‘พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์’ หากจัดระเบียบกองทัพได้เศรษฐกิจจะดีเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์’ หากจัดระเบียบกองทัพได้เศรษฐกิจจะดีเอง

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:40 น.
พรรคเสรีรวมไทย,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
เปิดอ่าน 652 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

นโยบาย 6 หยุดของพรรคเสรีรวมไทย ที่นำโดยวีรบุรุษนาเเก “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย” ประกอบไปด้วย 1.หยุดความยากจน แก้ปัญหาปากท้อง สร้างความกินดีอยู่ดี 2.หยุดคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง 3.หยุดยาเสพติด ขจัดผู้มีอิทธิพล 4.หยุดเผด็จการ และปฏิรูปทหาร 5.หยุดไฟใต้สร้างสังคมสันติสุข 6.หยุดสงครามสีเสื้อสร้างความปรองดองก้าวสู่อนาคต

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวกับ “เครือเนชั่น” ถึงจุดยืนทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้านคสช.เเละเตรียมล้างบางหากได้โอกาสเข้าสภาผู้เเทนฯ เเละทำหน้าที่รัฐบาล

“วันนี้ผมเข้ามาทำงานการเมืองเพราะบ้านเมืองมีปัญหา ผมยังเเข็งเเรงเเละจะใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ได้ จึงขออาสาในวันนี้ ช่วงที่ผมทำงานเป็น ผบ.ตร. รัฐบาลชุดหนึ่ง (สมัคร สุนทรเวช) มีการสั่งย้ายผมเพราะอดีตนายกฯ บางคนและอีกบางคนเข้ามามีอำนาจอาจมาเรียกร้องบางอย่างแลกกับให้ผมอยู่ในตำแหน่ง ผมไม่ให้ จึงปล้นเเละยัดข้อหากับผม ยืนยันผมไม่ทำสิ่งผิด ตำรวจในยุคของผมไม่มีการซื้อตำแหน่ง ไม่เหมือนบางยุคและในยุคนี้ ต่อมาผมลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.เพราะอยากทดลองว่าตัวเองพร้อมทำงานให้ชาวบ้านได้หรือไม่ จากนั้นจึงมาลงสมัครส.ส.ในวันนี้”

“หากถามว่าบางช่วงผมมีแนวคิดทางการเมืองไม่ตรงกับอดีตนายกฯ (ทักษิณ ชินวัตร) จึงเเยกตัวออกมา ยืนยันว่าผมไม่เคยไปยุ่งกับพวกเขา เเละการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเสรีรวมไทยอยู่ตรงข้ามคสช.เพราะมองว่าการทำงานให้บ้านเมืองนั้นมีสองสิ่งคือบุคคลและระบบ วันนี้เราย้ายบุคคลออกจากประเทศไม่ได้ เเต่ระบบนั้นเราใช้ประชาธิปไตยที่ชาวบ้านไปเลือกส.ส. ดังนั้นสิ่งดีต้องพัฒนา สิ่งเลวต้องปรับปรุง สังคมของเราควรยึดระบบ ไม่ใช่ใช้ปืนไปยึดอำนาจ คนที่ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเข้ามาบริหารบ้านเมืองในทางมิชอบควรออกไป เเละสิ่งที่คสช.ทำงานมานั้น ผมมองว่าสอบไม่ผ่าน”

บางคนอาจมองว่าอดีตผบ.ตร.คนนี้ก็เคยอยู่ร่วมคณะยึดอำนาจเมื่อสิบปีเศษที่ผ่านมา (คมช.) ทำไมวันนี้จึงต้านรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ตอบว่า “แม้ช่วงหนึ่งผมเคยอยู่ในคมช. และเคยบอกว่าหากไม่มีการยึดอำนาจและยังมีนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมคงไม่ได้เป็นผบ.ตร.นั้น สิ่งที่ผมพูดในวันนั้นเพราะหากมีนักการเมืองผมคงไม่ได้ทำงานนี้ (ผบ.ตร.) เพราะนักการเมืองเข้ามาก็จะใช้เงิน แล้วทำในสิ่งที่อดีตนายกฯ บางคนกระทำกับผม เหมือนวันนี้รองผบ.ตร.คนใดไม่มีเงิน ไม่มีใครได้เป็นผบ.ตร.ตัวอย่างมันมีในยุคนี้”

“การยึดอำนาจคราวก่อนไม่เหมือนยึดอำนาจครั้งนี้ เพราะในคราวนั้นคนที่ยึดอำนาจไม่ได้ยึดแล้วเข้ามาเป็นนายกฯ เอง คุณสมบัตินายกฯ ตอนนั้นแตกต่างกับนายกฯ ตอนนี้ เพราะนายกฯ ตอนนั้นมีคุณธรรม นายกฯ ในตอนนั้นก็เเต่งตั้งผมให้มาทำงาน วันนั้นหัวหน้าคมช.เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับผบ.ตร.ในตอนนั้น (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) และมองว่าผบ.ตร.ตอนนั้นรับหน้าที่นี้ไม่ไหว ถามว่าทำไมไม่ตั้งรองผบ.ตร.ที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกันกับหัวหน้าคมช.ทำงานหน้าที่นี้แทน และทำไมนายกฯ ในตอนนั้นเลือกผม ย้ำว่าผมไม่เคยไปขอตำแหน่งใคร ยึดอำนาจคราวนั้นผมก็ไม่ชอบนะเพราะปัญหามาจากนักการเมืองและคมช. แต่วันนั้นบ้านเมืองมีปัญหา”

หากถามว่ายึดอำนาจครั้งนั้นกับยึดอำนาจครั้งนี้เหตุมาจากอะไร “เดอะตู่” ตอบว่า “เพราะทหารอยากมีอำนาจ ลองไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น สมัยรสช.ที่สร้างเหตุการณ์ขึ้นมา สมัยคมช.ก็อ้างเหตุทุจริต ก่อนที่จะมีคสช.ก็มีบางคนมาปลุกระดมคนกรุงเทพฯ และคนปักษ์ใต้มาไล่รัฐบาล แม้จะอ้างรัฐบาลทุจริตจำนำข้าว แต่มันมีการสร้างสถานการณ์มากกว่า ถามว่าคนที่ยึดอำนาจก็คือคนผิดแล้ว ยึดอำนาจนั้นคือกบฏ แล้วจะมาบอกว่าเข้ามาทำสิ่งที่ถูกได้อย่างไร พูดตรงๆ ทหารคิดอยากเป็นใหญ่ตลอดเวลา แต่จะยึดอำนาจและสืบทอดอำนาจตลอดไปนั้น ทำแบบนั้นไม่ได้ เรื่องแบบนี้ต้องมีการวางแผนไว้แล้ว ผมพูดแบบนี้เพราะไม่กลัว”
ส่วนจุดยืนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวมาตลอดคือจะจัดการกับทหารบางคนที่ไม่โปร่งใสเเละปฏิรูปกองทัพนั้น คำตอบที่ได้รับมาจาก “เดอะตู่” คือ “ทหารบางคนใช้งบซื้ออาวุธแบบไม่จำเป็น วันนี้ควรดูปากท้องชาวบ้านให้แข็งแกร่ง จากนั้นประเทศจะแข็งแกร่ง แม้วันนี้รอบบ้านของเราเสริมกองทัพ พูดตรงๆ ทหารซื้อของแบบนี้เพราะต้องการเงินทอน ผมรับรู้เรื่องนี้เพราะเพื่อนๆ เตรียมทหารบอกมา ย้ำว่ายุคที่ผมทำงานที่สตช.ไม่มีเรื่องแบบนี้ ผมไม่เคยไปยุ่งกับเรื่องแบบนี้”

“วันนี้ทหารดีๆ ก็มี ตำรวจบางคนที่ไม่ดีก็มี เพราะระดับบน บางคนที่ไปหาเงินซื้อตำแหน่งจากฝ่ายการเมืองที่ครอบมา ผมพูดความจริงนะ วิธีแก้ไขคือเมื่อกฎหมายบอกว่านายกฯ เป็นประธาน ก.ตร.นั้น แบบนี้มันคือการให้การเมืองไปครอบตำรวจ ฉะนั้นต้องแก้กฎหมายคือต้องคืนอำนาจให้รองผบ.ตร.เลือกผบ.ตร.กันเอง”

จุดหมายบนเวทีการเมืองหลังการหย่อนบัตรเพื่อให้พรรคนี้ไปขับเคลื่อนงานนั้น หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย บอกว่า “ผมต้องมีส.ส.หนึ่งร้อยคน เพราะประเมินจากคนที่ติดตามผมในโลกออนไลน์พบว่ามีมาก ทำให้มั่นใจว่าพรรคจะมีส.ส.ในจำนวนที่ผมระบุ หากได้เป็นนายกฯ ผมพร้อมย้ายแม่ทัพนายกอง เพราะช่วงที่พรรคหาเสียง รับฟังชาวบ้านที่มองข้ามปัญหาปากท้อง เพราะชาวบ้านบอกว่าทหารคือปัญหาของบ้านเมือง”

