ฝังฝัน..ใครคนนั้นแบบถาวร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝังฝัน..ใครคนนั้นแบบถาวร

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 15:15 น.
ไทยรักษาชาติ,ทษช
เปิดอ่าน 2,409 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

บิ๊กเซอร์ไพรส์ของ “ไทยรักษาชาติ” เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในหน้าบันทึกการเมืองไทย…

หลากสิ่งหลายความเห็นที่บังเกิดในช่วงถัดมา บ่งชี้เบื้องต้นแล้วว่าอะไรจะเป็นอย่างไรต่อบนกระดานการเมือง…

ภาพชัดวันนี้ที่หลายคนมองต่างตั้งเข็มมุ่งไปยัง “ใครบางคน” ที่ตัดสินใจโยนไพ่ใบสุดท้ายหวังน็อกทั้งวง “ใครคนนั้น” คงต้องมีบารมี อิทธิพลทางความคิดและเครือข่ายรอบด้านมากกว่ากลุ่มยังเติร์กของ ทษช. ที่หลายคนมองว่าชั่วโมงบินไม่น่าจะถึง…

แต่ “คนที่โยนไพ่น็อก” ใบนี้ลงมาคล้ายว่าอาจโดนน็อกเองและนำพาพลพรรคไปในวงแหวนแห่งไฟรัดรอบเข้ามาเรื่อยๆ

เกมที่ผู้ชนะคือผู้เริ่มเกมใหม่ที่ใครบางคนเคยกล่าวไว้ยามทรงอำนาจเมื่อวันวาน แม้วันนี้ใครคนนั้นจะยังใช้วิธีเสี่ยงแบบหลายคน “ไม่กล้าแม้แต่จะคิด” แต่ใครคนนั้น ”กล้า” จะเล่นและเกหมดหน้าตัก

แม้คีย์แมนหลังม่าน ทษช. จะบอกว่ามีการอ่านหมากรอบด้านแล้วว่าจะมีผลเช่นไร…แต่มติของคีย์แมน ทษช.ที่นำมาใช้เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วคือคำตอบของทุกสิ่ง (แม้ใครบางคนของ ทษช. จะออกมาแจงกับสังคมว่าไม่รู้ไม่เห็นกับหมากเกมนี้ก็ตาม แต่ใครจะเชื่อบ้าง…)

เมื่อเกมพลิกแบบนี้…มีการประเมินกันจากคนวงในแล้วว่าใครจะรับผลบวกและลบหาก ทษช.ต้องพับฐานในเร็ววันนี้

เริ่มจากผลลบ… ทษช.โดนแน่…แต่จะเบาหรือหนักเพียงใดและเริ่มต้นเมื่อใดนั้น มีการประเมินสองแนวคือ โดนก่อน 24 มีนาคม หรือโดนหลังเดือนพฤษภาคม เงื่อนเวลานั้น โอกาสจะโดนเชือดก่อนหย่อนบัตรนั้นสูงยิ่ง…ส่วนจะโดนหนักเบาเพียงใด ต้องมองเจตนาของ ทษช.ที่แสดงออกหลังจากนี้ไป
ส่วนลูกพ่วงของระเบิดลูกนี้ของ ทษช.นั้น… “เพื่อไทย” จะโดนพาดพิงและหางเลขทั้งตรงและโต๊ด

เพราะข้ออ้างจากอดีตว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เมืองกล้วยไข่ ที่ออกมาเผาป้ายหาเสียงและให้ข้อมูลกับสื่อว่าเหตุที่พลาดลงอาสาคราวนี้เพราะแกนนำพรรคอ้างโพลล์แพ้และควรให้พรรคตระกูลเพื่อ ลงสมัครแทน

เมื่อคนในบ้านของ ทษช.ออกมาแจกแจงข้อมูลเช่นนี้ ใครต่อใครย่อมเชื่อไปแล้วเกือบทั้งใจว่า ระบบฮั้วของพรรคตระกูลเพื่อนั้นมีจริง

คราวนี้แหละ…มันคือจุดประกายของการลากเพื่อไทยไปลงเหวพร้อมกับพรรคน้อง แม้บางคนบอกว่าสารพัดตระกูลพรรคเพื่อบนกระดานยังเหลือและน่าจะแชร์แต้มไปให้พรรคเหล่านั้นแทน…ถามว่าแม้จะทำแบบนั้นได้ มันจะได้ตรงตามเป้าจริงหรือ…

เมื่อมองมุมบวก…จากคนโลกสวยใน ทษช.

ทษช.จะได้รับทัณฑ์บ้าง…แต่คงไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย คะแนนพรรคตระกูลเพื่อจะได้ทวีขึ้น เพราะข้อกล่าวหาต่างๆ เกี่ยวกับเบื้องบนว่าล้มเจ้านั้น พิสูจน์แล้วว่า มิใช่…

เมื่อหักกลบลบหนี้แต้มที่ ทษช.และใครบางคนวางหมากให้ทิ้งไพ่ตายเยี่ยงนี้…บอกคำเดียว “ฝังลงในผืนดินแล้วลืมมันให้สิ้นไปจากใจเสียคงดี” เพราะความฝันนี้ของใครคนนั้น …มันไม่ใช่จุดที่คนไทยทั้งผองจะรับสภาพนั้นได้ และคนไทยคงไม่ให้อภัยกับการกระทำเยี่ยงนี้ของใครคนนั้นที่อาจเอื้อมเกินไป

ฉะนั้น สติ สมาธิ ปัญญา ใคร่ครวญสิ่งที่เห็นและเป็นไปจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคตนั่น

คือคำแนะนำถึงใครคนนั้นที่อยู่หลังม่านเกมนี้…ว่า

ละวางแล้วชีวิตจะสุข มิเช่นนั้นผลกรรมจะกระจายไปยังลูกหลานและบริวารแบบอนันตริยกรรม…

สุขสันต์วันวาเลนไทน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362311?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุขสันต์วันวาเลนไทน์

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:50 น.
วันวาเลนไทน์
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

โดย… ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

วันวาเลนไทน์ ตรงกับ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ชายโสดที่ต้องการจีบหญิงสาวหน้าใหม่หรือชายไม่โสดที่ยังต้องการเอาใจแม่น้องนางเธอที่บ้าน ต่างจะสรรหาดอกกุหลาบแดงหรือดอกคาร์เนชั่นสีชมพูไปมอบให้ โดยอาจมีกล่องช็อกโกแลตติดมือไปด้วย จากนั้น “สองเรา” จะพร้อมใจกันออกไปฉลองวันวาเลนไทน์แห่งความรักที่ร้านอาหาร โรงมหรสพ แล้วจูงมือกันไปสู่ที่ชอบๆ

ทั้งนี้ ส่งผลให้สูตินรีแพทย์หลายท่านมีกรรมต้องรับ “งานเข้า” หนักหน่วงเป็นพิเศษในเดือนพฤศจิกายนต่อมา ขนาดแทบเป็นลมล้มทั้งยืนในขณะดูแลการคลอดนับรายไม่ถ้วนอย่างต่อเนื่องกัน จนลืมนับวันนับคืนไป

คู่รักวันวาเลนไทน์มี “ทางเลือก” เข้าสู่ “ความรัก” ที่เป็น “ทุกข์” หรือ “สุข” ดังนี้
1. “ทางทุกข์” คือทางที่ชายหญิงทอดสายตา “ออกนอกตัว” ใครหล่อสวยรวยก็ชอบและหลงรักจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ด้วยใฝ่ฝันว่าตนจะต้องเอาพระเอก/นางเอกคนนั้นมาครอบครองให้ได้ ทั้งๆ ที่ตนก็มิได้ครอบครองร่างกายตนเลย (ไม่อยากมีพุงยื่น ไม่อยากหย่อนยาน ก็มีจนได้) ชายหญิงคือ “วัตถุ” ชิ้นหนึ่งที่ต่างฝ่ายต่างก็ได้มาด้วยเงื่อนไขต่อรองที่ตกลงกันไว้และต่างก็ผูกติดกันไว้กับเส้นด้ายที่โยงอยู่กับ “ข้อตกลง/ คำสาบาน/ ความคาดหวัง” ที่ทำไว้ด้วยความหลงละเมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะคงทนถาวรไม่มีวันแปรเปลี่ยน ไม่แก่ ไม่เฒ่า ไม่ตาย เมื่อมรสุมชีวิตพัดผ่านเข้ามา ต่างก็จะโอนบาปถ่ายโทษกัน ปกป้องตัวเอง ทะเลาะวิวาทกัน เป็นทุกข์หนักขึ้นเรื่อยๆ จนมิอาจอยู่ด้วยกันอย่างสามีภรรยาต่อไป

2. “ทางสุข” คือทางที่ชายหญิงทอดสายตา “เข้าหาตัว” เมื่อเรารู้เรา เราก็รู้เขา โดยต่างมองเห็นกันและกันเป็นปุถุชนที่มีชีวิตจิตใจ–มิใช่วัตถุที่ไร้ลมหายใจ เข้าใจความรู้สึกนึกคิดกับภูมิหลังของกันและกัน บำบัดทุกข์บำรุงสุขต่อกัน และรู้จักช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ อาทิ ชายขับรถอย่างปราศจากเงื่อนไขไปส่งหญิงที่ทำงานในยามที่รถฝ่ายหญิงเข้าอู่ซ่อม นี่คือวิถีทางที่ปลอดจาก “อสรพิษในอัตตา” และค้ำจุนให้ชายหญิงอยู่ด้วยกันอย่างผาสุกได้นานแสนนาน

นอกจากนี้ “ทางสุข” ยังนำพาชายหญิงให้อยู่กับ “ปัจจุบันกาล” หลังเลิกงาน ต่างรู้จักอยู่พร้อมหน้ากัน เข้านอนพร้อมกัน ไม่ดูมือถือขณะรับประทานอาหารด้วยกัน รู้จักภาวนาจิต ทำสมาธิ เฝ้าดูลมหายใจเข้าออก สังเกตกระแสเลือดที่แล่นไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย ในขณะที่ดูแลจิตให้พยายามยับยั้งการปรุงแต่งคิดฟุ้งซ่านให้ได้นานที่สุด เพื่อเติมพลังให้แก่จิตและสมองไว้ดูแลกันและกัน หากไม่มีเวลาสละให้ผู้อื่นแล้ว จะรักผู้อื่นได้อย่างไร? อมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อ

