มวยถูกคู่ “ส.จ.ต้อย แปดริ้ว” ท้าเดิมพัน “เฮียเน้า”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มวยถูกคู่ “ส.จ.ต้อย แปดริ้ว” ท้าเดิมพัน “เฮียเน้า”

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:00 น.
สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,เฮียเน้า,สจต้อย แปดริ้ว,พรรคชาติพัฒนา,ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์
เปิดอ่าน 5,293 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

แว่วข่าวพรรคไทยรักษาชาติ อาจถูกยุบพรรค สภากาแฟออกอาการหมดลุ้น เพราะตระกูล “ฉายแสง” คงอับแสงไปนาน แต่ที่น่าจับตาคือเขตเลือกตั้งที่ 2 อ.คลองเขื่อน อ.บางคล้า อ.ราชสาส์น อ.พนมสารคาม (เฉพาะตำบลหนองยาว ตำบลบ้านซ่อง และตำบลเขาหินซ้อน) และอ.บางน้ำเปรี้ยว (ยกเว้นตำบลศาลาแดงและตำบลโพรงอากาศ)

ถ้าพูดจาภาษาเซียนก็ต้องบอกว่า “มวยถูกคู่ คนดูถูกใจ” เพราะเป็นการต่อสู้ของนักเลือกตั้งที่โตมาจากการเมืองท้องถิ่น โดยแชมป์เก่าเขต 2 คือ “เฮียเน้า” สมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย

“เฮียเน้า” เป็นสมาชิกสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต อ.พนมสารคาม ตั้งแต่ปี 2528-2542 และเคยเป็นนายก อบจ.แปดริ้วมา 1 สมัย ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย  ได้เป็นส.ส.สมัยแรกปี 2548

สมชัย อัศวชัยโสภณ

สมัยเล่นการเมืองท้องถิ่น เฮียเน้าก็ช่วยเพื่อนส.จ.รุ่นเดียวกันชื่อ “อิทธิ ศิริลัทธยากร” เป็น ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคชาติพัฒนา 4 สมัยติดต่อกัน ปี 2550 สองคนนี้ผลัดกันถอยออกจากสนามเลือกตั้ง ส.ส.เขต โดยอิทธิขึ้นไปอยู่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน

เลือกตั้ง 2554 สมชัยสวมเสื้อเพื่อไทย ป้องกันแชมป์สำเร็จอีกสมัย เอาชนะ ณัชพล ตันเจริญ หลานชายของสุชาติ ตันเจริญ ที่สวมเสื้อภูมิใจไทยไปขาดลอย

ปลายปีที่แล้ว “ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” ส.อบจ.เมืองฉะเชิงเทรา และเจ้าของค่ายมวยดัง “ส.จ.ต้อย แปดริ้ว” ไปนั่งกินข้าวกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ร้านอาหารเพลิน เลยตกเป็นข่าวว่าจะเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

ข่าวนี้ทำเอานักเลือกตั้งขาใหญ่เมืองแปดริ้วหูผึ่ง เพราะ “ชัยวัฒน์” บุตรชาย “นายกไก่” หรือ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา ก็เคยลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.มาแล้ว

         ในการเลือกตั้ง 2557  “ต้อย แปดริ้ว” สวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา ลงสนามชนกับอดีตส.ส. สมชัย อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย แต่เลือกตั้งหนนั้นเป็นโมฆะ นัยว่าตอนนั้นนับคะแนนเสร็จแล้ว ส.จ.ต้อยได้รับคะแนนมากกว่าเฮียเน้า

ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์

“นายกไก่” หรือ “ผู้ใหญ่ไก่” กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ที่สั่งสมบารมี และสร้างฐานคะแนนทางการเมืองในพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา 3 สมัย

เมื่อปี 2554 การเลือกตั้งนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา ปรากฏว่า กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ได้ 131,547 คะแนน เอาชนะคู่ปรับตลอดกาล สมศักดิ์ ภู่พนมภูมิ ที่ได้ 108,964 คะแนน ชัยชนะครั้งนั้นเป็นที่หวั่นเกรงของเหล่านักการเมืองระดับชาติไปตามๆกัน

สำหรับการเลือกตั้งหนนี้ “นายกไก่” จับมือ สุชาติ ตันเจริญ หวังปักธงพรรคพลังประชารัฐให้ได้มากที่สุดในสนามแปดริ้ว และปัจจุบัน “มดเล็ก” ศักดิ์ชาย ตันเจริญ ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาจังหวัดฉะเชิงเทรา

สุชาติ ตันเจริญ กับ สจ.ต้อย 

ที่สำคัญนับเป็นครั้งแรกที่นายก อบจ.แปดริ้ว คนนี้ เปิดบ้านให้สื่อได้สัมภาษณ์อย่างเต็มที่ในวันที่เปิดตัวลูกชาย “ส.จ.ต้อย” ลงสนามเลือกตั้ง

          “เมื่อเขาลงสมัครก็ต้องให้ได้เป็นส.ส.” กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ลั่นคำแล้ว มีหรืออดีต ส.ส.อย่างเฮียเน้าจะไม่นอนผวา

เสียงเพลง “หนักแผ่นดิน” กับวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362932?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสียงเพลง “หนักแผ่นดิน” กับวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:50 น.
โกตี๋,กระดานความคิด,หนักแผ่นดิน,เสรีประชาธิปไตย,สังคมนิยม,เสียงเพลง หนักแผ่นดิน กับวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย,องค์กรสหพันธรัฐไท,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,ลุงสนามหลวง,สุรชัย แซ่ด่าน
เปิดอ่าน 1,066 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… บางนา บางปะกง

สมัยสงครามเย็น การต่อสู้ของฝ่ายเสรีประชาธิปไตยกับฝ่ายสังคมนิยม ทำให้ไทยอยู่ใน “เกมอำนาจ” ของมหาอำนาจสองค่ายใหญ่

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กระแสลมตะวันออกพัดแรง ความคิดสังคมนิยมแพร่หลายในสังคมไทย พรรคการเมืองสมัยนั้น หลายพรรคเลือกชูแนวทางสังคมนิยมในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2518

อีกด้านหนึ่ง ขบวนการรัฐไทยตื่นตระหนกกับการไหลบ่าของกระแสสังคมนิยมจากต่างประเทศ จึงมีการจัดตั้งมวลชนต่อต้านกลุ่มที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ อันเป็นที่มาของคำว่า “ฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย”

  เพลงปลุกใจของฝ่ายขวา ที่ได้รับความนิยมมากก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือเพลง “ทหารพระนเรศวร” กับ “หนักแผ่นดิน” 

เฉพาะเพลงทหารพระนเรศวร ได้กลายเป็นเพลงหาเสียงของพรรคชาติไทย ในการเลือกตั้ง 4 เมษายน 2519 “เปรี้ยงๆ ดังเสียงฟ้าฟาด โครมๆ พินาศพังสลอน เปรี้ยงๆลูกปืนกระเด็นกระดอน โครมๆ ดัสกรกระเด็นไกล”

ส่วนเพลงหนักแผ่นดิน เป็นเพลงนโยบายของกองทัพบก ที่มอบให้ทุกสถานีวิทยุทหารเปิดเพลงนี้ และยังถูกนำไปร้องระหว่างการอบรมลูกเสือชาวบ้าน

ตัดกลับมาในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ไฟสงครามเย็นจะมอดดับไปแล้ว แต่ไฟสงครามความคิดยังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เหมือนไฟสุมขอน

กรณีแนวคิดสหพันธรัฐไท ที่ถูกจุดประกายไฟโดยบุคคลที่ชื่อ “ลุงสนามหลวง” กับ “โกตี๋” สะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองชนิด “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ยังดำรงอยู่

          ลุงสนามหลวงกับโกตี๋ ได้ออกแถลงการณ์จัดตั้ง “องค์กรสหพันธรัฐไท” ผ่านยูทูบช่อง Sanamluang2008 เมื่อ 5 ธันวาคม 2559 ฝ่ายความมั่นคงทราบดีว่า ที่มั่นของสหพันธรัฐไทอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ เป็นคนเดือนตุลาสายมหิดล หลัง 6 ตุลา 2519 เข้าป่าจับปืนทางอีสานใต้ มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมชาย” ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชูชีพประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเหล็กเส้น โดยทำมาค้าขายกับพ่อค้าไต้หวัน ฉะนั้น เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมไล่ทักษิณ ชูชีพได้ไปหนุนช่วยกลุ่มแท็กซี่ และคาราวานคนจน แสดงพลังสนับสนุนรัฐบาลไทยรักไทย