“หาบเร่แผงลอยนั้นผมจะให้สิทธิ์นี้แก่ชาวบ้าน เพราะบางครั้งหาบเร่แผงลอยมันคือเสน่ห์ที่ดึงนักท่องเที่ยว แต่เราต้องควบคุมแต่ละพื้นที่ให้ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะมาเฟียและเจ้าหน้าที่รัฐบางคนไปยุ่งเกี่ยว ตรงนี้จะจัดการ ส่วนกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ วันนี้นายทุนกวาดซื้อ รัฐบาลก็ออกระเบียบไปเอื้อ แต่ยังมีที่ดินอีกมากที่จะให้ชาวบ้านไปทำประโยชน์ได้โดยแก้กฎหมายแบบเป็นธรรมให้ทุกฝ่ายและการปลดหนี้สิน ผมมาทำงานในพรรคนี้ก็พร้อม หากจัดระเบียบกองทัพได้เศรษฐกิจจะดีเอง แต่สองสิ่งนี้ผมจะทำไปพร้อมๆ กัน”

แปรวิกฤติเป็นโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361495?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปรวิกฤติเป็นโอกาส

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ฝุ่นจิ๋ว
เปิดอ่าน 342 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ดับเครื่องชน” วันนี้อยากจะให้เรามองโลกในด้านบวกเรื่องฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นในกทม. และหลายพื้นที่ทั่วประเทศว่าในที่สุดคนไทยเรามีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว-ช่วยเหลือกันยามเกิดวิกฤติหรือเดือดร้อน

อย่าไปท้อถอยว่านักท่องเที่ยวหรือชาติอื่นจะมองว่าอากาศบ้านเราเป็นพิษหรือมีมลภาวะ ซึ่งประเทศจีนหรือญี่ปุ่นก็เคยมีเคยเป็นและหนักหนาสาหัสกว่าไทยเสียอีก

แต่ในที่สุดหากรัฐบาลเอาจริงแล้วทุกอย่างก็แก้ไขได้และหากไทยแก้ฝุ่นพิษได้สำเร็จก็จะทำให้ภาพลักษณ์เมืองไทยดีขึ้น

วันก่อนได้รับข้อความทางไลน์จากเพื่อนที่เป็นข้อคิดเห็นจาก “ดร.ประวิทย์ จงวิศาล” อดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล น่าสนใจมากๆ จึงขออนุญาตอาจารย์นำเรื่องนี้มาแจ้งให้ทราบแบบเดิมๆ เพื่อจะได้ไม่ตื่นตระหนกหรือหมดหวังจนไม่เป็นอันกินอันนอน
อาจารย์ “ดร.ประวิทย์ จงวิศาล” มีความเห็นชี้แจงมาดังนี้ครับ

ผมในฐานะเรียนปริญญาเอก สุขอนามัย อุตสาหกรรมและพิษวิทยา มาขอชี้แจงว่า ฝุ่นขนาด 2.5 ไม่ได้ทำอันตรายต่อร่างกายดังที่แชร์กันทั่วสังคมไทย ยกเว้นคนโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็กๆ และผู้ชรามาก เรากำลังตกอยู่ในวิตกจริตเกินเหตุ เพราะพวกไม่รู้จริงและหาผลประโยชน์จากอุปกรณ์วัดฝุ่น ทีปิดปากปิดจมูก เครื่องกรองอากาศ มีบริษัทยักษ์ใหญ่เตรียมแผ่นกรองอากาศ มาติดกับเครื่องปรับอากาศทั่วไปให้กรองฝุ่นได้ ทำรายได้มากมาย เครื่องกรองอากาศขณะนี้ราคาแพงมากและขาดตลาด ปั๊มน้ำและอุปกรณ์ฉีดน้ำเพิ่มยอดขายมากมาย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก
ผมขอชี้แจงว่า ตระหนักถึงปัญหาได้ แต่อย่าตระหนกจนเกินเหตุ ทำให้ประเทศไทยเสียหายเกินเหตุ ต้องลงทุนการแก้ปัญหาเกินควร เช่นแทนที่จะมากวดขันจับรถควันดำเพราะฝุ่นตัวนี้มาจากรถดีเซลเป็นส่วนใหญ่ และบริเวณก่อสร้างผู้รับเหมาไม่รดน้ำพื้นถนน รัฐต้องมากวดขันจริงจัง ไม่ใช่สั่งปิดโรงเรียน ปิดเรียนแล้วมันหายฝุ่นหรือ โรงเรียนไม่ใช่แหล่งกำเนิดฝุ่น รถดีเซลปิกอัพ และรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นแหละเป็นแหล่งสำคัญของฝุ่นตัวนี้

ผมเคยบอกแล้วว่าฝุ่นตัวนี้เป็นปัญหาของทั้งโลกและประเทศไทยมานานแล้ว ไม่ใช่เกิดเฉพาะปีนี้ การท่องเที่ยวเราก็ได้รับผลกระทบ มีคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้ผลประโยชน์จากการฉวยโอกาส และบางกลุ่มต้องการทำลายภาพลักษณ์ประเทศและรัฐบาล ฝุ่นขนาดเกิน 10 ไมครอน จะไม่สามารถเข้าไปทางเดินหายใจได้ เพราะมนุษย์มีขนจมูกดักไว้ ส่วนที่เล็กกว่า 10 ไมครอน ก็ผ่านขนจมูกเข้าไปได้ ยิ่งฝุ่นขนาดเล็กเท่าไร ก็ยิ่งลงไปลึกสู่ปอด อันตรายทุกขนาดที่ลงไปลึก ไม่ใช่กลัวกันที่ 2.5 ไมครอนเท่านั้น
เมื่อฝุ่นผ่านทางเดินหายใจลงไปได้ ตลอดทางเดินหายใจจะมีเยื่อเมือกคอยจับฝุ่นไว้ ไม่ให้ลงไปลึก ขณะเดียวกันที่เยื่อเมือกจะมีขนเป็นจำนวนมากค่อยกระพือเยื่อเมือกที่จับฝุ่นได้แล้ว ย้อนกลับขึ้นมา ค่อยๆ ขึ้นมาจนถึงลิ้นปิด-เปิดทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ บริเวณลำคอของเรา จากนั้นเยื่อเมือกที่จับฝุ่นได้แล้วจะถูกกลืนลงกระเพาะ ฝุ่นปกติจะทนต่อกรดในกระเพาะ ซึ่งฝุ่นส่วนใหญ่จึงถูกขับออกพร้อมกับอุจจาระ
เยื่อเมือกที่จับฝุ่นแล้วบางส่วนจะถูกขับด้วยการไอ จาม ออกมาเป็นเสมหะออกจากร่างกาย ท่านเคยสังเกตไหม เวลาเดินทางไปบริเวณที่มีฝุ่นมาก เมื่อขากเสมหะออกมาจะมีฝุ่นติดมาด้วย เสมหะคนขายถ่านจะมีสีดำจากฝุ่นถ่านสีคล้ายเฉาก๊วย

นี่คือกลไกที่มนุษย์ถูกออกแบบมาสู้กับฝุ่นบนพื้นโลก ถ้าไม่แน่จริงมนุษย์สูญพันธุ์หมอแล้ว โลกเรามีฝุ่นตั้งแต่กำเนิดโลกมาหลายล้านปีแล้ว
นอกจากนี้ฝุ่นขนาดเล็กมากๆ มีมวลน้อยมาก จึงไม่สามารถถูกจับโดยเยื่อเมือก ก็จะถูกขับออกจากร่างกายพร้อมคาร์บอนไดออกไซด์ตอนหายใจออก
เห็นความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์หรือยัง? อย่าตระหนกตกใจ สติแตก เกินเหตุ เราจะตกเป็นเหยื่อของคนบางคนตามที่ผมให้ความเห็นมาแล้ว
ผมอ้างอิงจากการเรียนพิษวิทยาปริญญาเอกที่ได้ทุนจากรัฐบาลไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ไม่ได้มโนขึ้นมาเหมือนบางคน
ข้อเสนอแนะสั้นๆ ของผมคือ ให้รัฐบาลรีบแก้ไขที่แหล่งใหญ่ของฝุ่นตัวนี้อย่างจริงจังและไม่ต้องแพร่ข่าวมากเกินไปจนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ ประชาชนต้องร่วมมือกัน และขอให้ดูตัวอย่างจีน ว่าเขาทำอย่างไร จีนปิดโรงงาน แต่ไทยปิดโรงเรียน

ขอบคุณอาจารย์ที่มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มา ณ ที่นี้

จ้วด-จ้วด “จ่าเสื้อแดง” ขายปุ๋ย ขายของออนไลน์ ยันขายแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361637?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จ้วด-จ้วด “จ่าเสื้อแดง” ขายปุ๋ย ขายของออนไลน์ ยันขายแบรนด์

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:56 น.
พรรคเพื่อไทย,จสตประสิทธิ์ ไชยศรีษะ,อดีต สส,คนเสื้อแดง,จ่าประสิทธิ์,ยิ่งลักษณ์,พรรคเพื่อชาติ,ผู้สมัคร สส,เลือกตั้ง 2562,หาเสียง,หาเสียงเลือกตั้ง
เปิดอ่าน 6,698 ครั้ง

ใครต่อใครพูดถึง “จ่าเสื้อแดง” จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ ผู้นำนวัตกรรมการเมืองแบบพิสดาร โดยเปลี่ยนชื่อภรรยาเป็น “ยิ่งลักษณ์”

000 20 ปีก่อน “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอด “นักการตลาดการเมือง” ขายแบรนด์ตัวเอง บวกนโยบายประชานิยม จนชาวบ้านร้านตลาดติดกันงอมแงม ครั้งหนึ่ง “ทักษิณ” เคยเปรียบตัวเองเสมือนนายห้างขายยาตราใบห่อ

