ทักษิณ ไม่ยอมแพ้สั่ง ทษช. สู้ไม่ถอย !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362852?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณ ไม่ยอมแพ้สั่ง ทษช. สู้ไม่ถอย !

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:55 น.
ทษช,ไทยรักษาชาติ,ทักษิณ ชินวัตร,รทปรีชาพล พงษ์พานิช
เปิดอ่าน 10,472 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก 

  ทันทีที่เพลี่ยงพล้ำ เสียกระบวนอย่างไม่เป็นท่า เพราะ ทักษิณ ชินวัตร เลือกเล่นเกมที่ “ไม่บังควรอย่างยิ่ง” จนเป็นเหตุให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช = ทักษิณ ชินวัตร) เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อย่าคิดว่าคนอย่างทักษิณ จะยอมสยบกลับไปเลียแผล กับการเพลี่ยงพล้ำครั้งนี้

เพราะทันทีที่เกม “อันมิบังควรอย่างยิ่ง” พ่ายแพ้ อย่างหมดรูป ทักษิณ ชินวัตร ก็ปลุกปลอบลูกน้องผ่านทวิตเตอร์ ให้สมุนทั้งหลาย “chin up” (เชิดหน้าเข้าไว้) เพราะชีวิตต้องเดินหน้า โดยหาได้สำนึกต่อการกระทำที่ “มิบังควรอย่างยิ่ง” แม้จะมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อดึกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ก็ตาม

และทันทีที่ กกต.มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เย็นวันเดียวกัน แกนนำของไทยรักษาชาติ 3 คน นำโดย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ถูกเรียกตัวเข้าตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งที่มิใช่ที่ตั้งของพรรคไทยรักษาชาติ จึงเกิดคำถามว่า ไปรับงานจาก “นายใหญ่” โดยตรงหรือไม่

รุ่งขึ้น 14 กุมภาพันธ์ เกมการตอบโต้ทางกฎหมายเกิดขึ้นทันที ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคไทยรักษาชาติมีโอกาสแก้ข้อกล่าวหา เพราะเกรงจะถูกพิจารณารวบรัด ตามติดด้วยการเอาคืน ยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อให้พิจารณายุบพรรคพลังประชารัฐ ในการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี ที่ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวหาว่า “ผิดขั้นตอน”

ตามมาด้วยเกม “โลกล้อมประเทศ” ที่ให้บรรดาเสื้อแดงในสังกัดไปยื่นร้องต่อสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในกรุงเทพฯ และสำนักงานผู้แทนสหภาพยุโรป (อียู)ในประเทศไทย อ้างว่ากระบวนการยุบพรรคไทยรักษาชาติเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม พร้อมๆ กับที่เสื้อแดงโพสต์ความเห็นค้านการยุบพรรคในโลกออนไลน์กระหึ่ม เพื่อหวังจะสร้างแรงกดดันในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะที่พรรคไทยรักษาชาติ ประกาศ “พัก” การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งไว้ชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า เอาเวลาทั้งหมดไปต่อสู้คดียุบพรรคเสียก่อน การแถลงพักการหาเสียง “เหมือนไม่หาเสียงแต่คือการหาเสียง” เพราะเป็นการพยายามขอความเห็นใจ ในภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับหมู่คณะตัวเอง แต่หาได้แสดงความรับผิดชอบต่อ “การกระทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง” ที่หมู่คณะของไทยรักษาชาติสร้างขึ้น

ยังมีเกมใต้ดินในการป่วนประเทศที่เกิดขึ้นหลังเหตุเพลี่ยงพล้ำในเกม “อันมิบังควร” ทั้งการปล่อยข่าวการรัฐประหารซ้อน การปลอมคำสั่ง ม.44 ปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมทั้งการปล่อยข่าว “ไม่มีเลือกตั้ง 24 มีนาคม”

จนทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องเตรียมมาตรการป้องกันอย่างรัดกุมต่อเหตุอันมิคาดฝันที่อาจเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง เพราะทักษิณกำลัง “เลือดเข้าตา” อาจจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดได้

ที่เรียงลำดับมาให้เห็นเพื่อสรุปให้ฟังว่า คนอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ไม่มียอมแพ้ง่ายๆ เพราะตลอดกว่า 10 ปีที่ “ร่อนเร่” อยู่ในต่างแดน ยังไม่เลิกความพยายามที่จะกลับประเทศไทยอย่างผู้บริสุทธิ์ ด้วยการให้ ญาติ-พี่น้อง-วงศ์วานว่านเครือ และ “ทายาทอสูร” เข้าถืออำนาจรัฐ คือเป็นรัฐบาล เพื่อหาช่องทาง “ลบล้างความผิด” ตัวเอง เพื่อจะได้กลับประเทศชนิดไม่มีคดีติดตัว

          ทั้งที่ความจริงไม่มีใครห้ามทักษิณ ชินวัตร หรือแม้กระทั่งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาว) ที่หนีออกไปกลับเข้าประเทศเลย เพียงแต่ต้องมารับโทษทัณฑ์ความผิดที่ก่อไว้กับประเทศไทยด้วย ก็เท่านั้น. 

เหยื่อเกมโอเวอร์ วงศ์วาน “ชินวัตร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหยื่อเกมโอเวอร์ วงศ์วาน “ชินวัตร”

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:40 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,ทักษิณ,การเมือง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 13,237 ครั้ง

4 ดาวเจ็บ แต่สงครามเพิ่งเริ่ม จะด้วยโชคชะตา หรือใครกำหนด ปรากฏว่าเรื่องราวได้ทำให้ ทษช.ต้องเผชิญวิบากกรรมไปตามคาด

ผลข้างเคียงจากพิษไข้ “ซูเปอร์ดีล” ของ “พรรคไทยรักษาชาติ” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คำตอบไม่น่าจะหนีไปจากคำว่า “จบแล้วนาย”

โดยนับแต่ “พรรคไทยรักษาชาติ” หรือ ทษช. เปิดฉากบิ๊กเซอร์ไพรส์ด้วยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเป็น “เวรี่บิ๊กเนม” บุคคลหนึ่ง ที่กูรูพากันฟันธงว่าเป็นการเทหมดหน้าตักของคนวางเกมจากแดนไกล

แต่แล้วจะด้วยโชคชะตา หรือใครกำหนด ปรากฏว่าเรื่องราวได้ทำให้ ทษช.ต้องเผชิญวิบากกรรมไปตามคาด เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณารับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติแล้ว

กำเนิดดาวรุ่ง

วันที่ก่อเกิด “พรรคไทยรักษาชาติ” ช่วงแรกพรรคนี้ได้ทำให้คนไทยครางฮือไปไม่น้อย เพราะมีที่มาซับซ้อนซ่อนปมสุดๆ

วันที่ 7 ตุลาคม 2561 ข่าวพรรครัฐไทยที่จดทะเบียนจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2552 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “พรรคไทยรักษาชาติ”

          ตอนนั้นถือเป็นการยืนยันดอกแรกว่านี่คือพรรคที่มาตามยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พัน เป็นแบงก์ร้อย” ที่นายใหญ่ใช้สู้ศึก ไม่ต่างกับพรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคประชาชาติ และ พรรคเสรีรวมไทย

http://www.komchadluek.net/news/hit-issue-thansettakij/351658

ที่สุดทุกอย่างก็มาชัดเจนเอาดอกสอง 7 พฤศจิกายน 2561 พรรคไทยรักษาชาติประชุมใหญ่ครั้งแรกแสงไฟแฟลชก็สว่างวาบสาดส่องไปยังกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

แน่นอนด้านหนึ่งทำให้คนไทยตาสว่างว่าทำไมพรรคนี้ถึงต้องชื่อนี้ และมีตัวย่อว่า ทษช. แต่อีกด้านหนึ่งก็ยอมรับว่าพรรคนี้มีความน่าสนใจเพราะเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีแบ็กกราวน์ไม่ธรรมดาทั้งสิ้น ได้แก่

ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค มิตติ ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค ฤภพ ชินวัตร รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายทะเบียนสมาชิกพรรค

ที่เหลือคือ สุณีย์ เหลืองวิจิตร, พฤฒิชัย วิริยะโรจน์, นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล, รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ, จุลพงศ์ โนนศรีชัย, ต้น ณ ระนอง, วิม รุ่งวัฒนจินดา, คณาพจน์ โจมฤทธิ์, พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ, วรรษมล เพ็งดิษฐ์ รวมทั้งสิ้น 14 คน

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของทีมยุทธศาสตร์พรรคที่มีผู้ใหญ่ชั้นเก๋าอย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรค ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะทำงานณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรค พิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจ ก่อแก้ว พิกุลทองวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ ฯลฯ

อย่างไรก็ดีหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมทีมแถวหน้าของทษช.ถึงเหมือนมีแต่ผู้เล่นรุ่นเล็ก จนเมื่อ ทษช. มาเพลี่ยงพล้ำจากซูเปอร์ดีลแคนดิเดตนายกฯ คนพิเศษ หลายคนอาจถึงบางอ้อ

เพราะทางหนึ่งก็ได้เห็นลีลา “คนวงนอก” อย่างแก๊งผู้ใหญ่ในทีมยุทธศาตร์พรรคที่หลายคนทำตัวลอยเหนือเกม จนเจอวาทกรรมเห็บกระโดดไปตามๆ กัน หรือที่กรรมการบริหารพรรค 1 ใน 14 ที่ชิงลาออกไปก่อนหน้านั้นตามฉบับคนมากประสบการณ์

สอดคล้องกับกระแสที่มีคนออกมาฟันธงว่า งานนี้ผู้ใหญ่ที่อยู่แดนไกลประกอบระเบิดหลอกให้เด็กหิ้ว แต่ด้วยเขี้ยวสั้นและโลกสวย เด็กจึงหลงเชื่อ จนโชคร้ายระเบิดแหลกใส่ตัวเองเสียก่อน

