ทางสองแพร่งซีพี “เลิก-จำใจเดินต่อ”รถไฟความเร็วสูง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363231?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางสองแพร่งซีพี “เลิก-จำใจเดินต่อ”รถไฟความเร็วสูง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:35 น.
ซีพี,รถไฟความเร็วสูง,รักแผ่นดิน
เปิดอ่าน 2,347 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ต้องชื่นชมกรรมการพิจารณาข้อเสนอรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)ทั้ง 7 คน อันประกอบด้วย วรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่า รฟท. (ประธาน),ภูษิต ชัยฤทธิ์พงศ์ ผู้แทนคมนาคม,ธาริศร์ อิสระยั่งยืน ผู้แทนอีอีซี,วิเชียร สุดรุ่ง ผู้แทนอัยการสูงสุด,กนกรัตน์ ขุนทอง ผู้แทนสำนักงบประมาณ,พิมเพ็ญ ลัดพลี ผู้แทน สบน.และสุจิตต์ เชาวน์ศิริกุล ผู้แทน รฟท. กรรมการและเลขานุการ ที่ยึดมั่นในหลักเกณฑ์ (TOR) ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท) ประกาศเป็นเงื่อนไขในการให้เอกชนยื่นข้อเสนอ

กลุ่ม CP ซึ่งได้รับการคัดเลือกด้วยข้อเสนอที่ดีที่สุด สำหรับรัฐ เมื่อ 12 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ด้วยการเสนอให้รัฐสนับสนุนต่ำที่สุดที่ 117,227 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ 119,425 ล้านบาท (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561) แต่ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา กลุ่ม CP ได้เสนอเงื่อนไขเพิ่มเติมถึง 11 ข้อ และเป็นเงื่อนไขที่เกิน TOR จนถูกสังคมและสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกต มาตลอด และการตั้งข้อสังเกตนั้นมีน้ำหนักกว่า “พลังพิเศษ” ที่จะช่วยผลักดันให้คณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอโอนอ่อนผ่อนตาม

ขณะนี้จึงเหลือเพียง 2 ทางเลือกที่กลุ่ม CP พึงต้องเดิน นั่นคือ ทางเลือกแรกจำใจต้อง “กลืนเลือด” ดำเนินการตามข้อเสนอ ที่คนในวงการรับเหมาเชื่อว่า ข้อเสนอของ CP มีโอกาส ”ไม่คุ้มทุน” สูง ยกเว้น กลุ่ม CP จะไปได้กำไรจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งมักกะสันและฉะเชิงเทรา หรือตลอดแนวรถไฟความเร็วสูงผ่าน

ทางที่ 2 คือ “ถอย” ไม่ยอมเข้าทำสัญญากับการ รฟท.ในโครงการนี้ ซึ่งหากเลือกทางนี้ในฐานะผู้ได้รับการคัดเลือกและถอย จะถูกริบหลักประกันมูลค่า 2 พันล้านบาท ที่ใช้วางขณะยื่นข้อเสนอ เพราะถือว่าทำรัฐเสียหายและเสียเวลากับการพิจารณาและเจรจาข้อเสนอ

ดังนั้นเวลาที่รัฐบาลขีดเส้นให้ภายในเดือนกุมภาพันธ์หรืออย่างมากไม่เกินกลางเดือนมีนาคม กลุ่ม CP ต้องตัดสินใจว่าจะเดินอย่างไร บางทีการยอมขาดทุนจากข้อเสนอของตัวเองอาจดีกว่า “ถอย” แล้วถูกขึ้นบัญชีดำ ห้ามเข้าประมูลงานของรัฐอีกตลอดไป

“หนองแขม-บางบอน”เขตพิฆาตดวงใจ”เฉลิม อยู่บำรุง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363105?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หนองแขม-บางบอน”เขตพิฆาตดวงใจ”เฉลิม อยู่บำรุง”

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:50 น.
จี้จุดตาย คลายจุดเป็น,พลังประชารัฐ,เหลิม ดาวเทียม,บางบอน,หนองแขม,วัน อยู่บำรุง,พรรคเพื่อไทย,วัชระ กรรณิการ์
เปิดอ่าน 3,407 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…เร้นกาย ไร้เงา

สนามเลือกตั้งยามนี้จะพบว่าแทบทุกพรรคมีคิวปราศรัยแน่นทั่วไทย และมีวิวาทะบังเกิดผ่านหน้าสื่อแทบทุกแพลตฟอร์ม

         “พลังประชารัฐ” ระดมขุมกำลังเดินโกยแต้มในช่วงหนึ่งเดือนเศษก่อนหย่อนบัตรแบบไม่ทิ้งแม้แต่ตารางนิ้วเดียว โดยเฉพาะสนามเมืองกรุงนั้น พปชร.หวังจะมี ส.ส.อย่างน้อยห้าถึงสิบคน

หากใครไม่เชื่อ…ลองชำเลืองดูตารางเดินสายของแกนนำพรรคและแคนดิเดตนายกฯของ พปชร.ในช่วงนี้ จะอ่านออกทันทีว่าเขตใดในเมืองหลวงที่พปชร.หวัง “ปักหมุด”

แว่วมาว่า “เขต 26 บางบอน-หนองแขม” นั้นเป็นหนึ่งสนามเลือกตั้งที่น่าพินิจและพปชร.หวังจะปักธงในพื้นที่นี้เพื่อบางเหตุผล…

อย่าลืมว่าเขตนี้ “ร.ต.อ.เฉลิม และ เนาวรัตน์ อยู่บำรุง” ครองมานาน

“เหลิม ดาวเทียม” เคยเป็นทั้ง ส.ส.และส.ต.(สอบตก) ในเขตนี้ก่อนจะผันตัวไปลงแบบบัญชีรายชื่อและส่งลูกชาย “วัน อยู่บำรุง” มาแข่งขันแล้วสองครั้ง แต่ก็เกือบชนะ มาเที่ยวนี้เจ้าของฉายา “ใจถึง พึ่งได้” สวมเสื้อพท.ครั้งที่สอง หวังจะตบเท้าเข้าสภาผู้แทนฯ ส่วนน้องชายคนโตบางบอนที่ชื่อ เนาวรัตน์ ก็เป็น ส.ก.เขตนี้มายาวนาน

ล่าสุด “เหลิม ดาวเทียม” ปราศรัยไว้แบบดุเดือดตามสไตล์ โดยทิ้งหมัดตรงไปยังลุงตู่แบบไม่ยั้งว่า “รอบหน้าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ จะรู้นรกมีจริง เพราะได้รัฐบาลเสียงข้างน้อย พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ได้อย่างไร ผมไม่ได้อภิปรายมานาน ผมจะตั้งกระทู้ตลอด ดังนั้นขอให้ พล.อ.ประยุทธ์เปลี่ยนใจ…”

  ตรงนี้เอง…ที่ไม่รู้ว่าเหลิม บางบอน ไปแหย่รังแตนลุงตู่แบบใดมิทราบ

…เพราะมีกระแสข่าวลอยลมจากปากซอยรัชดาภิเษก 54 มาว่า “อย่าปล่อยให้เหลิม บางบอน ลอยนวล”

ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ “เหลิม ดาวเทียม” ปวดใจคือตีเข้าไปยังกล่องดวงใจให้แตกยับ และหนึ่งในความปราถนาของ ”เหลิม ดาวเทียม” คือส่งลูกชายคนกลางเข้ามาเป็น ส.ส.ให้จงได้

หลายวันก่อนยื่นใบสมัคร คีย์แมน พปชร.เคาะชื่อ “วัชระ กรรณิการ์” ให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 26 เพื่อหวังน็อก “วัน อยู่บำรุง” และหักด่านปชป.เจ้าของพื้นที่ให้จงได้

ข้อมูลที่ทีมงาน พปชร.ไปเจาะมาและหวังให้ “วัชระ” ที่ใครบางคนบอกว่าเป็นสายตรงของ ”พ่อบ้านพรรค” ลงลุยขอแต้มในเขตนี้แบบไม่ต้องยั้งมือเพราะว่า