000 มาถึงพ.ศ.นี้ ใครต่อใครพูดถึง จ่าเสื้อแดง” จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ และแกนนำ นปช. ผู้นำนวัตกรรมการเมืองแบบพิสดาร โดยเปลี่ยนชื่อภรรยาเป็น “ยิ่งลักษณ์” เพื่อลงสมัคร ส.ส. และได้จุดประกายความคิดให้ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อชาติ เปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ทั่วประเทศ

จ่าประสิทธิ์ยอดนักขาย

000 สื่อหลายสำนักจึงเกาะติด จ่าประสิทธิ์” ในฐานะกองเชียร์ และผู้มีไอเดียกระฉูดของ “พรรคเพื่อชาติ” เหตุที่จ่าเสื้อแดงหมดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากพ้นโทษจำคุกยังไม่ถึง 10 ปี เลยวางตัวภรรยา “ยิ่งลักษณ์” ลงเขต 6 และน้องสาว “ยิ่งรัก” ลงเขต 1 สุรินทร์

000 ช่วงว่างเว้นการเมือง 4-5 ปีมานี้ จ่าประสิทธิ์เคยตกเป็นข่าวเกรียวกราวอยู่พักหนึ่ง เมื่อจ่าเสื้อแดงขึ้นป้ายรูปถ่ายคู่กับภรรยา ติดตามเสาไฟฟ้าในเขต อ.สังขะ และ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ พร้อมข้อความว่า ไม่มีเงินซื้อปุ๋ยใส่นาข้าว มันสำปะหลัง อ้อยและยางพารา โทรหาจ่าประสิทธิ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมฟรี…จ่าประสิทธิ์-นิภาพร ไชยศรีษะ” โดย นิภาพร” ชาวลำปางได้เข้าร่วมขบวนการเสื้อแดง จนพบรักจ่าประสิทธิ์ และเธอเป็นคนแรกที่เปลี่ยนชื่อเป็น “ยิ่งลักษณ์” ตามไอเดียสามี

ปี 2559 ปล่อยเงินกู้

000 ฤดูทำนาปี 2561 จ่าประสิทธิ์เปิดร้ายขายปุ๋ยที่สำนักงาน ส.ส.ในตัว อ.สังขะ โดยขึ้นป้ายว่า “เปิดบริการแล้ว โครงการช่วยเหลือเกษตรกร เอาปุ๋ยไปใช้ก่อน ผ่อนทีหลัง ไม่มีดอกเบี้ย” มีชาวนาในเขตเลือกตั้งของจ่าประสิทธิ์มาซื้อปุ๋ยเงินผ่อนกันคึกคัก นอกจากนี้จ่าเสื้อแดงยังให้ลูกสาวขายสินค้าออนไลน์ควบคู่กับการขายปุ๋ย

ปี 2561 ขายปุ๋ย ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง

000 อ่านแฟ้มข่าวเลือกตั้ง 2554 “จ่าประสิทธิ์” ได้สร้างปรากฏการณ์ อภินิหารเสื้อแดง” ให้สภากาแฟเมืองช้างได้เล่าลือกันไม่จบ เมื่อตำรวจชั้นประทวนคนหนึ่งมีชื่อเสียงจากการเป็นแกนนำ “แดงมหาชัย” กลับบ้านเกิดสุรินทร์ ลงสมัคร ส.ส.เขต 6 สังกัดเพื่อไทย ใช้เวลาหาเสียงเดือนเศษเอาชนะอดีต ส.ส.สุรินทร์ 3 สมัย ฟาริดา สุไลมาน” ค่ายภูมิใจไทย มีคะแนนทิ้งห่างกันถึงหมื่นคะแนน

000 เลือกตั้ง 2562 เมืองช้าง มี ส.ส.เขตเหลือแค่ 7 คน ฟาริดา สุไลมาน” ก็อยากย้ายมาอยู่ “ค่ายทักษิณ” แต่พื้นที่เต็ม อดีตส.ส.สุรินทร์ เพื่อไทย แสดงเจตจำนงลงสนามครบ ฟาริดาเลยต้องเว้นวรรค ส่วนจ่าประสิทธิ์ขยับมาอยู่พรรคเพื่อชาติ

000 มาดูสีสันสนามเลือกตั้งเมืองหลวง ลีลาวดี วัชโรบล” อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เลือกลงสนามป้องกันแชมป์ที่เขต 7 (บางซื่อ-ดุสิต) เพราะมั่นใจในฐานเสียงเดิม ทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงบางซื่อ บางซ่อน และสาวกธรรมกาย จู่ๆ กรรมการบริหารพรรค ก็มีมติส่ง ผู้กองมาร์ค” ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ รองโฆษกเพื่อไทย ลงสมัครส.ส.เขต 7 แทน เพราะเลือกตั้ง 2557 (เลือกตั้งโมฆะ) ผู้กองมาร์ค ก็เคยลงสมัคร ส.ส.เขตบางซื่อ มาก่อน

ลีลาวดี กับผู้กองมาร์ค

000 ส่วน “ลีลาวดี” ถูกโยกไปลงส.ส.เขต 1 (พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดุสิต) เป็นงานยากของ “ลี ธรรมกาย” ทันที เมื่อต้องเจอสายแข็ง “เจิมมาศ จึงเลิศศิริ” ค่าย ปชป.

000 เล่ากันว่า เพื่อไทยประเมินแล้วโอกาสที่ “ลี ธรรมกาย” จะพ่าย “หมอเอ้ก” นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ค่าย ปชป.ที่เขต 7 บางซื่อ มีสูงยิ่ง แค่ลงพื้นที่สองสามหนเรตติ้งหมอเอ้กพุ่งพรวดๆ เพราะความเป็นหมอรูปหล่อ เก่ง และมากความสามารถ ขนาดคนเสื้อแดงบางซื่อส่วนหนึ่งยังเปลี่ยนใจจะเลือกหมอเอ้ก

หมอเอ้ก

000 สำหรับเจ้าถิ่นบางซื่อ เอ็ม” ชื่นชอบ คงอุดม แห่งพรรคพลังท้องถิ่นไท ส่งภรรยา-พิมพ์อร คงอุดม ลงสนามเขต 7 เหมือนระยะแรกๆ “เอ็ม” อดีต ส.ส.เขตนี้ ก็ลงพื้นที่กรุยทางเหมือนจะลง ส.ส.เขต แล้วเกิดเปลี่ยนใจส่งภรรยาลงแทน

เอ็ม” ชื่นชอบ คงอุดม อดีตส.ส.เขต บางซื่อ

พิมพ์อร คงอุดม

000 ปิดท้ายด้วยสีสันข่าวเลือกตั้งส.ส.เมืองช้าง คง มีชัย” หรือหัวหน้าวงร็อคคงคย นักร้องกันตรึมร็อกชื่อดังในอีสานใต้และกัมพูชา ได้สมัครส.ส.สุรินทร์ เขต 7 (อ.ปราสาท อ.กาบเชิง อ.พนมดงรัก) ในนามพรรคเสรีรวมไทย

คง มีชัย หรือ ร็อคคงคย พรรคเสรีรวมไทย

นับเป็นนักร้องลูกทุ่งอีสานคนล่าสุดที่ประกาศตัวลงเล่นการเมือง ก่อนหน้านั้นก็มี สดใส รุ่งโพธิ์ทอง (ชพน.) เสรี รุ่งสว่าง (เพื่อชาติ) เด่นชัย สายสุพรรณ (สยามพัฒนา) และสนุ๊ก สิงห์มาตย์ (พลังประชารัฐ)

กว่า 4,200 ล้านกับเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361631?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กว่า 4,200 ล้านกับเลือกตั้ง

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:19 น.
กว่า 4,200 ล้านกับเลือกตั้ง,เลือกตั้ง,กระดานความคิด
เปิดอ่าน 366 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

หากไม่นับรวมปัญหาฝุ่นจิ๋วแล้ว นาทีนี้สิ่งที่อยู่ในความสนใจของประชาชนกว่าค่อนประเทศ หนีไม่พ้นการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่ก่อนที่จะไปถึงวันหย่อนบัตรลงคะแนน เรามาลองส่องดูงบประมาณของประเทศที่จัดเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งปรากฏตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 62 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วงเงินทั้งสิ้น 4,220,785,070 บาท

วงเงินมหาศาล ที่ทุ่มให้กับการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการควบคุมและจัดการการเลือกตั้งเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แต่ถูกอัดฉีดให้กับการรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิออกไปใช้เสียง ทำความเข้าใจถึงบัตรเลือกตั้งแบบใหม่ บัตรเดียว กาเบอร์เดียว ส่งผล 3 ด้าน เลือก ส.ส.เขต นำไปคำนวณเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

งบเลือกตั้งรอบนี้ ยังเจือไปด้วยวัตถุประสงค์เพื่อทำการเมืองใหม่ ใครอาสามาเป็นผู้แทนหรือนักการเมือง ไม่ต้องลงทุนมาก มีเงินน้อย-ทุนต่ำก็สามารถเข้าถึงผู้มีสิทธิลงคะแนนได้ทุกครัวเรือน กกต.จึงออกระเบียบกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัคร ส.ส.เขตไว้ที่ 1.5 ล้านบาท และแบบบัญชีรายชื่อไม่เกิน 35 ล้านบาท เนื่องจากการเลือกตั้งรอบนี้ รัฐได้จัดสรรงบประมาณจัดพิมพ์เอกสารแนะนำตัวนักการเมือง พรรคการเมือง นโยบายพรรค และผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรค ส่งถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกครัวเรือน ห้ามซื้อเวลาออกอากาศกับสถานีโทรทัศน์และวิทยุ โดยรัฐจะเป็นผู้จัดสรรเวลาออกอากาศให้อย่างเท่าเทียม รวมถึงการดีเบตประชันนโยบาย