ในวันวาเลนไทน์ ชายหญิงชาวพุทธย่อมมีสิทธิ์ชวนกันไปแสดงความจงรักภักดีต่อกันที่ “วัดพุทธ” ก็ย่อมทำได้โดยเสรี เพื่อร่วมกันทำบุญทำทานสร้างกุศลกราบไหว้บูชาพระรัตนตรัย ศึกษาสนทนาธรรมกับอริยสงฆ์ผู้ตื่นแล้วสละแล้วซึ่งการครอบครองวัตถุเงินทองอำนาจทั้งปวง ช่วยทำความสะอาดพระอุโบสถ ตลอดจนจัดระเบียบทำนุบำรุงวัด อย่าให้มี “วัตถุเงินทอง” อาทิ งาช้าง ตู้บริจาคเงิน รูปปั้น หรือเงินสดกฐิน ตั้งรกรุงรังอยู่หน้าพระประธาน ส่อให้เห็นเป็นวัดพุทธพาณิชย์ มิใช่วัดพุทธแท้จริง ซึ่งเป็นที่พึ่งแท้จริงของชาติบ้านเมือง การเยือนวัดพุทธเช่นนี้จะอำนวยให้คู่รักในวันวาเลนไทน์มีจิตสงบปลอดจากทุกข์ดังกล่าว และประสบกับความสุขแท้จริง

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ !

‘ตชด.’คืนสุข..’เปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362206?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ตชด.’คืนสุข..’เปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี’

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:05 น.
บิ๊กแป๊ะ,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง,บิ๊กอู๊ด,ตำรวจตระเวนชายแดน,ตชดเปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี
เปิดอ่าน 452 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัยโดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม  

หลายคนมักจะได้ยินเสมอว่า “ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน” ซึ่งก็ควรเป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเกิดเหตุอะไรขึ้นส่วนใหญ่คิดอะไรไม่ออกก็นึกถึงตำรวจเป็นอันดับแรก แต่ก็มีอีกหลายคนที่ต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำ กับพฤติกรรมของบรรดา “ตำรวจนอกรีต” บางคน กระทั่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ทั้งองค์กร รวมถึงความไว้ใจที่ประชาชนจะมีให้ตำรวจ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในฐานะ “แม่ทัพสีกากี” ได้เน้นย้ำนโยบายกำชับให้ทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสร้างความรัก ความเชื่อมั่นศรัทธา และเป็นที่พึ่งของประชาชน รวมถึงเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ด้วยเหตุนี้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ภายใต้การนำทัพของ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. จึงมีไอเดียเด็ด เพื่อสนองนโยบาย โดยเฉพาะการบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างความรัก ความเชื่อมั่นศรัทธาของพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดทำโครงการ “ตชด.เปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี” โดยเปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้บังคับบัญชา คณะชมรมแม่บ้านตำรวจตระเวนชายแดน ข้าราชการตำรวจและประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงาน ที่ชายหาดริมทะเลค่ายพระรามหก กองกำกับการ 1 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

พล.ต.ท.สมพงษ์ เปิดเผยว่า โครงการ ตชด.เปิดค่าย ร้อยรัก พักผ่อนริมหาดฟรี ก็เพื่อมอบความสุขให้พี่น้องประชาชน โดยใช้โอกาสช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ ซึ่งกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้ปรับฐานการฝึกรบภายในค่ายพระรามหก บริเวณชายหาดหน้าบ้านพักริมทะเลของค่ายพระรามหก ที่เป็นชายหาดสวยงาม เงียบสงบ สะอาด และปลอดภัย ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ พร้อมทั้งจัดเตรียมเตียงผ้าใบให้บริการฟรีหลายร้อยตัว รวมถึงจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในราคาย่อมเยา จัดชุดกู้ชีพกู้ภัยไว้คอยดูแลนักท่องเที่ยว

“ขณะเดียวกันโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก คุณสุขุมาล ชิงดวง ประธานชมรมและคณะแม่บ้านตำรวจตะเวนชายแดน มอบเงินจำนวน 5 แสนบาท มาจัดซื้อเตียงผ้าใบเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาใช้บริการฟรีโดยใช้โอกาสในช่วงเทศกาลแห่งความรักวันวาเลนไทน์ที่จะถึงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ เปิดโครงการอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยและครอบครัว ให้มีรายได้จากการขายสินค้าอาหารและของที่ระลึก รวมถึงการเช่าบริการเรือและม้าในราคาถูก สำหรับในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะจัดงบประมาณส่วนหนึ่งซื้อกล้องวงจรปิดมาติดตั้ง เพื่อเป็นการช่วยดูแลความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการพักผ่อนอีกด้วย” พล.ต.ท.สมพงษ์ อธิบาย

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจภายในค่ายพระรามหกอีกหลายแห่ง อาทิ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติป่าชายเลน บ้านเจ้ารามราฆพ เป็นต้น รวมทั้งสามารถร่วมกิจกรรมโดดหอสูงของตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร เพื่อทดสอบพลังกาย พลังใจ และกิจกรรมปั่นจักรยานภายในค่าย นับเป็นกิจกรรม One Day Trip ในการพักผ่อนของครอบครัวช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างคุ้มค่า ประชาชนไปใช้บริการริมชายหาดค่ายพระรามหก ได้ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

นี่ถือเป็นโครงการเด็ดของตำรวจป่า พัฒนาพื้นที่และศักยภาพของตัวเอง เพื่อคืนสุขสร้างศรัทธาให้แก่ประชาชน..!!

นโยบายพรรคแบบไหน?… ชนะใจ “คนป่วย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นโยบายพรรคแบบไหน?… ชนะใจ “คนป่วย”

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:50 น.
นโยบายสาธารณสุข,รัฐบาล คสช,พรรรคไทยรักไทย,นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคพลังประชารัฐ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,สิทธิบัตรทอง
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ  

เรื่องสุขภาพและการดูแลรักษาอาการเจ็บป่วย เป็นหัวข้อที่คนไทยให้ความสนใจเป็นพิเศษ “นโยบายสาธารณสุข” จึงเป็นเป้าหมายกวาดคะแนนของพรรคการเมืองทุกพรรค จากตัวอย่างพรรคไทยรักไทยที่เคยชนะถล่มทลายด้วย “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค” จนกลายเป็นตำนานที่ทุกพรรคอยากเลียนแบบ
แต่ดูเหมือนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ยังไม่มีพรรคไหนสามารถเปิด “นโยบายด้านสาธารณสุข” ได้โดนใจผู้ลงคะแนนเสียงมากนัก !?!

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา “รัฐบาล คสช.” พยายามสร้างกระแสออกนโยบายควบคุม “ราคาค่ายาของโรงพยาบาลเอกชน” ด้วยท่าทีขึงขังของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุขในช่วงแรก จนมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อ 22 มกราคม 2562 เสนอให้นำยา เวชภัณฑ์ไปอยู่ในหมวดสินค้าและบริการควบคุม แต่ผ่านไปสักพักดูเหมือนท่าทีจะอ่อนลงไปมาก หลังจากโดนฟากฝั่งตัวแทนโรงพยาบาลเอกชนออกมาต่อต้านอย่างหนัก

โดยอ้างว่า การควบคุมราคายาจะทำให้โรงพยาบาลเอกชนของไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น และทำให้คุณภาพการรักษาพยาบาลด้อยลงไปด้วย ไม่สามารถพัฒนาให้เป็นไปตามนโยบายเมดิคัล ฮับ ที่หวังดึงเงินจากชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการปีละหลายหมื่นล้านบาท

ฝั่งเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคก็ยังไม่ยอมแพ้ โชว์ข้อมูลราคายาที่แพงมากกว่าโรงพยาบาลรัฐถึง 70-400 เท่า รวมถึงค่าแพทย์และเวชภัณฑ์ต่างๆ มีราคาสูงเช่นกัน หลายครั้งไม่มีคุณภาพสมกับเงินที่ควักกระเป๋าจ่ายออกไป เช่น วิตามินบีคอมเพล็กซ์ โรงพยาบาลศูนย์ของรัฐคิดราคาฉีดหลอดละ 1.50 บาท แต่โรงพยาบาลเอกชนคิดราคา 600 บาท หรือยาฉีดแก้ปวดขนาด 50 มก. ราคา 6.50 บาท แต่เรียกเก็บเงินสูงถึง 450 บาท

ระหว่างนี้คงยังไม่มีคำตัดสินว่าฝ่ายใดจะชนะ คงต้องรอผลการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่า พรรคที่เข้ามาเป็นรัฐบาลชุดใหม่จะโน้มเอียงเข้าหาฝ่ายใด

ดังนั้น คนไทยที่สนใจอยากยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ควรเริ่มจับจ้องดูว่า “นโยบายด้านสาธารณสุข” ของแต่ละพรรคการเมืองที่นำมาใช้หาเสียงมีเนื้อหาอะไรบ้าง ไม่ใช่เฉพาะนโยบายควบคุมราคายาและค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น แต่ยังมีนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
พรรคการเมืองทั้งพรรคเล็กและพรรคใหญ่ เริ่มเปิดนโยบายของตัวเองในเรื่องนี้ออกมาบ้างแล้ว เช่น

 “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ประกาศสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อคนไทยทุกคน หรือ “โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” (Health For All) อ้างว่าเป็นโมเดลลดความเหลื่อมล้ำแบบสากล ถือเป็นโครงการ 30 บาทยุคใหม่ ปรับระบบลดการรวมศูนย์กลางอำนาจ เปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การจัดการงบประมาณ การคุ้มครองบุคลากรด้านสาธารณสุข การใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลผู้ให้และผู้รับบริการ