แต่ไม่ว่าลึกๆ แล้วกลเกมจะเป็นอย่างไร เวลานี้กรรมการบริหารพรรคก็ต้องกล้ำกลืนประกาศงดหาเสียงเพื่อใช้เวลาช่วง “ระทึก” นี้ ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลที่ให้เวลาแก้ตัวอีก 7 วัน นับแต่รับเรื่องจากกกต. แล้ว

http://www.komchadluek.net/news/politic/362643

ดาวเจ็บ

ต้องบอกเลยน่าเสียดาย…เพราะคนกลุ่มนี้ก็นับว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มสาวของประเทศไทยที่มีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา และควรจะมีอนาคตทางการเมืองที่สดใสนับจากนี้

แต่วันนี้พวกเขาต้องมาเจอ “ประสบการณ์เจ็บ” ในฐานะแกนนำพรรค ตั้งแต่ยังไม่เข้าสภาด้วยซ้ำ เพราะเรื่องราวได้ส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของพวกเขาอย่างแน่นอนแล้ว

เฉพาะเจาะจงกันที่่ 4 รายแถวหน้า ที่เป็นกลุ่มลูกท่านหลานเธอและคนใกล้ชิดในเครือข่ายทักษิณ คนแรกคือ  ป๋อม” ร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค

คนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือบุตรชายคนสุดท้องของ เสริมศักดิ์ และ ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช โดยบิดานั้นก็คืออดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาล “ทักษิณ”

ป๋อมจบปริญญาตรีด้าน Construction Management จาก University of Technology Sydney ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ จาก University of Sydney

ช่วงกลับมาไทยก็มาสอบเข้ารับราชการทหารแต่สุดท้ายตัดสินใจลงเล่นการเมือง เลือกตั้งปี 2550 ลงเขต 2 ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน ประสบความสำเร็จได้นั่งเก้าอี้ส.ส.ตั้งแต่อายุเพียง 27 ปีเท่านั้น

จากนั้นเขาก็โลดแล่นอยู่บนถนนสายการเมือง เป็นมาแล้วทั้งรองโฆษกพรรรเพื่อไทย, ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน, กรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร, ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย, ผ่านมา 11 ปี วันนี้เขาเปิดตัวในตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ” ในวัย 38 ปี ก่อนที่จะมาพบกับความพลิกผันสุดชีวิตในตอนนี้

คนต่อมา ฤภพ ชินวัตร หรือ ไนท์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 วัย 39 นามสกุลนี้ไม่ต้องพูดเยอะ เขาคือทายาทชินวัตรรุ่นที่ 3 เป็นบุตรชายของ พายัพ ชินวัตร” (กับอดีตภรรยา พอฤทัย) อดีตส.ส.เชียงใหม่สองสมัย พรรคไทยรักไทย ผู้เป็นน้องชายของทักษิณ

เดิมที “เสี่ยไนท์” นั่งบริหารเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารอยู่ LINE Village Bangkok สวนสนุกแบบดิจิทัลในร่มแห่งแรกในโลกและในประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ทนแรงขับแห่งสายเลือดไม่ไหว ต้องลงชิมลางงานการเมืองสักตั้ง แต่ก็พังอย่างที่เห็น

มาที่ มิตติ ติยะไพรัช หรือ เสี่ยฮั่น หนุ่ยวัย 32 ที่อุตส่าห์ออกโรงในสนามการเมืองหลังจากวิ่งอยู่ในสนามหญ้าเทียมหญ้าจริงกับการทำหน้าที่ประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด มานาน

เขาคือบุตรชาย ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา โดยผู้พ่อหนุนพรรคเพื่อชาติ แต่ผู้ลูกเป็นเลขาธิการพรรค ทษช.

“เสี่ยฮั่น” จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่อยู่ในเส้นทางเชียงราย เอฟซี มานานนับสิบปี เป็นผู้ก่อตั้งสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2552

ความสำเร็จในสนาม “เสี่ยฮั่น” เป็นประธานสโมสรฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดแค่ 27 ปี แถมยังทำให้ทีมเล็กๆ กลายเป็น กว่างโซ้งมหาภัย” ที่ทุกคนต้องจดจำอีกด้วย

แต่อย่างว่าในโลกการเมืองต่างจากสนามหญ้านุ่มๆ เพราะที่นี่มีแต่ขวากหนาม “เสี่ยฮั่น” คงซึ้งแล้วในวันนี้

สุดท้ายฝ่ายหญิง แซนด์” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ บุตรสาวคนโตของ เยาวเรศ ชินวัตร” อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และวีรชัย วงศ์นภาจันทร์ (หย่า) แน่นอนเธอเป็นหลานสาวของ “พ.ต.ท.ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

“แซนด์” จบดีกรีนอกมาจากสหรัฐอเมริกา เคยทำงานบริษัทต่างชาติดูแลด้านการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า ก่อนจะมาทำงานเมืองไทยในบริษัทเครือชินวัตรหลายแห่ง

จนมาใกล้ชิดกับ “น้าปู” ตอนมาทำงานที่บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ช่วงปี 2552 และได้สัมผัสงานการเมืองหลังจากที่ “น้าปู” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ

ตอนนั้น “แซนด์” เป็นทีมเลขานุการของพรรค ดูเรื่องเกี่ยวกับสื่อใหม่ เช่น ดูแลเว็บไซต์ http://www.thaigov.go.th, เว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย http://www.ptp.or.th/ เฟซบุ๊กของพรรคเพื่อไทย และของไทยคู่ฟ้า

วันนี้ “แซนด์” วัย 40 ปี คือหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติที่คาดว่ากำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว

ลอกคราบ “ทักษิณ” นักเล่นเกมเสี่ยง ไพร่พลรับกรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ “ทักษิณ” นักเล่นเกมเสี่ยง ไพร่พลรับกรรม

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:03 น.
ทักษิณ,ทษช,นปช,หุ้นชิน,ตระกูลชินวัตร,นิรโทษกรรม,นิรโทษกรรมสุดซอย
เปิดอ่าน 9,579 ครั้ง

ทักษิณ ได้ชื่อว่าเป็นนักเล่นเกมเสี่ยง High Risk Hig Return เสี่ยงสูงย่อมได้ผลตอบแทนสูงกลับมา แต่บางทีผลก็ตรงกันข้าม

ในรอบ 2 ทศวรรษ การเมืองไทยต้องบันทึกไว้ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนักการเมืองคนเดียวที่สร้าง “ปรากฏการณ์” ทั้งบวกและลบ ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะแลนด์สไลด์, สงครามเหลือง-แดง, ยุทธการชัตดาวน์ของ กปปส. และรัฐประหาร 2 ครั้ง

เลือกตั้ง 2544 และ 2548 “ทักษิณ” ทำสงครามเลือกตั้ง ด้วยนโยบายประชานิยม มัดใจคนรากหญ้า

          อย่างไรก็ตาม ทักษิณ ชินวัตร ได้ชื่อว่าเป็นนักเล่นเกมเสี่ยง High Risk Hig Return เสี่ยงสูงย่อมได้ผลตอบแทนสูงกลับมา ทักษิณมิคิดว่า Low Risk High Return เสี่ยงต่ำแต่ได้ผลตอบแทนสูงก็มี

เมื่อชอบเล่นเกมเสี่ยงก็ต้องเผชิญความเสี่ยง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไพร่พลของทักษิณบาดเจ็บและล้มตายทางการเมืองไปมากมาย

ย้อนรอย เกมพลาด

ใครจะคิดว่าทักษิณกำชัยชนะแบบถล่มทลาย ได้ยึดครองสภาเพียงปีเศษก็เผชิญหน้าการต่อต้านอย่างกว้างขวางเมื่อเกิดปรากฏการณ์ “คนเสื้อเหลือง”

          จุดเริ่มต้นของ “เกมพลาด” ครั้งแรกของทักษิณคือขายหุ้นให้เทมาเส็ก

23 มกราคม 2549 ตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ เทขายหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) จำกัด ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ จำนวน 1,487 ล้านหุ้น รวมเป็นเงิน 73,271 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษี

http://www.komchadluek.net/news/scoop/265306

การขายหุ้นให้เทมาเส็กได้จุดประกายไฟการลุกฮือต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” และนำไปสู่การเคลื่อนไหวขับไล่ทักษิณให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและจบด้วยการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549

          เกมพลาดครั้งที่ คือร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง หรือ “นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย” ดูเหมือนว่า “ทักษิณ” จะได้รับสัญญาณไฟเขียวพิเศษ จึงเดินหน้าทั้งพรรคเพื่อไทย

การเดินเกมสุดซอยส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านเต็มที่ แม้แต่ฝ่ายผู้สนับสนุนทักษิณเองก็สับสน เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะทำให้ผู้รับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 พ้นจากความผิด

“สุเทพ เทือกสุบรรณ” นำอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ นำมวลชนลงสู่ท้องถนน และจัดตั้งองค์กร “กปปส.” ดำเนินยุทธวิธีรุกไล่ฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาทิ เข้ายึดสถานที่ราชการหลายแห่ง เปิดปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ไปจนถึงการปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง ซึ่งทำให้การเลือกตั้งปี 2557 เป็นโมฆะ สุดท้ายก็จบที่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

“8 กุมภา เอฟเฟกต์” เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ เสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคไทยรักษาชาติ

วันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า “การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม …ถือเป็นการกระทำที่มิบังควร ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”

http://www.komchadluek.net/news/politic/362643

ตามมาด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเอกฉันท์ 13 กุมภาพันธ์ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยเห็นว่า “กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรค ทษช. ตามที่กกต.ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยยุบพรรค ทษช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 92