“ชาวบ้านบอกว่าอดีต ส.ส.หายไป ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่มาดูแลชาวบ้าน ขณะที่ตระกูล “อยู่บำรุง” มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ ซึ่งจะเท็จจริงไม่ทราบ ดังนั้นสิ่งที่ พปชร.ต้องทำวันนี้ คือส่งคนหน้าใหม่ลุยและย้ำแคมเปญพรรค โดยผู้สมัครให้ละเว้นไม่ต่อปากต่อคำกับทุกขั้ว ส่วนเวทีใหญ่นั้นต้องคำนวณตามกระแสว่าควรจัดในเขตใดและวันไหนเพื่อย้ำหัวนอตให้ได้ และเขตนี้ก็เป็นหนึ่งในเขตที่ พปชร.ต้องย้ำหัวนอตและน็อกคู่แข่งเบอร์ใหญ่จากทั้งสองพรรค”

คีย์แมนบางพรรคสะท้อนว่า “มีการคำนวณคณิตศาสตร์การเมืองเอาไว้ว่าเลือกตั้งคราวที่แล้วใครที่หวังจะชนะเลือกตั้งต้องมี 4 หมื่นคะแนนต้นๆ ครั้งนี้ถ้าจะชนะ ใครที่มีคะแนนเกิน 35,000 คะแนนน่าจะสอบผ่าน แต่คะแนนปลอดภัยอยู่ที่ 38,000–39,000 คะแนน…”

แม้ พปชร.จะเป็นน้องใหม่แต่ปัจจัยหลายข้อหนุนให้มีลุ้นในบางเขต แต่เขตนี้มีคำสั่งทางลับว่า “อยู่บำรุงจาก พท., ม่วงศิริจากพรรคสีฟ้า และวัชระจากพปชร. ใครจะเข้าวิน…เพราะผู้ชนะมีเพียงหนึ่งเดียว พปชร.ลุยเต็มที่”

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “เหลิม ดาวเทียม ต้องน้ำตาตกในอีกคำรบ…”

อีสานจ้วดจ้าด ยึด “ตลาด” วัฒนธรรม “ปิยบุตร”ไปมุดอยู่ไหนมา?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อีสานจ้วดจ้าด ยึด “ตลาด” วัฒนธรรม “ปิยบุตร”ไปมุดอยู่ไหนมา?

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:10 น.
พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร แสงกนกสกุล,ปิยบุตร,เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่,หาเสียง,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,คนอีสาน,อีสานโพลล์,คนรุ่นใหม่,คนเสื้อแดง,แดงอีสาน
เปิดอ่าน 7,928 ครั้ง

ปิยบุตรรู้ยัง? คนรุ่นใหม่จากที่ราบสูงได้กลายเป็น “นายทุนน้อย” ผลิตงานเพลงดังๆ จนยึดตลาดเพลงทั้งประเทศ ทำให้ “นายทุนใหญ่” ตกอยู่ในภาวะกระอักโลหิต

           000 เหมือนได้ฟังอดีต ส..นครพนม ไขแสง สุกใส หาเสียงแถวอีสานเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เมื่ออ่านสเตตัสหาเสียงที่สกลนครทางเพจ Piyabutr Saengkanokkul ของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ก็รู้สึกนักวิชาการหนุ่มคนนี้ ใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสนานมากเกินไป จนไม่รู้จักแผ่นดินอีสานยุค 4.0 

          000 “ปิยบุตร” มองอีสานด้วยกรอบคิดเดิมๆ ดังบรรยายว่า “คนอีสานถูกทำให้เชื่อว่าเป็นคนตลก เป็นแรงงาน ไม่มีความรู้” และข้อด้อยของคนรุ่นใหม่ เอะอะก็โทษ “รัฐส่วนกลาง” อย่างประโยคนี้ “รัฐจากส่วนกลางจับมือกับสื่อมวลชนบางกลุ่มผลิตสื่อเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้คนอีสานเป็นคนตลก ไม่มีความรู้” 

          000 ฝากถึงทีมงานพรรคอนาคตใหม่ในภาคอีสาน วันหน้าพา “ปิยบุตร” ไปนั่งฟังเพลง “บักแตงโม” หรือ “งัดถั่งงัด” จากรถแห่ดนตรีสดบ้าง จะได้ “ตาสว่าง” เสียที คนรุ่นใหม่จากที่ราบสูงได้กลายเป็น “นายทุนน้อย” ผลิตงานเพลงดังๆ จนยึดตลาดเพลงทั้งประเทศ ทำให้ “นายทุนใหญ่” ตกอยู่ในภาวะกระอักโลหิต

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ไปคารวะ เตียง สิริขันธ์

         000 คนอีสานทุกวันนี้ ไม่ได้โง่เง่า ไม่ได้งอมืองอเท้า เขามีวิธีการต่อสู้กับ “รัฐส่วนกลาง” หรือทุนใหญ่จนสามารถสร้าง “ที่มั่นทางวัฒนธรรม” จนแข็งแกร่ง แต่ที่แย่คือ วาทกรรมปัญญาชนก้าวหน้า ยังย่ำอยู่กับชุดความคิดเก่าๆ “โง่ จน เจ็บ” 

         000 ทีมงานคนรุ่นใหม่ในพรรคอนาคตใหม่ อย่าหลงแค่ยอดวิวเพลง “ประเทศกูมี” โปรดเข้ายูทูบไปดูสิเพลงไหนดังสุดๆ เคยได้ยินมั้ย เพลง “เต่างอย” หรือ “บักจีเหลิน” ถ้าไม่เคยฟัง ก็จะไม่รู้ว่า ใครเป็นคนเข้าคูหากาบัตร ?

          000 เนื่องจากตลาดการเมืองในอีสานของพรรคอนาคตใหม่ เป็นฐานเดียวกับพรรคเพื่อไทย จึงต้องสร้างความเป็น “แดงก้าวหน้า” ให้เหนือกว่า “แดงเก่า” อย่างเพื่อไทย ลึกๆ แล้ว แกนนำอนาคตใหม่ หวังจะให้พรรคตระกูล “เพื่อ” สะดุด เพราะอนาคตใหม่จะได้อานิสงส์จากแฟนคลับทักษิณเต็มๆ  

          000 อีสานโพลล์รายงานผลสำรวจประชาชนครั้งล่าสุด ปรากฏว่า ถ้าเลือกตั้งวันนี้ คนอีสานเลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 40 และพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 20 จึงไม่แปลกที่สองแกนนำ “พรรคส้มหวาน” จะพลิกสไตล์หาเสียงแบบนักบู๊ล้างผลาญ 

          000 สนามเขตเลือกตั้งที่ นครราชสีมา เป็นเมืองหลวงของพรรคชาติพัฒนา ภายใต้การนำของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” สิบกว่าปีมานี้ การเมืองในเมืองย่าโมเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แต่ปีนี้ “สุวัจน์” ได้ปรับกลยุทธ์หวังจะรักษาเมืองหลวงของพรรคเอาไว้ ดึงเอา “ธงชัย ลืออดุลย์” อดีต ผวจ.นครราชสีมา ผู้มีผลงานผันน้ำจากเขื่อนลำแซะ อ.ครบุรี มาใช้ผลิตประปาในเขตเทศบาลนครโคราช มาลงรักษาเก้าอี้ในเขตนี้แทน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล

ธงชัย ลืออดุลย์ พรรคชาติพัฒนา

          000 แม้พรรคภูมิใจไทย จะส่ง “อดุลย์ อยู่ยืน” อดีต ส.อบจ.เขตเมืองนครราชสีมา ซึ่งเคยสังกัดทีมสุวัจน์ ลงชิงเก้าอี้ ส..เขต ด้วยทีมงาน ส..พรรคชาติพัฒนา และสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา “สุวัจน์” จึงมั่นใจจะรักษาเก้าอี้ ส..เขตนี้ไว้ได้ 

ชวน หลีกภัย เดินสายช่วยลูกพรรค

          000 แค่มีเสียงน้อยอกน้อยใจจากใครบางคน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนในพรรคเก่าแก่รู้ลึก รู้ดี ด้าน “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็เดินหน้าช่วยผู้สมัคร ส..ของพรรคหาเสียง ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อย่างวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์นี้ ผู้อาวุโสลุย จังหวัด เริ่มจากสมุทรสงคราม ไปราชบุรี และเพชรบุรี ทุกพื้นที่มีการแข่งขัน ขนาดสนามแม่กลอง “รังสิมา รอดรัศมี” มีแต้มต่อคู่แข่ง ก็ยังไม่ประมาท ต้องพาอดีตนายกฯ ชวน ไปพบแฟนคลับ ปชป.

