือ IISS จากประเทศอังกฤษ ที่ระบุว่า ยอดทหารไทยในส่วนของกองทัพบก 245,000 นาย กองทัพเรือ 69,850 นาย กองทัพอากาศ 46,000 นาย หรือยอดรวมทั้งหมด 360,850 นาย ขณะที่ทหารพรานและส่วนอื่นๆ อีก 93,700 และมีกองหนุน 200,000 นาย

ถ้าเทียบกับเวียดนาม ที่มีกำลังประมาณ 480,000 กองหนุนมี 5,000,000 นาย โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบก 410,000 นาย ส่วนพม่า 406,000 นาย อินโดนีเซีย 395,000 และมีกำลังสำรองอีก 400,000 นาย ส่วนกำลังพลมีน้อยคือกองทัพสิงคโปร์ และมาเลเซีย เนื่องจากพรมแดนสั้นกว่าประเทศไทย

ทั้งนี้พื้นฐานที่มีการจัดวางกำลังพลในแต่ละส่วนของกองทัพไทยเป็นการคำนวณจาก 3 ส่วนภารกิจงาน คือ 1.ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกประเทศ 2.ประวัติศาสตร์ และ 3.สภาพภูมิประเทศ ที่จากเดิมภัยคุกคามภายนอกประเทศที่หมายถึงเพื่อนบ้านมีจำนวนมาก โดยเฉพาะภารกิจป้องกันพรมแดน ที่มาจากทางบกที่ทำให้กองทัพบกมีกำลังขนาดใหญ่ในการดูแลรักษาความมั่นคงภายใน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อเทียบเคียงกับศักยภาพ และการปฏิบัติการของแต่ละประเทศทั้งเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์และการรบ กองทัพสิงคโปร์ ถูกจัดวางเป็นอันดับ 1 ส่วนมาเลเซีย จัดวางเป็นอันดับสอง และ อินโดนีเซีย อยู่ที่อันดับที่สาม ขณะที่กองทัพไทย อยู่อันดับที่ 4 หรือบางครั้งก็ตกอันดับไปอยู่ที่ 5 ที่เป็นอันดับของกองทัพเวียดนาม ขณะที่กองทัพบรูไน ลาว กัมพูชา และพม่า ยังคงรั้งท้าย

จากการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมก็มีแผนเดินหน้าในการลดขนาดของกองทัพ แต่อยู่ในช่วงปรับเปลี่ยน เมื่อเข้ากับกรอบใหม่ตามยุทธศาสตร์ของกองทัพตามยุทธศาสตร์ชาติ 26 ด้าน จะมีความชัดเจนมากขึ้นและยุทธศาสตร์จะต้องบังคับวิถีของกองทัพอีกด้วย  ส่วนการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร มาเป็นสมัครใจนั้น ทางกระทรวงกลาโหมมีการจัดทำและคิดคำนวณรายละเอียด พบว่าต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจทั้งเงินเดือนและสวัสดิการ

นโยบายตัดงบ-ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ที่ “เพื่อไทย” ปลุกเสกขึ้นมาจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวมจริงหรือไม่ หรือแค่เกมหาเสียง หวังเขย่ากองทัพให้สั่นคลอน กระทบชิ่ง รัฐบาล-คสช. !!!

เข้าฤดูร้อนแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าฤดูร้อนแล้ว

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:00 น.
ฤดูร้อน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จดหมายจาก ‘อนุภพ’ เมืองชล ต่อไปนี้แจ้งรายงานอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยามาว่า 21 กุมภาพันธ์ จะเข้าสู่ฤดูร้อน และจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายจังหวัด

ขอบคุณสำหรับความห่วงใยต่อประชาชนด้วยความปรารถนาดีต่อกัน ซึ่งนี่คือน้ำใจไมตรีของคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน

ประเทศชาติของเราจะอยู่รอดด้วยคนไทยที่เอื้ออาทรไม่ทอดทิ้งกันเช่นนี้

   21 ก.พ.เข้าสู่ฤดูร้อน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาแต่มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนอย่างมากเพราะหลังจากได้ติดตามรายงานอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว ขอแจ้งให้ทราบดังนี้

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศประเทศไทยว่าคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาร์ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

ขณะที่ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกและภาคกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นในระยะนี้

ส่วนมากบริเวณ จ.พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ เลย หนองบัวลำภู มุกดาหาร ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี จันทบุรี และตราด

