“บิ๊กเมา”แจงไม่ล้มพูดคุย”มารา ปาตานี” แต่ย้ำต้องทำตามขั้นตอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บิ๊กเมา”แจงไม่ล้มพูดคุย”มารา ปาตานี” แต่ย้ำต้องทำตามขั้นตอน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:00 น.
มารา ปาตานี,พลออุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์,บิ๊กเมา,ชายแดนภาคใต้,สุกรี ฮา,พลออุดมชัย
เปิดอ่าน 266 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

“พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์” หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ยังพร้อมที่จะพูดคุยกับกลุ่ม “มารา ปาตานี” ต่อไป เพียงแต่ต้องทำตามขั้นตอน คือหารือกำหนดประเด็นร่วมกับคณะทำงานเทคนิคเสียก่อน

กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังพบกับความท้าทายอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม “มารา ปาตานี” ออกแถลงการณ์ และคำแถลงผ่านคลิปวิดีโอของ นายสุกรี ฮา หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝั่งมารา ปาตานี ยืนยันไม่ร่วมโต๊ะพูดคุยเพื่่อสันติสุขฯ กับรัฐบาลไทยในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ และระงับการพูดคุยเอาไว้จนกว่าการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทยผ่านไปก่อน พร้อมเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยฯ จาก พล.อ.อุดมชัย เป็นบุคคลอื่น

สาเหตุความไม่พอใจของ “มารา ปาตานี” อ้างว่าเป็นเพราะ พล.อ.อุดมชัย ไม่ยอมเข้าร่วมการพูดคุยแบบเต็มคณะกับ “มารา ปาตานี” แต่ยื่นข้อเสนอจะนัดพบและพูดคุยกับนายสุกรี ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยฯ เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้ “มารา ปาตานี” รู้สึกผิดหวังกับท่าทีของ พล.อ.อุดมชัย และดูจะขัดแย้งกับคำประกาศก่อนหน้านี้ว่าพร้อมพูดคุยกับทุกกลุ่ม

หากพิจารณาแถลงการณ์และคำแถลงจาก “มารา ปาตานี” ก็จะเห็นว่ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบใหม่ และสุ่มเสี่ยงจะล่มไปอีกครั้งช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 50 วัน แต่ พล.อ.อุดมชัยให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ทีมข่าวอิศรา” ยืนยันว่ากระบวนการพูดคุยไม่ได้สะดุดหรือล้มไป เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน คือคณะทำงานเทคนิคประชุมนอกรอบกันก่อนเพื่อกำหนดประเด็น ก่อนที่จะมีการพูดคุยแบบเต็มคณะ เพื่อไม่ให้ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกันในบางเรื่องที่สามารถตกลงกันได้ก่อนล่วงหน้า

“ผมยังยึดหลักให้เกียรติทุกกลุ่มเหมือนเดิม และจะไม่ออกคลิปตอบโต้ใครทั้งนั้น ยืนยันว่าเราพร้อมคุยกับทุกกลุ่มโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพียงแต่การเดินทางไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปพบผู้อำนวยความสะดวก คือ ตันสรี อับดุลราฮิม นูร์ ไม่ได้ไปพูดคุยกับกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ส่วนกลุ่มมารา ปาตานี จะมีการพบปะกันของคณะทำงานเทคนิคของทั้งสองฝ่าย ซึ่งฝ่ายเรานำโดย พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ เลขานุการคณะพูดคุยฯ”

“แต่ปรากฏว่าทางทีมผู้อำนวยความสะดวกแจ้งมาว่า มารา ปาตานี ต้องการพูดคุยเป็นเต็มคณะ และขณะนี้ได้มารอกันครบหมดแล้ว ซึ่งทางเราไม่ได้มีกำหนดการไปร่วมโต๊ะพูดคุย แต่เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกันไว้ จึงขอให้หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝ่ายมารา ปาตานี คือ นายสุกรี ฮารี มาพบกันสองต่อสองก่อน แต่ฝ่ายมารา ปาตานี ไม่ยอมและไปออกแถลงการณ์”

“ผมยืนยันว่าผมพร้อมคุยกับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน แต่ต้องเป็นการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนการพูดคุยอย่างเป็นทางการต้องผ่านขั้นตอนของคณะทำงานเทคนิคเสียก่อน เพื่อกำหนดประเด็นพูดคุย จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาทะเลาะกันในบางเรื่องที่สามารถตกลงกันก่อนได้ ข้อเท็จจริงก็มีอยู่เท่านี้” พล.อ.อุดมชัย กล่าว

อนึ่ง กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ระหว่างรัฐบาลไทยกับ “มารา ปาตานี” หยุดชะงักไปตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ทำให้ข้อตกลงเรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยนำร่องอำเภอแรกรวมกัน ต้องสะดุดไปด้วย จากนั้นการพูดคุยก็ไม่คืบหน้าอีกเลย เพราะรัฐบาลมาเลเซียเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ ขณะที่รัฐบาลไทยก็เปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขเช่นกัน จาก พล.อ.อักษรา เกิดผล อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

กระบวนการพูดคุยมีแนวโน้มกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง ช่วงหลังปีใหม่ที่ผ่านมา เมื่อ พล.อ.อุดมชัย นัดหารือและแถลงข่าวร่วมกันกับผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ พร้อมเดินสายพบปะกลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของไทยในการเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขต่อไป และจะขยายขอบเขตการพูดคุยให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม เพื่อปิดจุดอ่อนกระบวนการพูดคุยที่ผ่านๆ มา ซึ่งไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ เพราะกลุ่มมารา ปาตานี ถูกตั้งคำถามว่าเป็นตัวจริงที่ควบคุมกองกำลังติดอาวุธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริงหรือไม่

“มารา ปาตานี” เป็น “องค์กรร่;ม” ของกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน 6 กลุ่มที่ตัดสินใจเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยกับรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดย 1 ใน 6 กลุ่ม อ้างว่าเป็นบีอาร์เอ็น แต่ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่เข้าร่วมโต๊ะพูดคุย เป็นผู้แทนจากองค์กรบีอาร์เอ็นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงปีกที่สนับสนุนการพูดคุุย

ข้อสังเกตนี้ถือว่ามีน้ำหนักไม่น้อยเพราะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นตลอดมาตั้งแต่ริเริ่มกระบวนการพูดคุยกระทั่งมีการรื้อฟื้นกระบวนการพูดคุยขึ้นมาใหม่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็มีการโหมก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ ทั้งคาร์บอมบ์ โจมตีเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน และยิงพระมรณภาพคากุฏิภายในวัด ซึ่งนักสังเกตการณ์ปัญหาชายแดนใต้หลายคนระบุตรงกันว่าน่าจะเป็นการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านการพูดคุยและส่งสัญญาณว่ารัฐบาลไทยพูดคุยผิดฝาผิดตัว

ลำปางหนาวยะเยือก! “ดาชัย ศ.ธรรมนัส” VS “ป๋าโรจน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลำปางหนาวยะเยือก! “ดาชัย ศ.ธรรมนัส” VS “ป๋าโรจน์”

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:06 น.
สังเวียนเลือกตั้งลำปาง,เจ้าพ่อบ้านสวน,ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร,พินิจ จันทรสุรินทร์,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,ดาชัย เอกปฐพี,ดาชัย อุชุโกศลการ,อดีตประธานกลุ่มคนเสื้อแดงพลังลำปาง,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,บ้านดอยเงิน
เปิดอ่าน 6,231 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

สังเวียนเลือกตั้งลำปางสร้างปรากฏการณ์ “โคตรหนาว” เมื่อ “เจ้าพ่อบ้านสวน” ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร อดีต ส.ส.ลำปาง 7  สมัย หวนคืนเวที ส.ส.เขต 2 ลำปาง สังกัดพรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านั้นไร้วี่แววว่า “ป๋าโรจน์”  วัย 83 ปี จะหวนกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง หลังจากส่งไม้ให้ลูกชายลงส.ส.เขต 1 ลำปาง ในสีเสื้อค่ายชินวัตร

ดังที่ทราบกัน สนามเลือกตั้งนครลำปาง มีสองกลุ่มการเมืองที่มากบารมีคือ “บ้านสวน” ของ ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร มีความเข้มแข็งและทรงอิทธิพลในตอนเหนือ (อ.เมืองลำปาง อ.แจ้ห่ม และ อ.แม่เมาะ) และ “ดอยเงิน” ของ พินิจ จันทรสุรินทร์

สาเหตุที่ “ป๋าโรจน์” ต้องถ่อสังขารลงสนาม เพราะเขต 2 ประกอบด้วย อ.เมืองปาน อ.วังเหนือ อ.แจ้ห่ม และอ.งาว แชมป์เก่า “วาสิต พยัคฆบุตร” อดีตส.ส.ลำปาง เพื่อไทย ไม่ได้สังกัดค่ายบ้านสวน และค่ายดอยเงิน แถมไม่มีฐานเสื้อแดง ถือเป็นจุดอ่อนของเพื่อไทยลำปาง