หลังรัฐประหาร 2519 ชูชีพเป็นแกนหลักจัดตั้งกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ปักหลักชุมนุมต้านทหารทุกวันเสาร์ ก่อนจะหลบหนีออกจากไทยเมื่อปี 2552 เมื่อตำรวจออกหมายจับคดี 112

         ปี 2558 ชูชีพเริ่มจัดวิทยุใต้ดิน ใช้นามแฝง “ลุงสนามหลวง” ออกอากาศช่องยูทูบ ส่งกระจายเสียงไปทั่วโลก ต่อมา โกตี๋ได้เข้ามาร่วมจัดรายการวิทยุออนไลน์ด้วย แนวทางของสหพันธรัฐไทคือ “ล้มอย่างเดียว” ไม่เอาเลือกตั้ง 

หลังโกตี๋ถูกอุ้มหายไปจากบ้านพักในลาว ลุงสนามหลวงได้แยกตัวออกไปจัดรายการสหพันธรัฐไท พร้อมกับสมาชิกสองคน โดยไม่หยุดการเคลื่อนไหวขายความคิด “ล้มอย่างเดียว” ซึ่งมีสมาชิกที่รับฟังทางยูทูบอยู่ในเมืองไทยจำนวนไม่น้อย

5 ธันวาคม 2561 ลุงสนามหลวงสั่งการผ่านยูทูบ ให้สมาชิกสหพันธรัฐไทไปแสดงตัว ชูธงและเสื้อที่มีสัญลักษณ์องค์กร ก็มีคนจำนวนหนึ่งออกมาทำกิจกรรมจริงๆ

ปลายปีที่แล้ว สุรชัย แซ่ด่าน ถูกชายนิรนามนำตัวออกไปจากบ้านพักในฝั่งลาว ลุงสนามหลวงก็เป็นกลุ่มเดียวที่ยังจัดรายการวิทยุใต้ดินจากฝั่งซ้าย

          21 มกราคม 2562 ลุงสนามหลวงแจ้งข่าวสารผ่านไลน์ ขอยุติการจัดรายการทางยูทูบชั่วคราว และจนถึงวันนี้ ก็ไม่มีใครได้ข่าวคราวจากกลุ่มพวกเขาอีกเลย

เรื่องของลุงสนามหลวง และสหพันธรัฐไท คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบนฝั่งซ้าย เช่นเดียวกับสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่ออกอากาศมาจากคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมื่อ 40 ปีที่แล้ว

          ฉะนั้น อย่าได้แปลกใจเลยว่า เหตุใดเสียงเพลงหนักแผ่นดิน จึงกระหึ่ม เพราะเสียงเพลงปฏิวัติไทยเก่าๆ ก็ดังมาจากฝั่งซ้ายผ่านช่องยูทูบเช่นกัน 

พ่อของฟ้ารู้ยัง?ศึกวันดวลเพลง2519 “หนักแผ่นดิน-ภูพานปฏิวัติ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362998?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พ่อของฟ้ารู้ยัง?ศึกวันดวลเพลง2519 “หนักแผ่นดิน-ภูพานปฏิวัติ”

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:20 น.
คอมมิวนิสต์,หนักแผ่นดิน,เพลงหนักแผ่นดิน,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก,ผู้บัญชาการทหารบก,การเมือง,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,หาเสียง,ผู้สมัคร สส
เปิดอ่าน 6,180 ครั้ง

เพลงหนักแผ่นดินทำเอาบ้านเมืองระอุ นึกถึงเพลงปฏิวัติยุคที่มีการต่อสู้ของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทั้งในสภา บนท้องถนน และในป่าเขา!

000 พลันที่ “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ผู้บัญชาการทหารบก แนะนำให้นักข่าวไปฟังเพลง หนักแผ่นดิน” บรรดาทีมงานกองบรรณาธิการข่าวของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลแต่ละแห่ง ก็กรูเข้าไปขอความรู้จากลุงกูเกิล จึงทราบที่มาของเพลงดังกล่าว บางคนอาจแวะเข้าไปอ่านบทความเก่าๆ ของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เกี่ยวกับเพลงปลุกใจของฝ่ายขวา

000 ก่อนที่จะสรุปว่าเพลงหนักแผ่นดิน เป็นเพลงปลุกระดมให้ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มนวพล ออกมาชุมนุมต่อต้านศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ต้องเข้าใจบริบทสังคมไทยในภาพรวม ระหว่างปี 2517-2519 ซึ่งเป็นการต่อสู้ของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทั้งในสภา บนท้องถนน และในป่าเขา

000 สองฝ่ายเปิดแนวรบด้านวัฒนธรรมอย่างแหลมคม  “สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” (สปท.) อาวุธสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในการทำสงครามข่าวสารกับรัฐบาลไทยสมัยนั้น กลายเป็น วิทยุใต้ดิน” ที่ฝ่ายซ้ายในเมืองรับฟังกันคึกคัก โดยสถานี สปท. จะเปิดรายการข่าวด้วยเพลง ภูพานปฏิวัติ” ทุกช่วงการออกอากาศจากเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

000 ห้วงเวลาเดียวกัน วงดนตรีของนักศึกษามหิดล ยังนำเพลงรำวงปฏิวัติ บ้านเกิดเมืองนอน” ที่ออกอากาศในสถานี สปท. มาดัดแปลงคำร้องบางท่อน แล้วก็พากันร้องในทุกเวทีการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นม็อบกรรมกร และม็อบชาวนา

000 ปี 2518 กรมการสื่อสารทหารบก กองทัพบก ได้ผลิตเพลง “หนักแผ่นดิน” คำร้องโดย พ.อ.บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก และ ส.อ.อุบล คงสิน และศิริจันทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ขับร้อง โดยเริ่มเผยแพร่ครั้งแรกทางสถานีวิทยุ จ.ส. (สะพานแดง) และเครือข่ายทั่วประเทศ ถัดจากนั้น เพลงหนักแผ่นดินกลายเป็นประจำการอบรม “ลูกเสือชาวบ้าน” ทุกจังหวัด

000 ฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาห้ำหั่นกัน จนเสียเลือดเสียเนื้อทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งสถานการณ์สากลพลิกผัน จีนหยุดการช่วยเหลือ พคท. และสั่งปิดสถานีวิทยุ สปท. พร้อมกันนั้น รัฐบาลเปรม ดำเนินนโยบาย 66/2523 ส่งผลให้ “คนป่า” ออกมามอบตัวเป็นจำนวนมาก เมืองไทยจึงกลับคืนสู่สันติสุขอีกครั้ง

000 เวลานี้ นักเลือกตั้งทุกพรรคตกอยู่ในอาการ “หวาดผวา” หาเสียงไป ก็พะวักพะวนไป เพราะเกรงจะไม่มีการเลือกตั้งตามข่าวลือ สำหรับ “พรรคประชาภิวัฒน์” กลับมีความพร้อมมาก โดยส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทั้ง 350 เขต ทั่วประเทศ แทบไม่น่าเชื่อพรรคน้องใหม่ ที่มี สมเกียรติ ศรลัมพ์” เป็นหัวหน้าพรรค จะเข้มแข็งปานนี้

สมเกียรติ ศรลัมพ์

000 ดังที่รู้กัน สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, อดีต ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน และอดีต ส.ว.นครสวรรค์ เป็นนักเคลื่อนไหวสายพระพุทธศานา ครั้งหนึ่ง “สมเกียรติ” เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เเละสมเกียรติเองก็เคยลุกขึ้นมาปกป้องวัดพระธรรมกาย

000 ยิ่งมีภาพ พล.ต.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี” เดินเคียงข้างสมเกียรติ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ก็ยิ่งชัด เพราะ พล.ต.ไชยนาจ อดีตนายกเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ที่เคยออกมายืนเคียงข้างศิษย์วัดพระธรรมกาย และวันนี้ พรรคประชาภิวัฒน์ จึงเสนอนโยบาย “1 ตำบล 1 สำนักงานพระสังฆาธิการ” และจัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา

พล.ต.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี

000 ทัพใหญ่เพื่อไทย มุ่งหน้าสู่อุบลราชธานี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” พร้อมกับ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ก็พุ่งไปเปิดเวทีปราศรัยในเขตเลือกตั้งที่ 4 อ.เดชอุดม ช่วยผู้สมัคร ส.ส.เต็งหนึ่งของพรรคคือ เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ” การันตีโดยเสี่ยเกรียง กัลป์ตินันท์

เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ

000 เมื่อปี 2554 เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ” ลูกชายคนสุดท้องของร้านตั้งเพชรรัตน์ อ.เดชอุดม เอกชัยจบปริญญาโทด้านการจัดการวิศวกรรม จากมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย สวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ลงสนาม แต่พ่ายความเก๋าของ “ตุ่น จินตะเวช” อดีต ส.ส.อุบลฯ 8 สมัย แต่เอกชัยก็ได้มา 26,091 คะแนน เที่ยวนี้ ย้ายค่ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย

อรนุช กับลูกสาว ตวงทิพย์ จินตะเวช

000 เขตที่ 4 อ.เดชอุดม กลายเป็นสงครามศักดิ์ศรี “คนบ้านเดียวกัน” พรรคพลังประชารัฐ ส่ง “บิว ตวงทิพย์ จินตะเวช” ลูกสาวกำนันตุ่น กับแม่อรนุช จินตะเวช รักษาการนายก อบจ.อุบลฯ ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ส่ง “ส.จ.หนุ่ย อัครพล จินตะเวช” ลูกชายกำนันตุ่นกับภรรยาอีกคนหนึ่งลงชิงชัย กลายเป็นศึกบ้านใหญ่บ้านเล็ก

อัครพล จินตะเวช ลูกชายกำนันตุ่นต่างมารดากับตวงทิพย์

000 การเลือกตั้งปีนี้ เกิดศึกสายเลือดมากมายหลายเขตเลือกตั้ง ก็ไม่รู้ว่า นักเลือกตัั้งจอมเก๋า คิดอะไรกันอยู่ จึงเล่น “ไพ่หลายใบ” หรือประเมินว่า สภาชุดนี้คงอยู่ได้ไม่นาน จึงออกอาการ “แทงกั๊ก” ทั้งแผ่นดิน

เดิมพันศึกล้างตระกูล “ม่วงศิริ-อยู่บำรุง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดิมพันศึกล้างตระกูล “ม่วงศิริ-อยู่บำรุง”

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:10 น.
วัน อยู่บำรุง,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,รตอเฉลิม อยู่บำรุง,พรรคประชาธิปัตย์,ปลิว ม่วงศิริ,เพื่อไทย,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 47,020 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ย้อนไปเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สนามเลือกตั้งเมืองหลวง ยังเป็นการต่อสู้อันเข้มข้นระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคประชากรไทย

เลือกตั้ง 2526 สมรภูมิขอบกรุงฝั่งตะวันตก เขต 12 (ภาษีเจริญ บางกอกใหญ่ และหนองแขม) “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ลาออกจากตำรวจกองปราบฯ ลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ ชนกับ “ปลิว ม่วงศิริ” อดีตกำนันแขวงบางบอน พรรคประชากรไทย

ผลการเลือกตั้ง เฉลิมได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง 4.3 หมื่นคะแนน กำนันปลิวได้อันดับสอง 3.8 หมื่นคะแนน และวัชระ ประภาพัฒน์ อันดับสาม เข้าสภาทั้งหมด

หลังจากกำนันปลิวเสียชีวิต “ประเสริฐ ม่วงศิริ” น้องชายที่เป็นกำนันแขวงบางบอน ก็ได้รับเลือกเป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 10 (บางขุนเทียน ราษฎร์บูรณะ) เมื่อปี 2529 ส่วนเฉลิมได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 2 และได้ตั้งพรรคมวลชนขึ้นมาเป็นของตัวเอง

24 มีนาคม 2562 “วัน อยู่บำรุง” ลูกชายเฉลิม ค่ายเพื่อไทย โคจรมาพบกับ “พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ” ลูกชายกำนันประเสริฐ ค่าย ปชป. ในสนามเขตเลือกตั้งที่ 26 (เขตบางบอน และเขตหนองแขม เฉพาะแขวงหนองแขม) หลังเคยประลองวิทยายุทธ์มาแล้วรอบหนึ่งในการเลือกตั้ง 2554

“วัน” ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรกปี 2544 สังกัดพรรคความหวังใหม่ เวลานั้นคือ เขต 37 (เขตทวีวัฒนา, เขตหนองแขม และเขตบางแค เฉพาะแขวงหลักสอง) วันสอบตก แต่ก็ได้ 17,074 คะเเนน

เลือกตั้ง 2554 มีการแบ่งเขตใหม่ กกต.ผ่าเขตหนองแขมออกเป็น 2 ซีก โดยแขวงหนองแขม ไปอยู่เขต 28 รวมกับเขตบางบอน ส่วนแขวงหนองค้างพลูไปอยู่เขต 29 รวมกับเขตทวีวัฒนา

สำหรับเลือกตั้ง 2562 การแบ่งเขตยังเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากเขต 28 เป็นเขต 26 เที่ยวนี้ “วัน อยู่บำรุง” หวังเต็มเปี่ยมว่าจะชนะคู่แข่งคนเดิม เนื่องจากสมัยที่แล้ว วันได้ 40,465 คะเเนน พ่ายสามารถ แค่หลักพัน

สาเหตุที่ “ลูกพ่อเหลิม” ทำคะแนนได้มากกว่าสมัยที่ลงสนามหนแรกเยอะ มาจาก 3 ปัจจัยคือ หนึ่ง ต้นทุนของพ่อเฉลิม และฐานเสียงของอา เนาวรัตน์ อยู่บำรุง ส.ก.หนองแขม 7 สมัย

สอง กระแสยิ่งลักษณ์ กระแสพรรคเพื่อไทย ประกอบกับพื้นที่บางบอน มีชาวอีสานมาตั้งถิ่นฐานประกอบอาชีพค้าขาย และเป็นเจ้าของโรงงานขนาดย่อมอยู่จำนวนไม่น้อย คนอีสานพลัดถิ่นเลือกเพื่อไทยอยู่แล้ว

สาม กลุ่มคนเสื้อแดงหนองแขม และคนเสื้อแดงพระราม 2 เป็นกำลังหลักของ นปช. โดยมีกลุ่มไผ่แดง 52 (หนองแขม) เป็นแกนหลัก

หลังรัฐประหาร 2557 วันหรือ “พี่หนุ่ม” ลงมือสร้างฐานเสียงผ่านสื่อโซเชียล โดยมีจุดเริ่มต้นจากสโลแกน “ใจถึง..พึ่งได้” ซึ่งแอ๊ด คาราบาว ได้แต่งเพลงให้ตอนหาเสียงเลือกตั้งปี 2557 (เลือกตั้งโมฆะ) และผ่านไป 3 ปี เอฟซี “ใจถึง..พึ่งได้” มีสมาชิกหลายแสน

          ส่วนตระกูล “ม่วงศิริ” ยังคงความเป็น “บ้านใหญ่บางบอน” สร้างเครือข่ายในพื้นที่ผ่าน “ทีมงานม่วงศิริ” ทั้งที่เป็นอดีต ส.ข. และ ส.ก. 

บรรพบุรุษตระกูล “ม่วงศิริ” คือ “คนแซ่ลี้” อพยพมาจากซัวเถา โดยปักหลักทำนา ทำสวนอยู่ทุ่งบางบอน ทุ่งแสมดำ กำนันปลิว เป็นกำนันตำบลบางบอนคนแรก ก่อนจะส่งไม้ต่อให้น้องชาย กำนันประเสริฐ เมื่อกำนันปลิวลงสนามการเมืองใหญ่ ก็มีน้องชายลงสนามตามมา จนถึงรุ่นหลานกำนันปลิว

เลือกตั้ง 2562 ตระกูล “ม่วงศิริ” สวมเสื้อ ปชป.ลงสนาม 3 เขตคือ สาทร ม่วงศิริ (ราษฎร์บูรณะและทุ่งครุ), สากล ม่วงศิริ (บางขุนเทียน) และ พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ (บางบอน)

          ปัจจัยที่เป็นแต้มต่อของ พ.ต.อ.สามารถ ม่วงศิริ ในสนามเขต 26 ก็คือ ทีมงานม่วงศิริ และกระแสพรรค ปชป.

7-8 ปีมานี้ อสังหาริมทรัพย์ในเขตบางบอน และเขตหนองแขม เติบโตก้าวกระโดด โครงการหมู่บ้านราคาหลังละ 5-10 ล้านผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เสียงจาก “คนบ้านมีรั้ว” นี่แหละที่ทีมงานม่วงศิริฝากความหวังเอาไว้

          “อยู่บำรุง” จะแปรเสียงเอฟซีให้เป็นคะแนนได้มากน้อยแค่ไหน และคนบ้านมีรั้ว จะเลือก ปชป.หรือไม่ นี่คือคะแนนชี้ขาดของสองตระกูลดังฝั่งธนฯ 

‘3 อย่า’..คาถาป้องกันโจรไซเบอร์!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362861?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘3 อย่า’..คาถาป้องกันโจรไซเบอร์!