สงครามไพร่

หลังการยุบพรรคพลังประชาชน ปลายปี 2551 “เนวิน ชิดชอบ” ได้นำอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และเข้าร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์

“ทักษิณ” บัญชาเกมอยู่ต่างแดน สั่งการให้แกนนำ นปก.(ตอนหลังเปลี่ยนเป็นนปช.) จัดการชุมนุมใหญ่ภายใต้ชื่อ “ยุทธการโค่นอำมาตย์” ช่วงเดือนเมษายน 2552 และยุทธการโค่นอำมาตย์ภาค 2 จนเกิดการสลายการชุมนุมเดือน พฤษภาคม 2553

หลังเหตุการณ์ พ.ศ.นั้น แกนนำ นปช. ที่อาสาพานายกลับบ้าน เรียกคนจากต่างจังหวัดมาชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการจลาจลในเมืองใหญ่ทั้ง วีระกานต์ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ก่อแก้ว พิกุลทอง และนพ.เหวง โตจิราการ พร้อมกับแกนนำอีกหลายร้อยคน มีคดีติดตัวเพียบ

นอกจากนี้แกนนำคนเสื้อแดงต้องหนีภัยไปอยู่ต่างประเทศหลายสิบคน บางส่วนกลับมาแล้ว แต่หลายคนถูกอุ้มหายในประเทศเพื่อนบ้าน

มาถึงวันนี้แกนนำ นปช. อย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ รู้ซึ้งถึงสัจธรรมชีวิตและสรุปบทเรียนสำคัญของการอาสารับใช้ “นายใหญ่” จนติดคุกติดตะราง

แฮตทริกยุบพรรค

บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ พร้อมกองเชียร์คนเสื้อแดง คงลุ้นระทึกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยยุบพรรค ทษช. หรือไม่? และจะเป็นแฮตทริกของทักษิณหรือไม่?

30 พฤษภาคม 2550 พรรคไทยรักไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเนื่องจากมีการว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้ง 2549 (เลือกตั้งโมฆะ) ปิดฉากพรรคไทยรักไทย ที่กุมเสียงข้างมากในสภาเกือบ 5 ปี

“ทักษิณ” บงการเกมอยู่ต่างแดน ไม่ถอยเดินหน้าตั้ง “พรรคพลังประชาชน” ลงสู่สนามเลือกตั้ง 2550 และได้รับชัยชนะ จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัคร แต่เดือนธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน หลังพบทุจริตในการเลือกตั้งของ ยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรคขณะนั้น

          ทั้งหมดนี้เป็นเกมอำนาจที่ถูกออกแบบมาจากนักการเมืองผู้ไม่ยอมรับชะตากรรม และ “ทักษิณ” ยังชักธงรบไม่จบสิ้น

“การตลาดด่วนได้” เกมกำไร-ขยี้กระแส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“การตลาดด่วนได้” เกมกำไร-ขยี้กระแส

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:58 น.
หาเสียงเลือกตั้ง,การตลาดการเมือง,เรียลไทม์มาร์เกตติ้ง,Real Time
เปิดอ่าน 311 ครั้ง

  ถ้าคำว่า “ฟาสต์ฟู้ด” แปลภาษาชาวบ้านว่า “แ-กด่วน” เช่นนั้น “เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง” ก็อาจแปลง่ายๆ ว่า “การตลาดด่วนได้”

          “พรรคนี้เห็นบ่อย” กับกระแสเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้งที่ใครๆ ต่างพากันหยิบเอากระแสเลือกตั้งมาสร้างคอนเทนต์ดีๆ ออกสู่โลกออนไลน์กันเพียบ

          จะว่าไปก็ทำให้สีสันบรรยากาศเลือกตั้งที่เหมือนกำลังจะห้ำหั่นกันให้ตายกันไปข้าง เบาบางและลดดีกรีความเครียดไปได้เหมือนกัน

การตลาดด่วนได้

          ถ้าคำว่า “ฟาสต์ฟู้ด” แปลภาษาชาวบ้านว่า “แกด่วน” เช่นนั้น “เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง” ก็อาจแปลง่ายๆ ว่า “การตลาดด่วนได้”

          เป้าประสงค์ของเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง (Real-Time Marketing) หลักๆ เลยคือการสร้าง engagement หรือสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างทันท่วงที

          โดยเฉพาะถ้าพื้นที่ของการใช้กลยุทธ์นี้อยู่ในโลกออนไลน์แล้ว แน่นอนเป้าหมายคือ “คนรุ่นใหม่” ที่ว่ากันตั้งแต่วัยรุ่น นิสิตนักศึกษา และกลุ่มคนทำงาน ที่ล้วนมีไลฟ์สไตล์ทันสมัยเข้าถึงเทคโนโลยี

          ถามว่า “เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง” จำเป็นขนาดไหน ตอบเลยถ้าเป็นยุคนี้สำคัญและจำเป็นมาก เพราะวิธีการของเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง คือการโหนกระแสบางอย่างที่กำลังเชี่ยวกรากอยู่ในสังคมเวลานั้น แล้วเอามาปั้นเรื่องราวสินค้าของตัวเองขึ้นมาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค

          ที่สำคัญคอนเทนต์ต้อง “เข้าใจง่าย ได้ใจคน และซนนิดๆ” เช่นต้องมีบทสนทนาที่สนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราะ และมีเนื้อหาที่มีความใกล้ชิด เกี่ยวข้องไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมาย

          ทีนี้ ถ้าแบรนด์สินค้าไหนจับจุดได้ แล้วสร้างเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้งขึ้นมาถูกจังหวะ นอกจากจะได้พื้นที่ใจจากเป้าหมายแล้ว ยังได้หน้าว่าเป็นแบรนด์ที่ทันสมัย เป็นแบรนด์ที่ใช้แล้วดูดีดูเลิศอีกด้วย

          อย่างไรก็ดีต้องแยกระหว่างการตลาดการเมืองกับเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้งโดยใช้กระแสการเมืองก่อน

          คำแรกคือ การหาเสียงของนักการเมืองโดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาด  แต่คำหลังคือการเอาการเมืองมาใช้ขายของพูดง่ายๆ แบบนี้

นาทีนี้ต้องการเมือง

         เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้งของเราตอนนี้ เห็นเลยว่านักการตลาดไทยกำลังแหวกว่ายอยู่ในกระแสของแม่น้ำการเมืองช่วงเลือกตั้งครั้งนี้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร

         ไม่ต่างกับช่วงนี้ของปีก่อนตอนที่กระแสละคร “บุพเพสันนิวาส” มาแรง เราก็ได้เห็นการขายของชนิดที่เอามันทุกมุก โหนมันทุกมุม อย่างออเจ้าอยากกินหมูกระทะ ออเจ้าเปรี้ยวปากน้ำปลาหวาน และอื่นๆ อีกมากมายจนแซบกันไปทั่วพระนคร

         ดังนั้นถ้าถามว่าตอนนี้อะไรมาแรงก็ไม่ต้องคิดเยอะเพราะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 คือวาระที่ยิ่งใหญ่ ควรค่าแก่การฉกฉวยที่สุดแล้ว

         ยกตัวอย่างที่ปล่อยของออกมาช่วงนี้ ไม่ได้โฆษณา แต่พูดให้นึกออก เช่นแบรนด์ไก่ทอด ที่เปิดตัว “พรรคกินไก่ เท่าไหร่ก็ไม่พอ” กับนโยบาย “ส่งจริง ส่งไว ใกล้ไกลไม่เกี่ยง เย็นสายบ่ายเที่ยง เราพร้อมส่ง” ขอเป็นตัวเลือกให้สายกิน “เลือก KFC เป็นมื้อต่อไป”

         หรือ “Major Group” ที่ชาวเน็ตพากันซูฮกว่าเป็นเจ้าแห่งการตลาดด่วนได้ คนตามเพจนี้จะรู้ดีว่ามีหมดเลยทั้งข่าวการเมือง สังคม บันเทิง เจ้าแห่งการ “ขยี้กระแส” ตัวจริงอยู่ที่นี่

         วันนี้ออกมาโปรโมทภาพยนตร์เรื่อง “The Prodigy” ด้วย “พรรคกลับชาติมาเกิด” และนโยบาย “ไร้หนี้ ไร้จน ไร้ปรานี” กากบาทเลือกเด็ก (จองเวร

         หรือเพจ “ขอบสหนัง” เพจรีวิวภาพยนตร์ ก็มากับพรรค “เพื่อหมา” โปรโมทภาพยนตร์ จอนห์ วิค 3

         แบรนด์น้ำดื่มก็มากับพรีเซ็นเตอร์หน้าหล่อขวัญใจวัยรุ่น “นาย” ณภัทร เสียงสมบุญ มาในนาม “พรรคนี้ก็จะน่ารักหน่อยๆ” พร้อมอ้อนขอคะแนนว่า “หากคิดถึงก็ดื่มน้ำ รักน้ำก็ดื่มน้ำ เหนื่อยก็ดื่มน้ำ ท้อก็ดื่มน้ำ”

         หรือ “พรรคเที่ยง” ของรายการ “เก็บตกจากเนชั่นภาคเที่ยง” ช่อง 22 ก็ไม่พลาดที่จะออกมาโหนด้วยเหมือนกัน

 

ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งหน้า

         กลยุทธ์การตลาดเอาเข้าจริงๆ แทบไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว หากแต่ “บริบทแห่งยุคสมัย” จะกำหนดมันขึ้นมาเองมากกว่า

        น่าสนุกดีที่ในขณะที่แบรนด์สินค้าต่างๆ พากันพึ่งพาใช้บริการ อินฟลูเอนเซอร์” (Influencer) เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่อินฟลูเอนเซอร์เองก็ต้องขยันสร้างแบรนด์ให้ตัวเองด้วย