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรงและควรอยู่ห่างจากป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงและต้นไม้ใหญ่ สำหรับเกษตรกรควรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ และจะสิ้นสุดฤดูร้อนในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ปีนี้อากาศจะร้อนกว่า ปี 2561 ประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส จะมีอุณหภูมิร้อนสูงสุดประมาณ 42-45 องศาเซลเซียส บริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก นครสวรรค์ กาญจนบุรี

ส่วนบริเวณจังหวัดติดทะเลและติดแม่น้ำโขงอุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 35-39.9 องศาเซลเซียส ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก อาจเกิดพายุฤดูร้อนมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกเกิดขึ้นได้

สรุปว่าปีนี้จะร้อนกว่าปีที่แล้วและวันนี้ (21 ก.พ.) จะเข้าสู่หน้าร้อนหรือฤดูร้อนอย่างเป็นทางการและจะมีพายุฝนฟ้าคะนองจึงขอให้ระวังอันตรายด้วยความปรารถนาดี
อนุภาพ (เมืองชล)

  ใครจะรับผิดชอบ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เมื่อวันก่อนอ่านข่าวอุบัติเหตุบนถนนหลวงแล้วห่วงใยมากครับ เพราะเป็นอันตรายอย่างมากจากรถบรรทุก-รถพ่วง ที่บรรทุกมากและเกิดเสียหลักทำให้สิ่งของหล่นเป็นอันตราย

นี่คือตัวอย่างของความชุ่ยและเกิดบ่อยๆ ดังที่ผู้ขับรถทั่วไปพบเห็นและขอสรุปเหตุการณ์มาให้ทราบดังนี้

ตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 8 อ่อนนุช พร้อมหน่วยกู้ภัยทางหลวงมอเตอร์เวย์ ตรวจสอบเหตุสิ่งของตกกีดขวางการจราจร ช่วงวงแหวนต่างระดับบางวัว กม.40 ถนนมอเตอร์เวย์ ขาออก ถนนเทพรัตน (บางนา-ตราด) หมู่ 3 ต.พิมพา อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พบรถพ่วง 18 ล้อ นิสสัน ยูดี สีบรอนซ์ จอดอยู่ช่วงทางโค้งขึ้นสะพาน โดยบรรทุกเบียร์กระป๋องมาเต็มคัน และมีบางส่วนหล่นจากรถกีดขวาง 1 ช่องทางเลนซ้าย เจ้าหน้าที่ต้องเร่งจัดการจราจร

คนขับให้การว่าขณะที่กำลังขับรถขึ้นสะพานวงแหวนเพื่อไปส่งสินค้าที่ชลบุรี จู่ๆ ก็มีรถเก๋งขับปาดหน้าทำให้ต้องเบรกแล้วหักหลบจนเบียร์ที่บรรทุกมาทิ้งน้ำหนักเอียงจนผ้าใบขาดก่อนจะร่วงลงไปที่ถนน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาเก็บกู้นาน 5 ชั่วโมง

จึงมีคำถามว่าใครจะรับผิดชอบเหตุการณ์นี้ที่ทำให้เสียเวลา-รถติดหนักและเป็นอันตรายหรือปล่อยให้เลยตามเลย
อมรศักดิ์ (แปดริ้ว)

  ตอบคุณ ‘อมรศักดิ์’ แปดริ้ว
แค่อ่านจดหมายของคุณก็หวาดเสียวแล้วครับเพราะสาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนนคือการบรรทุกแบบเสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะรถสิบล้อ-รถพ่วงนี่เสียหลักพลิกคว่ำได้ง่ายและเบรกไม่อยู่

หลายคนคงเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาคือเจอรถขนาดยักษ์นี้เสียหลักหรือบางทีก็ทำของหล่นหรือซ้ำร้ายหากเป็นรถบรรทุกน้ำมัน-บรรทุกก๊าซ หรือสารเคมี ไวไฟเกิดลุกไหม้ระเบิดจะร้ายแรงเสียหายขนาดไหน

ถึงเวลาแล้วที่ผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ กรมการขนส่งทางบกจะปฏิบัติงานอย่างเฉียบขาดตรงไปตรงมา เวลาผ่านด่านตรวจก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเป็นการป้องกันไว้ก่อน

อย่าให้มี ‘ส่วยสิบล้อ’ หรือ ‘ส่วยรถพ่วง’ ฯลฯ เข้ามายุ่งเกี่ยว!