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:50 น.
โจรไซเบอร์,สายตรวจระวังภัย,สังคมนิยมใช้โซเชียลมีเดีย
เปิดอ่าน 550 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  กรกมล อักษรเดช

สังคมมนุษย์ยุค 4.0 และกำลังจะเข้า 5.0 ในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้การดำเนินชีวิตพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านช่องทาง “โซเชียลมีเดีย” ประหนึ่งเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว เพราะสะดวกรวดเร็ว ทุกอย่างง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสผ่านทางสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร เจรจาธุรกิจ ทำการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ฯลฯ แต่ความสะดวกที่ว่ากลับแฝงมากับ “ภัยไซเบอร์” เพราะเหล่ามิจฉาชีพก็มีวิวัฒนาการตามยุคสมัย

เมื่อคนในสังคมนิยมใช้โซเชียลมีเดียสำหรับทำกิจกรรมของชีวิต หรือธุรกิจต่างๆ นานา ผ่านช่องทางนี้ จึงเกิดมีการ “ฉ้อโกง” กำเนิด “โจรไซเบอร์” ตามมาเป็นเงาตามตัว ซึ่งนับวันยิ่งทวีจำนวนมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการนำเสนอข่าวของผู้ที่ตกเป็น “เหยื่อ” ได้หลงเหลี่ยม เสียรู้ ไม่ทันกลโกงบนโลกออนไลน์ เข้าร้องทุกข์แจ้งความกับตำรวจเป็นคดีอาญาหลายคดีต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่คนธรรมดาไปจนถึงไฮโซ ดารา นักร้องชื่อดัง ก็ยังเสียท่ามาแล้วหลายต่อหลายคน หลายคดีจับผู้ต้องหาได้ และมีอีกไม่น้อยที่ผู้ร้ายยังลอยนวล

เกี่ยวกับปัญหานี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) หรือ “ตำรวจไซเบอร์” โดย พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.3 บก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. เปิดเผยว่า ปัจุบันประชาชนผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านโลกออนไลน์จำนวนมาก ซึ่งมีความสะดวกสบายประกอบกับการโอนเงินชำระค่าสินค้าผ่านระบบ “อีแบงก์กิ้ง” ก็ง่าย ทำให้การซื้อขายผ่านระบบออนไลน์เป็นเรื่องง่ายดายและสะดวก แต่ทำให้มิจฉาชีพอาศัยเป็นช่องทางหลอกลวงประชาชน โดยตลอดปี 2561 ทาง กก.2 บก.ปอท. ได้รับแจ้งความคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยมีระบบเป็นเครื่องมือจำนวน 973 ราย

ในจำนวนที่ว่านี้แบ่งเป็นคดีหลอกขายสินค้าจำนวน 573 ราย มูลค่าความเสียหาย 373,366,858 บาท คดีหลอกโอนเงินผ่านอีเมล จำนวน 71 ราย มูลค่าความเสียหาย 360,875,846 บาท หลอกโอนเงินผ่านโทรศัพท์ จำนวน 85 ราย มูลค่าความเสียหาย 5,732,560 บาท ข่มขู่-แบล็กเมล์ จำนวน 94 ราย มูลค่าความเสียหาย 641,029 บาท หลอกเกี่ยวกับความรัก หรือ โรแมนซ์สแกม จำนวน 90 ราย มูลค่าความเสียหาย 66,449,046 บาท ปลอมเป็นบุคคลอื่นเพื่อหลอกโอนเงิน จำนวน 60 ราย มูลค่าความเสียหาย 6,411,306 บาท และหลอกลงทุน โดยอย่างหลังสุดนี้มีคดีเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่มีสถิติตัวเลข

ทั้งนี้ทั้งนั้น พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ มีความห่วงใย ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อเหล่าโจรไซเบอร์ จึงเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเป็นคาถาป้องกันการโกงออนไลน์ “3 อย่า”! คือ 1.อย่าไว้ใจร้านค้า ซึ่งบุคคลที่ชักชวนให้ลงทุน ขอให้ทำการตรวจสอบข้อมูล ชื่อบุคคล ชื่อร้านค้านั้นๆ หรือหมายเลขโทรศัพท์ร้านค้า ฯลฯ จากเว็บไซต์ เสิร์ชเอ็นจิน เช่น กูเกิล ว่ามีประวัติในเรื่องโกงการซื้อขาย การส่งสินค้าบ้างหรือไม่ ดูฟีดแบ็กของคนที่เข้าไปคอมเมนต์ว่ามีการรับผิดชอบสินค้ามากน้อยแค่ไหน มีประวัติการหลอกลวงหรือไม่

2.อย่าวู่วามเห็นแก่ของถูกหรือผลประโยชน์ที่ร้านค้าเสนอ โดยไม่ควรรีบโอนเงิน ไม่ว่าจะเป็นชำระค่าสินค้า ค่ามัดจำสินค้า ควรตรวจสอบบัญชีธนาคารทั้งชื่อบัญชี หรือเลขบัญชีที่จะให้โอนเงินว่ามีข้อมูลเคยหลอกลวงใครบ้างหรือไม่ และ 3.อย่าละเลยข่าวสาร ต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่มีการจับกุมคนร้ายในคดีต่างๆ ว่าใช้วิธีการหลอกลวงเหยื่ออย่างไร จะได้ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อถูกฉ้อโกงทางโซเชียลโดยง่าย

การหวังพึ่งให้ตำรวจกวาดล้างจับกุมโจรไซเบอร์ให้หมดไปคงยาก เพราะมีโจรหน้าใหม่พร้อมจะโผล่มาสร้างความเดือดร้อนได้ทุกเมื่อ สิ่งหนึ่งที่เราป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้คือการระวังตัว ไม่โลภ ไม่ไว้ใจอะไรง่ายๆ อย่างน้อยท่องคาถา “3 อย่า” ให้ขึ้นใจก็น่าจะช่วยได้เยอะ..!!

อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:35 น.
รถยนต์ไฟฟ้า,ดรจักรพงศ์ พงศ์ธไนศวรรย์,รู้ลึกกับจุฬาฯ,มลพิษทางอากาศ,เทคโนโลยีรถยนต์อีวี
เปิดอ่าน 1,085 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

กระแสข่าวเรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ปกคลุมทั่วกรุงเทพมหานครและเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยในขณะนี้ สร้างกระแสตื่นตัวด้านอันตรายจากมลพิษทางอากาศอย่างมหาศาล นำมาซึ่งประเด็นการป้องกันและแก้ไขต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะสาเหตุจากการคมนาคมขนส่งบนท้องถนน

เทคโนโลยีรถยนต์อีวี หรือรถยนต์ไฟฟ้า จึงกลายเป็นทางเลือกที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะเป็นเทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในปัจจุบัน

ดร.จักรพงศ์ พงศ์ธไนศวรรย์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าปัจจัยที่สำคัญในการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้บนท้องถนนคือการขับเคลื่อนโดยนโยบายของภาครัฐ สำหรับประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนโยบายลดภาษี คืนภาษี เพื่อสนับสนุนให้คนหันไปใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้า จึงมีประชาชนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก

ในขณะเดียวกัน ประเทศใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ เช่น เยอรมนี อเมริกา ญี่ปุ่น มีต้นทุนความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต ทำให้มีงานวิจัยด้านเทคโนโลยีพลังงานขับเคลื่อนพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่านอร์เวย์จะเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตรถยนต์เองก็ยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน หรือการนำเข้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพราะต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“หัวใจสำคัญคือนโยบาย สำหรับกรณีของประเทศไทย ภาครัฐเริ่มสนับสนุนบ้างแล้วในเชิงการเก็บภาษีสรรพสามิต โดยเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนรถยนต์ทั่วไปเก็บมากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ ใช้เกณฑ์หลักในการคิดภาษีจากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถจะปล่อยออกมา”

รัฐบาลไทยเสนอการลดหย่อนภาษีในการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการประกอบรถไฟฟ้าอีวี และรถยนต์ประเภทไฮบริด เพื่อให้ราคาชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ ราคาถูกลง รวมถึงการสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีด้านพลังงานไฟฟ้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนยานพาหนะ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายลดภาษีบางส่วนและช่วยเหลือผู้ผลิต รถยนต์ไฟฟ้าจึงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมสามารถนำไปใช้ได้จริง แต่ก็ยังไม่มีนโยบายรองรับอื่นๆ ที่จูงใจให้คนหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าจริงจัง รถยนต์ไฟฟ้าจึงยังไม่เป็นที่นิยม กอปรกับมีราคาค่อนข้างสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน
“พฤติกรรมคนไทยก็เหมือนคนชาติอื่นๆ คือมองที่ต้นทุนเป็นหลักว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มกับต้นทุนไหม ปัญหาหลักใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเราคือความกังวลว่ารถยนต์อีวีจะวิ่งได้ไกลไหม เดิมปกติเราใช้รถน้ำมันวิ่งได้ 400 กิโลเมตรต่อหนึ่งถัง แต่รถยนต์ไฟฟ้าจะทำได้แบบนั้นไหม ถ้าไฟฟ้าหมด จะชาร์จแบตเตอรี่ที่ไหน อย่างไร”