        เพราะอินฟลูเอนเซอร์ก็คือผู้ทรงอิทธิพลบนโลกโซเชียล นอกจากดารา คนดัง แล้ว สมัยนี้ยังรวมถึงบล็อกเกอร์ ยูทูบเบอร์ อินสตาแกรมเมอร์ อีกด้วย

        ทั้งนี้อินฟลูเอนเซอร์ต้อง “ลึก” กว่าพรีเซ็นเตอร์ ตรงที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ เช่นหากอินฟลูเอนเซอร์รับงานผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เขาก็จะต้องมีไลฟ์สไตล์ที่ดูแลสุขภาพและรูปร่างจริงๆ

        แต่ในขณะเดียวกันอินฟลูเอนเซอร์ก็ต้องสร้างตัวตนขึ้นมาเพื่อ engagement ตัวเองกับกลุ่มเป้าหมายด้วยเหมือนกัน ซึ่งกลุ่มนี้เรารู้จักในนาม “ผู้ติดตาม-follower” หรือ subcriber ผู้เป็นสมาชิก

        ดังนั้นในบริบทที่เราพูดถึงกระแสการเมืองอยู่นี้ อินฟลูเอนเซอร์หลายคนก็ทำตัวราวกับเป็น “สินค้า” เสียเอง ที่จะโหนกระแสการเมืองช่วงเลือกตั้งไปด้วย

        ถามว่าทำเพื่ออะไร แน่นอนส่วนหนึ่งเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม เพราะพวกเขาก็คือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ก็ย่อมสนใจเนื้อหาเรื่องเลือกตั้ง และอินฟลูเอนเซอร์คนไหนมีผู้ติดตามมากโอกาสได้งานสินค้าก็มีมาก

        แต่ในขณะเดียวกันอินฟลูเอนเซอร์ยังทำเพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ติดตาม เพราะมันยังหมายถึงสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกด้วย

        วันนี้เราจึงเห็นภาพน่ารักๆ ของ ติ๊ก” เจษฎาภรณ์ ผลดี ที่เปิดตัว “พรรคที่จะล้อม” (พร้อมที่จะรักมากับสโลแกน “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ผลดีพิสูจน์ใจ”

        หรือแฟนเพจเฟซบุ๊กดังๆ Jaytherabbit กับภาพลักษณ์สาวโสดอยากโดดคาน ก็มาในนาม “พรรคพลังประชาคาน” เปิดนโยบายใบเสร็จ​ค่าบริการจากบริษัท​จัดหาคู่นำมาลดหย่อนภาษี ฯลฯ

        คือทั้งหมดนี้เมื่อคนที่เรารักออกมาเล่นกับกระแสด้วยคอนเทนต์ถูกใจ เรียกรอยยิ้ม ก็จะมีผลในทางบวกกับตัวสินค้าที่คนคนนั้น แนะนำด้วย มันเกี่ยวโยงกันหมด!

        ดังนั้นเชื่อได้เลยนับจากนี้ไปจนถึงที่ 24 มีนาคม เราน่าจะได้เห็นสีสันการขายของด้วยเนื้อหาอิงการเมือง ตีกรรเชียงคู่ไปกับการหาเสียงของนักเลือกตั้งตัวจริงอีกเยอะแน่นอน

ขอคนไทยร่วมดับใต้ด้วยนโยบายของพรรค ‘วันมูหะมัดนอร์ มะทา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอคนไทยร่วมดับใต้ด้วยนโยบายของพรรค ‘วันมูหะมัดนอร์ มะทา’

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:50 น.
วันมูหะมัดนอร์ มะทา,พรรคประชาชาติ
เปิดอ่าน 1,464 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“พรรคประชาชาติ” ที่นำโดย “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” คนการเมืองที่ผ่านประสบการณ์มาหลายสิบปีและหลากตำแหน่งหลักในสนามการเมือง วันนี้นำทัพประชาชาติขอปักธง ส.ส. ที่แม้ว่าพรรคนี้จะมีฐานหลักในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่หัวหน้าพรรคคนนี้ยังหวังที่จะได้ ส.ส.ในหลายเขตและปาร์ตี้ลิสต์

หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวกับเครือเนชั่นว่า “ผมอายุ 74 ปี ยังแข็งแรงมีกำลังใจ บางคนถามว่าทำไมไม่พัก วันนี้ผู้นำมาเลเซียอายุ 94 ปียังชนะเลือกตั้ง ผมพร้อมเสนอตัวเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคที่มีสามคน (วันมูหะมัดนอร์ นับถือศาสนาอิสลาม, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคนับถือศาสนาพุทธ, ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม รองหัวหน้าพรรคนับถือศาสนาคริสต์) ตรงนี้คือจุดขายของพรรคที่เน้นพหุสังคม”

พรรคนี้คือพรรคของคนไทยทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกภูมิภาคมาร่วมงาน พรรคของเราส่ง ส.ส.เขต 200 กว่าคน นับถือศาสนาอิสลาม 25 คน ที่เหลือนับถือศาสนาต่างๆ ตรงนี้ยืนยันว่า พรรคนี้คือพรรคของทุกคน

“วันมูหะมัดนอร์ มะทา”

ส่วนที่บางฝ่ายมองว่าประชาชาติคือสาขาของพรรคเพื่อไทยที่แยกตัวออกมาสร้างจุดขายใหม่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าวยืนยันพรรคประชาชาติไม่ใช่สาขาของพรรคเพื่อไทย พรรคนี้เกิดจากชาวบ้านที่เสนอว่าควรสร้างพรรคใหม่จากกติกาใหม่เพื่อแก้ปัญหาของสังคมและจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นมีการทำโพลล์ในพื้นที่ พบว่าชาวบ้านสนับสนุนจึงเดินหน้า

ส่วนคีย์แมนพรรคที่ถูกมองว่าย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยกันเยอะนั้น หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า “ขอเรียนว่าต้องนำคนที่มีอุดมการณ์และรู้จักกันมาก่อน ตรงนี้มีร้อยละ 20 ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย จากนั้นก็มีมาจากหลายพรรคและหลายภาคส่วนมาร่วมงานกับพรรค”

“ส่วนที่บางฝ่ายมองว่าพรรคเกี่ยวพันกับพรรคเพื่อไทย จึงต้องแยกพรรคออกมา เพราะคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เอาพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่จริงเพราะโพลล์ท่ี่พรรคทำไว้พบว่าคนชื่นชอบพรรคและแกนนำก็มี ชื่นชอบพรรคอื่นก็มี ไม่ใช่ว่าไม่เอานายทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แม้เลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งเกือบหมดในพื้นที่ จนกลุ่มวาดะห์ที่ตอนนั้นยังอยู่พรรคเพื่อไทยสอบตก บางคนบอกว่าชาวบ้านสั่งสอนพวกเรา เพราะแก้ปัญหาความไม่สงบแบบผิดพลาด ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล (การปล้นปืนในปี 2547) แต่ข้อเท็จจริงนั้นปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มีมานับร้อยปี เพราะปี 2536 ก็มีการเผาโรงเรียนจำนวนมาก ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สถานการณ์ในภาคใต้มันสะสมหลายยุค มันเป็นหน้าที่ของทุกคนและพรรคประชาชาติต้องช่วยแก้ไข”

ส่วนแนวทางการแก้ปัญหานี้ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า “ทุกยุคนั้นมีปัญหานี้มาตลอด ช่วงที่ผมเคยร่วมรัฐบาลนั้น การแก้ไขยังไม่ลุล่วง แนวทางแก้ไขนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธี เราควรนำประชาชนทุกศาสนาและทุกชาติพันธุ์เป็นศูนย์กลางแก้ไขร่วมกับภาครัฐ เพราะไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่าคนในพื้นที่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น หากรอคนอื่นมาแก้ไข ไม่มีทางสำเร็จ ตรงนี้ต้องเปลี่ยนวิธีแก้ไข เพราะที่ผ่านมาใช้ส่วนราชการเป็นศูนย์กลางแก้ไข

ตอนที่ผมอยู่ในรัฐบาลไทยรักไทยนั้น แนวทางแก้ปัญหาในตอนนั้น หลายฝ่ายไม่รับฟังแนวทางผมที่เสนอไปคือ ควรฟังคนในพื้นที่ และที่ประชุมตอนนั้นไปใช้วิธีอื่น คือรับฟังวิธีของส่วนกลางมากกว่า เมื่อเป็นแบบนั้นผมก็ปล่อย เพราะตอนนั้นเหมือนผมมีเสียงเดียวและอาจรวมถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เสนอแนวทางเหมือนผมแต่ก็ไม่มีใครฟัง วันนั้นหากเดินพลาดไปแล้ว วันนี้จะใช้แนวทางที่ผมเสนอไปก็ได้ วันนั้นใครบางคนมองเป็นปัญหาเล็กๆ เป็นปัญหาในพื้นที่ แต่วันนี้มันเป็นปัญหาของประเทศ และอาจลามเป็นปัญหาของอาเซียนได้ หากใครเป็นนายกฯ และฝ่ายความมั่นคงควรรับฟังแนวคิดของผม

เชื่อว่าคนไทยอยากให้สถานการณ์สงบ ผมคิดว่าเมื่อทุกคนมีเป้าตรงกัน ต้องระดมกำลังมาร่วมกัน พรรคศึกษาข้อมูลนี้มาละเอียด เชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะรับฟังแนวทางของพรรค วันนี้ผมหวังว่าจะได้ 25 ส.ส.และน่าจะได้ร่วมรัฐบาล หรืออย่างน้อยได้เข้ารัฐสภา พรรคจะได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว”

หากถามว่าการแก้ไขความไม่สงบใน 6 รัฐบาลนั้นถูกทางแล้วหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชาติ บอกว่า “6 รัฐบาลที่ผ่านมาแก้ปัญหาถูกบางส่วนแต่ยังรักษาไม่ถูกจุดที่หัวใจคือ นำประชาชนในพื้นที่เป็นหลักในการแก้ไขและได้รับประโยชน์ด้วย”

