“มาร์ค-วัฒนา” รู้ยัง? “ลุงตู่” มาบางแค เพราะแคร์ใครบางคน?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362612?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“มาร์ค-วัฒนา” รู้ยัง? “ลุงตู่” มาบางแค เพราะแคร์ใครบางคน?

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:18 น.
บิีกตู่,พลอประยุทธ์,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,วัฒนา เมืองสุข,จาตุรนต์ ฉายแสง,นายจาตุรนต์ ฉายแสง
เปิดอ่าน 3,682 ครั้ง

ชาวบ้านร้านตลาดออกมาต้อนรับ “บิ๊กตู่” กันล้นหลาม ที่มาเช็คอิน ปัดหมุด “เขตบางแค” หนนี้ บอกก่อนนี่ไม่ได้หาเสียง แค่มาตรวจราชการ!

          000 แตกแล้วสินะ..พรรคไทยรักษาชาติ ยังไม่ถูกยุบ แต่ภายในพรรคก็แตกเละ เกิดอาการ “ลอยแพ” กันเสียแล้ว เมื่อทีมยุทธศาสตร์ (คนวงนอกนำโดย “จาตุรนต์ ฉายแสง” พร้อมด้วยบรรดาแกนนำ นปชอย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อก่อแก้ว พิกุลทองวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แถลงงดจัดกิจกรรมหาเสียง จนกว่าจะมีความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ แถม “เดอะอ๋อย” ย้ำว่า “นี่ไม่ใช่มติพรรค” แต่เป็น “มติคนวงนอก” ที่ไม่ได้รับรู้เรื่องใดๆ เลย

          000 หลายคนคงไม่ทราบว่า “คู่ชีวิต” ของจาตุรนต์ ฉายแสง นั้น เป็นมือทำงานของปลัดพิศาล มูลศาสตรสาทร จึงเข้านอกออกใน “บ้านสี่เสา” ได้ตลอดเวลา จึงไม่แปลกที่จาตุรนต์จะย้ำแล้วย้ำอีก กรณี “บัญชีรายชื่อนายกฯ คนพิเศษ” เป็นเรื่องละเอียดอ่อน พวกเขาจะไม่แสดงความเห็นใดๆ ระหว่างเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

          000 วันก่อน “พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เดินทางไปตรวจราชการแถวเขตบางแค ท่ามกลางการต้อนรับจากประชาชนจำนวนมาก “ลุงตู่” จึงทักทายด้วยภาษาดอกไม้ “มาบางแค เพราะแคร์ทุกคน เป็นรัฐบาลต้องแคร์ทุกคน” แต่เหมือน “วัฒนา เมืองสุข” ผู้สมัคร ส..เขต 28 (บางแคคงไม่สบอารมณ์เท่าไรหรอก แต่ไม่กล้าพูดมาก

พลงอ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่บางแค

          000 บังเอิญเหลือเกิน คำว่า “มาบางแค เพราะแคร์ทุกคน” ดันไปสอดคล้องกับคำขวัญประจำตัวของ “โกวิทย์ ธารณา” อดีต ส..คนดังย่านนี้ “วิทย์ บางแค แคร์ทุกคน แต่คนบางแค แคร์บางคน” และที่สำคัญ “โกวิทย์” ลาออกจาก ปชปมาเป็นกองเชียร์พรรคพลังประชารัฐเรียบร้อยลุงตู่ 

โกวิทย์ ธารณา ลาออกจาก ปชป.มาช่วยพลังประชารัฐ

          000 สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ปักหมุดสู้ศึกฝั่งธนฯ ด้วยการส่ง “ดร.ต้น กฤชนนท์ อัยยปัญญา” นักธุรกิจอายุน้อยร้อยล้าน ลงลุยสมรภูมิโหด ก่อนหน้านั้น “ดร.ต้น” เคยช่วยงานกอบศักดิ์ ภูตระกูล  จนได้รับความไว้วางใจจากชวน ชูจันทร์ ผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค มาร่วมเปิดศูนย์ประสานงานพรรคที่บางแค

กฤชนนท์ อัยยปัญญา พลังประชารัฐ

          000 เดิมทีคู่ชิงของเขต 28 คือ “เสี่ยไก่ วัฒนา” กับ “อรอนงค์ คล้ายนก” แชมป์เก่า ค่ายประชาธิปัตย์ พอมีข่าว “วิทย์ บางแค” ย้ายค่าย ก็ป่วนไปทั้งบางแค นักมวยน้องใหม่ “ดร.ต้น” มีราคาต่อรองขยับทันที

วัฒนา เมืองสุข

          000 เหตุที่วัฒนา เมืองสุข กล้าลงเขตบางแค เพราะได้กองหนุนทีมงานของ “สุธา ชันแสง” อดีต ส..กรุงเทพฯ ลูกชายของ บุญธรรม ชันแสง อดีตกำนันแขวงบางไผ่ เขตบางแค 20 ปีก่อน นับแต่แยกเป็นเขตบางแค ตามกติกาเขตเดียวเบอร์เดียว เป็นการต่อสู้กันระหว่าง “วิทย์ บางแค” ค่าย ปชปกับ “สุธา” ปรากฏว่าโกวิทย์พ่ายทุกสมัย กระทั่งสมัยที่แล้ว สุธาป่วย ค่าย ปชป.ส่ง “อรอนงค์” ภรรยา “สุพิน คล้ายนก” ส..เขตบางแค เบียดเอาชนะ “หมวดเจี๊ยบ” ค่ายเพื่อไทยไปได้

อรอนงค์ คล้ายนก ประชาธิปัตย์

          000 สมัยที่เลือกตั้งแบ่งเขตเรียงเบอร์ “วิทย์ บางแค” กับ “สุพิน” ยังเป็นหัวคะแนนของ “ร...เฉลิม อยู่บำรุง” แต่เลือกตั้ง 2538 “วิทย์ บางแค” จับมือ “จ่ามี” แหกค่ายบ้านริมคลองมาซบค่าย ปชปจัดทีมสู้ “นายเก่า เหลิม บางบอน” จนเอาชนะได้ และเป็น ส..สมัยแรก

          000 วงการต่อรองแถวริมคลองภาษีเจริญ เริ่มสับสัน เมื่อ “วิทย์ บางแค” แยกทางจาก “ส..สุพิน” มาช่วย “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หวังอุ้ม “ดร.ต้น” เข้าสภา ส่งผลให้ “อรอนงค์” เหนื่อยขึ้น เพราะเจอทั้งเพื่อไทย และพลังประชารัฐ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

          000 นับแต่เกิด “วิกฤติไทยรักษาชาติ” ส่งผลกระทบถึงพรรคการเมืองหลายพรรค ต้องเบรกการหาเสียงไว้ชั่วคราว ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกอาการเหมือนนักมวยเจอของแข็ง ช็อตไปดื้อๆ 

          000 พอฝุ่นจาง พรรคภูมิใจไทย เริ่มโหมหาเสียงด้วยประเด็น “กัญชาไทย ปลูกได้เสรี” ติดป้ายทั่วบ้านทั่วเมือง โดยค่ายสีน้ำเงินจะนำเอาโมเดลปลูกกัญชาในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้นแบบ เชื่อว่ากัญชาจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร โดยมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าการตลาดของพืชกัญชาในอนาคต จะสูงถึง 4.6 ล้านล้านบาท

กำนันฉอย สมเกียรติ วอนเพียน พลังประชารัฐ

000 ส่งท้ายด้วยข่าว “ทัพใหญ่พลังประชารัฐ” บุกเมืองกาญจน์ 15 กุมภาพันธ์นี้ นำโดย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, อนุชา นาคาศัย, กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค และอิทธิพล คุณปลื้ม โดยปักธงที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ช่วยหาเสียงให้ “กำนันฉอย” ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ และอีกอย่าง “ท่าม่วง” เป็นบ้านเกิดของสนธิรัตน์ ศึกนี้จึงแพ้ไม่ได้