สนั่นชุมพร “ลูกช้าง” ศิษย์ลุงกำนันไล่บี้ “ธีระชาติ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนั่นชุมพร “ลูกช้าง” ศิษย์ลุงกำนันไล่บี้ “ธีระชาติ”

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:25 น.
ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์,ลูกช้าง,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สุพล จุลใส,พรรครวมพลังประชาชาติไทย
เปิดอ่าน 2,502 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

รักนายก ลูกช้าง เลือกได้มั้ยให้เป็น ส.ส. เขาเลือกตั้งวันที่ 24 รักนายกลูกช้าง กาเบอร์ 24…”

เสียงเพลงจากรถหาเสียงดังลั่นป่ายาง สร้างความคึกคักให้สมรภูมิเลือกตั้งเขต 3 ชุมพร ซึ่งหลายสมัยที่ผ่านมา ดูเงียบเหงาเหมือนไม่มีเลือกตั้ง

ครั้งนี้ “ลูกช้าง สุพล จุลใส” อดีตนายก อบจ.ชุมพร สวมเสื้อพรรครวมพลังประชาชาติไทย ออกเดินพบปะชาวบ้านทุกวัน พร้อมชูสโลแกน “เข้าใจ เข้าถึง พึ่งพาได้ จับต้องได้”

“ลูกช้าง สุพล จุลใส”

เหตุที่ “ลูกช้าง” เลือกสโลแกนนี้ เพราะรู้ดีว่าคู่แข่ง “ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์” อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ อาศัยกระแสพรรค กระแสนายชวนมาทุกสมัย

บทบาททางการเมืองของ “ธีระชาติ” ชัดเจนว่า ยืนเคียงข้าง ชวน หลีกภัย และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้สมัยที่คนใต้แห่ขึ้นไปร่วมกับกลุ่ม กปปส. ธีระชาติ ก็ไม่ได้ออกหน้าสนับสนุนมวลชน

ส่วน “ลูกช้าง” กระโจนเข้าร่วมการชุมนุมอย่างไม่เกรงกลัวฝ่ายการเมืองที่กุมอำนาจอยู่ในเวลานั้น สองพี่น้อง “ลูกหมี-ลูกช้าง” เป็นแม่ทัพใหญ่ให้ลุงกำนันสุดกำลัง

ลูกช้างลุยหาเสียงหนัก

          ฐานการเมืองของตระกูลจุลใส เริ่มต้นจาก “บุญธรรม จุลใส” อดีตสหายคู่ใจของ “สหายสืบแสง จัตุรนต์ คชสีห์” อดีต ส.ส.ชุมพร 

ปี 2528 บุญธรรม จุลใส ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.จ.เขต อ.สวี และ อ.ทุ่งตะโก ได้ช่วยจัตุรนต์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2529 สังกัด ปชป. จนได้เป็นผู้แทนสมัยแรก และเลือกตั้ง 2531 ย้ายมาอยู่พรรคประชาชน ก็ชนะอีก

ตอนหลังจัตุรนต์ย้ายไปความหวังใหม่ ห่างเวทีชุมพรไป “ส.จ.บุญธรรม” ได้ส่งลูกชาย “ลูกหมี” ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น ก่อนขยับเป็น ส.ส.ชุมพร สมัยแรกปี 2550 กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงรุ่นพี่อย่าง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย และ ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์เพราะเขาเป็นคนสนิทของกำนันสุเทพ

ลูกช้าง รู้ว่าเป็นรอง ลุยไปทุกพื้นที่

เมื่อลูกหมีได้เป็น ส.ส. พ่อบุญธรรมก็ดัน “ลูกช้าง” นายก อบต.นาสัก ชิงตำแหน่งนายก อบจ.ชุมพร ปี 2555 โดยคว่ำคู่แข่ง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย หรือ “พรมาลัย” อดีต ส.ส.ชุมพร 8 สมัย ด้วยคะแนนท่วมท้น

          ด้วยบุคลิกนักเลงคนใต้ ใจถึง พึ่งได้ การดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ชุมพร 5 ปี ลูกช้างได้สร้างเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นเต็มพื้นที่ 

พลันที่ลุงกำนันตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ลูกช้างอาสาลงสนามเลือกตั้งทันที ด้วยมั่นใจในฐานเสียงดั้งเดิม ขณะที่ “ลูกหมี ชุมพล จุลใส” ยังอยู่กับพรรค ปชป.เหมือนเดิม

          กว่าลูกหมีจะได้ลง ส.ส.เขต 1 ชุมพร ก็เล่นเอาเหนื่อยพอควร เพราะนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ปชป.ที่ดูแลผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ ไม่ให้ลงสมัคร ส.ส.ในนาม ปชป. อันเนื่องมาจากปัญหาน้องชาย โชคดีที่ “นายหัวมาร์ค” ยอมให้ลงสมัครได้ 

ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ปชป.