ด้วยเหตุนี้พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย ต่างหวังปักธงจะเบียดเอาชนะเพื่อไทยที่เขตนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคจึงให้ “วาสิต” ถอนตัว และส่ง “ป๋าโรจน์” ลงสนามแทน

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นแรงผลักดันให้ป๋าโรจน์ต้องออกจากบ้านสวนมาสมัคร ส.ส.ที่ศาลากลาง ก็คือ “ดาชัย เอกปฐพี” หรือ “ดาชัย อุชุโกศลการ” อดีตประธานกลุ่มคนเสื้อแดงพลังลำปาง และอดีตรองประธานสมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย

“ดาชัย” ได้รับการสนับสนุนจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แม่ทัพภาคเหนือพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งคาดหวังที่จะได้รับชัยชนะในเขต 2 ลำปาง

เมื่อทราบแน่ชัดว่า “ป๋าโรจน์” ลงสนามชนกับตัวเอง ดาชัยจึงสวมนวมแดงเหมือนนักมวยฟอร์มสดไปสมัครส.ส. และประกาศชื่อ “ดาชัย ศ.ธรรมนัส”

“สวัสดีตอนเช้าครับ ดาชัย ศ.ธรรมนัส พร้อมขึ้นชกในสนามเลือกตั้งจังหวัดลำปาง เขต 2 ดาชัย เอกปฐพี พรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 4 ผมขอกำลังใจจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลำปางด้วยนะครับ” อดีตแกนนำแดงลำปาง โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562

ย้อนไปดูยุคเสื่อแดงเฟื่องฟู ดาชัยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ที่หาญต่อกรกับกลุ่มบ้านสวนและบ้านดอยเงิน ด้วยการลงสมัครชิงตำแหน่งนายกอบจ.ลำปาง แข่งกับ สุนี สมมี แชมป์เก่า ผลปรากฏว่า ดาชัยพ่ายแพ้ แต่ได้มากกว่าแสนคะแนน

พรรคภูมิใจไทยก็ตั้งเป้าเจาะเขต 2 ลำปาง โดย “สุนี สมมี” อดีตนายก อบจ.ลำปาง ส่งลูกชายลงสนาม

สำหรับการเมืองท้องถิ่น “สุนี สมมี” ได้รับการสนับสนุนจากตระกูล “โล่ห์สุนทร” นั่งเก้าอี้นายก อบจ.ลำปาง มา 3 สมัย

ทุกวันขึ้นปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ สุนีจะนำคณะผู้บริหารอบจ.ลำปาง ไปคารวะ “ป๋าโรจน์” ที่บ้านสวน ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นประจำ จู่ๆ สุนี สมมี ส่งลูกชาย “เบียร์-บริพัฒน์ สมมี” ลงเขต 2 พรรคภูมิใจไทย

ด้านหนึ่ง “สุนี” เป็นประธานกิตติมศักดิ์ลำปาง เอฟซี ปี 2558 คสช.มีคำสั่งให้ สุนี สมมี หยุดปฏิบัติหน้าที่นายก อบจ. และนับจากวันนั้น สุนี ก็ทุ่มเทสร้างสโมสรลำปาง เอฟซี จากทีมลีกบ้านนอกได้เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2 สุนี สนิทชิดเชื้อกับเนวินมากขึ้น

สุนีบอกว่า ชื่นชมการพัฒนา “บุรีรัมย์” ของเนวิน ชิดชอบ จึงต้องการพัฒนาลำปาง โดยใช้บุรีรัมย์โมเดล

สรุปว่าคู่ชิงที่ต่อสู้กันเลือดเดือดแน่คือ สิงห์เฒ่า-ป๋าโรจน์ กับพยัคฆ์หนุ่ม-ดาชัย ส่วนลูกชายของสุนี ก็แค่เก็บแต้ม

ปลอดภัยไว้ก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361489?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลอดภัยไว้ก่อน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:03 น.
ความปลอดภัย,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 182 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ดับเครื่องชน” วันนี้มีผู้ร้องเรียนมาเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งทุกท่านคงพบเห็นมาอยู่ทั่ว กทม.และอีกหลายท้องที่

นั่นคือ “ความปลอดภัย” ที่ถูกมองข้ามละเลยไปจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าหรือถนนหนทาง-สะพาน ตลอดตึกรามบ้านช่องต่างๆ

พิจารณาแล้วเห็นจริง 100% เพาะที่ผ่านมาเกิดเหตุเครนล้มทับคน-ล้มทับรถหรือเกิดอุบัติเหตุจากผลกระทบการก่อสร้างต่างๆ

เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีการช่วยเหลือ-ขาดความรับผิดชอบ ปล่อยให้ผู้เสียหายในชีวิตและทรัพย์สินต้องผจญชะตากรรมอย่างน่าอนาถใจ

บริเวณเขตก่อสร้างก็ไม่มีคนช่วยเหลือเพราะเป็นแค่คนงานหรือผู้ควบคุมงานที่ไม่กล้าตัดสินใจหรือบอกให้ไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอาเอง

แบบนี้แล้วใครจะเข้าถึงเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นและหากทำได้ก็ต้องใช้เวลานาน

นอกจากนี้อยากจะขอให้ช่วยตรวจสอบสัญญาณไฟหรือสัญญาณจราจรต่างๆ ให้เห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะกลางคืนอันตรายมากๆ

เห็นทุกแห่งติดป้าย ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ จึงขอให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดตามระเบียบกฎหมาย กฎเกณฑ์ด้วย

รัฐบาลและผู้บริหารประเทศไทยที่ผ่านมามีงานใหญ่ที่ต้องทำโดยเร่งด่วนจนอยากให้เป็นวาระแห่งชาติหรือนโยบายด่วน

ให้พิจารณาจัดตั้ง “ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” ซึ่งพอเกิดเหตุการณ์ขนาดใหญ่ เห็นมีแต่อาสาสมัคร มูลนิธิต่างๆ เข้าพื้นที่

อย่างเรือล่มที่ภูเก็ต ตึกถล่ม สึนามิ ฯลฯ ก็ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบดูแลโดยตรง    จะให้มหาดไทยหรือตำรวจหรือกองทัพดำเนินการก็ไม่มีเพราะต้องมีคำสั่งโดยตรงจากนายรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ

อยากให้ลองนึกภาพดูเถิดว่าหากเกิดภัยพิบัติหรืออุบัติเหตุต่างๆ จะทำอย่างไร

“ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” นี้ (หรืออาจจะใช้ชื่ออื่น) จะต้องมีกำลังพลที่ได้รับการฝึกฝนพิเศษแบบหน่วยซีลกองทัพเรือ มีเครื่องมือพิเศษรวมถึงหน่วยแพทย์ รถพยาบาล เฮลิคอปเตอร์ ฯลฯ

ต้องเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วทางอากาศในกรณีต้องไปที่เกิดเหตุห่างไกล

ใครจะเป็นผู้บัญชาการหน่วยงานพิเศษนี้ ต้องครบเครื่องและมีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการหรืออาจขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี

อย่าปล่อยให้เรื่องนี้มีแต่มูลนิธิรับผิดชอบแย่งกันทำงาน-รู้ถึงไหนอายถึงนั่น

แล้วที่เห็นมูลนิธิเป็นเจ้าถนนเปิดไฟเปิดไซเรนแซงซ้ายแซงขวา อันตรายมาก

ควรจัดระเบียบใหม่โดยด่วน!

กรุงแตก “เจ้าแม่ยุดยา” ประดาบ “บิ๊กเพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361344?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรุงแตก “เจ้าแม่ยุดยา” ประดาบ “บิ๊กเพื่อไทย”

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:00 น.
บุรณศิริ,กรุงแตก,พันธ์เจริญวรกุล,ทีมปราสาทสายฟ้า-บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,ทีมอยุธยา ยูไนเต็ด,สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล,วิทยา บุรณศิริ
เปิดอ่าน 10,317 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง..ช้างชนช้าง 

5 กุมภาพันธ์ 2562 ทีมปราสาทสายฟ้า-บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะยกทีมชุดใหญ่มาอุ่นเครื่องกับทีมอยุธยา ยูไนเต็ด ที่สนามกีฬากลางจังหวัดอยุธยา เกมนัดนี้มีนัยทางการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อทีมอยุธยา ยูไนเต็ด บริหารงานโดยกลุ่มทายาท “เจ๊สมทรง” ผู้มากบารมีแห่งวังน้อย และแกนนำหลังม่านของทีมผู้สมัคร ส.ส.อยุธยา พรรคภูมิใจไทย

เมื่อจำนวน ส.ส.ลดจาก 5 คนเหลือ 4 คน สมรภูมิพระนครศรีอยุธยา ก็ถูกจับตามอง ตั้งแต่ยังไม่ทันสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะเขต 3 อ.บางปะอิน, อ.บางไทร และ อ.วังน้อย

“วิทยา บุรณศิริ” ประธาน ส.ส.ภาคกลางของเพื่อไทย ต้องชนกับ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” พี่เมียของ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ

อีกด้านหนึ่ง เปรียบเหมือนเกมลูกหนังนัดดาร์บี้แมตช์กรุงเก่า ระหว่าง “นักรบกรุงศรี” อยุธยา เอฟซี ของวิทยา บุรณศิริ พบ “นักรบอโยธยา” อยุธยา ยูไนเต็ด ของสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