ดร.จักรพงศ์ ย้ำว่าเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้พัฒนาไปมาก รถไฟฟ้าสามารถวิ่งได้มากกว่า 200 กิโลเมตรต่อวัน และมีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ๆ ราคาถูก น้ำหนักเบา กระนั้นก็ตาม การใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็ยังถูกมองว่าไม่คุ้มค่าต่อการใช้งาน คนไทยก็ยังไม่มั่นใจที่จะเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล เป็นยานพาหนะหลักของครัวเรือน ในขณะที่การปฏิรูปให้รถขนส่งมวลชนให้พลังงานไฟฟ้าทั้งระบบนั้นก็เป็นเรื่องยาก ต้องใช้ทุนสูงและเวลามาก

“ประเด็นอยู่ที่ว่ารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนราคาก็ยังค่อนข้างสูง แถม ขสมก.หนี้เยอะ บริหารจัดการทุกวันนี้ก็ยากอยู่แล้ว ถ้าเอารถใหม่มาก็ต้องหาวิธีบริหารจัดการใหม่ให้มีประสิทธิภาพ”

ดร.จักรพงศ์ชี้ว่าระบบสาธารณูปโภคด้านโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนคนไทยเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถยนต์หลัก หรือใช้เป็นรถยนต์คันแรกของตนเอง นอกจากนี้ สถานีชาร์จแบตเตอรี่ก็ยังมีไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจที่จะใช้รถไฟฟ้าเต็มระบบ

“เรื่องสถานีชาร์จแบตเตอรี่เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง เหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน คนที่มีรถก็ต้องมั่นใจว่าต้องมีจุดชาร์จเพียงพอ แต่คนทำจุดชาร์จรถก็บอกว่าจะทำจุดชาร์จรถได้ ก็ต้องมีคนใช้รถจำนวนหนึ่งก่อนถึงจะทำจุดชาร์จได้ สุดท้ายแล้วเลยไม่เกิดทั้งคู่ ดังนั้นในตอนนี้รถยนต์ไฮบริดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสลับกับน้ำมันจึงยังตอบโจทย์มากกว่า”

แพทย์แผนไทยของ ‘บิ๊กแจ๊ส’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แพทย์แผนไทยของ ‘บิ๊กแจ๊ส’

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:25 น.
ดับเครื่องชน,พลตทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง,สาธรณสุข,คลินิกแพทย์แผนไทย,บิ๊กแจ๊ส,มูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง
เปิดอ่าน 539 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายร้องเรียนขอความชัดเจนกับข่าวหนาหูว่าคลินิกแพทย์แผนไทยของ ‘พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง’ ถูกปิดบริการโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข

วันก่อนได้รับคำยืนยันจาก ‘บิ๊กแจ๊ส’ ที่ผู้คนคุ้นเคยในฐานะอดีตตำรวจมือปราบที่มีชื่อเสียงโด่งดังว่าทุกอย่างไม่มีปัญหาแล้ว ยังเปิดรักษาตามปกติ ซึ่งขอนำเสนอข้อมูลข่าวอย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้ว่า

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เข้าตรวจสอบมาตรฐานการรักษาแพทย์แผนไทย ของมูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง คลินิกการแพทย์แผนไทย ของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานสาธรณสุขจังหวัดปทุมธานี ได้รับแจ้งให้ตรวจสอบมาตรฐานการรักษาพยาบาลของมูลนิธิมงคล-จงกล ธูปกระจ่าง คลินิกการแพทย์แผนไทย ซึ่งผู้แจ้งให้ข้อมูลว่ามีการใช้เข็มเจาะระบายของเหลวออกจากร่างกายผู้ป่วย จึงขอให้ตรวจสอบว่าการให้บริการในลักษณะดังกล่าวถูกต้องตามมาตรฐานการแพทย์แผนไทยหรือไม่

สบส.ได้รับรายงานผลการตรวจสอบสถานพยาบาลดังกล่าว จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานพยาบาลดังกล่าวไม่ได้มีการกระทำผิดกฎหมายสถานพยาบาลแต่อย่างใด

ทั้งในเรื่องของการขออนุญาตก็มีการขออนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลอย่างถูกต้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี มีแพทย์แผนไทยผู้ดำเนินการดูแลการให้บริการอย่างใกล้ชิด สถานที่มีความสะอาด ปลอดภัย ส่วนยาและเวชภัณฑ์ก็เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

แต่ประเด็นการรักษาพยาบาลด้วยวิธีการใช้เข็มเจาะระบายของเหลวออกมาจากร่างกายของผู้ป่วยนั้น สบส.จะนำข้อมูลที่ได้ส่งมอบให้แพทยสภา และสภาการแพทย์แผนไทย รวมตรวจสอบอีกครั้งว่าการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว เป็นไปตามมาตรฐานที่วิชาชีพกำหนดหรือไม่

เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย ทุกๆ คน สามารถร่วมเป็นเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคในด้านระบบบริการสุขภาพได้ หากพบเบาะแสการกระทำผิดมาตรฐานของสถานพยาบาลเอกชน ไม่ว่าจะเป็นด้านสถานที่ แพทย์ หรือบริการ

หากอยู่ในเขตกรุงเทพฯ สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สบส. หมายเลขโทรศัพท์ 0 2193 7000 ต่อ 18618

หรือทางเฟซบุ๊ก : ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สบส. กระทรวงสาธารณสุข ในวันและเวลาราชการ แต่หากอยู่ในส่วนภูมิภาคสามารถแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่

นั่นคือข่าวที่ทางกระทรวงสาธารณสุขยืนยันมา และหากมีปัญหาใดๆ ก็สามารถโทรสอบถามได้

กลับมาสู่เรื่องการรักษาแพทย์แผนไทยของ ‘บิ๊กแจ๊ส’ ซึ่งเป็นของมูลนิธิ ‘มงคล-จงกล ธูปกระจ่าง’ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นไปเพื่อรักษาผู้ป่วยแบบการกุศล คิดค่ารักษาเพียง 19 บาท ที่คนโบราณเรียกว่าค่าบูชาครู ไม่ได้หวังผลกำไร

ในขณะเดียวกัน ทางมูลนิธิต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเดือนละหลายแสนบาท ซึ่งมีผู้ใจบุญอุปการะสนับสนุนโดยเปิดเผยและส่วนใหญ่ขอสงวนชื่อเพราะต้องการช่วยคนเจ็บคนจนแบบเงียบๆ ไม่ประสงค์ออกนาม

ผมเองเคยเข้าไปรับการรักษาที่มูลนิธิแล้ว จากอาการเจ็บเข่าและนิ้วล็อกก็หายเกือบเป็นปกติแล้ว และเห็นใจคนไข้ที่มาจากทั่วสารทิศและเป็นความหวังสุดท้ายหลังจากไปหามาหลายหมอแล้ว และที่สำคัญค่าใช้จ่ายก็เพียง 19 บาท แถมมีข้าวกลางวันให้กินด้วย

เรื่องโรงพยาบาลของรัฐบาล ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ามีคนไข้มากเหลือเกิน

ครั้นจะไปโรงพยาบาลเอกชนก็สู้ไม่ไหว ต้องระดับเศรษฐีมีเงิน คนเดินดินระดับรากหญ้าไม่มีทางสัมผัส

มองในมุมกลับ กระทรวงสาธารณสุขควรสั่งการให้ขยายงานแพทย์ทางเลือกให้ดีกว่านี้ และตั้งโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแพทย์แผนไทยอย่างมีมาตรฐาน
จึงขอแจ้งมาอีกครั้งว่า คลินิกแพทย์แผนไทยของ ‘บิ๊กแจ๊ส’ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ยังอยู่เหมือนเดิม

‘บิ๊กแจ๊ส’ หรือ คนไข้เรียกว่า ‘หมอแจ๊ส’ ขอเปิดรักษาแบบบริสุทธิ์ใจไม่หวังผลประโยชน์หรือมีการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว

ประเทศไทยของเราเป็นแบบนี้ คือมองอะไรเป็นการเมืองและแบ่งฝ่ายกันแบบผีไม่เผา-เงาไม่เหยียบ

บ้านเมืองเลยหาความสงบสุขไม่ได้เพราะจ้องทำลายล้างกัน !