แฟนคลับ ปชป.ยังเหนียวแน่น

รังสิมา รอดรัศมี หาเสียงทางเรือที่สนามแม่กลอง

          000 พรรครวมพลังประชาชาติไทย ยึดลานด้านข้างตลาดปัฐวิกรณ์ เขตบึงกุ่ม ตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรก  “...จัตุมงคล โสณกุล” หัวหน้าพรรค ปราศรัยยอมรับว่า หากวันนั้น ไม่มี กปปสก็ไม่มีพรรครวมพลังประชาชาติไทยในวันนี้“ และเหตุที่เลือกเขตบึงกุ่ม เพราะเป็นฐานที่มั่นของ “แมน เจริญวัลย์” อดีต ส..เขตบึงกุ่ม ที่ลาออกจาก ปชป.มาซบพรรคลุงกำนัน

หม่อมเต่า พาลูกทีมปราศรัยใหญ่ที่เขตบึงกุ่ม

แมน เจริญวัลย์

          000 เลือกตั้งท้องถิ่น 2553 “แมน เจริญวัลย์”  สังกัด ปชป.ได้ 21,043 คะแนน เป็น ส..บึงกุ่ม มาหนนี้ ขอลงสนามเองที่เขต 14 (เขตบึงกุ่ม และเขตคันนายาว เฉพาะแขวงรามอินทราซึ่งเป็นสนามโหดหินพอควร เมื่อต้องเจอ “พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ” แชมป์เก่า ค่ายเพื่อไทย และ “พรพรหม วิกิตเศรษฐ์” ค่าย ปชปลูกชายของพนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีต ส..เขตนี้

บ้านใหญ่เมืองเลย “ทิมสุวรรณ” แบ่งเค้ก “เสี่ยปรีชา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363103?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บ้านใหญ่เมืองเลย “ทิมสุวรรณ” แบ่งเค้ก “เสี่ยปรีชา”

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:45 น.
ทิมสุวรรณ,ปรีชา เร่งสมบูรณ์,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง
เปิดอ่าน 5,108 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้งเมืองเลย มี 3 เขต ลดจากเดิม 4 เขต ทำให้ ส.ส.เก่าต้องสับหลีกกันให้วุ่น บางตระกูลก็ส่งทายาทลงสนามแทน ซึ่งการเลือกตั้ง 2562 ผู้คนจะสนใจอยู่ 2 เขตคือ

เขต 2 อ.ภูกระดึง, อ.ภูหลวง, อ.หนองหิน, อ.ผาขาว, อ.เอราวัณ (บางตำบล) และ อ.วังสะพุง (บางตำบล)

เขต 3 อ.นาแห้ว, อ.ด่านซ้าย, อ.ภูเรือ, อ.ท่าลี่, อ.เชียงคาน และ อ.วังสะพุง (บางตำบล)

ธนเทพ นันทนา และศรัณย์ ทิมสุวรรณ

          เนื่องจาก 2 เขตนี้เป็นการต่อสู้ 2 ตระกูลคือ “ทิมสุวรรณ” กับ “เร่งสมบูรณ์สุข” พวกเขาเป็นผู้แทนฯ เมืองเลยมายาวนาน ทั้งเคยอยู่กันคนละพรรค และพรรคเดียวกัน

เลือกตั้ง 2562 ตระกูลทิมสุวรรณ แยกกันลงสมัคร ส.ส. 2 พรรค โดย “ศรัณย์ ทิมสุวรรณ” ลูกชายธนเทพ-นันทนา ทิมสุวรรณ อดีต ส.ส.เลย ลงสนามเขต 2 พรรคเพื่อไทย ส่วน “ธนยศ ทิมสุวรรณ” ลูกชายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ อดีตนายก อบจ.เลย พรรคภูมิใจไทย เลือกเขต 3

ต้นตระกูลบ้านใหญ่เมืองเลย สุรัตน์ ทิมสุวรรณ ไม่ใช่คนเมืองเลยโดยกำเนิด แต่ทำธุรกิจโรงโม่หินสุรัตน์การศิลา ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย นอกจากนี้ยังได้ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, สัมปทานแร่, จําหน่ายพืชพันธุ์และอุปกรณ์การเกษตร

         เสี่ยสุรัตน์ ได้เป็น ส.จ.เขตวังสะพุง และขยายเครือข่าย ส.จ.ไปยังอำเภอต่างๆ จนได้เป็นประธานสภาจังหวัดเลย และได้รับฉายาว่า “เจ้าพ่อวังสะพุง”

ปรีชา-เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข

ปี 2539 เสี่ยสุรัตน์ส่งธนเทพ ทิมสุวรรณ ลูกชายลงสนามเลือกตั้งในสีเสื้อพรรคความหวังใหม่ เนื่องจากเสนาะย้ายจากพรรคชาติไทยมาอยู่พรรคความหวังใหม่ ปี 2544 ธนเทพย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย

ส่วนลูกชายอีกคนหนึ่งของเสี่ยสุรัตน์ ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ เล่นการเมืองท้องถิ่น เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยมาหลายสมัย

ฟากตระกูลเร่งสมบูรณ์สุข มีเดิมพันสูง เพราะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดย “ปรีชา เร่งสมบูรณ์” สลับมาลงเขต 3 และภรรยา “เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข” ย้ายไปลงเขต 2

เขต 2 เมืองเลย ต่างเป็นฐานที่มั่นของ 2 บ้านใหญ่ ปรีชา เร่งสมบูรณ์ เกิดที่ อ.วังสะพุง ทำมาหากินรับเหมาก่อสร้าง ขณะที่เสี่ยสุรัตน์ ทิมสุวรรณ ทำโรงโม่หิน

ปรีชาเป็น ส.ส.มา 9 สมัย ในสีเสื้อกิจสังคม, เสรีธรรม, ไทยรักไทย, พลังประชาชน และเพื่อไทย โดยมีฐานเสียงสำคัญอยู่ที่ อ.วังสะพุง เนื่องจากเตี่ยของปรีชา ทำธุรกิจรับซื้อพืชไร่รายใหญ่ที่สุด

นันทนา พาลูกชายออกหาเสียง

          เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เจอคู่แข่งรุ่นลูกอย่าง ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ที่มีฐานเสียงของพ่อและแม่เป็นต้นทุน สมัยที่แล้ว นันทนา ทิมสุวรรณ ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยที่ 2

“ผมลงเขตนี้เเทนคุณเเม่ ยอมรับว่าเมืองเลยเเข่งขันกันมาก” ศรัณย์บอกกับนักข่าว และมั่นใจว่าจะเอาชนะคู่แข่งจากพรรคพลังประชารัฐได้

ด้านเขต 3 ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ย้ายสลับกับภรรยา เพื่อมารักษาเก้าอี้ แต่คู่แข่งถือว่า ไม่ใช่ของแข็งมากนัก เมื่อเทียบกับปี 2554 ปรีชาต้องชนกับตัวเต็งจากภูมิใจไทย “พัฒนา สังขทรัพย์” ภรรยาของ “ทศพล สังขทรัพย์” อดีต ส.ส.เลย หลายสมัย

รอบนี้ ธนยศ ทิมสุวรรณ ลูกชายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ นายก อบจ.เลย ซึ่งอยู่ในสายพรรคภูมิใจไทย มาตั้งแต่สมัยที่แล้ว ลงสนาม

จะว่าไปแล้ว ทั้งปรีชา ทศพล และธนเทพ ก็เคยอยู่ค่ายเดียวกันมาก่อนคือ “ค่ายชินวัตร” เลือกตั้ง 2550 พวกเขาดันภรรยาออกสู่สนามเลือกตั้ง ทำให้เมืองเลยมี ส.ส.หญิง 3 คนคือ เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข, พัฒนา สังขทรัพย์ และนันทนา ทิมสุวรรณ

ธนยศ ทิมสุวรรณ

          ปีนี้ สังเวียนเมืองเลย จะมี ส.ส.หน้าใหม่ป้ายแดง หรือ ส.ส.รุ่นพ่อแม่ ชาวเมืองทะเลภูเขาคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

ปกป้องศาสนา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363107?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปกป้องศาสนา

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:35 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ปกป้องศาสนา,ถ้าำหลวง
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีจดหมายจากคุณ ‘องอาจ’ สองพี่น้อง แจ้งเรื่องน่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้เกี่ยวกับตำรวจกองปราบฯ จับเจ้าอาวาสที่เป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายแล้วหนีคดีมาบวชจนถูกตำรวจจับสึก