รวมทั้งจัดให้มีการกระจายบุคลากรสาธารณสุขมูลฐานในพื้นที่ชนบท ผ่านทางสถาบันครอบครัว อาสาสมัครสาธารณสุข ฯลฯ และส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง การป้องกันโรค และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อเอชไอวี

ส่วนคู่แข่งสำคัญอย่าง อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ จาก พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นเรื่องสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับอยู่แล้ว แต่ว่าปัญหาคืองบประมาณที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยังมีปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน 3 กองทุนที่ดูแลสุขภาพคนไทย ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพ กองทุนประกันสังคม กองทุนข้าราชการ

พรรคประชาธิปัตย์พยายามเสนอไอเดียการแก้ปัญหาด้วยการปรับปรุงการให้บริการสาธารณสุขด้วยการใช้เทคโนโลยี และปรับปรุงการให้บริการรักษาพยาบาลของหน่วยงานให้มีความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากส่วนอื่นๆ

ด้าน “พรรคพลังประชารัฐ” ส่งตัวแทนชื่อ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้าพรรค ที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนทุกคนได้รับสิทธิถ้วนหน้าจริงหรือไม่ และได้รับบริการที่ดีตามมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลดีจริงหรือไม่ หลังจากตั้งคำถามเสร็จ พรรคพลังประชารัฐเสนอแนวคิดในการพัฒนาระบบสาธารณสุขด้วยโมเดล “ปรับเปลี่ยน เชื่อมโยง ยกระดับ ขับเคลื่อน”

หมายถึง “ปรับเปลี่ยน” ให้ทุกคนได้รับความเท่าเทียมและยั่งยืน “เชื่อมโยง” ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน “ยกระดับ” ให้การบริการสาธารณสุขมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การให้บริการมีคุณภาพได้มาตรฐานจริง และสุดท้ายคือ “ขับเคลื่อน” ทำให้คนไทยมีสุขภาพดีทุกคนหรือทุกช่วงวัย

ขณะที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศจุดยืนอยากเห็นความเท่าเทียมอย่างถ้วนหน้าของจริง ลดช่องว่างระหว่างสิทธิของข้าราชการกับสิทธิของบัตรทอง โดยอ้างว่าปี 2559 สิทธิข้าราชการเพิ่มเป็น 15,326 บาท ส่วนสิทธิบัตรทองมีเพียง 3,200 บาท ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่จึงเสนอนโยบายให้สิทธิของ ข้าราชการโตน้อยกว่านี้ แล้วให้สิทธิบัตรทองโตขึ้นมากกว่านี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทำให้เกิดความสมดุลในสิทธิการรักษาโรคของคนไทยทุกคน

พรรคอนาคตใหม่ยังเสนอให้พัฒนาความรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขและปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจให้โรงพยาบาลสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ในการบริหารทรัพยากร หรือผลิตยาที่มีคุณภาพได้เอง และเพิ่มงบประมาณด้วย เพราะตอนนี้งบทหารสูงกว่างบสาธารณสุข หากลดงบประมาณกลาโหมลงประมาณร้อยละ 30 จะมีเงินไปช่วยเบี้ยคนชรา 8 ล้านกว่าคน เพิ่มเป็น 1,200 บาทต่อเดือน

สำหรับพรรคเล็กแต่มาแรงอย่าง พรรคภูมิใจไทย  ได้เสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในระบบสาธารณสุข ด้วยการใช้เทคโนโลยี 4G-5G ช่วยลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศนโยบายปฏิรูประบบสาธารณสุขให้โดยใช้ระบบโทรเวชกรรม “เทเลเมด” (Telemedicine) หรือการรักษาทางไกล แทนการมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น เช่น ให้มีรถฉุกเฉินสามารถสื่อสารระหว่างหมอกับผู้ป่วยด้วยกล้องที่มองเห็นกันและกัน ทำให้สามารถเห็นสถานการณ์ของผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้มากขึ้น

โดยพรรคข้างต้นเสนอให้นำเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่จำนวนกว่าแสนล้านบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) มาใช้ปฏิรูประบบเทคโนโลยีของการสาธารณสุขด้วย

จากข้อเสนอของพรรคการเมืองข้างต้น ดูเหมือนยังไม่ค่อยโดนใจกลุ่มหมอและเครือข่ายผู้บริโภคที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงมากนัก

“ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา” ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ที่ก่อตั้งมานานกว่า 17 ปี แสดงความเห็นว่า พยายามติดตามนโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคการเมืองต่างๆ แต่ยังไม่เห็นที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะข้อเสนอให้มีการคุ้มครอง “ผู้ป่วย” หรือ คนไข้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

“อยากให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายเยียวยาผู้เสียหายทางการแพทย์ ที่ผ่านมามีคนไข้มาร่วมลงชื่อกว่า 6.5 หมื่นคน เราได้มอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบันไปแล้ว พวกเราต้องการกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข ร่างกฎหมายเสนอไปแล้วแต่ยังไม่ถูกนำไปพิจารณาในคณะรัฐมนตรี ทุกวันนี้ต้องรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วยและญาติจำนวนมาก มีที่โดนเอาเปรียบจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ไม่มีคนไข้คนไหนอยากฟ้องหมอ แต่เมื่อเกิดความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ป่วยแล้ว ประเทศไทยกลับไม่มีระบบรองรับที่ดีพอ” ตัวแทนผู้ป่วยกล่าว

สอดคล้องกับ “กรรณิการ์ กิจติเวชกุล” รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอทช์) กล่าวถึงนโยบายด้านสาธารณสุขว่า ไม่ควรมองเฉพาะที่เกี่ยวกับในประเทศเท่านั้น ต้องมองถึงสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงยาและอุปกรณ์รักษาต่างๆ ด้วย หากพรรคการเมืองมาบริหารประเทศโดยรู้ไม่เท่าทันกลเกมการค้าระหว่างประเทศ คนไทยจะเสียเปรียบและเสียหายหลายด้าน เช่น กรณีการทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) กลายเป็นว่าทำให้ไทยเป็นถังขยะโลกจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ขยะพิษจากโรงพยาบาล ของเสียจากเตาเผาขยะ ฯลฯ และกำลังจะมีการเจรจาเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าของหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) จะทำให้ต่างชาติเข้ามายึดครองสิทธิบัตรเกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพของไทย เช่น พืชกัญชา พืชกระท่อม ที่เป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านสำคัญ

นอกจากข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาชนแล้ว กลุ่มที่นักการเมืองต้องเปิดใจเปิดสมองรับฟังเป็นพิเศษคือ ข้อเสนอของกลุ่มแพทย์ชนบทที่คลุกคลีกับชาวบ้านและผู้เจ็บไข้ได้ป่วยโดยตรง

“นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์” ตัวแทนคณะกรรมการมูลนิธิแพทย์ชนบท เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านสาธารณสุข ที่อยากเห็นพรรคการเมืองยุคนี้ให้ความสำคัญคือ การนำระบบเทคโนโลยีไอทีเข้ามาปฏิรูปการบริการสุขภาพ หรือที่เรียกว่า digital transformation แบ่งเป็น 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1.ระบบบริการผู้ป่วยนอกให้สะดวกสบายขึ้น เช่น การติดตั้งศูนย์ข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมกันทั้งประเทศ ถ้ามารับบริการสามารถเสียบบัตรประชาชนที่ตู้แล้วทราบว่านัดที่ห้องไหน ประวัติใช้ยา แพ้ยา ทุกโรงพยาบาลทราบข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขทันที รวมถึงระบบนัดหมอออนไลน์ นัดเจาะเลือดในอำเภอใกล้บ้าน จากนั้นไปพบแพทย์ 5 นาที วันต่อมามีพนักงานบริษัทส่งยามาให้ที่บ้าน หรืออาจทำระบบการตรวจรักษาออนไลน์สำหรับผู้ป่วยรับยาเดิม ไม่ต้องมาโรงพยาบาล มีระบบช่วยวินิจฉัย เช่นโปรแกรมเอไอ (Artificial intelligence) ช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์เบื้องต้นก่อน แล้วค่อยให้แพทย์อ่านซ้ำ จะลดความผิดพลาดได้มากขึ้น อาจพัฒนาเป็น ระบบการรักษาทางไกล (telemedicine) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมด้วยโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นเก็บข้อมูลการรักษาส่วนบุคคล เพื่อเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลา และสามารถพยากรณ์โอกาสการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย ฯลฯ ให้ผู้ป่วยใช้ข้อมูลไปส่งเสริมป้องกันโรคได้ด้วย เช่น ควรออกกำลังกายแค่ไหน ควรรับประทานอาหารกี่แคลอรี่

2.พัฒนาระบบผู้ป่วยใน เป็นระบบข้อมูลออนไลน์ ให้แพทย์ใช้มือถือดูผลเอกซเรย์ ผลเลือด บันทึกการพยาบาล แพทย์จะได้ทราบว่ามีคนไข้กี่คน อยู่ที่ตึกไหนบ้าง อาการคนไหนหนักมากน้อย ใช้ระบบหุ่นยนต์เอไอช่วยจัดลำดับความสำคัญได้ว่าควรไปตรวจคนไข้คนไหนก่อน รวมถึงระบบจองห้องพิเศษออนไลน์ และระบบการผ่าตัดออนไลน์ โดยผ่านหุ่นยนต์ผ่าตัด 3.ระบบสนับสนุนต่างๆ เช่น คลังยา อุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้บิ๊กดาต้าและหุ่นยนต์เอไอช่วยคำนวณอัตราการสั่งซื้อยาที่เหมาะสม ลดการสูญหายและลดการทุจริตได้ 4.ระบบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค สำหรับคนที่ยังไม่ป่วย หรือกลุ่มเสี่ยง สามารถนำข้อมูลสุขภาพมาคำนวณโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพาต โรคไตวาย ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อแนะนำให้เริ่มป้องกันตัวเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญ ทำส่วนที่สำคัญก่อน