เข้าหน้าร้อนแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362600?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าหน้าร้อนแล้ว

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:05 น.
เข้าหน้าร้อนแล้ว,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 146 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้อากาศบ้านเราเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว และไม่เฉพาะอากาศอย่างเดียว แต่เหตุการณ์รอบๆตัวยังระอุแทบจะลุกเป็นไฟ

จึงขอให้ทุกคนมีสติอย่าไปเสียอารมณ์ เสียความรู้สึก โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ขอให้นึกว่า “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” และคนไทยมีความเชื่อศรัทธาว่า ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

มีคำกล่าวที่ว่าวัน เวลา ผ่านไปเหมือนติดปีกบิน เผลอแป๊บเดียวก็จะถึงเมษายน เดือนที่ร้อนที่สุดของปี และช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีวันหยุดยาวติดต่อกัน 5 วัน

เมื่อได้ดูโฆษณาท่องเที่ยวตาม นสพ. โทรทัศน์ วิทยุและสื่อออนไลน์ต่างๆ แล้ว มีโปรแกรมการท่องเที่ยวเสนอมามากมาย ในราคาไม่แพง

ญี่ปุ่นดินแดนอาทิตย์อุทัย ยังเป็นประเทศยอดฮิตติดอันดับ 1 ซึ่งช่วงนั้นอากาศกำลังสบายๆ หลายแห่งสวยงามโรแมนติก มีซากุระบาน

เพื่อให้สบายๆ คลายร้อน จึงมีของฝากจากนิตยสาร ‘ผาสุก’ จากไทยประกันชีวิตเสนอเรื่องน่าสนใจในวัฒนธรรมประเพณี ความนึกคิดระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ดังสรุปให้ดังนี้

ในขณะที่บ้านเรามีขนบธรรมเนียมทักทายกันด้วยการไหว้ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือการไหว้พระ ไหว้ผู้มีพระคุณ หรือผู้อาวุโส และไหว้บุคคลทั่วไป ชาวญี่ปุ่นจะใช้การโค้งคำนับทักทายจะโค้ง 15 องศา และค้างไว้ไม่นาน

เป็นการทักทายเมื่อเจอคนรู้จัก การโค้งเคารพจะโค้งประมาณ 30 องศา เพื่อแสดงความเคารพต่อลูกค้า เจ้านายหรือรุ่นพี่ และการโงเคารพแบบนอบน้อมจะโค้ง 45 องศา ค้างไว้ประมาณ 2 วินาที เพื่อแสดงความเคารพแบบนอบน้อมสำหรับผู้ที่มีอาวุโสหรือบุคคลที่เคารพมาก

ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับรองเท้านั้น เป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นและคนไทยถือคล้ายคลึงกันมาก เช่น ห้ามสวมรองเท้าเข้าบ้าน วัด รวมถึงพิพิธภัณฑ์ หรือห้องอาหารบางแห่ง โดยปกติทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นจะเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้ก่อนเข้าบริเวณที่ห้ามสวมรองเท้า

สำหรับคนญี่ปุ่น ถ้าเป็นพื้นที่ปูเสื่อตาตามิ แม้จะสวมรองเท้าแตะก็ต้องถอดก่อนขึ้นไปนั่งหรือเดิน โดยให้ถอดรองเท้าไว้ที่บริเวณหน้าบ้าน และต้องให้ปลายรองเท้าหันไปทางประตูเท่านั้น หรือแม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำคนญี่ปุ่นก็จะมีรองเท้าสำหรับใช้ห้องน้ำให้เปลี่ยนด้วย

งานวัดคืองานบุญประจำปีที่แต่ละวัดกำหนดฤกษ์ยามการจัดแตกต่างกันออกไป ถือเป็นเทศกาลรื่นเริงประจำปีของคนไทยมาตั้งแต่อดีต และที่ขาดไม่ได้คือความบันเทิง เช่น หนังกลางแปลง บ้านผีสิง ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน ฯลน เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นก็มีงานลักษณะคล้ายๆ กัน แม้วัฒนธรรมประเพณีจะแตกต่างกับของไทย

แต่บรรยากาศความบันเทิงภายในงานนั้นคล้ายกันมาก โดยมีทั้งการขายของกิน เช่น ผลไม้เคลือบน้ำตาล ปลาหมึกย่าง ทาโกะยากิ และมีเกมให้เล่น ทั้งเกมตกปลา ยิงปืน บ้านผีสิง ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือเทศกาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ผู้คนมักออกมาไหว้พระขอพรก็จะยิ่งคึกคัก ซึ่งช่วงที่ญี่ปุ่นมีการจัดงานวัดมากที่สุดก็คือช่วงฤดูร้อน

ชาวญี่ปุ่นจะเคร่งครัดในเรื่องของกฎระเบียบมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรอขึ้นรถ การรอซื้อตั๋วรถ การรอเข้าร้านเพื่อรับประทานอาหาร หรือรอเข้าห้องน้ำสาธารณะ เพราะสังคมญี่ปุ่นจะปลูกฝังให้เด็กเข้าใจว่าการแซงคิวนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และคนที่แซงคิวจะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า เพราะไม่เกรงใจคนอื่น

ทำให้คนอื่นต้องรอนานขึ้น ดังนั้นการแซงคิวจึงหมายความว่า คนที่แซงนั้นไม่ให้เกียรติต่อเวลาของคนอื่น และเมื่อใครคนนั้นไม่เห็นคุณค่าในเวลาของคนอื่น ก็จะถูกมองว่าเป็นคนที่ไร้ค่า

ห้องน้ำสาธารณะในญี่ปุ่นจะนิยมใช้กระดาษชำระแบบม้วนเล็กๆ สีอาจจะไม่ได้ขาวมาก และไม่มีลวดลายเหมือนที่ใช้ในบ้านเรา ซึ่งกระดาษชำระแบบนี้เมื่อใช้เสร็จก็สามารถทิ้งลงในโถส้วมได้เลย เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อให้ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสน้ำ หมดห่วงเรื่องอุดตัน

ผิดกับห้องน้ำสาธารณะในประเทศไทย ที่ต้องติดป้ายห้ามทิ้งกระดาษชำระลงในโถส้วมแทบจะทุกที่ ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถังขยะในห้องน้ำที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีขนาดเล็กมาก เพราะมีไว้สำหรับทิ้งผ้าอนามัยเท่านั้น

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้เป็นวันศุกร์ และไม่อยากให้ท่านทั้งหลายเครียด จึงนำเรื่องน่าสนใจของญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟัง

ญี่ปุ่นนั้นมีความผูกพันกับไทย และเป็นต้นแบบในเรื่องของความซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลาถ้าคนไทยมีรุ่นใหม่เป็นแบบนี้ ประเทศชาติของเราไม่วุ่นวายแบบนี้หรอก !