อยากให้จัดการกวาดล้างพระที่มาบวชหนีคดีให้หมดไป และเชื่อว่าในวัดหลายๆ แห่งทั่วประเทศจะมีเป็นจำนวนมากและจะทำให้วงการสงฆ์ขาวสะอาด

ที่ผ่านมานั้น พุทธศาสนิกชนต้องตั้งสติเพื่อสร้างศรัทธาให้เชื่อมั่นในพุทธศาสนา เพราะมีพระสงฆ์ประพฤติผิดธรรมวินัย ดังทราบกันอยู่

บ้างก็ดื่มสุรา, ประพฤติผิดในกาม หรือไปในสถานที่อโคจร หรือประพฤติตัวเป็นผู้วิเศษ-มีเวทมนต์คาถา-เหล่านี้ผิดทั้งสิ้น

จึงขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการศาสนา เป็นแกนนำในการชำระสะสางพระสงฆ์ที่ยังบวชหนีคดีหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสมสร้างความเสื่อมให้พุทธศาสนา

ชาวพุทธจะได้กราบไหว้พระและยึดมั่นปฏิบัติธรรมต่อไปด้วยศรัทธา

บวชหนีคดี
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมมีเรื่องน่าสะเทือนใจในฐานะของชาวพุทธที่อ่านข่าวเรื่องพระบวชหนีคดี ซึ่งตำรวจกองปราบฯ จับสึกได้ 18 คน ซึ่งคนหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสที่เมืองสุพรรณบุรี

ถ้าหากลืมไปผมขอสรุปเรื่องมาให้คุณทราบเพื่อจะเร่งรัฐบาลช่วยวางมาตรการ โดยตำรวจกองปราบฯ จับกุม นายปพนสรรค์ เพ็ชร์พันธุ์ หรือพระครูสังฆรักษ์ ปพนสรรค์ กนตธัมโม อายุ 40 ปี เจ้าอาวาสวัดรอเจริญ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี อยู่บ้านเลขที่ 143/2 หมู่ 4 ต.ตัวตะพาน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 และหมายจับศาลจังหวัดสมุย ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2548

ข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่า, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง” จับได้ที่หน้าวัดรอเจริญ บ้านยอด หมู่ 1 ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี

โดยปี 2547 นายปพนสรรค์ร่วมกับพวกก่อเหตุยิงวัยรุ่นคู่อริต่างหมู่บ้าน บาดเจ็บสาหัสในพื้นที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ต่อมา 2548 ยังใช้ปืนยิงผู้อื่นอีกครั้งในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนหลบหนีไปบวชเป็นพระภิกษุ ที่วัดรอเจริญ จ.สุพรรณบุรี นานถึง 16 ปี

จนได้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ต่อมาสืบทราบผู้ต้องหาตามหมายจับทั้ง 2 คดี หนีมาบวชเป็นพระที่วัดดังกล่าว ตามไปจับกุมได้ในสภาพนั่งเก้าอี้รถเข็นวีลแชร์ ก่อนนิมนต์พระครูสิริวรธรรมาภินันท์ เจ้าอาวาสวัดลานคา เจ้าคณะตำบลบางปลาม้า เขต 1 ทำพิธีสึก

นี่คือโจรผู้ก่อคดีหนีมาบวช เอาผ้าเหลืองคลุมตัวหนีความผิดที่ตำรวจต้องจัดการต่อไป
องอาจ (สองพี่น้อง)

  ถ้ำหลวงเปิดแล้ว
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันเพิ่งไปเที่ยวเชียงรายมาและมีข่าวดีจะแจ้งให้ทราบว่าถ้ำหลวงเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตามปกติแล้ว โดยทีแรกนั้นอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ปิดการท่องเที่ยวบริเวณถ้ำหลวง ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เนื่องจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ จะเข้าทำการขนย้ายอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน และบันทึกการปฏิบัติภารกิจในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

ต่อมาอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ขอยกเลิกประกาศปิดการท่องเที่ยวบริเวณถ้ำหลวง ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เนื่องจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หน่วยซีล) ติดภารกิจต้องเลื่อนการปฏิบัติงานภายในถ้ำหลวงอย่างไม่มีกำหนด

นักท่องเที่ยวจึงสามารถเข้าไปท่องเที่ยวบริเวณถ้ำหลวง และสระน้ำเขียวมรกต ขุนน้ำนางนอน ทั้ง 2 แห่งได้ตามปกติเช่นเดิม

ดิฉันจึงโชคดีที่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกๆ ที่ได้ไปเช็กอินและรำลึกถึงความหลังเหตุการณ์ช็อกโลกและทำให้ทีมหมูป่ากลายเป็นที่สนใจของชาวโลก

จึงอยากเชิญชวนไปเที่ยวกันนะคะ ถ้าได้ไปเชียงรายและนอกจากถ้ำหลวงแล้ว เชียงรายยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย และดิฉันได้ไปเที่ยวภูชี้ฟ้า-ภูชี้ดาว ด้วย-สวยงามประทับใจจริงๆ ค่ะ
มาลัย (ชัยนาท)
4/4

   ตอบคุณ ‘มาลัย’ ชัยนาท
ขอบคุณสำหรับจดหมายแจ้งข่าวดีของคุณและขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ชาวไทย-นักท่องเที่ยวได้ไปสำนึกถึงเหตุการณ์ 13 หมู่ป่าที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนด้วย
ผมเองคุ้นเคยกับบริเวณนั้นเพราะชอบวิวทิวทัศน์ของดอยนางนอนและขอฝากเตือนว่าอย่าไปเข้าถ้ำลึกๆ เป็นอันขาด อาจจะเกิดพลัดหลงได้

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ต้องคอยควบคุมดูแลให้ดีและมีป้ายแจ้งเตือนอันตรายและข้อห้ามต่างๆ อย่างเข้มงวด แม้จะไม่ใช่ฤดูฝนที่ทำให้เกิดเหตุน้ำท่วมถ้ำหลวงเหมือนปีก่อน

แต่ทุกคนอย่าประมาทเป็นอันขาดและขอให้บันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย อย่าไปเก็บของหรือทำลายธรรมชาติ ซึ่งผิดกฎหมายเหมือนที่ชาวบ้านชอบพูดกันว่า “ดูแต่ตามืออย่าต้อง-ของจะเสีย”

งบกลาโหมยุค คสช.พุ่งติดท็อปโฟร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363101?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบกลาโหมยุค คสช.พุ่งติดท็อปโฟร์

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:30 น.
งบกระทรวงกลาโหม,ล่าความจริงพิกัดข่าว,หนักแผ่นดิน,ซื้อยุทโธปกรณ์,คสช,อาวุธ,งบประมาณ
เปิดอ่าน 1,347 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์  พึ่งเนตร 

 ต้นเรื่องของวิวาทะ “หนักแผ่นดิน” คือการชูนโยบายตัดงบกลาโหม “กรุงเทพธุรกิจ” พาไปย้อนดูว่าตลอดเกือบ 5 ปีที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ทิศทางของบกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างไร

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และเริ่มจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 5 ปีงบประมาณ ปรากฏว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมสูงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละเกือบๆ หมื่นล้าน

ย้อนกลับไปงบประมาณปี 2557 ก่อน คสช.ยึดอำนาจ งบกระทรวงกลาโหมอยู่ที่ 1.83 แสนล้านบาท จากนั้นเมื่อรัฐบาล คสช.เข้ามาจัดทำงบปี 2558 ปรากฏว่างบกลาโหมพุ่งสูงขึ้นเป็น 1.92 แสนล้านบาท หรือเกือบ 1 หมื่นล้าน ปี 2559 เพิ่มต่อเนื่องเป็น 2.06 แสนล้านบาท ปี 2560 ขยับเป็น 2.13 แสนล้านบาท ปี 2561 ก็ยังคงมีทิศทางขาขึ้น เป็น 2.20 แสนล้านบาท และล่าสุดปีงบประมาณ 2562 งบกลาโหมอยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท

ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรงบสูงเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มกระทรวงและหน่วยงานอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง รวม 20 หน่วยงาน โดยกระทรวงที่ได้รับจัดสรรงบสูงกว่ามีเพียงกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลังเท่านั้น ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ยังได้รับงบน้อยกว่ากระทรวงกลาโหม