วันนอร์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า “พรรคนี้สนับสนุนประชาธิปไตย แต่ คสช.มาจากการยึดอำนาจ ผมไม่สามารถจำแนกว่าพรรคพลังประชารัฐอยู่ฝ่ายใดระหว่างฝ่ายเผด็จการหรือฝ่ายประชาธิปไตย ผมมองว่าไม่ควรใช้คำว่าเผด็จการไว้ประณามใคร วันนี้จะมีการเลือกตั้งแล้ว ควรดูที่พฤติกรรมที่ฝ่ายนั้นๆ กระทำ ชาวบ้านจะตัดสินใจเองว่าพรรคนั้นๆหนุนแนวทางใด”

“หากถามว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐมาชวนร่วมรัฐบาล โดยเสนอชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรืออุตตม สาวนายน เป็นนายกฯ พรรคอาจจะพิจารณา แต่หากเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคขอปฏิเสธ” หัวหน้าพรรคประชาชาติระบุ

ส่วนนโยบายของพรรคที่จะใช้หาเสียง หัวหน้าพรรคประชาชาติ บอกว่า “พรรคมีนโยบายพหุวัฒนธรรม และการศึกษาเป็นจุดขาย ให้ทุกคนในชาติมีพลังและรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ สามคนของพรรคที่มีชื่อเป็นแคนดิเตตนายกฯ มีประสบการณ์ต่างกัน ผมทำงานการเมืองมานาน, เลขาธิการพรรคก็ทำงานด้านความมั่นคง (อดีตเลขาธิการศอ.บต., อดีตอธิบดีดีเอสไอ), รองหัวหน้าพรรคเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถทางการบริหารการศึกษา”

“อีกเรื่องหนึ่ง คือ ปากท้องอิ่ม มีรายได้จากสินค้าเกษตรคือยางพารา โดยให้ภาครัฐดูแลและไม่ปล่อยให้เสือยางพารามาคุม เพราะสามชาติที่ปลูกยางพาราคือไทย อินโดฯ มาเลเซียนั้นผมคุยประสานงานได้ รวมทั้งราคาปาล์มที่วันนี้ตกต่ำด้วย วันนี้คนไทยร้อยละ 70 เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรคือสมบัติของชาติ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ตรงนี้พบว่าไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขาแต่กลับไปมุ่งเน้นการส่งออก หลายชาตินั้นคนรวยคือเกษตรกร ฉะนั้นพรรคจะดูแลเกษตรกรให้ดีขึ้น และให้มีสถาบันการศึกษาแบบนานาชาติที่มีคุณภาพให้มีนักศึกษาไทยและนานาชาติมาเรียน ตรงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ แต่ไม่ทิ้งอัตลักษณ์ของพื้นที่”

ทองทั้งแผ่นดิน!”จริตเรยา” ชาวสีส้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทองทั้งแผ่นดิน!”จริตเรยา” ชาวสีส้ม

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,เรยา,ดอกส้มสีทอง,ฟ้ารักพ่อ,ชาวสีส้ม,ฟ้ารักพ่อ
เปิดอ่าน 1,171 ครั้ง

กระแสมาต่อเนื่องจริงๆ สำหรับ พรรคอนาคตใหม่ ที่นำโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หนุ่มชื่อเหมือนพ่อค้าส้ม แต่เป็นว่าที่นายกฯ ในใจ “ฟ้า”

คนไทยที่เกิดก่อนเจน X ปลายๆ อาจมีงง เพราะยอมรับจริงๆ ว่าโลกที่เปลี่ยนไป ความสนใจของคนรุ่นใหม่ และวิธีการแสดงออก ไม่เหลือรูปรอยเดิมๆ แบบที่เราคนรุ่นเก่าอย่างเราเคยทำมาอีกแล้ว

วันนี้แฮชแท็ก #ฟ้ารักพ่อ มาแรงติดท็อปเทรนด์ อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ แทนแฮชแท็ก #ทรงพระสเลนเดอร์ ในวีคก่อนไปราบคาบราวกับจัดวางมาอย่างดี

ถามว่าอะไรยังไง ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนว่า แฮชแท็ก #ฟ้ารักพ่อ นั้นมาจากประโยคเด็ดในละคร “ดอกส้มสีทอง” ซึ่งนางเอกมีชื่อว่า “ฟ้า” กล่าวกับคนรักซึ่งเป็นชายสูงวัย ใจดี มีเงิน และกทม. ว่า “ฟ้ารักพ่อ” โดยให้เหตุผลว่าอยู่ด้วยแล้วอบอุ่นเหมือนอยู่กับพ่อนั่นเอง

แต่ทุกอย่างมีบวกมีลบ ต่อให้พ่อแรงยังไง ก็ยังมีคลื่นแทรกเข้าจนได้

    ดอกส้มสีแรง

คงจำกันได้ช่วงปี 2554 เมืองไทยมีเรื่องราวสนุกๆ ของ “ละครดอกส้มสีทอง” ที่โด่งดังอื้อฉาวจนต้องยกระดับจัดเรตขึ้นไป 18 พลัส เพราะตัวละครเอกคือ “ฟ้า” หรือ “เรยา” รับบทโดย “ชมพู่” อารยา เอ ฮาร์เก็ต มีพฤติกรรมชอบแย่งสามีคนอื่น และมีฉากบนเตียงมากเกินไป

ทั้งนี้ “ดอกส้มสีทอง” เป็นละครสะท้อนสังคมที่ออกฉายทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ละครพัฒนาจากบทประพันธ์ในชื่อเดียวกันเรื่องดอกส้มสีทอง บทประพันธ์ของ “ถ่ายเถา สุจริตกุล”

แต่เนื้อหาของละครเรื่องนี้ ไม่ค่อยถูกใจพ่อแม่ผู้ปกครองเท่าไร เวลานั้นจึงเรียกร้องขอให้ช่อง 3 แบนออกอากาศกันจ้าละหวั่น !

เวลานั้นทำเอารัฐบาลพี่มาร์คโดย โดย องอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดูแลสื่อมวลชนไทย ถึงขนาดที่ต้อง “ว.28” จัดประชุมร่วมกับผู้บริหารช่อง 3 ผู้จัดละคร และนักแสดงนำ เพื่อหาทางออกร่วมกัน

แต่นั่นก็เกิดขึ้นเอาตอนที่ละครฉายไปจนเหลืออีกแค่ 6 ตอนเท่านั้น จึงไม่สามารถถอดละครออกได้ แต่มีการตัดฉากที่ดูแล้วเป็นผลกระทบต่อสังคมออกไป

    ที่สุดแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางลบยังไง แต่ก็ฟาดเรตติ้งไป 24.7 แรงกว่าเรตติ้ง “ละครบุพเพสันนิวาส” ที่่ว่าปังๆ ขนาดตอนจบยังได้มา 18.633 (แต่นี่ก็ว่าแรงสูงสุดแล้วในยุคทีวีิดิจิทัล นับแต่ปี 2557)

เช่นเดียวกับ #ฟ้ารักพ่อ ที่ตั้งแต่นั้นก็ได้กลายเป็นประโยคที่อวยชายที่มีอายุมาก ฐานะดี หน้าตาดี ขึ้นมาในสังคมออนไลน์ไทยบ้างประปราย แต่ก็ไม่ร้อนแรงเท่าตอนนี้

       ดอกส้มสีส้ม

ความร้อนแรงของ #ฟ้ารักพ่อ กลับมาระเบิดระเบ้ออีกครั้ง กับหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดยบรรดาชาวเน็ตต่างมโนกันว่าตัวเองว่าเป็น “ฟ้า” และเรียกธนาธรว่า “พ่อ” กันอย่างกว้างขวาง ราวกับติดเชื้อไวรัส
ที่จริง ต้นตอที่มีการหันมาใช้คำนี้กับ “ธนาธร” ยังไม่ทราบที่มาแน่ชัด หากแต่ในโลกออนไลน์ที่มีการแชร์คลิปวิดีโอคนกลุ่มหนึ่ง ที่ร้องเรียกธนาธรขณะเดินเข้ามาในงานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า #ฟ้ารักพ่อ ที่สุดก็นำมาสู่แฮชแท็กอันดับหนึ่งในทวิตเตอร์จนได้

ถามว่าสำหรับธนาธรแล้ว เรื่องนี้ดียังไง บอกเลยนี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงกระแสความนิยมในตัวของเขาเอง และเผลอๆ ไม่ใช่กระแสที่จะดูเบาคุณค่ากันได้ง่ายๆ

เพราะแม้ว่าจริงอยู่ที่มันอาจได้มาเพราะความเป็นคนระดับป๋าหล่อใจดี ที่ธนาธรเองก็นับว่าเข้าแก๊ปทุกข้อ

หรือตามที่มีการวิเคราะห์กันว่า อาจเป็นกลยุทธ์สู้ศึกเลือกตั้งของฝ่ายพรรคใหม่สีส้ม ที่คิดมุกขึ้นมาได้ แล้วปล่อยของช่วงชิงจังหวะตอนที่ #แม่ไป พอดิบพอดี

   โดยหากยึดตามที่ธนาธรเพิ่งกล่าวไว้ในการดีเบตที่ออกอากาศทางไทยรัฐทีวี ตอนหนึ่งว่า ไอ้เรื่องที่จะไปแข่งเรือพาย วัดที่นั่ง กับพรรคการเมืองเก่าๆ พรรคส้มคงไม่สู้ แต่ที่ทำได้ คงมีแต่กระแสเท่านั้น
“เราไม่ได้มีเครือข่ายที่จะไปดีลไปซื้อเครือข่ายหัวคะแนนต่างๆ ที่จะพอทำให้เราวัดเสียงได้ แต่เรามีกระแส ทุกวันที่เหลืออยู่ เราทำงานหนัก เข้าหาประชาชน เพื่อแปรกระแสที่มีอยู่ให้เป็นคะแนนเสียงให้ได้”

ดังนั้น ทั้งหมดนี้ มันก็เข้าข่ายว่ามีการคิดเกมขึ้นมาเหมือนกัน
แต่ที่สุดไม่ว่าใครจะได้กลิ่นการปลุกปั้น คั้นบีบมายังไง เมื่อไวรัสได้แตกเชื้อกระจายออกไปแล้ว ที่เหลือจากนี้มันก็ไปของมันเองตามคุณสมบัติ และคุณภาพของสื่อใหม่ ที่เร็ว แรง และทรงอิทธิพล
แล้วยิ่งธนาธรเอง ที่ลงมาเล่นด้วย โดยตอบกลับว่า #พ่อก็รักฟ้า, #ก็มาดิครับ และ #พ่อขอฟ้า อ้อนขอคะแนน เท่านี้เสียงกรี๊ดก็มา จนน่ากลัวว่าจะกลายเป็นคะแนนเสียงขึ้นมาจริงๆ!