นอกจากนี้กฎหมายยังปิดช่องกรณีสื่อทีวีและวิทยุชุมชน แอบเป็นกระบอกเสียงให้แก่นายทุนพรรคการเมืองที่มีเครือข่ายเป็นเจ้าของสื่อ ด้วยโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “ทำข่าวได้แต่ห้ามหาเสียง” เชิญหัวหน้าพรรคหรือผู้สมัครมาให้สัมภาษณ์ออกรายการก็ต้องเฉลี่ยเวลาออกอากาศให้เท่าเทียมกัน เทน้ำหนักให้บางพรรค นายสถานีอาจเข้าข่ายมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองหรือช่วยหาเสียง ก็เท่ากับพร้อมรับโทษทางอาญา

แม้แต่ผู้ช่วยหาเสียงของผู้สมัครแบบแบ่งเขตก็กำหนดให้มีได้ไม่เกิน 20 คน พรรคการเมืองละไม่เกิน 10 เท่าของเขตที่ส่งลงสมัคร เปลี่ยนตัวผู้ช่วยหาเสียงหรือคนเดินแจกใบปลิวได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ใน 3 เพื่อปิดช่องการจ่ายเงินซื้อเสียงผ่านผู้ช่วยหาเสียง และป้องกันไม่ให้ผู้สมัครทุนหนา ได้เปรียบผู้สมัครทุนต่ำ

สำหรับงบจัดการเลือกตั้งวงเงินกว่า 4,220 ล้านบาท มีแผนการใช้จ่ายชัดเจน โดยแบ่งเงินออกเป็น 2 ก้อน วงเงินก้อนแรก 3,534,873,980 บาท บริหารจัดการโดยสำนักงาน กกต. เพื่อใช้จ่ายใน 13 ภารกิจ ได้แก่ ภารกิจจัดการเลือกตั้ง ส.ส. 1,814,353,400 บาท, ภารกิจตรวจสอบการปฏิบัติงานเลือกตั้งและการกระทำความผิดกฎหมายโดยผู้ตรวจการเลือกตั้ง 351,468,000 บาท, ภารกิจติดตามการเลือกตั้งให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการเลือกตั้งทั้งในและนอกราชอาณาจักร 38,126,100 บาท, ภารกิจเตรียมความพร้อมของบุคลากร วิทยากร และเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง 99,041,070 บาท, ภารกิจสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้ง 515,783,900 บาท

ภารกิจส่งเสริมการมีส่วนร่วม รณรงค์ประชาสัมพันธ์ 313,282,790 ล้านบาท, ภารกิจตรวจสอบการเลือกตั้งโดยองค์กรเอกชน 97,650,350 บาท, ภารกิจในการควบคุม สอดส่อง สืบสวนสอบสวน ไต่สวน วินิจฉัยชี้ขาด และดำเนินคดีในศาล 169,653,250 บาท, ภารกิจติดตามประเมินผลการจัดการเลือกตั้ง 5,464,500 บาท, ภารกิจอำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้ง 41,320,000 บาท, ภารกิจสังเกตการณ์การเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศในราชอาณาจักร 2,785,000 บาท, ภารกิจรับรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้ง 10,679,620 บาท และภารกิจจัดการเลือกตั้งกรณี กกต.สั่งให้เลือกตั้งใหม่ 75,266,000 บาท

งบประมาณก้อนที่ 2 วงเงิน 685,911,090 บาท จะจ่ายอุดหนุนไปยังหน่วยสนับสนุนต่างๆ แบ่งเป็น 14 ภารกิจ ได้แก่ ภารกิจลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิจ่ายให้สำนักบริหารการทะเบียน 146,821,090 บาท, ภารกิจเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการควบคุมการจัดการเลือกตั้ง จ่ายให้สำนักบริหารการปกครองท้องที่ 10,088,400 บาท, ภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย จ่ายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 95 ล้านบาท, ภารกิจเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ่ายให้ ศอ.บต. 2.5 ล้านบาท, ภารกิจรณรงค์เผยแพร่ความรู้การเลือกตั้ง จ่ายให้กระทรวงศึกษาธิการ 88,682,600 บาท, ภารกิจการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร จ่ายให้กระทรวงการต่างประเทศ 50 ล้านบาท, ภารกิจสนับสนุนศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งและสำนักงานเขต จ่ายให้ กทม. 30 ล้านบาท

ภารกิจประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดสด บันทึกเทป ทำสปอต เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ 3 ช่อง 18 ล้านบาท, ภารกิจประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดสด บันทึกเทป ทำสปอต เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง โดยกรมประชาสัมพันธ์ 8 ล้านบาท, ภารกิจเฝ้าระวังไฟฟ้าในภูมิภาค 22 ล้านบาท, ภารกิจเฝ้าระวังไฟฟ้าในเขตนครหลวง 3 ล้านบาท, ภารกิจสื่อสารคมนาคม 51,024,000 บาท, ภารกิจขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้ง จ่ายให้บริษัทไปรษณีย์ไทย 160 ล้านบาท และภารกิจปรับปรุงระบบรายงานผลคะแนน จ่ายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล 8 แสนบาท เบ็ดเสร็จกว่า 4,200 ล้านบาท

รู้อย่างนี้แล้ว  “นัักการเมือง” อย่าให้การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องสูญเปล่า  ก็แล้วกัน

“ต้องพิสูจน์ว่าพวกเราทำได้ ทำเป็นและขอทำต่อไป” ดร.คณาพจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361627?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ต้องพิสูจน์ว่าพวกเราทำได้ ทำเป็นและขอทำต่อไป” ดร.คณาพจน์

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:57 น.
พรรคไทยรักษาชาติ,ทษช,พรรคไทยรักไทย,แพทองธาร ชินวัตร,ดรคณาพจน์ โจมฤทธิ์
เปิดอ่าน 405 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

“โลกก้าวไกล ไทยต้องก้าวทัน” คือคำขวัญของ “พรรคไทยรักษาชาติ” ที่ใช้เปิดตัวและลงสมัครส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้

“ทษช.” นั้นหลายคนอ่านว่า พรรคนี้คือสาขาที่แยกตัวจากพรรคเพื่อไทยที่ต้องเปลี่ยนวิธีการเดินหมากการเมืองตามกติกาที่มีการวางไว้

“ทษช.“ ประกาศแล้วว่าพร้อมต่อยอดและสานต่อนโยบาย ”พรรคไทยรักไทย” ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองด้วยการเสนอชุดนโยบายแทนการเน้นตัวบุคคลและเปลี่ยนการเมืองแบบพลิกประวัติศาสตร์

วันนี้จุดขายของ ทษช. คือ การต่อยอดความสำเร็จของ ทรท. ด้วยวิธีคิดหมากการเมืองที่เดินหน้าด้วยคนรุ่นใหม่ รวมทั้งคนรุ่นใหญ่ที่มีชั่วโมงบินทางการเมืองมาขับเคลื่อนพรรคให้สังคมตัดสิน

“ดร.คณาพจน์ โจมฤทธิ์” รองเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของ “แพทองธาร ชินวัตร” ที่มีความสนใจทำงานการเมืองและหวังนำประสบการณ์ด้านที่ปรึกษากฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศมาปรับใช้ขับเคลื่อนประเทศและประชาชนให้หลุดพ้นจากกับดักและหลุมพรางความยากจน รวมทั้งวางแนวทางพัฒนาประเทศให้ทันต่อความเจริญของโลกที่เปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตา

คณาพจน์ มองจังหวะของพรรคในวันนี้ที่จะเสนอชื่อให้สังคมตัดสินใจเลือกว่า “กฎหมายด้านการค้าและเทคโนโลยีที่รัฐบาลและคสช.ชุดนี้บังคับใช้นั้น ผมมองว่าเอื้อต่อกลุ่มทุนใหญ่มากเกินไปและช่วยบางพรรคที่รัฐบาลกับ คสช.ใช้หาเสียง กฎหมายการค้าที่ผูกขาดแบบนี้ หลายประเทศไม่ใช้กัน เช่น กฎหมายอีอีซีที่เอื้อทุนใหญ่และทุนต่างชาติ รวมทั้งให้สิทธิชาวต่างชาติมากไป เช่น การลดภาษีให้นักลงทุนต่างชาติ การให้ชาวต่างชาติเช่าพื้นที่ 99 ปี เสมือนเมืองไทยเสียสิทธิสภาพในอาณาเขตของเราเอง ในเรื่องแบบนี้เราควรให้คนไทยมีสิทธิในพื้นที่และการลงทุนดีกว่าไหม”