“นอกจากเรื่องใช้ไอทีแล้ว เรื่องที่ 2 คือการเตรียมพร้อมให้ประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ควรเริ่มสร้างระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียง มีศูนย์ให้ยืมอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เช่น เตียงปรับระดับ ที่นอนลมไฟฟ้า เครื่องดูดเสมหะ เครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องให้ยาแก้ปวดมอร์ฟีนทางผิวหนัง และการสนับสนุนให้มีเนิร์สซิ่งโฮมของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังต้องมีศูนย์ฟื้นฟูสมรรรถภาพใกล้บ้าน ให้ผู้ป่วยได้ไปออกกำลังกาย เป็นเหมือนสมาคมรวมกลุ่มพูดคุย เล่นกีฬา สั่งอาหารหรือมีกิจกรรมร่วมกัน ส่วนเรื่องที่ 3 คือระบบการกระจายอำนาจ ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถกำหนดความต้องการของตนเองในการดูแลสุขภาพได้ ร่วมกันบริจาค ร่วมบริหาร ร่วมคิดร่วมทำนอกกรอบ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะด้านของตนเอง เช่นบางพื้นที่อาจมีโรคติดเชื้อเยอะ บางพื้นที่มีโรคเรื้อรังเยอะ ต้องมีอิสระในการบริหารจัดการโดยชุมชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเรื่องที่ 4 การแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล ควรเปลี่ยนแปลงระบบให้ทุนเรียนแพทย์เป็นของชุมชน โดยรัฐมอบเงินให้แก่ชุมชนต่างๆ เป็นผู้กำหนดคัดเลือกบุคคล ทำสัญญาร่วมกัน โดยมีพ่อแม่ร่วมทำสัญญาด้วย เมื่อแพทย์คนนั้นเรียนจบมาก็จะเป็นแพทย์ของชุมชน ไม่ใช่แพทย์ของรัฐบาล”

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่านอกจากนโยบายทั้ง 4 ด้านข้างต้นแล้ว ยังอยากเห็นนโยบายที่ 5 คือการแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำทะเบียนสิ่งที่ขาดแคลนประกาศผ่านออนไลน์ ใครสนใจบริจาคก็มีสิทธิเลือกและสามารถแจ้งลงทะเบียนบริจาคทางออนไลน์ นำใบเสร็จไปหักลดหย่อนภาษีได้ เมื่อสิ้นปีหน่วยงานกลางสามารถจัดงานประกาศผู้ที่บริจาคเงินสูงสุด 100 ท่านแรกเพื่อเชิดชู และจัดงานมอบประกาศนียบัตรประจำปี เพื่อสนับสนุนให้มีผู้บริจาคกันมากขึ้น

ข้อเสนอของแพทย์ผู้คลุกคลีกับคนเจ็บไข้ได้ป่วยในชนบททั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงลึกของระบบบริการด้านสาธารณสุขของประเทศไทย และนโยบายแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม

นับเป็นข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์อย่างมาก พรรคการเมืองใดเอาไปเป็นนโยบายสาธารณสุข เชื่อว่าพรรคการเมืองนั้นต้องได้รับเสียงตอบรับจากคนไทยจำนวนไม่น้อย

ที่สำคัญคือ เมื่อเสนอนโยบายไปแล้ว หากได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลก็ต้องนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย ไม่ใช่หวังแค่ขายฝันตอนฤดูหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น เพราะยุคนี้สื่อสังคมออนไลน์ช่วยให้คนไทยติดตามประเมินผลได้รวดเร็วนัก

นักการเมืองขยันขายฝัน กับนักการเมืองพูดจริงทำจริง พิสูจน์ได้ไม่ยาก !

ใครชักใย “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ข้อมูลเด็ดยุบ ทษช.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครชักใย “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ข้อมูลเด็ดยุบ ทษช.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:40 น.
ทษช,ไทยรักษาชาติ,ไพบูลย์ นิติตะวัน,กกต,ยุบพรรค,ทักษิณ ชินวัตร,นปช,พรปพรรคการเมือง,ระบอบประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 6,963 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ไม่ว่ามติ กกต.เกี่ยวกับ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ของพรรคไทยรักษาชาติจะออกมาอย่างไรก็ตาม แต่พรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น “พรรคสาขา” ของพรรคเพื่อไทย อยู่ใน “พรรคตระกูลเพื่อ” พรรคนี้ หนีไม่พ้นต้องเผชิญข้อกล่าวหาจากสังคม และบรรดา “นักร้อง” หรือ “ผู้ร้องเรียน” จากหลากหลายองค์กร และจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าต่อไปในสนามเลือกตั้งตามแถลงการณ์ของพรรคอย่างแน่นอน

ประเด็นแรก เป็นการยื่นคำร้องให้ตรวจสอบของหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป นายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่บอกว่าการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ อาจขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมวด 4 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 ที่บัญญัติว่า ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นนี้นักกฎหมายมองว่า พรรคไทยรักษาชาติยังพอมีข้อต่อสู้ โดยอาจจะอ้างว่าที่ผ่านมายังไม่ถึงขั้นตอนการหาเสียง เป็นเพียงแค่การเสนอแคนดิเดตนายกฯ แต่ฝั่ง กกต.อาจมองอีกมุมได้เหมือนกันว่า การโหมกระแส “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ทางโซเชียลมีเดีย หากพรรคหรือคนในพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องก็อาจเข้าข่ายความผิดได้เหมือนกัน แต่ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ ความผิดในเรื่องนี้ต้องรับโทษถึงขั้นไหน เพราะไม่ได้ระบุไว้ในระเบียบ กกต.

ฉะนั้นจึงมีการนำพฤติกรรมไปเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือ “พ.ร.ป.พรรคการเมือง” ซึ่งมีความผิดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง 2 เรื่อง บัญญัติอยู่ในมาตรา 92 มีโทษถึงขั้นยุบพรรค คือ

1.กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

กับ 2.กระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นอกจากนั้นยังมีอีก 1 ประเด็นที่อาจเข้าข่ายความผิด และนำไปสู่การยุบพรรคได้เหมือนกัน ก็คือการที่พรรคการเมืองยินยอมให้บุคคลนอกพรรคที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค “ครอบงำ ควบคุม ชี้นำ” จนพรรคไม่มีอิสระในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เรื่องนี้เกี่ยวข้องทั้งการฮั้วส่งผู้สมัคร และการแสวงหาข้อเท็จจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังการเสนอแคนดิเดตนายกฯ บ้าง

เรื่องนี้ต้องรอดูว่า กกต.จะวินิจฉัยออกมาอย่างไร เพราะการยุบพรรคตามมาตรา 92 ไม่ต้องมีใครร้องก็ได้ กกต.สามารถแสวงหาหลักฐานและข้อเท็จจริงได้เอง ซึ่งการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ และประเด็นที่ว่าใครอยู่เบื้องหลัง มีข้อมูลหลักฐานเป็นจำนวนมากในโซเชียลมีเดีย

หาก กกต.วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้มีมูล โดยเฉพาะการทำผิดกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 ก็ต้องเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งให้ยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น ซึ่งกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ก็มีทั้งอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เครือญาติของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนทำงานให้ตระกูลชินวัตร และแกนนำ นปช.

รบชิงพระนคร “หญิงลี” หนีหมอหล่อปะ “เจิมมาศ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รบชิงพระนคร “หญิงลี” หนีหมอหล่อปะ “เจิมมาศ”

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:50 น.
สังเวียนเลือกตั้งเมืองหลวง,เลือกตั้ง62,ตั๊น จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี,ลีลาวดี วัชโรบล,พรรคเพื่อไทย,เจิมมาศ จึงเลิศศิริ,พรรคไทยรักไทย,ทักษิณ,หมอเอ้ก,นพคณวัฒน์ จันทรลาวัณย์,พรรคประชาธิปัตย์,กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ
เปิดอ่าน 5,347 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สังเวียนเลือกตั้งเมืองหลวง 2562 มีการเปลี่ยนแปลงที่เขต 1 เมื่อนำเขตดุสิต มารวมกับเขตพระนคร, เขตสัมพันธวงศ์ และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ส่งผลให้ “ลีลาวดี วัชโรบล” อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ปั่นป่วน ต้องขยับสองสามรอบ

เดิมที “ลีลาวดี” เป็น ส.ส.เขตดุสิต-ราชเวที ในการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว “หญิงลี” เอาชนะ “ตั๊น” จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี  ไปแบบฉิวเฉียด พอเจอแบ่งเขตแบบนี้ ก็ต้องวางแผนจะลงสนามที่เขต 7 (บางซื่อ-ดุสิต) เพราะมั่นใจในฐานเสียงกลุ่มคนเสื้อแดงบางซื่อ บางซ่อน และสาวกธรรมกาย

“ลีลาวดี” อาศัยชุมชนเดิมในเขตดุสิต

ตอนหลัง กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มีมติส่ง “ผู้กองมาร์ค” ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ รองโฆษกเพื่อไทย ลงสมัคร ส.ส.เขต 7 แทน “ลี ธรรมกาย” เลยถูกโยกไปลง ส.ส.เขต 1 (พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต) เป็นงานยากทันที เมื่อต้องเจอสายแข็งค่าย ปชป. “เจิมมาศ จึงเลิศศิริ”

เลือกตั้ง 2554 “เจิมมาศ” ได้ 40,328 คะแนน ขณะที่ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันทน์ ค่ายเพื่อไทย 20,230 คะแนน เรียกว่าราคาต่อรองแถวเยาวราชไปไกลมาก แถมไม่มีใครกล้ารอง

“เจิมมาศ จึงเลิศศิริ” มาจากครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น สามีของเธอคือ เอก จึงเลิศศิริ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยเจิมมาศเองก็เป็น ส.ก.มาก่อน