 ดอกส้มสีต่าง

อย่างที่บอกว่ามีบวกต้องมีลบ ไม่ต้องไปมองคู่แข่งทางการเมือง เอาแค่ชาวบ้านร้านตลาดก็พอวัดอารมณ์คนอีกฝั่งได้อยู่

ยิ่งกับกระแส “ติเพื่อติ” จากสองคนดัง ที่นับว่าเป็นผู้นำทางความคิดได้อยู่ คนแรกคือระดับนักเขียนบทโทรทัศน์ชื่อดัง อีกคนคือนักเขียนเพลงรักชื่อก้อง

    โดยไม่ได้นัดหมาย (มั้ง) รายแรกคือ “ศัลยา” หรือ “แดง ศัลยา สุขะนิวัตติ์” ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าของวาทะ “ฟ้ารักพ่อ” เองแท้ๆ เพราะเธอก็คือผู้เขียนบทโทรทัศน์ของละครดอกส้มสีทอง

แดง ศัลยา สุขะนิวัตติ์

แต่ลุกขึ้นมาวิจารณ์พ่อของฟ้า โดยยกบทสัมภาษณ์สื่อ GM ของธนาธร ซึ่งเผยแพร่ไว้ตั้งแต่ 16 มีนาคม ปีที่แล้วโน่น เกี่ยวกับการยิ้มของไทยว่า คนไทยยิ้มเพราะไม่มีจุดยืน

านนี้ทำให้แม่แดงผิดหวังหนักมาก โดยอ้างว่าการยิ้มของคนไทยคือไมตรีจิตมิตรภาพ ธนาธรพูดแบบนี้ ใจแคบ เป็นนายกฯ ไม่ได้ ว่าแล้วจึงประกาศเทธนาธร พูดง่ายๆ ว่าไม่กาพรรคนี้ !

ส่วนอีกคนคือเจ้าประจำ “ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค” นักแต่งเพลงชื่อดังที่โพสต์เฟซบุ๊ก Nitipong Honark เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในประเด็นเดียวกันเป๊ะกับแม่แดง

ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค

ระบุว่า “หาเสียงเถิด…ชูนโยบายเถิด…แต่อย่ามาจำกัดสิทธิการยิ้มของกูเลย ได้โปรด…ขนาดกูยิ้มยาก…กูยังโกรธเลย…”

อื้อหือ…งานนี้จะนัดกันมาหรือไม่ ไม่รู้ แต่ความคิดเห็นของฝ่ายสีส้มบอกเลย นี่คือ “IO” หรือ Information Operation ยุทธการทางข้อมูลข่าวสารเพื่อสกัดดาวรุ่งชัดๆ !

  คือแม้จะไม่เกี่ยวกับกระแส #ฟ้ารักพ่อ โดยตรง แต่การโพสต์ในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังอินส้มหวานอยู่พอดี มันก็มีผลทางจิตวิทยาต่อคนรับสารเหมือนกัน !

ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่คล้ายๆ ปฏิบัติการ IO จะได้ผลขนาดไหน แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าโลกเดินมาถึงยุคมือถือคือพระเจ้า ถ้าเปรียบพรรคเก่า เป็นนิตยสารเนื้อหาเดิมๆ พาดหัวเดิมๆ แน่นอนต้องบ๊ายบาย

นักการเมืองหน้าเก่าที่เอาแต่พูดเรื่องนโยบายลดแลกแจกแถม หรือสุดท้ายกลับมาเล่นวาทกรรมเดิม ทำลายคู่แข่ง น่าคิดเหมือนกันว่าคนรุ่นใหม่เขาจะมองออกไหม

แต่ถ้ารู้ทันพรรคสีส้มจริง ต้องรู้ทันโลกด้วยว่า ตอนนี้การเรียกคะแนนจากนักเลือกตั้งหน้าใหม่มองข้ามไม่ได้ วันนี้วัยรุ่นไทยที่เพิ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกตัวเลข 6 ล้านคนแล้ว

แล้วคนกลุ่มนี้ กับพฤติกรรมเสพติดมือถือ ต่อให้ทางการแพทย์นิยามว่าป่วยเป็นโรค “โนโมโฟเบีย” (ย่อมาจาก no mobile phone phobia) คือ โรคติดโทรศัพท์มือถือ

หรือทางเทคโนโลยีเรียกว่า “Thumbelina” คือรุ่นที่มีชีวิตเกิดมาพร้อมมือถือ บอกเลยชื่อต่างแต่ความหมายเดียวกันเลยคือ “ชีวิตอยู่กับสมาร์ทโฟน!”

  วันนี้ ถ้านักเลือกตั้งคนไหนครองพื้นที่ออนไลน์ได้มากสุด เกาะกระแส (บวก) ได้มากสุด คนนั้นย่อมมีโอกาสลุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น คำว่ากระแส บางทีถ้ามาถูกจังหวะมันก็ได้เหมือนกัน อย่าดูถูก “พลังแม่ยกรุ่นใหม่” เชียวนา

วัดใจรัฐบาลใหม่รับร่างพ.ร.บ.พันธุ์พืชฉบับปชช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362607?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัดใจรัฐบาลใหม่รับร่างพ.ร.บ.พันธุ์พืชฉบับปชช.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:35 น.
พรบพันธุ์พืช,พรบคุ้มครองพันธุ์พืช
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

โดย…   วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)

ภายหลังจากที่ประเทศไทยเข้าร่วมข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP เพื่อช่วยขยายผลการค้า การลงทุนและเสริมสร้างสินค้าและการบริการของไทย หลายฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาสังคมได้มีข้อกังวลอย่างยิ่งในการเข้าร่วมภาคีหุ้นส่วนซึ่งมีมาตรฐานสูงในครั้งนี้โดยเฉพาะประเด็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกำหนดที่ประเทศสมาชิกจะต้องเข้าร่วม ทั้งนี้มีความพยายามแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV1991 พร้อมทั้งมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรียกเสียงฮือฮามาแล้วหลายครั้งและเรื่องค่อยๆ เงียบไป

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของร่างแก้ไขพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ภายหลังมีข่าวความเคลื่อนไหวที่ไทยจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับ CPTPP รวมทั้งบรรยากาศการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งประเทศไทยอาจจะต้องทำตามข้อกำหนดให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามภาคประชาสังคมก็ยังไม่ให้การยอมรับร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพราะเชื่อว่าเป็นการเอื้อสิทธิการผูกขาดให้แก่บรรษัทมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกร

ในร่างพ.ร.บ. มี 3 ประเด็นใหญ่ที่เห็นว่าไม่ได้เอื้อต่อเกษตรกรไทย คือ 1.ไม่เปิดช่องให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ไปปลูกต่อได้ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิเกษตรกรอย่างร้ายแรง เพราะถ้านำไปปลูกต่อถือว่าผิดกฎหมายมีโทษถึงจำคุก นั่นเท่ากับว่าไปคุ้มครองบริษัทโดยตรง

2.มีการปรับระยะเวลาการคุ้มครองตามกลุ่มพืชจากเดิม พืชล้มลุก 12 ปี เพิ่มเป็น 20 ปี พืชไม้ผลไม้ยืนต้นจาก 17 ปีเป็น 25 ปี และพืชให้เนื้อไม้ลดลงจาก 27 ปีเหลือ 25 ปี ซึ่งเป็นการคุ้มครองด้วยระยะเวลานานเกินไป และประเด็นที่ 3 การขยายความคุ้มครองตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ไปจนถึงผลผลิต การเก็บผลผลิตนำไปปลูกต่อ หรือมีการนำไปแปรรูปก็ถือว่ามีความผิดด้วย

“ร่างพ.ร.บ.ไมได้ตอบโจทย์เลย แต่กลับไปเอื้อให้บริษัทมากกว่าที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางชีวภาพ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโจรสลัดชีวภาพก็ได้ ซึ่งสวนทางกับข้อเสนอของภาคประชาสังคมที่ต้องการให้มีการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรมากกว่านี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าว

กฎหมายนี้สร้างระบบให้สิทธิผูกขาดไม่ก่อให้เกิดความหลากหลายและกระทบต่อเกษตรกรและระบบอาหารของโลกที่จะไม่มีความมั่นคงอีกด้วย

ช่วงนี้กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อได้รัฐบาลใหม่ แน่นอนว่า ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช จะต้องถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง และน่าจะพยายามประกาศใช้โดยเร็วที่สุด ดังนั้นภาคประชาสังคมจะทำงานเชิงรุกด้วยการทำร่างข้อเสนอพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ฉบับประชาชนขึ้นมา เพื่อให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจากฉบับเดิมเพิ่มทางเลือกและคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรอย่างจริงจัง ประเด็นสำคัญคือการให้สิทธิในเมล็ดพันธุ์สามารถปลูกต่อ หรือแจกจ่ายได้ จัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์โดยเกษตรกร เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งต่อภูมิปัญญาการเพาะปลูก

และท้ายสุดคือการมีกลไกป้องกันการปนเปื้อน เช่น การจัดระบบป้องกันพื้นที่เกษตร (Buffer Zone) หรือเกษตรกรสามารถเรียกร้องความเสียหายจากการปนเปื้อนที่ไม่ได้ตั้งใจได้ เป็นต้น นอกจากนี้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชที่มาจากการคัดเลือกของภาคเกษตรกรมากขึ้นเพื่อมารักษาและคุ้มครองสิทธิให้เกษตรกรไทยโดยตั้งเป้าร่างพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับประชาชนให้แล้วเสร็จในมีนาคมนี้ และต้องมาลุ้นกันว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปีจะขานรับข้อเสนอนี้หรือไม่อย่างไร

‘ทษช.’คนชอบเสี่ยง นี่แค่ยกแรก??