ย้อนอดีตศึก “จองชัย-ประภัตร”ผลัดกันแพ้-ชนะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362602?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนอดีตศึก “จองชัย-ประภัตร”ผลัดกันแพ้-ชนะ

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:35 น.
จองชัย เที่ยงธรรม,ประภัตร โพธสุธน,บรรหาร ศิลปอาชา,พรรคกิจสังคม,พรรคชาติไทย
เปิดอ่าน 1,290 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้งเมืองสุพรรณบุรี ใช่มีคู่รักคู่แค้นแค่ “จองชัย เที่ยงธรรม” กับ “ประภัตร โพธสุธน” พลิกแฟ้มข่าวระหว่างปี 2519-2526 ก็จะพบการขับเคี่ยวกันของสิงห์เฒ่า “ทองหยด จิตตวีระ” อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสองพี่น้อง กับสิงห์หนุ่ม (สมัยนั้น) “บรรหาร ศิลปอาชา”

“ทองหยด” เป็นส.ส.สมัยแรก จากการเลือกตั้ง 2500 สังกัดพรรคเสรีมนังคศิลา และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องอีก 5 สมัยติดต่อกัน ช่วงที่ “ทองหยด” สังกัดพรรคกิจสังคม ได้เจอกับผู้มาใหม่ “บรรหาร” จากพรรคชาติไทย ต่างฝ่ายต่างพยายามแย่งชิงความเป็นหนึ่งในเมืองสุพรรณ

        ตอนนั้นชาวบ้านแถวสองพี่น้องมักจะได้ยินสโลแกนบ้านบ้าน “อยู่กับทองหยด อดจนตาย อยู่กับบรรหาร ลูกหลานสบาย” ในช่วงหาเสียง

เลือกตั้ง 2526 “บรรหาร” ยึดเก้าอี้ ส.ส.สุพรรณฯ 4 ที่นั่ง เหลือ 1 ที่นั่งให้นักการเมืองหน้าใหม่ชื่อ “จองชัย เที่ยงธรรม” โดยทองหยดสอบตก และเลือกตั้ง 2529 ทองหยดหิ้วกระเป๋าไปลง ส.ส.ที่เชียงใหม่ ก็สอบตกอีก

สำหรับปี 2562 เขตเลือกตั้งที่ 3 อ.สามชุก อ.ศรีประจันต์ อ.ดอนเจดีย์ (เฉพาะตำบลไร่รถ ตำบลดอนเจดีย์ และตำบลหนองสาหร่าย) และอ.อู่ทอง (เฉพาะตำบลอู่ทอง ตำบลหนองโอ่ง ตำบลดอนคา ตำบลพลับพลาไชย และตำบลบ้านโข้ง) กลายเป็นรีเทิร์นแมทช์มวยคู่แค้น ระหว่าง “จองชัย สิงห์บ้านกล้วย” กับ “ประภัตร ลูกบ้านไร่”

พลันที่จองชัยประกาศ “นิสัยผม ก็โกหกตอแหลไม่เป็น ปากกับใจตรงกัน ไม่ใช่ไก่ 3 อย่างคือ พูดอย่าง คิดอย่าง ทำอย่าง” ตามสไตล์นักเลงบ้านกล้วย พูดแล้วไม่ต้องตีความ เฮียจองชัยจึงสวมเสื้อภูมิใจไทย ชนประภัตร พรรคชาติไทย

เลือกตั้ง 18 เมษายน 2526 สังเวียนสุพรรณบุรี มี ส.ส. 2 คน ตามกติการแบ่งเขตเรียงเบอร์ เขต 2 ประกอบด้วย อ.ดอนเจดีย์ อ.ศรีประจันต์ อ.สามชุก อ.เดิมบางนางบวช และอ.ด่านช้าง

จองชัย เที่ยงธรรม ลงสนามเลือกตั้งครั้งแรกในสีเสื้อพรรคกิจสังคม พร้อมสโลแกน “คิดอะไรไม่ออก บอกจองชัย” เจอกับแชมป์เก่า-ประภัตร โพธสุธน ที่ได้เป็นส.ส.มาแต่การเลือกตั้ง 2518 ยังลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคชาติไทย

ผลการนับคะแนน จองชัยได้อันดับหนึ่ง 46,497 คะแนน และประภัตรได้ 42,841 คะแนน เข้าสภาทั้งคู่

เลือกตั้ง 27 กรกฎาคม 2529 จองชัยย้ายไปอยู่สังกัดพรรคสหประชาธิปไตยของ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ อดีตนายทหารคนสนิทของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา

ผลการนับคะแนน ประภัตรได้อันดับหนึ่ง 73,213 คะแนน และจองชัยได้ 56,276 คะแนน แม้ช่องว่างคะแนนจะห่างกันมาก แต่ทั้งคู่ได้เข้าสภาไปพร้อมกันอีกสมัย

หลังจากนั้น นพ.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ อดีต ส.ส.สุพรรณฯ จึงไปกล่อมเฮียจองชัย มาร่วมลงเรือลำเดียวกัน

เลือกตั้ง 2531 เฮียจองชัยจึงลาพรรคสหประชาธิปไตยมาสังกัดพรรคชาติไทย ทำให้บรรหาร ศิลปอาชา สามารถพัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีไปได้อย่างรุดหน้า เมื่อส.ส.ทั้งจังหวัดล้วนสังกัดพรรคเดียวกัน

            30 ปีที่แล้ว ประภัตรกับจองชัยอยู่คนละพรรค ยืนซดหมัดในเขต 2 สุพรรณบุรีมาสองสมัย   ซึ่งสมัยที่ 3 ประภัตรอยู่ชาติไทยพัฒนา จองชัยอยู่ภูมิใจไทย และหนนี้ใครแพ้ สอบตก

ยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362450?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:35 น.
ประชาธิปไตย,พรรคไทยรักษาชาติ,นายกฯ
เปิดอ่าน 1,472 ครั้ง

บทความพิเศษ โดย… ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

น่าเสียดายที่นักการเมืองไทยบางคนยังไม่ได้แสดงท่าทีว่าได้พัฒนาเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะประชาธิปไตยในบริบทของราชอาณาจักรไทย ซึ่งประกอบด้วยสามสถาบันหลัก คือ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ดังที่ปรากฏชัดอยู่ใน “ธงไตรรงค์” ที่เราแสดงความเคารพอยู่ทุกวัน

พรรคไทยรักษาชาติได้สร้างข่าวเกรียวกราวไปไกล วิทยุโทรทัศน์ใหญ่ๆ ในสหรัฐออกข่าวสั้นๆ เป็นระยะๆ ใจความว่าพรรคการเมืองไทยได้กราบทูลเชิญเจ้าหญิงเป็นนายกรัฐมนตรี พระองค์ทรงตอบรับ แต่ในหลวงองค์ปัจจุบันมีพระราชโองการว่า เจ้าหญิงอยู่เหนือการเมือง

คำถามน่าคิดมีอยู่ว่า ทษช.คิดอย่างไรจึงมี “การตัดสินใจ” กราบทูลเชิญ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มาเป็นนายกรัฐมนตรี? มีการปรึกษาหารือกันภายในอย่างรอบคอบและทั่วถึง โดยเฉพาะใน “ข้อเสี่ยง” ต่อการเข้าข่ายทำผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่? เสี่ยงแล้วจะคุ้มค่าไหม? ต้องการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือหาเสียงหรือ? คณะกรรมการเลือกตั้งจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?

ความจริงมีอยู่ว่า ทูลกระหม่อมหญิงประสูติมาในสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหนึ่งในสามสถาบันหลักของราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุนี้ การที่พระองค์ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ตามกฎมณเฑียรบาลนั้น มิได้หมายความว่าได้ทรงลาออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติและราชประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล โดยนัยนี้ พระองค์จะยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในสถานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์อยู่เสมอ

พูดง่ายๆ กฎมณเฑียรบาลเป็นข้อบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับพระราชฐาน พระราชวงศ์ และระเบียบการปกครองในราชสํานัก คือ เกี่ยวกับฐานันดรศักดิ์ มิใช่เกี่ยวกับการกำหนดให้ทรงอยู่ในหรือนอกสถาบันพระมหากษัตริย์

เห็นได้ว่า พรรคไทยรักษาชาติมองกฎมณเฑียรบาลเป็นข้อบัญญัติที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง และได้อาศัยข้อผิดเพี้ยนนี้เป็นฐานกราบทูลเชิญพระองค์เป็นนายกรัฐมนตรี พฤติกรรมที่ปราศจากมูลฐานความถูกต้องเป็นจริงดังกล่าว กลายเป็นยุทธศาสตร์หาเสียงที่ผิดพลาด รังแต่จะก่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธาในพรรค
พรรคไทยรักษาชาติประกาศปาวๆ ขอบคุณผู้ให้กำลังใจทั้งหลายอยู่หลายครั้ง แต่คงมิได้เป็นการแย้มพรายว่า ยุทธศาสตร์ขั้นต่อไปได้แก่ “การใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย” เพราะผลที่ตามมาจะทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งที่เป็นวิญญูชน มีความคิดอ่านเป็นอิสระ และเคยยอมรับพรรคไทยรักษาชาติมาก่อน หันมาถามอย่างตรงไปตรงมาว่า จะ “เล่นการเมือง” แบบ “บอลแพ้แต่คนไม่แพ้” หรือ? จะทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยเสียเองหรือ? กำลังเป็นหุ่นเชิดของใครคนหนึ่งอยู่หรือ?