ธุรกิจของคนไทย คนตัวเล็ก สตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีไปไม่ได้เลย หากมีสภาพกฎหมายในตอนนี้ เช่น คราฟท์เบียร์ ตามกฎหมายสุราที่บังคับใช้มาหลายสิบปีไม่เอื้อกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลย เพราะกำหนดจำนวนการผลิตขั้นต่ำไว้สูงมาก ซึ่งผู้ผลิตรายย่อยแทบไม่สามารถปฏิบัติตามได้เลย เมื่อสภาพกฎหมายบังคับใช้แบบนี้มันบีบให้คนรุ่นใหม่ไปลงทุนและจดทะเบียนในต่างประเทศที่กฎหมายเอื้ออำนวยให้แทน หรือกฎหมายการค้าที่ไม่เอื้อกับสภาพสังคมวันนี้ที่เปลี่ยนไป ไม่สอดรับกับข้อเท็จจริงของกระแสโลกที่เปลี่ยนเร็วมากในทุกวันนี้ หากทุกฝ่ายมีความเข้าใจการจ้างงาน ระบบการเงิน การลงทุนจะไหลเข้าประเทศมากขึ้น

“วันนี้ตัวเลขดัชนีต่างๆ ในเมืองไทยสะท้อนชัดแล้วว่า ความจนกระจาย ความรวยกระจุกตัว ความเหลื่อมล้ำในสังคมมีมากขึ้น”

   0 แนวทางที่ ทษช.จะนำมาใช้ในอนาคตหากได้รับโอกาส
“ผมมองว่าเราควรรื้อระบบมาตรการภาษีที่สอดรับกับความจริง ควรมีมาตรการภาษีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เรียกเก็บตามอัตราก้าวหน้าที่เหมาะสมกว่านี้ ถึงแม้ว่าภาครัฐพยายามดำเนินการมายาวนาน แต่สุดท้ายก็ถูกล็อบบี้โดยกลุ่มทุนใหญ่ ทำให้อัตราภาษีในทรัพย์สินนั้นยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำอยู่ ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังมีอยู่

ผมพูดง่ายๆ กฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวกับการค้าการลงทุนที่ล้าสมัยควรปรับปรุง เพราะมันบัญญัติขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว มันต้องทันสมัยเข้ากับโลกวันนี้ เพื่อให้โอกาสคนที่ถูกกดทับในสังคมจำนวนมากมีโอกาสประกอบอาชีพในวันนี้และวันข้างหน้าและอิงกับการพัฒนาประเทศให้พร้อมนานาชาติด้วย”

  0 ปัจจัยที่ทำให้กฎหมายเมืองไทยใช้บังคับไม่เต็มสูบ
“ที่ผ่านมาในระบบราชการนั้น กลไกนี้อาศัยกฎหมายเป็นตัวบัญญัติและข้าราชการนำไปขับเคลื่อน หากไม่ทำ หรือทำแบบไม่เข้าใจ หรือบังคับใช้กฎหมายไม่เต็มที่ หรือกฎหมายล้าสมัย ระบบมันก็ไม่สมบูรณ์ สังคมก็เดือดร้อน เพราะกฎหมายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ หากกฎหมายล้าสมัย ก็อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศก็เป็นได้

หากวันนี้พรรคไทยรักษาชาติได้โอกาสในการทำหน้าที่ ส.ส. จะเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้ทั้งระบบเพื่อให้สิทธิประชาชน ผู้ประกอบการ มีโอกาสและทางเลือกที่มากขึ้นในการประกอบอาชีพ และสิทธิที่เพิ่มขึ้นในทางเลือกสินค้าและบริการ

หากถามว่ารัฐบาลชุดนี้ก็แก้ไขกฎหมายและระเบียบหลายฉบับตามที่รัฐบาลอ้างว่าปฏิรูปเพื่อให้ประเทศเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 นั้น ผมในฐานะที่ทำงานด้านที่ปรึกษากฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศมามองว่า ในต่างประเทศนั้นมีการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังกว่าเมืองไทย การค้า การลงทุน การพัฒนาประเทศในยุค 4.0 จึงเดินหน้า กฎหมายบ้านเรานั้นผมมองว่ามีช่องว่างเยอะ มีการตีความเยอะ และไม่บังคับใช้แบบจริงจัง

ผมย้ำว่าเมืองไทยยังไม่มีการปฏิรูปกฎหมายที่จริงจัง เพราะอย่าลืมว่า รัฐบาลคือข้าราชการที่ยังมีความเกรงใจกันในระหว่างหน่วยงาน ทำให้ไม่กล้าแก้ไขเพราะด้วยความเป็นพวกเดียวกัน เกรงใจกัน ฉะนั้นพรรคมีมาตรการจัดโครงสร้างใหม่ใช้กฎหมายขับเคลื่อน เพราะหากไม่แก้ไขแบบจริงจัง ระบบจะไม่เดิน เพราะกฎหมายกับระบบราชการมันต้องเดินสองขาควบคู่กัน หากเดินไม่ได้ ก็ทำงานไม่ได้ คนไทยก็ลำบากแบบวันนี้”

  0 แนวทางที่จะไม่ให้บ้านเมืองเดินกลับในมุมเก่า
“พรรคมีแนวทางว่า การปรับปรุงกฎหมายเพื่อเอื้อต่อธุรกิจแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกวันนี้ มันจะช่วยคนไทย และเราจะต้องมีการวางแพลตฟอร์มที่คนไทยทุกคนเข้าถึงได้สะดวกและเอื้อต่อการลงทุนให้ทัดเทียมนานาชาติได้

วันนี้หากติดตามสถานการณ์การลงทุนในโลกและไทยจะพบว่าทุนขนาดใหญ่และทุนขนาดเล็กรวมทั้งสตาร์ทอัพที่มีความสามารถของคนไทยไปลงทุนในประเทศอื่นๆ แล้วเพราะสะดวก ตรงนี้เมืองไทยจะเสียประโยชน์คือ เงินทุนไหลออก แรงงานไหลออก และมันสมองไหลออก ตรงนี้หากมีคำถามว่าเมืองไทยเสียโอกาสเพราะอะไร คำตอบคือสิ่งที่ผมกล่าวในข้างต้น จนส่งผลให้ประเทศไทยพัฒนาล่าช้าและเสียประโยชน์

และอีกหนึ่งสิ่งที่ดำเนินการควบคู่กันคือการใช้สื่อออนไลน์ในโลกวันนี้ กฎและกติกาต่างๆ ที่รัฐบาลและ คสช.บัญญัติออกมานั้น ถามว่าเอื้อหรือไม่กับสภาพสังคมวันนี้ เมื่อพรรคไทยรักษาชาติเกิดขึ้นมาด้วยการรวมตัวของคนรุ่นใหม่และผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ทางการบริหารประเทศมาทำงานในพรรคนี้ เพราะพวกเราทำงานกันง่ายในฐานะพรรคใหม่และต้องเร่งเสนอนโยบายเหล่านี้ต่อสังคมให้พิจารณา”

 0 ความพร้อมของพรรคเป็นอย่างไรหลังเปิดตัวมาแล้ว 4 เดือน
“พรรคเราคือพรรคใหม่ที่ใช้สื่อออนไลน์สื่อสารกับสังคมคู่กับการลงพื้นที่แนะนำตัวกับประชาชนในเขตต่างๆ เพื่อให้สังคมรู้จักพรรคและนโยบายของพรรคมากขึ้น วันนี้กระแสตอบรับพรรคดีมากขึ้น พวกผมมาทำงานตรงนี้เพราะมองว่าอุดมการณ์ที่พวกเรายืนอยู่นั้นจะทำให้บ้านเมืองเดินหน้า และไม่กลัวการกลั่นแกล้ง เราต้องพิสูจน์ให้สังคมรู้ว่าคนรุ่นใหม่และแนวทางใหม่ที่พรรคเสนอนั้น เราต่อยอดจากพรรคไทยรักไทยที่สร้างความสำเร็จมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน เรานำมาพัฒนามันให้ดีขึ้นเพื่อประชาชนได้ประโยชน์ เราต้องพิสูจน์ว่าพวกเราทำได้ ทำเป็นและขอทำต่อไป

วันนี้กติกาการหาเสียงเกิดขึ้นแล้ว วันนี้ กกต.มีระเบียบบังคับการหาเสียง วันนี้ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียนั้นคือการสื่อสารสองทางที่สามารถสื่อสารโดยตรงได้ทันที พรรคสามารถสื่อสารนโยบายพรรคออกไป รวมทั้งรับฟังสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้พรรคดำเนินการได้ทันที ตรงนี้มันเกิดประโยชน์ต่อสังคมได้จริงและมีผลกระทบอย่างแท้จริง ที่ไม่ต้องใช้เงินมากนัก การหาเสียงทางระบบนี้ในหลายประเทศนำมาใช้ มันลดต้นทุนของแต่ละพรรค พรรคมีแนวทางที่จะพัฒนาระบบการสื่อสารออนไลน์ที่ตรงจุดและตอบโจทย์ทางการเมืองแบบไม่ผิดกติกา รวมทั้งจะวางมาตรการเหล่านี้เพื่อช่วยคนไทยในด้านต่างๆจากนโยบายพรรคด้วย”

ล้มรถไฟฟ้าความเร็วสูง! “ข้าไม่ได้ เอ็งก็อย่าได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361626?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้มรถไฟฟ้าความเร็วสูง! “ข้าไม่ได้ เอ็งก็อย่าได้”

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:52 น.
การรถไฟแห่งประเทศไทย,รฟท,รถไฟฟ้าความเร็วสูง,ลงทุนแบบ ppp
เปิดอ่าน 16,772 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน  โดย.. ฅนไท  ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ 