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทษช.’คนชอบเสี่ยง นี่แค่ยกแรก??

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:05 น.
ยุทธศาสตร์ High risk high return,เพื่อไทย,ไทยรักษาชาติ,ทักษิณ ชินวัตร,เทหมดหน้าตัก,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 1,293 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย…  พลซุ่มยิง

ขอยกยุทธศาสตร์ ‘High risk high return’ เทหมดหน้าตัก เล่นเกมเสี่ยง ของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ที่เคยสั่งลูกทีมเพื่อไทย ใช้เป็นแนวทางบริหารงานในห้วงครึ่งเทอมหลังของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ไม่ได้รับการตอบสนองในขณะนั้น น่าจะเข้ากับสถานการณ์ของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

‘High risk high return’ หมายความว่า เสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง แต่หากผิดพลาด ผลกระทบก็สูงเช่นกัน จึงเทียบได้กับกรณีการเสนอชื่อบุคคลสำคัญเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าปัจจัยจะเกิดจากการคำนวณผิดพลาด ประเมินความเสี่ยงต่ำ หรือรู้ทั้งรู้ว่าเสี่ยงสูง แต่ยังเดินหน้าต่อ ส่งผลให้ ทษช.ต้องเผชิญวิบากกรรม

ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณารับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยยุบ ทษช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 กระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทำเอาแกนนำคนสำคัญของเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออกอาการเซ็ง ร่ำๆ จะขอลาออกจาก ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค และบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีให้รู้แล้วรู้รอด เพราะเบื่อกับความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมทั้งยังไม่มั่นใจว่า 24 มีนาคม จะมีการเลือกตั้งจริง

อีกทั้ง “เพื่อไทย” ยังมีคดีความเก่าอยู่ในมือ กกต. กรณีปล่อยให้คนนอกครอบงำพรรค ทั้งคลิปนายทักษิณวิดีโอคอลจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ คุยกับอดีต ส.ส.ของพรรค ในวันเกิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ บทสัมภาษณ์แก่สื่อญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า ทษช.เป็นพรรคสาขาเพื่อไทยและมีชื่อย่อมาจาก ทักษิณ ชินวัตร

กลิ่นโชยรัฐประหาร คละคลุ้งไปทั่วโซเชียลออนไลน์ ควบคู่ไปกับการเผยแพร่เอกสารราชกิจจานุเบกษาปลอม อ้างคำสั่ง หัวหน้า คสช. ปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ หวังเสี้ยมให้เกิดความร้าวฉานระหว่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ ผบ.เหล่าทัพ

“บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เชื่อว่า เป็นฝีมือพวกขาประจำ จับแพะชนแกะ สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนในห้วงเลือกตั้ง เพราะเอกสารดังกล่าวไม่เนียน โดยเฉพาะข้อที่ 4 สั่งให้ ผบ.เหล่าทัพไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็น กระทรวงกลาโหม รวมทั้งในเอกสาร ไม่ได้ระบุบุคคลเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน

ที่ประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. ตั้งวอร์รูม ร่วมบูรณาการข่าวศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก พร้อมให้ทีมโฆษกเดินเกมรุกเร่งประชาสัมพันธ์ เพราะมองว่านับต่อจากนี้ปฏิบัติการ Fake News (ข่าวลวง) เช่น การเชื่อมโยงเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกันมาสร้างประเด็น, การปลอมแปลงเอกสาร ตัดต่อคำพูด คลิปวิดีโอ, หวังทำลายภาพลักษณ์รัฐบาล และ คสช.จะทวีความรุนแรงมากขึ้น

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กแดง” แม้คนหนึ่งเป็นสายบูรพาพยัคฆ์ อีกคนมาจากวงศ์เทวัญ แต่ทั้งคู่ก็แนบแน่น เนื่องจากเคยร่วมวิกฤติการเมืองที่สำคัญ ทั้งรัฐประหารปี 2549 โดยเฉพาะการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 “บิ๊กแดง” เปิดหน้าชนกับคนเสื้อแดงและกลุ่มล้มสถาบัน จนถูกหมายหัว

เมื่อมาถึงยุคเรืองอำนาจของกลุ่ม นปช. สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การเดินเกมเอาคืน “บิ๊กแดง” ทั้งใต้ดินและบนดิน สกัดไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพบกก็เริ่มขึ้น จน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ยื่นมือมาประคับประคอง พร้อมกระซิบ “บิ๊กแดง” ให้ออกไปเติบโตในหน่วยทหารต่างจังหวัดชั่วคราว เพื่อรอจังหวะกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งในสายหลักอีกครั้ง

“บิ๊กแดง” ถูกโยกจาก รองผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (รอง ผบ.พล.1 รอ.) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี ก่อนจะถูกดึงกลับมาเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ในช่วงเหตุการณ์ม็อบ กปปส. ปี 2557 และเติบโตเข้าสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ในปัจจุบัน

ความไม่คงเส้นคงวาทางการเมือง และการแข่งขันรุนแรง เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีเลือกตั้ง กลยุทธ์ต่างๆ ที่งัดมาต่อสู้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา ด้วยการดึงสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนทั้งประเทศ สุ่มเสี่ยงเกิด ‘รัฐประหารซ้อน’ แม้แต่ พล.อ.อภิรัชต์ ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะไม่เกิดการเล่นเกมเสี่ยง ของคนชอบเสี่ยง ซึ่งคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เมื่อคนแดนไกลส่งสัญญาณ

“ให้เชิดหน้าก้าวเดินต่อไป เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อมีชีวิตอยู่ในวันนี้และอนาคต ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป !!”

‘ปกครองสุโขทัย’..เสริมเขี้ยวเล็บปราบค้ามนุษย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปกครองสุโขทัย’..เสริมเขี้ยวเล็บปราบค้ามนุษย์

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:05 น.
สายตรวจระวังภัย,ค้ามนุษย์,กรมการปกครอง,คสช
เปิดอ่าน 442 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะความมั่นคงภายในประเทศเป็นหน้าที่ของทหาร รวมถึงตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีอีกหนึ่งหน่วยงานภายใต้ กระทรวงมหาดไทย ที่มีกำลังพลทำหน้าที่รักษาความสงบในประเทศ ร่วมจัดระเบียบสังคมไทยให้เป็นไปในทิศทางที่ดี นั่นคือ กรมการปกครอง ซึ่งยุคของรัฐบาล “คสช.” พวกเขาเหล่านี้ได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะการปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองมีอยู่ทุกจังหวัด

เพื่อให้การทำหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จังหวัดสุโขทัย จึงได้มีโครงการ “ฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และการรักษาความสงบเรียบร้อยในหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง(Learning by doing)” โดยมี นายสุมิตร เกิดกล่ำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดโครงการ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์

นายสุมิตร บอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ ทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาสังคมที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยในระดับพื้นที่ อาทิ ปัญหายาเสพติด การพนัน สถานบริการผิดกฎหมาย ฯลฯ โดยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อพนักงานฝ่ายปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย จึงมีความรับผิดชอบที่จะต้องป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ

“การอบรมในครั้งนี้นับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้เข้ารับการอบรม เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ ผู้ที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ จะได้รับความรู้ ทักษะ เทคนิค และวิธีการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และการรักษาความสงบเรียบร้อยในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ทั้งยังส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงาน ได้ฝึกปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง ตลอดจนมีทักษะจำเป็นที่ต้องใช้ในการปฏิบัติงาน และการบังคับใช้กฎหมายอื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายปกครอง ซึ่งจะส่งผลการกระทำความผิดในพื้นที่ลดลงได้ตามลำดับ” นายสุมิตร ระบุ

ขณะเดียวกัน นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผู้อำนวยการส่วนกำกับ สืบสวนและปราบปราม สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง อธิบายว่า กรมการปกครอง มีนโยบายให้พนักงานฝ่ายปกครองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมและการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ทั้งการกวดขันแหล่งอบายมุข และการพนัน ปัญหายาเสพติด การควบคุมสถานบริการ หรือสถานประกอบการที่คล้ายกับสถานบริการ การตรวจสอบสถานประกอบการที่ไม่ได้รับอนุญาตที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ดังนั้น กรมการปกครอง โดยสำนักการสอบสวนและนิติการ จึงได้จัดการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ(Learning by doing) ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ เป็นปลัดอำเภอ และเจ้าพนักงานปกครอง ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากร ผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ จากกรมการปกครอง

สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าวก็เพื่อให้พนักงานฝ่ายปกครอง มีความรู้ ความเข้าใจ กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบเรียบร้อย ในอำนาจหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครอง ให้ได้ทราบถึงแนวทางปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมายและเทคนิควิธีการในการดำเนินคดีโดยให้พนักงานฝ่ายปกครองได้ฝึกปฏิบัติ ท่ามกลางสถานการณ์จริง ตั้งแต่การตรวจ การสืบสวนจับกุม และการสอบสวนคดีอาญาในอำนาจหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง

ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือ กรมการปกครอง ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมือง เมื่อมีอำนาจตามหน้าที่ ก็ต้องดำเนินการป้องกัน แก้ไข และปราบปราม ..!!