แม้สองตระกูล “บุรณศิริ” แห่งบางปะอิน กับ “พันธ์เจริญวรกุล” แห่งวังน้อย จะเติบโตภายใต้ร่มธงทักษิณมาแต่ปี 2544 แต่เกมการเมืองท้องถิ่น กลับกลายเป็นว่าอยู่กัน “คนละขั้ว” ในเวลานี้

คนอยุธยารู้จัก “เจ๊สมทรง” หรือ สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายก อบจ.อยุธยา เป็นอย่างดี เพราะส่งลูกชาย ลูกสาว ยันลูกเขยลงสนามการเมืองทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น เวลานี้ ลูกสาว สมศรี พันธ์เจริญวรกุล เป็นนายกเทศมนตรีลำตาเสา อ.วังน้อย ที่ตั้งของ “บ้านใหญ่วังน้อย” รวมถึงลูกชาย พงศ์ปณต พันธ์เจริญวรกุล ส.อบจ.เขต 3 อ.วังน้อย

ปี 2544 เจ๊สมทรง ส่งลูกสาว สุวิมล พันธ์เจริญวรกุล ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 เดิม (วังน้อย, อุทัย และภาชี) ในนามพรรคไทยรักไทย แม้จะเป็นคนหน้าใหม่ แต่ก็ไร้คู่แข่ง สุวิมลยังได้เป็น ส.ส.อีกสมัย มาถึงปี 2550 สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล มารับไม้ต่อจากพี่สาว เป็น ส.ส.อยุธยาอีกคนหนึ่ง

ตอนหลัง “เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร” อดีต ส.ส.อยุธยา ได้ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาเป็นพันธมิตรการเมืองกับตระกูล “พันธ์เจริญวรกุล”

เดิมทีสมาชิกสภาจังหวัด หรือ ส.อบจ.เกือบทั้งหมดอยู่ในกำมือเจ๊สมทรง แต่ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วิทยา บุรณศิริ ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ ส.อบจ.บางส่วน ย้ายไปอยู่กับวิทยา

“เสี่ยอ๊อด” วิทยา บุรณศิริ ลูกชายของแม่เล็ก ถาวร บุรณศิริ เจ้าของร้านอาหาร “ป้าเล็ก” แห่ง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มชิมลางการเมืองด้วยการเป็น ส.อบจ., ประธานประสภา อบจ. และ นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา รวมเวลา 17 ปี จึงลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรกปี 2544 สีเสื้อไทยรักไทย

มีข้อน่าสังเกต วิทยากับเจ๊สมทรง ตัดสินใจเล่นการเมืองระดับชาติ หลังเจ้าพ่อกรุงเก่า มนตรี พงษ์พานิช เสียชีวิต ทุกวันนี้ เสี่ยอ๊อด และเครือญาติ มีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และขายวัสดุก่อสร้าง ความมั่งคั่งไม่ได้น้อยหน้าเจ๊สมทรง

เปรียบเทียบพื้นที่เลือกตั้ง “เสี่ยอ๊อด วิทยา” อาจได้เปรียบ “ส.ส.เอ” สุรศักดิ์ ลูกชายเจ๊สมทรง เพราะ อ.บางปะอิน และ อ.บางไทร เป็นฐานคะแนนของเสี่ยอ๊อด

ส่วน “ส.ส.เอ” มีฐานเสียง อ.วังน้อย เป็นต้นทุน ในมุมของเจ๊สมทรง ลูกชายแพ้เลือกตั้งไม่สำคัญ เพราะเชื่อว่า เลือกตั้งนายก อบจ.สมัยหน้า เสี่ยวิทยาจะส่งคนลงแข่งกับเจ๊ใหญ่วังน้อยแน่ เลยต้องดึงเกื้อกูลมาเป็นแนวร่วม

เลือกตั้งผู้แทนฯ ของชาวอโยธยาหนนี้ เสมือนสนามประลองกำลังของเจ๊สมทรงกับเสี่ยอ๊อด ก่อนศึกใหญ่จะมาถึง

หาเสียงดุเดือด..แต่ไม่รุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หาเสียงดุเดือด..แต่ไม่รุนแรง

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:00 น.
พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,บิ๊กแป๊ะ,หาเสียงดุเดือดแต่ไม่รุนแรง,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 279 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจเลือกตั้ง โดย… มณเฑียร อินทะเกตุ

แม้ก่อนหน้านี้บรรดาพรรคการเมืองทั้งพรรคหน้าเก่า พรรคกำเนิดใหม่ พรรคใหญ่ พรรคเล็ก ได้ขยับตัวลงพื้นที่ชูนโยบายเรียกคะแนนนิยม เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. สู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม ถ้านับถอยหลังก็เหลือเวลาอีก 47 วัน ก็จะได้เข้าคูหากาเบอร์ที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ เข้ามาบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ที่ใครต่อใครทวงถามมานานหลายปี โดยกิจกรรมของพรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” ของการเลือกตั้งครั้งนี้

ดีย์เดย์รับสมัครส.ส.อย่างเป็นทางการไปแล้วในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ บรรยากาศคึกคัก ครื้นเครงทั่วประเทศ เสมือนหนึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการหาเสียงนับจากนี้จะเข้มข้นและดุเดือด ท่ามกลางกฎเหล็กต่างๆ ที่ทาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้ ในฐานะ “เจ้าภาพใหญ่” ที่จะขับเคลื่อนการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย โดยมี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็น “กองหนุน”

ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการไปยังทุกหน่วยให้ตรวจสอบ สืบสวนหาข่าวในพื้นที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับภารกิจการรับสมัครส.ส. และเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม โดยเน้นย้ำให้บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งระดมกวาดล้างอาชญากรรม อาทิ อาวุธปืน อาวุธสงคราม ยาเสพติด กฎหมายที่เกี่ยวกับการเข้าเมือง และให้ติดตามเรื่องการคมนาคมในพื้นที่ที่อาจมีผลกระทบกับการเลือกตั้ง ให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบกำชับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด อย่าให้เกิดข้อบกพร่องได้ ในส่วนของการร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยบุคคล ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกกรณี

ฉะนั้นภารกิจของตำรวจทุกหน่วยในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งจะต้องเข้มข้นขึ้น กำลังพลของแต่ละหน่วยต้องดูแลการปราศรัยของหัวหน้าพรรคหรือผู้สมัครส.ส.ของพรรคการเมือง โดยให้ตรวจสอบข้อมูลการลงพื้นที่ว่าจะไปสถานที่ใด พร้อมทั้งจัดทำแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีขัดขวางการเลือกตั้ง ความรุนแรง หรือการทำร้ายกัน หากพบการกระทำความผิดสามารถจับกุมได้ทันที มีการเฝ้าฟังความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง

กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องมีภารกิจรักษาความปลอดภัยช่วงเลือกตั้ง แม้จะเป็น “ตำรวจป่า” ก็จำเป็นต้องประสานงาน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง เพราะระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งยังมีกฎหมายปกติอีกมากที่จะดูแลความสงบเรียบร้อย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. มอบหมาย “รองต๊ะ” พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผบช.ตชด. เป็นผู้ควบคุมดูแลแจกงานให้กำลังพลไปดำเนินการตามนโยบาย

หลายฝ่ายเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการแข่งขันกันสูง การหาเสียงจะเข้มข้นดุเดือด ซึ่ง “รองต๊ะ” ในฐานะแม่งานใหญ่ในภารกิจรักษาความปลอดภัยเลือกตั้งของ ตชด. ก็เห็นพ้องต้องกัน แต่มั่นใจว่าจะไม่มีความรุนแรง โดยบอกว่าจะดุเดือดในแง่ของการลงพื้นที่หาเสียง และนโยบายที่จะมาขับเคลื่อนประเทศ ไม่ถึงกับ “รบราฆ่าฟัน” เนื่องจากทุกคนล้วนอยากเดินหน้าสู่แนวทางประชาธิปไตย และกฎหมายเลือกตั้งก็เขียนเอาไว้ชัด ถ้าใครฝ่าฝืนกระทำผิดจะมีโทษสูง ซึ่งเป็นทั้งโทษทางอาญาและการลงทันฑ์ทางการเมือง

“ภารกิจของตชด.เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนเป็นกำลังเสริม จัดกำลังเตรียมพร้อมในที่ตั้ง พร้อมสนับสนุนตำรวจพื้นที่เมื่อมีการร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นนครบาล หรือภูธรแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้ง การคุ้มครองการขนย้ายหีบเลือกตั้ง ส่วนการจัดชุดเฉพาะกิจสืบสวนหาข่าว หรือหน่วยข่าวกรองก็มีเหมือนกัน ทุกกองบัญชาการ ทุกกองบังคับการต้องมีข่าวกรองเป็นของตัวเอง เพื่อเอามาเทียบเคียงยืนยันข้อมูลว่าตรงกันหรือไม่ วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง สำหรับนำมาวางแผนป้องกันเหตุ เผชิญเหตุ ส่วนเรื่องของความมั่นคงยังประสานงานกับ กอ.รมน. รวมถึง สมช. และทุกหน่วยใน ตร. แม้ก่อนหน้านี้จะมีเหตุรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ และตชด.สูญเสียกำลังพลจากเหตุซุ่มยิง ขวัญกำลังใจยังดี และมีการปรับแผนให้รัดกุม ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในห้วงของการหาเสียง ตลอดจนวันเลือกตั้ง และหลังปิดหีบเลือกตั้ง” พล.ต.ต.ปิยะ ระบุ