ส่วน “เสี่ยเจ้า ธีระชาติ” เติบโตมาจากธุรกิจแพปลาที่ปากน้ำตะโก อ.ทุ่งตะโก ก่อนจะมาปักหลักที่ อ.หลังสวน โดยการสนับสนุนของโกเมศ ขวัญเมือง อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี (เดิมทีโกเมศเป็นชาว อ.สวี) ซึ่งเชื่อมกับบัญญัติ บรรทัดฐาน “เสี่ยเจ้า” จึงอยู่คนละขั้วกับสุเทพ เทือกสุบรรณ มาตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตาม เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.หลังสวน อ.ละแม อ.พะโต๊ะ อ.ทุ่งตะโก และ อ.สวี (เฉพาะ ต.เขาทะลุ และ ต.เขาค่าย) คงมีมวยคู่ “เสี่ยเจ้า” กับ “ลูกช้าง” ที่น่าลุ้นที่สุด

คนแถวปากน้ำตะโกพูดว่า ไม่มีปัญหา เลือกใครก็ได้ “พวกเดียวกัน” และเชื่อว่าอีกไม่นาน ลุงกำนันก็ต้องกลับบ้านเก่า แต่คนแถวสวี บอกต้องเอาลูกช้างเป็นผู้แทนฯ ให้ได้

        ไม่ใช่เรื่องเอา-ไม่เอา ปชป. หรือรัก-ไม่รักลุงกำนัน แต่เป็นเรื่องอยากได้ “ลูกช้าง” ไปทำงาน

ทดเวลาบาดเจ็บ เข็น “โอ๊ค” ลงสนาม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363196?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทดเวลาบาดเจ็บ เข็น “โอ๊ค” ลงสนาม

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:05 น.
โอ๊ค พานทองแท้,พานทองแท้ ชินวัตร,บุตรชายทักษิณ,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,เลือกตั้ง 2562,การเมือง,สนามเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 15,929 ครั้ง

ถึงหนุ่มโอ๊ค แค่ไปยืนโชว์ตัว มาเป็นเครื่องหมายการค้า “ตราใบห่อดูไบ” แต่ระดับลูกชายของคนที่พี่น้องรักมากที่สุด ปลุกพลังใจของคนเสื้อแดงได้ไม่น้อยเลย

000 เมื่อแผนแตกแบงค์พันเป็นร้อยประสบปัญหา ค่ายชินวัตรปรับขบวนแก้ปัญหา “คะแนนตกน้ำ” หล่นหายไปหลายล้านคะแนน แม้ปากจะบอกว่าให้เลือกฝ่ายประชาธิปไตย แต่ลึกๆ ในใจนั้น คงไม่มีใครอยากเทคะแนนไปให้พรรคอื่น ที่ไม่ใช่ดีเอ็นเอเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ”คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” และ “โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร” จึงผนึกกำลังออกหาเสียง โดยเริ่มจากเปิดปราศรัยใหญ่ที่กรุงเทพฯ ก่อนจะเคลื่อนไปเมืองดอกบัว 

      

คุณหญิงสุดารัตน์ ในอ้อมกอดชาวบ้าน

          000 เป็นครั้งที่สองของ “คุณหญิงหน่อย” เดินทางมาหาเสียงที่อุบลราชธานี เนื่องจากสังเวียนเลือกตั้งเมืองอุบลฯ ทั้ง 10 เขต สุ่มเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำให้พรรคคู่แข่งประมาณ เขต ไม่เพียงประชาธิปัตย์ เป็นแชมป์เก่าใน เขต ก็ยังมีกลุ่มอดีต ส..เพื่อไทยและชาติไทยพัฒนา ลาออกไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐอีก เขต นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส

          000 สองวันก่อน “คุณหญิงหน่อย” ควง “โอ๊ค” ลูกชายนายใหญ่ลุยรวดเดียว เขต พร้อมกับย้ำว่า “นี่คือลูกชายของคนที่พี่น้องรักมากที่สุด” ปรากฏว่าปลุกหวัง ปลุกพลังใจของคนเสื้อแดงได้ไม่น้อยเลย ถึงหนุ่มโอ๊คจะไม่พูดอะไร แค่ไปยืนโชว์ตัว และให้เอฟซีถ่ายรูปก็ได้คะแนนไปเต็มๆ 

        

