ศึกล้างตา “โอ๋น้อย-นิรันดร์” เขต 4 เมืองร้อยเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362170?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกล้างตา “โอ๋น้อย-นิรันดร์” เขต 4 เมืองร้อยเกิน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:10 น.
สังเวียนร้อยเอ็ด,พลังประชารัฐ,เอกภาพ พลซื่อ,ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย,นิรันดร์ นาเมืองรักษ์,สจโอ๋น้อย
เปิดอ่าน 4,939 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สังเวียนร้อยเอ็ด การเลือกตั้งปีนี้ เซียนไก่ชนบอกว่า สูสีกว่าเลือกตั้ง 2554 เนื่องจากคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยคือ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีแม่ทัพใหญ่ชื่อ สุรพร ดนัยตั้งตระกูล อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด, เวียง วรเชษฐ์ และ เอกภาพ พลซื่อ

เข้าใจว่า ทีมพลังประชารัฐ ร้อยเอ็ด แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มวังพญานาค ประกอบด้วย เอกภาพ พลซื่อ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3, สานิต ว่องสัธนพงษ์ เขต 1, รัชนี พลซื่อ (ภรรยาของเอกภาพ) เขต 2 และตวงรัตน์ วงศ์เวไนย เขต 4 ส่วนผู้สมัคร ส.ส.อีก 3 คนนั้น อยู่ในพื้นที่ร้อยเอ็ด ตอนล่าง อยู่ในการดูแลของ เวียง วรเชษฐ์

ถ้ายังจำกันได้ เอกภาพ พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด หลายสมัย ได้สังกัดกลุ่มวังพญานาค มาแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ก่อนจะย้ายมาอยู่พรรคเพื่อแผ่นดิน

“เอกภาพ” ขอวัดฝีมือกับนิรมิต สุจารี แชมป์เก่า พรรคเพื่อไทย ที่เขต 3 ส่วนภรรยา รัชนี แข่งกับ ฉลาด ขามช่วง อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย สองเขตนี้ พลังประชารัฐขอลุ้น 1 เก้าอี้

ที่น่าจับตาคือ เขต 4 ประกอบด้วย อ.เสลภูมิ, อ.ทุ่งเขาหลวง, อ.ธวัชบุรี (บางตำบล), อ.หนองพอก (บางตำบล) และ อ.อาจสามารถ (บางตำบล) เป็นการพบกันของนักมวยคู่เดิม

“นิรันดร์ นาเมืองรักษ์“ แชมป์หลายสมัย ค่ายเพื่อไทย โคจรมาพบกับ “ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย์” ผู้ท้าชิงคนเดิม แต่เปลี่ยนสีเสื้อจากค่ายชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เป็นค่ายพลังประชารัฐ

“นิรันดร์ นาเมืองรักษ์” ลูกชาวนา อ.เสลภูมิ ก่อนจะหันมายึดอาชีพค้าขาย โดยลงเล่นการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2523 และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2529 พรรคกิจสังคม และเป็น ส.ส.ร้อยเอ็ด มาอีกหลายสมัย ย้ายหลายพรรค

“นิรันดร์ นาเมืองรักษ์”  ค่ายเพื่อไทย 

เลือกตั้ง 2539 นิรันดร์ ย้ายมาอยู่พรรคความหวังใหม่ สังกัดกลุ่มวังน้ำเย็นของป๋าเหนาะ กระทั่งย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย ก็อยู่ก๊วนเดิม

เลือกตั้ง 2550 กติกาเปลี่ยนเป็นเลือกตั้งพวงใหญ่ นิรันดร์พ่ายกลุ่มเอกภาพ พลซื่อ และกลับมาแก้ตัวในสังเวียนเลือกตั้ง 2554 แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ปรากฏว่า กระแสยิ่งลักษณ์ ทำให้นิรันดร์เอาชนะ “ตวงรัตน์” ไปแบบขาดลอย

อันที่จริง ปี 2549 นิรันดร์เคยมีปัญหาภายในพรรคไทยรักไทย ถึงขั้นทางพรรคจะไม่ส่งลงสมัคร ส.ส. เอกภาพที่อยู่พรรคเดียวกัน แต่คนละมุ้ง ได้พยายามผลักดันตวงรัตน์ วงศ์เวไนย ส.จ.ร้อยเอ็ด ลงสมัคร ส.ส.แทน โชคดีที่ทักษิณไฟเขียวให้นิรันดร์ลงสนาม

สำหรับ “ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย์” หรือ “ส.จ.โอ๋น้อย” อดีตแอร์โฮสเตส อาศัยความสวยน่ารัก เป็นกันเอง จึงได้รับการจับตามองมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว โดยสมัยที่เธอลงสมัคร ส.อบจ.ร้อยเอ็ด เขต อ.เสลภูมิ ได้คะแนนถึงหมื่นกว่าคะแนน

“ตวงรัตน์ วงศ์เวไนย์” ค่ายพลังประชารัฐ

แม้จะพ่ายแพ้เลือกตั้ง “โอ๋น้อย” ยังเดินหน้าทำงานการเมืองท้องถิ่น พยายามผลักดันโครงการที่เกื้อหนุน สร้างอาชีพของกลุ่มสตรีให้ก้าวหน้า สร้างองค์กรสตรีให้เกิดความเข้มแข็ง รวมถึงการเข้าไปผลักดัน เพิ่มเงินเดือน และเงินสวัสดิการต่างๆ ของกลุ่มสตรีให้เพิ่มมากขึ้นต่อไป

ด้วยความเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ “โอ๋น้อย” ใช้สื่อโซเชียลบอกกล่าวเล่าขาน การทำกิจกรรมของเธอ อย่างเช่นในเฟซบุ๊ก Tuangrat Wongwenai มักจะได้อ่านสเตตัสสนุกสนาน “ลุย ทุกพื้นที่ ฝากพี่น้องเชียร์ทีมเราด้วยนะคะ จ้วดจ้าด เพราะการเมืองคือ สีสันและพลังของประชาธิปไตย” หรือ “มาขอคะแนน เดินดินด้วยหัวใจ อยากเป็นมากกว่าคนอื่น ต้องทำให้มากกว่าเค้า เพราะเรามีเป้าหมายเพื่อประชาชน ถ้าไม่ออกไปหาประชาชน แล้วใครจะเลือกเรา”

ต้องพิสูจน์กันอีกครั้ง ระหว่าง “โอ๋น้อย ลูกสาวหล่า” กับสิงห์เฒ่า “นิรันดร์” ใครจะเป็นผู้กำชัย ?

เกมโอเวอร์ “ปรีชาพล” หลีกภัย กระทบ “บ้านใหญ่วังน้อย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362182?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมโอเวอร์ “ปรีชาพล” หลีกภัย กระทบ “บ้านใหญ่วังน้อย”

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:25 น.
ปรีชาพล พงษ์พานิช,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคเพื่อไทย,ซูเปอร์ดีล,เลือกตั้ง 2562,การเมืองไทย,หาเสียงเลอกตั้ง,อดีต สส,เจ๊สมทรง,เจ๊สมทรง อยุธยา
เปิดอ่าน 87,411 ครั้ง

กลุ่มการเมืองใด พลาดท่าหรือเสียหายจาก “เกมโอเวอร์”  ครั้งนี้บ้างไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เจ๊ใหญ่อยุธยา ในฐานะแม่ยายปรีชาพล น่าจะกำลังนั่งไม่ติด!