เลือกตั้ง 2548 เจิมมาศสวมเสื้อ ปชป.ท้ารบแชมป์เก่า ศิริ หวังบุญเกิด พรรคไทยรักไทย แม้เวลานั้น กระแสทักษิณมาแรงสุดๆ แต่เธอก็โค่นแชมป์เก่าลงได้ นับจากนั้น เจิมมาศก็ปักธงสีฟ้าในใจกลางเมืองหลวง (เขตพระนคร-เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย-เขตสัมพันธวงศ์)

“เจิมมาศ” ฐานแน่นในย่านคนจีน

จุดแข็งของ ปชป.ในพื้นที่นี้คือ ฐานการเมืองท้องถิ่น ประกอบด้วย เขตสัมพันธวงศ์ ตระกูล “กาญจนชูศักดิ์” เขตป้อมปราบฯ ตระกูล “จึงเลิศศิริ” และเขตพระนคร ตระกูล “แห้วสันตติ”

นี่คือลักษณะพิเศษของการเมืองท้องถิ่นใจกลางเมืองหลวง ที่มิอาจปฏิเสธ “ระบอบอุปถัมภ์” เนื่องจากในเขตเลือกตั้งที่ 1 มีชุมชนดั้งเดิมอยู่จำนวนมาก

“กานต์กนิษฐ์” มีจุดแข็งคือพี่เลี้ยงระดับบิ๊กๆ 

แต่เจิมมาศ อาจประสบปัญหาอยู่บ้าง เมื่อ “กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ” อดีต ส.ก.เขตพระนคร ทายาทของ แก้ว แห้วสันตติ  ส.ก.ผูกขาดเขตพระนคร ได้ลาออกจาก ปชป.ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

“กานต์กนิษฐ์” ได้พี่เลี้ยงชื่อ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี และเป็นแกนนำพรรคพลังประชารัฐ สายเดียวกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1

แม้กระแสพรรคจะเป็นรอง แต่การที่ได้สังกัดพรรคใหญ่ มีน้ำเลี้ยงดี ก็พอสู้แชมป์เก่า 3 สมัยได้ อีกด้านหนึ่ง เจิมมาศก็เสียฐานเสียงในเขตพระนครไป และต้องเบียดแย่งแต้มที่เขตดุสิตจากลีลาวดี

สำหรับ “ลีลาวดี” ที่ถูกโยกไปลง ส.ส.เขต 1 นั้น มีข่าวว่า ค่ายเพื่อไทยประเมินแล้ว โอกาสที่ “ลี ธรรมกาย” จะพ่าย “หมอเอ้ก” นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ค่าย ปชป. ที่เขต 7 บางซื่อ มีสูงยิ่ง เพราะเรตติ้งหมอเอ้กพุ่งพรวดๆ เพราะความเป็นหมอรูปหล่อ เก่ง และมากความสามารถ

ดูจะเหนื่อยหน่อย เพราะ “หญิงลี” ต้องตะลุยในพื้นที่ใหม่ 3 เขต จึงเสียเปรียบคู่ต่อสู้ แต่ทำไงได้ พรรคสั่งให้ย้าย เหมือนหนี “สายหล่อ” มาเจอ “สายแข็งโป๊ก”

สรุปว่า สมรภูมิใจกลางเมืองหลวง “ศึกสามสาว สามค่าย” จะต่อสู้กันสนุกแน่ๆ ถึงเจิมมาศจะเป็นต่อ แต่มวยรองอย่างลีลาวดี และกานต์กนิษฐ์ ก็สู้ไม่ถอย

“ตุลาชิน” สิ้นท่า เกมอำนาจทางลัดจบเห่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362320?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตุลาชิน” สิ้นท่า เกมอำนาจทางลัดจบเห่

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:33 น.
อ๋อย จาตุรนต์ ฉายแสง,จาตุรนต์ ฉายแสง,พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,นายใหญ่,พรรคเพื่อไทย,คนเดือนตุลา
เปิดอ่าน 10,840 ครั้ง

ออกอาการ “ลอยตัว” มาแต่แรกเริ่มแล้ว สำหรับ “เสี่ยอ๋อยค่ายตุลาชิน” วันนี้พอ ทษช.เพลี่ยงพล้ำ ก็ยังโกยแต้มเป็นพระเอกได้อีก

000 สมัยที่ม็อบเสื้อเหลืองคึกคักหนักแน่นดังแผ่นผา “คนเดือนตุลา” หรืออดีตผู้นำนักศึกษารุ่น 14 ตุลา หรือ ตุลา ที่อยู่ในฟากฝ่ายทักษิณ จะถูกเรียกว่า “ตุลาชิน” ส่วนกลุ่มที่อยู่ในฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะถูกเรียกว่า “ตุลาข้าพระบาท” เช่นกัน

          000 ภายในกลุ่ม “ตุลาชิน” ก็จะซอยย่อยออกเป็น “วงในวงนอก” โดยกลุ่มคนเดือนตุลาที่อยู่วงในพรรคเครือข่ายชินวัตร ได้แก่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดชภูมิธรรม เวชยชัย และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ส่วนวงนอก ก็จะมี “จาตุรนต์ ฉายแสง” เป็นแกนหลัก รวมถึงบรรดาปีกซ้ายไทยที่ไปอยู่ในกลุ่ม นปช.

          000 สืบเนื่องจากแผนแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย ส่งผลให้ “อ๋อย จาตุรนต์” โยกออกจากเพื่อไทยมาอยู่ไทยรักษาชาติ ไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และได้รับตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคฯ กองเชียร์เสี่ยอ๋อย หวังจะเห็นหนุ่มใหญ่ชาวแปดริ้ว ติด ใน รายชื่อบัญชีนายกฯ ของ ทษชแต่ก็ไม่มีการเสนอชื่อ แถมยังถูกกันออกจากวอร์รูมของ “ลูกท่านหลานเธอ” 

จาตุรนต์ ฉายแสง

          000 ช่วงวุ่นวาย “เสี่ยอ๋อย จาตุรนต์” ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “ผมไม่ได้ไปร่วมในเหตุการณ์วันที่ กุมภา และยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ในวันนั้น” แถมงดออกงานดีเบตในนามตัวแทนพรรคไทยรักษาชาติ เพราะไม่อยู่ในสถานะที่ชี้แจงอะไรได้ แสดงอาการ “ลอยตัว” ตามสไตล์ลูกชาย อนันต์ ฉายแสง 

          000 ถัดมา เมื่อเห็นความชัดเจนบางประการ จากการปรากฏตัวของคณะ “ลูกท่านหลานเธอ” เสี่ยอ๋อยก็ออกลีลาพระเอก โพสต์เฟซบุ๊กว่า รู้สึกวาทกรรม  เห็บกระโดด ตอนหมาจะตาย” ทำท่าจะฮิต อยากจะบอกแบบสบายๆ ว่า ผมไม่คิดว่า ทษชจะถูกยุบง่ายๆ แต่ถ้าถูกยุบจริงๆ ผมจะอยู่จนถึงวันยุบเป็นคนสุดท้าย เหมือนที่เคยทำมาแล้วที่ไทยรักไทยครับ” การเล่นการเมืองแบบ “ไม่ยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัว” นี่แหละที่ “นายใหญ่” ไม่ชอบและไม่เรียกใช้บริการในช่วงหลัง 

          000 ไกลไปถึงเยอรมนี “วิสา คัญทัพ” แดงพลัดถิ่นที่อยากกลับบ้านมาหลายปีแล้ว ได้เขียนบทกวีสะท้อนกรณี “คนแดนไกล” เลือกเล่นเกมใหญ่ “ฝันไม่ทันครบถ้วนกระบวนฝัน ฝันก็มามีอันต้องแตกดับ สว่างเพียงวูบวายแล้วหายวับ ฝันสลายมลายลับไปกับลม” การหนีภัยไปอยู่ต่างแดน ไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะ 5-6 ปีแล้ว ดูไร้หวัง ไร้อนาคต

วิสา คัญทัพ

          000 รายนี้มีความชัดเจนในแนวทางการต่อสู้ “ใจ อึ๊งภากรณ์” ผู้ลี้ภัยการเมืองในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวออนไลน์ของ “แดงนอก” เพื่อสื่อถึงคนเสื้อแดงว่า “จะต้องเลิกคิดที่จะสร้างประชาธิปไตยแบบทางลัด เพราะไม่เคยประสบความสำเร็จ” แต่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ ก็ยังเพ้อฝันถึงวันฟ้าสีทองผ่องอำไพ 

ใจ อึ๊งภากรณ์

          000 พรรคประชาธิปัตย์ ภาคอีสาน สู้พรรคเครือข่าย “ทักษิณ” มาแต่เลือกตั้ง 2544 เลือกตั้งทีก็ได้ ส..ไม่เกิน คน ประดาขุนพลหน้าเก่า 3-4 คน ก็รวมกันไม่ติดเหมือนปั้นข้าวเหนียว “วิฑูรย์ นามบุตร” รองหัวหน้าพรรค ระบายอารมณ์ในไลน์กลุ่ม ส..ประชาธิปัตย์ ผิดหวังการจัดทำ “ส..บัญชีรายชื่อ” ที่ถูกเขี่ยลงมาอยู่ “ลำดับ 40” เหมือนถูกประหารชีวิตทางการเมืิองชัดๆ เพราะเลือกตั้ง 2554 วิฑูรย์ ถูกจัดให้อยู่ลำดับที่ 20 

วิฑูรย์ นามบุตร กับหลานชาย วุฒิพงษ์ นามบุตร ลง ส.ส.เขต

          000 ลองเข้าไปดูบัญชีรายชื่อ ส..ของ ปชป.สายอีสาน ลำดับ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชลำดับ 11 อิสสระ สมชัยลำดับ 21 สุทัศน์ เงินหมื่นลำดับ 28 ไชยยศ จิรเมธากรลำดับ 40 วิฑูรย์ นามบุตร