ในยุครัฐบาลคสช. ยังเป็นอีกยุคหนึ่งที่มีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ราคาแพงจำนวนหลายรายการ แม้บางรายการจะเป็นโครงการที่ทำสัญญาและผูกพันงบประมาณมาก่อนการยึดอำนาจก็ตาม แต่ในช่วงที่คสช.มีอำนาจ ก็ยังมีการจัดซื้อเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก โดยช่วงต้นๆ ของรัฐบาลเน้นซื้อยุทโธปกรณ์จากจีน ต่อมาในช่วงกลางและช่วงปลายของรัฐบาลเริ่มหันไปซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐ มหามิตรเก่าของไทย

ยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อจากจีนที่สำคัญก็เช่น รถถัง VT-4 จำนวน 1 กองพัน 49 คัน งบรวม 9,000 ล้านบาท เรือดำน้ำรุ่น S-26T ลำแรก 13,500 ล้านบาท ทั้งโครงการ 3 ลำ 36,000 ล้านบาท รถเกราะล้อยาง รุ่น VN-1 จำนวน 34 คัน งบ 2,300 ล้านบาท

ส่วนยุทโธปกรณ์ที่ซื้อจากสหรัฐที่สำคัญก็เช่น เฮลิคอปเตอร์แบบแบล็กฮอว์ก จำนวน 4 ลำ ไม่ระบุราคารวม แต่ราคาต่อลำราวๆ 700 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีขีปนาวุธระบบฮาร์พูน ที่ใช้ติดตั้งบนเรือผิวน้ำอีก 800 ล้านบาทด้วย

จากประเทศไทยบ้านเราเองหันไปดูงบกลาโหมของชาติต่างๆ ในภูมิภาคนี้กันบ้าง ซึ่งหากนับเฉพาะอาเซียนด้วยกัน ทิศทางการเพิ่มของงบทหาร หรืองบด้านการป้องกันประเทศก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเพิ่มกันถ้วนหน้าแทบทุกประเทศ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ “อีสต์ เอเชีย ฟอรั่ม” เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว ระบุว่า ในขณะที่หลายภูมิภาคของโลกพากันลดงบประมาณทางทหารลง แต่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับสวนทาง โดยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากเมื่อ 15 ปีที่ก่อน โดยเฉพาะอินโดนีเซียกับไทยที่งบประมาณด้านการป้องกันประเทศเติบโตขึ้นเฉลี่ย 10% แบบปีต่อปี

งบประมาณด้านการป้องกันประเทศถูกใช้ไปกับการซื้อเรือฟริเกต รถถัง เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินรบ และเรือดำน้ำ โดยเวียดนามนำเข้าอาวุธเพิ่มขึ้นเกือบ 700% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระโดดจากผู้นำเข้าอาวุธมากที่สุดในโลกอันดับที่ 43 ไปติดอันดับท็อปเท็นเลยทีเดียว

การแข่งขันกันด้านอาวุธมีปัจจัยจากการผงาดขึ้นของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเฟดตัวออกไปของสหรัฐ และการพิพาทกันเองระหว่างประเทศในอาเซียน รวมถึงปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งกระทบต่อหลายประเทศในภูมิภาค

ขณะที่ข้อมูลของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ หรีอ SIPRI ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยอิสระว่าด้วยความมั่นคงระหว่างประเทศ การใช้อาวุธและการลดอาวุธในประเทศต่างๆ ระบุว่าในปี 2560 ประเทศไทยตั้งงบในภารกิจป้องกันประเทศสูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

เพราะ’ซองขาว(สินบน)’เป็นต้นเหตุ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363005?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพราะ’ซองขาว(สินบน)’เป็นต้นเหตุ!

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:30 น.
สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 966 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

การจัดระเบียบสังคมของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างปราบปรามอบายมุข สิ่งผิดกฎหมายต่างๆ นั่นก็เพราะอยากให้สังคมเกิดความสงบสุข ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมีความปลอดภัย เพราะอบายมุขเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมา แต่การจัดระเบียบปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไป “ขัดขา” บรรดาธุรกิจสีเทา เพื่อให้อยู่รอด กอบโกยผลประโยชน์ ไม่โดนตรวจสอบจับกุม จึงยอมจ่ายเงินเล็กน้อยแลกกับการให้เจ้าหน้าที่ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ส่วย” หรือ “สินบน”

สถานบริการ หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน อาจเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจสีเทา นั่นเพราะเป็นเสมือนหนึ่งแหล่งมั่วสุม ละเมิดกฎกติกาทางกฎหมาย หลายที่ปล่อยให้เด็กเยาวชนอายุต่ำว่า 20 ปี เข้าไปรื่นเริง หลายแห่งเป็นจุดรวมพลปาร์ตี้ยาเสพติด หลายร้านลักลอบเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต บางที่ค้าประเวณีเข้าข่ายค้ามนุษย์ และอีกจำนวนไม่น้อยเปิดเกินเวลาก่อความเดือดร้อนรำคาญ หรืออยู่ใกล้สถานศึกษา แต่ผลการดำเนินการของหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือกรมการปกครอง จะปรากฏชัดว่าความผิดที่ร่ายมาส่วนใหญ่มีอยู่ในทุกร้านทุกสถานที่ที่เข้าตรวจสอบแทบทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่ธุรกิจประเภทนี้จะจ่ายส่วยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุดเป็นควันหลงวันวาเลนไทน์ เมื่อมีปลัดหนุ่มรายหนึ่งใน จ.นครปฐม สุดทนกับ “ซองขาว” ซึ่งมีสถานบันเทิงนำมาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน โดยได้รับการเปิดเผยทางเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง” ที่ได้โพสต์ข้อความเล่าเรื่องราวน่าชื่นชมของปลัดอำเภอนายหนึ่ง หลังเจ้าของสถานบริการได้นำซองขาวมาวางไว้ถึงโต๊ะทำงาน เพื่อคาดหวังติดสินบน พร้อมจ่าหน้าซองอีกว่ามาจากร้านไหน แต่เมื่อปลัดคนดังกล่าวเห็นจึงได้นำซองไปคืนเจ้าของร้านในช่วงค่ำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งผลลัพธ์สวนทางกับเจตนาของเจ้าของร้าน เนื่องจากพบว่าสถานบริการดังกล่าวได้ปล่อยให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้ามาใช้บริการ จึงได้ดำเนินการจับกุมเจ้าของร้านในทันที และควบคุมตัวไปทำบันทึกการจับกุมยังที่ว่าการอำเภอ จากนั้นได้มีการเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งปิด 5 ปี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 22/2558

ทั้งนี้ทั้งนั้น “ปลัดตรงฉิน” เขียนระบายในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เหตุเกิดเพราะซองขาวหนึ่งซอง ไม่ทราบจะเริ่มอย่างไร แต่ผมสุดจะทน ตอนเช้าผมขึ้นมาทำงาน เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลยาเสพติดแจ้งว่า มีสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการแห่งหนึ่งฝากซองไว้ให้ เดี๋ยวนะ ทำไมต้องเอามาให้ ให้เพราะอะไร เพื่ออะไร ไม่ว่ากัน คืนนี้ผมเลยเอาซองไปคืนทางร้านตามที่จ่าหน้าซอง ผลการปฏิบัติพบบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไปดื่มสุรา เข้าไปใช้บริการ จำนวน 15 ราย จึงได้ควบคุมผู้ดูแลร้านส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ซึ่งตั้งแต่มีคำสั่ง คสช. 22/2558 ทั้งจังหวัดปิดสถานประกอบการไปแล้ว 13 แห่ง เป็นสถานประกอบการในเขตอำเภอผม 8 แห่ง ผมเชื่อว่าการปฏิบัติงานของผมไม่ได้ปล่อยปละละเลย อาจจะมีคนมองว่าผมคุยกับผู้ประกอบการไม่รู้เรื่อง ซึ่งการที่ผมไปเตือนเขาว่าอย่าปล่อยเด็กเข้านะ ไม่ได้หมายความว่าผมอยากได้ปัจจัยจากเขา

ผมไม่ทราบว่าในซองมีอะไร และไม่ได้เปิดดู รู้แต่ผมไม่อยากรับและต้องเอาไปคืน ขอบคุณผอ.และทีมเจ้าหน้าที่สถานพินิจ ศอ.กต. คสช. กรมพินิจฯ พี่ๆ ทหาร พี่ๆ ตำรวจ ท่านปลัดหัวหน้าฝ่ายทะเบียน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านผู้ช่วย พี่อส.ที่ไปกับผม ขอบคุณครับ”

หลังเรื่องราวดังกล่าวถูกนำมาเผยแพร่ในโลกโซเชียล ทำให้มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาของปลัดอำเภอนายนี้เป็นอย่างมาก แต่ต้องขอปิดบังใบหน้า ชื่อสกุล สถานที่ทำงานของปลัดเที่ยงตรงคนนี้ เพราะอาจจะทำให้กระทบต่อการปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ถึงกระนั้นยังก็มีการตั้งคำถามว่า ซองขาวมาวางไว้ที่โต๊ะปลัดได้อย่างไร ถ้าไม่มีคนในสมรู้ร่วมคิด

สิ่งที่ปลัดนายนี้ทำสมควรได้รับการยกย่อง และเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี เพราะอย่าลืมว่าของแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดัง คนจ่ายส่วยมีแน่ แต่คนไม่รับส่วยจะมีแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า..!?