          000 หลังปรากฏการณ์ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อก “ข่าวลือ” กระพือโหมเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร มีการปล่อย “ข่าวปลอม” ทางเพจสายดาร์ก และกระจายผ่านไลน์ “แดงฮาร์ดคอร์” ไปทั่วประเทศ

          000 เมื่อควันไฟข่าวลือแรงจัด สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเชิญชวนจุดเทียนและพับนกกระดาษ ประกาศจุดยืน “นักเรียนนักศึกษาไม่เอารัฐประหาร” และ “24 มีนาฯ ต้องมีเลือกตั้ง” ที่ลานปรีดี ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตอนเย็นวันจันทร์

          000 มีข้อน่าสังเกต จังหวะ “อลหม่านการเมือง” หลายพรรคการเมืองหยุดหาเสียงเสาร์อาทิตย์ แต่พรรคอนาคตใหม่ ฉวยโอกาสเล่นกับกระแสความผัวผวน เริ่มจากเกิดกรณี “คนพิเศษ” ของพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ก็ชิงเสนอคำขวัญ “นายกฯ ต้องมาจาก ส..” ชิงคะแนนเสื้อแดงปีกหนึ่งที่ไม่พอใจเกมของคนแดนไกล

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

          000 หลังเกมพลิก คนเสื้อแดงฝันค้าง พรรคอนาคตใหม่เปิดกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ “ฟ้ารักพ่อ” โดยใช้ห้วงเวลาฟุตบอลประเพณีจุฬาฯธรรมศาสตร์ ปั่นกระแสพลังคนหนุ่มสาว ตามมาด้วยการขี่กระแสข่าวลือปฏิวัติ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อ้างฝ่ายข่าวในพรรคเชื่อว่า กระแสรัฐประหารช่วงนี้ มีความเป็นไปได้ พร้อมประกาศต่อต้านการยึดอำนาจ ก็หาเสียงเนียนๆ ไปอีกแบบ

          000 หากเสาะหา “ต้นตอข่าวปล่อยข่าวปลอม” ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะฝ่ายความมั่นคงทราบดีว่า กลุ่มการเมืองใดพลาดท่าหรือเสียหายจาก “เกมโอเวอร์” และในกลุ่มไลน์บางขั้วสี พูดเรื่องนี้โจ๋งครึ่ม เขียนเป็นฉากๆ เหมือนพล็อตหนังยุทธการยึดเมือง ซึ่งกลยุทธ์นี้ ก็หวังสร้างความปั่นป่วน เป็นม่านควันอำพราง ระหว่างการถอยร่นแบบไม่เป็นขบวน

          000 สำหรับพรรคไทยรักษาชาติตกอยู่ในภาวะคล้ายสุญญากาศ บรรดาคณะกรรมการบริหารพรรค “ลูกท่านหลานเธอ” หายเข้ากลีบเมฆ จนมีข่าวลือข่าวร้าย แม้บรรดา “ผู้ใหญ่” จะมาที่ทำการพรรค ทษชทำทีเหมือนจะประชุมพรรค แต่ก็ได้ยกเลิกและเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด อ้างว่า กรรมการบริหารไม่ครบองค์ประชุม

          000 วันอาทิตย์ “..ปรีชาพล พงษ์พานิช” มีภาพไปโผล่ที่วัดหน้าพระเมรุราชิการาม วัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา อยู่ตรงข้ามกับเกาะเมือง เขตเทศบาลเมืองอยุธยา แต่มีคนพยายามจับผิดภาพเก่าหรือภาพใหม่ ? “สมทรง พันธ์เจริญวรกุล” นายก อบจ.อยุธยา แม่ยายของ “ป๋อม ปรีชาพล” ยอมรับว่า ลูกเขยมารับประทานอาหารที่บ้านจริง ก่อนจะไปไหว้พระที่อยุธยา “เจ๊สมทรง” ขอร้องว่า อย่าดึงเอาครอบครัวของตน เข้าไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตระกูล “พันธ์เจริญวรกุล” ให้สิทธิในการตัดสินใจทางการเมืองของแต่ละคน

สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกฯ อบจ.อยุธยา

          000 ถ้าจำกันได้ ปลายปีที่แล้ว “เจ๊ทรง บ้านใหญ่วังน้อย” ตกเป็นข่าวเมาท์มอยในสภากาแฟว่า “ลูกชาย” ไปอยู่พรรคภูมิใจไทย แต่ “ลูกเขย” เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งการแต่งงานของ “ปรีชาพล” กับ “นภัสวรรณ พันธ์เจริญวรกุล” ลูกสาวคนเล็กของเจ๊สมทรง มีขึ้นในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และตอนนั้น “ป๋อม ปรีชาพล” เป็น ส..สมัยแรก แถมอายุเพียง 27 ปี

ป๋อม ปรีชาพล กับ ออย นภัสวรรณ

          000 วันนี้ “เอ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” ทายาทเจ๊สมทรง ลาออกจากเพื่อไทยไปผนึกกำลัง “อดีต ส..อยุธยา” ในสีเสื้อภูมิใจไทย หวังยึด เก้าอี้ และมองข้ามช็อตไปถึงสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อยุธยา

เอ สุรศักดิ์ สวมเสื้อภูมิใจไทย แข่งเพื่อไทย ในสนามอยุธยา 

          000 ยังไม่มีใครทราบว่า “ลูกท่านหลานเธอ” ของพรรคไทยรักษาชาติ ไปหลบอยู่เซฟเฮ้าส์ที่ไหน และอาจต้องรอให้ “คลื่นลมสงบ” พวกเขาคงจะได้ปรากฏตัวที่พรรค 

          000 เดินหน้าหาเสียงเต็มที่ กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วย วราวุธ ศิลปอาชา และประภัตร โพธสุธน ยกทัพไปเปิดเวทีปราศรัย เปิดตัวผู้สมัคร ส..เขต จ.ขอนแก่น แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่ชาวเมืองหมอแคนก็มาต้อนรับกันอบอุ่น  โดยเฉพาะเขต ขอนแก่น พรรคชาติไทยพัฒนาส่ง “ลักษณา แกล้วกล้าหาญ” ภรรยาของ “ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ” อดีต รมช.คมนาคม ลงสนาม และเป็นตัวเต็งของค่ายสุพรรณฯ 

กัญจนา นำชาติไทย ปราศรัยใหญ่ที่ขอนแก่น          

          000 สังเวียนเลือกตั้งเขต ขอนแก่น” (.เมืองขอนแก่น เฉพาะ ต.ในเมือง ต.เมืองเก่า และ ต.บ้านเป็ดที่มี “จักริน พัฒน์ดำรงจิตร” แชมป์เก่า พรรคเพื่อไทย ลงสนามเหมือนเดิม โดยคู่ชิงก็น่าจะเป็น “ลักษณา” อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านเป็ด ที่ได้พี่เลี้ยงเก๋าเกมอย่าง “ประจักษ์” อดีต ส..ขอนแก่น

จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต ส.ส.ขอนแก่น เพื่อไทย

ลักษณา ภรรยาของประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เต็งหนึ่งของพรรคชาติไทยพัฒนา

        000 ผลพวงจากกรณี “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ทำให้ผู้สมัคร ส..พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ ในต่างจังหวัดงดหาเสียง มีแต่รถแห่วิ่งประปราย บรรยากาศเลือกตั้งเงียบลงเยอะ

คุณธรรมนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คุณธรรมนักการเมือง

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:00 น.
คุณธรรมนักการเมือง,เลือกตั้ง,ทักษิณ,ชินวัตร
เปิดอ่าน 561 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้การเมืองไทยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างตามกำหนดเวลาที่วางไว้แล้ว และทุกพรรคก็เผยตัวผู้สมัครเรียบร้อยแหลือแค่ให้ประชาชนเป็นผู้ชี้อนาคตว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีผู้ทำการบริหารประเทศในอนาคตอีก 4 ปี ข้างหน้า

จะเป็นคนหน้าเดิมหรือคนหน้าใหม่หรืออาจจะมีการพลิกล็อกแบบฟ้าถล่มก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และเมื่อเสร็จการเลือกตั้งแล้วยังจะต้องมีการฟ้องร้องหรือโวยวายตามประสาการเมืองแบบไทยๆ

สิ่งหนึ่งที่อยากจะเห็นก็คือ ‘คุณธรรมนักการเมือง’ ซึ่งจากการติดตามข่าวแล้วยังอยู่ในวังวนเดิมที่เรียกกันแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าอยู่ในบ่อน้ำเน่า

การเมืองไทยๆ จึงไม่เหมือนที่ไหนในโลก แม้จะกฎกติกาเข้มงวดแต่หลายคนหลายพรรคก็พยายามหาทางหากลเม็ดเรียกความสนใจ ยอมแม้กระทั่งเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ‘ทักษิณ’ กับ ‘ยิ่งลักษณ์’ อดีตนายกรัฐมนตรี

นี่ยังดีที่เปลี่ยนกัน 10 กว่าคน แล้วถ้าเกิดเปลี่ยนเป็นร้อยๆ คน รับรองว่าคนลงคะแนนปวดหัวสับสน 100%

‘อ๊อด เทอร์โบ’ จึงขอเรียกร้องแบบตรงไปตรงมา ขอให้นักการเมืองมีจิตสำนึกที่ดีมีคุณธรรมและเป็นตัวอย่างคนไทยที่มีความซื่อสัตย์สุจริต อย่าหาวิธีการสกปรกคดโกงหรือหลอกลวงหรือโกหกเพื่อหาคะแนนอย่างเดียว