โทษานุโทษและทางรอดของ”ทษช.”จะอยู่ที่ใด?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โทษานุโทษและทางรอดของ”ทษช.”จะอยู่ที่ใด?

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:00 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,อุดม รัฐอมฤต,ยุบพรรค,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 2,108 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

หลังมีพระราชโองการ กรณีที่ “พรรคไทยรักษาชาติ” (ทษช.) ยื่นเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีต่อ กกต. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จากนั้น กกต.ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ เรื่องพิจารณาที่ 1/2562 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 และศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (3) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92

กรณีนี้ “ทษช.” จะถึงขั้น ”ยุบพรรค” และกรรมการบริหารพรรค 14 คนต้องรับโทษทางการเมืองอย่างไรนั้น…

“อุดม รัฐอมฤต” อดีตโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายแง่มุมกฎหมายในกรณีนี้กับเครือเนชั่นว่า ขออธิบายว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 นี้ผ่านการทำประชามติมาแเล้ว รัฐธรรมนูญมีเจตจำนงในการกำหนดที่มาของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ

บ้านเมืองของเราที่มีปัญหามายาวนาน พบว่าคนที่มารับผิดชอบบ้านเมืองบางครั้ง ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอในการทำหน้าที่ผู้นำประเทศ ฉะนั้นกติกาคือสิ่งที่จะควบคุมสังคม รัฐธรรมนูญจึงวางกติกาเหล่านั้น และกำหนดคุณสมบัติต่างๆ เอาไว้ให้คนที่จะเข้ามาบริหารงานบ้านเมือง โดยกำหนดคุณสมบัติไว้ค่อนข้างสูง เพื่อตัดคนที่คุณสมบัติไม่เพียงพอออกไป และบัญญัติไว้เพื่อให้คนดีเข้าไปทำหน้าที่

ย้ำว่าไม่เคยเขียนกีดกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่เคยเขียนบังคับประชาชนว่าต้องเลือกพรรคนั้นและเลือกคนนี้เท่านั้น คนไทยกว่า 60 ล้านคนมีความเห็นที่แตกต่างกัน และใช้สิทธิทางประชาธิปไตยได้ตามความต้องการของตัวเอง รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน โดยทุกฝ่ายในสังคมแสดงความต้องการและเสนอความเห็นเข้ามา กรธ.ทำตามความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ เช่น บัตรเลือกตั้งใบเดียว, บัญชีรายชื่อนายกฯ นั้น กรธ.ไปสอบถามชาวบ้านก่อนมาเขียน แม้คนไม่ชอบจะมีอยู่บ้าง แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย

ส่วนการเสนอแก้รัฐธรรมนูญที่บางพรรคแสดงความเห็นในช่วงนี้ “อุดม” กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หากทุกฝ่ายเห็นชอบว่ามีปัญหาจริงๆ ก็ทำได้ และไม่ต้องการให้ใครมาฉีก รวมทั้งไม่ควรแก้ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องพิสดาร

การที่ กรธ.เขียนไว้ในตอนนั้นตามภาวะเหตุการณ์และเดาอนาคตไม่ได้ อย่าลืมว่าที่ผ่านมาปัญหาในบ้านเมืองหลายเรื่องเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย กรธ.อยากเห็นชาวบ้านมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ กรธ.ไม่ใช่นักการเมือง และเขียนไว้เพื่อบ้านเมืองและลูกหลาน สิ่งที่กรธ.ทำไว้เพื่อป้องกันไม่ให้บ้านเมืองมีมรสุมอีก หากคนดีและเคารพกติกา ฟ้าดินดูแลคนดีแน่นอน

“อุดม” กล่าวอีกว่า กรณีของพรรคไทยรักษาชาติ ตนและอดีต กรธ.ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 ที่เขียนไว้นั้น ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใครกล้าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะบทลงโทษเรื่องนี้ร้ายแรง เมื่อ กกต.กล่าวโทษ ทษช.ต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลให้ ทษช.ยื่นข้อชี้แจง จากนั้นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จะมีการไต่สวน คือ ศาลจะออกนั่งพิจารณา และอาจใช้ดุลพินิจในการพิจารณาพยานหลักฐานว่าจะเรียกผู้ถูกกล่าวหามาหรือไม่ มาให้ข้อมูลก็ได้ แต่ ทษช.ต้องส่งข้อมูลไปให้ศาลตามระยะเวลาที่ศาลระบุไว้

“การที่มีพระราชโองการนั้น สถาบันได้รับผลกระทบและเป็นเรื่องสำคัญต่อบ้านเมือง เพราะถึงขนาดที่ในหลวงมีพระราชโองการ ส่วนจะมีผลกับ ทษช.อย่างไร ขอไม่ก้าวล่วง และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อย่าลืมว่าแม้ไม่มีคนร้องทุกข์กล่าวโทษกับพรรคต่างๆ นายทะเบียนพรรคการเมืองมีหน้าที่ทุกช่วงเวลาในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับพรรคต่างๆ ได้ตลอดเวลา เพราะพรรคการเมืองคือองค์กรที่เป็นตัวแทนประชาชนในการทำหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตยและมีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคทุกเวลา

ข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้น อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่กรณี ทษช. มีทั้งคนที่เห็นด้วยและเห็นแตกต่างกันกรณีนี้ เพราะ ทษช.อาจอ้างว่าไม่มีข้อห้ามทางกฎหมายในกรณีนี้ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมีระดับรับรู้ และคงไม่มีใครเคยและกล้าคิดแบบนี้ ผมเชื่อว่า คนไทยเคารพสถาบัน การกระทำใดๆ ย่อมเคารพและคิดให้ดีเพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท”

ต่อข้อถามว่าทางรอดของ ทษช.คืออะไร “อุดม” กล่าวว่า ศาลคือความยุติธรรม กฎหมายกลั่นแกล้งใครไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเรื่องนี้จะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มุมมองส่วนตัวหาก ทษช.ยืนยันว่ามีเจตนาที่ดีกับบ้านเมือง ก็อาจมีแนวทางที่จะรอด ตนมีความปรารถนาที่แท้จริงว่า ทุกฝ่ายทำงานเพื่อบ้านเมืองและเทิดทูนสถาบัน

“นปช.” ขอพัก “แดงแกงโฮะ” ลุยเลอะ “แดงอนาคตใหม่” ซุ่มซ่อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นปช.” ขอพัก “แดงแกงโฮะ” ลุยเลอะ “แดงอนาคตใหม่” ซุ่มซ่อน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:50 น.
แดงรุ่นใหม่,คนรุ่นใหม่,คนเสื้อแดง,ทษช,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อชาติ,พรรคเพื่อไทย,การเมืองไทย,เลือกตั้ง 2562,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 6,062 ครั้ง

ความเคลื่อนไหวของฝ่าย นปช. เรียกว่าสงบนิ่งอยู่ในที่ตั้ง แบบยิ้มสู้โลกความเป็นจริง แต่ความเคลื่อนไหวของ “แดงคนรุ่นใหม่” กำลังจะก้าวมาเป็น “ผู้นำมวลชน?

000 สถานการณ์การเมืองไทย หลังวันวาเลนไทน์ เหมือนนั่งยานเจาะเวลาหาอดีต สงครามสี” ปะทุในโลกออนไลน์อีกครั้ง แต่บนสมรภูมิท้องถนน ยังเงียบเหงา แม้จะมีคนบางกลุ่มออกมาทำกิจกรรมบ้าง ก็ดูจะเป็นรายการ “ก่อนบ่ายคลายเครียด” ของ เอกชัย หงส์กังวาน หรือเอกชัย เชิญยิ้ม เสียมากกว่า

000 พลันที่ จาตุรนต์ ฉายแสง” และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” คนวงนอกของพรรคไทยรักษาชาติ แถลงยุติการหาเสียง สอดรับกับพรรคเพื่อชาติ ที่มี จตุพร พรหมพันธุ์” เป็นกองเชียร์ ได้หยุดการเดินสายหาเสียงชั่วคราว ความเคลื่อนไหวของฝ่าย นปช. ก็สงบนิ่งอยู่ในที่ตั้ง