ศุภชัย ศรีหล้า

          และลำดับ 50 ศุภชัย ศรีหล้า นัยว่า รายชื่อที่เจอคำวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ “ไชยยศ จิรเมธากร” อดีต ส..อุดรธานี ที่หายหน้าหายตาไปจากพรรค และไม่ได้ทำกิจกรรมในพื้นที่อุดรฯ เลย ตลอด 4-5 ปีมานี้

เลือกลูกได้พ่อ “แนน” กับ อิสสระ สมชัย 

          000 วงใน ปชป.อีสานบอกว่า “วิฑูรย์” เป็นรองแม่ทัพใหญ่อีสาน แต่มีปัญหาบางอย่างที่ยังเคลียร์กับ “หัวหน้าอภิสิทธิ์” ไม่ได้ เลยถูกจัดให้ไปอยู่อันดับ 40 ส่วนคนอื่นๆ แม้จะไม่ได้มีผลงานโดดเด่น แต่มี “ข้อเสนอที่ดี” ให้แก่พรรค ก็ได้รับการส่งเสริมเป็นธรรมดา

สุทัศน์ เงินหมื่น ลุ้นอีกสมัย อุ้มลูกชาย อภิวัฒน์ เข้าสภาฯ

          000 ขุนพลเก่าแก่ “สุทัศน์ เงินหมื่น” ยังติดโผอันดับต้นๆ แต่ในพื้นที่เขต อำนาจเจริญ ยังไม่ปลอดภัย เพราะลูกชาย “อภิวัฒน์ เงินหมื่น” เจอศึกหนัก ค่ายภูมิใจไทย และค่ายพลังประชารัฐ “จัดเต็มจัดหนัก” ฝ่าห่ากระสุนเข้ามาได้ ก็ถือว่าโชคดี

ดับข่าวลือ-ด่วน!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับข่าวลือ-ด่วน!

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:55 น.
ดับข่าวลือ-ด่วน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ปฏิวัติ,ผู้บัญชาการทหารบก,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผู้บัญชาการทหารเรือ,พลรอลือชัย รุดดิษฐ์,ผู้บัญชาการทหารอากาศ,พลออชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน
เปิดอ่าน 2,401 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

หลายวันที่ผ่านมาประเทศไทยของเรามีข่าวใหญ่ช็อกความรู้สึกประชาชนมากมายหลายประการ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่ และ ‘ดับเครื่องชน’ จะไม่นำมาฉายซ้ำอีกเพราะอาจจะล่าช้าไม่ทันเหตุการณ์

เอาเป็นว่าประชาชนคนเดินดินต่างงุนงงกับข่าวลือ-ข่าวลวงจนสับสนไปหมดไม่รู้จะเชื่อใครดี คนปล่อยข่าวก็หาประเด็นแบบเฉียบขาดเข้ากับสถานการณ์ทุกช็อต

ไม่เฉพาะเรื่องพรรคการเมืองหรือการเลือกตั้งที่ลือกันว่าจะยุบพรรคโน้น-พรรคนี้ หรืออาจจะเลื่อนหรือเลิกเลือกตั้งไปก่อน

ที่รับไม่ได้คือการแอบอ้างเบื้องสูงอย่างมิบังควร หรือคาดเดาไปต่างๆ ล่วงหน้า

“อ๊อด เทอร์โบ” ขอสรุปข่าวลือที่พูดกันอยู่ เช่น จะมีการปฏิวัติ-จะมีการปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งหมายถึง ผู้บัญชาการทหารบก “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ผู้บัญชาการทหารเรือ “พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์” ผู้บัญชาการทหารอากาศ “พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน”

ผู้ออกมาสยบข่าวลือนี้คือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ของกองทัพที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม

ปฏิเสธที่จะตอบถึงกระแสข่าวลือการรัฐประหารซ้อน หลังโซเชียลตื่นตระหนกแห่แชร์ ราชกิจจานุเบกษาปลอม อ้างคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทำให้คำว่า รัฐประหาร ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทย ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

มีรายงานข่าวว่า ผบ.เหล่าทัพมีภารกิจภายในกองทัพอยู่ในประเทศไทยแม้จะยังไม่ปรากฏตัว โดย ผบ.ทสส. และ ผบ.เหล่าทัพ มอบหมายให้ผู้แทนเข้าร่วมประชุมแทน โดย พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) มีกำหนดการประชุมมอบหมายงานตามวาระปกติ ที่ บก.ทสส. ถนนแจ้งวัฒนะ

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.และเลขาธิการ คสช. ไม่ได้เข้าประชุมสำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยมอบหมายให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รอง ผบ.ทบ. ในฐานะ รองเลขาฯ คสช. ประชุมแทน โดยมีรายงานว่า ผบ.ทบ.เพิ่งเดินทางกลับจากราชการต่างประเทศ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. มีกำหนดการต้อนรับ ผบ.ทร. กัมพูชา ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ วังเดิม ด้าน พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ. มีภารกิจและกำหนดการที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ ดอนเมือง

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีออกมาดับข่าวลือนี้ด้วยตนเองเพราะมีสังคมออนไลน์เล่นแรงข่าว ‘ปลอม’ ราชกิจจานุเบกษา

สังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ราชกิจจานุเบกษาปลอม ลักษณะเป็นเอกสารคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง ให้ข้าราชการ ผบ.เหล่าทัพ พ้นจากตำแหน่ง

เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมที่ถูกจัดทำขึ้นทั้งฉบับ เป็นการสร้างเรื่องเท็จ มุ่งประสงค์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด อาจหวังให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของการเผยแพร่ เพื่อดำเนินการทางกฎหมาย

‘ข่าวลือ’ ยอดฮิตติดอันดับ ประเด็นจะมีการปฏิวัติรัฐบาล ซึ่งมีผู้ไม่หวังดีแพร่ภาพการเคลื่อนย้ายรถหุ้มเกราะ/รถสายพานลำเลียงพล ซึ่งทางกองทัพบกก็แถลงข่าวแล้วว่าเป็นการย้ายจากฐานไปฝึกซ้อมตามแผนการ

การปฏิวัติกับรถถัง หรือเคลื่อนย้ายกำลังทหารนี่ ทำไมต้องออกมาตอนนี้ก็ไม่รู้ คนกำลังผวาเลยมีการปล่อยข่าวลือผสมโรงให้ดูน่าเชื่อถือหนักเข้าไปอีก

สรุปว่ารัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีต่างออกมาข่าวดับ ‘ข่าวลือ’ เหล่านี้ ด้วยตนเอง

ระดับโฆษกรัฐบาล หรือโฆษกกองทัพ หรือผู้ประกาศข่าวธรรมดาออกมาพูดไม่มีใครเชื่อหรอก !

ประกาศิตป้ายหาเสียง!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362168?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประกาศิตป้ายหาเสียง!?

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 13:30 น.
ประกาศิตป้ายหาเสียง,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,กกต,พลตอศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
เปิดอ่าน 641 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง  โดย…  มณเฑียร อินทะเกตุ 

กลายเป็นของคู่กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อใดที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะสนามเล็ก หรือสนามใหญ่ ต้องมีการทำลาย “ป้ายหาเสียง” จะด้วยความจงใจ หรือคึกคะนองก็ตามแต่ ทั้งที่ลึกๆ คนทำน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จึงถือเป็นโค้งแรกของการหาเสียงอย่างเป็นทางการ และทันทีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดพื้นที่ในการปิดป้ายหาเสียง พรรคหน้าใหม่ พรรคใหญ่ พรรคเล็ก ก็ไม่รีรอจัดการนำป้ายหาเสียงไปติดตั้ง ชูนโยบายเรียกคะแนนเสียง ตามจุดสาธารณะต่างๆ แม้ในตอนแรกผู้สมัคร ส.ส. แต่ละเขต แต่ละพรรค จะยังไม่มีเบอร์เป็นของตัวเองก็ตาม สิ่งที่ตามมาแบบ “ทันควัน” จึงไม่พ้นการร้องเรียนจากทั้งประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่เกิดขึ้นจากป้ายหาเสียง

ฝ่ายประชาชนสะท้อนว่าหลายป้ายเกะกะขวางทางเท้า บางป้ายก็บดบังทัศนวิสัยตามมุมถนน แค่รอรถเมล์ต้องชะเง้อผ่านป้ายที่บังสายตาคอแทบเคล็ด ก่อให้เกิดความลำบากเดือดร้อน กระทั่งมีการถ่ายรูปบันทึกคลิปวิดีโอโพสต์ประจานกันอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียลมีเดีย ส่วนฝั่งผู้สมัคร ส.ส. ก็ร้องทุกข์แจ้งความต่อตำรวจ เพราะถูกคนมือบอนเผาทำลายป้ายหาเสียง

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ป้ายแดง แต่เป็นพรรคการเมืองที่เปี่ยมไปด้วย “พลังแบ็กอัพ” ล้นหลาม ถูก “เจิม” เป็นเจ้าแรก เพียงแค่เริ่มติดตั้งป้ายในค่ำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คล้อยหลังราว 2 ชั่วโมง ป้ายหาเสียงบริเวณถนนราษฎร์บูรณะ ระหว่างซอย 37-38 ของ นายไกรเสริม โตทับเที่ยง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 24 (ทุ่งครุ-ราษฎร์บูรณะ) ก็ถูกมือดีเผาทำลาย กระทั่งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ได้มีเหตุการณ์เผาในลักษณะคล้ายกันของผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดิมแต่คนละเขต โดยครั้งนี้เป็นป้ายหาเสียงของ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 13 (บางกะปิ-วังทองหลาง)

หลังจากพลังประชารัฐถูกเจิมเป็นพรรคแรกไปแล้ว ถัดมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ป้ายหาเสียงของ นายจิตรภณ ทิพย์โภคาสกุล ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตบางแค พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ตั้งอยู่บริเวณธนาคารกสิกรไทย สาขาเพชรเกษม 51 ก็ถูกทำลายให้เกิดความเสียหายด้วยการใช้ของมีคมกรีด เช่นเดียวกับป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ก็ถูกกระทำในหลายรูปแบบ อาทิ ถูกถอดป้ายออกแล้วมีป้ายคนอื่นวางแทน ป้ายถูกคว่ำเพื่อให้คนมองไม่เห็น ป้ายถูกกรีดทำลาย หรือแม้กระทั่งป้ายถูกขโมยป้ายหายไร้ร่องรอย