แม้ว่า กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความไม่ชอบมาพากลใน “การตัดสินใจ” ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้พรรคไทยรักษาชาติก็ยังพอมีทางออกที่สง่างามอยู่บ้าง คือ กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประกาศยุบพรรคให้รู้แล้วรู้รอดไปอย่างกล้าหาญชาญชัย คือ ยอมรับผิดโดยดุษณีแต่ผู้เดียว ไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดนี้ทำลายภาพลักษณ์ของคำว่า “พรรคการเมือง” ให้เสื่อมเสียไปด้วย

หาก “พรรคการเมือง” กลายเป็นคำที่น่ารังเกียจของสังคมแล้ว “ประชาธิปไตย” จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? “พรรคเผด็จการเพื่อตัวเอง” และ “นักเผด็จการเพื่อส่วนตัว” มิใช่ส่วนรวม ก็จะเข้ามาก่อให้เกิดการจลาจล/สงครามกลางเมืองได้อีก รวมทั้งชาติบ้านเมืองที่เพิ่งมีโอกาสได้พัฒนาอย่างสงบเงียบมาเพียง 4 ปีเศษ ก็จะต้องสูญเสียผลการพัฒนาไปเปล่าๆ มิใช่หรือ?

ในโอกาสเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคไทยรักษาชาติก็จะสามารถประกาศได้อย่างเต็มภูมิฐานว่า พรรคตั้งใจที่จะ “แก้ปัญหา” มิใช่ “ก่อปัญหา” ให้แก่ชาติบ้านเมืองจริงๆ

อย่างน้อยเจ้านายที่อยากกลับเมืองไทยก็จะได้มีโอกาสมากขึ้น.

ศึกสายเลือด “พรพฤฒิพันธุ์” นครบาลเพชรบูรณ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362443?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกสายเลือด “พรพฤฒิพันธุ์” นครบาลเพชรบูรณ์

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:30 น.
นครบาลเพชรบูรณ์,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,สมรภูมิเมืองมะขามหวาน,พรพฤฒิพันธุ์,พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์,พรรคชาติไทยพัฒนา,วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์
เปิดอ่าน 2,106 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

“นครบาลเพชรบูรณ์” เป็นชื่อของเพชรบูรณ์ที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2486-2487) ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะตั้งเพชรบูรณ์ ให้เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย

การเลือกตั้งปีนี้ สมรภูมิเมืองมะขามหวาน กลายเป็นการต่อสู้ระหว่าง “กลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์” กับกลุ่มไม่เอาสันติ

หลายปีมาแล้ว “สันติ พร้อมพัฒน์” จับมือ “วิศัลย์ โฆษิตานนท์” ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และอดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ และ “เอี่ยม ทองใจสด” ยึดการเมืองท้องถิ่น ทั้งเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์

ฉะนั้น เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองเพชรบูรณ์ (บางตำบล), อ.หล่มสัก(บางตำบล) และ อ.เขาค้อ จึงเป็นการต่อสู้กันระหว่าง “วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์” พรรคชาติไทยพัฒนา อดีต ส.ส.หลายสมัย กับ “พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์” อดีตรองประธานสภา อบจ.เพชรบูรณ์ หลานสาวของวิจิตร พรรคพลังประชารัฐ และ “สุทัศน์ จันทร์แสงศรี” อดีต ส.ส.สมัยที่แล้ว พรรคเพื่อไทย

“ปอย พิมพ์พร” ลงสมัคร ส.ส.หนแรกในชีวิตการเมือง ภายใต้การสนับสนุนของสันติ พร้อมพัฒน์ “บิ๊กบราเธอร์” ของนครบาลเพชรบูรณ์

กล่าวสำหรับ ตระกูล “พรพฤฒิพันธุ์” เป็นกลุ่มการเมืองใหญ่ในเขต อ.เมืองเพชรบูรณ์ โดยมี “เสี่ยหมึก” วิสูตร พรพฤฒิพันธุ์ ผู้รับเหมารายใหญ่ของเมืองมะขามหวาน เป็นคนวางแผนสร้างเครือข่ายการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น

เสี่ยหมึกผลักดันให้ “วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์” ได้เป็น ส.ส.เพชรบูรณ์ สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา และธีรพร พรพฤฒิพันธุ์ ภรรยาของวิจิตร เป็นนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์

นอกจากนี้ เสี่ยหมึกยังสนับสนุนให้เครือญาติ โดยเฉพาะลูกสาวและลูกชาย ได้เป็น ส.อบจ., รองนายกเทศมนตรี และนายก อบต. ซึ่งเสี่ยหมึกได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2557

“พรพฤฒิพันธุ์” อีกสายหนึ่งคือ “วินัย พรพฤฒิพันธุ์” เจ้าของกิจการโรงโม่หิน, ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, โรงสีข้าว และกิจการปั๊มน้ำมันหลายแห่ง มีลูกชาย “เสี่ยเอด” อภิวุฒิ พรพฤฒิพันธุ์ อดีตรองนายก อบจ.เพชรบูรณ์ (เสียชีวิตแล้ว) และลูกสาว พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์

วินัยเป็น ส.อบจ. และเคยดำรงตำแหน่งประธาน ส.อบจ.เพชรบูรณ์ พร้อมกันนั้น ยังเป็นพี่ชายของวิจิตร แต่ระยะหลัง วินัยจับขั้วการเมืองกับกลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์ ขณะที่น้องชาย วิจิตร แยกตัวเป็นเอกเทศ

เลือกตั้งเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ปี 2555 “ธีรพร” ภรรยาของวิจิตร ไม่ลงสนาม ทำให้เสกสรร นิยมเพ็ง นักการเมืองสายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ และสันติ ได้เป็นนายกเล็กแบบไร้คู่แข่ง

นัยว่า วิจิตรก็ถูกทาบทามให้ย้ายจากชาติไทยพัฒนา มาอยู่พรรคพลังประชารัฐ แต่นาทีสุดท้าย วิจิตรก็ตัดสินใจไม่ทิ้ง “ลูกบรรหาร” ส่งผลให้ทีมงานและกองเชียร์รู้สึกอึดอัด ที่คนในตระกูลพรพฤฒิพันธุ์ ต้องมาแข่งกันเอง

ด้านแชมป์เก่า “สุทัศน์ จันทร์แสงศรี” ลูกเขยของเชาว์ เพชรประเสริฐ เจ้าของกิจการเดินรถ “เพชรประเสริฐ” เป็นอดีต ส.ส.เมืองมะขามหวานคนเดียว ที่ไม่ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากสุทัศน์อยู่คนละสายกับสันติ พร้อมพัฒน์

“สุทัศน์” เคยเป็น ส.ว.เพชรบูรณ์ และเป็นคนสนิทของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร จนได้รับมอบหมายให้ตั้งพรรค “ประชาภิวัฒน์” ในยุคที่อดีตกบฏ 9 กันยา ยังอยู่ฝ่ายเดียวกับคนเสื้อเหลือง