เพิ่มด่านสกัดปืน..สแกนพื้นที่’แดงฮาร์ดคอร์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362996?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพิ่มด่านสกัดปืน..สแกนพื้นที่’แดงฮาร์ดคอร์’

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:25 น.
แดงฮาร์ดคอร์,สายตรวจเลือกตั้ง,ปฏิวัติรัฐประหาร,ทักษิณ ชินวัตร,กกต,ม็อบชนม็อบ,ยิ่งลักษณ์,บิ๊กแซ็ก,พลตทอำพล บัวรับพร,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,ป่วนเมือง,ไปป์บอมม์
เปิดอ่าน 1,576 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย… มณเฑียร อินทะเกตุ 

ความวุ่นวายการเมืองไทยในห้วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เหมือนดั่ง “กีฬาสี” แต่ที่ต่างออกไปคือไม่มีน้ำใจนักกีฬา เกิด “ม็อบ” ฝ่ายต้านและฝั่งเชียร์ในรูปแบบสีเสื้อ “เหลือง-แดง” การชุมนุมที่เกิดขึ้นไม่ได้สงบและปราศจากอาวุธอย่างที่ควรจะเป็น สถานการณ์ทางการเมืองบีบให้คนไทยเลือกฝั่งแบ่งฝ่าย คนเห็นต่างกลายเป็นศัตรู กระทั่งมีการเผชิญหน้า ปะทะห้ำหั่นจนเลือดตกยางออก ไม่ว่าจะเป็น “ม็อบชนม็อบ” หรือแม้แต่การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้ความเห็นต่างทางประชาธิปไตยมีผู้คนบาดเจ็บสูญเสียไปไม่ใช่น้อย จนนำมาซึ่งการ “ปฏิวัติรัฐประหาร” 

การปฏิวัติ 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 8 ปี เกิดขึ้นในยุคที่มีผู้นำรัฐบาลเป็นสองศรีพี่น้องตระกูล “ชินวัตร” โดยปี 2549 “รัฐบาลทักษิณ” และปี 2557 “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” แต่ก็ไม่วายกับเรื่องไม่เอา “เผด็จการ” ทวงคืนประชาธิปไตย เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งจากกลุ่มคนหลายฝ่าย ซึ่งก็สมใจ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” สักที ที่จะได้ใช้สิทธิ์ออกเสียงในวันที่ 24 มีนาคม นี้ เป็นการขยับสู่โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง เพราะถ้านับถอยหลังจะเหลือเวลาอีก 33 วัน ที่พรรคเล็ก พรรคใหญ่ พรรคหน้าใหม่ผลโพลล์ดีลงพื้นที่ชูนโยบายเรียกคะแนนเสียง ชนิดที่เรียกว่าเข้มข้นและดุเดือด

สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้มข้นไม่แพ้การหาเสียงของพรรคการเมืองและผู้สมัคร ส.ส. ก็คงไม่พ้น “งานความมั่นคง” โดยเฉพาะตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นเจ้าพนักงานที่ต้องสืบสวนสอบสวน เฝ้าระวัง รักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประสานและร้องขอมา รวมถึงเป็นหน้าที่โดยตรง นับตั้งแต่วันที่มีการ “ปลดล็อกทางการเมือง” ตลอดจนช่วงหาเสียง กระทั่งสิ้นสุดกระบวนการการเลือกตั้ง

พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) มีหลายจังหวัดที่เป็นฐานที่มั่นของแกนนำ “แดงฮาร์ดคอร์” อาทิ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ฯลฯ หลายสิบชีวิตตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรง หลายคนลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน และยังไม่ทราบชะตากรรมก็มี โดยเฉพาะในรายของ “โกตี๋” นายวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ หัวโจกแดงฮาร์ดคอร์เมืองปทุม และในช่วงหลายปีที่มีการ “ป่วนเมือง” โดยเสียงระเบิดตามสถานที่ต่างๆ หลายครั้งถูกเชื่อมโยงกับกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ รวมถึงการจับกุมยึดอาวุธสงคราม เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด “ไปป์บอมบ์” ก็เกิดขึ้นในพื้นที่ สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ฉะนั้นตำรวจจึงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกี่ยวกับข้อกังวลเหล่านี้ “บิ๊กแซ็ก” พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 ในฐานะแม่ทัพตำรวจภาค 1 ระบุว่า จากรายงานล่าสุดยังไม่พบว่ามีบุคคล หรือกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวในการก่อความวุ่นวาย หรือสร้างสถานการณ์ทางการเมือง แต่ได้สั่งการให้เฝ้าระวังทุกจุด โดยให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาข่าวอย่างต่อเนื่อง และมีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม จับกุมคดีค้างเก่า อาวุธปืนและยาเสพติด เพื่อตัดวงจรไม่ให้มีการก่อเหตุในช่วงการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังได้ตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งได้มีการประชุมสรุปสถานการณ์ วางแผนรับมือ รวมทั้งการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเป็นระยะ และสั่งให้เพิ่มด่านความมั่นคงสำหรับกวดขันอาวุธปืนให้มากและถี่ขึ้นกว่าปกติ

“เรื่องรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้ปฏิบัติตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเฝ้าระวัง จัดกำลังให้พร้อมในพื้นที่ สืบสวนหาข่าวอยู่เสมอ ซึ่งปกติก็เฝ้าระวังอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ช่วงเลือกตั้ง โดยเฉพาะงานด้านความมั่นคง เราได้ประสานงานกับทางสันติบาล ทหาร และ สมช.อยู่เป็นประจำ ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ต้องมีการอบรมให้ความรู้เรื่องกฎหมายเลือกตั้งใหม่ให้แก่กำลังพล เพื่อนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง วางตัวเป็นกลาง รวมถึงให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย และดึงประชาชนมามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส” พล.ต.ท.อำพล กล่าวย้ำ

เลือกตั้งถือว่าเป็นเรื่องของประชาธิปไตย โดย “บิ๊กแซ็ก” บอกถึงประเด็นนี้ว่า ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย จึงต้องเรียกร้องไม่ให้มีการละเมิดกฎ ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ทำลายป้ายหาเสียง ควรแข่งขัน เชียร์คนที่รัก พรรคที่ใช่อย่างสร้างสรรค์ ควรร่วมมือกันเดินไปข้างหน้า ถ้าอยากเป็นประชาธิปไตย ก็ช่วยกันออกมาใช้สิทธิ์ให้เยอะๆ ไม่ใช่เรียกร้องอยากเลือกตั้ง พอถึงวันกลับเลือกวิธี “นอนหลับทับสิทธิ์” ก็ไม่ถูกต้อง แม้จะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม ส่วนกำลังพลจะเชียร์ใครเลือกพรรคไหน ก็เป็นสิทธิเสรีภาพ ก้าวก่ายไม่ได้ ส่วนการพกปืนถ้าไม่มีเหตุอันควรก็ไม่ควรพก เพราะส่อเจตนาไม่ดีตั้งแต่ต้น ตัวเองเป็น ผบช.ภ.1 แท้ๆ ถ้าไม่มีภารกิจปฏิบัติการพิเศษก็ไม่พกเลย

          แม้การข่าวยังไม่พบความเคลื่อนไหว แต่ต้องจับตาดูว่าตั้งแต่บัดนี้จนเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้ง ตำรวจภาค 1 จะควบคุมพื้นที่ที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นฐานหัวโจก “แดงฮาร์ดคอร์” ได้อยู่หมัดหรือไม่ การเลือกตั้งจะราบรื่นดังที่หลายฝ่ายตั้งเป้าไว้หรือเปล่า..!?