นอกจากนี้ภารกิจของตชด.ยังสอดรับกับคำสั่งผบ.ตร. เพราะพื้นที่แนวชายแดน โดย พล.ต.ต.ปิยะ ย้ำว่า กำลังพลของตชด. ยังสอดส่องดูแล ป้องกันการกระทำผิดกฎหมายที่อาจมาสร้างสถานการณ์ หรือฉวยโอกาสก่อเหตุทั้งช่วงปกติและช่วงของการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนยาเสพติด อาวุธปืน หรืออาวุธสงคราม รวมถึงการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าที่อาจเป็นฝีมือของคนต่างด้าว หรือคนไทย หรือร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย

กฎหมายเลือกตั้งที่ห้ามหาเสียงด้วยการโจมตีใส่ร้ายคู่แข่งด้วยความเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ส่วนกฎหมายพรรคการเมือง ที่ระบุว่าผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคผู้ใดสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี พ่วงด้วยการยุบพรรค แถมยังถูกเพิกถอนสิทธิการเมืองอีกหลายปี ประหนึ่งว่าลืมหน้ากันไปข้าง จึงทำให้ตำรวจมองว่าไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับโทษหนัก แม้การหาเสียงจะดุเดือด แต่จะไม่รุนแรง

“บ้านใหญ่ 62” เลี่ยงเผชิญหน้า หยุดกระแส “เพื่อชิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บ้านใหญ่ 62” เลี่ยงเผชิญหน้า หยุดกระแส “เพื่อชิน”

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:19 น.
การเมือง,เลือกตั้ง 2562,บ้านใหญ่-สะสมทรัพย์,สะสมทรัพย์,จ่าประสิทธิ์ ไชยศรีษะ,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์,บ้านใหญ่โมเดล,บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์,ตระกูล หาญสวัสดิ์,ตระกูลหาญสวัสดิ์
เปิดอ่าน 5,650 ครั้ง

นักเลือกตั้ง “บ้านใหญ่-สะสมทรัพย์” เป็นตัวอย่างของการปรับตัวให้อยู่รอด ก็ที่ต้องปรับตัวเก่ง เพราะกติกาเลือกตั้งฉบับมีชัยนี่แหละ !

000 หลังวุ่นกันพักใหญ่ นักการเมืองทั้งหลาย ก็จัดแถวเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง หลายคนคาดหวังว่า การเมืองไทยยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัย เทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในการรณรงค์หาเสียง และจะทำให้พฤติกรรม “ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง” เปลี่ยนแปลงไป

          000 ว่ากันตามจริง พอเห็นหน้าตา “นักเลือกตั้ง” ที่ไปยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้ง ส.ร้อยละ 80 ยังเป็น “คนเก่า” และตัวแทน “ระบอบอุปถัมภ์ท้องถิ่น” สรุปว่า คนการเมืองนั้นปรับตัวเก่ง เมื่อกติกาเลือกตั้งฉบับมีชัย ต้องการให้เกิดสภาพความหลากหลาย ไม่เกิด “เผด็จการรัฐสภา” พวกเขาก็ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง

          000 นักเลือกตั้ง “บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” เป็นตัวอย่างของการปรับตัวให้อยู่รอด การเอาชนะเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องลำบากลำบน แต่เรื่องจะอยู่อย่างไร โดยคนรอบข้างไม่เดือดร้อน นี่คือปัญหาใหญ่ พี่น้อง “สะสมทรัพยฺ์” จึงควบสิบล้อออกจากองค์พระปฐมเจดีย์ ไปตามถนนมาลัยแมน มุ่งสู่ปลายทางที่สุพรรณบุรี ผนึกกำลังกับทายาท “บรรหาร ศิลปอาชา” เพื่อภารกิจสานฝันให้ใครบางคน

อนุชา สะสมทรัพย์ กับ ป๋าสุนทร แก้วพิจิตร

         000 สนามนครปฐม พ..นี้ ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้นเร้าใจ เพราะสองตระกูลใหญ่ แบ่งเค้กกันลงตัว “4+1” ฝ่ายตระกูล “สะสมทรัพย์” วางตัว “พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์” ลูกชายไชยา สะสมทรัพย์ ที่เขต 2 “ก่อเกียรติ สิริยะเสถียร” เขต 3 “อนุชา สะสมทรัพย์” เขต และ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” เขต 5 ทั้งหมดลงสนามในนามพรรคชาติไทยพัฒนา

พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์

          000 เหลือเขต นครปฐม บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ ปล่อยตระกูล “แก้วพิจิตร” เป็นผู้ดูแล หลังจากกำนันไก่ สมพัฒน์ แก้วพิจิตร จากไปกะทันหัน “สุนทร แก้วพิจิตร” ประธานสภาเทศบาลเมืองนครปฐม ก็ดึง “เสธ.แก้ว” พ..สินธพ แก้วพิจิตร มารับช่วงต่อและได้เป็น ส..นครปฐม วันนี้ “เสธ.แก้ว” อำลาชาติไทยพัฒนา มาอยู่ประชาธิปัตย์ 

..สินธพ แก้วพิจิตร

           000 เครือข่าย “เพื่อชิน” มอบให้พรรคไทยรักษาชาติ ส่งผู้สมัคร ส..เขต เก็บแต้มตกน้ำ และที่น่าสนใจคือ ธนัญญา พันธุ์การรุ่ง เขต นครปฐม โดยการสนับสนุนของลูกหลาน “ปัญญวัฒน์ บุญมี” หรือ “กำนันประสานต์” นักการเมืองรุ่นเก๋า ที่เคยเป็นผู้แทนฯ เมืององค์พระมาหลายสมัย

          000 แม้พยายามจะ “ปั้น” และ “ปั่น” ผ่านสื่อโซเชียล แต่กระแสพรรคภูมิใจไทย ก็ยังไม่ขยับติดกลุ่ม “ท็อปทรี” รวมถึงกระแสหัวหน้าพรรค “อนุทิน ชาญวีรกูล” เรื่องนี้ คนคุมเกมค่ายสีน้ำเงินเข้าใจดี จึงหาทางออกด้วยการใช้ยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่โมเดล” ที่เฟื่องฟูในอดีต แต่เจอกระแสทักษิณพังทลายไปแล้วในภาคอีสาน และภาคเหนือตอนบน  

ทีมโกทร ภูมิใจไทย ปราจีนบุรี

          000 พื้นที่ภาคกลาง อิทธิพล “บ้านใหญ่โมเดล” ยังขลังอยู่ ยกตัวอย่างสนามปราจีนบุรี “เสี่ยหนู” มอบให้ “โกทร” สุนทร วิลาวัลย์ อดีต ส..ผูกขาด เป็นเสนาธิการใหญ่ วางแผนยึด เขตเลือกตั้ง โดย “โกทร” ให้ลูกสาว กนกวรรณ วิลาวัลย์“ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และ “เพชรินทร์ เสียงเจริญ” อดีต ส..ปราจีนฯ ลงบัญชีรายชื่อ พร้อมเสนอตัวผู้สมัคร ส.. 3 เขตคือ เขต อำนาจ วิลาวัลย์ หลานชายของโกทร เขต ชยุต ภุมมะกาญจนะ อดีต ส..หลายสมัย และเขต สฤษดิ์ บุตรเนียร

สุนทร วิลาวัลย์ กับลูกสาว

          000 มิเพียง “โกทร” ได้ “ชยุต” ทายาทตระกูลการเมืองเก่ามาร่วมทีม และยังมี “เล็กน้ำ” บุญเกื้อ พากเพียรศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองปราจีนบุรี เป็นกองหนุนคนสำคัญ ดังที่ทราบกัน “เล็กน้ำ” ถูกแขวนตำแหน่งมายาว นายกฯ ลุงตู่ เพิ่งปลดล็อกให้เมื่อไม่นานนี้

ชยุต ภุมมะกาญจนะ

          000 ยุทธศาสตร์ “บ้านใหญ่โมเดล” ของค่ายภูมิใจไทยในปีนี้ ยังฝากหวังไว้ที่ “ชาญ พวงเพ็ชร์” นายก อบจ.ปทุมธานี ที่สร้างขุมกำลังนักการเมืองท้องถิ่นจนเข้มแข็ง และต้องบันทึกไว้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ที่ไม่มีตระกูล “หาญสวัสดิ์” ในสนามเลือกตั้งเมืองปทุมฯ บารมีของชาญแผ่ขยายไปทั่วทุกอำเภอ และ “หาญสวัสดิ์” เหลือพื้นที่การเมืองแค่ “เทศบาลเมืองปทุมธานี” เท่านั้น

          000 ต้นตำรับชื่อดีมีชัย “จ่าประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” ลงทุนเปลี่ยนชื่อภรรยาเป็น “ยิ่งลักษณ์” และน้องสาวเป็น “ยิ่งรัก” เพื่อการสมัคร ส..สังกัดพรรคเพื่อชาติ จากอุบายง่ายๆ “ขายแบรนด์เก่า”

          ทำให้ผู้สมัคร ส..เพื่อชาติ ที่โคราช เปลี่ยนชื่อเป็น “ทักษิณ” คน “ยิ่งลักษณ์” คน และที่พะเยา คน พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกัน เพื่อให้จดจำง่าย ทั้งสองคนทำประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมือง จึงอยากให้จดจำตลอดไป

นโยบายหาเสียง “แจกบ้าน แจกเงิน” ยังได้ผลหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นโยบายหาเสียง “แจกบ้าน แจกเงิน” ยังได้ผลหรือไม่?