เลือกตั้ง 2550 สุทัศน์สวมเสื้อ ปชป.ลงสนาม ชนะเลือกตั้งแต่ถูกใบเหลือง ทำให้มีการเลือกตั้งใหม่ เลยพ่ายแพ้ให้แก่ณรงค์กร ชวาลสันตติ พรรคพลังประชาชน ต่อมา ปี 2554 สุทัศน์ย้ายมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย เอาชนะวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ พรรคชาติไทยพัฒนาไปได้

หากเพื่อไทยเจออุบัติเหตุทางการเมือง เหมือนพรรคไทยรักษาชาติ สนามเขต 1 คงกร่อย เพราะจะเป็นการต่อสู้กันของ “อา” กับ “หลาน” ภายใต้การกำกับของบิ๊กบราเธอร์นครบาลเพชรบูรณ์

ดับแดงฮาร์ดคอร์ ปิดวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย ลุงสนามหลวงล่องหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362459?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับแดงฮาร์ดคอร์ ปิดวิทยุใต้ดินฝั่งซ้าย ลุงสนามหลวงล่องหน

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:09 น.
แดงฮาร์ดคอร์,ฝ่ายซ้าย,ลุงสนามหลวง
เปิดอ่าน 15,411 ครั้ง

ฝ่ายความมั่นคงไทย ได้เกาะติดกลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว ทุกวันนี้ ไม่มีกลุ่มไหนได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอีกแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังมีข่าวสุรชัยและพวก ถูกอุ้มหาย

000 สงครามข่าวลวง ข่าวลับ ข่าวลือ ดำเนินการอย่างมีการจัดตั้งผ่านสื่อโซเชียลในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเอาปั่นป่วนทั่วบ้านทั่วเมือง แต่บรรดา “แดงฮาร์ดคอร์” กลุ่มหนึ่งรู้สึกหงุดหงิดมากกว่า เมื่อไม่ได้รับฟัง “วิทยุใต้ดิน” จากฝั่งซ้าย เนื่องจาก ลุงสนามหลวง” หรือ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” ประกาศ “พักการออกอากาศ” รายการสหพันธรัฐไท ทางช่องยูทูบ ตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว

ลุงสนามหลวง

000 ฝ่ายความมั่นคงไทย ได้เกาะติดกลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว ที่มีอยู่ 3 กลุ่มคือ กลุ่มลุงสนามหลวง หรือสหพันธรัฐไทกลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน และกลุ่มไฟเย็น ซึ่งทุกวันนี้ ไม่มีกลุ่มไหนได้จัดรายการวิทยุใต้ดินอีกแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังมีข่าวสุรชัยและพวก ถูกใครไม่ทราบอุ้มไปสังหาร

000 ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ลุงสนามหลวง สร้างความวุ่นวายให้ฝ่ายความมั่นคง โดยการปลุกระดมให้สมาชิกองค์กร สหพันธรัฐไท” ที่อยู่ในเมืองไทย ออกมาทำกิจกรรมใส่เสื้อดำ ที่ติดแถบขาวแดง ขณะเดียวกัน ทางทหารได้เชิญภรรยาและลูกชายของลุงสนามหลวง เข้าไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร 7 วัน

000 ช่วงที่ “สุรชัย แซ่ด่าน” และลูกน้องสองคน ถูกทีมงาน “นักล่านิรนาม” อุ้มไปจากบ้านพัก ก็มีข่าวปล่อยว่า “ลุงสนามหลวง” ได้ย้ายออกจากลาวไปตั้งสถานีวิทยุใต้ดินใหม่ที่เวียดนาม แต่จริงๆ แล้ว ลุงสนามหลวงหลบซ่อนตัวอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ดำเนินรายการวิทยุใต้ดินตามปกติ กระทั่งมีประกาศยุติการออกอากาศ “ชั่วคราว” เมื่อเร็วๆ นี้ ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของพวกเขา

000 สำหรับ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” หรือลุงสนามหลวง เป็น “คนเดือนตุลา” สายมหิดล หลัง 6 ตุลา เข้าป่าอีสานใต้ มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายสมชาย” จึงรู้จักมักคุ้นกับนักการเมืองอย่าง “สหายจรัส” และ “สหายใหญ่” คนวงในเครือข่ายชินวัตรเป็นอย่างดี การทำรัฐประหาร 2549 ล้มรัฐบาลทักษิณ เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้แบบใต้ดินของชูชีพ จากกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จนมาถึงกลุ่มสหพันธรัฐไท

000 ก่อนพักการส่งกระจายเสียง ลุงสนามหลวง” ได้วิพากษ์ “นายใหญ่” และวงศ์วานว่านเครือแบบเผ็ดร้อน ทำนองว่า สู้ไม่จริง หรือหลอกใช้คนอื่นทำงานเสี่ยง จับความได้ว่า ลุงสนามหลวงรู้สึกผิดหวังที่เพื่อนพ้องน้องพี่ “คนเดือนตุลา” เครือข่ายนายใหญ่ ไม่ดูแลพวกคนเสื้อแดงที่หลบภัยอยู่ในฝั่งลาว

สุธรรม แสงประทุม

000 นี่ก็คนเดือนตุลา สายพระเอกลิเก สุธรรม แสงประทุม” สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ที่ไม่ได้อยู่วงใน ลูกท่านหลานเธอ” ในห้วงวิกฤติของ ทษช. ก็พยายามโพสต์เฟซบุ๊ก อัพสเตตัสเท่ๆ “จงสู้จนสุดฤทธิ์แม้ชีวิตจะดับพ้น” และ “ศักดิ์ศรีมนุษยชนไม่ยอมทนเป็นทาสใคร” โดยมิได้มองสาเหตุแท้จริงคือ “นายใหญ่” ที่เดินเกมพลาด

000 ตีเหล็กเมื่อแดง กินแกงเมื่อร้อน หรือตีเหล็กต้องตีตอนร้อน เป็นสำนวนเก่าๆ ที่คุ้นหู ในสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำของฝ่ายเครือข่ายคนแดนไกล ฉลอง ฆารเลิศ“ ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ได้ปล่อยขบวนรถแห่หาเสียงที่ติดป้ายและเบอร์ผู้สมัคร รวมทั้งรูปของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา” วิ่งไปตามถนนสายต่างๆ ภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งพื้นที่เมืองน้ำดำ ถือว่าเป็น “เขตแดงเข้ม” ไม่แพ้อุดรธานี ร้อยเอ็ด และขอนแก่น

รถหาเสียงของพลังประชารัฐเมืองน้ำดำ

ฉลอง ฆารเลิศ ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์

000 ทำนองเดียวกัน “เอกภาพ พลซื่อ” อดีต ส.ส.ค่ายวังพญานาค และแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ร้อยเอ็ด ได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ในโรงแรมใหญ่กลางเมือง โดยเชิญตัวแทนกลุ่มแกนนำสตรีร้อยเอ็ดกว่า 4,000 คน มารับฟังการปราศรัย “เอกภาพ” บอกย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐ จะไม่ดึงฟ้าต่ำแบบบางพรรค” และยังได้ขายนโยบายประชานิยมสูตรใหม่ โดยไม่หวั่นกระแส “คิดฮอดคนไกลบ้าน” ที่ดำรงอยู่ในทุกหมู่บ้าน

เอกภาพ – รัชนี พลซื่อ 

กลุ่มสตรี 4 พันคน มาฟังนโยบาย พปชร.