          000 เป้าหมายการนำ “โอ๊ค” มาเป็นเครื่องหมายการค้า “ตราใบห่อดูไบ” ย่อมหวังผลทางจิตวิทยา “เขย่าขวัญ” คู่แข่ง เพราะทีม “สุพล ฟองงาม” อดีตแกนนำเพื่อไทย ที่อพยพมาพลังประชารัฐ ได้น้ำเลี้ยงดี มีความฮึกเหิม และขยันลงพื้นที่เก็บเกี่ยวคะแนน ทำเอา “เกรียง กัลป์ตินันท์” แม่ทัพใหญ่หนาวๆร้อนๆ นอนไม่หลับ

        

ชาวตระการพืชผล กว่า 2 หมื่นคน มาฟังการปราศรัยของเพื่อไทย         

           000 เมื่อนักธุรกิจใหญ่ อ.ตระการพืชผล กิตติ์ ผาลีพัฒน์ อดีีต ส..อุบลฯ สมัย พรรคชาติไทย ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ปี กรณียุบพรรคชาติไทย ได้คืนสังเวียนขอสวมเสื้อเพื่อไทยลงเขต 5 (ตระการพืชผลจึงทำให้ ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ” ต้องย้ายไปลงเขต 7 (โขงเจียม ศรีเมืองใหม่)

       

ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ           

          000 ตอนแรก “กุ่ย ชูวิทย์” จะขอส่งลูกชายลงสนามแทน เพราตัวเองขอขยับไปชิงเก้าอี้นายก อบจ.อุบลราชธานี แต่ผู้ใหญ่ในเพื่อไทยไม่ยอม เพราะเกรงจะเสียเก้าอี้ และเสียแต้มให้ฝ่ายตรงข้าม หากเอามวยใหม่ลงสนามแทน ส่วนคู่แข่ง “เสี่ยกุ่ย” ก็เป็นคนกันเอง เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์” ลูกชายของอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต ส..รุ่นลายคราม สวมเสื้อพลังประชารัฐ    

          000 ล่องใต้ จังหวัด “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หนีบ “สรอรรถ กลิ่นประทุม” ไปเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่นครศรีธรรมราช และพัทลุง ส่วนจังหวัดที่เหลือก็ใช้วิธีเดินทักทายชาวบ้าน เป้าหมายหลักของภูมิใจไทย คงอยู่ที่พัทลุง ถิ่นกำเนิดของแม่ทัพใหญ่ “เจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ” ผู้ประกาศเขย่าเสาไฟฟ้าเมืองลุง

เสี่ยหนูกับมวลชนขาวใต้

          000 วันปราศรัยใหญ่ “เสี่ยหนู” ประกาศดังๆ “ผมยอมให้แพ้ไม่ได้” เมื่อ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ อดีตปลัดจังหวัดพัทลุงลาออกมาสวมเสื้อสีน้ำเงิน สู้ศึกเขต ซึ่งวันนี้กระแสตอบรับดี แต่แฟนคลับเจ๊เปี๊ยะ กลัว ปชป.ปราศรัยคืนสุดท้าย “ชวน หลีกภัย” มาแหลงลูกอ้อน คนเมืองลุงก็เลือก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” เหมือนเดิม

          000 ที่เมืองหอยใหญ่ มนตรี เพชรขุ้ม” อดีตนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ขุนพลภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สนามข้างโรงแรมวังใต้ เย็นวันที่ 21 ..นี้ โดย “เสี่ยหนู” จะควง ชาดา ไทยเศรษฐ์” ไปหาเสียงด้วย

ฉลอง เทอดวีรพงษ์ ภูมิใจไทย พัทลุง

          000 ถ้าไม่ใช่ฤดูเลือกตั้ง ก็ไม่รู้หรอกว่า กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เป็นลูกอีสานหลานย่าโม เพราะต้นตระกูลตั้งรกรากอยู่ใน อ.สีคิ้ว มาแต่สมัยรัชกาลที่ มาแล้ว ตอนเด็กๆบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดสะแก และอุปสมบทเป็นพระไปอยู่ที่วัดแดนสงบ ใกล้ตลาดเซฟวัน จึงมีความผูกพันกับชาวโคราชอย่างยิ่ง

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ลูกอีสานหลานย่าโม

          000 สนามเลือกตั้งนครราชสีมา ไม่ใช่เขตแดงเข้มข้น มีวัฒนธรรมการเมืองต่างอีสานตอนบน จึงเป็น “พื้นที่ช่วงชิง” ของหลายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย ชาติพัฒนา ภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ ต่างมีโอกาสคว้าที่นั่ง “ส..เขต” และเก็บแต้มใหญ่ๆ ในโคราชไปลุ้น ส..บัญชีรายชื่อ