000 สงสัยว่างจัด เต้น ณัฐวุฒิ” อัพสเตตัสนิยายกำลังภายในถี่ขึ้น โดยหยิบยกเรื่องราวของ “เล่งฮู้ชง” ตัวละครเอกของเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร มาสื่อถึงวิกฤติในพรรค ทษช.ยามนี้ “ข้าพเจ้ามิเคยทอดทิ้งสหาย ยามสำนักเผชิญสถานการณ์ ยิ่งมิอาจละวางได้ ไม่มีผู้ใดทราบว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร“ คนที่อ่านยุทธนิยายของกิมย้ง กระซิบว่า “เล่งฮู้ชง” เป็นตัวละครที่มีอารมณ์เฮฮา ถวิลหาความสุขอันแท้จริง มิได้แสวงหาอำนาจวาสนา เขาจึงยิ้มเย้ยยุทธจักร ยิ้มสู้โลกความเป็นจริง

เพนกวินและผองเพื่อนพรรคโดมปฏิวัติ

000 กลายเป็น “แดงแกงโฮะ” สมชื่อ เมื่อ อนุรักษ์ เจนตวนิชย์” หรือ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ประกาศจะเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้ ด้วยการยื่นหนังสือคัดค้านการยุบพรรคไทยรักษาชาติ ต่อสหประชาชาติ และสหภาพยุโรป ซึ่งกลุ่มของฟอร์ด ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ไม่เคยหยุด นับแต่ปี 2559 มาจนถึงวันนี้ โดยมีสมาชิกคนเสื้อแดงอาวุโสไม่ถึงร้อยคน นัดกันผ่านเฟซบุ๊กออกทำกิจกรรมไปตามเรื่อง ฝ่ายความมั่นคงเลยปล่อยให้ “ฟอร์ด” เคลื่อนไหวไม่หยุด จนพวกเดียวกันระแวง กรณีที่ฟอร์ดไม่เคยถูกจับเลย

000 ฝ่ายความมั่นคง กำลังเฝ้ามองการขยับตัวของ เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ ธนวัฒน์ วงค์ไชย” แห่งสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย โดยกลุ่มนี้เชื่อมต่อกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ของ อานนท์ นำภา” และอดีตแกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่ไปสังกัดพรรคอนาคตใหม่ อย่าง รังสิมันต์ โรม และเพื่อนๆ

ธนวัฒน์ วงค์ไชย คู่หูเพนกวิน

000 กลุ่มนักวิชาการก้าวหน้า กำลังจับตามองบทบาทของ แดงคนรุ่นใหม่” (แดงอนาคตใหม่) ที่จะก้าวมาเป็น ผู้นำมวลชน” แทนที่แกนนำ นปช. ที่มีคดีติดตัวรุงรัง ขยับตัวยาก นับวันจะอ่อนล้าราโรย ซึ่งผู้อาวุโสกลุ่มนี้ประเมินว่า สถานการณ์ “ยุบไทยรักษาชาติ” ได้เอื้อต่อการเติบโตของพรรคอนาคตใหม่อย่างก้าวกระโดด

000 วุ่นไม่จบ วิชัย ล้ำสุทธิ” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 57 พรรคประชาธิปัตย์ แถลงลาออกจากพรรคผ่านเฟซบุ๊ก เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม ในการจัดอันดับปาร์ตี้ลิสต์ โดยอ้างว่า ลำดับที่ 57 จะไม่มีโอกาสได้เป็น ส.ส.เลย “ถือเป็นการฆ่ากันทางการเมือง”

วิชัย ล้ำสุทธิ อดีต ส.ส.ระยอง

000 เส้นทางการเมืองของ วิชัย ล้ำสุทธิ หรือ “จ่าตู่” อดีตข้าราชการตำรวจที่ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นมาแต่ปี 2543 มีฐานคะแนนเสียงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ อ.นิคมพัฒนา และได้แรงสนับสนุนจากผู้ยิ่งยงแห่งบ้านค่าย ปิยะ ปิตุเตชะ อดีต ส.ส.ระยอง 3 สมัย โดยเลือกตั้ง 2550 วิชัยได้เป็น ส.ส.สมัยแรก และปี 2554 ก็ได้รับเลือกตั้งอีกสมัย

วิชัย เชื่อว่าถูกเขี่ยเพราะเป็นเพื่อนหมอวรงค์

000 ปลายปีที่แล้ว มีข่าว วิชัย ล้ำสุทธิ ไปกินข้าวกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ก็เคลียร์กับ สาธิต ปิตุเตชะ” แกนนำ ปชป.ภาคกลางจบไปแล้ว แต่ช่วงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป. “วิชัย” เลือกหนุนหมอวรงค์ ส่วนสาธิตเป็นแม่ทัพให้อภิสิทธิ์ ด้วยเหตุนี้ แม่ทัพสาธิต จึงดันอดีต ส.ส.ระยอง 2 สมัยขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ ตอนแรก “จ่าตู่” ก็คิดว่า ไม่เกินลำดับ 40 แต่ดันไปโผล่เกือบ 60

000 เบื้องหลัง โกวิทย์ ธารณา” หรือ โกวิทย์ เหลืองบุญนิธิ” หรือ วิทย์ บางแค” ต้องลาออกจาก ปชป.ไปหนุนผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขตบางแค สืบเนื่องจากผู้ใหญ่ในพรรค เจรจาให้ “เฮียวิทย์” เตรียมตัวเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แทนการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยจะให้ทำงานร่วมกับ สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. แต่เฮียวิทย์ยื่นใบลาออกทันที เพราะถือเป็นการไม่ให้เกียรติกัน และอีกอย่างยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อใด

ครอบครัวของ “วิทย์ บางแค” (ภาพถ่ายเมื่อ 3 ปีก่อน)

000 มาถึงวันนี้ วิทย์ บางแค” คงช่วยค่ายพลังประชารัฐไปพลางๆ ก่อน แต่สิ่งที่วาดหวังไว้ในวันหน้าคือ จะส่ง “ลูกสาว” ให้ถึงฝั่งการเมืองท้องถิ่นในยามที่พ่อเข้าสู่วัยชรา ฉะนั้น สนามเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางแค รอบหน้าดุเดือดเลือดพล่านแน่

000 ดูอาการ ปชป.ในวันนี้ ส่อเค้าจะตกต่ำกว่าปี 2548 เพราะภายในพรรคไม่เป็นเอกภาพ และเต็มไปด้วยรอยร้าวลึกในกลุ่ม ส.ส.ทุกภาค อาจเป็นเพราะ “หัวหน้ามาร์ค” อยู่นานเกินไป

ยุบ ‘ทษช.’ ก่อน-หลังเลือกตั้ง ผลทางกฎหมาย-การเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362855?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุบ ‘ทษช.’ ก่อน-หลังเลือกตั้ง ผลทางกฎหมาย-การเมือง

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:15 น.
ทษช,พรรคไทยรักษาชาติ,ยุบพรรค,เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ,ทักษิณ ชินวัตร,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 687 ครั้ง

โดย…  ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นำไปสู่มติเอกฉันท์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นี้

ปมยุบ-ไม่ยุบ ทษช. จึงเป็นกระแสร้อนแรงต่อเนื่องข้ามสัปดาห์ นั่นเพราะข้อหาที่นำไปสู่การยุบพรรค หนักหน่วงทั้งในแง่กฎหมายและทางการเมือง โทษทัณฑ์ไม่เพียงทำให้ 14 กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังต้องเว้นวรรคทางการเมือง 10 ปี ห้ามจัดตั้งหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองหรือเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย แต่วิกฤติรอบนี้ ทำเอาระส่ำระสายกันทั้งพรรคไทยรักษาชาติ เลือกตั้งรอบนี้มีโอกาสตายทางการเมืองแบบยกเข่ง ถ้าเปรียบเทียบเป็นเกมกีฬา ก็ถือว่า ทีมนี้ใช้สารกระตุ้น ถูกจับแพ้ฟาวล์และสั่งให้ออกจากการแข่งขัน

พระราชโองการเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2562 มีความชัดเจนว่า การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของ ทษช. เป็นกระทำการโดยไม่เหมาะสมและมิบังควร ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นข้อห้ามตามระเบียบหาเสียงเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แค่ กกต.ไม่ประกาศรับรองรายชื่อก็เพียงพอแล้ว

“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” นักร้องจากค่าย ทษช. ยกพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมาแปลความหมายของคำว่า “ปฏิปักษ์” ว่าหมายความถึง ฝ่ายตรงข้าม ข้าศึก ศัตรู จึงไม่ควรตีความคำว่า “ปฏิปักษ์” ให้เกินเลยไป ขณะที่นักกฎหมายอื่นๆ สะท้อนว่า มุมมองทางกฎหมายไม่ได้จำกัดแค่ความหมายของคำ แต่มองไกลไปถึง “เจตนาสุดท้าย” ของการกระทำว่าต้องการก่อให้เกิดผลดี ผลร้ายภายใต้การปกครองอย่างไร