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 09:51 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นโยบายหาเสียง,แจกบ้าน,แจกเงิน,บัตรคนจน,บัตรประชารัฐ
เปิดอ่าน 585 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้พรรคการเมืองกำลังคึกคักกับการวางแผนหาเสียงกับชาวบ้าน เพื่อให้ทันวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม ที่จะมาถึง นโยบายที่ทุกพรรคกำลังไตร่ตรองว่าควร “กระโดดลงไปร่วมด้วย” หรือ “กระโดดออกห่าง” คือโครงการประเภทแจกแหลก โดยดูจากบทเรียนของ “รัฐบาล คสช.” ที่ใช้การลงทะเบียนคนจนนำหน้าแจกแหลกกักตุนคะแนนไปก่อนแล้ว

ที่ผ่านมาการซื้อใจด้วยคำประกาศสนับสนุนปัจจัยสี่ โดยเฉพาะ “แจกบ้าน แจกเงิน” มักใช้ได้ผลเสมอ แต่สำหรับกลุ่มนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่คลุกคลีกับปัญหาลึกๆ ของชาวบ้านมานานหลายสิบปี ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับ “นโยบายแจกแหลก” มากนัก

เพราะในที่สุด งบประมาณเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ไม่ได้ทำให้คนจนยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง !

เริ่มจากนโยบาย “บัตรคนจน” หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐบาล คสช.ทุ่มเงินไปเกือบ 6 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 มีผู้เข้าร่วมกว่า 14 ล้านราย ทั้งผู้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น 11.4 ล้านคน และเก็บตกในรอบสอง เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง เพิ่มอีก 3.1 ล้านคน รัฐบาลกำลังจะเทกระเป๋าให้อีก 4.3 พันล้าน เพื่อต่ออายุเติมเงินใส่บัตรให้อีก 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2562

ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ผู้มีบัตรคนจนได้รับการพัฒนาแล้วจำนวน 3.2 ล้านราย ส่วนผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี หรือเป็นผู้พ้นจากเส้นความยากจนมีจำนวน 1 ล้านราย ถือว่าการดำเนินมาตรการช่วงแรกประสบความสำเร็จเกิดความคุ้มค่า โดยคำนวณเปรียบเทียบต้นทุนการดำเนินการที่ใช้งบประมาณสำหรับการพัฒนาอาชีพไป 6 พันล้านบาท แต่เกิดผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจถึง 2.6 หมื่นล้านบาท

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี รู้สึกปลื้มปีติมากกับโครงการแจกเงินคนจน และจะเปลี่ยนเป็นให้เงินสด เพื่อกดจากตู้เอทีเอ็มได้ทันที สามารถใช้จ่ายอย่างอื่นได้ตามที่ทุกคนต้องการ แต่จะมีเงินจำนวนหนึ่งเก็บไว้ให้เฉพาะซื้อของในร้านค้าประชารัฐ

โดยผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท จะได้รับเงิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน และผู้รายได้ระหว่าง 3 หมื่น-1 แสนบาท จะได้รับเงิน 100 บาท โดยใช้งบประมาณจากเงินกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากเดิม วงเงิน 4,370 ล้านบาท หรือประมาณ 728 ล้านบาทต่อเดือน

สำหรับเงินรายเดือนที่จะโอนเข้าตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย แบ่งเป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี กดเงินสดได้เดือนละ 200 บาท และอีก 100 บาทสำหรับซื้อสินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐ ส่วนผู้มีรายได้เกินจะแบ่งเป็นสามารถกดเงินสดได้เดือนละ 100 บาท และอีก 100 บาท สำหรับซื้อสินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2562

นอกจากนี้ยังมีการแจก ค่าน้ำกับค่าไฟ สำหรับผู้มีบัตรคนจน เป็นเงินช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประจำเดือน ตามที่ระบุในใบแจ้งค่าไฟฟ้าแต่ไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือน เริ่มไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ส่วนค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือน

จากการสอบถามเครือข่ายภาคประชาชนผู้ทำงานกับกลุ่มแรงงานหาเช้ากินค่ำ ส่วนใหญ่ยังมีความรู้สึกว่า นโยบายแจกของฟรี ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระยะยาวทำให้คนหายจนได้จริง

“นิตยา พร้อมพอชื่นบุญ” ประธานชุมชนสร้างสรรค์พัฒนา 7-12 แสดงความเห็นว่า ในชุมชนคลองเตยมีคนไปลงทะเบียนและได้ “บัตรประชารัฐ” เป็นจำนวนมาก เมื่อได้มา 200-300 บาทก็เอาไปซื้อน้ำตาล น้ำปลา ของใช้จุกจิกในบ้าน ถือเป็นการแจกเงินซื้อของที่ดีในเบื้องต้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเงินสดก็จะดีกว่าในแง่ของการไปหาซื้อของได้ถูกลง เนื่องจากของในร้านธงฟ้าประชารัฐจะมีราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

“ช่วงแรกแจกเงินให้ไปรูดซื้อของร้านประชารัฐวุ่นวายมาก แต่ตอนนี้กำลังเปลี่ยนไปแจกเงินสด ชาวบ้านน่าจะชอบใจมากกว่า เพราะกดเงินไปซื้อของในห้างได้ ราคาถูกกว่ากันพอสมควร เพราะร้านพวกนี้ได้กำไรมาหลายต่อกว่าจะขายให้ชาวบ้าน เช่น ขายน้ำมันพืชขวดละ 45 ถ้าไปซูเปอร์ใหญ่ๆ จะซื้อได้ไม่เกิน 38 บาท”
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงนโยบายภาพรวมที่แจกเงินคนจนนั้น “นิตยา” ผู้คลุกคลีกับการทำงานในชุมชนแออัดคลองเตย พื้นที่บริเวณนี้อาณาเขตกว่าร้อยไร่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 1.2 หมื่นครัวเรือน จำนวน 26 ชุมชน การแจกเงินหรือให้ดอกเบี้ยซื้อบ้านราคาต่ำอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนในระยะยาวมากนัก
“การพัฒนาคนต้องมองถึงการดูแลให้พวกเขาช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระผู้อื่น ถ้าแจกตังค์มาใช้เท่าไรก็ไม่พอ สมมุติว่ารัฐบาลแจกเงินสดรอบใหม่ คนละ 500 บาท เงินจำนวนนี้ถ้าไปซื้อของใช้นิดเดียวก็หมดแล้ว แต่ถ้าให้เป็นเงินก้อนในแต่ละชุมชนแล้วเอามารวมกันทำเป็นกองทุนการออม ให้เป็นสวัสดิการของทุกคน จะเกิดประโยชน์ระยะยาวมากกว่า เช่น ตอนนี้มีการทำกองทุนออม กลุ่มคน 3 วัย ผู้สูงอายุ วัยทำงาน และวัยเด็ก 100 คน เอาเงินมารวมกันคนละ 500 บาท กลายเป็น 5 หมื่นบาท แล้วให้ออมเพิ่มอีกวันละ 1 บาท กลายเป็นรายได้วันละ 100 บาท เดือนหนึ่งจะได้เพิ่มอีก 3,000 บาทสะสมไปเรื่อยๆ ใครเดือดร้อนอะไรก็มาเอาเงินตรงนี้ไปใช้ก่อน เราก็เงินตรงนี้ไปจ้างคนปลูกผัก แจกให้สมาชิกวันละ 4 ต้น ถ้าเหลือเอาไปขาย แล้วเอาเงินขายผักเข้ากองทุน ใครเสียชีวิตให้ค่าทำศพ 1 หมื่นบาท”

“นิตยา” กล่าวว่า วิธีนี้ทำให้ได้เงินสะสมขึ้นอีกจำนวนมาก น่าจะดีกว่าแจกเดือนละ 500 บาทแล้วใช้หมดไปแบบไม่รู้ตัว แจกเท่าไรก็ไม่พอ อยากให้พรรคการเมืองที่คิดลงรับสมัครเลือกตั้ง คิดนโยบายหาเสียงแจกเงินเป็นกองทุนมากกว่าแจกเงินสด