เมื่อ..ภาคประชาชนต้องการดูแลตนเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อ..ภาคประชาชนต้องการดูแลตนเอง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี

ในวันที่หมอกควันมืดครึ้ม ภาคประชาชนยังมีความหวังว่าจะได้เห็นการบริหารอันโปร่งใสหลังการเลือกตั้ง โดยทางสภาองค์กรชุมชน ได้ร่วมกับ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) จัดให้มี “เวทีสาธารณะการเสนอและแลกเปลี่ยนนโยบายขบวนสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมกับพรรคการเมือง” ขึ้นที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วมประมาณ 200 คน พร้อมด้วยผู้แทนพรรคการเมือง ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวนโยบาย และแนวโน้มความเป็นไปได้ ในการนำข้อเสนอที่ยื่นไปจัดทำเป็นนโยบายของแต่ละพรรค รวมทั้งสิ้นจำนวน 16 พรรค ได้แก่ พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคกลาง พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคประชาภิวัฒน์ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยรุ่งเรือง พรรคเพื่อไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคเกียน พรรคพลเมืองไทย และพรรคสามัญชน

การจัดเวทีสาธารณะในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมได้นำเสนอนโยบายและทิศทางสำคัญต่อการพัฒนาที่นำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นกับทางพรรคการเมือง และให้พรรคการเมืองได้รับฟังปัญหาของภาคประชาชน และเสนอแนวทางการดำเนินการจัดทำเป็นนโยบายในการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน และระยะยาว

รวมทั้งเป็นเวทีในการพูดคุยรับฟังแลกเปลี่ยนถึงวิธีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม อันเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองในระดับชาติ

ทั้งนี้ได้มีการเสนอ “นโยบายและทิศทางสำคัญของขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม” ต่อพรรคการเมืองผ่านทางตัวแทน ได้แก่ กมลปฐมพร กัณหา รองประธานที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน วิภาศศิ ช้างทอง ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน บรรจง นะแส ประธานระดับชาติคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) และปรีดา คงแป้น เลขานุการมูลนิธิชุมชนไท ซึ่งมีข้อเสนอที่ร่วมกับภาคประชาสังคมยื่นต่อพรรคการเมืองในประเด็นสำคัญหลายเรื่องด้วยกัน

โดยเฉพาะเรื่องของการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่การกระจายอำนาจแบบเป็นวาทกรรมเท่านั้น ที่สำคัญคือ ชุมชนท้องถิ่นนั้นถือว่าเป็นฐานของประเทศ หากชุมชนไม่แข็งแรง ประเทศก็ไม่อาจแข็งแรงได้ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปอย่างสมดุลกัน

“ที่ผ่านมาปัญหาของชุมชนและชาวบ้านนั้น จะถูกมองข้ามไปอยู่เสมอ เพราะปัญหานั้นเล็กเกินกว่าที่รัฐบาลจะมาสนใจ และปัญหานั้นก็ใหญ่เกินกว่าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะจัดการได้ ดังนั้น ประชาชนจึงได้เรียกร้องถึงเรื่องการกระจายอำนาจที่สอดรับกับปัญหาของภาคประชาชน” ปรีดา คงแป้น เลขานุการมูลนิธิชุมชนไท ระบุ

“ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน พร้อมทั้งต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้รู้ถึงสิทธิ รู้หน้าที่ของตนเองเสียก่อน เพราะหากประชาชนไม่รู้ เมื่อถึงเวลาต้องไปใช้สิทธิ สิทธินั้นอาจถูกใช้ไปอย่างไม่ถูกต้องได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ โดยภาครัฐจะต้องทำการประชาสัมพันธ์มาตราทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน รวมถึงการมีส่วนร่วมทุกอย่างให้เกิดความชัดเจน และเพื่อทำให้ประชาชนได้ตื่นรู้ถึงเรื่องนี้” กมลปฐมพร กัณหา รองประธานที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน กล่าวเสริม

ขณะที่ “วิภาศศิ ช้างทอง” ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน ระบุว่า “ต้องทำให้เกิดการกระจายอำนาจสู่เทศบาล อบจ. อบต. อย่างแท้จริง เพราะการกระจายอำนาจในปัจจุบัน คือการย้ายอำนาจของผู้มีอำนาจ เนื่องจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยนักการเมืองที่เมื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็เข้าไปย้ายคนไปที่นั่นที่นี่ ซึ่งไม่ใช่การกระจายอำนาจแต่เป็นการย้ายอำนาจ โดยเห็นได้จากงบประมาณต่างๆ ที่ลงไปถึงทาง อบต. โดยที่ อบต.ไม่ได้สิทธิคิดเอง เพราะมีอำนาจมืดเข้ามาเกี่ยวข้อง อันเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการจัดการดูแล ไม่อยากเห็นนักการเมืองเข้าไปครอบงำภาครัฐอย่างที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ จะต้องจัดการเอาการบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกไปเสีย โดยให้เหลือเพียงการบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เนื่องจากสภาพปัญหาของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางและแบ่งอำนาจเพียงเล็กน้อยไปสู่ส่วนภูมิภาค ทำให้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที และมองว่าการคิดแบบรวมศูนย์อำนาจนั้นทำให้เกิดปัญหา เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน วิธีแก้ไขปัญหาจึงต่างกันไป จะคิดแก้ปัญหาของคนกลุ่มใดในสังคมหนึ่ง โดยใช้วิธีเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้

ทางด้าน บรรจง นะแส ประธานระดับชาติคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) ได้ยกตัวอย่างถึงประเด็นนี้ว่า “อย่างกฎหมายการห้ามนั่งท้ายกระบะ ในกรุงเทพฯ นั้นอันตรายจริง แต่ในต่างจังหวัดบางหมู่บ้านนั้นมีรถแค่ 4 คัน จะไปงานบุญก็ต้องติดรถกันไป แล้วจะไม่ให้นั่งท้ายกระบะได้อย่างไรเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งการคิดการจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจนั้น ไม่อาจพาประเทศไปข้างหน้าได้ หากจะมีการแก้ไขการกระจายอำนาจ อยากให้มีการตัดภูมิภาคออกไปให้เหลือแค่ส่วนกลางกับท้องถิ่นพอ”

นอกจากนี้ในเวทีสาธารณะฯ ยังมีการพูดถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ
– เรื่องสิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้วยสาเหตุแห่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ โดยยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤติน้ำได้ ทั้งที่ได้งบประมาณมาก แต่กลับพบว่าปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วม ภัยแล้ง น้ำเน่าเสีย ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซาก เพราะการจัดการน้ำของภาครัฐที่ยังคงเป็นแบบรวมศูนย์โดยองค์กรของรัฐ ที่มุ่งเน้นการจัดการปัญหาแบบเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่อง เฉพาะพื้นที่ และประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำที่เผชิญอยู่

ซึ่งได้มีการนำเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การปฏิรูประบบจัดการน้ำ โดยการทำแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับบริบททางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ระบบนิเวศที่เหมาะสม และเน้นความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำของประเทศ การจัดทำนโยบายการส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาองค์กรชุมชน เพื่อการส่งเสริมในการวางแผนการจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่แท้จริงและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน รวมถึงการกระจายอำนาจ การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชน

– เรื่องการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ที่ประชุมได้เสนอให้มีการปฏิรูปการทวงคืนผืนป่า ซึ่งควรกำหนดให้เป็นวาระเร่งด่วน และมีมาตรการตรวจสอบข้อมูลการครอบครองที่ดินโดยชุมชน และผ่านฉันทามติของชุมชนก่อน และให้มีการชะลอการจับกุมหรือดำเนินคดี ให้มีการตั้งธนาคารที่ดิน ดูแลคนที่ถือครองที่ดินไว้ในมือ ถ้าวันไหนเกษตรกรต้องขาย จะได้มีธนาคารไว้รับฝากที่ดิน เป็นที่พึ่งของคนฐานราก