รวมถึงความพยายามตีความว่า “โบราณราชประเพณี ไม่ใช่กฎหมาย” ซึ่งก็จริง…แต่ในทางปฏิบัติ เราต้องทำตามโบราณราชประเพณี …ไม่ทำไม่ได้ ยกตัวอย่างกรณีนักโทษ ประหารทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ถ้าฎีกาไม่ตกลงมาภายใน 90 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสามารถนำตัวประหารได้เลยเพราะถือว่าพ้นกำหนดไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ประหาร นั่นเพราะโบราณราชประเพณีถือเป็นพระราชอำนาจ ต้องรอให้ฎีกาตกลงมาก่อนและดูผลฎีกาว่าเป็นอย่างไร

ผลทางคดีจะออกเป็นอย่างไร คงเป็นประเด็นที่สังคมเฝ้าติดตามแบบตาไม่กะพริบ ซึ่งไม่ได้จบแค่ยุบ-ไม่ยุบ แต่การยุบพรรคในแต่ละห้วงเวลา ให้ผลลัพธ์ในทางกฎหมายและผลในทางการเมืองที่แตกต่างกันด้วย

หนึ่ง หาก ทษช.ถูกตัดสินให้ต้องยุบพรรค ก่อนวันหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผลทางกฎหมายคือ ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ทษช.แพ้ฟาวล์ ถูกตัดสิทธิสมัคร หายไปทั้งพรรค นั่นเพราะพรรคถูกยุบในขณะที่ขั้นตอนการรับสมัครปิดลงไปแล้ว ครั้นผู้สมัครจะย้ายพรรคก็ทำไม่ทัน ติดกฎหมายที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วัน เท่ากับว่าผู้สมัครของ ทษช.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ กลายเป็นศูนย์ หากยังไม่เริ่มจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งก็ต้องตัดทิ้ง ไม่ให้มีผู้สมัครจากพรรคนี้ แต่ถ้ากระบวนการพิมพ์บัตรเริ่มต้นไปแล้ว ใครเผลอไปกาเลือกผู้สมัครจากพรรคนี้ก็จะกลายเป็นบัตรเสีย ไม่ถูกนับคะแนน

สอง ถ้าการยุบพรรคเกิดขึ้นในช่วงหลังวันหย่อนบัตร แต่ก่อนที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยตั้งโจทย์สมมุติเอาว่า ผู้สมัครจากพรรคที่ถูกยุบเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แต่พรรคดันถูกยุบ กฎหมายไม่ได้ให้เลื่อนลำดับผู้ที่มีคะแนนมาเป็นที่ 2 ขึ้นมาเป็น ส.ส. ดังนั้นไม่ว่าผู้สมัครจากพรรคที่ถูกยุบจะชนะการเลือกตั้งกี่เขต กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นๆ ส่วนผู้สมัครแบบปาร์ตี้ลิสต์คะแนนก็จะหายไป ต้องคำนวณคะแนนกันใหม่

สาม แต่ถ้าการยุบพรรคเกิดขึ้นหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ผู้สมัครของพรรคที่ถูกยุบได้รับชัยชนะ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ผลที่ได้คือ พวกเขาได้เป็น ส.ส.ไปแล้ว ทั้งส.ส.เขตและส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แม้พรรคจะถูกยุบก็สามารถไปหาพรรคการเมืองอื่นเพื่อสังกัดใหม่ได้ เพราะความเป็น ส.ส.ได้รับการประกาศรับรองไปแล้ว ถือว่าสิทธิการเป็น ส.ส.ผูกติดตัวไปแล้ว

แต่ทว่า บรรดาคอการเมือง ประเมินสถานการณ์ว่า มติยุบ-ไม่ยุบ ทษช.จะจบเร็ว คำตัดสินจะออกมาโดยไม่ชักช้าแน่นอน

สำหรับกรรมการบริหารพรรค 14 ราย ไม่ว่าพรรคจะถูกยุบในห้วงเวลาใด ก็ต้องได้รับโทษหนัก ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคท้าย ระบุให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ โดยกฎหมายไม่ได้เขียนระบุเวลา เท่ากับว่าพวกเขาจะถูกตัดสิทธิไปนานอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาเท่าที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากต่อมาในภายหลัง สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าโทษใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับนี้ กำหนดไว้หนักเกินไป อาจเสนอให้แก้ไขก็ได้

ขณะที่มาตรา 94 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เขียนห้ามไม่ให้กรรมการบริหารพรรคที่ถูกลงโทษยุบหรือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือถูกตัดสิทธิการมีส่วนร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ภายในกำหนด 10 ปี หรือตัดสิทธิการเป็นสมาชิกพรรค 10 ปี แต่ไม่ตัดสิทธิเลือกตั้ง กรรมการบริหารพรรคจะเหลือแค่สิทธิเลือกตั้ง คือ ไปหย่อนบัตรลงคะแนนเท่านั้น

“ใบดำ” ของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ จึงอาจไม่มีผลชั่วชีวิต ยังมีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญ กรรมการบริหารของ ทษช. ยังมีอายุน้อย หากท้ายที่สุดถูกยุบพรรค พวกเขาก็ยังมีโอกาสกลับมาใหม่ ตัวอย่างนักการเมืองรุ่นพ่อ รุ่นลุง รุ่นอา โดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ก็ยังกลับมากันให้พรึ่บ
ผลทางกฎหมายก็ว่ากันไป แต่ใน “ทางการเมือง” เริ่มขยับกันตั้งแต่ยังไม่รู้ผลคดี ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการชูประเด็นยุบพรรคเท่ากับโกงเลือกตั้ง เอารัดเอาเปรียบทางการเมือง โดย “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ออกตัวเดินชูป้ายต้านโกงเลือกตั้งที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ และขอโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง หรือหวังเอาพลังมวลชนเข้าสู้

ด้านทนาย นปช.ก็ใช้สิทธิในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จี้ กกต.ให้ยุบพรรคพลังประชารัฐ ตามมาตรา 92 (2) จากเหตุเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์มีที่มาจากการยึดอำนาจ จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน สมควรถูกยุบพรรคแบบด่วนจี๋ ในมาตรฐานเดียวกันที่ทำกับ ทษช. หาก กกต.ชักช้าประวิงเวลา จะถูกล่าชื่อ 20,000 รายชื่อมายื่นถอดถอน กกต.

สำหรับกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบก่อนเลือกตั้ง อาจส่งผลทางการเมืองอย่างมากเนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแข่งขันกัน 2 ขั้ว เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล คือ ขั้วของกลุ่มอำนาจปัจจุบัน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จากพรรคพลังประชารัฐ กับขั้วของ “ทักษิณ ชินวัตร” กลุ่มอำนาจเก่า ที่มีพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ เป็นกำลังสำคัญ

ดังนั้นหากพรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบก่อนเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติหมดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งไปด้วย จำนวนที่นั่ง ส.ส. ที่จะได้จากพรรคไทยรักษาชาติ ก็ต้องหายไปจำนวนหนึ่ง ทำให้โอกาสที่ขั้วของ “ทักษิณ” จะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยากขึ้น นั่นหมายความว่า โอกาสที่ขั้วของ พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ และ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยก็จะมีสูงมากขึ้นตามไปด้วย

แต่ก็มีการมองต่างมุมว่า แม้พรรคไทยรักษาชาติจะถูกยุบก่อนเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติ หมดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งไปด้วย แต่ก็ไม่มีผลต่อคะแนนเสียงของขั้ว “ทักษิณ” แต่อย่างใด เนื่องจากคะแนนเสียงของคนที่เลือกข้างจะลงให้แก่ “ขั้วทักษิณ” นั้น ก็ยังจะอยู่กับขั้วเดิม โดยเปลี่ยนไปลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคเพื่อชาติแทน และกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ อาจทำให้ “ขั้วทักษิณ” ได้คะแนนสงสารเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ส่วนกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบหลังประกาศผลเลือกตั้งไปแล้ว ไม่มีผลทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบ ได้เป็น ส.ส.แล้วสามารถหาพรรคการเมืองสังกัดได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือพรรคเพื่อชาติ

ประเมินได้ว่า จากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง และยาวๆ ไป เมืองไทยยังติดกับดักความขัดแย้ง ความปรองดองไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่คงอยู่คือการไม่ยอมรับในกฎกติกา อ้างถึงกรรมการไม่แฟร์ ไม่ได้รับการยอมรับในความเป็นกลาง ซึ่งประเด็นที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการดีไซน์ให้ประเทศติด “กับดัก” ในเกมแย่งชิงอำนาจ ต่างฝ่ายต่างต้องการชนะเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจ