เชื่อมระบบสาธารณสุขสู่ “ร้านยา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชื่อมระบบสาธารณสุขสู่ “ร้านยา”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:30 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ผศภญดรรุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์,สาธารณสุข,โรงพยาบาล,ร้านยา
เปิดอ่าน 515 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เรื่องการกำหนดให้ร้านขายยาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันในสังคมไทยมาโดยตลอด ล่าสุด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จะประชุมกันในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อหารือปรับแก้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 โดยจะมีหลักเกณฑ์ใหม่อนุญาตให้ผู้ป่วยสามารถนำใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาที่ร้านขายยานอกโรงพยาบาลได้เพื่อแก้ปัญหาค่ายา

ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า การนำไปสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาที่ร้านขายยานอกโรงพยาบาล มีข้อดีหลายประการ คนไข้มีอิสระที่จะตัดสินใจซื้อยาจากร้านขายยา หรือจากห้องยาโรงพยาบาลขึ้นกับความสะดวกและราคาที่ผู้ป่วยยินดีจ่าย ในกรณีโรงพยาบาลของรัฐ ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาการแออัดในโรงพยาบาลที่ทำให้คนไข้ต้องรอคิวนาน การให้คนไข้ไปซื้อยาจากร้านขายยาใกล้บ้าน คนไข้จะมีเวลาพูดคุยและรับคำแนะนำจากเภสัชกรที่ให้บริการที่ร้านขายยาจนแน่ใจว่าใช้ยาได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ระหว่างการใช้ยาถ้ามีปัญหาที่ต้องการคำปรึกษา คนไข้ก็สามารถแวะมาขอคำปรึกษาเภสัชกรได้ตลอดเวลา

อาจารย์รุ่งเพ็ชรชี้ว่า ปัญหาที่ผ่านมาของการจ่ายยาคือ คนไข้มาซื้อยาใช้ด้วยตนเองไม่ได้ผ่านคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดัน หรือเบาหวาน มักซื้อยาชนิดเดิมซ้ำๆ โดยไม่ไปพบแพทย์ ขณะที่เภสัชกรเองก็ไม่มีข้อมูลผู้ป่วยว่าใช้ยาชนิดนี้มานานเท่าไร และสมควรใช้ซ้ำ ใช้เพิ่ม หรือต้องมีการปรับปริมาณยาหรือไม่ การนำใบสั่งมาซื้อที่ร้านขายยาจะช่วยให้เภสัชกรมีข้อมูลที่จะให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากผู้ที่มีอาการป่วยโรคเรื้อรังสมควรได้รับการติดตามดูแลเป็นระยะ และต้องมีการดูแลร่วมกันระหว่างเภสัชกรและแพทย์ผู้ให้การรักษา ผู้ป่วยจึงจะได้รับประโยชน์สูงสุด

“ในต่างประเทศคนไข้โรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมอาการตัวเองได้ไม่มีความจำเป็นต้องไปหาหมอทุกเดือน แต่หมอจะออกใบสั่งยาให้สามารถซื้อยาได้เอง 3 เดือน 6 เดือน แล้วแต่หมอเห็นควร แต่บ้านเราคนไข้จะได้รับยาจากแพทย์หรือโรงพยาบาล ครั้งละ 2-3 เดือน ซึ่งการที่คนไข้ได้ยาไปเก็บไว้ที่บ้านเป็นจำนวนมาก การเก็บรักษาก็ต้องการสถานที่และสภาพการเก็บยา หลายกรณีก็พบว่าไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะทำให้ยาเสื่อมสภาพไม่เหมาะที่จะใช้”

“ถ้าคนไข้สามารถนำใบสั่งยามาซื้อที่ร้านขายยาใกล้บ้าน เภสัชกรก็จะสามารถทำประวัติและให้คนไข้ซื้อครั้งละ 1 เดือน หรือในจำนวนที่เหมาะสม และมาซื้อเพิ่มในเดือน/ครั้งถัดไปเมื่อยาหมดแล้ว และเมื่อถึงกำหนดเภสัชกรก็สามารถแนะนำหรือเตือนให้คนไข้ไปรับการตรวจจากหมอตามกำหนดนัด ในกรณีที่หมอควรทราบข้อมูลการใช้ยาของคนไข้ที่ผ่านมา ก่อนการจ่ายยาครั้งต่อไป เภสัชกรก็สามารถส่งต่อข้อมูลการดูแลการใช้ยาที่ผ่านมาให้หมอได้รับทราบ จะช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมีความต่อเนื่องและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย”

ขณะนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มีมติให้ ร้านขายยาเป็นหน่วยร่วมบริการและองค์การอาหารและยาได้กำหนดให้ร้านยาต้องปฏิบัติตาม “วิธีปฏิบัติทางเภสัชกรรมชุมชนที่ดี” (Good Pharmacy Practice, GPP) ดังนั้น มาตรฐานและความน่าเชื่อถือของร้านขายยาได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นกว่าเดิมมาก และร้านขายยาต้องมีเภสัชกรประจำร้านเพื่อให้บริการแก่คนไข้

ขณะที่ประกาศของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ที่มีเป้าหมายเพื่อต้องการลดค่ายาที่ผูกในค่ารักษาพยาบาล ก็สามารถแก้ไขได้เช่นกันด้วยการให้ผู้ป่วยสามารถไปซื้อยานอกโรงพยาบาล ผู้ป่วยเองก็จะได้ลดค่าใช้จ่ายของตนเองด้วยเช่นกัน เป็นการแก้ปัญหายาในโรงพยาบาลแพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะนี้ คณะเภสัชจุฬาฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ วิจัยพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูลการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยระหว่างร้านขายยากับสถานพยาบาล ในอนาคตจะสามารถรองรับการส่งผ่านข้อมูลระหว่างสถานพยาบาลกับร้านขายยาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

“เรากำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้คนไข้สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านยา พร้อมบริการของร้านขายยาที่มี เช่น การให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ยา การคัดกรองโรคเรื้อรัง บริการเลิกบุหรี่ ฯลฯ และคนไข้สามารถเลือกและนัดเวลาเพื่อรับบริการที่ร้านขายยาได้ตามสะดวก

ระบบบริการที่สามารถให้ผู้ป่วยซื้อยานอกโรงพยาบาล เมื่อมีระบบเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลและร้านขายยารองรับ จะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้ป่วย ไม่เฉพาะข้อมูลการสั่งใช้ยาที่คนไข้ได้รับจากสถานพยาบาลที่สามารถส่งต่อมาให้ร้านขายยา แต่ข้อมูลประวัติการซื้อยาที่ผู้ป่วยซื้อใช้เองจากร้านขายยา ก็จะสามารถส่งต่อให้แพทย์หรือสถานพยาบาลได้รับทราบด้วยเช่นกัน

กระนั้น ผู้ป่วยเองก็ต้องมีความกระตือรือร้นและความเข้าใจในสุขภาพตนเองเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีระบบข้อมูลที่ทำให้เชื่อมต่อประวัติการรักษาผู้ป่วยของคนไข้ แต่ประชาชนคนไทยก็ต้องหมั่นใส่ใจสุขภาพตนเองด้วยเช่นกัน

ทักษิณ แพ้น็อก! ยุบไทยรักษาชาติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/362029?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณ แพ้น็อก! ยุบไทยรักษาชาติ?

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:00 น.
ทษช,ไทยรักษาชาติ,ทักษิณ ชินวัตร,จาตุรนต์ ฉายแสง,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,กกต,พลังประชารัฐ,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 57,873 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

การเมือง เป็นเรื่องที่พสกนิกร หรือประชาชนทั่วไป ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ นักการเมืองหน้าไหนทั้งในและนอกประเทศจะนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั่วแผ่นดินและมีสถานะเป็นสมมุติเทพ ฉะนั้นการที่พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช = ทักษิณ ชินวัตร) กระทำการอันมิบังควร สมควรอย่างยิ่งที่ต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างสืบไป

ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ประกาศไว้โดย อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เมื่อ 28 ธันวาคม 2561 ข้อ 17, ที่ระบุว่า “ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง” จึงชัดเจนอยู่ในตัวแล้วเมื่อมีพระราชวินิจฉัยที่ปรากฏอยู่ในพระราชโองการ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ดังความที่ปรากฏทั่วกัน โดยมิต้องแปลความอีก

ในเมื่อพรรคไทยรักษาชาติ ออกแถลงการณ์ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 แม้ระบุน้อมรับพระราชโองการ แต่ในแถลงการณ์นั่นมิได้แสดงความรับผิดชอบใดๆต่อการกระทำผิดที่นำสถาบันฯ มาเกี่ยวข้องกับการเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง จะต้องเป็นหน่วยงานหลักหน่วยแรกที่ดำเนินคดีความผิดต่อพรรคไทยรักษาชาติ อย่างถึงที่สุด มิฉะนั้น กกต.จะกลายเป็นผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่ารอให้ประชาชนผู้จงรักภักดีและทนไม่ได้กับการกระทำผิดครั้งนี้ต้องลุกขึ้นมาจัดการเอง เพราะถึงเวลานั้น กกต.อาจจะไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป เพราะถ้ามีแล้วไม่ทำหน้าที่ “อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก”
การเลือกเล่นเกมการเมือง เพื่อหวังเพียงแค่ชัยชนะ เพื่อแย่งอำนาจทางการเมืองของระบบทักษิณ ชินวัตร ผ่านกลไกเครือข่ายอย่างพรรคไทยรักษาชาติ เป็นตัวอย่างการเล่นการเมืองที่ผิดถนัด และกลายเป็นการ  “แพ้น็อก” ทางการเมืองไปอย่างฉับพลัน

เหตุการณ์ครั้งนี้ พรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร มิใช่แค่พ่ายคู่แข่งในทางการเมือง แต่ยังพ่ายแพ้ในพรรคเครือข่ายด้วยกันเองอย่างยับเยิน การเล่นเกมอันมิบังควรทำให้เห็นปัญหาภายในพรรคไทยรักษาชาติ ที่ต่อไปนี้โอกาสจะเป็นกลไกทางการเมืองให้ทักษิณ ชินวัตร มืดมิดลง ยังเป็นการทำให้เห็นว่า แนวคิดแยกกันเดินทางการเมือง ระหว่างพรรคเพื่อไทยและไทยรักษาชาติ รวมทั้งพรรคอื่นๆ ใน “ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” เป็นแค่การหลอกใช้คน แต่เมื่อถึงเวลาก็พร้อม “ฆาตกรรมทางการเมือง” ได้ตลอดเวลา

ต้องถามความรู้สึกของ จาตุรนต์ ฉายแสง, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ถูกเชิดมาในเกมนี้ แต่ท้ายที่สุด “ถูกมองข้าม” ว่านี่เสมือน “ฆาตกรรมทางการเมืองหรือไม่” รวมทั้งบรรดาเสื้อแดงในพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ ที่ประกาศก้องว่า “จะเอาทักษิณกลับบ้าน” ถึงเวลานี้ ยังจะมีใครยืนหยัดรับใช้พาทักษิณกลับบ้านอีกหรือไม่.

ยังไม่ทันถึงเวลา “ชก” 24 มีนาคม 2562 แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น บรรดาคนข้างสังเวียนลงความเห็นว่า “แพ้น็อก ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นชก”

ต้องดูว่าเมื่อพรรคคู่แข่งแพ้ภัยในสิ่งที่ตัวเองทำ 1 พรรค และส่งผลสะเทือนทำให้ซวนเซไปอีก 3 พรรค คู่แข่งอ่อนล้าแบบนี้ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐ จะกำชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้หรือไม่

โอกาสพรรคเล็กบนเวทีเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361633?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โอกาสพรรคเล็กบนเวทีเลือกตั้ง

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:26 น.
มาร์ค พิทบูล,ดำรงค์ พิเดช,พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย,ป่าต้นน้ำ
เปิดอ่าน 1,386 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การเลือกตั้งคราวนี้สารพัดพรรคส่งผู้สมัครมากเป็นประวัติการณ์ครั้งหนึ่งของการเมืองไทย พรรคใหญ่ พรรคกลาง พรรคเล็ก เเละพรรคใหม่ จะมีโอกาสเเค่ไหน วันนี้มาลองฟังความหวังของตัวเเทนพรรคเหล่านี้…

“ดำรงค์ พิเดช” หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย กล่าวว่า พรรคตั้งขึ้นโดยอาศัยศักยภาพของตัวเองว่ากระทำในสิ่งเล็กๆที่ทำได้ หากถามว่าพรรคจะได้กี่ส.ส.นั้น ตอบยาก เพราะโอกาสคะเเนนตกน้ำมีสูงเเละคะเเนนตกน้ำนั้นไม่มีพรรคใดจะเอาไปได้เลย ส่วนนโยบายที่เสนอไปนั้น เเม้ไม่มีโอกาสเข้ารัฐสภาก็จะสู้เรื่องนี้ข้างนอกต่อไป

“เเนวทางการจัดระบบป่าเเละการใช้สารเคมีที่มีความรู้จะใช้เป็นนโยบายพรรค วันนี้เมืองไทยต้องการป่าห้าล้านไร่ เเต่ปีหนึ่งๆ ราชการปลูกได้สี่หมื่นไร่ ฉะนั้นเมื่อจะปลูกป่าควรมีเเรงจูงใจให้ชาวบ้านปลูกป่าในที่ดินตัวเองก็ต้องมีผลตอบเเทนที่มีรายได้ที่ดีกว่าเดิม คือค่าชดเชยในการป้องกันโลกร้อน (คาร์บอน เครดิต) ตามความสูงของต้นไม้ที่ต้องจ่ายเมื่อต้นไม้อายุสามปีขึ้นไป

การบุกรุกป่าของกรมป่าไม้เเละกรมอุทยานกว่าหกล้านไร่ในภาคใต้เพื่อปลูกยางพารา ควรให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ไร่ละสิบบาทยุติการปลูกยางพาราเเต่ให้ปลูกป่าเเละรับค่าตอบเเทน โดยออกใบทำกินให้ชาวบ้านเพื่อเป็นการยืนยันสิทธิ ตรงนี้จะป้องกันการบุกรุกป่า เเละต้องใช้กฎหมายปปง.ไปยึดทรัพย์นายทุนที่ไปใช้เงินซื้อส.ป.ก.ของชาวบ้านจัดการเเบบเด็ดขาด เเละเรื่องนี้โยงกับนักการเมืองที่ควบคุมข้าราชการให้กระทำสิ่งที่ผิด วิธีเเก้ไขคือควรมีคณะกรรมการเเห่งชาติห้าสิบคนในการคัดกรองการขึ้นตำเเหน่งของข้าราชการระดับสูงไม่ใช่ให้อำนาจการเเต่งตั้งข้าราชการโดยรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมือง

“ส่วนการดูเเลป่าต้นน้ำนั้น กรมอุทยานต้องรับผิดชอบเรื่องการใช้สารเคมีด้วย เพราะน้ำจากต้นน้ำที่ชาวบ้านใช้เพาะปลูกเเถวป่าต้นน้ำนั้น จากไปนี้กรมอุทยานต้องควบคุมการใช้สารเคมี เพราะวันนี้เเหล่งน้ำมีสารเคมีปนเปื้อนไปหมดไหลลงสู่เเม่น้ำ

“ชัชวาลล์ คงอุดม” หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท กล่าวว่า จุดเด่นของพรรคคืิอกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น มองว่าประเทศไทยนั้น 1.ท้องถิ่นควรจะมีอิสระในการทำงาน ถ้างบประมาณลงมาเต็มๆ 2.ในช่วงที่ประเทศวุ่นวาย ทุกคนควรหันมาช่วยให้ประเทศปรองดอง เเละให้พรรคของตนเป็นตัวจัดตั้งรัฐบาลได้ จะช่วยให้บ้านเมืองสงบ

ส่วนความหวังของพรรคพลังท้องถิ่นไทตั้งเป้าส.ส.ไว้เท่าไรนั้น “ชัช เตาปูน” บอกว่า “30 เสียง พรรคเรามีทั้งอบต., เทศบาล, อบจ., ส.จ. ข้าราชการท้องถิ่น ลูกจ้าง ลงสมัครส.ส. พวกเรามีความรู้สึกเดียวกัน หากเลือกพรรคนี้จะช่วยให้ผมเลือกรัฐบาลเองได้”

ส่วนการให้ความสำคัญแก่กลุ่มชาติพันธุ์ในการลงสมัคร ส.ส.คราวนี้นั้น “ชัช เตาปูน” บอกว่า “ผมมองพวกเขาเป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย ทำไมเราถึงไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขา ทำไมไม่ให้พวกเขาทำอะไรให้พื้นที่เจริญขึ้น กฎหมายบางฉบับที่ลิดรอนสิทธิในการทำมาหากินเเละออกมาทีหลังเเล้วไปบอกว่าพวกเขาบุกรุกป่า ควรจะได้รับความเป็นธรรม เพราะของเเบบนี้คนในพื้นที่รู้ เเละยืนยันว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เเละควรให้พวกเขาทำมาหากินบนที่ดินที่พิสูจน์สิทธิเเล้ว”

“ณัชพล สุพัฒนะ” หรือ มาร์ค พิทบูล รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวว่า คิดว่าหนึ่งล้านเสียงน่าจะเลือกพรรคนี้จากคนรุ่นใหม่เเละคนรุ่นเก่า ตนใช้โลกออนไลน์ในการหาเสียงเเละบอกสังคมว่าเเต่ละวันทำอะไรเละมีอะไรไม่ชอบมาพากลบ้าง ฉะนั้นอย่างน้อยห้าถึงสิบส.ส.พรรคน่าจะเข้าสภาได้ เเละจะเป็นตัวเเสบทางการเมืองที่จะทำในสิ่งที่นักการเมืองในอดีตไม่กล้าทำสิ่งที่ควรกระทำให้สังคม ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจนานเเต่จะทำหน้าที่ให้เร็ว เพื่อสร้างตำนานเเละมาตรฐานการเมืองใหม่

“พรรคนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่ที่ประชาชน อาสาทำงานบนความต้องการของประชาชน ตั้งเป้าปราบโกงในระบบราชการ เมืองไทยนั้นงบประมาณตกหายไปร้อยละยี่สิบห้าในเรื่องนี้ โดยใช้มาตรการรุนเเรงเเละเข้มข้น เเละเรื่องนี้โยงกับปฏิรูประบบราชการ ที่วันนี้ข้าราชการทำตัวเป็นเจ้านายประชาชน หากทำตรงนี้ได้อีกเมืองไทยจะเจริญขึ้นอีกร้อยละยี่สิบห้า”

“มาร์ค พิทบูล” กล่าวว่า เราต้องสร้างงาน สร้างคน คนจนนั้นต้องการอาชีพเเละต้องการสิทธิในที่ดินทำกินเพื่อเป็นการสร้างงานเเละสร้างคน หากทำตรงนี้ได้เมืองไทยจะเจริญขึ้นอีกร้อยละยี่สิบห้า เเละต้องการให้คนรวยคายที่ดินออกมา เเละไม่ใช่การเเจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการต่างๆ ถามว่าใช้งบเท่าใดเเละหาเงินมาจากไหน รวมทั้งหน้าที่เสียภาษีที่คนไทยต้องเสียภาษีทุกคน ไม่ใช่มีการยกเว้นเพราะเมื่อเสียภาษีทุกคนจะได้สิทธิตามฐานภาษีที่ตัวเองเสียไปในเเต่ละปี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

พทท.เฟี้ยวเงาะคนไทยกดไลค์ไม่ขัดใจ กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พทท.เฟี้ยวเงาะคนไทยกดไลค์ไม่ขัดใจ กกต.

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 – 00:00 น.
สื่อโซเชียล,เลือกตั้ง,กกต,ชัช เตาปูน,พรรคพลังท้องถิ่นไท,โปสเตอร์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่
เปิดอ่าน 1,043 ครั้ง

  ไม่ว่ากี่ยุคสมัย การหาเสียงที่เจ๋งจริง คือการชิงพื้นที่สื่อและสร้างกระแสให้โลกจำ เข้าตาประชาชนมากที่สุด

วันนี้ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งสำคัญของคนไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ไม่ต้องไปพร่ำบ่นเรื่องกติกาให้เมื่อยปาก สู้เอาเวลามาสร้างสรรค์งานหาเสียงดีกว่า อย่างน้อยพรรคเล็กอาจมีโอกาสทำให้คนจดจำได้มากขึ้น

และพรรคเดียวตอนนี้ที่เพิ่ง “ปล่อยของ” เป็นป้ายหาเสียงที่แหวกที่สุด คงจะหนีไม่พ้น พรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) ของ “ป๋าชัช เตาปูน” หรือ “ชัชวาลล์ คงอุดม” ที่บอกเลยนี่มาจากมันสมองล้วนๆ

   ยกมา ทั้งมาร์เวล?
พรรคพลังท้องถิ่นไท สร้างกระแสด้วยการออกแบบป้ายหาเสียงแนว “โปสเตอร์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่” คือมีการใช้สีสัน ตกแต่งบรรยากาศให้เหมือนกับหนังไซ-ไฟ และลีลาท่าทางของ ผู้สมัคร ส.ส. ที่ออกแอ็กชั่น ราวกับพระเอกนางเอกหลุดมาจากจักรวาลมาร์เวล เรียกเสียงฮือฮาสุดๆ

งานนี้ข้อมูลข่าวจาก sanook.com รายงานไว้ว่า ที่มาที่ไปของการออกแบบป้ายหาเสียงสไตล์นี้ มาจากแนวคิดที่่ว่าคนมักคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ ดังนั้นจึงต้องการเพิ่มสีสันให้คึกคักและน่าสนใจมากขึ้น

และเมื่อพบว่าคนไทยไม่น้อยชอบชมภาพยนตร์แนวฮีโร่ ก็เลยเกิดแนวคิดที่อยากจะทำป้ายหาเสียงออกมาเป็นแนวโปสเตอร์ภาพยนตร์ขึ้นมา

ที่สำคัญ คือต้องคงไว้ซึ่งนโยบายหลักของพรรค อย่าง “การเพิ่มพลังอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง” ภาพของ “ฮีโร่” ก็สื่อถึงมนุษย์ที่มีพลังในตัวเองนั่นเอง

ส่วนที่ต้องให้ดูเป็นแบบโปสเตอร์หนัง ก็เพื่อสะท้อนนโยบายหลักอีกอย่างหนึ่ง คือ การส่งออกวัฒนธรรมไทยให้โกอินเตอร์ ที่จะช่วยนำเม็ดเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เมื่อพบว่าผู้สมัครของพรรคพลังท้องถิ่นไท หลายคนเป็นคนรุ่นใหม่ ก็ไม่แปลกที่ป้ายหาเสียงจะต้องดูล้ำสมัยแบบนี้

   เซฟเงิน เซฟเวลา เซฟแรง
อย่างที่รู้กันว่า ตลอดมาพรรคใหญ่มักครองพื้นที่สื่อ “จัดเต็ม” เรื่องการหาเสียงได้มาก

ต่อให้ กกต.กำหนดวงเงินในการใช้หาเสียงลดลงมา คือสำหรับผู้สมัคร ส.ส.แบ่งเขตกำหนดไม่เกินคนละ 1.5 ล้าน ส่วนพรรคการเมืองใช้ค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 35 ล้านบาท

แต่ถ้ายิ่ง “ใช้ทุนน้อยแต่ได้ผลมาก” ก็ยิ่งเป็นผลดี เพราะการเมือง การตลาด และเศรษฐศาสตร์มันก็เรื่องเดียวกัน ไม่ต้องทวนซ้ำ

ดังนั้น กลยุทธ์ใดในโลกจะสู้กลยุทธ์ “เสียน้อยได้มาก” ที่ถือเป็นเลเวลขั้นเทพ

ตำราการตลาด “8 หมัดเด็ดทำการตลาดสำหรับธุรกิจที่่มีทุนต่ำ” โดย Chris W. Dunn นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อ่านแล้วพบว่า มีถึง 4 ข้อที่ไม่รู้ว่าพรรคพทท. ของเรา นำมาปรับใช้ในงานหาเสียงทางการเมืองหรือเปล่า แต่อ่านแล้วมันใช่ !

คือ 1. Guerrilla Marketing หรือการทำการตลาดแบบกองโจร จุดประสงค์คือเพื่อใช้งบประมาณน้อย แต่สามารถเข้าถึงผู้คนได้เยอะ เกิดการบอกต่อ การไวรัล

2. Social ช่องทางที่ประหยัด ก็ถ้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ยุคนี้เข้าถึงยาก และราคาค่อนข้างแพง แถมเวลานี้้คนไทยก้มหน้าจนแทบลืมกินข้าว การหาเสียงในโลกออนไลน์จึงเป็นคำตอบ

3. Content ต้องโดน จากที่อ่านแนวคิด We are Heroes พรรคพลังท้องถิ่นไท นับว่ามาถูกทางเพราะการเอาใจประชาชนว่าเป็นฮีโร่ตัวจริง นี่แหละคือประชาธิปไตยสุดๆ

และ 4.ต้องเข้าตาสื่อ อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย เพราะที่สุดแล้ว ป้ายหาเสียงชุดนี้ ทีมงานระบุว่าเน้นออนไลน์เป็นหลัก และเสียงตอบรับนับว่าดีมาก ก็ถือว่าแคมเปญนี้สำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง

 ทีมงานคุณภาพ
ระดับทีมงานคุณภาพของพรรคพลังท้องถิ่นไททั้งที จะทำอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือก็ใช่ที่ เพราะยืนยันว่าได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วเรียบร้อย

ด้านหนึ่ง คนไทยน่าจะรู้กันพอควร ว่าพรรคนี้มีผู้ก่อตั้ง และหัวหน้าพรรคคนเดียวกัน ชื่อ “ชัชวาลล์ คงอุดม” หรือเสี่ยชัช เตาปูน คนดังเมืองไทย

มีโฆษกพรรค คือ “ชื่นชอบ คงอุดม” หรือเสี่ยเอ็ม บุตรชาย และมีรองโฆษกพรรคเป็นพระเอกหน้าหยก “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” เท่านี้ก็ “งานดี” ไประดับหนึ่งแล้ว

แต่พอไปดูเบื้องหลัง ก็พบข้อมูลว่า “อุ้ย รวิวรรณ จินดา” คือผู้ที่เป็นหนึ่งในทีมสร้างสรรค์แคมเปญชุดนี้ โดยวันนี้เธอมีฐานะเป็นผู้ช่วยของ “เสี่ยเอ็ม” โฆษกพรรคนั่นแหละ

คนไทยอาจแปลกใจ เพราะในความจดจำ เธอคือนักร้องระดับ “ดีว่า” คนหนึ่งของเมืองไทย หากแต่ชีวิตอีกด้าน “อุ้ย” ก็โลดแล่นอยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนบ้านเรามาตลอด

โดยหลังจากว่างเว้นจากวงการเสียงเพลง เธอก็ไปเป็นดีเจที่คลื่นวิทยุแห่งหนึ่ง จนกระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหาร

หากค้นข่าวดีๆ จะพบว่าช่วงปี 2552 มีชื่อของเธอนั่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด บริษัท ฟาติมา บรอดคาสติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำคลื่นวิทยุดิจิทัล เอฟเอ็ม 105 คลื่นข่าว

ต่อมาอุ้ยลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง แต่ไม่รุ่งเท่าไรจึงหยุดพักไป กระทั่งมาได้ยินข่าวว่ากำลังจับงานเป็นฟรีแลนซ์ของการวางมีเดีย วางแพลนงาน ตามที่ต่างๆ จนมาถึงการร่วมงานที่พรรคพลังท้องถิ่นไทในวันนี้

     เจ้าตำนานสายแหวก
จบเรื่องพรรคพลังท้องถิ่นไท แต่ยังติดใจกับแนวคิด “สุดแหวก” กับการออกแบบป้ายหาเสียงเลือกตั้งที่สุดติ่งกระดิ่งแมวตอนนี้

จะว่าไปแนวคิดฮีโร่ เท่าที่นึกออกพรรคนี้อาจเป็นพรรคแรกที่สร้างสรรค์ขึ้นมา แต่ถ้าถามถึงความ “เฟี้ยวเงาะ” ของป้ายหาเสียง บ้านเรามีคนที่ทำมาก่อนหน้านี้หลายคน

หากจำกันได้ กับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2556 ป้ายหาเสียงของ “สุหฤท สยามวาลา” ที่ลงชิงชัยในหมายเลข 17 ในนามอิสระ ก็สร้างไวรัลได้มากอยู่ จนได้ชื่อว่าเป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่

ป้ายของเขานั้นเน้นโผล่ไปตามสื่อออนไลน์แบบนี้แหละ ส่วนรูปแบบของป้าย สีสันก็จัดจ้าน มีเอกลักษณ์ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าของใคร ส่วนป้ายในที่สาธารณะที่สร้างสีสัน ก็เช่นทำเป็นสติกเกอร์ไปติดตามถังขยะของ กทม.

และอย่าลืมว่า สุหฤทเข้าป้ายเป็นที่ 4 ในการเลือกตั้งหนนั้น ก็นับว่าไม่ธรรมดา

หรือจะย้อนไปดู “เจ้าตำนานป้ายหาเสียงตัวพ่อ” อย่าง “เสี่ยอ่าง” ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่มักออกมาสร้างสีสันตลอด

ที่คนไทยจำได้ดี คือการแอ็กท่าทางเอาจริงเอาจัง ขึงขัง ทำหน้าดุ และข้อความที่ฟังดูจริงใจ แถมยังเคยมีการประหยัดงบ ด้วยการนำสติกเกอร์มาติดข้อความบนป้ายเดิม ยิ่งดูยิ่งขำ และบอกต่อ

ป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ปี 2551 ชูวิทย์ลงชิงชัยสนามนี้อีกครั้ง โดยมาในแนวคิดจับตาการทำงานของผู้ว่าฯ คนเก่า อภิรักษ์ โกษะโยธิน

ที่เด็ดคือ ช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2554 ชูวิทยฺ์ จากพรรครักประเทศไทย ออกตัวเลยว่า “ผมขอเป็นฝ่ายค้าน” กับป้ายหาเสียงที่ถอดหัวใจคนไทยที่เบื่อการเมืองในวังวนเดิม

หรือป้ายน่ารักๆ เช่นอุ้มน้องหมา เพื่อสะท้อนถึงความซื่อสัตย์…ก็มี ที่สุดพรรคของเขาก็ได้รับเลือกตั้งจำนวน 4 ที่นั่ง ไปนั่งฝ่ายค้านอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

มาวันนี้ เลือกตั้งรอบที่จะถึง นับว่าเปิดโอกาสคนตัวเล็กมากขึ้น ก็พอจะเห็นสีสันและกระแสไปไม่น้อย ทั้งเปลี่ยนชื่อให้เหมือนคนดัง ทั้งแต่งองค์เป็นนักรบโบราณ มาจนถึงป้ายหาเสียงออนไลน์แบบซูเปอร์ฮีโร่ ของพรรคพลังท้องถิ่นไท และน่าจะมีออกมาเยอะ

แต่ก็อย่างว่า บางทีสีสันเหล่านี้ก็อาจมาแบบวูบวาบ ต้องรอดูวันเลือกตั้ง จะมีคำตอบสุดท้าย

ดึงฟ้าต่ำ ทำวงแตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361786?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดึงฟ้าต่ำ ทำวงแตก

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
เด็ดยอด,ทักษิณ,ชินวัตร,เยาวภา,ยิ่งลักษณ์
เปิดอ่าน 108,530 ครั้ง

คอลัมน์…  เด็ดยอด  โดย… รักษ์  ปักธงไทย

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนไทยไปเจอ “สามพี่น้องชินวัตร” ทักษิณ-เยาวภา-ยิ่งลักษณ์ ที่ห้างแฮร์รอดส์ ลอนดอน อังกฤษ สามคนยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายคนไทยกิ๊วก๊าว น่ารักดี

ย้อนไปเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2561 ที่เดียวกันนี้ มีคนไทยไปเจอ เยาวภาและยิ่งลักษณ์ ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายถ่ายรูปกันดิบดี หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าว เยาวภาหายไป จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏตัวให้ใครเห็น

ถ้าถาม เป๊บซี่ เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ ก็จะบอกว่า แหล่งข่าวทะลวงไส้ของแกเล่าว่า เยาวภากลัวปากบุญทรงเปิด รีบหนีออกทางชายแดนด้านปอยเปต แล้วต่อไปไต้หวัน จากนั้นไปดูไบ แล้วไปอังกฤษ ลูกเต้าก็ตามกันไป ทิ้งไว้แต่สามี ให้เยาวภาห่วงหน้าพะวงหลัง

แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด หนีไม่พ้น “ลุงตู่สู้ไม่ถอย” ถูกรุมสกรัมรอบทิศ ดีที่ขาแข็ง ยืนซดได้รอบวง แซบเผ็ดพริกยกสวน

ล่าสุดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ระหว่างเดินสายหาเสียง มีนักการเมืองใหญ่ ส. ปากเปราะเลาะร้าย พูดจาพาจน พาดพิงถึง “นายกฯ” ว่า “คงไปไม่ถึงดวงดาว อย่างดีก็แค่ตัวตลกไปวันๆ”

คนได้ยินที่นั่งในวงข้าววงเหล้า ได้ฟังก็อัดเสียงส่งให้พรรคพวกลุงแกฟัง พวกลุงฟังแล้วก็ได้แต่รำพึงว่า “อันนกกระจอกว่าเลี้ยงยากแล้ว ไอ้พวกนี้เลี้ยงยากยิ่งกว่า ไม่เชื่องเอาเสียเลย แล้วที่มันพูดถึงนายกฯ เนี่ย มันพูดถึงใคร นายกฯ คนไหน นายเก่ามันหรือไงที่ว่าไปไม่ถึงดวงดาว เอาแต่ตลกไปวันๆ น่ะ นายเก่ามันสองคนที่หนีหัวซุกหัวซุนอยู่ตอนนี้ใช่ไหม กลับไปถามมันให้ทีว่าที่ ไอ้ ส.มันพูดถึงน่ะ นายเก่าหรือนายกู เอาให้แน่ๆ กูรอฟัง”

คำตอบยังมาไม่ถึง แต่ “บัญชี” เปลี่ยนกันทุกรายชื่อ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น

กรุงศรีไม่สิ้นคนดีฉันใด ณัฏฐพลก็ก้าวขึ้นเบอร์ 1 ได้ฉันนั้น

ลงไปที่ปลายด้ามขวานกันบ้าง พรรคการเมืองพรรคหนึ่งดอดปราศรัยทุกคืนในโรงเรียน และชุมชนต่างๆ ปลุกระดมให้คนแบ่งแยกประเทศ มีคนอัดคลิปส่งให้ทหารดูเรียบร้อย เร็วๆ นี้คงได้เห็นอะไรดีๆ เพราะแกนนำพรรคนี้รวยเอ้า รวยเอา รวยไม่ลืมหูลืมตา รวยเงินสดเสียด้วย อันนี้หวั่นใจฝังให้ดีเขาจะยึดเอา จะหาว่าหล่อไม่เตือนไม่ได้

ขึ้นจากปลายด้ามขวานมาอีกนิด ที่หาดใหญ่ นายตำรวจใหญ่เพิ่งเกษียณกำลังจะเสียบการเมืองท้องถิ่น หลังจากคนเดิมมีปัญหาขลุกขลัก จำใจลาออกก่อนที่จะถูกกดดันให้ออกให้อาย ตามประเด็นนี้ได้ที่ ป.ป.ช. จัดว่าร้อนไม่แพ้ใครเชียวละ

และปิดท้ายด้วย พรรคที่เกิดจากการแตกแบงก์พันของนายใหญ่ เหิมเกริมดึง “ฟ้า” ลงมาการเมือง ให้ฝรั่งปั่นข่าวจนฟุ้งกระจาย ในบัญชีนายกฯ ยืน 1 อ้างว่า บิ๊กตู่รู้ชื่อถึงกับถอดใจ รอดูกัน ความจริงจะปรากฏ “เช้าวันศุกร์”

เล่นใหญ่ขนาดนี้ ระวังตัวกันดีๆ ดีไม่ดีจะไม่มีที่ซุกหัวนอนกันทั้งบ้านและหลายบ้าน ไม่อยากติดคุกก็หยุดเถอะ เล่นตามกติกาให้เป็น อยู่เย็นให้ได้ อยู่ไม่ได้ใจสั่นอยากกลับบ้าน ไปเดินแฮร์รอดส์

อันดามันเดือด “ฮั้งเพ้ง” ชน “แชมป์ 8 สมัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361789?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อันดามันเดือด “ฮั้งเพ้ง” ชน “แชมป์ 8 สมัย”

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:25 น.
บดินทร์ ฉัตรมาลีรัตน์,พรรคประชาธิปัตย์,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,พรรคภูมิใจไทย,วัชระ เพชรทอง,ราชาลูกชิ้นไทย,อนุทิน ชาญวีรกูล,คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์,วิรัช ร่มเย็น
เปิดอ่าน 1,098 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง

เป็นไปตามคาดหมาย สนามระนอง 2562 มีสีสันและสูสีกว่าครั้งที่แล้ว เมื่อ “วิรัช ร่มเย็น” อดีต ส.ส.ระนอง 8 สมัย ค่ายประชาธิปัตย์ จับมือกับ “คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์” อดีตนายก อบจ.ระนอง ค่ายภูมิใจไทย ในวันยื่นสมัคร ส.ส. เหมือนจะบอกว่า พร้อมแล้วสำหรับการต่อสู้ในสังเวียนเลือกตั้ง

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้ง 2554 วิรัช ร่มเย็น เอาชนะคู่แข่งห่างชั้นไปสบายๆ ได้ 48,128 คะแนน ทิ้งห่างอันดับสองถึง 4 หมื่นคะแนน

แต่ครั้งนี้ คงไม่ง่ายเหมือนเก่า “นายก เอ” หรือ คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ มาจากตระกูล “ฉัตรมาลีรัตน์” ที่ทำงานในพื้นที่ใกล้ชิดประชาชน ตั้งแต่รุ่นพ่อยันรุ่นลูก

“คงกฤษ” เป็นลูกชายของ บดินทร์ ฉัตรมาลีรัตน์ ฉายา “ราชาลูกชิ้นไทย” ซึ่งเป็นคนระนองโดยกำเนิด ดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายลูกชิ้นหมูฮั้งเพ้ง และลูกชิ้นเนื้อแชมป์ มาตั้งแต่ปี 2527

ชื่อ บดินทร์ ฉัตรมาลีรัตน์ อาจไม่คุ้นกับเท่ากับลูกชิ้นฮั้งเพ้ง แต่คนระนองและจังหวัดใกล้เคียง เพราะงานบริการประชาชนจังหวัดระนองเกือบทุกงาน เกินกว่าครึ่งต้องผ่านการเบิกจ่ายด้วยลายเซ็นของบุรุษผู้นี้มาแล้ว เพราะบดินทร์ เป็นนายก อบจ.ระนอง 3 สมัย และในวันนี้ ได้วางมือจากธุรกิจลูกชิ้น และหันไปทำธุรกิจผ้าไหมที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ตระกูล “ฉัตรมาลีรัตน์” เคยสู้กับวิรัช ร่มเย็น ในสนามเลือกตั้งนายก อบจ. มา 2 สมัย ปี 2551 คงกฤษพ่ายทีมของวิรัช ปี 2555 คงกฤษล้างแค้นสำเร็จ

ด้าน วิรัช ร่มเย็น ตั้งสำนักงานทนายความ “วิรัช ร่มเย็น” และเพื่อนที่ระนอง ใช้ความรู้ด้านกฎหมายช่วยเหลือชาวบ้าน จนเป็นที่รู้จักทั้งระนอง เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว

เลือกตั้ง 2531 วิรัชลงสมัคร ส.ส.ระนอง ในสังกัดพรรคก้าวหน้า แต่ก็พ่ายอดีต ส.ส.พรรค ปชป.อย่าง ยงยุทธ นพเกตุ ชาวแปดริ้วที่มาทำโรงเลื่อยอยู่ระนอง เลือกตั้ง 2535/1 วิรัชได้สวมเสื้อ ปชป.ก็ชนะเลือกตั้งทันที

การเลือกตั้งผู้แทนฯ ระนอง ในระยะหลังๆ ก็มีวิเคราะห์ว่า วิรัชเสียงไม่ดี ชาวบ้านเบื่อ แต่สุดท้ายเมื่อเปิดหีบนับคะแนน วิรัชก็ชนะเลือกตั้งทุกครั้งไป

อันที่จริง ทั้งวิรัชกับคงกฤษ ทำสงครามข่าวในพื้นที่มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่อมีคนปล่อยข่าว วิรัชขัดแย้งกับคงกฤษ เรื่องพื้นที่ ส.ส.ระนอง จนทายาทลูกชิ้นฮั้งเพ้ง ย้ายไปอยู่ภูมิใจไทย

“วัชระ เพชรทอง” สหายรักของวิรัช จึงออกมาตอบโต้ทันทีว่า เรื่องวิรัชผิดคำพูดไม่ยอมให้คงกฤษลง ส.ส.เขตไม่จริง เพราะทางพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการให้วิรัชลง ส.ส.เขตระนองเท่านั้น

แถมวัชระ ยังแฉต่อว่า เดิมทีคนในตระกูล “ฉัตรมาลีรัตน์” เป็นคนของสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย ต้องการให้ทายาทลูกชิ้นฮั้งเพ้ง จะลง ส.ส.ระนอง และพยายามกดดันให้วิรัชขึ้นไปสู่บัญชีรายชื่อ แต่สุดท้ายทำไม่สำเร็จ

ประเด็นนี้ ฝ่ายทายาทลูกชิ้นฮั้งเพ้งอยู่ในความสงบ ไม่ตอบโต้ แต่เลือกที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ คงกฤษ นายก อบจ.ระนอง พร้อมด้วย ส.จ.แดง วรานนท์ เกลื่อนสิน ประธาน สภา อบจ.ระนอง มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

วันนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกกับนักข่าวว่า พรรคจะคัดเลือกผู้ที่เข้มแข็งที่สุดลงสมัครในแต่ละพื้นที่ พรรคมีระบบตรวจสอบและประเมินความนิยมผู้สมัครอย่างชัดเจน เพราะยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่ส่งไปเก็บแต้มให้ใคร แต่เราส่ง เพื่อชนะเท่านั้น

เสี่ยหนูส่งสัญญาณว่า สนามระนอง “เอาจริง” ไม่ใช่แค่ส่ง “นายก เอ” มาเก็บแต้ม แต่มวยรุ่นใหญ่ “วิรัช” ก็ไม่ธรรมดา เพราะมีพี่เลี้ยงชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และชวน หลีกภัย

‘ปชต.’ไทยแท้ หรือแค่ครึ่งใบ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361791?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ปชต.’ไทยแท้ หรือแค่ครึ่งใบ??

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:10 น.
ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 443 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 จะเป็นการเปิดศักราช การพัฒนา ‘ประชาธิปไตย’ ในรูปแบบไทยไทย ที่ถูกออกแบบผ่านกลไกการปฏิรูปประเทศ

ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดขึ้น โดยยึดโยงกับกติกาสากลของประชาธิปไตยมาเป็นพื้นฐานและอาจเพิ่มเติมบทบาททางการเมือง กองทัพ ภาคประชาสังคม ก่อนที่จะนำมาซึ่งขั้นตอนในการตรวจสอบถ่วงดุล และคานอำนาจ

คสช.พบว่าในห้วง 80 ปีที่ผ่านมาทหารมีบทบาทสูงในการผลักดันระบบการเมืองการปกครองให้เป็น ‘ประชาธิปไตย’ ของไทยหลายรูปแบบทั้งชาติตะวันตก อนุรักษนิยม หรือแบบผสมผสาน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ ตั้งแต่ยุคแรกๆ คือ คณะราษฎร, จอมพล ผิน ชุณหะวัณ, จอมพล ป.พิบูลสงคราม (แปลก), จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
หลังจากนั้น จอมพล ถนอม กิตติขจร, จอมพล ประภาส จารุเสถียร และยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถือเป็นประชาธิปไตยแบบของไทย หากได้รับการต่อยอดก็จะมีความเข้มแข็ง แต่พอมาถึงห้วงของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตก มีการเปิดการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เกิดวิกฤติ เพราะกลไกยังไม่พร้อม
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยยังไม่เสถียรภาพมากพอดังนั้นการจะพัฒนาประชาธิปไตยให้ทันยุคทันสมัยไทยอาจจำเป็นต้องหยิบยกประชาธิปไตยในรูปแบบเสรีนิยมตะวันตกมาเทียบเคียงกับประชาธิปไตยแบบไทย แต่ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมตะวันตกที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือแม้แต่เยอรมันที่เป็นต้นตำรับกำลังเกิดปัญหาที่ต่างกรรมต่างวาระกันในเวลานี้

ตลอด 5 ปี รัฐบาลทหาร คสช. พยายามออกแบบ ‘ประชาธิปไตย’ ไทยให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะป้องกันวิกฤติการณ์บ้านเมืองรวมถึงการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีโควตา ผบ.เหล่าทัพ 6 ตำแหน่งและอีก 194 คน มาจากการคัดเลือก คสช.น่าจะมีสัดส่วนจากผบ.หน่วย ทหารที่ใกล้เกษียณอายุราชการในอีก 3-4 ปีข้างหน้า หรือแม้แต่การเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีผ่านการลงประชามติเห็นชอบจากประชาชนเพื่อตัดวังวน ‘รัฐประหาร’

แหล่งข่าวความมั่นคง ระบุว่า การพัฒนาประชาธิปไตยต้องดูในภาพรวมก่อนว่าต้องการให้เกิดขึ้นในระดับไหนหากไทยต้องการพัฒนาประชาธิปไตยให้มีเสรีภาพมี 2 รูปแบบ คือ

ประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตก และประชาธิปไตยแบบไทยไทยซึ่งมีการถกเถียงกันว่าประชาธิปไตยที่ดีที่สุดจะเป็นแบบไหน

เพราะประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมตะวันตกมีปัญหามากแต่หากจะเดินหน้าประชาธิปไตยแบบไทยไทยก็จะต้องผ่านกระบวนการปฏิรูปอย่างเข้มข้น และเอาหลักตะวันตกและหลักของไทยมาใช้ผสมผสานกัน และมีความเห็นชอบโดยอาจจะต้องทำสัญญาประชาคมกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ คสช.มุ่งหวังให้ไทยมีประชาธิปไตยแบบศรีลังกา และอินเดีย ที่มีความก้าวหน้าและเก่าแก่ที่สุดในเอเชียโดยไม่ได้ยึดแบบประชาธิปไตยเสรีตะวันตกทั้งหมดแต่มีการพัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานประชาธิปไตยที่เป็นสากลและเพิ่มเติมลักษณะประเทศของตัวเองเข้าไป เรียกว่าประชาธิปไตยแบบไทยไทย

“อย่าไปเขียนประชาธิปไตยแบบลอยๆ ถ้าจะเอาประชาธิปไตยเสรีตะวันตกจะเอาแบบไหน แบบอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ก็ว่ามา แต่รูปแบบนี้กำลังถึงทางตัน และมีปัญหามาก หรือจะเอาแบบประชาธิปไตยแบบไทยไทยคือเอากติกาสากลของประชาธิปไตยมาเป็นพื้นฐาน และเพิ่มเติมทั้งบทบาทสถาบัน กองทัพ ผู้อาวุโส ภาคประชาสังคม ชนกลุ่มน้อย ใส่เข้าไปในบริบทของเรา หรือแม้แต่สื่อไม่ได้เหมือนสื่อตะวันตกที่แท้จริง ใส่เข้าไป และออกมามีการตรวจสอบถ่วงดุลคานอำนาจ แต่ก็จะต้องอาศัยกระบวนการหลายขั้นตอนในการพัฒนาปฏิรูป และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะลงตัว” แหล่งข่าวความมั่นคง ระบุ
สำหรับประชาธิปไตยแบบไทยไทย ที่คสช.ได้กรุยทางไว้ยังไม่ชัดเจนว่าในอนาคตจะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาทั้งผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถก้าวสู่ตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ อีกสมัยและสามารถผลักดันแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติเดินหน้าตามที่คาดหวังไว้

รวมทั้งความไม่เป็นเอกภาพของสังคมไทยที่ยังมีคนหลายกลุ่มก้อนที่มีบทบาทสำคัญ ทั้งกลุ่มอนุรักษนิยม กลุ่มหัวก้าวหน้าแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตก กลุ่มผลประโยชน์ หรือแม้แต่ทหารในกรมกอง โดยเฉพาะ 122 พรรคการเมือง และ ประชาชนอีก 40 ล้านเสียง จะเอาด้วยกับประชาธิปไตยที่ คสช.ออกแบบไว้หรือไม่???

อยากให้นายกฯ ‘หัวร้อน’ เลิกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยากให้นายกฯ ‘หัวร้อน’ เลิกการเมือง

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:50 น.
บัญญัติ 11 ประการ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,หัวร้อน
เปิดอ่าน 1,088 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

หลายวันที่ผ่านมา ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ กลายเป็นพื้นที่ตำบลกระสุนตก โดนกระหน่ำเรื่องหัวร้อนที่วัยรุ่นเขาเรียกซึ่งหมายถึงยัวะ-โมโหจนคุมอารมณ์ไม่ได้

เวลานี้ทุกอย่างเข้าสู่เหตุการณ์ปกติแล้ว และดูนายกฯ ตู่ ของเรากลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิมหรือมากกว่าเดิมแบบคนโกรธง่ายหายเร็ว

ผมว่านี่เป็นนิสัยประจำอันแท้จริงของท่านอย่าไปถือสาหาโทษ เคืองอะไรกัน มองในด้านบวกก็ดีเสียอีกที่ปากตรงกับใจ ดูอย่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีหัวร้อนบ่อยๆ มากกว่านี้แถมออกนโยบายแบบสุดโต่งจนช็อกโลกดังเห็นกันอยู่
‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ 8 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันรับสมัคร ส.ส.วันสุดท้าย ซึ่งจับตามองกันว่านายกฯ หัวร้อนจะลงสมัครด้วยหรือไม่?
บรรดาเซียนการเมืองทั้งหลายก็วิจารณ์คาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ฟันธงว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน อย่าไปใส่ใจอะไรให้ปวดหัวสู้ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงชีวิตให้ได้แบบสุขกายสบายใจดีกว่า
วันก่อนเพิ่งได้รับข้อความจากผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้วและยังมีความสุขในชีวิตสุภาพแข็งแรง จิตใจสบายๆ ผ่อนคลายจนทำให้ดูอ่อนกว่าวัย และไม่มีโรคภัย เดินเหินตัวปลิวไม่เหมือนบางคนต้องใช้ไม้เท้า
ถามว่าท่านทำอย่างไรมีเคล็ดลับอย่างไรก็ได้รับคำตอบว่าปฏิบัติตามข้อแนะนำจาก “ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ” ซึ่งผมเองก็ติดตามผลงานของคุณหมอและชื่นชมชื่นชอบมานานแล้วและอยากจะเรียกว่าเป็น “บัญญัติ 11 ประการ” และทำได้ง่ายไม่ต้องใช้เงินทองหรือไปหาหมอ

   บัญญัติ 11 ประการ ที่จะทำให้ชีวิตเบาและโล่งขึ้นมีดังนี้ครับ
1.เก็บของที่ไม่ใช้ เลิกใช้ เอาไปบริจาคให้ผู้เดือดร้อน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไปเสียดายของที่ไม่ใช้แล้ว

2.ลดงานที่เครียดๆ ลงบ้าง เช่นงานประชุมที่เอาจริงเอาจัง งานที่แข่งขันและหวังผลสูง ถ้าเลือกได้ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้ บรรยากาศการประชุมมักจะเครียดเสมอ สารความเครียดหลั่งตลอดเวลา
3.เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้น ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง
4.อ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรมหรือข่าวเครียดๆ ที่ซ้ำกันทุกวัน

5.เลิกดูรายการทีวีที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ ที่ซ้ำๆ กันทุกวัน เช่นรายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกัน พูดแข่ง พูดแซวกัน 2-3 คน ดูไป ฟังไป แทนที่จะสบายใจกลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อด้วยซ้ำ

6.อย่ารับปากและสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆ ด้วยความเกรงใจเลย หัดปฏิเสธให้เป็น

7.อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นๆ เลย ทำได้ยากมากจะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิดหวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรับคนอื่น และยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด ถ้ารักไม่ลง ก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงไปด้วย เมื่อเวลาผ่านไปเราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็นจริงได้มากขึ้น

8.หัดไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเพื่อนตนเองได้ จะลดขั้นตอนและความยุ่งยากใจเวลาจะต้องทำอะไรหรือไปไหนได้มากขึ้น

9.ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ บ้าเกียรติยศ ชื่อเสียง บ้าง จะทำให้ไม่เครียดกับงาน เฆี่ยนตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งกับคนรอบข้างตลอดเวลา จนลืมสร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลย ไม่ว่าจะได้มากเท่าไร

10.ถ้าจะรักใครสักคน อย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิต และอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิตเขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขาก็พอแล้ว การรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ

11.ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด ลองทำตามที่แนะนำมานะครับ จะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้น เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่คับแคบหรือรัดตรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆ ความคล่องตัวจะมีมากขึ้นจนคุณแปลกใจตัวเอง

‘นายกฯ ลุงตู่’ ของเราเลยวัยเกษียณมาหลายปี มีอำนาจวาสนาเป็นนายกรัฐมนตรี น่าจะถึงวัยใช้ชีวิตอย่างสงบ-ปลดเกษียณตัวเอง มีความสุขในชีวิตที่เหลือได้แล้วหรือยัง!

เปิดวิสัยทัศน์ 4 พรรคใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361788?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดวิสัยทัศน์ 4 พรรคใหญ่

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:45 น.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคเพื่อไทย,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ดรอุตตม สาวนายน,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 311 ครั้ง

รายงาน…

4 พรรคการเมือง ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง” ในงานบางกอกโพสต์ฟอรั่มเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ โดยมี 4 ตัวแทนจากพรรคการเมืองที่มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ คือ ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โดยแต่ละพรรคการเมืองก็ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละนโยบายของพรรคการเมืองที่ต่างกันอันมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เชื่อว่าในอนาคตคนไทยอยากเห็นประเทศมีความสงบสุข ประชาชนมีความสุข สังคมเป็นสังคมที่เกื้อกูลคุณภาพชีวิตที่ดี การเติบโตของประเทศได้รับการขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงก้าวล้ำไปสู่เวทีโลก สามารถเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานของประเทศได้ รวมทั้งสามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเมื่อเป็นเช่นนี้พรรคพลังประชารัฐจึงมีการนำเสนอถึง 3 พันธกิจในการช่วยแก้ปัญหาของประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ทำได้จริงและไม่ขายฝัน เพราะเป็นนโยบายและเรื่องที่มาจากการรับฟังเสียงของประชาชน นำมาประกอบกับข้อมูลที่ทางพรรคได้วิเคราะห์รวบรวมมาแล้วจึงมั่นใจว่าทำได้จริง

โดยได้ลงรายละเอียดถึง 3 พันกิจไว้ คือ 1.สวัสดิการประชารัฐ เพื่อขจัดปัญหาสั่งสมที่สำคัญที่สุดอย่างความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน 2.สังคมประชารัฐ ที่ต้องการให้สังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เป็นสังคมที่เข้มแข็ง และรู้จักแบ่งปัน 3.เศรษฐกิจประชารัฐ ที่จะต้องเป็นเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันได้ให้แก่คนไทย ซึ่ง 3 พันธกิจนี้ยึดโยงกัน ไม่มีพันธกิจใดสำคัญกว่าอีกพันธกิจ เพราะหากจะให้ตอบโจทย์อนาคตที่คนไทยอยากเห็น นโยบายที่จะประสบผลสัมฤทธิ์แล้วนำมาซึ่งสิ่งเหล่านั้น จะต้องเป็นนโยบายที่ยึดโยงกัน

ด้าน  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้นำเสนอ 6 ยุทธศาสตร์ ในการแก้ปัญหาประเทศ เนื่องมาจากปัจจุบันภาพรวมทางเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้าย แต่เงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า คนจนมีสภาพไม่ดี เอสเอ็มอีโตแต่ธุรกิจใหญ่ๆ หนี ภาษีเกษตรกรเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องเข้าใจโจทย์ก่อนที่จะคุยกันว่าอนาคตไทยหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ซึ่งในอนาคตเราจะต้องดูว่าจะทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างไร ให้กินดี อยู่ดีอย่างเท่าเทียมกันได้

โดยได้ลงรายละเอียดถึง 6 ยุทธศาสตร์ ไว้ดังนี้ 1.ไทยทำ คือรับจ้างผลิตด้วยแรงงานราคาถูก ต้องให้ความสำคัญกับการเมดอินไทยแลนด์ สร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์ไทย 2.ไทยทันสมัย คือ เอาเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับไทยทำ หรือภาคเกษตรกร ที่เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง 3.ไทยเท่าเทียม คือ การกระจายอำนาจ ทั้งระบบการศึกษา สาธารณสุข เข้าถึงแหล่งการแก้ไขปัญหาหนี้สิน 4.ไทยเชื่อมไทย คือ ระบบคมนาคม ชลประทาน อินเทอร์เน็ต ที่ต้องเอามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไทยให้ได้ โดยใช้เทคนิคเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานและให้อุปกรณ์แก่ประชาชนในการจัดทำ 5.ไทยเชื่อมโลก คือ การนำเอาสินค้าของไทยออกไปสู่ระดับโลก หาตลาดพันธมิตรทำการค้าเชื่อมโลกให้เข้มแข็ง พร้อมดึงคนเก่งและต่างชาติเข้ามาร่วมงาน และ 6.ไทยยั่งยืน คือ ต้องขจัดการคอร์รัปชั่น พร้อมกำหนดความยั่งยืนในเรื่องต่างๆ ซึ่งทั้งหมดจะถูกร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจะทำนโยบายที่เป็นกลุ่มไม่แยกกันและปะติดปะต่อเสริมกันในทุกด้าน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ระบุถึงโจทย์สำคัญของประเทศที่ประชาชนหวังอยากให้แก้ไขว่า คือ การหลุดพ้นจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ประชาชนต้องการเห็นประเทศเดินหน้าเพื่อรับมือกับปัญหาต่างๆ ในอนาคต พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถกินบุญเก่าจากทรัพยากรของประเทศที่มีได้อีกต่อไป ต้องหาทางใช้ทุนอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ ด้วยขณะนี้ประเทศอยู่ในสังคมสูงวัย เราจึงขาดแคลนแรงงาน มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ ความแตกต่างระหว่างภูมิภาค รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน และแก้ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานกว่า 10 ปี

เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ คือ 1.โครงสร้างทางกฎหมายต้องเปลี่ยน ไม่ติดอยู่กับปัญหาที่ล้าสมัย ซึ่งพรรคจะสะสางปัญหาส่วนนี้ให้มีความชัดเจน จะเปลี่ยนกฎหมายเก่าเพื่อทำแนวคิดกฎหมายใหม่ๆ 2.การกระจายอำนาจที่พรรคได้มองไปถึงแนวคิดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งจัดการให้มีเมืองพิเศษเป็นเมืองมหานคร เพื่อกระจายศูนย์กลางของความเจริญ และเราจะต้องมีการเมืองที่ดีและสะอาดเพื่อกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย นำพาประเทศตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นระยะยาว และพาประเทศไทยกลับสู่เวทีสากลด้วยความภาคภูมิใจ ประเทศนี้จะเดินหน้าโดยประชาชนเป็นใหญ่ จะพาประเทศไปสู่การแก้จน สร้างคน สร้างชาติ

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้เสนอถึงเรื่องการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่คนในชาติ เช่น การจัดการคลังสินค้า แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นโดยการทำธุรกรรมทางออนไลน์ที่ตรวจสอบได้ง่ายกว่าการใช้กระดาษและรวดเร็วกว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มีอยู่ การสร้างระบบคมนาคม ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพให้แก่สังคมไทย รวมถึงระบบการศึกษาที่ดี โดยเราสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องของเศรษฐกิจที่จะเจอได้ พร้อมทั้งสร้างสังคมให้น่าอยู่ โดยมองกลับไปดูว่าอะไรคือปัญหาที่ทำให้ไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

ซึ่งนายธนาธร ระบุว่า สาเหตุมาจากการที่เรายังไม่สามารถที่จะมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้ เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอยู่เสมอ และนี่คือโจทย์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ที่ควรได้รับการแก้ไข

“เสี่ยตั้น” เบอร์หนึ่งทัพพลังประชารัฐ ถอดแบบพ่อตา-ลุงกำนัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361803?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เสี่ยตั้น” เบอร์หนึ่งทัพพลังประชารัฐ ถอดแบบพ่อตา-ลุงกำนัน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:12 น.
สสบัญชีรายชื่อ,พรรคพลังประชารัฐ,พรคไทยรักษาชาติ,แคนดิเดตนายกฯ,เลือกตั้ง 2562,การเมิอง,อดีต สส,ผู้สสมัคร สส,จาตุรนต์ ฉายแสง,พลอประยุทธ์
เปิดอ่าน 2,342 ครั้ง

8 ก.พ.ดีเดย์ “วันชี้ชะตาบ้านเมือง” ข่าวลือสะพัดจากโซเชียลมวลชน “คนมีสี” และบางกลุ่มก็ล้ำเส้นไปเยอะ แต่ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากฝ่ายความมั่นคง 

000 การเมืองไทยไม่มี สูตรสำเร็จ” และยากที่จะคาดเดา หลังเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคม 2535 เป็นตัวอย่างของความพลิกผันชั่วข้ามคืน เสียงเรียกร้องนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ยังไม่จางหาย แต่ก็ได้นายกรัฐมนตรี “คนนอก” ในสถานการณ์พิเศษ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของคนชั้นกลาง

000 8 กุมภาพันธ์ 2562 กลายเป็น “วันชี้ชะตาบ้านเมือง” ข่าวลือสะพัดจากโซเชียลมวลชน คนมีสี” และบางกลุ่มก็ล้ำเส้นไปเยอะ แต่ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากฝ่ายความมั่นคง

000 รับรู้กันไปแล้ว สำหรับรายชื่อ “ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ” ของพรรคพลังประชารัฐ มีเสียงวิจารณ์พอประมาณ เมื่อชื่อ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขยับเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 แทนที่จะเป็น สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แต่การตั้งข้อสังเกตเหตุที่ได้มาอยู่ลำดับที่ 1 เพราะเป็นการตอบแทนที่ร่วมต่อสู้กับ กปปส.นั้น ดูตลกมากและยังมองด้วยแว่นสีการเมือง

ตั้น ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  เบอร์ 1 พรรคพลังประชารัฐ

000 คนที่รู้จัก ตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ บนถนนสายการเมืองในรอบ 10 ปีมานี้ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เหมาะสม” ซึ่งนาทีที่ “4 ยอดกุมาร” ของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ “เสี่ยตั้น” ที่เจนจบครบเครื่อง ก็เป็นตัวเลือกในการทำหน้าที่ “ประสานสิบทิศ” ระหว่างกลุ่มนักเลือกตั้ง กลุ่นนายทุน และกลุ่มภาคประชาสังคม

000 “ตั้น” สามีของ อีฟ” ทยา ทีปสุวรรณ ลูกสาวคนเล็กของ “เฉลิมพันธ์-คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์” เพิ่งเล่นการเมืองไม่นาน เลือกตั้ง 2550 ณัฏฐพลเข้ามาสู่ชายคา ปชป. ลงสมัคร ส.ส.เขต 10 กทม. สอบตก แต่มีเลือกตั้งซ่อม 2552 จึงสอบได้ และมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการพรรค ปชป. โดยการสนับสนุนของ สุเทพ เทือกสุบรรณ” ช่วงการชุมนุมใหญ่ปี 2556-2557 เสี่ยตั้นจึงลาออกจาก ผอ.พรรค ไปเป็นแกนนำ กปปส.

เสี่ยตั้น กับภรรยา ทยา ทีปสุวรรณ ทายาทตระกูลศรีวิกรม์ 

000 จะว่าไปแล้ว เสี่ยตั้นมีความเหมือนกับ พ่อตา” เฉลิมพันธ์ และ “ลุงกำนัน” คือกล้าได้กล้าเสีย ใจนักเลง และรู้จัก “ธรรมชาตินักเลือกตั้ง” สมัยที่ “เฉลิมพันธ์” แยกตัวออกจาก ปชป. ไปตั้งพรรคประชาชน ก็ทุ่มสุดตัว เช่นเดียวกัน สมัย “สุเทพ” เป็นเลขาธิการพรรค ปชป. ที่บริหารจัดการเรื่อง “ผู้สมัคร ส.ส.” กับ “คะแนนเสียง” ได้ถึงลูกถึงคน

000 ส่วนบรรดา “นักเลือกตั้ง” ที่ถูกวางตัวให้เป็น “แม่ทัพ” แต่ละภาคนั้น ก็ถูกจัดให้อยู่ในลำดับต้นๆ “โซนปลอดภัย” ไม่ว่าจะเป็น สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อันดับ 2, สมศักดิ์ เทพสุทิน” อันดับ 4, วิรัช รัตนเศรษฐ” แม่ทัพโคราช

ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1-4 พลังประชารัฐ

อันดับ 7, สันติ พร้อมพัฒน์” แม่ทัพเพชรบูรณ์ อันดับ 8, สุพล ฟองงาม” แม่ทัพอุบลฯ อันดับ 9, เอกราช ช่างเหลา” แม่ทัพขอนแก่น อันดับ 11 และ สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์” ตัวแทนซุ้มชลบุรี อันดับ 15

เสี่ยสันติ พร้อมพัฒน์ แม่ทัพเพชรบูรณ์ ติดท็อปเทน บัญชีรายชื่อ

000 สมกับเป็นพรรคไทยรักษาชาติ ที่มีชื่อย่อ “ทษช.” เพราะ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปขึ้นปราศรัยที่ไหน ก็จะยกย่อง ทักษิณ ชินวัตร” เป็น อภิมหาบิดาประชานิยม” และโจมตี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว เพราะเป็น “เด็กห่อยา” ไม่เข้าใจปรัชญา “นายห้างตราใบห่อ” หรือทักษิณ ฉะนั้น พรรคไทยรักษาชาติจึงต่อยอดประชานิยม เอากันง่ายๆ แบบนี้แหละ

ณัฐวุฒิ ยอมรับ ทักษิณ คือบิดาประชานิยม

000 กลายเป็นประเด็นร้อน บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี” ของพรรคไทยรักษาชาติ ที่คาดว่าจะสร้างความเซอร์ไพรส์ไปทั้งแผ่นดิน แต่แน่ๆ จาตุรนต์ ฉายแสง” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ไทยรักษาชาติ ยอมรับแล้วว่า จะไม่มีชื่อของเขาอยู่ในบัญชีนายกฯ เพราะไม่ได้รับการติดต่ออะไรเลยจากคณะกรรมการบริหารพรรค

จาตุรนต์ ฉายแสง ทำใจ หลุดแคนดิเดตนายกฯ 

000 นาทีที่ความไม่แน่นอนพลันบังเกิด ฝุ่นการเมืองลอยคลุ้ง ฝ่ายความมั่นคงของ คสช. ยังท่องคำขวัญ “ประชาธิปไตยแบบไทยไทย“ ที่ช่วยกันถากถางกันมาในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และวาดหวังให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เพื่อผลักดันแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ

000 กระแสเสียง รัฐบาลแห่งชาติ” ดังกระหึ่ม ตามมาด้วยเสียงจากตัวแทน “คนแดนไกล” ในสื่อโซเชียล ที่บอกว่า “ประเทศนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะไม่มีคนกลางที่เหมาะสมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้มาแก้ปัญหา เราถึงควรมีนายกฯ ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ถ้าทุกฝ่ายถอยให้คนคนหนึ่ง ขึ้นเป็นนายกฯ” นี่คือความระทึกใจของสถานการณ์ปัจจุบัน