ป้ายหาเสียงของผู้สมัครแต่ละพรรคถือว่าเป็น “ทรัพย์สิน” ซึ่งตำรวจออกมาเตือนว่า แม้ป้ายหาเสียงกีดขวางเกะกะ ก็ห้ามเคลื่อนย้ายเอง เพราะผิดกฎหมาย โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) ระบุว่า ตามระเบียบมีการกำหนดไว้ชัดแจ้งว่า ห้ามติดตั้งป้ายกีดขวางการจราจร และจะละเมิดกฎหมายไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งทุกพรรคการเมืองมีความรู้กรณีดังกล่าวดี เพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่พรรคการเมืองจะต้องระมัดระวังตัวเอง ส่วนการติดตั้งป้ายทับซ้อนกัน ทาง กกต.ก็มีระเบียบกำหนด ซึ่งกรณีมีป้ายตั้งอยู่แล้ว แต่นำป้ายอีกคนไปปิดทับถือเป็นความผิดตามที่ กกต.จะดำเนินการตามระเบียบ

“หากประชาชนพบเห็นป้ายหาเสียงวางกีดขวางถนน ทางเข้าออก หรือบดบังสายตา รวมถึงทัศนวิสัยในการขับขี่ ประชาชนต้องแจ้ง กกต.พื้นที่ เพราะไม่มีอำนาจในการเคลื่อนย้ายเอง หากเคลื่อนย้ายเองถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์” พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวย้ำ
จะว่าไปแล้วป้ายหาเสียงเหมือนเป็น “ประกาศิต” จะไปทำลาย เคลื่อนย้ายโดยพลการไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่ถ้าทำลายด้วยการเผาอาจเข้าข่ายตาม มาตรา 217 “ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 14,000 บาท” ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไฟที่เผาป้ายหาเสียงลุกลามไปในอาคารบ้านเรือน อาจรับโทษหนักตาม มาตรา 218 “ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี”

เมื่อเรียกร้องหาความสงบ ต้องการประชาธิปไตย คนลงแข่งขัน เหล่ากองเชียร์ บรรดากองแช่ง ต้องเคารพกติกา…เพียงแค่คึกคะนองเผาทำลาย เคลื่อนย้ายป้ายหาเสียง ขาข้างหนึ่งก็ก้าวเข้าไปในคุกแล้ว !!

‘วราวุธ ศิลปอาชา’ จุดยืน ชทพ.คือพรรคเราไม่เสียสัจจะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘วราวุธ ศิลปอาชา’ จุดยืน ชทพ.คือพรรคเราไม่เสียสัจจะ

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:15 น.
วราวุธ ศิลปอาชา,ชาติไทยพัฒนา
เปิดอ่าน 1,023 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

คณิตศาสตร์การเมืองตามกติกาใหม่ของประเทศนั้นระบุแล้วว่า “ไม่มีพรรคใดมีเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว”

ฉะนั้น “พรรคขนาดกลาง” คือตัวแปรที่จะบ่งชี้ว่าพรรคใดจะเข้าวินได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล และต้องดูว่าจุดยืนของพรรคขนาดกลางบนเวทีการเมืองไทยยามนี้จะเลือกมุมใดระหว่าง “มุมหนุนลุงตู่กับมุมหนุนประชาธิปไตย”

ที่ผ่านมาเคยมีคำกล่าวไว้ว่า “ชาติไทยพัฒนา” (ชาติไทยในอดีต) คือพรรคที่พร้อมจับมือกับพรรคใดก็ได้เพื่อร่วมตั้งรัฐบาล จนได้รับฉายาพรรคจอมเสียบ และพรรคปลาไหล ในตำนานข่าวการเมืองไทย

ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคชาติไทยพัฒนา ลำดับที่หนึ่ง “วราวุธ ศิลปอาชา” ทายาทของ “เติ้งเสี่ยวหาร” ผู้ล่วงลับ วันนี้ลูกท็อปสวมบท ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา จะให้คำตอบเหล่านี้กับเครือเนชั่น…

“หากถามว่า พรรคจะอยู่ในฐานะจอมเสียบหรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่าพรรครอตัวเลขหลังการเลือกตั้งเป็นตัวกำหนด หากฝ่ายใดรวมกันเกินครึ่งหนึ่งและทาบทามพวกเรา พรรคจะดูว่าจะบรรจุนโยบายของพรรคไปอยู่ในนโยบายรัฐบาลหรือไม่ เพราะเราเป็นพรรคขนาดกลางและเล็ก พรรคหวังมี 30 ส.ส.บวกและลบ วันนั้นพรรคจะแต่งตัวรอ หากไม่มีพรรคใดเชิญ ก็ไปอยู่ฝ่ายค้าน

สมัยที่คุณพ่อ(บรรหาร ศิลปอาชา)ยังมีชีวิตอยู่ เอกลักษณ์ที่คุณพ่อทำไว้คือมีสัจจะ รับปากร่วมงานกับใครไม่เคยทิ้งเรือ พรรคที่เลือกพวกเราให้ร่วมรัฐบาลเพราะมองว่าพวกเราไม่แทงใครข้างหลังและทิ้งกันกลางทาง จะเห็นว่ายามที่พรรคใดตั้งรัฐบาลจะติดต่อคุณพ่อก่อนคนอื่น เพราะพรรคต้องการทำงาน คุณพ่อไม่เคยเสียสัจจะ วันนี้พรรคยึดแนวทางนี้

คำว่าพรรคปลาไหลนั้น คือวาทกรรมที่คนเสียประโยชน์นำมาใช้กับพรรค ผมไม่ยอมรับนะ เพราะบางคนพูดเพื่อสะใจ ถามว่าที่ผ่านมาทำไมพรรคที่ตั้งรัฐบาลเลือกพวกเราก่อนคนอื่น หากพวกเราปลิ้นปล้อน จะเลือกพวกเราร่วมงานหรือ วันนี้ไม่มีคำนี้แล้ว เพราะตอนลงพื้นที่หาเสียง ชาวบ้านพูดถึงพรรคชาติไทยพัฒนาว่า “พรรคนายบรรหาร”

หากถามว่าจุดเด่นที่เราร่วมงานกับพรรคใดก็ได้นั้น ย้ำว่าเป็นเพราะพรรคของเราจริงใจ ไม่แทงข้างหลัง ไม่เลื่อยขาเก้าอี้ ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ทุกรัฐบาลมีข้อดีและข้อเสีย แม้แต่ตอนที่คุณพ่อเป็นนายกฯ เช่นกัน เหมือนเหรียญสองด้าน สังคมไทยวันนี้หากนำข้อเสียมาประจาน มันง่าย หากใครพูดในข้อดีก็โดนคำถามว่า เข้าข้างกัน ย้ำว่ายามที่พรรคไปร่วมรัฐบาล เราไม่ละเลยการตรวจสอบ จะเตือนกัน แต่ให้เกียรติกัน หากใครทำเสียหายคนนั้นต้องรับผิดชอบ เราไม่สาวไส้ให้กากินเพื่อให้รัฐบาลเสียเสถียรภาพ แม้บางครั้งจะรู้และบางครั้งก็ไม่รู้กับเรื่องผิดปกติ เพราะเราไม่ไปยุ่ง ถือว่าแบ่งหน้าที่กันแล้ว เพราะหน้าที่ตั้ง ครม. พรรคใหญ่จะแบ่งหน้าที่และไม่ก้าวก่ายกัน ฉะนั้นเราทำหน้าที่บนเวทีการเมืองมาทุกอย่างแล้ว(ฝ่ายค้านและรัฐบาล) หลังเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอยู่จุดใดก็ได้”

ส่วนความขัดแย้งในพรรคที่มีกระแสข่าวออกมาว่า “รุ่นใหญ่” มาไล่บี้ “รุ่นใหม่” ไม่ให้นำพาพรรคเพราะ “อ่อนชั่วโมงบิน” นั้น ทายาทของ “มังกรเมืองสุพรรณ” ซึ่งเป็น ส.ส.ครั้งแรกอายุ 27 ปี เป็น รมช.คมนาคม อายุ 35 ปี คนนี้กล่าวถึงบทบาทและจุดยืนของพรรคในช่วงจากนี้ไปว่า

“เหตุที่ผมไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคนั้น ผมบอกเสมอว่าพรรคนี้คือบ้านของผม ดังนั้นผมอยู่หน้าที่ใดก็ได้ในบ้านของผม ตอนแรกนั้นกระแสการนำคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานที่นี่คือสิ่งที่ผมคิด แต่เมื่อทำงานมาระยะหนึ่งผมมีมุมมองว่าพรรคนี้มีรากจากพรรคชาติไทย การที่จะใช้คนประสบการณ์น้อยนั่งหัวโต๊ะ มันคงไม่ใช่ แม้วันนี้คือเวลาคนรุ่นใหม่ก็ตาม แต่พรรคนี้คือพรรคที่มีประวัติศาสตร์ ควรให้รุ่นใหญ่ทำงานด้วย วันนี้พรรคผสมคนสองรุ่นทำงานและไม่มีพรรคใดทำแบบพวกผม เพราะในวันนี้ผมยังต้องฟังคนทั้งสองรุ่นที่รวมกันที่นี่

หากถามว่าเหตุที่ผมพลาดตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะผมไม่มีสายสัมพันธ์แบบที่คนรุ่นใหญ่ (ประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค) มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับอดีตนายกฯ ที่อยู่ต่างประเทศ รวมทั้งหัวหน้าพรรค (กัญจนา ศิลปอาชา) นั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับแกนนำ คสช. การทำแบบนี้บางคนมองว่าพรรคทำงานเสมือน “แทงกั๊ก” นั้น ขอบอกว่า เลขาธิการพรรคคนนี้อยู่พรรคนี้ก่อนคุณพ่อมาที่พรรคชาติไทยเสียอีก วันนี้ เมื่อไม่มีคุณพ่อ เราต้องให้เกียรติความอาวุโสมาดูแลพรรค รวมทั้งพี่สาวของผมที่บางคนบอกว่าอาจสนิทกับใครบางคนนั้น ขอเรียนว่าความสัมพันธ์ที่ผู้ใหญ่ในพรรคสนิทกับใครนั้นไม่ใช่ความลับและคงบังคับไม่ได้