อีกทั้งต้องมีการบรรจุเรื่องการปฏิรูปที่ดินไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.ปฏิรูป และการขับเคลื่อนกฎหมายสำคัญ อย่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน และทรัพยากร พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน และ พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน ให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงอยากให้มีการจำกัดการถือครองที่ดิน การแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านที่อยู่ในเขตพิพาทกับที่ดินของรัฐ และการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่มีมากถึง 25 เท่า

– เรื่องความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่อยากให้มีการรับรองสิทธิและส่งเสริมบทบาทเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ พัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ส่งเสริมตลาดสีเขียวของชุมชน และมาตรการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้มีกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่เกษตรกรและผู้บริโภคมีส่วนร่วมกำกับเพื่อป้องกันการผูกขาดการผลิตและการตลาด ทั้งต้องมีการคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกร โดยจะทำให้มีที่ดินเพียงพอในการทำการเกษตร เช่น การปลูกพืชอาหารได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเรื่องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการทำประมงชายฝั่ง เช่น แก้ไขคำนิยามของประมงชายฝั่ง ยกเลิกมาตรา 35 ที่จำกัดสิทธิ์เขตประมงชายฝั่ง การจับปลา ยกเลิกเครื่องมือการทำประมงที่ทำลายล้าง (เช่น อวนลาก เครื่องปั่นไฟจับปลากะตัก) อาชีพประมงพื้นบ้านต้องสงวนให้แก่คนไทยเท่านั้น และรัฐบาลจะต้องหยุดการทำประมงที่ทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อน พร้อมเสนอให้ออกแนวนโยบายห้ามส่งออกผลผลิตปลาป่นที่ใช้ปลาเป็ดจากทะเลไทย ออกนอกประเทศด้วย เพื่ออาหารทะเลที่สมบูรณ์ และหยุดการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนโดยเร่งด่วน

– เรื่องการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและสุขภาวะ อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงต่ำในสังคมลดลง ทั้งนัยความสัมพันธ์ทางอำนาจและเศรษฐกิจ โดยนำเอารูปแบบและวิธีการที่มีการดูแลประชาชนควบคู่กับมาตรการทางภาษี พร้อมนำงบประมาณมาจัดสรรและกระจายประโยชน์ไปยังประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยเข้าถึงสวัสดิการได้ทั่วกันอย่างถ้วนหน้า

ทั้งหมดคือ ข้อเสนอของภาคประชาชนที่ยื่นต่อพรรคการเมือง และคาดหวังว่าพวกเขาจะได้รับการตอบสนองหลังเลือกตั้ง

“กัญชา” สมุนไพรหรือยาเสพติด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362994?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กัญชา” สมุนไพรหรือยาเสพติด

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:30 น.
กัญชา,สมุนไพร,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 424 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

จากการติดตามดูนโยบายหาเสียงพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะคล้ายกันและเป็นการขายฝันเรียกคะแนน แล้วพอเข้าสภาก็ลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

เวลานี้มีข้อข้องใจถึงในโยบายปลูกกัญชาเสรี ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าแต่ก่อนกัญชาเป็นเรื่องผิดกฎหมายประเภทยาเสพติด

แต่มุมมองของคนมีอายุโดยเฉพาะในต่างจังหวัดเห็นว่ากัญชาเป็นเรื่องปกติเหมือนบุหรี่

การสูบกัญชาทำให้มีอารมณ์ดี กระชุ่มกระชวยและบางครั้งก็เป็นเครื่องปรุงรส อย่างสมัยก่อนมีการลงแขกหรือช่วยกันทำไร่ทำนา เจ้าบ้านก็จะผสมน้ำกัญชาลงในแกงหรืออาหาร ทำให้กินได้อร่อยและเยอะ มีกำลังทำงาน

แต่ตอนหลังประเพณีนี้หายไปตามสภาพสังคม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและการปลูกกัญชาหรือการครอบครองกัญชาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

จนเมื่อไม่นานมานี้มีการวิจัยพบว่ากัญชามีคุณประโยชน์ในทางการแพทย์ และจะมีการเริ่มต้นใหม่ ขนาดจะออกกฎหมายเรื่องการปลูกกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ประกาศนโยบายของพรรคชัดเจนว่า การปลูกกัญชาเสรี ความหมายของคำว่าเสรีไม่ใช่ว่าจะปลูกจะขายกันเท่าไรก็ได้ แต่หมายถึงประชาชนทุกคนมีโอกาสปลูกเพื่อเป็นช่องทางหนึ่งของการหารายได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มข้นโดยการยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ

กำหนดให้หนึ่งครัวเรือนปลูกได้ 6 ต้นจะสร้างรายได้ปีละ 420,000 บาท และรับซื้อโดยให้การยาสูบแห่งประเทศไทยเท่านั้น เมื่อเป็นไปตามนี้จะสามารถจัดการในเรื่องของปริมาณ และคุณภาพได้

“กัญชามีสรรพคุณในการรักษามะเร็ง ตรงนี้คือข้อดีที่เราต้องคำนึงถึงเพราะทั้งโลกมีคนเจ็บปวดเพราะโรคนี้เป็นจำนวนมหาศาล มันถึงเวลาที่เราต้องใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะในทางการแพทย์ ขณะเดียวกันเราต้องให้คนไทยได้ประโยชน์จากการปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาปากท้อง

พืชเศรษฐกิจดั้งเดิมหลายอย่างราคาตกต่ำ จำเป็นต้องมีพืชเศรษฐกิจใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งที่สหรัฐอเมริกาพบว่าทางนั้นต้องการกัญชามาก เนื่องจากนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิดทั้งยา อาหาร ใช้เพื่อการบันเทิงและทางการแพทย์ และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะกัญชาไทยเขาต้องการมากที่สุดเพราะมีคุณภาพสูง

หากเมืองไทยปลูกกัญชาได้อย่างเสรี โดยยึดแนวทางพรรคภูมิใจไทยที่หากเข้าไปเป็นรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค เมื่อทำสำเร็จมั่นใจจะสร้างความร่ำรวยให้แก่ชาวไทย

หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ‘สมเกียรติ ศรลัมภ์’ ชูนโยบายเน้นเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. และส่งเสริมการปลูกกัญชาให้เป็นพืชเศรษฐกิจเน้นการส่งออก เป้าหมายหลักเราเน้นเป็นพืชเศรษฐกิจหลักเพื่อสร้างรายได้ให็พี่น้องประชาชน โดยเน้นการปลูกกัญชาในที่ดินส.ป.ก.ให้เป็นสินค้าส่งออก เพราะมีพันธมิตรในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือออสเตรเลีย พร้อมยินดีให้ความร่วมมือในการสั่งซื้อกัญชา ถ้าทำได้เขาก็พร้อมรับ จะสร้างรายได้มหาศาลให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เรียกได้ว่ากัญชาเป็นพืชทองคำ

พื้นที่ส.ป.ก.ของประเทศไทยมีความลาดชันเหมาะสมกับพืชกัญชาทั้งหมด เราจะเปลี่ยนด้านการส่งเสริมให้หนักไปในทางการแพทย์และสุขภาพ ต่างประเทศมีการวิจัยมาแล้วว่ากัญชามีประโยชน์มากกว่ามีโทษ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน

ฉะนั้นต้องส่งทีมงานที่มีความรู้และมีทุนมาช่วยในด้านการพัฒนาและให้ประชาชนเป็นผู้ลงมือทำ จะทำให้ประชาชนมีรายได้มากกว่าเดิม นี่คือนโยบายพรรคส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้ และเป็นรายได้ที่มากกว่าเดิม เน้นเรื่องการปลูกกัญชาบนที่ดิน ส.ป.ก.

นำเสนอนโยบายปลูกกัญชาเสรีแล้วมองเป็นสองด้านว่ายากที่จะผ่านเป็นกฎหมายได้เพราะจะมีฝ่ายค้าน
มีกระแสข่าวลับๆ ว่า หากประเทศไทยปลูกกัญชาเสรีจนส่งออก หรือนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้แล้ว

บริษัทผลิตยาของฝรั่งจะเสียรายได้จากการขายยาทุกชนิดที่ไทยซื้อปีหนึ่งนับแสนล้านบาท
‘ดับเครื่องชน’ ฟันธงว่ากัญชาจะยังเป็นยาเสพติดต่อไปด้วยประการฉะนี้