สอดคล้องกับ “สาวิทย์ แก้วหวาน” เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ซึ่งยอมรับว่า บัตรผู้มีรายได้น้อยเป็นสวัสดิการหนึ่งที่เข้าถึงคนจนและผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อย แต่ถ้าอยากให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เงินกองทุนที่จ่ายมาปีละเกือบแสนล้านบาทควรนำไปทำเป็นกองทุนจะดีกว่า แต่ถ้าอ้างว่าเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสะพัด ช่วยเหลือโรงงาน ร้านขายของชำ หรือผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ก็อาจได้ประโยชน์บ้าง แต่เป็นเพียงบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์เท่านั้น ไม่ได้ทำให้คนจนหายยากจนอย่างแท้จริง

“สิ่งที่รัฐแจกแล้วได้ผลคือ ค่าน้ำฟรี ค่าไฟฟรี ตรงนี้โอเคกว่า แต่ถ้าจะให้ได้ผลจริง ประชาชนผู้ใช้แรงงานหรือชาวบ้านส่วนใหญ่อยากเสนอนโยบายให้ทำเป็นรูปแบบสหกรณ์ หรือสนับสนุนการรวมตัวผู้ผลิตรายย่อย ส่งเสริมให้เงินทุนกู้ยืมแบบปลอดดอกเบี้ย พอรวมกลุ่มผลิตสินค้าได้แล้ว ก็เอาสินค้ามาขายชุมชน สนับสนุนซึ่งกันและกัน สะสมเป็นกองทุนในชุมชนตัวเอง วิธีนี้จะช่วยระยะยาวมากกว่าแจกเงินเฉยๆ” นายสาวิทย์กล่าวแนะนำ

นอกจากแจกเงิน แจกน้ำ แจกไฟฟรีแล้ว ล่าสุดสมาชิกบัตรคนจนอาจได้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรีด้วย เนื่องจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีนโยบายเตรียมให้ผู้เข้าร่วมโครงการ 6 แสนกว่าครัวเรือน หรือ 1.8 ล้านคน ในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ได้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงฟรี 3 ปี โดยจะเริ่มต้นโครงการช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 ถึงเมษายน 2565 ใครที่สนใจสามารถติดต่อสำนักงาน กสทช. ได้ตั้งแต่เดือนมกราคม

แต่โครงการแจกฟรีที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามคือ “แจกบ้าน” หรือที่เรียกกันว่า “โครงการบ้านล้านหลัง” เพราะวันแรกที่เปิดให้ชาวบ้านไปจองได้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีคนมายืนรอรับบัตรคิวตั้งแต่หกโมงเช้า จนเต็มพื้นที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สำนักงานใหญ่ ถ.พระราม 9 ส่งผลให้การจราจรติดขัดไปหมด ยิ่งใกล้เวลาเปิดทำการ 8 โมงเช้ายิ่งมากันล้นหลาม รับบัตรคิวไม่ต่ำกว่า 6 พันคน

โดยวงเงินสินเชื่อ “โครงการบ้านล้านหลัง” นั้น รัฐบาลตั้งงบไว้ให้ประมาณ 1.27 แสนล้านบาท หวังให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ปัจจุบันมีผู้ผ่านการอนุมัติไปแล้วประมาณ 950 ราย วงเงินกู้ 630 ล้านบาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยราคาต่ำและให้ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี เช่นผู้มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 25,000 บาท อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1–ปีที่ 5 คงที่ร้อยละ 3 ต่อปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท อาจต้องควักกระเป๋าเริ่มต้นแค่ 4,000 บาทสำหรับผ่อนชำระ 5 ปีแรก แต่ถ้ารายได้เกินเดือนละ 25,000 บาท ถ้าเงินกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระ 3 ปีแรกเริ่มต้นเพียง 3,800 บาท ผู้ที่สนใจยังมีโอกาสไปจองได้ถึง 29 มีนาคม 2562

บ้านที่ปล่อยกู้นั้น เอามาจากกลุ่มต่างๆ เช่น บริษัทขายบ้านทั่วไปประมาณ 4.5 หมื่นหลัง จากบ้านรอการขายของ ธอส. จำนวน 2 หมื่นหลัง ทรัพย์ขายทอดตลาดของ ธอส. 4.4 หมื่นหลัง หรือทรัพย์ขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี 8 หมื่นหลัง รวมถึงโครงการของการเคหะแห่งชาติประมาณ 7.4 หมื่นหลัง
จากมุมมองนักวิชาการที่ทำวิจัยด้านที่อยู่อาศัยกลุ่มคนด้อยโอกาส เชื่อว่าโครงการบ้านล้านหลัง อาจทำให้ชาวบ้านกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต พรรคการเมืองใดจะนำไปลอกเลียนแบบต้องพิจารณาให้ลึกซึ้ง

“จิราภรณ์ แผลงประพันธ์” นักวิจัยอาวุโส มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความคิดเห็นว่า นโยบายแจกบ้านล้านหลังนั้น มุ่งหวังช่วยเหลือคนจน แต่ผู้ที่จองได้ไม่น่าจะเป็นกลุ่มคนจนจริง น่าจะเป็นคนชั้นกลางมากกว่า เพราะคนจนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงข้อมูลนี้ หรือการต้องลาหยุดงาน 1 วันมาจองบ้านก็อาจทำได้ยากด้วย อย่างไรก็ตามปัญหาที่ตามมาคือ การไม่คิดดอกเบี้ยช่วงปีแรกๆ ทำให้จ่ายเดือนละ 3,000 กว่าบาท ถูกกว่าค่าเช่าบ้าน ทำให้คนสนใจมาจองซื้อ แต่ถ้าผ่านไป 3–5 ปีแล้ว ต้องรับภาระจ่ายเต็มทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น อาจทำให้เกิดหนี้เสียขึ้นได้ กลายเป็นภาระหนี้สินในอนาคต

จิราภรณ์ กล่าวถึงผลการศึกษาปัญหาความยากจน สามารถแบ่งออกเป็น 8 มิติ ได้แก่ ความยากจนด้านการเงินการขาดแคลนที่อยู่อาศัย การขาดแคลนที่ดินทำกิน ปัญหาสภาพที่อยู่อาศัย ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาด้านสังคม ปัญหาด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการ และปัญหาอื่นๆ เช่น โอกาสการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ

“ถ้าพูดเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย นโยบายของรัฐบาลใหม่ อาจไม่จำเป็นต้องเน้นการเป็นเจ้าของบ้านก็ได้ เพราะถ้าสามารถหาบ้านเช่าหรือห้องเช่าที่มีความมั่นคง และราคาไม่แพงมาช่วย คล้ายกับแฟลตดินแดง แม้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่สามารถอยู่อาศัยตลอดไปเรื่อยๆ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำงานได้มากกว่า เพราะบ้านราคาถูกส่วนใหญ่อยู่พื้นที่ไกลออกไปจากชุมชน การเดินทางทำได้ลำบาก นอกจากนี้ควรคิดถึงระบบประกันสังคม ให้แรงงานนอกระบบได้เข้าถึง มีหลักประกันในการหยุดงานหรือเจ็บป่วยมากกว่านี้ เช่น ถ้าป่วยไม่สามารถไปทำงานได้ สามารถเบิกค่าขาดรายได้ และมีหลักประกันสวัสดิการต่างๆ ช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เป็นภาระคนในครอบครัว” จิราภรณ์กล่าว

ดังนั้น นโยบายแจกแหลกที่หลายพรรคการเมืองพยายามจะเลียนแบบเอาไปหาเสียงช่วงเลือกตั้งนั้น อาจต้องปรับแผนใหม่ให้นักการเมืองแต่ละพื้นที่ ลงไปนั่งจับเข่าพูดคุยซักถามชาวบ้านอย่างละเอียดว่า ต้องการความช่วยเหลืออะไรกันแน่ เพื่อวางแผนช่วยแก้ปัญหาความยากจน หรือความทุกข์ยากต่างๆ แบบระยะยาว

เพราะแต่ละพื้นที่ปัญหาแตกต่างกัน และมีหลายมิติ การใช้นโยบายพรรคแบบจ่ายฟรีเหมารวมอาจทำให้สอบตกได้ เพราะไม่โดนใจคนในพื้นที่อย่างแท้จริง !