เกือบสองเดือนนับแต่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ให้เอกชนผู้สนใจยื่นแผนลงทุนก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

เมื่อ 12 ธันวาคม 2561 ในรูปแบบการลงทุนแบบ ppp คือเอกชนลงทุนก่อสร้างแล้วรัฐผ่อนชำระคืนเมื่อโครงการเสร็จสิ้นแล้ว

รฟท. ได้เรียกเอกชนรายแรกที่ยื่นข้อเสนอเรียกผลตอบแทนจากรัฐต่ำสุดมาเจรจาเงื่อนไข นั่นคือกลุ่ม ซีพี แต่การเจรจายืดเยื้อ เพราะข้อเสนอหรือเงื่อนไขที่กลุ่มซีพีเสนอในโครงการนี้ “ยาก” ที่คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเอกชนผู้เข้าลงทุนจะยุติได้ เพราะกรรมการบางคนเกรงว่าข้อเสนอของเอกชนที่เสนอเรียกผลตอบแทนจากรัฐในเชิงตัวเลขงบประมาณจะต่ำ แต่ข้อเสนอนั้นอาจจะเข้าข่ายไม่ชอบด้วยเงื่อนไขการประมูลได้

มีรายงานว่าติดขัดกันถึง 11 เงื่อนไข ทำให้การเจรจาถูกผลัดออกไปหลายรอบ แต่ที่เป็นหัวข้อใหญ่จริง คือการประกันผลกำไร การรับประกันอัตราดอกเบี้ยต่ำและการชำระเงินของภาครัฐทันทีที่เริ่มก่อสร้าง มิใช่โครงการเสร็จแล้ว ทำให้เงื่อนไขเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการเดินหน้าเจรจาต่อระหว่างกรรมการคัดเลือกกับเอกชนหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมถอย

แต่ถ้าคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทั้ง 7 คน อันประกอบด้วย วรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่า รฟท. (ประธาน),ภูษิต ชัยฤทธิ์พงศ์ ผู้แทนคมนาคม,ธาริศร์ อิสระยั่งยืน ผู้แทนอีอีซี,วิเชียร สุดรุ่ง ผู้แทนอัยการสูงสุด,กนกรัตน์ ขุนทอง ผู้แทนสำนักงบประมาณ,พิมเพ็ญ ลัดพลี ผู้แทน สบน.และสุจิตต์ เชาวน์ศิริกุล ผู้แทน รฟท. กรรมการและเลขานุการ ยอมถอยและไปกระทำผิด TOR ที่ประกาศไว้ก่อนการยื่นซองประมูล ก็อาจจะเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จึงมีข่าวว่ามีการวิ่งเต้นที่จะให้มีการล้มประมูลครั้งนี้เสีย แล้วให้ รฟท. เขียน TOR ใหม่เพื่อเปิดประมูลรอบใหม่ หากเป็นดังนั้นนอกจากการเกิดขึ้นของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินจะล่าช้าเพราะ “แท้ง” เสียตั้งแต่ก่อนเกิด เอกชนรายอื่นก็อาจจะยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาและ รฟท. ที่คิดล้มการประมูลครั้งนี้
จงอย่าให้ใครนินทาได้ว่า คณะกรรมการและ รฟท. ช่วยเหลือใครโดยไม่ถูกต้องเพราะมีประกาศิตจากใครบางคนว่า “ถ้าข้าไม่ได้ เอ็งก็หวังว่าอย่าได้” ทั้ง รฟท.และคณะกรรมการอย่าเอาเกียรติและศักดิ์ศรีที่ท่านมี มาทิ้งไว้เพียงแค่นี้ จงทำสิ่งที่ถูกต้อง!

ศึกเมืองหมอแคน “จงอางผยอง” ฉก “นอมินีเพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361624?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกเมืองหมอแคน “จงอางผยอง” ฉก “นอมินีเพื่อไทย”

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:32 น.
โอ๊ค พานทองแท้,ชินวัตร,สังเวียนเลือกตั้งช้างชนช้าง,พรรคภูมิใจไทย,เอกราช ช่างเหลา,พรรคพลังประชารัฐ,อรอนงค์ สาระผล,ไทยรักไทย,จงอางผยอง,วัฒนา ช่างเหลา
เปิดอ่าน 3,464 ครั้ง

คอลัมน์…   สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

ทายาทตระกูลชินวัตร “โอ๊ค พานทองแท้” เดินทางไปให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น ทั้ง 10 เขต เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากสื่อทุกสำนัก เนื่องจากขอนแก่นเป็นที่มั่นทางยุทธศาสตร์ของเพื่อไทย

การเลือกตั้งครั้งนี้ ทีมเพื่อไทยเมืองหมอแคน เจอคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าพรรคภูมิใจไทย เมื่อปี 2554 เพราะมหาเศรษฐีอีสาน “เอกราช ช่างเหลา” อาสาเป็นแม่ทัพใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.ลงชนแชมป์เก่า

เฉพาะเขต 2 อ.เมืองขอนแก่น (12 ตำบล) และ อ.ซำสูง พรรคพลังประชารัฐ คาดหวังไว้สูงยิ่งว่าจะได้เก้าอี้ ส.ส.จากเขตนี้

เดิมที “ภูมิ สาระผล” อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นผู้แทนฯ เขตนี้มาตั้งแต่การเลือกตั้ง 13 กันยายน 2535 แต่วันนี้ ภูมิยังอยู่ในเรือนจำจากคดีจำนำข้าว จึงเป็นหน้าของภรรยา “อรอนงค์ สาระผล” ลงสนามแทน

ก่อนจะเป็นนักการเมือง ภูมิประกอบอาชีพเป็นทนายความ และลงสมัครส.ส.ขอนแก่น ได้ครองเก้าอี้ส.ส.เขต จังหวัดขอนแก่นถึง 7 สมัย แต่ก็ย้ายมาหลายพรรค

แม้ภูมิจะเป็นส.ส.อาวุโสที่สุด และทำงานหนักเพื่อพรรคมาตลอด ตั้งแต่สมัยไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย จึงได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

ตำแหน่งเสนาบดีเป็นทัั้งโชคและเคราะห์ เมื่อภูมิต้องเข้าไปอยู่เรือนจำ กรณีการทุจริตต่อหน้าที่ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) “อรอนงค์ สาระผล” อาจารย์วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น จึงต้องลงสนามแทนสามี

ส่วนผู้ท้าชิงชื่อ “ต้อม” วัฒนา ช่างเหลา ประธานสโมสรขอนแก่น ยูไนเต็ด และอดีตรองนายก อบจ.ขอนแก่น

คนหนุ่มหน้าตาดี มีบิดาชื่อ “เอกราช ช่างเหลา” จึงผงาดทำทีมลูกหนังฉายา “จงอางผยอง” ขอนแก่น ยูไนเต็ด ให้โด่งดังชั่วเวลาไม่กี่ปี

เอกราชมีอาชีพดั้งเดิมเป็นอดีตครูในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น เติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น มีตำแหน่งสูงสุดในฐานะรองประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดขอนแก่น รองประธานสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และประธานชมรมสหกรณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เศรษฐีใหม่เมืองขอนแก่นมีกิจการโครงการบ้านจัดสรรชื่อหมู่บ้านเมืองเอก และเสี่ยใหญ่ให้ความสนใจวงการฟุตบอลลีกไทย เคยเจรจาขอซื้อทีมขอนแก่น เอฟซี ของตระกูลชนะวงศ์ มาบริหาร แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจซื้อทีมปากช่อง ยูไนเต็ด จากกลุ่มการเมืองโคราชมาครอบครอง เปลี่ยนชื่อเป็นขอนแก่น ยูไนเต็ด ใช้งบประมาณในการทำทีมมากถึงปีละ 50 ล้านบาท

วันนี้ “จงอางผยอง” ขอนแก่น ยูไนเต็ด ภายใต้การบริหารของเสี่ยต้อม เลื่อนชั้นจากลีกบ้านนอกที 4 สู่ออมสินลีกโปร ที 3 ฤดูกาล 2562 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอกราชเคยลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. และส.ว.ขอนแก่น ไม่ประสบความสำเร็จ จึงปรับตัวมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น จนผลักดันให้ลูกชาย-วัฒนา ก้าวขึ้นไปเป็นรองนายก อบจ.ขอนแก่น

ดูเหมือนว่าช่วงหนึ่งเอกราชติดร่างแหว่าเป็น “ท่อน้ำเลี้ยงแดง” แต่ก็เคลียร์ได้ เมื่อ คสช.ตั้งให้เป็นสมาชิก สปช.ก็มีเสียงวิจารณ์ดังอึงอลทั่วขอนแก่น

เมื่อเอกราชได้รับการแต่งตั้งเป็นสปช. ก็ได้สร้างเครือข่าย “เพื่อนเอกราช” ในพื้นที่ขอนแก่น เหมือนแนวทางของเนวิน ชิดชอบ ที่สร้างกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” ขึ้นมา

สำหรับการเลือกตั้ง 2562 ตอนแรกเอกราชได้รับการทาบทามให้ช่วยค่ายภูมิใจไทยอีกสมัย แต่เมื่อ “ผู้ใหญ่มากบารมี” ต่อสายตรงถึงเอกราช ชวนให้มาช่วยงานพรรคพลังประชารัฐ เขาตอบตกลงทันที

การเผชิญหน้าของ “อาจารย์เต่า” ภรรยาของภูมิ กับ “เสี่ยต้อม” ลูกชายของเอกราช เขต 2 เมืองหมอแคน จึงเปรียบเสมือนมวยคู่เอกของสมรภูมิเมืองหมอแคน

แดงเหมือนอยู่นี่…แดงแท้ไปโน่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แดงเหมือนอยู่นี่…แดงแท้ไปโน่น

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:00 น.
คนเสื้อแดง,สสปาร์ตี้ลิสต์,พรรคเพื่อไทย,ทษช,พท
เปิดอ่าน 2,368 ครั้ง

คอลัมน์… จี้จุดตาย คลายจุดเป็น  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

เผยแล้วรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อแม้วและสาขา ที่หลายคนงงว่าทำไมไม่ส่งลงเต็มสูบ…

น่าแปลกหรือไม่ที่วันนี้แชมป์เก่าและเครือข่ายไม่สู้สุดใจ…ตอบว่าฉงนเล็กๆ แต่เมื่อเช็กรายชื่อกำลังพลของพลพรรคคนรักแม้วและน้องปูแล้ว อ่านรหัสได้มิยากเลย…

ทราบว่านายใหญ่และน้องปูเคาะชื่อกันยันนาทีท้ายๆ ก่อนยื่น กกต. โดยต้องยอมตัดหลายคนที่เคยสู้มาออกไปเพียบ…เพราะต้องเน้นบนจังหวะนี้แบบว่า ยอมลงให้พรรคอื่นแม้แต่คนเดียวนั้น …กระทำไม่ได้เลย

คำตอบง่ายๆ ที่เจาะมาหลายวันและคนไทยทราบดีว่า พรรคเพื่อแม้วแบ่งกันเดิน แบ่งกันโกยแต้ม หากใครถามมาก็อ้างไปว่าไม่มีฮั้วทั้งสองพรรคและทั้งสองระบบ…แต่จำต้องแยกกัน เพราะกติกาที่วางไว้

เพื่อไทยส่ง 97 ชีวิตลงชิงปาร์ตี้ลิสต์ และไทยรักษาชาติส่ง 108 คนในบัญชีแบบเดียวกัน ส่วนเพื่อชาติ “รอนิด” เพราะแกนนำเสื้อแดงในต่างถิ่นส่งคนประชันเยอะจนต้องรอเคาะ ส่วนระบบเขตนั้นหลายคนรู้กันทั่วบางไปเมื่อวันก่อนแล้ว…

เท่ากับว่าพรรคเพื่อแม้วเสมือนยอมไม่เป็นเบอร์ 1 ในการส่งผู้สมัคร ส.ส.เป็นครั้งแรก แต่เมื่อบวกตัวเลขยามเข้ารัฐสภาแห่งใหม่ คนของพรรคเพื่อแม้วน่าจะเดินยืดได้ว่าไม่ได้มาคนเดียวเพราะเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์มาด้วยเพียบ…

เมื่อมองดีๆ จะพบว่าคราวนี้เพื่อแม้วขนกำลังพลเกรดพรีเมียมลงเก็บแต้มแบบเน้นๆหรืออย่างน้อยต้องไม่หลุดอันดับที่สามของแต่ละเขต แบบเอาชัวร์ไว้ทั้งชนะและแพ้ และเลือกเอาคนหน้าใหม่บ้างและเน้นคนเก๋าที่มีชื่อมาลงแบบสลับฟันปลาในปาร์ตี้ลิสต์ นัยว่าเพื่อเอาชัวร์และเชื่อว่าคนไทยยังจะกาแต้มให้ (แม้อาจไม่ชอบผู้แทนฯ ระบบเขตก็ตาม แต่ชอบปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า)

ของแบบนี้น้องปูและนายใหญ่อ่านเกมและเน้นแล้วว่าชื่อเหล่านี้ขายได้และขายง่าย…รวมทั้งยังเป็นการบอกใบ้ด้วยว่า งวดนี้และงวดหน้าใครจะเป็นกำลังหลักสู้เพื่อแม้วในอนาคต

ลองไปดูเลย 20 อันดับแรกของพท.และทษช.ในปาร์ตี้ลิสต์นั้น “สายตรงใครบ้าง…” ของแบบนี้อ่านมิยาก

แต่ที่น่าพินิจกว่าเลือกตั้งหนก่อน คือ “คนเสื้อแดง” คราวนี้ติดอันดับ 1-20 น้อยมากๆๆๆๆ ทั้งสองพรรค ไม่เชื่อลองไปตรวจทานเลยว่าจริงหรือไม่…

เหตุผลไม่ยากในการตีความ…เพราะวันนี้ปาร์ตี้ลิสต์แทบจะเป็นของแถมเกรดดีเพื่อให้สินค้าที่แทบทุกพรรคอยากขายตรงคือ ส.ส.เขตนั้นมีมูลค่าบวกขึ้นไป ฉะนั้นสินค้ามีตำหนิมิควรอยู่บนรายชื่อต้นๆ ของแต่ละพรรค และแว่วว่าคราวนี้กระแสแดงแผ่วเพราะหลากเหตุจนพี่แม้วและน้องปูต้องยอมตัดและเลื่อนลำดับคนเสื้อแดงหลายคนลงไป

เพราะเกมคราวนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งนารีขี่ม้าขาว 49 วันเข้าเส้นชัยเพราะปัจจัยมันเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์

แต่ปัจจัยบางอย่างนั้น ใครบางคนมั่นใจว่าใช้ได้เสมอ เพราะบางคนในบางพรรคยังเอาชื่อพี่แม้วและน้องปูมาเปลี่ยนกับชื่อจริงของตัวเองเพื่อลงสมัครผู้แทนฯ งวดนี้จนเป็นข่าวดังไปทั้งเมือง

แต่ที่แน่ๆ คือ พท.แทบไร้แดงแท้ ทษช.มีไว้บ้าง หากใครยึดมั่นแดงก็ไปที่ พช.

หมากของแม้วกับคนเสื้อแดงชัดแล้วในยามนี้

ทิ้งลูกไปปาร์ตี้..พ่อแม่สายย่อ(ควร)ผิดอีกกระทง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361370?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทิ้งลูกไปปาร์ตี้..พ่อแม่สายย่อ(ควร)ผิดอีกกระทง?

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:25 น.
พ่อ,แม่,สายย่อ,ปาร์ตี้,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 463 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

เหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับการจัดระเบียบสังคม โดยเฉพาะเหล่าสถานประกอบการ หรือสถานบันเทิงยามค่ำคืน ที่จัดปาร์ตี้ให้แก่นักท่องราตรี แทบทุกแห่งที่ถูกเข้าดำเนินการเหมือนเป็นแหล่ง “มั่วสุมเสพยาเสพติด” ปล่อยให้เด็กเยาวชนเข้าไปเที่ยวโดยไม่แยแสสังคมและกฎหมายของบ้านเมือง ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐที่ผ่านมามีหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจในพื้นที่ หรือตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษจากนอกหน่วย รวมถึงการเข้าไปตรวจจับกุมของกรมการปกครอง

เช่นเดียวกันกับปฏิบัติการตรวจจับสถานบันเทิง “400 ซีซี” ถนนพุทธมณฑลสาย 3 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. ที่จัดปาร์ตี้ต้อนรับวันแรกของเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องจากค่ำคืนวันที่ 31 มกราคม ด้วยคอนเซ็ปต์ “UPSIZE เต้นยังไงให้ได้ผัว…”

การดำเนินการตรวจสถานบันเทิงในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ นำโดย พ.ต.อ.นพดล กาญจนพันธุ์ ผกก.สน.หนองค้างพลู พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ ผู้กำกับการกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผกก.ดส.บช.น.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร (ป.ป.ส.กทม.) สนธิกำลังกันเข้าตรวจค้น หลังมีข้อมูลว่าปาร์ตี้ที่จัดขึ้นมีนักเที่ยวเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ลักลอบเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก และเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดของบรรดานักท่องราตรี ซึ่งผลการตรวจสอบก็เหมือนหลายครั้งในหลายๆ แห่ง คือมีเด็กเยาวชนเข้าไปเที่ยว ฉี่ม่วงอีกอื้อ ยาเสพติดหลากชนิดพร้อมอุปกรณ์การเสพอีกเพียบถูกทิ้งเกลื่อนพื้น !

แต่ทว่าการบุกจับผับในครั้งนี้กลับมีความผิดปกติต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ชนิดที่เรียกว่า “ตำรวจผงะ” “นักข่าวตะลึง” เพราะระหว่างที่กำลังลำเลียงผู้ต้องหาขึ้นรถเพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สน.หนองค้างพลู ดำเนินคดี ได้พบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ตม 4655 กรุงเทพมหานคร จอดติดเครื่องเปิดแอร์ลดกระจกอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าสถานบันเทิง โดยในรถมีเด็กหญิงวัย 3 ขวบ นอนหลับแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว ส่วนพ่อแม่เด็กไม่ใช่ใครที่ไหน เป็น “พ่อแม่สายย่อ” วัย 30 ปี ที่ถูกจับเสพยาเสพติด เนื่องจากมีผลปัสสาวะเป็นสีม่วงทั้งคู่ สุดท้ายต้องกระเตงลูกน้อยไปโรงพัก พร้อมกับบอกว่า ระหว่างปาร์ตี้ในผับจะสลับกันออกมาดูลูกทุกๆ 15 นาที

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.จิรกฤต บอกว่า กฎหมายและความผิดที่เกิดขึ้นของพ่อแม่เด็ก 3 ขวบ คือข้อหาเสพยาเสพติด ส่วนการทิ้งลูกไว้ในรถลำพังนั้นอันตรายยังไม่เกิด จึงทำอะไรไม่ได้ เจ้าหน้าที่ทำได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าหากเด็กได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต หรืออาการสาหัสหมดสติในรถ ก็จะถูกแจ้งข้อหา “กระทำการประมาท” เหมือนกับกรณีที่ครูหรือคนขับรถโรงเรียนลืมเด็กไว้ในรถ ส่วนอัตราโทษก็จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าเสียชีวิตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หากอันตรายสาหัสต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพ่อแม่สายย่อ ถ้าเป็นในต่างประเทศต้องถูกจับดำเนินคดีส่งให้ศาลตัดสิน เช่นในประเทศออสเตรเลีย เพียงแค่แม่ทิ้งลูก 10 ขวบ กับ 5 ขวบ ไว้ในรถลำพังเพียงแค่ 5 นาที เพราะแวะจอดรถเข้าไปซื้อของในมินิมาร์ท โดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่กับเด็กยังต้องถูกยื่นฟ้องขึ้นโรงขึ้นศาล ประวัติดีไม่มีเจตนาละเลยก็รอดถูกยกฟ้อง แต่ถ้าเป็นกรณีที่ทิ้งลูกไว้ในรถลำพังแล้วพ่อแม่ไปปาร์ตี้ในผับเห็นทีจะไม่รอด

งานนี้ต้องบอกว่าเป็นโชคดีของเด็กที่ไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง เพียงแต่โชคร้ายที่มีพ่อแม่ไม่ใส่ใจสวัสดิภาพของลูกน้อยตาดำๆ..!!

ส่องบัญชีรายชื่อ “เซเลบแดง” รั้งท้าย เสร็จศึกลอยแพขุนพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องบัญชีรายชื่อ “เซเลบแดง” รั้งท้าย เสร็จศึกลอยแพขุนพล

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:24 น.
บัญชีรายชื่อ,สสบัญชีรายชื่อ,เลือกตั้ง 2562,การเมือง,การหาเสียง,การเลือกตั้ง,เลือกตั้ง สส,พรรคเพื่อไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,แกนนำ นปช,แกนนำเสื้อแดง,คนเสื้อแดง
เปิดอ่าน 11,674 ครั้ง

มาดูการจัดลำดับรายชื่อของพรรคสีแดง ส่องไปส่องมา เห็นแต่  “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ได้อันดับ 7 ดีที่สุดคนเดียว ที่เหลืออีกหลายคน น่าเป็นห่วง

000 หากสำรวจ “กระแสมวลชน” ในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ปรากฏว่า “แดง” ไม่แรงจัดเหมือนเลือกตั้ง 2554 อาจจะเป็นว่า ช่วงรัฐบาลประยุทธ์ ฝ่ายความมั่นคง “บล็อก” การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงจนแทบกระดิกตัวไม่ได้

          000 ฉะนั้น “บัญชีรายชื่อ” ของ “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคไทยรักษาชาติ” จึงมีการจัดลำดับสำหรับ “แกนนำแดง” ไว้ในลำดับท้ายๆ เฉพาะพรรคไทยรักษาชาติ ที่คาดหมายว่าจะโกยแต้มให้ได้ ส..บัญชีรายชื่อ ได้ส่งผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ 108 คน แต่ดูจากการจัดลำดับแล้ว พบว่าแกนนำ นปชและแกนนำแดงท้องถิ่น ที่พาเหรดมาอยู่พรรคน้อง ทษชได้ลำดับต่ำกว่า 20 ลงไปถึง 60 

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ที่อยู่โซนปลอดภัย

          000 ส่องดูชัดชัด มี “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ได้อันดับ ดีที่สุดคนเดียว ส่วนที่เหลือ อาทิ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ก่อแก้ว พิกุลทองอุบลกาญจน์ อมรสินระพิพรรณ พงศ์เรืองรองเหวง โตจิราการวิภูแถลง พัฒนภูมิไทพายัพ ปั้นเกตุมยุเรศ โคตรชมภู และ กรวีร์ สาราคำ อยู่ในโซนต่ำกว่า 20 ลงไป ถือว่า “เสี่ยงสอบตก” สูง และไม่ต่างจากแกนนำ นปช.คนดังที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย อย่าง นิสิต สินธุไพร และ ชาญยุทธ เฮงตระกูล อยู่ในอันดับต่ำกว่า 40 

          000 วันแรกของการรับสมัคร ส..เขตทั่วประเทศ “มือปราบทุนสีเทา” พล...สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้นำทีมงานจับกุม “นายทุนเงินกู้” ในพื้นที่ศรีสะเกษ ปรากฏว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับ คน และในกลุ่มนี้มีนักการเมืองสองคนคือ “สุนีย์ อินฉัตร” อดีตส..ศรีสะเกษ และ “มาลินี อินฉัตร” อดีตส..ศรีสะเกษ  ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

          000 20 ปีมาแล้วคนศรีสะเกษจะได้ยินชื่อ “สุนีย์ อินฉัตร” ในนามผู้ใจบุญสุนทาน มีพื้นเพเป็นชาวนครสวรรค์ จากนั้นได้ย้ายถิ่นฐานไปประกอบธุรกิจที่ชลบุรี ประสบผลสำเร็จบนเส้นทางสายธุรกิจ จึงได้เดินสายทำบุญ จนมาปักหลักที่ อ.ปรางค์กู่ ตั้งแต่ปี 2537 และได้ตั้ง “มูลนิธิสุนีย์ อินฉัตร” ช่วยเหลือเด็กยากจน

สุนีย์ อินฉัตร กับผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อชาติ

          000 เลือกตั้ง 2538 “แม่สุนีย์” ของชาวบ้านให้การสนับสนุน “เสี่ยลาว” พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ลงสมัครส.และได้รับเลือกเป็น ส..ศรีสะเกษ พรรคชาติพัฒนา เวลานั้นนักการเมืองแดนดอกลำดวนหลายคนได้เข้ามาพึ่งพาแม่สุนีย์ จนทำให้เธอได้รับชัยชนะในศึกชิง ส..ศรีสะเกษ ปี 2547 

          000 เมื่อได้ตำแหน่ง ส..ศรีสะเกษ “แม่สุนีย์” จึงดันลูกสาว “มาลินี อินฉัตร” เป็น ส..ศรีสะเกษ ปี 2548 สังกัดไทยรักไทย หลังจากนั้น “มาลินี” ก็ย้ายออกจากค่ายทักษิณ แล้วสอบตกก็กลับมาค่ายเพื่อไทย ถูกเตะไปอยู่ ส..บัญชีรายชื่อ เลือกตั้ง 2562 “แม่สุนีย์” กับลูกสาว “มาลินี” จัดทัพ “เพื่อชาติ” ส่งคนเสื้อแดงลงสนาม ส..ศรีสะเกษทุกเขตเลือกตั้ง หวังเรียกศรัทธากลับคืนมาอีกหน 

 

มาลินี อินฉัตร กองหนุนพรรคเพื่อชาติ

          000 เหมือนจะจบแต่ไม่ยุติ จากเขต สงขลา “เจือ ราชสีห์” อดีตส.แพ้ไพมารีโหวตให้ สรรเพชญ บุญญามณี” ลูกชายของนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ.สงขลา ก็ลามไปที่เขต วิรัตน์ กัลยาศิริ” อดีตส.อยู่ระหว่างการรักษาตัว หลังการเข้ารับการผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลัง จึงมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ส.ทางพรรคประชาธิปัตย์วางแผนส่ง “ไพร พัฒโน” นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ลงสมัครแทน และ “ไพร” ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งเรียบร้อย

วิรัตน์ กัลยาศิริ

          000 ไม่ทันข้ามคืน “ไพร” แถลงถอนตัวพร้อมมีชื่อ “พล...สาคร ทองมุณี” อดีตผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จะมาลงส..เขต ทำเอากรรมการบริหารพรรค ปชป.ต้องประชุมแก้ไขปัญหาด่วน สุดท้ายหวยก็มาลง “วิรัตน์” อีกเช่นเดิม 

ไพร พัฒโน 

          000 เขต สงขลา เดิมเป็นพื้นที่ของ ไพร พัฒโน สมัยที่เคยดำรงตำแหน่งส..ประชาธิปัตย์ ก่อนที่จะตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2547 โดยมี วิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมนักกฎหมายคนสำคัญของพรรค ขยับขึ้นมาเป็น ส..เขต ยุคหลัง

พล...สาคร ทองมุณี กับ ชวนหลีกภัย

          000 จริงๆ แล้ว “พี่หลวงคร” พล...สาคร ทองมุณี ลูกหาดใหญ่ เตรียมสู้ศึกชิงนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ มาก่อนเกษียณอายุราชการตำรวจในเดือนก..ปีที่แล้ว แต่เวลานั้นก็มีข่าว “พฤกษ์ พัฒโน” รองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ที่ทำงานร่วมกับพี่ชายมาถึง สมัยพร้อมชน “พี่หลวงคร” ในสีเสื้อทีมของตัวเอง