ลือลอยลม”เลือกตั้งโมฆะ”ใครคือแพะเซ่นสังเวย…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362603?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลือลอยลม”เลือกตั้งโมฆะ”ใครคือแพะเซ่นสังเวย…

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:45 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,เลือกตั้ง62,ไทยรักษาชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,ทษช,พรรคเพื่อไทย,พท,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 8,872 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

เป้าหมายของ คสช.และซูเปอร์ลุงตู่ (ตัวการ์ตูนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโลกออนไลน์) รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หลัง “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ของ “ไทยรักษาชาติ” พรรคการเมืองที่หลายคนมองว่าเป็นเครือข่ายของเพื่อไทยและคนแดนไกลนั้น ยามนี้คล้ายว่า “ใกล้สิ้นอายุขัยก่อนที่จะแจ้งเกิด…”

เมื่อคู่แข่งโดยอ้อมของ พปชร. พรรคนี้จวนจะหมดสิทธิลงสนามเลือกตั้ง ส.ส. ก็เหลือแต่ “พท.” ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของพลังประชารัฐ ซึ่งต้องซัดกันหมัดต่อหมัดเสมือนมวยคู่เอกไปแล้ว โดยสองพรรคนี้ต่างมีพื้นที่เป้าหมายที่หวังใจปองไว้ในภาคเหนือ อีสาน กลาง และเมืองหลวง

เมื่อคู่แข่งเพลี่ยงพล้ำ…การโหมเดินเครื่องของ พปชร.ในช่วงนี้คล้ายว่าจะเป็น “ม้าศึกคึกลงสนาม” เพราะจังหวะของ พท.น่าจะรับผลทางอ้อมจากการกระทำอันมิบังควรของพรรคน้อง และอย่าลืมว่าหลายคดีที่มีการยื่นฟ้องและจ่อยื่นนั้น “สุ่มเสี่ยงยิ่ง” ที่ พท.จะโดนหวด

โดยเฉพาะประเด็น “นายใหญ่และน้องปู” ที่เคยส่งคลิปเย้ยคนย้ายพรรคว่า “ไปดีเถอะนะพี่ขออวยพร” และทำนายทายทักว่า “อย่างไรเสีย เพื่อไทยก็ชนะวันยันค่ำ”

เมื่อบวกกับกติกาที่ คสช.วางไว้เพื่อบี้แชมป์เก่าให้อ่อนแรง จนเกิดกลยุทธ์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” และทำให้เกิดหลากเรื่องราวบนเวทีการเมืองในช่วงนี้ แต่แกนนำของพท.ยังใจดีสู้เสือเพราะไล่ดูโพลล์แล้วในแดนเหนือและอีสานนั้น ”พปชร.” ยังวิ่งตามหลังพท.หลายช่วงตัว ส่วนภาคกลาง กับ กทม.นั้น ต้องวัดกันแบบ “เขตต่อเขต”

หากมาไล่เลียงจำนวนผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพี่และพรรคน้องที่มีรากมาจากไทยรักไทยและพลังประชาชนนั้นจะพบว่า ทษช.ส่งผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 108 คน ส่วนระบบเขตนั้นส่ง 175 คน (แต่ตรงนี้น่าจะสูญไปในวันอันใกล้) เพื่อไทยส่งผู้สมัคร ส.ส.เขต “250 คน” จาก 350 เขต และ “97 ชีวิต” เป็นผู้สมัครระบบปาร์ตี้ลิสต์จากโควตา 150 คน

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมกับพรรคต่างๆ ที่บางฝ่ายอ้างว่าเป็นเครือข่ายพรรคตระกูลเพื่อ อาทิ เสรีรวมไทย, เพื่อชาติ, เพื่อธรรม

จำนวน ส.ส.ทั้งสองระบบคือ 500 คน เมื่อมาบวกลบคูณหารมองหาความเป็นไปได้บนคณิตศาสตร์การเมืองและความเป็นจริงที่คนไทยไปหย่อนบัตรนั้น ต้องมองว่า “ใครมีเปรียบ” เพราะยามนี้หลายคนมองว่า พรรคเครือข่ายของนายใหญ่ที่อ้างว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย “เป็นต่ออยู่บ้างแม้จะโดนหมัดตรงเข้าเต็มหน้า”

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 120 คน ส่วนระบบเขตนั้นส่ง 335 คน ตัวเลขนี้แทบไม่มีทางที่ พปชร.จะกวาดได้หมด เพราะแกนนำพรรคบอกแล้วว่า “150 ชีวิต” คือสิ่งปรารถนาจากสนาม ส.ส. และนำไปรวมกับ “250 ส.ว.” ที่ผ่านการเคาะชื่อจาก คสช.มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมทั้งบวกกับพรรคที่เหลือบนเวทีการเมืองด้วยปัจจัย “การร่วมรัฐบาล”

คนวงในการเมืองบางส่วนมองว่า เมื่อ พท.และ ทษช.โดนแบบนี้ ใช่ว่าแต้มจะไหลไปยัง พปชร.และลุงตู่เสียทีเดียว เพราะไม่ว่าสองขั้วนี้จะขยับมากแค่ไหน แรงต้านจากสังคมส่วนหนึ่งที่มองว่า หากเลือกสองขั้วนี้ให้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแล้ว…อย่างไรเสียความวุ่นวายบนกระดานการเมืองย่อมเกิดขึ้น

ฉะนั้น “ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนา หรือแม้แต่อนาคตใหม่” น่าจะเป็นทางออกที่สวยกว่า

โดยเฉพาะ “พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงิน” ท่ี่ยามนี้ถูกมองว่า ไม่ใช่คู่ขัดแย้งบนสนามเลือกตั้งกับเพื่อไทยและพปชร. ฉะนั้นสองพรรคนี้มีโอกาสกวาด ส.ส.เข้ามาตุนและดีไม่ดีจะเบียดขึ้นในอันดับที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง…

 

เมื่อเช็กเข้าไปยังวงในของแต่ละพรรคนั้น เจาะตัวเลขจากโพลล์ของแต่ละพรรคแล้วพบว่า พปชร.ยังตาม พท.ในหลายเขต, ปชป.และภท.ดีขึ้นในระดับ “ยิ้มน้อยๆ”

เท่ากับว่าการโหมเดินเครื่องทั้งระบบจาก พปชร.และซูเปอร์ลุงตู่นั้นอาจไปไม่ถึงดวงดาว…จนมีข่าวลอยลมมาแล้วว่า “โอกาสที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ” แพลมๆมาแล้ว โดยจะมี “แพะการเมือง” จากบางพรรคเป็นเครื่องเซ่นบูชา โดยแพะตัวนี้มีอักษรย่อว่า ”พ.”

อย่าลืมว่า 17 มีนาคม คือวันเลือกตั้งล่วงหน้า และ 24 มีนาคม คือวันเลือกตั้งทั่วไป ฉะนั้นแพะตัวนี้น่าจะต้องสังเวยชีพในช่วงวันเลือกตั้งล่วงหน้าจากการทำผิดกติกาและส่งผลให้ต้องรีเซตการเลือกตั้งใหม่…

สอดรับกับสิ่งที่คีย์แมนพรรคการเมืองขนาดกลางมองว่า การรับรองผลการเลือกตั้งนั้น มันมีขั้นตอนการร้องเรียน หากไม่มีอะไรรับไปเลย “ใบเขียว” หากมีอะไรที่มิชอบก็จะมี ”ใบเหลือง, ใบส้ม และใบแดง” อภินันทนาการให้ผู้สมัครและพรรคนั้นๆ

“มันขึ้นอยู่อย่างเดียวคือพรรคที่หนุน คสช.จะได้กี่เก้าอี้ หากพรรคนั้นได้เยอะ หลายพรรคก็รอด แต่บางพรรคจะเคลื่อนไหว ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรนอกสภา หากพรรคนั้นไม่เข้าเป้า เดาไม่ถูกเลยว่าจะออกหน้าไหน ที่แน่ๆ ทายไว้ตรงนี้ ใบสารพัดสี นอกจากใบเขียวคลอดแน่นอน แต่จะเยอะหรือน้อย มันต้องดูคณิตศาสตร์การเมืองวันนั้นว่าพรรคนั้นได้ส.ส.เท่าใด และกลัวอย่างเดียวเลือกตั้งเมืองไทยคราวนี้จะเกิดเหตุเหมือนในประเทศเพื่อนบ้านในอดีต”

เหตุการณ์ที่คีย์แมนคนนี้อ้างถึงคือ เมื่อกลางปีที่แล้ว “สมเด็จฮุนเซน” ผู้นำกัมพูชาที่ครองเก้าอี้ยาวนาน 33 ปี และเป็นแกนนำพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ปราศจากคู่แข่ง เนื่องจากปลายปี 2560 ศาลสั่งยุบพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักที่พ่ายแพ้อย่างเฉียดฉิวเมื่อปี 2556 ส่วนผู้สมัครจากอีก 19 พรรค หลายฝ่ายมองว่าเป็นไม้ประดับ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้การเลือกตั้งครั้งนั้น

ของแบบนี้ต้องจับตาว่า จะมีอภินิหารทำนองนี้เกิดขึ้นอีกคราวตามหลังบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่ทษช.ริเริ่มไว้อีกหรือไม่…รอยล