        กลุ่ม“ปัญหาความยากจน”
1.กลุ่มขาดแคลนที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่จังหวัดขนาดใหญ่ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต เนื่องจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขยายเข้ามาในพื้นที่ชนบท ทำให้ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

2.กลุ่มขาดแคลนทั้งที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมถึงกลุ่มมีที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัย แต่ขาดแคลนรายได้ในการสร้างที่อยู่อาศัย หรือมีที่อยู่อาศัยแต่มีลักษณะไม่มั่นคง

3.กลุ่มยากจนเรื้อรัง เป็นกลุ่มมีที่ดินทำกินแต่ขาดความรู้ที่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้ หรือเป็นกลุ่มที่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป

ซินเจียยู่อี่-ซินนี้ฮวดไช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361340?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซินเจียยู่อี่-ซินนี้ฮวดไช้

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:37 น.
ซินเจียยู่อี่-ซินนี้ฮวดไช้,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ตรุษจีน
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

คอลัมน์…  อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน   oddturbo1900@gmail.com

ในโอกาสวันตรุษจีน “อ๊อด เทอร์โบ“ ขอน้อมอำนวยพรซึ่งมีความหมายว่า “ปีใหม่นี้ คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวังสมปรารถนา มีแต่ความสุขมั่งคั่งโชคดี ร่ำรวยตลอดปี”

นาทีนี้คงไม่ต้องพูดถึงอิทธิพลของจีนให้ทราบ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะความผูกพันระหว่างจีนกับไทยที่พูดกล่าวกันอยู่เสมอว่าจีนกับไทยไม่ใช่อื่นไกลเป็นพี่น้องกัน

โบราณกาลที่ผ่านมาชาวจีนที่อพยพมาทำมาหากินในประเทศไทยแบบที่เรียกกันว่ามาแบบ “เสื่อผืน-หมอนใบ” ลงเรือสำเภาเรือใบไปตายเอาดาบหน้า เมื่อมาลงหลักปักฐานในไทยได้มุมานะพยายามหนักเอาเบาสู้จนบัดนี้เป็นเศรษฐี-มหาเศรษฐี

ขออนุญาตไม่เอ่ยนามแต่เชื่อว่าคนรวยอันดับ 1-10 ประเทศไทยที่มีทรัพย์สินเงินทองหมื่นล้านแสนล้านเป็นคนเชื้อสายจีน

“ดับเครื่องชน” วันนี้เป็นวันมงคลจึงขอละเว้นกล่าวถึงเรื่องที่ไม่สบายใจและขอนำเรื่องเกี่ยวกับตรุษจีนมาแจ้งให้ทราบเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

วันนี้วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 เป็น “วันไหว้” และตรงกับวันขึ้นปีใหม่จีน

โดยจะมีการไหว้ 3 ครั้ง ตอนเช้ามืดจะไหว้ “ไป๊เล่าเอี๊ย” เป็นการไหว้เทพเจ้าต่างๆ ตอนสายจะไหว้ “ไป๊เป้บ๊อ” หรือการไหว้บรรพบุรุษ ตอนบ่ายไหว้ “ไป๊ฮ้อเฮียตี๋” เป็นการไหว้พี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว

วันขึ้นปีใหม่ของจีน คือวันที่ 1 ของเดือนที่ 1 ของปี หรือ “ชิวอิก” โดยมีการไหว้เทพเจ้า “ไฉ่ซิงเอี้ย” ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ

          การเตรียมของไหว้มงคลรับตรุษจีน มีดังนี้
เทียนแดง 1 คู่ (และธูป 3 ดอกต่อ 1 ท่าน), ข้าวสารใส่แก้ว, กิมฮวย (ก้านหางนกยูงที่ใช้ปักในกระถางธูป+กระถางธูป), ชุดกระดาษเงิน-ทอง และสาคูแดงต้มสุก 3-5 ถ้วย, ผลไม้ 5 อย่าง, น้ำชา 5 ถ้วย และของไหว้เจ 5 อย่าง (เช่น เห็ดหอม, เห็ดหูหนู, ดอกไม้จีน, วุ้นเส้น, ฟองเต้าหู้ เป็นต้น)

  ความหมายมงคลของอาหารไหว้
ไก่ คือความสง่างาม ยศ และความขยันขันแข็ง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ต้องเป็นไก่เต็มตัว มีหัว ตัว ขา ปีก มีความหมายถึง ความสมบูรณ์, เป็ด คือสิ่งบริสุทธิ์ ความสะอาด ความสามารถอันหลากหลาย, ปลา คือเหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์, หมู คือความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้, หมึก คือเหลือกิน เหลือใช้ (เหมือนปลา), บะหมี่ยาว หรือ มี่สั้ว หรือ ฉางโซ่วเมี่ยน ตามชื่อ คืออายุยืนยาว,

เม็ดบัว คือการมีบุตรชายจำนวนมาก, ถั่วตัด คือแท่งเงิน จะได้อุดมไปด้วยเงิน, สาหร่ายทะเลสีดำ คือความมั่งคั่งร่ำรวย, หน่อไม้ คือการอวยพรให้ร่ำรวยผาสุก, ขนมเข่ง คือความหวานชื่น ราบรื่นในชีวิต ดังนั้นขนมเข่งที่ใส่ในชะลอม คือความหวานชื่นอันสมบูรณ์, ขนมเทียน คือเป็นขนมที่ปรับปรุงขึ้นจากชาวจีนโพ้นแผ่นดิน ดัดแปลงมาจากขนมท้องถิ่นของไทย จากขนมใส่ไส้ เปลี่ยนจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิ มาเป็นแป้งข้าวเหนียวแทน มีความหมายหวานชื่น ราบรื่น รูปลักษณ์เป็นกรวยแหลม มีลักษณะเป็นมงคลเหมือนเจดีย์,

ขนมไข่ คือความเจริญเติบโต, ขนมถ้วยฟู และขนมสาลี่ คือความเพิ่มพูนรุ่งเรือง เฟื่องฟู, ซาลาเปา หรือ หมั่นโถว คือไหว้เพื่อให้เปาไช้ แปลว่า ห่อโชค และ ขนมจันอับ (จั๋งอั๊บ) คือปิ่นโต หมายถึงความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไปกาลนาน

ล่าสุดทราบข่าวมาว่าทางการมีการร้องขอความร่วมมืองดเผากระดาษเงิน-กระดาษทอง เพื่อลดมลภาวะ

หรือการจุดประทัด ซึ่งส่งเสียงดังและมีควันพิษ ซึ่งน่าจะได้รับการยกเว้นเป็นตรุษจีนที่ทันสมัย ทันยุค ทันเหตุการณ์

ซินเจียยู่อี่-ซินนี้ฮวดไช้ เฮงๆ ครับ

วาทกรรมเทพ-มาร จุดอ่อน “ประชาธิปไตยไร้เดียงสา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วาทกรรมเทพ-มาร จุดอ่อน “ประชาธิปไตยไร้เดียงสา”

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 – 08:00 น.
พรรคพลังประชารัฐ,กระดานความคิด,พรรคสหประชาไทย,เลือกตั้ง,ประชาธิปไตย,จอมพลถนอม กิตติขจร,จอมพลประภาส จารุเสถียร,นายกรัฐมนตรี
เปิดอ่าน 661 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… บางนา บางปะกง

นักวิชาการหลายสำนัก พยายามจะเปรียบเทียบให้การเลือกตั้ง 2562 เหมือนการเลือกตั้ง 2500 เปรียบเทียบพรรคพลังประชารัฐให้เหมือนพรรคสหประชาไทย

ประวัติศาสตร์มีให้ศึกษา เรียนรู้ แต่ไม่ใช่นำประวัติศาสตร์ มาสร้างวาทกรรมทางการเมือง เพื่อการปลุกระดมมวลชน

พรรคสหประชาไทย ก่อเกิดจากคณะนายทหารที่สืบทอดอำนาจมาจากการรัฐประหาร 2500 เวลานั้นเป็นผู้บริหารประเทศ หัวหน้าพรรคจึงเป็น “จอมพลถนอม กิตติขจร” นายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคคือ “จอมพลประภาส จารุเสถียร” ผู้บัญชาการทหารบก รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย

การเตรียมการเลือกตั้งของพรรคสหประชาไทย แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายนายทหารเสนาธิการและนักคิดที่ใกล้ชิดจอมพลถนอม กิตติขจร, ฝ่าย “พจน์ สารสิน” ที่ขึ้นตรงกับจอมพลถนอม และฝ่าย “ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์” สายตรงของจอมพลประภาส จารุเสถียร

ตรงกันข้ามกับ “กลุ่มอำนาจ” ใน พ.ศ.นี้ มิได้มอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปสร้างเครือข่ายกับพรรคการเมืองเพียงกลุ่มเดียว หากแต่มีการกระจายกันไปทำ ตามศักยภาพของแต่ละคน

รูปแบบการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่กุมอำนาจเวลานี้ คล้ายสถานการณ์การเมืองปลายปี 2517 ศูนย์อำนาจใหม่ ประกอบด้วย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์

“พล.อ.กฤษณ์” ในฐานะผู้กำกับการแสดง มีคอนเนกชั่นทั้งในกลุ่มการเมืองปีกขวา และปีกซ้าย ได้ให้การสนับสนุนนักการเมืองหลายกลุ่มตั้งพรรคการเมือง

เลือกตั้ง 2518 พล.อ.กฤษณ์ มอบหมายให้ “โค้วตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์หัวหน้าพรรคสังคมชาตินิยม เป็นผู้ประสานงานสร้างเครือข่ายกับพรรคต่างๆ อาทิ พรรคธรรมสังคม, พรรคประชาธรรม, พรรคสันติชน, พรรคเสรีนิยม ฯลฯ

อดีตซ้ายไทยก็ทราบดี พล.อ.กฤษณ์ และ พล.ต.อ.ประเสริฐ ได้คบหาสมาคมกับ ไขแสง สุกใส และผู้นำนักศึกษาหลายคน ที่เป็นแกนนำพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย รวมไปถึงพรรคพลังใหม่

หลังเลือกตั้ง ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หัวหน้าพรรคสังคมชาตินิยม รวบรวมเสียงพรรคเล็กพรรคน้อย ตั้งเป็น “กลุ่มร่วมชาติ” เตรียมจัดตั้งรัฐบาล

หลังพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ พล.อ.กฤษณ์ ตัดสินใจเลือก “หม่อมคึกฤทธิ์” หัวหน้าพรรคกิจสังคม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียงสนับสนุนจากกลุ่มร่วมชาติ (11 พรรค) และพรรคชาติไทย

“กฤษณ์โมเดล” กำลังจะกลับมา หลังการเลือกตั้ง 2562 ผู้ถืออำนาจ มิได้มอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปสร้างเครือข่ายกับพรรคการเมืองเพียงกลุ่มเดียว หากแต่มีการกระจายกันไปทำ ตามศักยภาพของแต่ละคน

พรรคพลังประชารัฐ น่าจะไม่ต่างจากพรรคไทยรักไทยยุคแรกๆ ที่มีองค์ประกอบของเทคโนแครตการเมือง กับนักเลือกตั้งมืออาชีพ

สมัยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตร รวบรวม “อดีตนายทหาร-นายตำรวจ” ไปอยู่ในพรรคหลายสิบคน แต่ส่องเข้าไปในพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีเงานายทหารใหญ่ นอกจากการเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี

ฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายทักษิณ กำลังเผชิญหน้ากับ “กองกำลังนักเลือกตั้ง” ที่เคยร่วมหัวจมท้ายกับทักษิณมาก่อน จึงรู้เช่นเห็นชาติกัน และสรุปบทเรียนจากการต่อสู้กันมาสองครั้ง(ปี 2550 และ 2554)

ใครคือ “พล.อ.กฤษณ์” ในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็พอจะรู้กันอยู่ ใครเป็นผู้คุมเกมนักเลือกตั้ง ในบทบาทแบบประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ก็เดาได้ไม่ยาก

ฝ่ายประชาธิปไตยบางกลุ่ม ชอบตัดทอนประวัติศาสตร์ แถมติดโรคไร้เดียงสาฝ่ายซ้ายเยอะ โอกาสจะเพลี่ยงพล้ำและตกเป็นเหยื่อเกมอำนาจ ก็มีสูงยิ่ง

สูตรชนะทักษิณ “จอมเก๋า” บัญชีรายชื่อ “นักล่าแต้ม” ส.ส.เขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361251?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สูตรชนะทักษิณ “จอมเก๋า” บัญชีรายชื่อ “นักล่าแต้ม” ส.ส.เขต

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 12:08 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคไทยรักษาชาติ,พรรคการเมือง,กติกาการเลือกตั้ง,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,อดีต สส
เปิดอ่าน 7,570 ครั้ง

อย่างที่รู้ กติกาเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา” งานนี้ก็เพื่อล้มแชมป์โดยเฉพาะ!!

000 ในที่สุดฤดูเลือกตั้ง 2562 ก็ได้ฤกษ์หาเสียงอย่างเป็นทางการ เมื่อ กกตเปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (..)  ทั้ง ส.และ บัญชีรายชื่อ ระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ นี้ ดังที่ทราบกัน “กติกาเลือกตั้ง” หนนี้ต่างจากเดิม จึงทำให้พรรคการเมืองต้องปรับยุทธศาสตร์การวางตัวผู้สมัคร ส..ใหม่ ทั้งมี “บัตรเลือกตั้งใบเดียว” และ “ทุกคะแนน” จะถูกนับรวมหมด ไม่มีตกน้ำตกท่า

           000 พรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภามา สมัยติดต่อกันคือ พรรคในเครือข่าย “คนแดนไกล” ไม่ว่าจะชื่อ ไทยรักไทยพลังประชาชน และ เพื่อไทย ก็ต้องปรับยุทธศาสตร์ “พรรคพี่พรรคน้อง” เนื่องจากกติกาเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา” จึงมีระบบคิดคำนวณคะแนน ส..ใหม่ พรรคที่ชนะ “..เขต” มากเท่าใด จำนวน “..บัญชีรายชื่อ” ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงตัดสินส่งแค่ 250 เขต และแบ่งให้พรรคไทยรักษา ส่ง 150 เขต

เพื่อไทย แชมป์เน้น ส.ส.เขต

          000 สำหรับผู้ท้าชิงอย่าง “พรรคพลังประชารัฐ” ส่งผู้สมัคร ส..เขตเลือกตั้ง ครบ 350 เขต แต่เมื่อดูโผรายชื่อผู้สมัคร ส..เขต บรรดากองเชียร์ลุงตู่ อาจรู้สึกผิดหวังเพราะไม่มี “อดีต ส..” คนเด่นคนดังลงสนามเลย ส่วนใหญ่เป็น “คนหน้าใหม่” ที่ก้าวมาจากสนามการเมืองท้องถิ่น

          000 จริงๆ แล้ว “นักเลือกตั้ง” ระดับแกนนำพลังประชารัฐ รู้อยู่แก่ใจ การเอาชนะเพื่อไทยที่ “เขตเลือกตั้ง” โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือตอนบนเป็นเรื่องยากมาก แต่การ “เก็บแต้ม” ที่เขตเลือกตั้งให้ได้ตามเป้า เขตละ 1-2 หมื่นคะแนน ดูจะทำง่ายกว่าแถมจะส่งผลดีต่อคะแนนรวมทั้งประเทศและจำนวน ส..บัญชีรายชื่อ

ไทยรักษาชาติ น้องใหม่ มุ่งคะแนนบัญชีรายชื่อ

          000 สรุปว่าอดีตส..จอมเก๋าจะรับบท “พี่เลี้ยง” คอยกำกับ “นักล่าแต้ม” ซึ่งมีตำแหน่ง ส.อบจ., .และนายก อบตโดยนักการเมืองท้องถิ่นนี้มี “ฐานคะแนน” ที่แน่นอน โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ภาคอีสานจะมีทีม “นายก อบจ.” 7 จังหวัดอีสานเหนือ คอยเป็น “กองหนุน” ผู้สมัคร ส..หน้าใหม่

          000 ด้านคู่แข่งพลังประชารัฐในสนามภาคอีสาน “พรรคภูมิใจไทย” ที่ส่งผู้สมัคร ส..เขตเลือกตั้งครบ 350 เขต ก็เลือกใช้ยุทธศาสตร์ “นักล่าแต้ม” เช่นกัน ยกตัวอย่างผู้สมัคร ส..เขต นครราชสีมา 14 เขต ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และนักธุรกิจ แต่ค่ายสีน้ำเงิน ก็มอบให้ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด และ “นพ.สำเริง แหยงกระโทก” อดีตนายกอบจ.โคราช พร้อมด้วยอดีตส..เป็นพี่เลี้ยง คอยกวาดคะแนนให้ได้มากที่สุด 

พรรคภูมิใจไทย

          000 ส่วนพรรคเก่าขนาดกลาง “พรรคชาติไทยพัฒนา” คงหวัง ส..เขต ไม่กี่จังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร ที่เหลือส่ง “นักล่าแต้ม” ระดับอดีต ส..เกรดบี ลงทำงาน เช่นเดียวกับ “พรรคชาติพัฒนา” ที่ปักธง 3-4 เขตในนครราชสีมา และที่เหลือก็เก็บแต้มจากทุกเขตที่ส่งผู้สมัคร ส..

          000 มีความชัดเจนกันเสียที สมรภูมิแปดริ้ว เขต .ท่าตะเกียบ อ.สนามชัยเขต และอ.พนมสารคาม (บางตำบลแชมป์เก่าย้ายจากเพื่อไทยมาภูมิใจไทย “รส มะลิผล” สามีของ “จินดา มะลิผล” หรือจินดา ตันเจริญ (พี่สาวของสุชาติ ตันเจริญจะต้องพบผู้ท้าชิงหน้าเก่า “สุชาติ ตันเจริญ” พรรคพลังประชารัฐ 

          000 ปี 2554 รส มะลิผล สวมเสื้อเพื่อไทย ลงแข่งกับ “พิเชษฐ์ ตันเจริญ” (น้องชายภรรยาจินดาและสุชาติค่ายภูมิใจไทย  และเอาชนะมาได้ มาถึงปี 2557 “สุชาติ” สวมเสื้อค่ายสีน้ำเงิน ลงชนพี่เขยรส มะลิผล บังเอิญเลือกตั้งโมฆะ แต่หนนี้สู้กันรอบใหม่

          000 เหมือนซุ่มเงียบพิกล  ฐานิสร์ เทียนทอง” อดีต ส..สระแก้ว หอบหิ้วน้องสาว “ตรีนุช เทียนทอง” จากค่ายเพื่อไทย ไปอยู่ค่ายพลังประชารัฐ ยังไม่มีการเปิดตัวเป็นทางการ

          ตรงข้ามค่ายเพื่อไทย “เสนาะ เทียนทอง”ลงทุนจูงลูกชาย “สรวงศ์ เทียนทอง” และหลานชาย “สนธิเดช เทียนทอง” ออกหาเสียงชนิดที่คนสระแก้วไม่เคยเห็นมาก่อน โดยมีรถโมบายเคลื่อนที่ เปิดเวทีปราศรัยเป็นจุดๆ