จากการกดเครื่องคิดเลขอย่างคร่าวๆ แล้ว การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ กกต.ต้องใช้เงินแบบทุกอย่างครบวงจรประมาณเฉียดๆ 4,300 ล้านบาท เป็นจำนวนมหาศาลจริงๆ

แล้วยังไม่รวมถึงเงินแต่ละพรรคและผู้สมัครจ่ายแบบใต้ดินหรือไม่มีใบเสร็จเป็นเงินนอกระบบอีกนับหมื่นล้านบาท

ถ้าเงินเหล่านี้รวมกันมาสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ในชนบท ก็จะได้ครบทุกจังหวัด ซึ่งเงินเหล่านี้จะสูญเปล่าหรือไม่คุ้มค่า ถ้าเลือกตั้งไม่บรรลุเป้าหมาย

หรือพอได้ ส.ส.และตั้งรัฐบาลแล้วมีอุบัติเหตุการเมืองเกิดปฏิวัติเข้าสู่วงจรเดิม ประเทศไทยก็จะอยู่ในเหวแห่งความหายนะทางการเมืองอีกวาระ

ในฐานะของประชาชนคนเดินดินระดับรากหญ้า แต่สนใจการเมืองยังมองแบบลึกๆ ว่านักการเมืองรุ่นเก่ามีฐานเสียงในจังหวัดและพื้นที่จะยังได้เปรียบเข้ามาสภาและยังจะลากเอาเครือญาติเข้ามาเป็นพวงเพราะการเมืองแบบครอบครัว

คนรุ่นใหม่จะสอดแทรกเข้ามาได้หรือไม่ก็อยู่กับคนรุ่นใหม่ด้วยกันจะลงคะแบบแบบให้หรือไม่และยังเหลือเวลาอีกหลายวันและมีการสำรวจพบว่าสวนใหญ่ ‘ยังไม่ตัดสินใจ’

ออกนอกวงจรการเมืองแบบไทยๆ ไปประเทศเพื่อนบ้านของเราบ้าง ซึ่งการเมืองเขาเข้มแข็งมากแม้จะเป็นระบบสังคมนิยม แต่ประชาชนอยู่อย่างสุขสบายและมีอนาคตสดใส

เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา ‘อ๊อด เทอร์โบ’ เดินทางไปดูการสร้างเขื่อนที่ลาว ซึ่งทางรัฐบาลลาวมีนโยบาย ‘แบตเตอรี่เอเชีย’ โดยสร้างเขื่อนพลังน้ำเอาไปปั่นไฟฟ้าขายไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

‘แบตเตอรี่เอเชีย’ จะเป็นอย่างไรและทำไมทำที่เมืองไทยไม่ได้จะนำมาเล่าสู่กันฟัง

ประเทศไทยเดี๋ยวนี้จะทำอะไรที่เป็นโครงการขนาดยักษ์จะเจอตอเพราะมีแต่คนค้านและมีผลประโยชน์มาสอดแทรก

ไทยจึงต้องซื้อไฟฟ้าลาวใช้และต่อไปต้องซื้ออากาศมาหายใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ !

4พรรคเห็นร่วม ปรับระบบดูแลสุขภาพ ปชช.ถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362175?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

4พรรคเห็นร่วม ปรับระบบดูแลสุขภาพ ปชช.ถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียม

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:01 น.
พรรคเพื่อไทย,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ประชาธิปัตย์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,สุวิทย์ เมษินทรีย์,พรรคพลังประชารัฐ,สุขภาพ,โรงพยาบาล,การศึกษา,ประกันสังคม
เปิดอ่าน 743 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

เมื่อ “การเลือกตั้ง” เข้าสู่การแข่งขัน นอกจากการนำเสนอตัวบุคคล เพื่อเป็นตัวเลือกให้ประชาชน เลือกเข้าสู่เส้นทางการบริหารและนิติบัญญัติแล้ว สิ่งที่ต้องจับตาคือ การผลักดันนโยบายและนำเสนอนโยบายต่อประชาชน เพื่อเป็น “ตัวช่วย ตัดสินใจ”

ล่าสุด เมื่อบ่าย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ข่าวเวิร์คพอยท์ออนไลน์ และ เวิร์คพอยท์ นิวส์ จัดเวทีเสวนา “ผ่าแนวคิดพรรคการเมือง อนาคตสุขภาพไทย” โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง 4 พรรคการเมืองใหญ่ ร่วมเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น แนวคิดและนโยบายด้าน “สุขภาพ” ที่มีจุดตั้งต้นประเด็นจาก “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า”

ในเวทีแลกเปลี่ยน เริ่มต้นจาก “นักการเมืองหญิง” ที่เป็นจุดเริ่มต้นของหลักประกันถ้วนหน้า เมื่อ 17 ปีก่อน และที่มีชื่อเรียกแบบชาวบ้าน คือ “บัตรอนาถา” โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ แกนนำพรรคเพื่อไทย เริ่มต้นย้อนที่มาของแนวคิด “ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า” คือ การสนับสนุนระบบสุขภาพที่เท่าเทียม​ ทั้งคนจน และคนร่ำรวย ทั้งนี้เป้าหมายหลักคือ สร้างประชาชนให้มีสุขภาพดี ไม่ใช่ การเน้นรักษาคนป่วย

“เมื่อ 17 ปีที่ผ่านมา ที่ดิฉันทำ ไม่ใช่ใช้ประเด็นนี้เพื่อแข่งขันทางการเมือง คือ การรักษาฟรี โดยเป้าหมายหลักของการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพ มีเป้าหมายเพื่อลด 3 โรค คือ ความดัน ไขมัน และเบาหวาน เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี คุมงบประมาณได้ แต่เมื่อการแข่งขันทางการเมือง เน้นรักษาฟรี ที่ทำผิดวัตถุประสงค์ คือ เน้นการดูแลคนป่วย แทนการส่งเสริมสุขภาพ จึงทำให้ทำผิดทาง ดังนั้นสิ่งที่จะตอบโจทย์คือ ให้สถานพยาบาลเน้นการเพิ่มความแข็งแรง และดูแลสุขภาพของประชาชน”

ขณะที่ประเด็นคำถาม การรวม 3 กองทุน กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, กองทุนประกันสังคม และส่วนที่เกี่ยวกับสวัสดิการข้าราชการนั้น “คุณหญิงสุดารัตน์” ให้มุมมองต่อการยกระดับสิทธิและการดูแลผู้ใช้สิทธิ์ 3 กองทุน แทนการยุบรวม เพื่อให้สิทธิรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานตามหลักวิชาการของแพทย์,​ บัญชียา ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่สิทธิการรักษาและคุณภาพต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันด้วยเช่นกัน ส่วนประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ นั้นเป็นสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มเติมขึ้นได้

ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะพรรคการเมืองที่เริ่มต้นแนวคิด พลิก “สถานีอนามัย”​ เป็น “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล (รพ.สต.)” ย้ำถึงการต่อยอด และเพิ่มประสิทธิภาพบริการของสถานพยาบาลในพื้นที่ ที่ให้โอกาสเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ขณะที่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ต้องสร้างเครือข่ายและเพิ่มอำนาจด้านการบริการสาธารณสุข นอกจากนั้นต้องต่อยอด “วิสาหกิจเพื่อสังคม” เพื่อลดภาระด้านงบประมาณ, เพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการ, ประชาชนจ่ายเงิน ต้องพิจารณาว่า สิ่งที่เป็นต้นเหตุของการสร้างภาระสุขภาพ เช่น สินค้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีบาป ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนประชาชน

ปัญหาที่เป็นข้อถกเถียงต่อประเด็นการนำเงินภาษี เพื่อใช้กับหลักประกันสุขภาพ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ชี้ว่า ต้องปฏิรูประบบภาษี เพื่อให้คนมีฐานะร่ำรวย จ่ายภาษีมากขึ้น จ่ายเพื่ออุดหนุนการรักษาพยาบาลให้แก่ผู้มีรายได้น้อย

ทางด้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เชื่อว่า หลักประกันสุขภาพ คือ ประชาธิปไตย เพราะทำให้ทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขอย่างเสมอภาค แม้ที่ผ่านมามีคนวิจารณ์ถึงการใช้ระบบประกันสุขภาพ เรื่องมาตรฐาน ตนมองว่าสิ่งที่ไม่ถูกคือ การจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อดูแลเด็ก, คนป่วย, คนชรา เพราะประเทศไทย มีความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่นายทุนนิยมคือ ทำได้ ไม่มีข้อถกเถียง แต่หากเป็นประชาชนนิยม ทำไม่ได้ และถูกโต้แย้ง รวมถึงถูกจับมาใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง และถูกใช้เป็น ประชานิยมมากเกินไป ทั้งที่ระบบดังกล่าวควรผลักดันให้ดียิ่งขึ้น

“ปัญหาเรื่องงบประมาณที่ไม่นำมาใช้ดูแลคนป่วย แต่การบริหารระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีช่องว่างที่ต้องปรับปรุง รวมถึงใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีเสริมการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. เพื่อให้ดูแลและรักษาคนป่วยเฉพาะหน้าได้ เพื่อลดความแออัดที่สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาล ซึ่งความรับผิดชอบของ อสม.ดังกล่าวที่เพิ่มขึ้น ควรได้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้นต้องให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาบริหารจัดการในสถานพยาบาลในพื้นที่ที่รับผิดชอบด้วย”

ขณะที่ประเด็นของการยุบรวม 3 กองทุน คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพ, ประกันสังคม และสวัสดิการของข้าราชการ “หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” เห็นด้วยต่อประเด็นดังกล่าว แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปี โดยเป้าหมายของการรวมกองทุน คือ ให้คนทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า ภายใต้ระบบเดียวกัน ประกันสังคมคือ เก็บออม เกษียณอายุ หรือตกงาน ดึงระบบสาธารณสุขออก ระยะยาวต้องจำกัดค่าใช้จ่ายเงินต่อหัวของข้าราชการต่อปี และให้บัตรทองเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น เพื่อให้อัตราความต่างมีความเท่าเทียมและรวมทั้ง 3 กองทุน ทั้งนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา, คุณภาพยา, และการบริการ

ส่วน สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่าหลักการได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเพื่อให้ทุกคนได้สิทธิเท่าเทียม เป็นสิ่งต้องต่อยอด แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อต่อยอด และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น คือ การจัดเก็บภาษีเพื่ออุดหนุนในระบบประกันสุขภาพ เป็นลักษณะค่าเฉลี่ย เพื่อให้คนรวยช่วยคนจน

“หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง พัฒนาจากการรักษาทุกโรค ด้วยราคา 30 บาท ​ทั้งนี้มีประเด็นสำคัญ​ต้องทบทวนให้ดีขึ้น คือพิจารณาจากปัญหาที่ผ่านมา คือความครอบคลุมประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึงหรือไม่, การเข้าถึงสิทธิ์ โดยไม่ถูกจำกัดเรื่องชนิดของโรค และความพอเพียงของสถานพยาบาล และคุณภาพของการให้บริการ”

ขณะที่ประเด็นระบบสาธารณสุขในประเทศ ที่ยังแบ่งแยก เป็น 3 ประเภท คือ บัตรทอง, บัตรสวัสดิการข้าราชการ และ บัตรประกันสังคม “ดร.สุวิทย์” บอกว่า ต้องปรับและจัดระเบียบ 3 กองทุนนั้นใหม่ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ด้านพยาบาลพื้นฐานเป็นมาตรฐานเท่าเทียมกัน ขณะที่สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ตามที่ประชาชนต้องการ เป็นออปชั่นเสริมที่ประชาชนต้องยอมจ่ายเงินเอง​ ทั้งนี้ประเด็นเรื่องสุขภาพและความเหลื่อมล้ำไม่มีวันหมด แต่จะทุเลาได้ ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลนำเงินภาษีเพื่อบริหารจัดการให้เรื่องสุขภาพ แต่ส่วนนี้ พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายที่อยู่ระหว่างพิจารณา คือ ลดข้อจำกัด เช่น บัตรทอง เพื่อใช้ได้กับทุกโรงพยาบาลที่ต้องพิจารณาขั้นตอนและรายละเอียดอีกครั้ง สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว คือ เน้นการออมเพื่อดูแลสุขภาพ และปรับจากการรักษาโรค เป็นการป้องกัน

“สิทธิประโยชน์ หลักประกันสุขภาพ การศึกษา และรายได้ถ้วนหน้า ต้องมองเป็นการลงทุน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ต้องปรับหลายเรื่อง เพื่อให้เกิดครอบคลุม และเข้าถึงสิทธิ รวมถึงได้รับบริการที่ดี คือ ลดความแออัดของโรงพยาบาล, เพิ่มหมอครอบครัว ในพื้นที่ชุมชน, ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองได้ ผ่านระบบจูงใจ คือ ผลสุขภาพดี สามารถลดหย่อนภาษีได้”

ทั้งนี้ในเวที ผ่าแนวคิดพรรคการเมือง อนาคตสุขภาพไทย 4 ตัวแทนพรรคการเมือง เห็นตรงกัน ต่อการต่อยอดสิทธิด้านสาธารณสุขให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ต้องปรับมาตรฐานการรักษา, การบริการให้เท่าเทียมกับประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงให้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นเครื่องมือช่วยการทำงานของแพทย์ รวมถึง กลุ่ม อสม. ที่เป็นฝ่ายปฐมภูมิของการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน.

พ่ายแล้วพ่ายอีก “แม้ว” เรียนรู้อะไรมั่ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362171?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พ่ายแล้วพ่ายอีก “แม้ว” เรียนรู้อะไรมั่ง?

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:55 น.
กระดานความคิด,นพพงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล,พรรคไทยรักษาชาติ,ทักษิณ,สุดารัตน์,จาตุรนต์,ชัชชาติ
เปิดอ่าน 11,924 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง 

ก่อนจะถึงวันก่อปฏิบัติการ “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในวันรับเจ้าลงจากสวรรค์ตามประเพณีตรุษจีน “นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล” คณะกรรมการพรรคไทยรักษาชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Pongsak Phusitsakul ส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มคนเสื้อแดงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ “เชื่อว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วการเมืองไทยจะไม่เหมือนเดิม”
“หมอพงษ์ศักดิ์” เป็นแกนนำเสื้อแดงราชบุรี และผู้ประสานงานคนเสื้อแดงตะวันตก ความคิดความอ่านไม่ต่างจากฝ่ายซ้ายไทยเมื่อ 40 กว่าปีก่อน จึงพยายามย้ำว่า “ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรก็ตาม แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง จุดยืนความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพวกเราได้”

แสดงว่า หมอพงษ์ศักดิ์ก็รู้อยู่แก่ใจว่า การเชื้อเชิญ “คนนอก-คนพิเศษ” มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ขัดกับหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่หมอหัวก้าวหน้ากลับเห็นดีเห็นงาม

บังเอิญ หมอพงษ์ศักดิ์มีความใกล้ชิดกับ “นายใหญ่” ถึงขั้นไปรับประทานอาหารร่วมกันที่กรุงลอนดอน จึงได้เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ และยอมเดินตามหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ไปสำนักงานใหญ่ กกต.

พูดเป็นนัยๆ หมอพงษ์ศักดิ์ยอมหวานอมขมกลืน เพื่อให้ “เกมคนพิเศษ” เดินหน้าต่อไปได้ และสามารถปิดปากฝ่ายตรงข้ามนายใหญ่ได้ พวกเขาไม่คัดค้าน ไม่สนใจหลักการ

ตรงกันข้ามกับ “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” นักวิชาการที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยประชาชน ได้ออกโรงวิจารณ์ฝ่ายเดียวกันมาหลายรอบแล้ว

“พิชิต” ได้ข่าวลือมาก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เหมือนสื่อมวลชนทั่วไป จึงอัพสเตตัสเตือนฝ่ายเดียวกันว่า “อยากให้ “คนพิเศษ” ที่ลือกันมาลงการเมืองค่าย พท.-ทษช. เต็มตัว หลายคนจะได้ “ขีดเส้นแบ่งให้ชัด” กันเสียที เรื้อรังมานานแล้ว แต่มันอดไม่ได้ ถึงต้องร้องเตือนกัน ซึ่งก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะคนตัดสินคือตระกูล “นายใหญ่” ไม่ใช่สมาชิกพรรค มวลชน แฟนคลับ หรือนักวิชาการที่อยู่ในรู”

หลังเหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” ทางการเมืองผ่านไป “พิชิต” ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ทักษิณทวิตแบบเท่ๆ ว่า “เรียนรู้จากประสบการณ์อดีต” ถามว่า ทักษิณเรียนรู้อะไรบ้างนอกจากดีลใต้โต๊ะ และเกมลักไก่ที่ตัวเองถนัด..”

ย้อนอ่านข่าวเก่า ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะพบกรณี “ดีลใต้โต๊ะ” ของคนแดนไกล หลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 มีคนเสื้อแดงทั่วประเทศมาชุมนุมในเมืองหลวง ด้วยหวังที่จะพา “นายใหญ่” กลับบ้าน

“พิชิต” ที่ผ่านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาแต่ยุค 14 ตุลา และพยายามเตือนสติพวกเดียวกันมาตลอด ได้สรุปกรณีซูเปอร์ดีล ของคนแดนไกลว่า

“ดีลครั้งนี้ที่ความเสียหายต่อประชาชน กำลังมาระลอกใหญ่ ทักษิณ “เรียนรู้จากอดีต” แค่ว่า ดีลล้มเหลวเพราะไพ่ในมือไม่ใหญ่พอ ต้องเดิมพันให้หนักขึ้นๆ…ทำกับคนในค่ายตัวเองเป็น “กระดาษทิชชู่” ขยี้ขยำยังไงก็ได้ ตอนนิรโทษกรรมเหมาเข่ง แกนนำ นปช. ไม่ยกมือให้ ก็กระทืบไล่ส่ง”

“คราวนี้ ทั้งสุดารัตน์ ชัชชาติ จาตุรนต์ ยอมเสี่ยงเป็นเบอร์ 1 ลุยเต็มที่ นาทีสุดท้ายเป็นคนนอกพรรคเข้ามา ทั้งสามคนใบ้กิน ! แต่นี่เป็นเรื่องภายในของเขา”

จากซูเปอร์ดีลตอนเช้า แดงกระดี๊กระด๊า ตกดึกกลายเป็น “บิ๊กเซอร์ไพรส์” แดงสลบไสล พิชิตสรุปว่า “ผลคราวนี้ ก็เหมือนปี 56 ความเสียหายระยะยาวกำลังมา คนเกลียดทักษิณที่เคยกระจัดกระจายกลับมารวมตัวหนุนประยุทธ์เต็มที่ ประยุทธ์เข้มแข็งขึ้นทันที คนที่โดนบูชายัญคือ แกนนำ ทษช. และประชาชนที่เสียโอกาสไล่เผด็จการ”

ว่ากันว่า นายใหญ่เปิดซูเปอร์ดีล ผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ชนิดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ส่งผลให้ผู้คนเดินลงถนน เป่านกหวีด เรือนแสนเรือนล้าน

ซูเปอร์ดีล “คนพิเศษ” ทำให้พลังมือตบและนกหวีด ที่หลับใหลไปแล้วส่วนใหญ่ ได้ลุกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อรวมพลังต้านระบอบทักษิณ

โจรไม่กลับใจ..’กำไลอีเอ็ม'(ไม่)คุมประพฤติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362036?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจรไม่กลับใจ..’กำไลอีเอ็ม'(ไม่)คุมประพฤติ!

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 14:15 น.
กำไลอีเอ็ม,คุมประพฤติ,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 453 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

โลกสมัยใหม่ต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยี เพราะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว สะดวกรวดเร็ว แม้แต่ในกระบวนการยุติธรรมไทยก็ไม่อาจหลีกพ้น โดยเฉพาะในกระบวนการของ “ศาล” ที่นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การตรวจสอบ หรือจำกัดการเดินทางของบุคคลมาใช้ในการปล่อยชั่วคราว ของศูนย์ควบคุมและติดตามการปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยการใช้อุปกรณ์ Electronic Monitoring Center หรือที่เรียกว่า “EM” อาจเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “กำไลคุมประพฤติ” หรือ “กำไลอีเอ็ม” มาใช้แทนการวางเงินประกันกรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว

กำไลคุมประพฤติที่ว่านี้เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2561 เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีในชั้นปล่อยชั่วคราว รวมทั้งปัญหาความยากจนไม่มีเงินประกันตัว เป็นเหตุทำให้คนยากจนถูกควบคุมตัวเกือบทุกกรณี และเสียโอกาสได้รับการปล่อยชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม และลดปริมาณผู้ต้องขังหรือผู้ต้องโทษในเรือนจำอีกด้วย ซึ่งลักษณะความผิดที่จะใช้คือคดีอัตราโทษไม่เกิน 5 ปี หรือหากคดีมีอัตราโทษเกิน 5 ปี หรือจำคุก 20 ปีก็อาจพิจารณาให้ใส่กำไลอีเอ็มในการติดตามตัวประกอบกับยื่นหลักทรัพย์ประกันด้วย แต่คดีผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ปริมาณมากปกติจะไม่ให้ประกัน ก็จะไม่พิจารณาใช้กำไลอีเอ็ม โดยในกลุ่มคดียาเสพติดหากใช้กำไลอีเอ็มก็จะเป็นคดีครอบครองไว้เพื่อเสพ ดังนั้นคนที่ใส่กำไลอีเอ็มส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ และยาเสพติด

แม้จะมีประโยชน์ลดความเหลื่อมล้ำ แต่กำไลอีเอ็มไม่สามารถใช้ได้กับ “สันดานโจร” เพราะเริ่มใช้ได้ไม่ถึงครึ่งปี ในจำนวน 1,800 ราย ก็มีผู้หลบหนีไปเกือบครึ่งร้อย และสามารถตามจับกุมได้ 18 ราย และทำผิดซ้ำซากไม่สนกำไลอีเอ็มที่สวมใส่อยู่เพื่อเตือนว่าตัวเองยังมีความผิดติดตัว เช่นเหตุการณ์ล่าสุด วันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ได้จับกุม นายอานนท์ ล่าชัย โชเฟอร์แท็กซี่ที่ฉกนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนหรู มูลค่า 250,000 บาท ของผู้โดยสารที่เมาหลับบนรถแท็กซี่ที่เจ้าตัวขับ และขณะจับกุมยังใส่กำไลอีเอ็มที่ข้อเท้า เพราะอยู่ระหว่างได้รับการประกันตัวคดีลักทรัพย์ในลักษณะเดียวกัน ที่ก่อไว้เมื่อปี 2561 แถมเช็กประวัติก็เคยก่อเหตุลักทรัพย์อีกยาวเหยียดหลายคดีตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ รอง ผกก.สส.สน.ทองหล่อ แนะนำว่า เมาไม่ขับกลับแท็กซี่เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าเมาจนขาดสติ ไม่ควรนอนหลับบนรถไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ หรือรถส่วนบุคคลอื่นเด็ดขาด ต้องนึกไว้เสมอว่าไม่สามารถไว้วางใจใครได้ แนะนำให้ชวนพูดคุย เพื่อสังเกตอากัปกิริยา เมื่อใดรู้สึกว่าคนขับมีท่าทีไม่น่าไว้วางใจ มีการขับอ้อม ออกนอกเส้นทาง เปิดแอร์เย็น เพื่อให้รู้สึกง่วงนอน เราควรจะรีบกดหาหมายเลขโทรศัพท์บุคคลที่ไว้ใจได้ ไว้เป็นหมายเลขโทรหา หากเกิดเหตุฉุกเฉินทันที

“สำหรับบริษัท หรือสหกรณ์รถแท็กซี่ หรือผู้ให้เช่ารถแท็กซี่ ควรมีวิธีการคัดกรองบุคคลที่จะเช่ารถไปให้บริการประชาชน แต่ส่วนใหญ่บริษัทเหล่านี้จะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงประวัติอาชญากร จึงขอแนะนำให้ใช้วิธีนำชื่อบุคคลนั้นไปเสิร์ชในเว็บไซต์ว่าเคยตกเป็นข่าวอาชญากรรมหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่จะเคยตกเป็นข่าวมาแล้ว และให้ตรวจสอบใบขับขี่รถสาธารณะว่า บุคคลนี้มีประวัติอะไรหรือไม่ ส่วนกรณีนายอานนท์ ไม่ได้เช่ากับทางบริษัทแต่อย่างใด เจ้าตัวใช้วิธีไปติดต่อขอซื้อรถคันก่อเหตุเอง จึงทำให้ไม่ได้รับการตรวจสอบว่ามีการติดกำไลอีเอ็มที่ข้อเท้า” พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ ระบุ

ว่ากันว่า “สันดอนขุดได้ สันดานขุดยาก” พฤติกรรมไร้สำนึกแบบนี้ ทำให้สังคมยากที่จะให้โอกาส จนส่งผลให้ “โจรกลับใจ” เมื่อพ้นโทษ ที่อยากหากินสุจริต ยังถูกสังคมปฏิเสธเป็นส่วนใหญ่..!!

ส่องเขต 10 “ค่ายเจ๊แดง” ปะทะ “ค่ายขาใหญ่ขอนแก่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362034?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องเขต 10 “ค่ายเจ๊แดง” ปะทะ “ค่ายขาใหญ่ขอนแก่น”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:15 น.
หมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ,ภูมิใจไทย,สังเวียนเลือกตั้ง ช้างชนช้าง,เรืองเดช สุพรรณฝ่าย,เพื่อไทย,เจ๊แดง,พงศกร อรรณนพพร,บัลลังก์ อรรณนพพร,เจริญ แซ่เต็ง,สส,เลือกตั้ง 62
เปิดอ่าน 8,047 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง.. ช้างชนช้าง 

ถ้าเปรียบการชิงชัยเก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 (อ.บ้านไผ่, อ.บ้านแฮด และ อ.พระยืน) เหมือนสนามมวย ก็ต้องบอกศึกเลือกตั้งเที่ยวนี้ ยิ่งกว่าศึกไทยไฟท์ เพราะผู้สมัคร ส.ส.แต่ละพรรค มีพี่เลี้ยงระดับบิ๊กๆ ทั้งนั้น

เลือกตั้ง 2554 เรืองเดช สุพรรณฝ่าย พรรคเพื่อไทย คว้าชัยแบบง่ายดาย เพราะคู่แข่ง หมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ สวมเสื้อภูมิใจไทย สู้ไม่ได้

สำหรับเลือกตั้ง 2562 เรืองเดช สุพรรณฝ่าย ลงสนามไม่ได้ เพราะเรื่องคดีความส่วนตัว หวยเลยไปออกที่ตระกูล “อรรณนพพร” แห่ง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น

“พงศกร อรรณนพพร” มาจากกงสี “หจก.อื้องี่กี่” ดำเนินธุรกิจค้าพืชไร่รายใหญ่ รับเหมาก่อสร้าง และปั๊มน้ำมัน เริ่มต้นการเมืองท้องที่ อ.หนองสองห้อง ก่อนจะสมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคชาติพัฒนา และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ปี 2539

“พงศกร อรรณนพพร”  พี่ชายของ “บัลลังก์”

ถัดมาอีกสมัยก็ย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น 4 สมัย และส่งต่อให้ภรรยา ดวงแข อรรณนพพร ลง ส.ส.เขตแทน

ปลายปีที่แล้ว “พงศกร” ตัดสินใจไปร่วมงานกับ “เจ๊แดง” นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคเพื่อธรรม บังเอิญ “นายใหญ่” ปรับแผนใหม่ ให้เหลือสองพรรคพี่น้อง “เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ” พงศกรจึงกลับมาที่เพื่อไทย พร้อม สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

ด้วยแรงหนุนจาก “เจ๊แดง” ทำให้โควตาผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 8 และเขต 10 ตกเป็นของพงศกร โดยลูกสาว สรัสนันท์ อรรณนพพร ลงสมัครรับเลือกตั้งเขต 8 และน้องชาย บัลลังก์ อรรณนพพร ลงสมัครรับเลือกตั้งเขต 10

“บัลลังก์” เคยลงสมัคร ส.ส.ร่วมทีมกับพี่ชาย มาแต่ครั้งเลือกตั้ง 2539 แต่สอบตก หลังพี่ชายไปทำงานการเมือง บัลลังก์ก็ดูแลธุรกิจรับซื้อมันสำปะหลัง และอ้อย ของ หจก.อื้องี่กี่ หนองสองห้อง

เมื่อได้จังหวะพี่ชายใหญ่ในเพื่อไทยขอนแก่น บัลลังก์จึงลงสนามการเมืองระดับชาติอีกครั้ง และได้สีเสื้อดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

ส่วนคู่แข่งของตระกูลอรรณนพพร ได้ “เจริญ แซ่เต็ง” อดีตนายกเทศมนตรี ต.บ้านโต้น อ.พระยืน ที่มีผลงานโดดเด่น และเป็นที่รักของชาวบ้าน

“บัลลังก์  อรรณนพพร” 

จริงๆ แล้ว “เจริญ” ก็อยู่ในค่ายเพื่อไทยมาก่อน วันนี้ “เอกราช ช่างเหลา” ผู้ทรงอิทธิพลแห่งขอนแก่น ได้มาชักชวนให้อยู่ร่วมทีมเดียวกัน ตอนแรกก็นึกว่าไปสังกัดภูมิใจไทย แต่แม่ทัพเอกราช ได้รับการติดต่อให้ไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ก็เลยต้องมาสังกัดค่ายใหม่

“เจริญ” รู้ดีว่า กระแสพรรคเป็นรอง จึงชูจุดขายความเป็นนักพัฒนาของตัวเขาเอง พร้อมสโลแกน “คนของเฮา ไทยบ้านเฮา เป็นผู้แทนของเฮา เข้าสู่สภา เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้เฮา”

เมื่อตกเป็นรอง ก็ต้องทำงานหนักกว่าเดิม เจริญออกเดินสายปราศรัยย่อยทุกหมู่บ้านในเขต 10 อาศัยลูกฮึด ไม่ท้อ แม้เจอกระแสต้านบางพื้นที่

เอกราช ช่างเหลา แม่ทัพใหญ่ให้สัมภาษณ์สื่อบอกว่า เขต 10 เป็นพื้นที่คาดหวังสูงยิ่งของ พปชร.ขอนแก่น เพราะตัวผู้สมัคร ส.ส.โดดเด่นกว่าคู่แข่ง

ด้านพรรคภูมิใจไทย ก็ส่ง “ส.จ.แม็ค” องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ อดีตผู้จัดการทั่วไปทีมขอนแก่น เอฟซี และอดีต ส.อบจ.ขอนแก่น เขต อ.บ้านไผ่ ลงสนาม

“เจริญ แซ่เต็ง”

“ส.จ.แม็ค” เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และอยู่ในเครือข่าย “นพ.กระแส ชนะวงศ์” อดีตผู้แทนขวัญใจคนบ้านไผ่-เมืองพล เพราะสโมสรขอนแก่น เอฟซี นั้น มีประธานชื่อ “กษม ชนะวงศ์” ต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา “ลุงเนวิน” นำทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปเตะกับ ทีมขอนแก่น เอฟซี มีคนมาชมเรือนหมื่น

แม้ตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 3 คนในเขต 10 จะเป็นหน้าใหม่ล้วนๆ แต่ส่องเบื้องหลัง ก็เจอพี่เลี้ยงประเภท “เสือซุ่มมังกรซ่อน” ทั้งนั้น

เนวิน กับ องอาจ 

เปิดเส้นทาง “ไทยรักษาชาติ”หลังเผชิญวิกฤติ “บิ๊กเซอร์ไพรส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362031?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดเส้นทาง “ไทยรักษาชาติ”หลังเผชิญวิกฤติ “บิ๊กเซอร์ไพรส์”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:35 น.
ไทยรักษาชาติ,ไพบูลย์ นิติตะวัน,รทปรีชาพล พงษ์พานิช,กกต
เปิดอ่าน 5,241 ครั้ง

คมชัดลึก.. ลุยเลือกตั้ง

ตั้งแต่เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา มีกระแสจากในโซเชียลมีเดีย และคนมีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ คาดการณ์ตรงกันว่า การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติสุ่มเสี่ยง ผิดกฎหมาย และอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้อีกด้วย เพราะในคำแถลงของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ขณะอยู่ที่สำนักงาน กกต. ก่อนเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พูดชัดเจนว่าเรื่่องนี้เป็นมติของกรรมการบริหารพรรค และพรรคเห็นชอบร่วมกัน ทำให้พรรคไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

สำหรับความผิดที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเข้าข่ายแน่นอน คือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พ.ศ.2561 หมวด 4 ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนคือ ความผิดในเรื่องนี้ ต้องรับโทษถึงขั้นไหน

หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นผู้ที่ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. ให้วินิจฉัยการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ ว่าเข้าข่ายขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หรือไม่ เนื่องจากมีการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุด นายไพบูลย์คาดว่าภายในวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ จะมีความชัดแจนจาก กกต. และขอเรียกร้องให้พรรคไทยรักษาชาติแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง

มีรายงานว่าวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 10.00 น. คณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่จะมีการประชุม และคาดว่าจะมีวาระพิจารณาคำร้องของนายไพบูลย์ที่ให้ กกต.ตรวจสอบการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ ว่าเข้าข่ายผิดระเบียบว่าด้วยการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หมวด 4 ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 “ห้ามไม่ให้ผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใด นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง” หรือไม่

นายไพบูลย์มองว่า ระเบียบ กกต.ข้อ 17 นี้ เชื่อมโยงกับบทบัญญัติของกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 เรื่อง “การสิ้นสุดของพรรคการเมือง” (ซึ่งก็หมายถึงการยุบพรรคการเมืองนั่นเอง) โดยมีอยู่ 2 ข้อที่เกี่ยวกับเรื่องสถาบันเบื้องสูง คือ กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ / และกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    เรื่องนี้ต้องรอดูว่า กกต.จะวินิจฉัยออกมาอย่างไร
สำหรับพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ใช่พรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน แต่เป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายพรรคการเมืองปี 2550 เดิมชื่อ “พรรครัฐไทย” มีหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเป็นบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับชุดปัจจุบัน

ต่อมาปี 2553 พรรครัฐไทย เปลี่ยนชื่อเป็น พรรคไทยรวมพลัง และเคยส่งผู้สมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งปี 2554 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งเลยแม้แต่คนเดียว

ปี 2557 หัวหน้าพรรคตัดสินใจลาออก ทำให้กรรมการบริหารพรรคหมดสภาพ กระทั่ง 7 ตุลาคม 2561 มีการประชุมพรรคอีกรอบ และเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคไทยรักษาชาติ” ถูกมองว่าเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะชื่อย่อของพรรค ทษช. ถูกมองว่าสื่อถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

ปัจจุบัน พรรคไทยรักษาชาติมี ร.ท.ปรีชาพล เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายมิตติ ติยะไพรัช ลูกชายของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต ส.ส.เชียงราย อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นเลขาธิการพรรค

สำหรับแกนนำพรรคคนอื่นๆ นอกจาก 2 คนนี้แล้ว ยังมี นายฤภพ ชินวัตร ลูกชายของนายพายัพ ชินวัตร น้องชายของอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 นางสุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 2 นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 3 นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 4

นอกจากนั้นยังมี นายต้น ณ ระนอง บุตรชายนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นรองเลขาธิการพรรค คนที่ 1 นายวิม รุ่งวัฒนจินดา อดีตสื่อมวลชน เป็นรองเลขาธิการพรรคคนที่ 2 นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ เพื่อนสนิทของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นรองเลขาธิการพรรคคนที่ 3 มีนายพงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ เป็นโฆษกพรรค น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาวเสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นรองโฆษกพรรค และ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานสาวของอดีตนายกฯทักษิณ เป็นนายทะเบียนพรรค

พรรคไทยรักษาชาติ เพิ่งมีข่าวความขัดแย้งภายในพรรค เนื่องจากบรรดาแกนนำคนเสื้อแดงคนสำคัญ ถูกเบียดหลุด 20 อันดับแรกในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของ พรรค ทำให้โอกาสที่จะได้เป็น ส.ส.น้อยลงอย่างมาก โดยในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ลำดับต้นๆ มีเพียง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช.เท่านั้น ส่วนนายก่อแก้ว พิกุลทอง อยู่ลำดับที่ 29 ขณะที่แกนนำ นปช.อีกหลายคนหลุดไปลำดับที่ 40-50 นอกจากนั้นยังมี นายพิชิต ชื่นบาน อดีตหัวหน้าทีมกฎหมายของอดีตนายกฯ ทักษิณ อยู่ในลำดับ 21 โดยนายพิชิตเคยโดนดำเนินคดี “ถุงขนม 2 ล้าน” ด้วย

พิษ “ซูเปอร์ดีล” แดงนอกฟัดแดงใน ถูก “นายใหญ่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362024?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิษ “ซูเปอร์ดีล” แดงนอกฟัดแดงใน ถูก “นายใหญ่”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:44 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคประชาธิปัตย์,นายใหญ่,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้ง 2562,การเมืองไทย,ซูเปอรืดีล,การหาเสียง,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,ฟอร์ด เส้นทางสีแดง,คนเสื้อแดง,มาร์ค อภิสิทธิ์
เปิดอ่าน 10,783 ครั้ง

ก้าวสำคัญในการโค่นล้มเผด็จการโดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ตามกระบวนการประชาธิปไตย” ที่สุดท้าย “เกมเปลี่ยน” กลางดึก

000 ศุกร์โกลาหลทางความคิด เป็นอีกวันหนึ่งที่คนไทยจะต้องจดบันทึกไว้ เมื่อ คนแดนไกลไร้บ้าน” เปิดเกมรุกผ่านเครือข่าย “ไทยรักษาชาติ” ด้วยแผนเหนือเมฆ ซูเปอร์ดีล” เล่นเอาฝ่ายต้านระบอบทักษิณช็อก อาการลิงโลดดีใจในหมู่คนเสื้อแดงพลันบังเกิด ขนาด “สหายจรัส” หรือหมอนักการเมือง อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคนวงใน “ชินวัตร” ยังโพสต์ความเห็นทางเฟซบุ๊กว่า ยินดียิ่งกับก้าวสำคัญในการโค่นล้มเผด็จการโดยไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ตามกระบวนการประชาธิปไตย” แต่หลัง “เกมเปลี่ยน” กลางดึก สเตตัสนี้ก็ถูกลบทิ้ง

000 ระดับมันสมองของพรรคไทยรักไทยในอดีต ยังดีใจปานนี้ แดงขอบสนามอย่าง “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง“ ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทาง “เล่านิทาน” เหมือนสุรชัย แซ่ด่าน จัดการรายวิทยุใต้ดินอย่างไม่เกรงใจฝ่ายความมั่นคง แต่ “ฟอร์ด” ก็เจอพวกเดียวกัน “จวก” เละเทะว่าเป็น “นักโหน” เมื่อคลื่นลมสงบ “ฟอร์ด” แดงขายเสื้อ ได้กลับมาเรียกร้องให้รักสามัคคีกัน “ไม่ว่าจะเป็นแดงนอก แดงใน แดงสายอะไร ทุกคนล้วนเป็นนักรบประชาธิปไตยที่มีศัตรูคนเดียวกัน…”

ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

000 ขณะที่อดีตประธาน นปช. ธิดา ถาวรเศรษฐ” ก็หนีไม่พ้นการประดิษฐ์คิดค้น “ศัพท์แสงซ้ายๆ” มาอธิบายปรากฏการณ์ซูเปอร์ดีลว่า เป็นสภาวะใหม่ทางการเมืองไทย “ไพร่ก็ล้าหลังได้ เจ้าก็ก้าวหน้าได้ อย่าคิดว่าไพร่ทุกคนก้าวหน้า ถ้าไพร่ทุกคนก้าวหน้า ประเทศไทยไม่มาถึงขั้นนี้” แต่ธิดาลืมไปว่า ครั้งหนึ่งเคยพากันบัญญัติคำว่า ไพร่-อำมาตย์” ปลุกใจคนเสื้อแดงในการชุมนุมใหญ่ปี 2553

000 แดงนอกคนแรกที่สวนกระแสซูเปอร์ดีลคือ จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักกิจกรรมปกป้องสิทธิแรงงานคนไทย และผู้ต้องหาคดี 112 “เล็ก จรรยา” วิจารณ์พวกแดงกระดี๊กระด๊าว่า “พวกไม่มีกระดูกสันหลัง” และลามถึงคนแดนไกลที่ออกแบบการเคลื่อนไหวของ ทษช.ว่า เป็นพวกที่เล่นการเมือง โดยไม่เห็นหัวประชาชน และโดยไม่เชื่อมั่นในพลังของประชาชน

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

000 อดีตบรรณาธิการหนังสือปีกซ้าย สมยศ พฤกษาเกษมสุข” รู้สึกผิดหวังกับแนวทางปรองดองของฝ่ายนายใหญ่ รวมถึง “แดงในลาว” ที่หนีการไล่ล่าหัวซุกหัวซุน ก็ไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้แบบ “ประนีประนอม” พวกเขาก็ถูกหลอกมาหลายหนแล้ว เรื่องซูเปอร์ดีล ที่จะเปิดทางให้ได้กลับบ้าน

000 ผลพวงของเกมการเมืองวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดภาวะขัดแย้งทางความคิดระหว่างแดงนอกกับแดงใน แม้แต่แดงในด้วยกันเอง ก็แบ่งออกเป็น แดงทักษิณ” กับ แดงอนาคตใหม่” โดยแดงฝ่ายหลังถือตัวว่าเป็นแดงก้าวหน้า จึงเสนอคำขวัญไม่เอานายกฯ คนนอก หรือนายกฯ ต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้น

000 เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เหมือนไม่ได้อยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองส่วนใหญ่แทบจะหยุดทำกิจกรรมการเมือง ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงให้เห็นความนิ่ง และความเป็น นักเลือกตั้งอาชีพ” เดินหน้าหาเสียงตามปกติ ด้วยการโชว์ ปฏิญญาทุ่งสง” เมื่อเย็นวันเสาร์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วภาคใต้ ทั้ง 50 เขต

000 บนเวทีเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ปักษ์ใต้  “หัวหน้ามาร์ค” ขอให้ ชวน หลีกภัย” ช่วยมาหาเสียงอย่างเต็มที่ สมกับที่อดีตนายกฯ ชวน ทำงานการเมืองมา 50 ปี ก็ขอ ส.ส. 50 คน..ยกภาคใต้” ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกองเชียร์พลพรรคเสื้อฟ้า

พรรค ปชป.เปิดตัว ผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้

000 สุราษฎร์ธานีเป็นสมรภูมิใหญ่ ที่จะทำให้ ปชป.ไปไม่ถึงเป้าหมาย “50 ส.ส.” เมื่อพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ “พรรคเทือกสุบรรณ” ขอปักธง 3 เขต ฉะนั้น ก่อนไปเวทีทุ่งสง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” จึงแวะหาเสียง 3 เขต โดยเริ่มจากเขต 1 ภาณุ ศรีบุศยกาญจน์” ที่ต้องเจอ กำนันเล็ก ธานี เทือกสุบรรณ” น้องชายของ สุเทพ เทือกสุบรรณ จากนั้นไปเขต 3 วชิราภรณ์ กาญจนะ” ลูกสาวชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.หลายสมัย แข่งกับ ภัสสร พัฒนสิงห์” ภรรยาของอุทัย ยอดมณี อดีตแกนนำ คปท. เขตนี้ไม่น่าห่วงเท่าไร

ธานี เทือกสุบรรณ

000 อีกเขตที่ต้องลุ้นคือ เขต 6 สุราษฎร์ธานี ธีรภัทร พริ้งศุลกะ” อดีต ส.ส. ลูกชายของ นิภา พริ้งศุลกะ อดีต ส.ส.หลายสมัยเจอ ภูมิ เทือกสุบรรณ” ส.อบจ.สุราษฎร์ธานี เขต อ.ท่าชนะ ลูกชายดำรงค์ เทือกสุบรรณ รองนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชายลุงกำนันสุเทพ

ภูมิ เทือกสุบรรณ

000 ชาว ปชป.ยังเชื่อมั่นในพลังศรัทธาของชาวใต้ที่มีต่อ “ชวน หลีกภัย” จะทำให้ได้ 50 ส.ส.เขต และจะเป็นฐานคะแนนสำคัญของ ปชป.ทั้งประเทศ จะได้ “ต่ำร้อย” หรือ “เกินร้อย” และสนามเมืองหอยใหญ่ จะเป็นจุดชี้ขาด

อภิสิทธิ์ หาเสียงช่วย ธีรภัทร พริ้งศุลกะ ลูกชายของนิภา ที่เขต 6 เมืองหอยใหญ่

ช้างศึก-ปลากัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช้างศึก-ปลากัด

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:30 น.
ปลากัด,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ช้างศึก
เปิดอ่าน 1,405 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

วันนี้มีเรื่องดีๆ มาแจ้งให้ทราบ ซึ่งอยากให้พวกเราได้ร่วมสนับสนุนต่อไป

นั่นคือ ครม.มีมติเห็นชอบให้ ‘ปลากัด’ เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเช่นเดียวกับ ‘ช้าง’ เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองจนทีมฟุตบอลไทยมีฉายาว่า ‘ช้างศึก’

‘ดับเครื่องชน’ พุ่งเข้าประเด็นเลยว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องมีความเป็นชาตินิยมมากกว่านี้ ซึ่งจะมีผลดีตามมาหลายอย่าง

อย่าไปหลงใหลหรือมองเห็นชาติอื่นดีกว่าประเทศไทยของเรา และทัศนคตินี้ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เป็นเด็ก

กว่าที่ ‘ปลากัด’ จะได้เป็นสัตว์น้ำประจำชาตินั้นไม่ใช่มาอย่างง่ายๆ เพราะทางกระทรวงเกษตรฯ เสนอผลักดันมาปีกว่าโดยมีสาระสำคัญที่นำเสนอ 3 ประการคือ

1.ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ คนไทยรู้จัก คุ้นเคย และมีความผูกพันกับปลากัดมาตั้งแต่โบราณ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนจากกระทรวงวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนให้ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติในปี 2556

2.ด้านความเป็นเจ้าของและความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยปลากัดไทยที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีถิ่นกำเนิดในไทย เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ได้รับการยอมรับในระดับสากล

3.ด้านประโยชน์ใช้สอย โดยเฉพาะการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และสร้างนวัตกรรมการเพาะพันธุ์ ซึ่งนำไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งไทยส่งออกปลากัดไปกว่า 95 ประเทศ ในปี 2556-2560 ไทยส่งออกปลากัด 20.85 ล้านตัว ต่อปี มูลค่าไม่ตำกว่า 115.45 ล้านบาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเลี้ยงปลากกัดกับกรมประมง 1,500 ราย และมีผู้ที่เลี้ยงราย่อยกว่า 100,000 ราย

ปลากัดไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านพฤติกรรมการต่อสู้ ซึ่งนับเป็นสัตว์น้ำเพียงชนิดเดียวของไทยที่มีลักษณะดังกล่าว เหมาะกับการเป็นสัตว์น้ำประจำชาติเนื่องจากคล้ายกับลักษณะของคนไทยที่รักและหวงแหนชาติ ปกป้องแผ่นดินจากข้าศึก สู้รบอย่างกล้าหาญ

ซึ่งแม้จะมีลักษณะดุดัน แต่ในยามสงบกลับอ่อนโยน นุ่มนวล สอดคล้องกับนิสัยคนไทย เหมือนส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงชาติ “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”

ผมเองมองว่าปลากัดเป็นปลาสวยงาม สีสันสวยงาม และมีลีลาการว่ายน้ำ การเคลื่อนไหวที่สง่างามและเวลานี้กำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มีเพื่อนที่บ้านอยู่มีนบุรีมีอาชีพเลี้ยงเพาะปลากัดขายร่ำรวย และบอกว่าที่มีนบุรีเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลากัดใหญ่ที่สุดของประเทศ และอยากให้รัฐบาลตั้งเป็น “ศูนย์ปลากัดแห่งชาติ”

โดยมีพิพิธภัณฑ์หรือการแสดงนิทรรศการให้ความรู้แก่ เด็ก-เยาวชน และคนทั่วไป และต่อไปจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ถ้าทำดีๆ มีมาตรฐาน

นี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดความเป็นชาตินิยม เช่นเดียวกับเราต้องชื่นชม ‘มวยไทย’ เรียนมวยไทย-หัดมวยไทย มากกว่าเรียนยูโดหรือเทควันโด

รวมไปถึงใช้ของไทย สินค้าไทย และเที่ยวเมืองไทย ซึ่งมีของดีมากมาย หากรู้จักเที่ยวรู้จักไป แถมประหยัดเงิน-ประหยัดเวลา เงินทองก็ไม่ไหลไปเมืองนอก

เรื่องนี้ไม่ต้องโฆษณาหรือเชื้อชวน แต่คนไทยต้องมีจิตสำนึก คิดถึง ‘ประเทศไทย’ ต้องมาก่อน อย่ามองข้ามหรือดูถูกคนไทยด้วยกันเอง

จริงอยู่อาจจะมีเรื่องเลวร้ายไม่ดีงามเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่มีเฉพาะประเทศไทย ประเทศอื่นก็มี

บางคนหมดหวังเรื่องการเมืองหรือเศรษฐกิจที่ทำมาหากินยากลำบาก แต่เราอย่ายอมแพ้

ขอให้สู้และมุ่งมั่น แน่วแน่ ให้ประเทศไทยเจริญรุดหน้า มีอนาคตสดใสต่อไป