000 ตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชารัฐสายอีสาน เขต 1 สระแก้ว “ตรีนุช เทียนทอง” หลานสาว “ป๋าเหนาะ” ที่ย้ายจากเพื่อไทยมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ กลับเน้นความเป็น “ตรีนุช” คนบ้านใหญ่สาย กำนันขวัญเรือน” มากกว่าชูนโยบายพรรค หรือขายแบรนด์ “ลุงตู่” เช่นเดียวกับที่เขต 1 ฐานิสร์ เทียนทอง” พี่ชายของตรีนุช

ตรีนุช เทียนทอง

000 น่าสังเกตว่า “ฐานิสร์-ตรีนุช” ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือสื่อสารกับชาวบ้าน โดยตั้งชื่อเพจว่า ไปด้วยกัน ไปได้ไกล” เหมือนจะบอกว่า “สองพี่น้อง” จะก้าวไปด้วยกัน และไปได้ไกลกว่าสมัยที่อยู่ใต้ร่มเงา “บ้านใหญ่ป๋าเหนาะ”

000 อย่างไรก็ตาม “อีสานโพลล์” ฉบับล่าสุด จากการสุ่มสำรวจคนอีสานว่าจะเลือกพรรคใด ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย นำโด่งร้อยละ 44 ตามด้วยพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 21  ส่วนพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคภูมิใจไทย อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 7 และที่แย่หน่อยก็พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 3 เป็นผลสำรวจที่ไม่ต่างจากความคาดหมายของคนทั่วไป

เลือกตั้ง(ตัวช่วย)”ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362445?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลือกตั้ง(ตัวช่วย)”ลุงตู่”

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กระดานความคิด,พรรคไทยรักษาชาติ,ลุงตู่,พปชร,พรรคพลังประชารัฐ,เลือกตั้ง62
เปิดอ่าน 465 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

หลังจากสงวนท่าทีมานาน (ทั้งที่คนก็รู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ร่อนสารเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่า “ผมขอตอบรับการเชิญโดยยินยอมให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

หากประเมินสถานการณ์การเมือง ณ ขณะนี้ ต้องถือว่า “ลุงตู่”  เป็น “เต็งหนึ่ง” ในการที่จะได้เป็นนายกฯ อีกสมัยหลังการเลือกตั้ง

แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคพลังประชารัฐที่ “ลุงตู่” มีชื่อในบัญชีนายกฯ จะชนะเลือกตั้ง “เข้าวิน” เป็นที่ 1 เพราะในทางการเมืองก็รู้กันอยู่ว่า “พรรคเพื่อไทย” คงได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.เป็นอันดับ 1 ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ตั้งเป้าช่วงชิงที่ 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะแค่พรรคพลังประชารัฐ ได้ที่ 2 ก็สามารถจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเข้าที่ 3 และพรรคการเมืองขนาดกลางที่รอเสียบตั้งรัฐบาล โดยดัน “ลุงตู่” ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ ได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเกิดสถานการณ์หลังสุดที่ “พรรคไทยรักษาชาติ” ได้กระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ นอกจากจะทำให้คะแนนเสียงของ “พรรคไทยรักษาชาติ” หดหายแล้ว ยังส่งผลกระทบไปยังคะแนนเสียง “พรรคเพื่อไทย” ด้วย เหตุเพราะคนมองว่าพรรคไทยรักษาชาติ เป็นสาขาหรือเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย โดยดูจากแกนนำของพรรคไทยรักษาชาติหลายคน ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย และการเดินเกมการเมือง ก็เป็นไปในลักษณะ “ซูเอี๋ย” กัน อย่างเช่น การที่พรรคเพื่อไทย ส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงแค่ 22 เขตเลือกตั้ง จากทั้งหมด 30 เขตเลือกตั้งใน กทม. โดยเว้นไม่ส่งใน 8 เขตเลือกตั้งที่พรรคไทยรักษาชาติส่งผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งทำให้พรรคพลังประชารัฐอาจฉวยโอกาสนี้แซงพรรคเพื่อไทย เข้าป้ายเป็นที่ 1 และหากพรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งเป็นที่ 1 “ลุงตู่” นั่งนายกฯ อีกสมัยแน่ !!

เมื่อวันก่อน  ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊ก บอกว่า มีถึง 11 เหตุผล ที่ต้องเลือก “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง อาทิ เป็นคนนำความสงบกลับสู่บ้านเมือง-กล้าตัดสินใจ-ไม่เป็นนอมินีใคร-รักประชาชนและประเทศชาติ

แต่ในขณะเดียวก็มี “เครือข่ายผู้รักความเป็นธรรม” โพสต์สวนทันควันว่า มีถึง 11 เหตุผลเช่นกัน ที่ไม่ควรเลือก “ลุงตู่” เป็นนายกฯ คนต่อไป อาทิ เผด็จการ ใช้วาจาหยาบคาย ขี้โมโห เล่นพวกพ้อง เอาเป็นว่าเป็นวิจารณญาณของแต่ละคนก็แล้วกันว่า “ลุงตู่” ควรเป็นนายกฯ ต่อไปหรือไม่

มีเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่และถือว่าเป็นจุดอ่อนของ “ลูงตู่” ก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ  ปัญหาปากท้องของของประชาชน เพราะตลอด 4 ปีเศษ ที่ “รัฐบาล คสช.” บริหารประเทศมา เศรษฐกิจไม่ดี ชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้า เดือดร้อนในการทำมากิน เงินขาดกระเป๋า เป็นหนี้สิน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำไม่ว่าจะเป็นยางพารา ราคาข้าวเปลือก ซึ่งสวนทางกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าครองชีพที่พุ่งพรวดไม่ยอมลดลง

และไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง ดูได้จากผลโพลล์ของสถาบันการศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอยูโพล สวนดุสิตโพล กรุงเทพโพล นิด้าโพล ฯลฯ เมื่อมีการสอบถามถึงสิ่งที่ “รัฐบาล คสช.” ล้มเหลวหรืออยากให้เร่งปรับปรุงมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างมักจะตอบเรื่อง “เศรษฐกิจ/ปากท้อง” เป็นอันดับหนึ่ง

โดยเฉพาะของ “สวนดุสิตโพล” ที่มีการสอบถามถึง 8 ครั้ง ผลที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือรัฐบาลยัง “สอบตก” ไม่ผ่านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยคะแนนที่ค่อนข้างสูง คือระหว่าง 74-88%

พล.อ.ประยุทธ์ เคยปรับ ครม.ครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจและขยับเก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่เป็นผล

และเรื่องปัญหาเศรษฐกิจนี่เอง ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไม่อยากให้ “รัฐบาล คสช.” บริหารประเทศต่อไป และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง โดยหวังให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหา

ที่จริงแล้วรัฐบาล คสช. ก็ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งสักเท่าไร เห็นได้จากมีการเลื่อนโรดแม็พเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง แต่ถึงเวลานี้ฝืนกระแสไม่ไหวเพราะขืนยื้อต่อไปม็อบคงออกมาอีกเยอะ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนเรื่องปากท้องของประชาชนที่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่เพราะ “ลุงตู่” และคณะ ไม่มีฝีมือ แต่สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการทำ “รัฐประหาร”

เพราะว่าการที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนี่เอง ทำให้ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ยึดมั่นในหลักการของประชาธิปไตย ถอยห่าง ไม่มาลงทุนในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจ “ลุงตู่” แต่มันเป็นเรื่องของ “หลักการ” และเมื่อทุนต่างชาติมีจำนวนเงินมหาศาล อีกทั้งคนไทยเราเองก็ไม่อยากลงทุนในภาวะบ้านเมืองที่ยังไม่ปกติ จึงทำให้เศรษฐกิจซบเซา

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงเป็น “ตัวช่วย” พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างดี เพราะหาก “ลุงตู่” ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะไม่มี “ชนัก” ในเรื่องที่ว่า เป็นเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตยอีกต่อไป ทั้งในและต่างประเทศก็พร้อมที่จะลงทุนทำมาค้าขายในประเทศไทย “ลุงตู่” ก็มีโอกาสโชว์ฝีมือในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ เพราะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยต่อไปอีก

ถึงตอนนั้นก็จะได้รู้กันว่า “ลุงตู่” มีฝีมือมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นอีก ก็ชัดแล้วว่าเป็นเพราะใคร

ขอศาลรธน.เมตตา”ทษช.”ได้เห็นข้อกล่าวหายุบพรรค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอศาลรธน.เมตตา”ทษช.”ได้เห็นข้อกล่าวหายุบพรรค

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,ยุบพรรค,กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 2,082 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ 

“บิ๊กเซอร์ไพรส์” ซึ่งพรรคไทยรักษาชาติ( ทษช.) ดำเนินการเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วนั้น..ในยามนี้ส่งผลสะเทือนมายังพรรคนี้แล้ว

เมื่อ กกต.เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า “ทษช.” กระทำผิด สมควรยุบพรรค เนื่องจากเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ตามมาตรา 92 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง

แต่ ทษช.อ้างว่า พรรคยังไม่ได้เห็นข้อกล่าวหาดังกล่าวเลย…ฉะนั้นขอความเมตตาต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้พรรคได้มีโอกาสเพื่อที่จะเตรียมพยานหลักฐานสู้คดีตามหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสชี้แจง…

“พิชิต ชื่นบาน” ประธานที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตอบในช่วงบ่ายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ว่าจะรับคำร้องของ กกต.ไว้วินิจฉัยหรือไม่…

พิชิตกล่าวว่า “พรรคอยู่ในฐานะคู่กรณี ความหมายในทางกฎหมายคือ ผู้ร้อง, ผู้ถูกกล่าวหา และให้รวมถึงผู้มีสิทธิกระทำการแทนด้วย

การที่ กกต.ยื่นเรื่องยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญเลยโดยที่ไม่ให้พรรคไปรับทราบข้อกล่าวหาและขอชี้แจงนั้น กระทบสิทธิของพรรค, ผู้สมัคร ส.ส.สองระบบ และสมาชิกพรรคที่มีทั่วประเทศจำนวนมากด้วย

จนถึงตอนนี้ข้อกล่าวหาที่ กกต.ยื่นต่อศาลนั้น พรรคยังไม่รู้เลยและไม่รู้ท้ายคำร้องที่กกต.ยื่นไปด้วย

ตามหลักยุติธรรมที่ระบบตุลาการของไทยใช้มานานนั้นคือ หลักฟังความทุกฝ่าย ซึ่งเป็นหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับบัญญัติไว้รวมทั้งสากลโลกด้วย

เหตุที่พรรคยืนยันแบบนี้เพราะการดำเนินการของ กกต.ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน

ทั้งๆ ที่ตามปฏิทินแล้ว กกต.จะประกาศรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.และแคนดิเดตนายกฯ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แต่ทำไมมีการประกาศคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ ก่อน และไม่ให้พรรคไปรับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงเบื้องต้น เสมือนได้พิพากษาประหารชีวิตพรรคไทยรักษาชาติไปแล้ว เพราะมีเพียงข้อมูลที่นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอไปเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีข้อมูลที่ผู้ถูกร้องแนบไปด้วย (กกต.อ้างว่าพรรคกระทำความผิดมาตรา 92 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง)

เป็นเหตุให้ความเป็นพรรคการเมืองสิ้นสุดไปแล้วเบื้องต้น เสมือนพรรคมีความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 90(2) ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 92

เมื่อเป็นแบบนี้แต่พรรคไม่มีโอกาสชี้แจงต่อ กกต. แต่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลยนั้น ยืนยันว่า กกต.ต้องทำให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 93

(เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดกระทำการตามมาตรา 92 ให้นายทะเบียนรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

ในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 92 คณะกรรมการจะยื่นคำร้องเองหรือจะมอบหมายให้นายทะเบียนเป็นผู้ยื่นคำร้องและดำเนินคดีแทนก็ได้ และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดี นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจะขอให้อัยการสูงสุดช่วยเหลือดำเนินการในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าจะเสร็จสิ้นก็ได้)

จึงขอความเมตตาต่อศาลให้รับพิจารณา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 27
(การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลมีอํานาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ ไม่ว่าการไต่สวน พยานหลักฐานนั้นจะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาที่กฎหมายกําหนดไว้

ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่กรณีในการนําสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น

ในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคํา ตลอดจนขอให้หน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานสอบสวน ดําเนินการใด เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาได้)

ตอนนี้หากคำนึงถึงหลักนิติธรรมและการกระทบสิทธิประชาชนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ตรงนี้คือสิ่งที่พรรคดำเนินการขอความเป็นธรรมจากศาล เพื่อขอโอกาสนี้รับทราบข้อกล่าวหาของ กกต. เพื่อที่จะได้เตรียมพยานหลักฐานชี้แจง

คดีนี้ไม่เคยมีในประเทศ และสิ่งที่พรรคดำเนินการไปนั้น ผมเชื่อโดยเจตนาบริสุทธิ์ของกรรมการบริหารพรรคที่ดำเนินการไป หากไปตรวจสอบประวัติของกรรมการบริหารพรรคชุดนี้จะพบว่าไม่มีประวัติเสื่อมเสียหรือล่วงละเมิดสถาบัน คนรุ่นใหม่เหล่านี้หวังสร้างพรรคนี้ให้เป็นทางเลือกของสังคมและเป็นที่พึ่งของประชาชน
การกระทำของ กกต.นั้นมิได้กระทบเพียงผู้บริหารพรรค แต่กระทบสิทธิของผู้สมัคร ส.ส.และสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ขั้นตอนที่พรรคนี้ดำเนินการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ตามระบบมินิไพรมารีโหวตจากสมาชิกทั่วประเทศ พรรคก็ปฏิบัติแม้เวลากระชั้นก็ตาม

วันนี้ชาวบ้านและสมาชิกพรรครอไปเลือกตั้งที่รอมากว่าสี่ปีแล้ว หากพรรคจะโดนยุบ มันเป็นแรงสะท้อนที่สะเทือนใจของทุกฝ่ายนะ”

ป่วนเมือง!หลังแพ้น็อก เครือข่ายทักษิณ พล่าน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362442?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป่วนเมือง!หลังแพ้น็อก เครือข่ายทักษิณ พล่าน!

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:00 น.
ทักษิณ ชินวัตร,พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,รัฐประหารซ้อน
เปิดอ่าน 15,133 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

ทันทีที่พรรคในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร พ่ายแพ้เกมตัวเองในเหตุการณ์ “8กุมภา” ดังที่ทราบกัน “ละอ่อน” ทางการเมืองแห่งพรรคทายาทอสูรก็อันตรธานหายหน้าไป เพิ่งโผล่ให้เห็นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก่อนมีข่าวว่า กกต.กำลังชงเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ที่กระทำการอัน “มิบังควรอย่างยิ่ง”

กระแสพรรคในเครือข่ายทักษิณ ดำดิ่งลงทันทีหลังเหตุการณ์ “8กุมภา” จนอาจจะส่งผลทำให้พ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ในวันที่ 24 มีนาคม ที่จะถึงนี้ คนในเครือข่ายทักษิณ จึงดิ้นคิดเปลี่ยนเกม “ตัดกระแส” ที่กำลังดำดิ่งจนติดก้นเหว ด้วยการ “ปล่อยข่าว” เพื่อหวังปั่นป่วนการเมืองไทย

10 กุมภาพันธ์ เกิดข่าวลือ “รัฐประหารซ้อน” มีการเผยแพร่ภาพรถถังว่อนโลกออนไลน์ จนเกิดข่าวลือกระหึ่ม ทำให้ฝ่ายความมั่นคงต้องมาตัดเกม ยืนยันไม่มีการรัฐประหาร การเห็นภาพรถถังเป็นแค่การเคลื่อนย้ายกำลังปกติ

11 กุมภาพันธ์ มีการสร้างราชกิจจานุเบกษาปลอม ว่ามีคำสั่ง ม.44 ปลดผู้บัญชาการทหารทั้งสามเหล่าทัพ จนนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับต้นตอการปล่อยข่าวและยืนยันความรักใคร่อันดีของพี่น้องเหล่าทัพกับรัฐบาล

12 กุมภาพันธ์ มีข่าวปล่อยจากคนในพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช = ทักษิณ ชินวัตร ) ว่า 24 มีนาคม อาจจะไม่มีการเลือกตั้ง

นี่คือการป่วนเมืองด้วยการปล่อยข่าวและสร้างเอกสารปลอม หน่วยงานความมั่นคงของ“ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งจับตาเป็นพิเศษว่า หลังการ “แพ้ภัยตัวเอง” ของจอมบงการใหญ่ ที่กระหายอำนาจทางการเมือง จะมีแผนป่วนเมืองที่ต้องเฝ้าระวัง มิให้เกิดขึ้นไปจนถึงช่วงการเลือกตั้ง แผนรักษาความปลอดภัยของฝ่ายมั่นคงจึงถูกหยิบมาใช้เข้มข้นอีกครั้งอย่างเงียบๆ เพราะความไม่ไว้ใจต่ออาการ “ดิ้นพล่าน” ของระบอบทักษิณ

แต่ขอประณาม ณ ตรงนี้ว่า เมื่อพ่ายแพ้สงครามการเมืองด้วยการทำตัวเองแล้ว จงอย่าสร้างความปั่นป่วน เอาประชาชนเป็นตัวประกันเหมือนเช่นที่เคยทำมา เพราะคงไม่มีใครยอมให้ปีศาจทั้งหลายพาชาติดำดิ่งลงเหวอีก

แบตเตอรี่เอเชีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362444?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แบตเตอรี่เอเชีย

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:10 น.
โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 471 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไปเวียงจันทน์ นครหลวงของลาว ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของไทย ซึ่งมีเพียงแม่น้ำโขงขวางกั้น แต่ความรู้สึกนึกคิดวัฒนธรรมประเพณีใกล้กันที่สุดแถมพูดจากันรู้เรื่อง

วัตถุประสงค์เพื่อไปดูโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ‘น้ำงึม 2’ หรือภาษาลาวเรียกว่า ‘เขื่อนไฟฟ้าน้ำตกน้ำงึม 2’ ซึ่งบริษัท ซีเค.พาวเวอร์ในเครือ ช.การช่าง เป็นผู้ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว ตามโครงการแบตเตอรี่เอเชีย ซึ่งลาวจะผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ไทย หาเงินรายได้เข้าประเทศ

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้อาจจะมีข้อมูลหนักหน่อยซึ่งขอแจ้งข้อมูลให้ทราบพอสังเขปก่อนจะต่อด้วยเรื่องทั่วๆ ไปของเมืองลาว

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ตั้งอยู่บนลำน้ำงึมระหว่างภูเขาภูแซและภูฮวด บ้านห้วยม่อ เมืองฮ่ม นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยอยู่ห่างจากเขื่อนน้ำงึม 1 ขึ้นไปทางต้นน้ำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ 90 กิโลเมตร

ลักษณะโครงการเป็นเขื่อนกักเก็บ โดยจะเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำที่สร้างอยู่ในระดับที่สูงกว่าอาคารโรงไฟฟ้า เมื่อปล่อยน้ำลงมาตามอุโมงค์ส่งน้ำซึ่งมีแรงดันสูงจะผลักดันให้ใบพัดของเครื่องกังหันหมุนด้วยความเร็วสูง เพลาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะเกิดการหมุนและทำให้เกิดการเหนี่ยวนำในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก่อให้เกิดเป็นกระแสไฟฟ้า

สายส่งกระแสไฟฟ้าจากตัวเขื่อนถึงสถานีไฟฟ้าบ้านนาบง ระยะทาง 80 กิโลเมตร ออกแบบให้ใช้สายส่งขนาด 230 กิโลโวลต์ สายส่งกระแสไฟฟ้าจากสถานีไฟฟ้าจะถูกปรับเปลี่ยนแรงดันไฟฟ้าเป็นขนาด 500 กิโลโวลต์ ที่สถานีไฟฟ้าบ้านนาบงเป็นสถานีชุมสายรองรับการพัฒนาระบบสายส่งจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 น้ำงึม 3 น้ำเทิน 1 และน้ำเงียบ

ก่อนที่จะนำ กระแสไฟฟ้าเข้าสถานีไฟฟ้าอุดรธานี 3 ในประเทศไทย สายส่งกระแสไฟฟ้าบริเวณชายแดนประเทศไทยเข้าสถานีไฟฟ้าอุดรธานี 3 ระยะทาง 70 กิโลเมตร ออกแบบให้ใช้สายส่งขนาด 500 กิโลโวลต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปได้ เพราะเมื่อเขื่อนเริ่มทำการกักเก็บน้ำ พื้นที่ราบในหุบเขาน้อยใหญ่ของลุ่มน้ำงึมซึ่งกินพื้นที่ราว 107 ตารางกิโลเมตร จะจมอยู่ใต้ผืนน้ำ จึงต้องมีการโยกย้ายชาวบ้านราว 6,000 คน จาก 982 ครอบครัว ใน 16 หมู่บ้าน ของเมืองไซสมบูน แขวงเวียงจันทน์มายังที่อยู่ใหม่

ผู้คนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจะย้ายมาอยู่ใหม่ที่เมืองเฟือง แขวงเวียงจันทน์ ห่างจากถิ่นเดิมราว 120 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่กลางหุบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก ภายในเวลาไม่นานหมู่บ้านใหม่ 3 หมู่บ้านถูกสร้างขึ้นพร้อมด้วยวัด โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถม 3 แห่ง โรงเรียนมัธยม ศาลาประชาคม สถานีอนามัย ตลาด สถานีขนส่ง ถนนลาดยาง และพื้นที่เพาะปลูก ทั้งหมดถูกสร้างลงบนพื้นที่กว่า 10 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความใส่ใจของโครงการในการแก้ไข เยียวยา และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างดีที่สุด

หมดเรื่องหนักๆ แล้ว ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเล่าสู่กันฟังเรื่องเมืองลาวกันบ้าง

นครหลวงเวียงจันทน์ ณ เวลานี้ เจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตา รถราก็ติดขัดแบบกทม. ผู้คนมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนไป

สมัยก่อนจากที่ไปลาวต้องนั่งแพข้ามโขงที่ท่าเสด็จ หนองคาย แต่เดี๋ยวนี้มีสะพานข้ามโขงหลายแห่ง

เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ลาวจะเจริญมาก ไล่ๆ กับไทยเพราะมีรถไฟความเร็วสูงจากจีนผ่านหลวงพระบางมาถึงเวียงจันทน์

โอกาสนี้ขอขอบคุณ กก.ผจก.ซีเค พาวเวอร์ ‘ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์’ และกก.ผจก.ไฟฟ้าน้ำงึม 2 ‘วรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์’ และทีมงานที่พาไปเยี่ยมชมโครงการและได้รู้ได้เห็นชีวิตชาวลาวแบบใกล้ชิด

มีคำถามอยู่ในใจว่าไทยจะทำโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำได้หรือไม่?

คำตอบคือ ‘เป็นไปไม่ได้’ เพราะจะมีคนค้านแบบหัวชนฝาและไม่ยอมรับรู้ว่าอนาคตไทยจะเป็นอย่างไร

ไทยจึงต้องซื้อไฟฟ้าจากลาวมาใช้ด้วยประการฉะนี้