วันที่ตัดสินใจเปลี่ยนคือ มอบให้คนอาวุโสรับไม้ดูแลพรรคนี้แทน ขอเรียนว่าทุกเรื่องในเมืองไทย ยังยึดระบบอาวุโส จะเอาเด็กมาข้ามหัวผู้ใหญ่เลยไม่ได้ พรรคนี้มีระบบ และอบอุ่น แม้บางคนมองว่าเหตุที่นำเลขาธิการพรรคคนนี้เข้ามาแล้วทำให้หลายคนในพรรคย้ายออก เพราะไม่พอใจ ยืนยันว่าไม่ใช่ คนแรกที่แสดงความยินดีกับเลขาธิการพรรคที่มารับหน้าที่คือ “จองชัย เที่ยงธรรม” แม้วันนี้ทั้งสองคนนี้อาจไม่เผาผีกัน เพราะผู้อาวุโสสองคนนี้อาจมีแนวคิดไม่ตรงกันบ้างตั้งแต่ก่อนที่ผมเกิดด้วยซ้ำ และวันที่คุณพ่อยังทำหน้าที่อยู่ยังเอาน้ำเย็นลูบด้วยบารมี แต่วันนี้บารมีผมและบารมีพี่สาวเอาไม่อยู่ ของแบบนี้ไม่เหนือการคาดหมาย มันคือวัฏจักรการเมืองที่วันนี้แยกย้าย วันข้างหน้าอาจมาร่วมงานกันใหม่ วันนี้พรรคอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ที่ผมเคารพทั้งคู่ ผมเคารพการตัดสินใจ คนในครอบครัวผมนั้น ยืนยันว่าหารือทั้งสองฝ่ายแล้ว เคารพสิทธิของทุกฝ่าย และขอไม่พูดเรื่องนี้อีก

ส่วนกรณี “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ไม่ขอพูดเพราะ “สมศักดิ์” ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเนื่องจากโดนตัดสิทธิทางการเมือง แต่เสียดายที่ “สองพี่น้องปริศนานันทกุล” ตัดสินใจเปลี่ยนแนวการทำงานทางการเมือง เพราะเรามีความฝันด้วยกันในการทำงานบริหารพรรค และควรไปสอบถามทั้งสองคนว่าเปลี่ยนใจเพราะอะไร ผมเสียดายสองคนนี้นะ ส่วน “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” นั้น ผมเข้าใจ เพราะอาจรู้สึกผิดหวังหลายอย่าง

ย้ำว่าเหตุที่หลายคนย้ายพรรคไม่ใช่เพราะการแย่งชิงตำแหน่งในพรรค ไม่ใช่การหักเหลี่ยม ความจริงผมไปขอร้องพี่สาวมารับหน้าที่นี้ (หัวหน้าพรรค) หากใครรู้จักพี่สาวของผมจะทราบว่า พี่สาวมาทำงานการเมืองนั้นเพราะคุณพ่อและวันนี้มาทำเพื่อน้อง ย้ำว่าหากวันนี้ไม่มีผู้ใหญ่นั่งหัวโต๊ะมันลำบาก”

ส่วนจุดขายของพรรคนี้ที่จะเสนอต่อสังคมนั้น “วราวุธ” บอกว่า “จังหวะของพรรคและนโยบายที่จะหาเสียง พรรคพร้อมแก้ปัญหาปากท้องให้เกษตรกร เราจะควบคุมปัจจัยการผลิตได้ แต่ต้องขายของเป็น วันนี้มีช่องทางการขายทางโลกออนไลน์ที่มีมากและต้องทำให้ผลผลิตดี เพราะเราคุมราคาสินค้าเกษตรโลกที่ผันผวนไม่ได้ พรรคจะดูแลผู้สูงอายุด้วยกองทุนมรดกเงินล้าน จ่ายกี่เดือนจะได้เงินตอบแทนเท่าที่จ่ายเท่ากับจำนวนเดือนที่ชำระ แตกต่างจากการจ่ายเงินประกันชีวิต และขยายอายุเกษียณราชการเป็น 65 ปี และนำความรู้ของคนเกษียณมาช่วยงานเพราะมีศักยภาพ

พรรคจะดูแลการศึกษาเพราะช่วงที่ “โทนี่ แบลร์” อดีตนายกฯ อังกฤษเคยหาเสียงนโยบายเร่งด่วนเรื่องการศึกษาไว้ก่อนรับหน้าที่นายกฯ เมื่อได้ตำแหน่งผู้นำอังกฤษก็ทำเรื่องนี้ทันที ดังนั้นพรรคจะตั้ง “สภาการพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ” ที่เชิญทุกฝ่ายมาร่วมอยู่ในนี้ โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องทำตามแผนนี้ และให้กระทรวงนี้หลุดจากการครอบงำของวงการเมือง พรรคหวังอยากทำหน้าที่นี้

หากถามใช้งบจากไหน ตอบว่าทุกกระทรวงมีงบประมาณอยู่ เพียงดึงมาใช้ประโยชน์ให้ถูกจุด ไม่เก็บภาษีชนชั้นกลางเพิ่มและอยากรื้อระบบการเก็บภาษี หากองค์กรใดใช้ระบบไอทีและเอไอแทนการจ้างคนที่ประหยัดงบองค์กรนั้นๆ ไปแล้ว ก็ควรนำภาษีขององค์กรเหล่านี้มาดูแลสิ่งที่ผมบอกไว้ในข้างต้น วันนี้หมดเวลาแจกเงิน ใครทำงานจะได้รับสิ่งที่แลกไว้”

ส่วนมุมมองที่มีต่อการเมือง การยึดอำนาจและจุดยืนของพรรคว่าจะเลือกขั้วใดหลังการหย่อนบัตรนั้น “วราวุธ” บอกว่า “สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ ต้องเดินหน้าเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งแล้วก็ไม่มีเผด็จการ มีแต่ประชาธิปไตย แม้วันนี้มีการพูดว่าเลือกฝ่ายใดระหว่างสองฝ่ายคือหนุนและไม่หนุนเผด็จการ ผมไม่ขออยู่ทั้งสองฝ่าย วันนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง ทุกคนมีพรรคในใจแล้ว คนไทยจะไปลงคะแนน สิ่งที่เกิดในสภาคือคำตอบ วันข้างหน้าจะไม่มีเผด็จการแล้ว

การยึดอำนาจครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น ผมมองสองด้าน มันพอกันทั้งคู่ เหตุการณ์นั้นนักการเมืองผิดส่วนหนึ่งเพราะไม่ยอมกันจนทหารต้องเข้ามา วันนั้นทุกคนให้ดอกไม้กับทหาร จากนี้ไปอย่าสร้างเงื่อนไขขัดแย้งให้ทหารเข้ามาอีก

ผมพูดเสมอว่าการเมืองไทยเหมือนละครที่ต้องดูยาวๆ ผู้ร้ายกลายเป็นพระเอก พระเอกกลายเป็นผู้ร้าย แต่สุดท้ายจะกลับสู่ครรลอง วันนี้ผมไม่อยากพูดเรื่องความขัดแย้งของกีฬาสีแล้ว”

ส่วนการร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้นพรรคจะดูว่าพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลนำนโยบายพรรคไปบรรจุในนโยบายรัฐบาลหรือไม่ และรอคำตอบจากตัวเลข ส.ส.ว่าพรรคใดจะได้เสียงข้างมาก จากนั้นค่อยมาดูว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะอยู่ฝ่ายใด ตอนนี้ยังไม่เลือกว่าพรรคจะอยู่ฝ่ายใด อย่าลืมว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ย้อนไปดูช่วงที่พรรคไทยรักไทยสมัยที่สองชนะเลือกตั้ง พรรคชาติไทยในวันนั้นเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคไทยรักไทย เมื่อผลเลือกตั้งครั้งนั้นออกมา พรรคชาติไทยประกาศไม่ร่วมรัฐบาล เพราะพรรคนั้นมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพรรคชาติไทย พวกเราจึงขอไปทำหน้าที่ตรวจสอบ

ส่วนคดีความของคนการเมืองนั้น พรรคไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมในคดีที่อยู่ในชั้นศาล ส่วนกฎหมายนิรโทษกรรมที่บางฝ่ายอาจเสนอขึ้นมาอีกนั้น ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป เรื่องนี้ควรหารือในสภาแล้วไปทำประชามติดีกว่า แต่วันนี้สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือร่างกฎหมายแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน เรื่องของนักการเมืองควรมาทีหลังปัญหาชาวบ้าน

ส่วนกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ คสช.วางไว้ มันแบ่งเป็นช่วงละ 5 ปี มองมุมร้ายก็เหมือนว่าโดนควบคุมยาว แต่มองมุมดีนั้นเมืองไทยไม่มีการวางแนวคิดในระยะยาวแบบนี้ แต่องค์ประกอบและแนวทางของกรรมการชุดนี้ควรเสริมด้วยคนหลากวัยโดยเฉพาะเยาวชนควรมีส่วนด้วย เพราะพวกเขาจะเติบโตในอนาคต ไม่ควรทำงานไปแก้ไปแบบลูบหน้าปะจมูก

ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีและข้อเสีย ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่โดนฉีกไป หลายคนบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ตอนนั้น(ก่อนการยึดอำนาจของคมช.) พรรคเคยบอกว่า อย่าฉีก เพราะรัฐธรรมนูญเหมือนบ้านของคนไทย อะไรชำรุดควรแก้ไข ไม่ใช่ทุบบ้านทิ้ง